วันนี้คุยเรื่องนวนิยายอิตาเลียนกันบ้างไหม อย่าคิดว่าเป็นบทความทางวรรณกรรมเลย เพราะมันไม่ใช่ ไม่ใช่จริงๆ เอามาเขียนเพราะพบว่าทุกครั้งที่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังแล้วดูหูตาแวววาว ก็เลยลองเอามาเล่าให้อ่านตรงนี้บ้าง

ที่มาคือครั้งหนึ่งเคยต้องเรียนเรื่องนวนิยายอิตาเลียนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รู้สึกเปิดกะโหลกกบาลมาก เพราะเคยคิดสงสัยเหมือนกันว่าคนในช่วงนั้นอยู่กันอย่างไร เห็นภาพทีไรก็เป็นคนวิ่งอุดหูหนีหวอลงหลุมหลบภัยหน้าตามอมแมม ขึ้นมาอีกทีทุกอย่างเป็นฝุ่นควัน เอ๊ะนั่นใครอยู่ตรงกองไม้นั่น พร่ำรำพันถึงทางช้างเผือก 

มีนวนิยายให้อ่านหลายเรื่อง แต่ 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใจมากที่สุด เลยจะมาเล่าให้อ่านกัน

  1. Tutti i nostri ieri หรือแปลง่ายๆ ได้ว่า ‘วันวานของพวกเรา’ ของนาตาเลีย กินซ์บูร์ก (Natalia Ginzburg)
  2. L’Agnese va a morire หรือแปลง่ายๆ ได้ว่า ‘อัญเญเซไปตาย’ ของ เรนาตา วิกาเนาะ (Renata Viganò)
  3. La ciociara หรือแปลง่ายๆ ได้ว่า ‘สาวชาวโชชาเรีย’ ของ อัลแบร์โต โมราเวีย (Alberto Moravia)

นวนิยายทั้งสามมีจุดร่วมเหมือนกันคือตัวละครเอกเป็นผู้หญิง และใช้เหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นฉากหลัง ความเป็นตัวละครหญิงและความที่นักเขียนเป็นผู้หญิงเกือบทุกเรื่องนี่ล่ะ ที่ทำให้นวนิยายเหล่านี้เป็น ‘คันฉ่อง’ สะท้อนภาพสังคมสมัยนั้นอย่างเนียนๆ และละเมียดละไม

เล่าเรื่องย่อแบบพยายามจะไม่สปอยล์นะ

3 นิยายดังจากอิตาลี ที่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านผู้หญิงอิตาเลียน
หน้าปกวันวานของเรา
ภาพ : www.mondadoristore.it

เรื่องแรก ‘วันวานของเรา’ เป็นเรื่องของ อันนา เด็กสาวคนหนึ่งในครอบครัวชนชั้นกลางที่มีฐานะ ไม่เดือดร้อนอะไร เธออยู่ตูรินอันเป็นเมืองทางเหนือ พี่ชายของเธอเป็นปัญญาชนที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลฟาสซิสต์ในสมัยสงคราม เรียกง่ายๆ ว่าเป็น ‘เสรีอิตาเลียน’ แล้วกัน แต่เป็นแนวปัญญาชน แนวประชุม แนวออกหนังสือสิ่งพิมพ์ เธอได้พลาดเสียทีหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งจนท้อง แต่หนุ่มนั้นได้ย้ายจากไป เพื่อนของพ่อเธอได้มาช่วยกู้หน้าครอบครัวโดยการแต่งงานกับเธอ แล้วย้ายลงไปอยู่ในแถบภาคกลางของอิตาลีอันแร้นแค้น… เล่าแค่นี้แล้วกัน

3 นิยายดังจากอิตาลี ที่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านผู้หญิงอิตาเลียน
หน้าปกอัญเญเซไปตาย
ภาพ : www.amazon.it

เรื่องที่สอง ‘อัญเญเซไปตาย’ นั้น เป็นชื่อเรื่องที่สปอยล์มาก คือรู้แน่ๆ ว่าตัวเอกไปตาย แต่ก็เอาเถอะ ความสำคัญของเรื่องอยู่ตรงระหว่างทางต่างหาก อัญเญเซเป็นหญิงอ้วนใหญ่วัยกลางคนมีอาชีพเป็นหญิงซักผ้า อยู่กับสามีที่ป่วยกระเสาะกระแสะและแมวสีดำตัวหนึ่ง วันหนึ่งทหารเยอรมันเมาจับสามีของนางเอาไปเป็นทหารแล้วยังเมายิงแมวตายอีก นางจึงฆ่าทหารเยอรมันคนนั้น จากนั้นจึงหนีเข้าไปสมทบกับพวกเสรีอิตาเลียน คราวนี้คนละแนวกับพวกตูริน พวกนี้เป็นแนวกองโจรเลย อาศัยว่าตัวเองเป็นมีรูปลักษณ์ที่ดูไม่น่าจะแก่นแก้วกฤษดาดอยอะไรได้ นางจึงรับบทเป็นนางส่งของ และเป็นเหมือนแม่ของพวกนักรบใต้ดินเหล่านั้น ตอนจบนางตาย โอเคอันนี้เล่าได้ เพราะชื่อเรื่องก็เฉลยจนไม่รู้จะยังไงแล้ว

3 นิยายดังจากอิตาลี ที่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านผู้หญิงอิตาเลียน
หน้าปกสาวชาวโชชาเรีย
ภาพ : en.wikipedia.org
3 นิยายดังจากอิตาลี ที่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านผู้หญิงอิตาเลียน
แผ่นปิดภาพยนตร์เรื่อง สาวชาวโชชาเรีย
ภาพ : www.imdb.com

เรื่องที่สาม ‘สาวชาวโชชาเรีย’ เรื่องนี้คอหนังโบราณหลายคนรู้จักโดยไม่รู้ตัวเพราะเคยเป็นหนังมาแล้วแสดงโดย โซเฟีย ลอเรน (Sophia Loren) ใครไม่รู้จักโซเฟีย ลอเรน ก็ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจอะไรไป นางเป็นดารา จบนะ 

นางเอกของเรื่องนี้ชื่อ… อืมม… อะไรนะ… จำไม่ได้… อ้อ เชซีร่า นางเป็นซิงเกิ้ลมัม มีร้านขายของอยู่ในกรุงโรม มีลูกสาวอยู่คนหนึ่งชื่อโรสเซ็ตต้า วันหนึ่งก็มีผู้หวังดีบอกว่า ภาวะสงครามอย่างนี้ อย่าอยู่ในโรมเลย ออกไปอยู่นอกเมืองเถอะ นางก็ อ้ะ ไปก็ไป ทั้งที่เสียดายว่ากำลังซื้อง่ายขายคล่องกับกิจการตลาดมืดอย่างนี้ ในใจคิดว่าคงไม่กี่วัน จากคนที่ไม่เห็นว่าสงครามจะไปมีอะไร้ ก็พบว่า สงครามนั้นไม่เป็นมิตรกับใครจริงๆ ไม่เล่าตอนครึ่งเรื่องหลัง อันนี้มีหนังที่ใกล้เคียงกับนิยายพอสมควร ชื่อเรื่อง Two women และโซเฟีย ลอเรน ได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะนักแสดงนำฝ่ายหญิงจากเรื่องนี้ใน ค.ศ. 1960

ภาพสงครามที่เห็นจากหนังสือแต่ละเล่ม

วันวานของเรา

เล่มแรก วันวานของเรา ด้วยความที่เรื่องนี้มองผ่านเด็กสาวลูกคนมีฐานะผู้อ่อนต่อโลก ในเรื่องไม่ค่อยมีฉากสงครามสักเท่าไหร่ เธอก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ มีแต่พี่ชายของเธอเท่านั้นที่ทำตัวลึกลับ ชอบนัดเพื่อนมาแล้วปิดประตูคุยกัน วันดีคืนดีก็เผาเอกสารอะไรให้วุ่นวายเพื่อทำลายหลักฐาน แล้วก็มีการวิ่งหนีตำรวจทหารไปตามหลังคาตึก จนอันนามีความคิดแค่ว่าการเป็นเสรีอิตาเลียนก็คือการวิ่งหนีไปตามหลังคาตึกแค่นั้น น่าสนุกจะตาย 

จากนั้นอันนาก็ย้ายไปอยู่ทางตอนกลางของอิตาลี ในหมู่บ้านที่ยากจนแร้นแค้น ที่นั่นเธอไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากดูแลลูกน้อย สงครามดูห่างไกลของชีวิตเธอเหลือเกิน เธอพบว่าคนที่นั่นแทบไม่เดือดร้อนอะไรเลย เอาใหม่ ต้องบอกว่า ไม่ได้เดือดร้อนมากไปกว่าเดิมเท่าไหร่เลย ดังนั้น ในเรื่องเราจึงสัมผัสได้กลายๆ ว่า คนที่เดือดร้อนคือคนในเมือง ส่วนคนยากจนนอกเมือง ก็ราวกับชีวิตต้องผจญสงครามมาตลอดชีวิต มีหรือไม่มีสงครามก็แทบไม่ต่างกันเลย

อัญเญเซไปตาย 

เรื่องนี้ เราจะเห็นภาพการทำงานของพวกเสรีอิตาเลียนว่ามิได้มีแต่เพียงหน่วยจู่โจม แต่มีกองหลังซึ่งเป็นผู้หญิงอย่างเช่นอัญเญเซคอยทำอาหารให้ คอยปะชุนเสื้อผ้าให้ และมีการส่งของให้

เรื่องราวของเธอทำให้มองเห็นว่า การเข้าร่วมเป็นเสรีอิตาเลียน อย่างน้อยในแบบของเธอนั้น เธอไม่ได้มีปณิธานอันหาญมุ่งอะไรทั้งนั้น เธอฆ่าทหารเยอรมันก็เพราะมาฆ่าแมวอันเป็นตัวแทนของสามีเธอ เธอเข้าร่วมขบวนการเพราะไม่มีที่ไป เธอทำให้อะไรต่ออะไรให้ทุกคนเพราะเป็นสิ่งที่เธอควรจะทำ แม้แต่ตอนตาย เธอก็มิได้ตายเพราะแอ่นอกรับกระสุนแทนใคร หรือถูกทรมานเพราะเก็บความลับของใครทั้งสิ้น ชอบการสร้างตัวละครเสรีอิตาเลียนในเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะเป็นผู้หญิงแล้ว ดูไม่วีรกรรมดี ไม่อนุสาวรีย์ดี จะว่ากดตัวละครหญิงไม่ให้มีวีรกรรมก็ไม่น่าจะใช่ คนเขียนก็เป็นผู้หญิง ท่าทางจะเบื่อกับพวกนักเขียนผู้ชายขี้โม้ในยุคนั้นมากกว่า เพราะว่ากันว่า พอสงครามโลกเลิก คนก็ออกมาเขียนหนังสือว่าด้วยวีรกรรมของความเป็นเสรีอิตาเลียนของตัวเองกันยกใหญ่

สาวชาวโชชาเรีย

ด้วยความที่เรื่องนี้อยู่ในโรม อันเป็นฐานหลักของรัฐบาลฟาสซิสต์ของมุสโสลินี เชซีร่าเองก็เป็นชาวบ้านร้านตลาดแท้ๆ ตัวละครตัวนี้จึงน่าสนใจมาก เพราะนางมิได้มีความชิงชังมุสโสลินีแต่อย่างใด ออกจะยกย่องเทิดทูน เชื่อตามโฆษณาชวนเชื่อของมุสโสลินีทุกประการ นางไม่คิดว่าสงครามเป็นเรื่องใหญ่ นางเอ็นจอยกับการของในตลาดมืด สรุปคือนางไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลยถึงแม้นางจะอยู่ตรงจุดยุทธศาสตร์หลักของสงครามในอิตาลีก็ว่าได้

ต่อเมื่อนางออกไปอยู่ในชนบทอันห่างไกลและต้องเปลี่ยนบทบาทจากแม่ค้าเป็นลูกค้านั่นล่่ะ นางถึงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนไป แต่นั่นยังไม่เท่ากับประสบการณ์อื่นๆ ที่นางไม่คาดฝัน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากสงคราม เหตุการณ์แรกที่ทำให้นางเปลี่ยนความคิดคือ ระหว่างที่เดินอยู่กับลูกสาว นางก็ถูกทหารที่อยู่บนเครื่องบินลาดตระเวนตามไล่ยิง นางจึงได้สำเหนียกว่า คนในสงครามนี่เป็นศัตรูกันได้แม้โดยไม่รู้จักกัน

สิ่งเหล่านั้นเป็นบางช่วงบางตอน บางเรื่องบางราวที่เก็บมาเล่าสู่กันฟังในพื้นที่อันจำกัด โดยสรุปก็คือ ได้เห็นภาพว่า ชีวิตช่วงสงครามก็มิได้โหดหรือวิ่งลงหลุมหลบภัยทุกขณะจิต ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป มีบ้างที่แร้นแค้นอัตคัด แต่คนที่เดือดร้อนเรื่องนี้มักจะเป็นคนเมือง หรือคนมี คนที่ไม่เคยมีกลับไม่ค่อยได้เห็นความแตกต่างอะไรเช่นนั้น 

อีกสิ่งที่ได้เห็น ถือเป็นผลพลอยได้จากการอ่าน คือความเป็นแม่ ที่ทุกข์หนักในชีวิตของตนนั้นไม่ใช่ระเบิดหรือความอดอยากใดๆ หากแต่เป็นความทุกข์ของลูก ยิ่งเป็นความทุกข์ที่ตัวเองแบ่งเบาบรรเทาไม่ได้ ยิ่งทุกข์หนักกว่าเรื่องใดๆ ในสงคราม

ถามว่านึกยังไงถึงมาเขียนเรื่องนี้เอาตอนนี้ ก็ต้องบอกว่า จริงๆ คิดถึงเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่ COVID-19 มาใหม่ๆ คิดอยู่เสมอและเคยพูดกับเพื่อนๆ ว่า ชีวิตของเราตอนนี้ก็น่าจะคล้ายๆ ชีวิตคนในยุคสงคราม จนกระทั่งมีคนมาบอกว่า คุณยายก็บอกอย่างนี้เหมือนกัน ก็เลยเอานวนิยาย 3 เรื่องนี้มาย่อยให้อ่านกัน พร้อมทั้งขอส่งกำลังใจให้ทุกคนมีเรี่ยวแรงกำลังในการดำเนินชีวิตต่อไปด้วยกันเทอญ

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load