วันนี้คุยเรื่องนวนิยายอิตาเลียนกันบ้างไหม อย่าคิดว่าเป็นบทความทางวรรณกรรมเลย เพราะมันไม่ใช่ ไม่ใช่จริงๆ เอามาเขียนเพราะพบว่าทุกครั้งที่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังแล้วดูหูตาแวววาว ก็เลยลองเอามาเล่าให้อ่านตรงนี้บ้าง

ที่มาคือครั้งหนึ่งเคยต้องเรียนเรื่องนวนิยายอิตาเลียนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รู้สึกเปิดกะโหลกกบาลมาก เพราะเคยคิดสงสัยเหมือนกันว่าคนในช่วงนั้นอยู่กันอย่างไร เห็นภาพทีไรก็เป็นคนวิ่งอุดหูหนีหวอลงหลุมหลบภัยหน้าตามอมแมม ขึ้นมาอีกทีทุกอย่างเป็นฝุ่นควัน เอ๊ะนั่นใครอยู่ตรงกองไม้นั่น พร่ำรำพันถึงทางช้างเผือก 

มีนวนิยายให้อ่านหลายเรื่อง แต่ 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใจมากที่สุด เลยจะมาเล่าให้อ่านกัน

  1. Tutti i nostri ieri หรือแปลง่ายๆ ได้ว่า ‘วันวานของพวกเรา’ ของนาตาเลีย กินซ์บูร์ก (Natalia Ginzburg)
  2. L’Agnese va a morire หรือแปลง่ายๆ ได้ว่า ‘อัญเญเซไปตาย’ ของ เรนาตา วิกาเนาะ (Renata Viganò)
  3. La ciociara หรือแปลง่ายๆ ได้ว่า ‘สาวชาวโชชาเรีย’ ของ อัลแบร์โต โมราเวีย (Alberto Moravia)

นวนิยายทั้งสามมีจุดร่วมเหมือนกันคือตัวละครเอกเป็นผู้หญิง และใช้เหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นฉากหลัง ความเป็นตัวละครหญิงและความที่นักเขียนเป็นผู้หญิงเกือบทุกเรื่องนี่ล่ะ ที่ทำให้นวนิยายเหล่านี้เป็น ‘คันฉ่อง’ สะท้อนภาพสังคมสมัยนั้นอย่างเนียนๆ และละเมียดละไม

เล่าเรื่องย่อแบบพยายามจะไม่สปอยล์นะ

3 นิยายดังจากอิตาลี ที่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านผู้หญิงอิตาเลียน
หน้าปกวันวานของเรา
ภาพ : www.mondadoristore.it

เรื่องแรก ‘วันวานของเรา’ เป็นเรื่องของ อันนา เด็กสาวคนหนึ่งในครอบครัวชนชั้นกลางที่มีฐานะ ไม่เดือดร้อนอะไร เธออยู่ตูรินอันเป็นเมืองทางเหนือ พี่ชายของเธอเป็นปัญญาชนที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลฟาสซิสต์ในสมัยสงคราม เรียกง่ายๆ ว่าเป็น ‘เสรีอิตาเลียน’ แล้วกัน แต่เป็นแนวปัญญาชน แนวประชุม แนวออกหนังสือสิ่งพิมพ์ เธอได้พลาดเสียทีหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งจนท้อง แต่หนุ่มนั้นได้ย้ายจากไป เพื่อนของพ่อเธอได้มาช่วยกู้หน้าครอบครัวโดยการแต่งงานกับเธอ แล้วย้ายลงไปอยู่ในแถบภาคกลางของอิตาลีอันแร้นแค้น… เล่าแค่นี้แล้วกัน

3 นิยายดังจากอิตาลี ที่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านผู้หญิงอิตาเลียน
หน้าปกอัญเญเซไปตาย
ภาพ : www.amazon.it

เรื่องที่สอง ‘อัญเญเซไปตาย’ นั้น เป็นชื่อเรื่องที่สปอยล์มาก คือรู้แน่ๆ ว่าตัวเอกไปตาย แต่ก็เอาเถอะ ความสำคัญของเรื่องอยู่ตรงระหว่างทางต่างหาก อัญเญเซเป็นหญิงอ้วนใหญ่วัยกลางคนมีอาชีพเป็นหญิงซักผ้า อยู่กับสามีที่ป่วยกระเสาะกระแสะและแมวสีดำตัวหนึ่ง วันหนึ่งทหารเยอรมันเมาจับสามีของนางเอาไปเป็นทหารแล้วยังเมายิงแมวตายอีก นางจึงฆ่าทหารเยอรมันคนนั้น จากนั้นจึงหนีเข้าไปสมทบกับพวกเสรีอิตาเลียน คราวนี้คนละแนวกับพวกตูริน พวกนี้เป็นแนวกองโจรเลย อาศัยว่าตัวเองเป็นมีรูปลักษณ์ที่ดูไม่น่าจะแก่นแก้วกฤษดาดอยอะไรได้ นางจึงรับบทเป็นนางส่งของ และเป็นเหมือนแม่ของพวกนักรบใต้ดินเหล่านั้น ตอนจบนางตาย โอเคอันนี้เล่าได้ เพราะชื่อเรื่องก็เฉลยจนไม่รู้จะยังไงแล้ว

3 นิยายดังจากอิตาลี ที่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านผู้หญิงอิตาเลียน
หน้าปกสาวชาวโชชาเรีย
ภาพ : en.wikipedia.org
3 นิยายดังจากอิตาลี ที่เล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านผู้หญิงอิตาเลียน
แผ่นปิดภาพยนตร์เรื่อง สาวชาวโชชาเรีย
ภาพ : www.imdb.com

เรื่องที่สาม ‘สาวชาวโชชาเรีย’ เรื่องนี้คอหนังโบราณหลายคนรู้จักโดยไม่รู้ตัวเพราะเคยเป็นหนังมาแล้วแสดงโดย โซเฟีย ลอเรน (Sophia Loren) ใครไม่รู้จักโซเฟีย ลอเรน ก็ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจอะไรไป นางเป็นดารา จบนะ 

นางเอกของเรื่องนี้ชื่อ… อืมม… อะไรนะ… จำไม่ได้… อ้อ เชซีร่า นางเป็นซิงเกิ้ลมัม มีร้านขายของอยู่ในกรุงโรม มีลูกสาวอยู่คนหนึ่งชื่อโรสเซ็ตต้า วันหนึ่งก็มีผู้หวังดีบอกว่า ภาวะสงครามอย่างนี้ อย่าอยู่ในโรมเลย ออกไปอยู่นอกเมืองเถอะ นางก็ อ้ะ ไปก็ไป ทั้งที่เสียดายว่ากำลังซื้อง่ายขายคล่องกับกิจการตลาดมืดอย่างนี้ ในใจคิดว่าคงไม่กี่วัน จากคนที่ไม่เห็นว่าสงครามจะไปมีอะไร้ ก็พบว่า สงครามนั้นไม่เป็นมิตรกับใครจริงๆ ไม่เล่าตอนครึ่งเรื่องหลัง อันนี้มีหนังที่ใกล้เคียงกับนิยายพอสมควร ชื่อเรื่อง Two women และโซเฟีย ลอเรน ได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะนักแสดงนำฝ่ายหญิงจากเรื่องนี้ใน ค.ศ. 1960

ภาพสงครามที่เห็นจากหนังสือแต่ละเล่ม

วันวานของเรา

เล่มแรก วันวานของเรา ด้วยความที่เรื่องนี้มองผ่านเด็กสาวลูกคนมีฐานะผู้อ่อนต่อโลก ในเรื่องไม่ค่อยมีฉากสงครามสักเท่าไหร่ เธอก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ มีแต่พี่ชายของเธอเท่านั้นที่ทำตัวลึกลับ ชอบนัดเพื่อนมาแล้วปิดประตูคุยกัน วันดีคืนดีก็เผาเอกสารอะไรให้วุ่นวายเพื่อทำลายหลักฐาน แล้วก็มีการวิ่งหนีตำรวจทหารไปตามหลังคาตึก จนอันนามีความคิดแค่ว่าการเป็นเสรีอิตาเลียนก็คือการวิ่งหนีไปตามหลังคาตึกแค่นั้น น่าสนุกจะตาย 

จากนั้นอันนาก็ย้ายไปอยู่ทางตอนกลางของอิตาลี ในหมู่บ้านที่ยากจนแร้นแค้น ที่นั่นเธอไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากดูแลลูกน้อย สงครามดูห่างไกลของชีวิตเธอเหลือเกิน เธอพบว่าคนที่นั่นแทบไม่เดือดร้อนอะไรเลย เอาใหม่ ต้องบอกว่า ไม่ได้เดือดร้อนมากไปกว่าเดิมเท่าไหร่เลย ดังนั้น ในเรื่องเราจึงสัมผัสได้กลายๆ ว่า คนที่เดือดร้อนคือคนในเมือง ส่วนคนยากจนนอกเมือง ก็ราวกับชีวิตต้องผจญสงครามมาตลอดชีวิต มีหรือไม่มีสงครามก็แทบไม่ต่างกันเลย

อัญเญเซไปตาย 

เรื่องนี้ เราจะเห็นภาพการทำงานของพวกเสรีอิตาเลียนว่ามิได้มีแต่เพียงหน่วยจู่โจม แต่มีกองหลังซึ่งเป็นผู้หญิงอย่างเช่นอัญเญเซคอยทำอาหารให้ คอยปะชุนเสื้อผ้าให้ และมีการส่งของให้

เรื่องราวของเธอทำให้มองเห็นว่า การเข้าร่วมเป็นเสรีอิตาเลียน อย่างน้อยในแบบของเธอนั้น เธอไม่ได้มีปณิธานอันหาญมุ่งอะไรทั้งนั้น เธอฆ่าทหารเยอรมันก็เพราะมาฆ่าแมวอันเป็นตัวแทนของสามีเธอ เธอเข้าร่วมขบวนการเพราะไม่มีที่ไป เธอทำให้อะไรต่ออะไรให้ทุกคนเพราะเป็นสิ่งที่เธอควรจะทำ แม้แต่ตอนตาย เธอก็มิได้ตายเพราะแอ่นอกรับกระสุนแทนใคร หรือถูกทรมานเพราะเก็บความลับของใครทั้งสิ้น ชอบการสร้างตัวละครเสรีอิตาเลียนในเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะเป็นผู้หญิงแล้ว ดูไม่วีรกรรมดี ไม่อนุสาวรีย์ดี จะว่ากดตัวละครหญิงไม่ให้มีวีรกรรมก็ไม่น่าจะใช่ คนเขียนก็เป็นผู้หญิง ท่าทางจะเบื่อกับพวกนักเขียนผู้ชายขี้โม้ในยุคนั้นมากกว่า เพราะว่ากันว่า พอสงครามโลกเลิก คนก็ออกมาเขียนหนังสือว่าด้วยวีรกรรมของความเป็นเสรีอิตาเลียนของตัวเองกันยกใหญ่

สาวชาวโชชาเรีย

ด้วยความที่เรื่องนี้อยู่ในโรม อันเป็นฐานหลักของรัฐบาลฟาสซิสต์ของมุสโสลินี เชซีร่าเองก็เป็นชาวบ้านร้านตลาดแท้ๆ ตัวละครตัวนี้จึงน่าสนใจมาก เพราะนางมิได้มีความชิงชังมุสโสลินีแต่อย่างใด ออกจะยกย่องเทิดทูน เชื่อตามโฆษณาชวนเชื่อของมุสโสลินีทุกประการ นางไม่คิดว่าสงครามเป็นเรื่องใหญ่ นางเอ็นจอยกับการของในตลาดมืด สรุปคือนางไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลยถึงแม้นางจะอยู่ตรงจุดยุทธศาสตร์หลักของสงครามในอิตาลีก็ว่าได้

ต่อเมื่อนางออกไปอยู่ในชนบทอันห่างไกลและต้องเปลี่ยนบทบาทจากแม่ค้าเป็นลูกค้านั่นล่่ะ นางถึงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนไป แต่นั่นยังไม่เท่ากับประสบการณ์อื่นๆ ที่นางไม่คาดฝัน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากสงคราม เหตุการณ์แรกที่ทำให้นางเปลี่ยนความคิดคือ ระหว่างที่เดินอยู่กับลูกสาว นางก็ถูกทหารที่อยู่บนเครื่องบินลาดตระเวนตามไล่ยิง นางจึงได้สำเหนียกว่า คนในสงครามนี่เป็นศัตรูกันได้แม้โดยไม่รู้จักกัน

สิ่งเหล่านั้นเป็นบางช่วงบางตอน บางเรื่องบางราวที่เก็บมาเล่าสู่กันฟังในพื้นที่อันจำกัด โดยสรุปก็คือ ได้เห็นภาพว่า ชีวิตช่วงสงครามก็มิได้โหดหรือวิ่งลงหลุมหลบภัยทุกขณะจิต ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป มีบ้างที่แร้นแค้นอัตคัด แต่คนที่เดือดร้อนเรื่องนี้มักจะเป็นคนเมือง หรือคนมี คนที่ไม่เคยมีกลับไม่ค่อยได้เห็นความแตกต่างอะไรเช่นนั้น 

อีกสิ่งที่ได้เห็น ถือเป็นผลพลอยได้จากการอ่าน คือความเป็นแม่ ที่ทุกข์หนักในชีวิตของตนนั้นไม่ใช่ระเบิดหรือความอดอยากใดๆ หากแต่เป็นความทุกข์ของลูก ยิ่งเป็นความทุกข์ที่ตัวเองแบ่งเบาบรรเทาไม่ได้ ยิ่งทุกข์หนักกว่าเรื่องใดๆ ในสงคราม

ถามว่านึกยังไงถึงมาเขียนเรื่องนี้เอาตอนนี้ ก็ต้องบอกว่า จริงๆ คิดถึงเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่ COVID-19 มาใหม่ๆ คิดอยู่เสมอและเคยพูดกับเพื่อนๆ ว่า ชีวิตของเราตอนนี้ก็น่าจะคล้ายๆ ชีวิตคนในยุคสงคราม จนกระทั่งมีคนมาบอกว่า คุณยายก็บอกอย่างนี้เหมือนกัน ก็เลยเอานวนิยาย 3 เรื่องนี้มาย่อยให้อ่านกัน พร้อมทั้งขอส่งกำลังใจให้ทุกคนมีเรี่ยวแรงกำลังในการดำเนินชีวิตต่อไปด้วยกันเทอญ

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load