ตอนแรกว่าจะเขียนเรื่องพิซซ่า แต่การเขียนเรื่องอาหารติดกัน 3 ตอนนี่ เสี่ยงต่อการเกิดความเข้าใจผิดอย่างน้อย 2 ประการ คือ นี่คือคอลัมน์อาหารหรือไร หรือคนเขียนวันๆ ไม่คิดอะไรบ้างหรือนอกจากเรื่องกิน
เอาเถอะ ถึงประการหลังจะใกล้เคียงความเป็นจริงอยู่มาก แต่ก็ควรเปลี่ยนแนวบ้าง
วันนี้จะมาในแนวสายมู นั่นคือเรื่องความเชื่อถือโชคลางของคนอิตาเลียน
ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่า เรื่องความถือโชคลางนี้เป็นเรื่องส่วนตัวมาก เรามิอาจเหมาได้ทั้งชนชาติได้ คนเชื่อก็เชื่อเลย คนไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีคติพจน์ประจำใจว่า “ไม่เชื่อ แต่ไม่ลบหลู่”
ในบทความก่อนว่าด้วยเรื่องความเชื่อบางประการบนโต๊ะอาหาร คราวนี้ออกนอกโต๊ะอาหารกันบ้าง

เลขไม่ดี

13 เหรอ ไม่ นั่นมันไม่ดีเฉพาะตอนนั่งโต๊ะอาหาร เลขไม่ดีของอิตาเลียนคือเลข 17 ต่างหาก ไม่ดีแค่ไหน ก็แค่ในหลายๆ ตึกไม่มีชั้น 17 โรงแรมหลายแห่งไม่มีห้องเบอร์ 17 สายการบินประจำชาติอิตาลีไม่มีที่นั่งเลขที่ 17 ฯลฯ ก็แล้วกัน

เหตุใดเลข 17 ถึงเป็นเลขน่ากลัวไปเสียได้ นั่นเป็นเพราะเลข 17 เวลาเขียนด้วยตัวอักษรแบบโรมันก็จะออกมาเป็น XVII ซึ่งถ้าเอาไปสลับกันไปมาก็จะได้คำว่า VIXI ซึ่งเท่ากับคำว่า VISSI อันแปลว่า ฉันเคยมีชีวิตอยู่ หรือแปลว่า ฉันตายไปแล้วนั่นเอง ส่วนที่ว่าทำไมไม่อยู่เฉยๆ เอามันไปสลับเล่นทำไมนั้น ก็เพราะว่าคำนั้นมักพบอยู่บนหินหลุมศพชาวโรมันนั่นเอง

สิ่งที่ไม่ควรทำในบ้าน

‘กางร่ม’ ว่ากันว่า เพราะในสมัยก่อนนั้น การ (ต้อง) กางร่มในบ้านนั้นเป็นเพราะบ้านนั้นยากจนจนหลังคารั่วก็ไม่มีปัญญาซ่อม การกางร่มในที่ร่มจึงอาจนำความจนมาสู่บ้านหลังนั้นก็ได้

ตรงนี้มีเกร็ดเรื่องเล่า ครั้งหนึ่งอาจารย์อิตาเลียนคนใหม่มาสอนที่คณะฯ วันนั้นฝนตก พออาจารย์ลงมาจากห้องสอนตั้งท่าจะกลับบ้าน เจอนิสิตกางร่มบานเป็นเห็ดหลากสีสันอยู่เต็มล็อบบี้ อาจารย์ตาเหลือก ถามว่า ทะ..ทะ.. ทำไมเขาทำกันอย่างนี้ บอกเขาไปว่า ก็แค่ให้ร่มแห้งแหละ สำหรับบ้านเขามันมีกระป๋องใส่ร่มเปียกไง

ชนแก้วต้องมองตา วันเกิดต้องดึงหู แตะเกือกม้าล้างซวย และสารพัดความเชื่อโชคลางของอิตาลี
หมวกบนเตียง
ภาพ : www.corriere.it/tecnologia/cards

‘วางหมวกบนเตียง’ อันนี้บ้างก็ว่าเป็นเพราะตามปกติแล้วเราก็ควรจะแขวนหมวกไว้ในที่แขวนหมวก จะมีเหตุอันใดทำให้เราเร่งรีบจนไม่แขวนหมวกเล่านอกจากเรื่องความเป็นความตาย บ้างก็ว่าเป็นธรรมเนียมทางทหารที่จะวางหมวกของทหารที่เสียชีวิตไว้บนโลงของเขา แต่หากจะอธิบายแนวแม่บ้านสมองไวก็ต้องบอกว่า เป็นการสอนลูกให้วางของให้เป็นที่เป็นทางนั่นเอง

‘เดินลอดใต้บันไดที่พาดอยู่’ อันนี้เหมือนทางไทยจะห้ามหนักแน่นเฉพาะคนท้อง แต่เหตุผลที่มาคงมาจากเรื่องเดียวกันคือเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง ถามว่าแล้วเหตุผลสายอื่นล่ะ ก็มีบ้างที่บอกว่า รูปทรงสามเหลี่ยมนั้นคือพระตรีเอกภาพ การเดินฝ่าไปนั้นคือการไม่แสดงการนับถือ ก็ว่ากันไป

ดอกไม้กับความเชื่อ หรือธรรมเนียมนิยม

ให้ดอกไม้ใคร ควรเป็นเลขคี่ ยกเว้นจำนวน 12

ไม่ให้ดอกคาร์เนชั่นแก่นักแสดง

สำหรับศิลปินที่แสดงงานครั้งแรก นิยมให้ดอกกล้วยไม้

เมื่อยืมหนังสือหรือของใครมา นิยมให้ดอกการ์ดีเนีย 2 ดอกหรือไวโอเล็ต 1 ช่อเล็กแปะคืนไปด้วย

ความเชื่อทั่วๆ ไป

สีม่วง ไม่ดีต่อศิลปินที่แสดงครั้งแรก

ชนแก้วกับใครให้มองตา ถ้าไม่มอง จะมีเซ็กส์อันแสนสลดไปจรด 7 ปี อันที่จริงเขาบอกว่า ที่ให้มองตากันอย่ามองไปทางอื่นเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะใส่ยาพิษให้กัน แต่ดูเหมือนความหวังดีนี้ได้ผลดีไม่เท่าคำขู่ข้างต้น

ชนแก้วต้องมองตา วันเกิดต้องดึงหู แตะเกือกม้าล้างซวย และสารพัดความเชื่อโชคลางของอิตาลี
ชนแก้วต้องมองตา
ภาพ : www.pinterest.com/pin

ห้ามทำกระจกแตก จะซวยไป 7 ปีอีกเช่นกัน แต่หากไม่ได้ทำตก แต่มันตกลงมาเอง เจ้าของบ้านจะสูญเสียเพื่อนรัก หากตกข้างๆ รูปคน คนคนนั้นจะอายุสั้น ความเชื่อนี้แรงไปถึงในวงการละคร บางคณะละครไม่เอากระจกจริงขึ้นเวทีเพราะกลัวจะทำกระจกแตกนี่ล่ะ

ของขวัญที่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงคือ หวี ผ้าเช็ดหน้า กรรไกร เข็มกลัด และของมีคมทุกชนิด ขนนก โคมไฟ

ของขวัญที่นิยมคือ น้ำหอมและกระปุกเกลือ (อย่าลืม เกลือเป็นของมีค่า)

แมวดำเดินตัดหน้า ไม่ดี

หากซวยเสียแล้ว ทำยังไงดี

ชนแก้วต้องมองตา วันเกิดต้องดึงหู แตะเกือกม้าล้างซวย และสารพัดความเชื่อโชคลางของอิตาลี
เขานำโชค
ภาพ : www.casanapoli.net/

ชนแก้วต้องมองตา วันเกิดต้องดึงหู แตะเกือกม้าล้างซวย และสารพัดความเชื่อโชคลางของอิตาลี
เครื่องรางเป็นรูปการทำมือเป็นสัญลักษณ์เขา
ภาพ : www.casanapoli.net/
  1. เขาแดง เขาที่ว่าคือเขาสัตว์ ไม่ใช่ภูเขา ดูเผินๆ จะนึกว่าพริก ของแท้ควรจะทำด้วยปะการัง แต่สมัยนี้พลาสติกก็ได้ เขาที่ว่านี้ ว่ากันว่าจะให้ขลังต้องไม่ซื้อมาด้วยนะ แต่ควรจะต้องได้รับเป็นของขวัญมาหรือไม่ก็ขโมยมา (แต่ไม่แนะนำอย่างแรง) บางคนไม่มีเขาที่ว่าก็ใช้มือทำแทน กล่าวคือ กำหมัดแล้วปล่อยนิ้วออกมาแค่นิ้วชี้กับนิ้วก้อย แต่อย่าทำท่านี้พร่ำเพรื่อนะ เพราะการทำใส่ท่านี้ใส่คน อาจหมายถึงว่าคนคนนั้นถูกสวมเขาด้วย
  1. เกือกม้า จะเยียวยาได้ทุกสิ่ง ไม่ทราบว่าเป็นด้วยเหตุผลกลใด เกือกม้าเป็นเครื่องรางกันภัยของคนอิตาเลียน คุณจึงจะได้พบแขวนอยู่ตามบ้านทั่วไป รวมทั้งบางคนห้อยกระเป๋าก็มี เวลาไม่อยากให้ความซวยเข้าตัว คนอิตาเลียนก็จะแตะเกือกม้านี้ หากหาไม่เจอก็แตะเหล็ก ซึ่งต่างจากคนอังกฤษที่แตะไม้

แต่หากหาอะไรไม่ได้แล้ว แนวสัปดนก็คือ ผู้ชายก็จะแตะอัณฑะตัวเอง ผู้หญิงก็จะแตะปทุมถันของตัวเอง

ห้ามไปมั่วแตะของคนอื่นแล้วอ้างว่า ช่วยด้วย ฉันกำลังซวย แต่นัยน์ตาอิ่มสุข

เอาความเชื่อที่ดีๆ บ้าง

วันเกิด เด็กๆ หรือคนสนิทกันก็จะดึงหูเป็นจำนวนอายุ อาจมีบวกหนึ่งด้วย

ไหนๆ ก็ใกล้วันปีใหม่แล้ว ในคืนวันสิ้นปีหรือที่คนอิตาเลียนเรียกว่าวันของนักบุญซิลเวสเตอร์ (San Silvestro) บางคนก็จะเขวี้ยงจานให้แตกตอนเที่ยงคืน อันนี้เคยร่วมประสบการณ์ที่เมืองเนเปิลส์เมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนเช้าตื่นมา เจอเศษจานเกลื่อนกลาดไปหมด บางทีก็เจอของอย่างอื่นโยนออกมาจากหน้าต่างบ้านด้วย

ชนแก้วต้องมองตา วันเกิดต้องดึงหู แตะเกือกม้าล้างซวย และสารพัดความเชื่อโชคลางของอิตาลี
ถั่วที่นิยมกินกันในคืนข้ามปี
ภาพ : www.deabyday.tv/cucina-e-ricette/piatti-unici 

มื้อเย็นวันสิ้นปี กินซุปถั่ว เพราะเชื่อว่าจะร่ำรวยมีเงินมากมายเหมือนจำนวนถั่วในจาน

แนวติดเรตหน่อย ก็ว่ากันว่า นิยมที่จะประกอบการอันสุนทรีในคืนวันนั้น เพราะเชื่อว่าจะได้ทำกิจกรรมนี้ไปตลอดทั้งปี

คืนปีใหม่อีกเช่นกัน บางคนเชื่อว่า ถ้าใส่ชุดชั้นในสีแดงในวันข้ามปี ชีวิตก็จะมีแต่พลังโชติช่วงเหมือนเปลวไฟก็มิปาน

แถม : รวบรวมความเชื่อเกี่ยวกับหญิงโสด

  • ห้ามให้ใครเอาไม้กวาดมากวาดเท้าเป็นอันขาด อันนี้น่าจะเพราะคุณแม่จะกวาดบ้านแล้วต้องการให้ลูกหดเท้าขึ้นนั่นเอง
  • ห้ามนั่งมุมโต๊ะ อันนี้เดาว่า ท่านั่งคร่อมเสาโต๊ะ คงเป็นท่าที่ไม่งามนัก
  • วางไม้กวาดกลับหัวจะได้ผัวแก่

เอิ่ม คุณแม่คะ จะเอาอะไรกับหนูมากมาย

สรุปว่า ความเชื่อก็คือความเชื่อ คนจะเชื่อมันก็เชื่อ ใครไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ แล้วความเชื่อนั้นบางทีก็แย้งกันเอง เช่น ในเช้าวันปีใหม่นั้น บางคนเชื่อว่า ตื่นมาหากเจอเพศตรงกันข้ามเป็นคนแรกของปีก็จะโชคดี ในขณะที่บางแคว้นนั้น ห้ามผู้หญิงออกจากบ้านในตอนเช้าวันปีใหม่

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกคนโชคดี

// ชนแก้ว…จ้องตาเขม็ง

ข้อมูลอ้างอิง 

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load