พูดถึงพิซซ่า ใครฤาจะไม่รู้จัก

ครั้งหนึ่งในอิตาลี เคยริอ่านจะทำพิซซ่าให้เพื่อนรุ่นน้องร่วมบ้านกินวันเกิด ก็กุลีกุจอเชียวนะ วิ่งเข้าห้องสมุด หาตำราทำ ก็ให้มาสะดุดที่ตำราอาหารเล่มหนึ่ง เขียนโดย โซเฟีย ลอเรน (Sophia Loren) ดาราฮอลลีวูดรุ่นใหญ่ที่มีเชื้อสายอิตาเลียน ไม่สิ นโปลีเลยล่ะ แหม อะไรจะเหมาะเหม็งเช่นนั้น เจ้าถิ่นแท้ๆ เหมือนป้าย่นมาสอนทำแหนมยังไงยังงั้น

หยิบหนังสือมาพลิกไปยังหน้าที่ว่าด้วยพิซซ่า ป้าโซเฟียบอกว่า

“พิซซ่า ถ้าอยากกินให้อร่อย… ไปกินที่ร้าน”

ตึง!

นี่มันจังหวะซิตคอมชัดๆ!

ว่าแล้วป้าก็สอนอย่างอื่นต่อไป

Pizza นั้นคนอิตาเลียนออกเสียงว่า ปิ๊ต-ส่ะ การออกเสียงที่ผิดเพี้ยนไปจากนี้อาจทำให้เขารู้สึกว่าคุณอยากไปหย่อนลูกตุ้มจากหอเอนของกาลิเลโอก็ได้ แต่ในที่นี้จะขอสะกดแบบที่ทุกคนคุ้นเคยว่า พิซซ่า แล้วกัน

 Antica Pizzeria Port’Alba ร้านพิซซ่าร้านแรกของอิตาลี
ร้านพิซซ่าร้านแรกของอิตาลี
ภาพ : www.genteditalia.org

เชื่อกันจริงจังว่าพิซซ่ากำเนิดที่นโปลี (Napoli ภาษาอังกฤษคือ Naples) ในราวศตวรรษที่ 16 ร้านพิซซ่าร้านแรกก็เกิดที่นั่น ชื่อ Antica Pizzeria Port’Alba ส่วน ‘คำ’ ว่าพิซซ่านั้นปรากฏมาก่อนหน้านั้นแล้ว ตั้งแต่ ค.ศ. 997 แต่ที่คนไม่นับว่าพิซซ่าเกิดขึ้นตอนนั้น อาจเป็นเพราะเราไม่รู้ว่า Pizza ในเอกสาร (ที่เขียนด้วยภาษาละติน) หมายถึงสิ่งเดียวกันนี้หรือไม่

ปัจจุบัน พิซซ่าแพร่หลายไปทั่วโลก ลักษณะหน้าตาแปลกไปจนต้นตำรับเกิดอาการวิตก ที่นโปลีจึงได้เกิดสมาคมพิซซ่านโปลีที่แท้จริง (Associazione Verace Pizza Napoletana) และได้กำหนดลักษณะพิซซ่าต้นตำรับของเมืองตนเอาไว้ เช่น ต้องแผ่แป้งด้วยมือเท่านั้น ต้องอบในเตาฟืน พิซซ่าต้องหนาไม่เกิน 4 มิลลิเมตร ขอบสูง 1 – 2 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 35 เซนติเมตร มอซซาเรลล่าต้องกระจายให้ทั่ว น้ำมันมะกอกต้องโรยเป็นเกลียว ฯลฯ

จริงจังกันถึงขนาดนี้

พิซซ่าต้องอบในเตาฟืน และต้องวางบนพื้นเตาโดยตรง
พิซซ่าต้องอบในเตาฟืน และต้องวางบนพื้นเตาโดยตรง
ภาพ : www.meteoweb.eu

แล้วการกินพิซซ่าในอิตาลีล่ะ ต้องกำหนดวิธีกินด้วยหรือเปล่า

ก็ไม่ถึงขนาดนั้น งั้นลองตอบตามที่มักได้ยินคนถามมาแล้วกัน

พิซซ่าอิตาเลียนต้องกินทั้งถาดใช่หรือไม่

พิซซ่ามีด้วยกันหลายแบบ ถ้าไปกินที่ร้าน ก็จะเป็นกลมๆ แบนๆ ถ้าอย่างนั้นน่ะใช่ ควรจะกินให้หมดถาด ไป 4 สั่ง 2 ร้านก็เสียที่นั่งไป อันที่จริงก็ไม่มีใครบังคับให้กินหมดถาดหรอกนะ ไม่หมดก็ปล่อย แต่ก่อนจะทึกทักไปขอแบ่งกับเพื่อนคนละครึ่งน่ะ ถามเพื่อนให้แน่ใจก่อนนะว่าเพื่อนอยากแบ่งด้วยหรือไม่ เขาอาจจะอยากกินทั้งถาดก็ได้ เพราะเอาจริงมันก็ไม่ได้เยอะมากนะ มันบาง

แต่ถ้าเราไม่อยากกินทั้งถาดจริงๆ ในอิตาลีก็มีพิซซ่าแบบแบ่งขาย ก็กินอย่างนั้นไปสิ แต่มันก็มีหน้าไม่กี่หน้าให้เลือกหรอกนะ แล้วมักจะหนากว่าพิซซ่ากลมด้วย

พิซซ่าอิตาเลียนไม่มีหนานุ่มใช่ไหม

ถ้าเป็นพิซซ่ากลมก็ไม่มีหนานุ่ม อย่าว่าแต่หนานุ่มเลย ขนาดก็มีขนาดเดียว ส่วนพิซซ่าหนานุ่มนั้น ก็เห็นมีอยู่นะแต่เป็นแบบแบ่งตัดขายไว้เดินกิน จริงๆ มันเป็นแป้งอีกแบบด้วยล่ะ มันชื่อ โฟกัชช่า (Focaccia) มันหนากว่าและทรงตัวได้ดีกว่าแป้งบาง เหมาะสำหรับการแบ่งเป็นชิ้นๆ ขาย

พิซซ่าอิตาเลียนไม่ใส่สับปะรดใช่ไหม

สับปะรดเป็นผลไม้ ใส่ผลไม้อะไรลงไปก็ไม่ได้ทั้งนั้นล่ะ อันที่จริงไม่ใช่แค่เพราะมันเป็นผลไม้หรือความรู้สึกผิดขนบหรอก อาหารอิตาเลียนไม่มีรสหวานเลย ของหวานก็ส่วนของหวาน ไม่ปะปนกัน

พิซซ่าอิตาเลียนไม่ใส่ Ketchup จริงหรือไม่

จริง เหตุผลน่าจะเป็นเพราะมันหวาน แต่ถ้าคุณจะใส่กับพิซซ่าอเมริกันก็ไม่ว่านะ แต่ในร้านอาหารอิตาเลียนจะไม่มี Ketchup เลย คงไม่ได้ห้ามกับพิซซ่าอย่างเดียวหรอก คำศัพท์ภาษาอิตาเลียนคำนี้ยังไม่มีด้วยซ้ำ

สิ่งอื่นๆ ที่คุณอาจจะอยากรู้เกี่ยวกับพิซซ่า

  • คุณควรกินพิซซ่าด้วยมือ อย่าห่วงสวย อย่าไฮโซ อย่ามาดามทูต มันเป็นอาหารที่เป็นกันเอง เด็กวัยรุ่นอิตาเลียนเวลานัดกินข้าวกันไม่นัดที่ร้านอาหารนะ นัดที่ร้านพิซซ่า
  • ร้านพิซซ่าไม่ได้ออกเสียงว่า พิซซ่าเรีย แต่ออกเสียงว่า พิซเซเรีย มันสะกดอย่างนี้ PIZZERIA อยากเอาให้ชัดๆ ใช่มั้ย “ปิต-เส่-รี่-หย่ะ” ลงน้ำหนักเสียงตรง ‘รี่’
  • รีบ (รุม) กินพิซซ่าตอนที่มันยังร้อน พิซซ่าร้อนๆ กับพิซซ่าที่เย็นชืดรสชาติและสัมผัสแตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ
  • ในกรณีที่สั่งพิซซ่ามากินที่บ้านแล้วกินไม่หมด วิธีอุ่นง่ายๆ คือวางด้านแป้งลงบนกระทะร้อนๆ สิทธิการิยะ ท่านว่าชะงัดนักแล

พิซซ่าหน้าอิตาเลียนแท้ที่ควรรู้จัก

  • พิซซ่ามาร์เกรีต้า (Pizza Margherita) เป็นพิซซ่าประจำชาติของอิตาลีเพราะมี 3 สีของธงชาติ กล่าวคือ สีเขียวจากใบเบซิล สีขาวจากมอซซาเรลล่า สีแดงจากมะเขือเทศ ทำขึ้นครั้งแรกถวายพระนางมาร์เกรีต้า ราชินีของอิตาลีในสมัยนั้นที่เสด็จเยือนนโปลี
พิซซ่ามาร์เกรีต้า (Pizza Margherita)
Pizza Margherita
ภาพ : onlineculinaryschool.net

พระราชินีมาร์เกรีต้า แห่งซาวอย
พระราชินีมาร์เกรีต้า แห่งซาวอย
ภาพ : www.italiareale.it
  • พิซซ่ามารีนารา (Pizza Marinara) ส่วนประกอบหลักคือ มะเขือเทศ โอริกาโน และกระเทียม คนส่วนใหญ่มักจะอกหักเพราะนึกว่าเป็นพิซซ่าหน้าอาหารทะเล อันนั้นเรียกหน้าเปสกาโตรา (Pescatora)
พิซซ่ามารีนารา (Pizza Marinara)
Pizza Marinara
ภาพ : www.buonissimo.it/lericette/
  • พิซซ่า 4 ฤดู (Pizza quattro stagioni) มี 4 หน้าแยกกันชัดเจน อาร์ตีโช้ค = ฤดูใบไม้ผลิ มะเขือเทศและเบซิล = ฤดูร้อน เห็ด = ฤดูใบไม้ร่วง แฮมและมะกอก = ฤดูหนาว ถ้าเอาทุกอย่างมารวมกันไม่แยกหน้า จะเรียกว่าพิซซ่าคาปริชโชซ่า (Pizza capricciosa)
  • แถมท้ายถึงพิซซ่าที่หลายคนคุ้นเคยแต่ไม่มีในอิตาลี นั่นคือ พิซซ่าเปปเปโรนี่ ตกใจไหมล่ะ น่าตกใจไปกว่าคือ คำว่า Peperoni ในภาษาอิตาเลียนคือพริกกระดิ่ง (Bell Peppers) คิดเอาเองแล้วกันว่าถ้าเผลอสั่งไปคุณจะได้อะไรมากิน ถ้าคุณอยากกินพิซซ่าหน้าเนื้อก้อนมีรสเผ็ดอะไรแบบนั้นคุณลองสั่งพิซซ่าดิอาโวลา (Diavola) อันแปลว่า พิซซ่าปิศาจ น่าจะเหมือนกัน

คนอิตาเลียนคิดอย่างไรกับพิซซ่า

เมื่อหลายปีก่อน มีรุ่นน้องขอให้พาท่านผู้มีเกียรติกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวอิตาลี เหมือนเป็นทริปที่จัดให้แก่ผู้มีอุปการคุณ จึงต้องจัดเป็นอย่างดี โรงแรมดีที่สุดของเมือง อาหารอย่างดีมีตรามิชลินเท่านั้น ฉันอ่านรายละเอียดทัวร์อย่างตื่นตะลึง อ่านไปได้สักพักในใจก็คิดว่า ให้เวลา 2 วัน จะต้องมีคนทักอะไรแน่ๆ

แต่เพียงแค่ผ่านไป 2 มื้อ ก็เริ่มมีคนรำพึงรำพันออกมา

“เราจะได้กินพิซซ่ากันเมื่อไหร่คะ”

คำตอบที่ฉันอ้อมแอ้มตอบด้วยความเกรงใจคือ ไม่มีอยู่ในตารางเลย

ผู้คนทั้งคันรถอ้าปากค้างตกตะลึง

คำถามคือ คุณคิดว่าทำไมไม่มีพิซซ่าอยู่ในทัวร์นี้

พิซซ่าอิตาเลียนแท้เป็นยังไง ทำไมไม่ใส่สับปะรดและ Ketchup แถมห้ามพาไปกินในเดทแรก
สัญลักษณ์สมาคมพิซซ่านโปลีที่แท้จริง
ภาพ : https://www.pizzanapoletana.org/it/

คำตอบคือ มันกันเองไป

หากเขาจะปฏิบัติต่อคุณราวกับราชาหรือมหารานีเขาจะไม่มีทางจัดพิซซ่าให้คุณกินแน่ๆ

เอาอย่างนี้ หนังสือที่ใช้สอน มีตอนหนึ่งที่ผู้หญิงเม้ากันรวมความล้มเหลวของการนัดครั้งแรก หนึ่งในนั้นคือ ผู้ชายพาไปกินพิซซ่า

พิซซ่าคือความกันเอง คือความสะดวก คือความประหยัด ความไม่คิดเยอะ ความติดดิน

สำหรับฉัน มันคือส้มตำ

ที่ว่าเหมือนส้มตำ เพราะอีกอย่างคือ มันกินคนเดียวไม่สนุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินในร้าน มันต้องกินไปคุยไป ถ้าจะกินคนเดียวมักจะกินที่บ้าน กินไปดูทีวีไป ฯลฯ การไปนั่งกินคนเดียวในร้านถ้าไม่ดูเหมือนคนอกหักก็จะเหมือนพาแม่ซื้อมานั่งกินด้วย

วันนั้น ลูกทัวร์ทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะปลาบปลื้มที่ได้รับเกียรติอันสูงส่ง หรือเสียดายที่ไม่ได้กินพิซซ่าในประเทศต้นกำเนิดดี

ปิดท้ายด้วยความคิดผ่านทางภาษา พิซซ่า เป็นสแลงภาษาอิตาเลียน หากมีคนอิตาเลียนบอกว่า Oggi sei proprio una pizza. ไม่ได้แปลว่าเธอน่ากิน แต่แปลว่า เธอน่าเบื่อมาก

โถ แต่ไม่ว่าอิตาเลียนจะคิดอย่างไร เราก็ชอบกินพิซซ่า เนาะ 🙂 


แหล่งข้อมูล (บางส่วน)

Lo Zanichelli 2019: vocabolario della lingua italiana

www.pizzanapoletana.org/

www.eatthis.com/pizza-facts/

www.galbani.it/ricette/pizza-quattro-stagioni

it.wikipedia.org/wiki/Antica_Pizzeria_Port%27Alba

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เรื่องในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบุญเรื่องกุศลแต่อย่างใด สำหรับท่านที่ไม่รู้จักคำว่า ปล่อยไก่ นั้น ราชบัณฑิตฯ ท่านได้ให้คำนิยามอย่างใจร้ายว่า ‘(ปาก) ก. แสดงความโง่ออกมา’ 

อนึ่ง ปาก นั้น หมายถึง ภาษาปาก ส่วน ก. นั้น หมายถึง เป็นคำกริยา 

การไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ผิดภาษา ผิดวัฒนธรรมนั้น การปล่อยไก่ถือเป็นเรื่องต้องทำใจ แต่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เอ็นดูตัวเองเสียเต็มประดา ในแง่หนึ่ง มันคือ Culture Shock คือความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีอย่างอื่นอีกด้วย จึงตั้งชื่อเรื่องรวม ๆ ไว้เช่นนั้น

เรื่องการปล่อยไก่หรือแสดงความโง่เขลาเบาปัญญานั้น จะยกตัวอย่างใครได้ดีเท่ายกตัวเอง ซึ่งดูเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางน้อยที่สุดแล้ว

หลายเรื่องที่ยกขึ้นมาอาจจะมีทับซ้อนกับตอนอื่น ๆ ของ Miss Italy ขอจงให้อภัย

เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ฉัน ผู้ซึ่งแทบไม่เคยไปเมืองนอกมาก่อนเลย มีอันจะต้องไปอิตาลี แถมยังหน้าหนาวอีกด้วย เงินทองที่บ้านก็ไม่ค่อยจะมี แค่ซื้อกระเป๋าเดินทางอย่างเดียวก็ตัวเบาแล้ว แม่จึงไปขอรับบริจาคชุดกันหนาวมาจากเพื่อน ๆ ซึ่งก็ได้มาจำนวนหนึ่ง เลือกเอาตัวที่ใส่ได้พับใส่กระเป๋าเดินทางไป

ไปถึงก็ได้ใช้จริง ๆ แต่มีอยู่ตัวหนึ่งเรียบ โก้ เป็นทรงโอเวอร์โค้ตทั่วไป สีเบจ ดูดีมาก ฉันเก็บไว้ใช้นาน ๆ ที แต่ทุกครั้งที่ใส่ ผู้คนก็จะมองพร้อมเอาศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อน ทั้งต่อหน้าและเหลียวหลัง ยังความปลื้มปีติมาให้แก่ฉันจนสุดประมาณ แอบเสียดายที่หน้าหนาวมีแค่ 3 เดือน 

วันหนึ่งเพื่อนคนไทยจะมาเยี่ยมจากฝรั่งเศส ฉันก็บอกเพื่อนให้ช่วยแต่งตัวหน่อย ฉันต้องดูดี เพื่อนจะได้เบาใจว่าฉันอยู่สบาย ไม่อัตคัดแล้ว เพื่อนอิตาเลียนก็เอาอันโน้นมาแมตช์อันนี้ โน่นนี่จนพอใจ เมื่อเสร็จ ก่อนจะออกจากบ้าน ฉันก็คว้าเสื้อตัวเก่งออกไปโดยมิได้ถามอะไรเพื่อน ราวกับสิ่งนี้เป็นท็อปปิ้งที่ต้องใส่อยู่แล้วอย่างแน่นอน

“บุสก้าจะใส่เสื้อตัวนี้ออกไปเหรอ” เพื่อนถาม

“ใช่ ทำไมเหรอ” ฉันตอบ พลางดูว่า เอ หรือมันมีอะไรเปื้อนไหม

“ก็…” เพื่อนหันไปทางหน้าต่างก่อนจะกลับมาตอบ “ฝนไม่ได้ตกนี่”

เกิดความเงียบงันไปพักใหญ่ ฉันซึ่งไม่เข้าใจในตอนแรก แต่แล้วก็เริ่มเข้าใจอะไรราง ๆ แล้วภาพผู้คนที่มองฉันพลางอมยิ้มตลอดเหมันตฤดูในโบโลญญาก็ค่อย ๆ Flashback เข้ามาในสมอง ทีละคน ทีละฉาก ที่ฉันคิดว่าเขายิ้มด้วยความชื่นชมนั้น จริง ๆ คงไม่ใช่แล้ว ที่พยักเพยิดให้เพื่อนดู คงไม่ไช่แบบเสื้อหรูไฮ หากแต่เป็น ดูคนนี้สิเธอ ใส่เสื้อกันฝนเดินอ่ะ เปิ่นเทิ่นมันเทศ เทเวศร์สำปะหลังสุด ๆ 

เย็นวันนั้น ฉันพับเสื้อใส่กระเป๋าทันที ฝนตกก็ไม่ใส่ กางร่มเอา

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Lawrence Chismorie on Unsplash

ที่อิตาลีขับรถทางขวามือ ตรงข้ามกับประเทศไทยและอังกฤษ ความเฉิ่มเด๋อพื้นฐานคือ เวลารอรถเมล์อยู่คนเดียว ก็จะชอบเผลอหันไปมองทางขวา ซึ่งแน่นอน รถเมล์มาทางซ้าย หวิดจะเด็ดหัวอยู่หลายหน เพราะดูไม่ดูเปล่า มีการชะเง้อชะแง้แลชำเลืองออกนอกถนนอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ระบบการขนส่งในอิตาลีมักทำ คือการคุมเวลาเดินรถ ที่ป้ายรถเมล์จะบอกว่า รถเมล์สายนี้จะมาตอนกี่โมง กี่นาที การบอกเวลารถเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะกับรถที่นาน ๆ มาที เช่น ทุกครึ่งชั่วโมง พลาดทีไปโรงเรียนสายเลย

วันหนึ่งฉันออกบ้านสายนิดเดียว แล้วคนเซียน่าก็ได้เรื่องไปเอ็นจอยกันหนึ่งวัน

บ้านของฉันอยู่ใกล้สี่แยกนอกเมือง รถไม่พลุกพล่าน พอวิ่งลงไปก็พบว่า รถที่ตัวเองจะต้องขึ้นนั้น ออกจากป้ายแล้ว และมาจอดติดไฟแดงอยู่กลางสี่แยก

ด้วยความเป็นเมืองเล็กอย่างเซียน่า และคนขับก็คนเดิม (เพราะขึ้นเที่ยวนี้ทุกวัน) ฉันก็โบกไม้โบกมือแต่ไกลขอขึ้นรถด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมืองใหญ่นี่อย่าได้หวัง คุณลุงใจดีก็กวักมือให้รีบมา แล้วฉันก็วิ่งไปด้านที่ฉันคุ้นเคยนั่นคือ…. ด้านที่เป็นหน้าต่าง

ไม่ใช่แค่นั้น ผีห่าซาตานตัวไหนก็ไม่รู้มาเข้าทรงองค์ประทับให้ตะโกนโหวกเหวกว่า “ประตูไปไหน ประตูไปไหน ทำไมไม่มีประตู”

ทุกคนในรถพร้อมใจกันโบกไม้โบกมือให้ฉันไปอีกฝั่งหนึ่งของรถ 

ฉันเดินขึ้นรถซึ่งมีประตูในฝั่งที่มันควรจะอยู่ ฉันไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ในขณะที่คนในรถดูมีความสุขกับการมีโชว์ให้ดูแต่เช้า โดยนักแสดงจากโพ้นทะเล

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Anna Vi on Unsplash

อันที่จริง สิ่งที่ชวนทำให้เราขายหน้ามิได้อยู่ที่เรื่องราวทางวัฒนธรรมเท่านั้น ภาษาเนี่ย บางครั้งก็เล่นงานเราได้อยู่ได้ไม่น้อยเช่นกัน ต่อไปนี้เป็นเรื่องของภาษาอิตาเลียน แต่คิดว่าทุกคนคงตามเรื่องได้ไม่ยาก 

เริ่มจากทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน

pizza = พิซซ่า อ่านว่า ปิ๊ต-ส่ะ

piazza = ลานกว้าง จตุรัส อ่านว่า เปี๊ยต-ส่ะ

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Lorenzo Fustaino on Unsplash

บางทีนะ ลิ้นก็พันกัน วันหนึ่งด้วยความเหนื่อยและหิว ก็บอกลุงคนขายพิซซ่าเจ้าประจำกลางเซียน่า ตั้งใจจะบอกว่า ขอพิซซาชิ้นหนึ่ง แต่ปากไปออกเสียงอีกคำ

ไม่มีซะละที่คุณลุงจะยอมพลาดโอกาสทองในครั้งนี้ เธอชี้ออกไปนอกร้าน พลางอมยิ้มพูดอย่างมีชัยว่า “โน่น! นังเด๋อ”

คำสุดท้าย ลุงไม่ได้พูด แต่ฉันรู้สึกของฉันเอง

ยังอยู่ในร้านพิซซ่า อันนี้ไม่ได้เด๋อเอง แต่เพื่อนเด๋อ และต่อ ๆ มาก็เห็นลูกศิษย์เด๋ออยู่อย่างไม่หยุดหย่อน คือ จะขอ basilico (โหระพา, กะเพรา) แต่ไปพูดว่า basilica อันแปลว่า มหาวิหาร ราวกับว่าจะต้องเข้าฟังมิสซาก่อนกินพิซซ่าถาดนี้ก็มิปาน

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Fineas Anton on Unsplash

เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นในห้องเรียน

เกริ่นให้ฟังก่อนว่า ที่เรียกว่าโรงเรียนที่เซียน่านั้น จริง ๆ เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติ นักเรียนในห้องจึงเป็นคนต่างชาติหมด 

ทุกเช้าวันจันทร์ ครูจะให้พวกเราเล่าว่า ไปทำอะไรกันมาบ้างในช่วงวันหยุด เราก็จะเล่าไป โม้บ้างจริงบ้างก็เล่าไป ไม่มีใครมาเช็ก เพราะจุดประสงค์คือฝึกภาษาทั้งพูดและฟัง

มาถึงเพื่อนคนหนึ่ง เธอเล่าว่าไปตกปลา เล่นน้ำ 

“สนุกมากเลย น้ำเย็นสบ๊ายสบาย พวกเธอต้องไปกันนะ” เพื่อน ๆ พยักหน้ากัน ถามว่าอยู่ที่ไหน 

“มันเป็นคลองเล็ก ๆ ” หน้าของเธอยังคงสดใสราวกับพรายน้ำแสนซน “ไหลมาจาก อาโน” เธอบอก

พวกเราทุกคนเข้าใจว่าเธอจะบอกว่า Arno อันเป็นชื่อแม่น้ำสายใหญ่ของแคว้นทัสกานี เพียงแต่เธอไม่ได้กระดกลิ้น รรรร เท่านั้นเอง 

แต่มีคนหนึ่งไม่ได้ยินอย่างที่เราได้ยิน

นั่นคืออาจารย์

อาจารย์หัวเราะพรืดออกมา แล้วก็สอนต่อไม่ได้อีกเลย และไม่ยอมบอกว่าหัวเราะเรื่องอะไร ให้เราเปิดดิกฯ กันเอง

พวกเราเปิดดิกฯ กันมือเป็นระวิง จึงได้รู้ว่า ชื่อแม่น้ำอาร์โน (Arno) นั้น หากไม่กระดกลิ้นเพียงนิดเดียวก็จะกลายเป็นคำว่า ano ซึ่งแปลว่า รูทวาร เมื่อประกอบกับเรื่องน้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว แหวกว่ายกอบัวอยู่ไหว ๆ พร้อมทั้งเชิญชวนให้เราไปสรงสนานด้วยนั้น อาจารย์ผู้มีจินตนาการอันชัดเจนและกว้างไกลจึงไม่สามารถสอนต่อได้ด้วยประการฉะนี้

ขออีกเรื่องเกี่ยวกับคำนี้ คำนี้ถ้าออกเสียงยาว คือ อาโน (ano) ก็แปลอย่างที่บอกไปแล้ว แต่ถ้าออกเสียงสั้นเป็น อันโน จะแปลว่า ปี (anno) ผู้ที่แยกเสียงสั้นเสียงยาวไม่ได้นั้น เมื่อต้องการจะบอกประโยคเช่น “ฉันอายุ 25 ปี” (ซึ่งในโครงสร้างภาษาอิตาเลียนแปลตรงตัวว่า ฉันมี 25 ปี) ก็จะเสี่ยงกับการที่อิตาเลียนจะได้ยินว่า เรามีบางสิ่งอยู่ในตัวถึง 25 หน่วย ถ้าคุณบอกอายุของคุณแล้วเขากลั้นหัวเราะละก็ ใช่ละ

ใครมีเรื่องเด๋ออะไรจะมาเล่า เชิญแลกเปลี่ยนกันได้ในเพจ ‘ครูก้า’ เพื่อมิให้ชนรุ่นหลังได้อัปยศเยี่ยงเรา

4 เรื่องเด็ดและ Culture Shock ที่ ‘ครูก้า’ เคยประสบและปล่อยไก่ไว้ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Giuseppe Mondì on Unsplash

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load