คุณเคยฟังเพลงอิตาเลียนหรือเปล่า

ถ้าคุณเป็นเด็กศิลปากร ข้ามคำถามนี้ไป เพราะนอกจากคุณจะเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว คุณน่าจะร้องได้อย่างคล่องแคล่วด้วย

ถึงแม้ท่านอื่นจะยังคงเอานิ้วจิ้มแก้ม เอียงคอ มองบน นั่งคิดอยู่ แต่เชื่อว่าถ้าได้เปิดเพลงที่ยกมากล่าวเป็นตัวอย่าง 4 เพลงที่กำลังจะมาเล่าให้อ่านในวันนี้แล้ว คาดว่าน่าจะพอคุ้นอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ 1 เพลงล่ะน่า

เพลงเหล่านั้นได้แก่

  1. Santa Lucia (ซานตา ลูเชีย)
  2. Torna a Surriento (โตร์นา อา ซูร์ริแยนโต)
  3. Funiculì Funiculà (ฟูนิคูลิ ฟูนิคูลา)
  4. ’O sole mio (โอ โซเล มีโย)

เพลงทั้งหมดนี้ มีกำเนิดที่เมืองนโปลี (Napoli) หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า เนเปิลส์ (Naples) อันเป็นเมืองทางใต้ของอิตาลี เพลงเหล่านี้แต่งเป็นภาษาถิ่นนโปลี เนื้อร้องเกี่ยวกับชีวิต (รัก) ของชาวบ้าน อันมีธรรมชาติหรือเหตุการณ์สำคัญๆ ของเมืองเป็นฉากหลัง

พร้อมลงใต้ไปรู้จักเพลงเหล่านี้กันแล้วหรือยัง

1. Santa Lucia (ซานตา ลูเชีย)

เพลงแรกที่จะต้องกล่าวถึง จะเป็นเพลงอื่นไปไม่ได้นอกจากเพลงนี้ ที่ดังติดปากคนอิตาเลียนโดยทั่วไปรวมทั้งศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ด้วย จนบรรดาลูกศิษย์ของท่านสังเกตได้ว่าเป็นเพลงโปรด จึงนำมาเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากรจวบจนถึงทุกวันนี้

ซานตา ลูเชีย เป็นเพลงที่แต่งขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1849 แต่งเป็นภาษาถิ่นเมืองนโปลี แต่ผู้แต่งได้แปลเป็นภาษาอิตาเลียนกลางในภายหลัง จึงทำให้เพลงนี้เป็นเพลงรักชาวเรือของนโปลีเพลงแรกที่แปลเนื้อเป็นภาษากลาง และนั่นน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการที่ทำให้เพลงติดหู ติดปาก และกระจายต่อไปโดยง่าย

ซานตา ลูเชีย ไม่ได้เป็นเพลงสดุดีนักบุญลูซีอย่างที่บางท่านอาจจะคาดเดาแต่อย่างใด แต่ซานตา ลูเชีย ในเพลงนั้นคือย่านชายฝั่งช่วงหนึ่งของนโปลี เนื้อเพลงเชิญชวนให้ผู้คนลงเรือลำน้อยของตน (Venite all’agile, barchetta mia) เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนอันแสนสดชื่นในท้องทะเลริมฝั่ง บรรยาการในเพลงเป็นอุดมคติของชาวเรือมาก คลื่นอ่อนและลมดี ดาวพราวพร่าง จากเพลงน่าจะเป็นคืนเดือนแรม (เพราะ) มองนภาไม่แจ่มแลแอร่มแค่แสงดารา

เพลงจริงๆ มี 6 ท่อน ใน 1 ท่อนมี 4 บรรทัด ร้องย้อนทุก 2 บรรทัด เราจึงไม่ค่อยได้ยินเพลงนี้จนจบเพลง คาดว่าถ้าไม่ได้มีร่างกายที่พร้อมจริง ร้องไปพายเรือไปคงขาดใจตายกลายเป็นผีเฝ้าอ่าวได้โดยไม่ยาก

2. Torna a Surriento (โตร์นา อา ซูรีแยนโต)

แปลว่า “กลับมาโซร์แรนโตเถิด… (ที่รัก)”

โซร์แรนโต เป็นเมืองอันสวยงามอยู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของนโปลีลงไปอีก ใครเคยไปก็จะได้กลิ่นมะนาวโชยไปทั้งเมือง ทุกบ้านปลูกมะนาวลูกเหลืองโตพราวตัดกับสีเขียวของพุ่มใบ น่าสวมวิญญาณแม่นากเอื้อมมือไปปลิดมายิ่งนัก ไม่น่าแปลกใจอันใดที่ OTOP ของเมืองนี้คือ ลิมอนแชลโล เหล้ามะนาวที่มักกรึ๊บกันตอนตบท้ายมื้ออาหารอันสุนทรีย์

ดูความหมายของเพลงกันหน่อยดีไหม

ดูทะเลสิ ช่างสวยงาม

พาให้เกิดอารมณ์ปั่นป่วนรัญจวนใจ

เหมือนกับที่เธอทำกับผู้คนที่มองเธอ

เธอทำให้เขาฝันแม้ยามตื่น

ดูสวนสิ กลิ่นของดอกส้มเหล่านั้น

ช่างหอมหวน ตรงเข้าสู่กลางใจเธอ

แล้วเธอมาบอกว่า “ฉันจะไป ลาก่อน”

เธอไปจากหัวใจของฉัน

ไปจากดินแดนแห่งความรักนี้

เธอคิดจะไม่กลับมาหรือเปล่า

อย่าจากฉันไปเลย

อย่าปล่อยให้ฉันอยู่ในความระทมทุกข์นี้

กลับมาโซร์แรนโตเถิด

ให้ฉันได้มีชีวิตอยู่ต่อไป

ดูดุ๊ ความหมายของเพลงช่างหวานปนเศร้า บีบคั้นหัวใจยิ่งนัก ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นคนโซร์แรนโต แต่ก็พร้อมที่จะจัดกระเป๋าหนีตามหากมีใครมาร้องเพลงนี้อยู่ตรงใต้หน้าต่างบ้าน

แต่ก็ยังอุตส่าห์มีคนทำให้ความหวานนี้กร่อยลงไปเป็นกอง ซึ่งก็หาใช่ใครไหนอื่น แต่เป็นนายกเทศมนตรีของเมืองโซร์แรนโตนี่เอง

ว่ากันว่า ใน ค.ศ. 1902 นายกรัฐมนตรีของอิตาลีเยือนซอร์เรนโต นายกเทศมนตรีประกาศแนะนำเพลงว่า เพลงนี้แต่งให้ท่านโดยเฉพาะ เป็นเสมือนคำอ้อนวอนให้ท่านนายกฯ กลับมาเหลียวแลเมืองซอร์เรนโตที่เสื่อมโทรมเพราะขาดงบประมาณ

ตำนานนี้เล่นเอาคนรุ่นหลังที่ได้ยินถึงกับอกหัก เพลงรักแสนหวานกลายเป็นเพลงของบฯ ไปเสียฉิบ

แต่! อย่าเพิ่งสิ้นหวังไป เพราะต่อมาได้มีผู้ค้นพบเรื่องจริงอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เพลงนี้แต่งโดยสองพี่น้อง De Curtis คนน้องที่เป็นนักดนตรีแต่งทำนอง แล้วจึงส่งให้พี่ที่เป็นกวีและจิตรกรแต่งเนื้อ และสองพี่น้องได้ส่งมอบสำเนาเพลงนี้ให้แก่ ‘สมาคมนักเขียนและบรรณาธิการแห่งอิตาลี’ ตั้งแต่ ค.ศ. 1894

เป็นอันจบข่าว แยกย้ายกลับบ้าน นอนหลับฝันดีกันต่อไป

3. Funiculì, Funiculà (ฟูนิคูลิ ฟูนิคูลา)

ได้ฟังหรือยัง 

เพลงอันคึกคัก สนุกสนานนี้ แน่นอนเป็นภาษานโปลี

ผู้แต่งทำนองคือ ลุยจิ เดนซ่า (Luigi Denza) คำร้องคือ เป็ปปีโน ตูร์โก (Peppino Turco) ผู้เป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่งเสร็จใน ค.ศ. 1880 แต่งขึ้นเพื่อระลึกถึงการเปิดรถไฟขึ้นภูเขาไฟเวซูเวียสสายแรก ซึ่งเปิดใช้เมื่อ 1 ปีก่อนหน้า และน่าจะแต่งกันเล่นๆ ไม่ได้หวังผลหวังรางวัลอะไรมากมาย แต่กลายเป็นว่า พอเพลงนี้ออกแสดง โน้ตเพลงกลับขายได้ถึง 1 ล้านแผ่น

ความหมายโดยรวมของเพลงนี้ คือการชวนสาวเจ้าขึ้นรถไฟไต่เขานี้ มีการโฆษณาชวนสาวเจ้าด้วยนะว่า ขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วราวกับมีลมหอบขึ้นไป แล้วพอไปถึงข้างบนก็จะมองเห็นไปได้ถึงฝรั่งเศส สเปนโน่น เป็นเราได้ยินจะไปมั้ย ไปสิ จะรออะไร

4. ’O sole mio! โอ โซเล มีโย

หนึ่งในเพลงฮิตติดชาร์ต ถ้าไม่นับเวอร์ชันต่างๆ รวมทั้งของ เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) แล้ว เพลงนี้ก็ยังคงนิยมร้องเป็นภาษานโปลี เนื้อเพลงกล่าวถึงความงดงามของดวงตะวัน หากแต่ก็ยังงามสู้เธอไม่ได้

เพลงนี้ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1898 รู้จักกันทั่วโลก แต่งคำร้องโดย โจวันนี คาปูร์โร ทำนองโดย เอดูวาร์โด ดิ คาปัว ซึ่งคาปูร์โรเขียนคำร้องก่อนแล้วจึงค่อยส่งให้ ดิ คาปัว ซึ่งอยู่ที่เมือง Odessa ในยูเครน ซึ่งตอนนั้นอยู่ใต้ปกครองรัสเซียแต่งทำนองต่อ

เนื้อร้องจึงอาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากนโปลี แต่ดูเหมือนว่าทำนองจะได้รับแรงบันดาลใจจากยามเช้าของ ‘ทะเลดำ’

นอกจากนี้ เป็นที่รู้กันในยุคนั้นว่าแรงบันดาลใจอีกอย่างของเพลงได้แก่ภริยาของวุฒิสมาชิก จอร์โจ อาร์โคเลโอ (Giorgio Arcoleo) ซึ่งเพิ่งได้ตำแหน่งนางงามนโปลีไป ถามว่ารู้ได้ยังไง คำตอบคือ เจ้าของเพลงประกาศหราให้รู้กันไปเลย

แต่ก็ว่ากันว่า แรงบันดาลใจนี้เป็นป้ายไฟ หาใช่ใดอื่น แต่เป็นการเอาใจท่านวุฒิสมาชิกนั่นเอง เผื่อจะมีเส้นสนกลในผลักดันให้ชนะในการประกวดเพลงที่กำลังจะมาถึงได้

แต่จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ เพลงนี้ได้รางวัลที่สองมาแทน และไม่ดังจนกระทั่งผู้แต่งทั้งสองตาย

แต่ถึงแม้จะได้ที่สอง แต่เพลงนี้ก็คงดังพอสมควร เพรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเพลงนี้ไว้ว่า ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์ ค.ศ. 1920 ณ เมืองแอนต์เวิร์ป (Antswerp) ประเทศเบลเยียม เมื่อทีมอิตาลีได้รับชัยชนะและต้องบรรเลงเพลงชาติ ก็ให้บังเอิญให้โน้ตเพลงชาติอิตาลีหายไป ผู้คุมวงจึงใช้สติปัญญาไหวพริบ หยิบเอาเพลง O Sole mio ซึ่งนักดนตรีทุกคนจำโน้ตได้ขึ้นใจมาเล่นแทน ข่าวว่าผู้คนร้องนี้กันกึกก้องอัฒจันทร์สั่นครืน บ้างก็บอกว่าเป็นความเข้าใจผิดของผู้คุมวงที่คิดว่าเพลงนี้เป็นเพลงชาติอิตาลีจริงๆ

ส่วนรางวัลอินฟลูเอนเซอร์ดีเด่นในแง่การฮัมเพลง ขอมอบให้แก่ ยูรี กาการิน (Jurij Gagarin) นักบินอวกาศคนแรกของโลกชาวรัสเซีย ที่ร้องเพลงนี้บนยานขณะที่ท่องอยู่กลางอวกาศ จะด้วยเป็นเพราะเห็นพระอาทิตย์ใกล้ๆ หรือคิดว่าเพื่อบอกให้คนทางโลกรู้ว่าสบายดีก็ไม่รู้ล่ะ แต่เพลงนี้ก็ดังไปทั่วโลกในทันทีอีกเช่นกัน

ปัจจุบันเพลงเหล่านี้ร้องกันไปทั่วประเทศและทั่วโลก

คนนโปลีได้ยินคนแจวเรือกอนโดล่าร้องเพลงเหล่านี้ได้แต่อมยิ้มขำๆ เหมือนได้ยินลิเกฮูลูในแม่น้ำปิง แต่ตอนนี้คงไม่ค่อยรู้สึกอะไรแล้วกระมัง เพราะเพลงเหล่านี้ดังไปทั่วโลก ทำไมจะมาร้องที่เวนิส ในอิตาลีเองบ้างไม่ได้เล่า

ข้อมูลอ้างอิง 

www.fanpage.i

www.napolimilionaria.it

www.vesuvioinrete.it

www.napolinpillole.it

ภาพ La Fenice theatre โดย Youflavio 

ข้อมูลส่วนหนึ่งของบทความนี้ได้มาจากการเตรียมเพื่อพูดคุยในรายการ SILPAKORN MUSIC Xperience podcast คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ขอขอบคุณรองศาสตราจารย์คมธรรม ดำรงเจริญ ที่เป็นแรงบันดาลใจด้วยครับ

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เรื่องในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบุญเรื่องกุศลแต่อย่างใด สำหรับท่านที่ไม่รู้จักคำว่า ปล่อยไก่ นั้น ราชบัณฑิตฯ ท่านได้ให้คำนิยามอย่างใจร้ายว่า ‘(ปาก) ก. แสดงความโง่ออกมา’ 

อนึ่ง ปาก นั้น หมายถึง ภาษาปาก ส่วน ก. นั้น หมายถึง เป็นคำกริยา 

การไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ผิดภาษา ผิดวัฒนธรรมนั้น การปล่อยไก่ถือเป็นเรื่องต้องทำใจ แต่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เอ็นดูตัวเองเสียเต็มประดา ในแง่หนึ่ง มันคือ Culture Shock คือความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีอย่างอื่นอีกด้วย จึงตั้งชื่อเรื่องรวม ๆ ไว้เช่นนั้น

เรื่องการปล่อยไก่หรือแสดงความโง่เขลาเบาปัญญานั้น จะยกตัวอย่างใครได้ดีเท่ายกตัวเอง ซึ่งดูเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางน้อยที่สุดแล้ว

หลายเรื่องที่ยกขึ้นมาอาจจะมีทับซ้อนกับตอนอื่น ๆ ของ Miss Italy ขอจงให้อภัย

เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ฉัน ผู้ซึ่งแทบไม่เคยไปเมืองนอกมาก่อนเลย มีอันจะต้องไปอิตาลี แถมยังหน้าหนาวอีกด้วย เงินทองที่บ้านก็ไม่ค่อยจะมี แค่ซื้อกระเป๋าเดินทางอย่างเดียวก็ตัวเบาแล้ว แม่จึงไปขอรับบริจาคชุดกันหนาวมาจากเพื่อน ๆ ซึ่งก็ได้มาจำนวนหนึ่ง เลือกเอาตัวที่ใส่ได้พับใส่กระเป๋าเดินทางไป

ไปถึงก็ได้ใช้จริง ๆ แต่มีอยู่ตัวหนึ่งเรียบ โก้ เป็นทรงโอเวอร์โค้ตทั่วไป สีเบจ ดูดีมาก ฉันเก็บไว้ใช้นาน ๆ ที แต่ทุกครั้งที่ใส่ ผู้คนก็จะมองพร้อมเอาศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อน ทั้งต่อหน้าและเหลียวหลัง ยังความปลื้มปีติมาให้แก่ฉันจนสุดประมาณ แอบเสียดายที่หน้าหนาวมีแค่ 3 เดือน 

วันหนึ่งเพื่อนคนไทยจะมาเยี่ยมจากฝรั่งเศส ฉันก็บอกเพื่อนให้ช่วยแต่งตัวหน่อย ฉันต้องดูดี เพื่อนจะได้เบาใจว่าฉันอยู่สบาย ไม่อัตคัดแล้ว เพื่อนอิตาเลียนก็เอาอันโน้นมาแมตช์อันนี้ โน่นนี่จนพอใจ เมื่อเสร็จ ก่อนจะออกจากบ้าน ฉันก็คว้าเสื้อตัวเก่งออกไปโดยมิได้ถามอะไรเพื่อน ราวกับสิ่งนี้เป็นท็อปปิ้งที่ต้องใส่อยู่แล้วอย่างแน่นอน

“บุสก้าจะใส่เสื้อตัวนี้ออกไปเหรอ” เพื่อนถาม

“ใช่ ทำไมเหรอ” ฉันตอบ พลางดูว่า เอ หรือมันมีอะไรเปื้อนไหม

“ก็…” เพื่อนหันไปทางหน้าต่างก่อนจะกลับมาตอบ “ฝนไม่ได้ตกนี่”

เกิดความเงียบงันไปพักใหญ่ ฉันซึ่งไม่เข้าใจในตอนแรก แต่แล้วก็เริ่มเข้าใจอะไรราง ๆ แล้วภาพผู้คนที่มองฉันพลางอมยิ้มตลอดเหมันตฤดูในโบโลญญาก็ค่อย ๆ Flashback เข้ามาในสมอง ทีละคน ทีละฉาก ที่ฉันคิดว่าเขายิ้มด้วยความชื่นชมนั้น จริง ๆ คงไม่ใช่แล้ว ที่พยักเพยิดให้เพื่อนดู คงไม่ไช่แบบเสื้อหรูไฮ หากแต่เป็น ดูคนนี้สิเธอ ใส่เสื้อกันฝนเดินอ่ะ เปิ่นเทิ่นมันเทศ เทเวศร์สำปะหลังสุด ๆ 

เย็นวันนั้น ฉันพับเสื้อใส่กระเป๋าทันที ฝนตกก็ไม่ใส่ กางร่มเอา

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Lawrence Chismorie on Unsplash

ที่อิตาลีขับรถทางขวามือ ตรงข้ามกับประเทศไทยและอังกฤษ ความเฉิ่มเด๋อพื้นฐานคือ เวลารอรถเมล์อยู่คนเดียว ก็จะชอบเผลอหันไปมองทางขวา ซึ่งแน่นอน รถเมล์มาทางซ้าย หวิดจะเด็ดหัวอยู่หลายหน เพราะดูไม่ดูเปล่า มีการชะเง้อชะแง้แลชำเลืองออกนอกถนนอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ระบบการขนส่งในอิตาลีมักทำ คือการคุมเวลาเดินรถ ที่ป้ายรถเมล์จะบอกว่า รถเมล์สายนี้จะมาตอนกี่โมง กี่นาที การบอกเวลารถเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะกับรถที่นาน ๆ มาที เช่น ทุกครึ่งชั่วโมง พลาดทีไปโรงเรียนสายเลย

วันหนึ่งฉันออกบ้านสายนิดเดียว แล้วคนเซียน่าก็ได้เรื่องไปเอ็นจอยกันหนึ่งวัน

บ้านของฉันอยู่ใกล้สี่แยกนอกเมือง รถไม่พลุกพล่าน พอวิ่งลงไปก็พบว่า รถที่ตัวเองจะต้องขึ้นนั้น ออกจากป้ายแล้ว และมาจอดติดไฟแดงอยู่กลางสี่แยก

ด้วยความเป็นเมืองเล็กอย่างเซียน่า และคนขับก็คนเดิม (เพราะขึ้นเที่ยวนี้ทุกวัน) ฉันก็โบกไม้โบกมือแต่ไกลขอขึ้นรถด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมืองใหญ่นี่อย่าได้หวัง คุณลุงใจดีก็กวักมือให้รีบมา แล้วฉันก็วิ่งไปด้านที่ฉันคุ้นเคยนั่นคือ…. ด้านที่เป็นหน้าต่าง

ไม่ใช่แค่นั้น ผีห่าซาตานตัวไหนก็ไม่รู้มาเข้าทรงองค์ประทับให้ตะโกนโหวกเหวกว่า “ประตูไปไหน ประตูไปไหน ทำไมไม่มีประตู”

ทุกคนในรถพร้อมใจกันโบกไม้โบกมือให้ฉันไปอีกฝั่งหนึ่งของรถ 

ฉันเดินขึ้นรถซึ่งมีประตูในฝั่งที่มันควรจะอยู่ ฉันไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ในขณะที่คนในรถดูมีความสุขกับการมีโชว์ให้ดูแต่เช้า โดยนักแสดงจากโพ้นทะเล

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Anna Vi on Unsplash

อันที่จริง สิ่งที่ชวนทำให้เราขายหน้ามิได้อยู่ที่เรื่องราวทางวัฒนธรรมเท่านั้น ภาษาเนี่ย บางครั้งก็เล่นงานเราได้อยู่ได้ไม่น้อยเช่นกัน ต่อไปนี้เป็นเรื่องของภาษาอิตาเลียน แต่คิดว่าทุกคนคงตามเรื่องได้ไม่ยาก 

เริ่มจากทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน

pizza = พิซซ่า อ่านว่า ปิ๊ต-ส่ะ

piazza = ลานกว้าง จตุรัส อ่านว่า เปี๊ยต-ส่ะ

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Lorenzo Fustaino on Unsplash

บางทีนะ ลิ้นก็พันกัน วันหนึ่งด้วยความเหนื่อยและหิว ก็บอกลุงคนขายพิซซ่าเจ้าประจำกลางเซียน่า ตั้งใจจะบอกว่า ขอพิซซาชิ้นหนึ่ง แต่ปากไปออกเสียงอีกคำ

ไม่มีซะละที่คุณลุงจะยอมพลาดโอกาสทองในครั้งนี้ เธอชี้ออกไปนอกร้าน พลางอมยิ้มพูดอย่างมีชัยว่า “โน่น! นังเด๋อ”

คำสุดท้าย ลุงไม่ได้พูด แต่ฉันรู้สึกของฉันเอง

ยังอยู่ในร้านพิซซ่า อันนี้ไม่ได้เด๋อเอง แต่เพื่อนเด๋อ และต่อ ๆ มาก็เห็นลูกศิษย์เด๋ออยู่อย่างไม่หยุดหย่อน คือ จะขอ basilico (โหระพา, กะเพรา) แต่ไปพูดว่า basilica อันแปลว่า มหาวิหาร ราวกับว่าจะต้องเข้าฟังมิสซาก่อนกินพิซซ่าถาดนี้ก็มิปาน

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Fineas Anton on Unsplash

เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นในห้องเรียน

เกริ่นให้ฟังก่อนว่า ที่เรียกว่าโรงเรียนที่เซียน่านั้น จริง ๆ เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติ นักเรียนในห้องจึงเป็นคนต่างชาติหมด 

ทุกเช้าวันจันทร์ ครูจะให้พวกเราเล่าว่า ไปทำอะไรกันมาบ้างในช่วงวันหยุด เราก็จะเล่าไป โม้บ้างจริงบ้างก็เล่าไป ไม่มีใครมาเช็ก เพราะจุดประสงค์คือฝึกภาษาทั้งพูดและฟัง

มาถึงเพื่อนคนหนึ่ง เธอเล่าว่าไปตกปลา เล่นน้ำ 

“สนุกมากเลย น้ำเย็นสบ๊ายสบาย พวกเธอต้องไปกันนะ” เพื่อน ๆ พยักหน้ากัน ถามว่าอยู่ที่ไหน 

“มันเป็นคลองเล็ก ๆ ” หน้าของเธอยังคงสดใสราวกับพรายน้ำแสนซน “ไหลมาจาก อาโน” เธอบอก

พวกเราทุกคนเข้าใจว่าเธอจะบอกว่า Arno อันเป็นชื่อแม่น้ำสายใหญ่ของแคว้นทัสกานี เพียงแต่เธอไม่ได้กระดกลิ้น รรรร เท่านั้นเอง 

แต่มีคนหนึ่งไม่ได้ยินอย่างที่เราได้ยิน

นั่นคืออาจารย์

อาจารย์หัวเราะพรืดออกมา แล้วก็สอนต่อไม่ได้อีกเลย และไม่ยอมบอกว่าหัวเราะเรื่องอะไร ให้เราเปิดดิกฯ กันเอง

พวกเราเปิดดิกฯ กันมือเป็นระวิง จึงได้รู้ว่า ชื่อแม่น้ำอาร์โน (Arno) นั้น หากไม่กระดกลิ้นเพียงนิดเดียวก็จะกลายเป็นคำว่า ano ซึ่งแปลว่า รูทวาร เมื่อประกอบกับเรื่องน้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว แหวกว่ายกอบัวอยู่ไหว ๆ พร้อมทั้งเชิญชวนให้เราไปสรงสนานด้วยนั้น อาจารย์ผู้มีจินตนาการอันชัดเจนและกว้างไกลจึงไม่สามารถสอนต่อได้ด้วยประการฉะนี้

ขออีกเรื่องเกี่ยวกับคำนี้ คำนี้ถ้าออกเสียงยาว คือ อาโน (ano) ก็แปลอย่างที่บอกไปแล้ว แต่ถ้าออกเสียงสั้นเป็น อันโน จะแปลว่า ปี (anno) ผู้ที่แยกเสียงสั้นเสียงยาวไม่ได้นั้น เมื่อต้องการจะบอกประโยคเช่น “ฉันอายุ 25 ปี” (ซึ่งในโครงสร้างภาษาอิตาเลียนแปลตรงตัวว่า ฉันมี 25 ปี) ก็จะเสี่ยงกับการที่อิตาเลียนจะได้ยินว่า เรามีบางสิ่งอยู่ในตัวถึง 25 หน่วย ถ้าคุณบอกอายุของคุณแล้วเขากลั้นหัวเราะละก็ ใช่ละ

ใครมีเรื่องเด๋ออะไรจะมาเล่า เชิญแลกเปลี่ยนกันได้ในเพจ ‘ครูก้า’ เพื่อมิให้ชนรุ่นหลังได้อัปยศเยี่ยงเรา

4 เรื่องเด็ดและ Culture Shock ที่ ‘ครูก้า’ เคยประสบและปล่อยไก่ไว้ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Giuseppe Mondì on Unsplash

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load