คุณเคยฟังเพลงอิตาเลียนหรือเปล่า

ถ้าคุณเป็นเด็กศิลปากร ข้ามคำถามนี้ไป เพราะนอกจากคุณจะเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว คุณน่าจะร้องได้อย่างคล่องแคล่วด้วย

ถึงแม้ท่านอื่นจะยังคงเอานิ้วจิ้มแก้ม เอียงคอ มองบน นั่งคิดอยู่ แต่เชื่อว่าถ้าได้เปิดเพลงที่ยกมากล่าวเป็นตัวอย่าง 4 เพลงที่กำลังจะมาเล่าให้อ่านในวันนี้แล้ว คาดว่าน่าจะพอคุ้นอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ 1 เพลงล่ะน่า

เพลงเหล่านั้นได้แก่

  1. Santa Lucia (ซานตา ลูเชีย)
  2. Torna a Surriento (โตร์นา อา ซูร์ริแยนโต)
  3. Funiculì Funiculà (ฟูนิคูลิ ฟูนิคูลา)
  4. ’O sole mio (โอ โซเล มีโย)

เพลงทั้งหมดนี้ มีกำเนิดที่เมืองนโปลี (Napoli) หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า เนเปิลส์ (Naples) อันเป็นเมืองทางใต้ของอิตาลี เพลงเหล่านี้แต่งเป็นภาษาถิ่นนโปลี เนื้อร้องเกี่ยวกับชีวิต (รัก) ของชาวบ้าน อันมีธรรมชาติหรือเหตุการณ์สำคัญๆ ของเมืองเป็นฉากหลัง

พร้อมลงใต้ไปรู้จักเพลงเหล่านี้กันแล้วหรือยัง

1. Santa Lucia (ซานตา ลูเชีย)

เพลงแรกที่จะต้องกล่าวถึง จะเป็นเพลงอื่นไปไม่ได้นอกจากเพลงนี้ ที่ดังติดปากคนอิตาเลียนโดยทั่วไปรวมทั้งศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ด้วย จนบรรดาลูกศิษย์ของท่านสังเกตได้ว่าเป็นเพลงโปรด จึงนำมาเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากรจวบจนถึงทุกวันนี้

ซานตา ลูเชีย เป็นเพลงที่แต่งขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1849 แต่งเป็นภาษาถิ่นเมืองนโปลี แต่ผู้แต่งได้แปลเป็นภาษาอิตาเลียนกลางในภายหลัง จึงทำให้เพลงนี้เป็นเพลงรักชาวเรือของนโปลีเพลงแรกที่แปลเนื้อเป็นภาษากลาง และนั่นน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการที่ทำให้เพลงติดหู ติดปาก และกระจายต่อไปโดยง่าย

ซานตา ลูเชีย ไม่ได้เป็นเพลงสดุดีนักบุญลูซีอย่างที่บางท่านอาจจะคาดเดาแต่อย่างใด แต่ซานตา ลูเชีย ในเพลงนั้นคือย่านชายฝั่งช่วงหนึ่งของนโปลี เนื้อเพลงเชิญชวนให้ผู้คนลงเรือลำน้อยของตน (Venite all’agile, barchetta mia) เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนอันแสนสดชื่นในท้องทะเลริมฝั่ง บรรยาการในเพลงเป็นอุดมคติของชาวเรือมาก คลื่นอ่อนและลมดี ดาวพราวพร่าง จากเพลงน่าจะเป็นคืนเดือนแรม (เพราะ) มองนภาไม่แจ่มแลแอร่มแค่แสงดารา

เพลงจริงๆ มี 6 ท่อน ใน 1 ท่อนมี 4 บรรทัด ร้องย้อนทุก 2 บรรทัด เราจึงไม่ค่อยได้ยินเพลงนี้จนจบเพลง คาดว่าถ้าไม่ได้มีร่างกายที่พร้อมจริง ร้องไปพายเรือไปคงขาดใจตายกลายเป็นผีเฝ้าอ่าวได้โดยไม่ยาก

2. Torna a Surriento (โตร์นา อา ซูรีแยนโต)

แปลว่า “กลับมาโซร์แรนโตเถิด… (ที่รัก)”

โซร์แรนโต เป็นเมืองอันสวยงามอยู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของนโปลีลงไปอีก ใครเคยไปก็จะได้กลิ่นมะนาวโชยไปทั้งเมือง ทุกบ้านปลูกมะนาวลูกเหลืองโตพราวตัดกับสีเขียวของพุ่มใบ น่าสวมวิญญาณแม่นากเอื้อมมือไปปลิดมายิ่งนัก ไม่น่าแปลกใจอันใดที่ OTOP ของเมืองนี้คือ ลิมอนแชลโล เหล้ามะนาวที่มักกรึ๊บกันตอนตบท้ายมื้ออาหารอันสุนทรีย์

ดูความหมายของเพลงกันหน่อยดีไหม

ดูทะเลสิ ช่างสวยงาม

พาให้เกิดอารมณ์ปั่นป่วนรัญจวนใจ

เหมือนกับที่เธอทำกับผู้คนที่มองเธอ

เธอทำให้เขาฝันแม้ยามตื่น

ดูสวนสิ กลิ่นของดอกส้มเหล่านั้น

ช่างหอมหวน ตรงเข้าสู่กลางใจเธอ

แล้วเธอมาบอกว่า “ฉันจะไป ลาก่อน”

เธอไปจากหัวใจของฉัน

ไปจากดินแดนแห่งความรักนี้

เธอคิดจะไม่กลับมาหรือเปล่า

อย่าจากฉันไปเลย

อย่าปล่อยให้ฉันอยู่ในความระทมทุกข์นี้

กลับมาโซร์แรนโตเถิด

ให้ฉันได้มีชีวิตอยู่ต่อไป

ดูดุ๊ ความหมายของเพลงช่างหวานปนเศร้า บีบคั้นหัวใจยิ่งนัก ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นคนโซร์แรนโต แต่ก็พร้อมที่จะจัดกระเป๋าหนีตามหากมีใครมาร้องเพลงนี้อยู่ตรงใต้หน้าต่างบ้าน

แต่ก็ยังอุตส่าห์มีคนทำให้ความหวานนี้กร่อยลงไปเป็นกอง ซึ่งก็หาใช่ใครไหนอื่น แต่เป็นนายกเทศมนตรีของเมืองโซร์แรนโตนี่เอง

ว่ากันว่า ใน ค.ศ. 1902 นายกรัฐมนตรีของอิตาลีเยือนซอร์เรนโต นายกเทศมนตรีประกาศแนะนำเพลงว่า เพลงนี้แต่งให้ท่านโดยเฉพาะ เป็นเสมือนคำอ้อนวอนให้ท่านนายกฯ กลับมาเหลียวแลเมืองซอร์เรนโตที่เสื่อมโทรมเพราะขาดงบประมาณ

ตำนานนี้เล่นเอาคนรุ่นหลังที่ได้ยินถึงกับอกหัก เพลงรักแสนหวานกลายเป็นเพลงของบฯ ไปเสียฉิบ

แต่! อย่าเพิ่งสิ้นหวังไป เพราะต่อมาได้มีผู้ค้นพบเรื่องจริงอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เพลงนี้แต่งโดยสองพี่น้อง De Curtis คนน้องที่เป็นนักดนตรีแต่งทำนอง แล้วจึงส่งให้พี่ที่เป็นกวีและจิตรกรแต่งเนื้อ และสองพี่น้องได้ส่งมอบสำเนาเพลงนี้ให้แก่ ‘สมาคมนักเขียนและบรรณาธิการแห่งอิตาลี’ ตั้งแต่ ค.ศ. 1894

เป็นอันจบข่าว แยกย้ายกลับบ้าน นอนหลับฝันดีกันต่อไป

3. Funiculì, Funiculà (ฟูนิคูลิ ฟูนิคูลา)

ได้ฟังหรือยัง 

เพลงอันคึกคัก สนุกสนานนี้ แน่นอนเป็นภาษานโปลี

ผู้แต่งทำนองคือ ลุยจิ เดนซ่า (Luigi Denza) คำร้องคือ เป็ปปีโน ตูร์โก (Peppino Turco) ผู้เป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่งเสร็จใน ค.ศ. 1880 แต่งขึ้นเพื่อระลึกถึงการเปิดรถไฟขึ้นภูเขาไฟเวซูเวียสสายแรก ซึ่งเปิดใช้เมื่อ 1 ปีก่อนหน้า และน่าจะแต่งกันเล่นๆ ไม่ได้หวังผลหวังรางวัลอะไรมากมาย แต่กลายเป็นว่า พอเพลงนี้ออกแสดง โน้ตเพลงกลับขายได้ถึง 1 ล้านแผ่น

ความหมายโดยรวมของเพลงนี้ คือการชวนสาวเจ้าขึ้นรถไฟไต่เขานี้ มีการโฆษณาชวนสาวเจ้าด้วยนะว่า ขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วราวกับมีลมหอบขึ้นไป แล้วพอไปถึงข้างบนก็จะมองเห็นไปได้ถึงฝรั่งเศส สเปนโน่น เป็นเราได้ยินจะไปมั้ย ไปสิ จะรออะไร

4. ’O sole mio! โอ โซเล มีโย

หนึ่งในเพลงฮิตติดชาร์ต ถ้าไม่นับเวอร์ชันต่างๆ รวมทั้งของ เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) แล้ว เพลงนี้ก็ยังคงนิยมร้องเป็นภาษานโปลี เนื้อเพลงกล่าวถึงความงดงามของดวงตะวัน หากแต่ก็ยังงามสู้เธอไม่ได้

เพลงนี้ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1898 รู้จักกันทั่วโลก แต่งคำร้องโดย โจวันนี คาปูร์โร ทำนองโดย เอดูวาร์โด ดิ คาปัว ซึ่งคาปูร์โรเขียนคำร้องก่อนแล้วจึงค่อยส่งให้ ดิ คาปัว ซึ่งอยู่ที่เมือง Odessa ในยูเครน ซึ่งตอนนั้นอยู่ใต้ปกครองรัสเซียแต่งทำนองต่อ

เนื้อร้องจึงอาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากนโปลี แต่ดูเหมือนว่าทำนองจะได้รับแรงบันดาลใจจากยามเช้าของ ‘ทะเลดำ’

นอกจากนี้ เป็นที่รู้กันในยุคนั้นว่าแรงบันดาลใจอีกอย่างของเพลงได้แก่ภริยาของวุฒิสมาชิก จอร์โจ อาร์โคเลโอ (Giorgio Arcoleo) ซึ่งเพิ่งได้ตำแหน่งนางงามนโปลีไป ถามว่ารู้ได้ยังไง คำตอบคือ เจ้าของเพลงประกาศหราให้รู้กันไปเลย

แต่ก็ว่ากันว่า แรงบันดาลใจนี้เป็นป้ายไฟ หาใช่ใดอื่น แต่เป็นการเอาใจท่านวุฒิสมาชิกนั่นเอง เผื่อจะมีเส้นสนกลในผลักดันให้ชนะในการประกวดเพลงที่กำลังจะมาถึงได้

แต่จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ เพลงนี้ได้รางวัลที่สองมาแทน และไม่ดังจนกระทั่งผู้แต่งทั้งสองตาย

แต่ถึงแม้จะได้ที่สอง แต่เพลงนี้ก็คงดังพอสมควร เพรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเพลงนี้ไว้ว่า ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์ ค.ศ. 1920 ณ เมืองแอนต์เวิร์ป (Antswerp) ประเทศเบลเยียม เมื่อทีมอิตาลีได้รับชัยชนะและต้องบรรเลงเพลงชาติ ก็ให้บังเอิญให้โน้ตเพลงชาติอิตาลีหายไป ผู้คุมวงจึงใช้สติปัญญาไหวพริบ หยิบเอาเพลง O Sole mio ซึ่งนักดนตรีทุกคนจำโน้ตได้ขึ้นใจมาเล่นแทน ข่าวว่าผู้คนร้องนี้กันกึกก้องอัฒจันทร์สั่นครืน บ้างก็บอกว่าเป็นความเข้าใจผิดของผู้คุมวงที่คิดว่าเพลงนี้เป็นเพลงชาติอิตาลีจริงๆ

ส่วนรางวัลอินฟลูเอนเซอร์ดีเด่นในแง่การฮัมเพลง ขอมอบให้แก่ ยูรี กาการิน (Jurij Gagarin) นักบินอวกาศคนแรกของโลกชาวรัสเซีย ที่ร้องเพลงนี้บนยานขณะที่ท่องอยู่กลางอวกาศ จะด้วยเป็นเพราะเห็นพระอาทิตย์ใกล้ๆ หรือคิดว่าเพื่อบอกให้คนทางโลกรู้ว่าสบายดีก็ไม่รู้ล่ะ แต่เพลงนี้ก็ดังไปทั่วโลกในทันทีอีกเช่นกัน

ปัจจุบันเพลงเหล่านี้ร้องกันไปทั่วประเทศและทั่วโลก

คนนโปลีได้ยินคนแจวเรือกอนโดล่าร้องเพลงเหล่านี้ได้แต่อมยิ้มขำๆ เหมือนได้ยินลิเกฮูลูในแม่น้ำปิง แต่ตอนนี้คงไม่ค่อยรู้สึกอะไรแล้วกระมัง เพราะเพลงเหล่านี้ดังไปทั่วโลก ทำไมจะมาร้องที่เวนิส ในอิตาลีเองบ้างไม่ได้เล่า

ข้อมูลอ้างอิง 

www.fanpage.i

www.napolimilionaria.it

www.vesuvioinrete.it

www.napolinpillole.it

ภาพ La Fenice theatre โดย Youflavio 

ข้อมูลส่วนหนึ่งของบทความนี้ได้มาจากการเตรียมเพื่อพูดคุยในรายการ SILPAKORN MUSIC Xperience podcast คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ขอขอบคุณรองศาสตราจารย์คมธรรม ดำรงเจริญ ที่เป็นแรงบันดาลใจด้วยครับ

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load