10 พฤศจิกายน 2561
01

เกาะเกี่ยว

ถ้าสะบัดแผนที่แอฟริกาให้คลี่กาง โมซัมบิกคือประเทศที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกค่อนมาทางใต้ของทวีป อยู่ติดมหาสมุทรอินเดีย ใกล้กับเกาะมาดากัสการ์

ถ้าก้มหน้าลงไปมองให้ใกล้ขึ้น ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโมซัมบิกมีเกาะเล็กจิ๋วอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไป 3.8 กิโลเมตร

โมซัมบิก, Mozambique

ภาพ : www.geology.com

ประวัติศาสตร์ของเกาะนี้นับย้อนหลังไปได้อย่างน้อยก็ 500 ปีปฏิทิน

ที่นี่เหมือนโลกย้อนยุคที่มีคนสักคนกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้ จนได้รับการแปะป้ายมรดกโลกของยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1977

เกาะแห่งนี้ยาว 3 กิโลเมตร กว้าง 200 – 500 เมตร เดินเที่ยวทั่วเกาะได้โดยไม่รบกวนแข้งขาจนเกินไป และให้ความรู้สึกคล้ายเดินเล่นอยู่ในภาพถ่ายเก่า

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ปีนี้เป็นปี ‘เฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปี เกาะโมซัมบิก’ ซึ่งนับจากปีที่เกาะโมซัมบิกปกครองและหารายได้จากการทำการค้าได้ด้วยตัวเอง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต เลยร่วมฉลองด้วยการนำเสียงเพลงจากวงโปงลาง อาหารไทย และความสัมพันธ์อันดี มามอบให้กับชาวเกาะ

คอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ได้เล่นในหอประชุม ไม่ได้บรรเลงให้แขกผู้ทรงเกียรติฟัง แต่เป็นการตระเวนเล่นในที่สาธารณะทั่วเกาะ เพื่อให้ชาวเกาะทุกคนมีความสุขไปพร้อมๆ กับรู้จักประเทศไทยมากขึ้น

เกาะแห่งนี้มีชื่อเป็นภาษาโปรตุเกสว่า อียา ดือ โมซัมบิก (lha de Moçambique) แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Island of Mozambique

02

ตั้งป้อม

โมซัมบิก, Mozambique

ย้อนหลังกลับไป 500 กว่าปีก่อน

วัชกู ดา กามา (Vasco da Gama) นักสำรวจชาวโปรตุเกสเดินเรือจากทวีปยุโรปลงมาทางใต้อ้อมแหลมกูดโฮปจนมาถึงที่นี่ใน ค.ศ. 1498 ขณะนั้นดินแดนแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสุลต่านอาหรับชื่อ Ali Musa Mbiki ซึ่งชื่อของเขากลายมาเป็นชื่อเกาะในเวลาต่อมา และชื่อเกาะแห่งนี้ก็กลายมาเป็นชื่อประเทศในท้ายที่สุด

ที่นี่อยู่ภายในการปกครองของโปรตุเกสมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 มีการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่มากมาย อย่างเช่น ป้อมเซาเซบาสเตียว (São Sebastião) ป้อมปราการขนาดยักษ์ริมทะเลที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหินสูง 65 ฟุต มันแข็งแรงขนาดกองทัพเรือดัตช์พยายามยกทัพเรือมาตีหลายคร้ั้ง แต่ก็ยึดป้อมไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนไปขยายอำนาจทางเมืองเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้แทน

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ตอนนี้กำลังมีการบูรณะป้อมครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์

สถานที่สำคัญภายในป้อมที่น่าเดินเข้าไปดูมี 2 ที่ ที่แรกเป็นห้องซึ่งมีพื้นที่ใกล้เคียงกับโบสถ์ขนาดย่อม แต่ทั้งห้องนี้ไม่มีอะไรนอกจากน้ำ เพราะเป็นพื้นที่เก็บน้ำจืดที่ได้จากน้ำฝนซึ่งไหลมารวมกันจากหลังคาทั้งหมด

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ที่ถัดมาต้องเปิดประตูป้อมเดินออกไปทางทะเล เราจะพบกับโบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel) ซึ่งสร้างเมื่อค.ศ. 1522 ที่นี่คือตึกยุโรปที่เก่าที่สุดในซีกโลกใต้ จุดเด่นอย่างนึงของโบสถ์แห่งนี้คือการเจาะผนังฝั่งที่ติดกับทะเลให้เป็นช่องแสงรูปไม้กางเขน ราวกับเป็นบรรพบุรุษของงานออกแบบโบสถ์ฝีมือ ทาดะโอะ อันโดะ สถาปนิกมินิมัลชื่อดังชาวญี่ปุ่น

03

โบสถ์ต่อไป

โมซัมบิก, Mozambique

ภาพ : wikipedia.org

ป้อมเซาเซบาสเตียวอยู่ทางใต้สุดของเกาะ บริเวณนั้นเรียกว่า Stone Town ซึ่งยังมีอาคารเก่าอีกมากมาย เช่น โบสถ์เซาเปาโล (Chapel of São Paulo) สร้างเมื่อค.ศ. 1610 และอาคารเก่าอีกหลังที่สร้างขึ้นเพื่อรอรับรองกษัตริย์โปรตุเกส ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้มา อาคารหลังนี้ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากยุโรป อาณานิคมของโปรตุเกสในเอเชียและแอฟริกา ต่อมาอาคารถูกปรับมาใช้เป็นมหาวิทยาลัยเยสุอิต (นักบวชอีก

นิกายในสายโรมันคาทอลิก) เคยเป็นที่พักของผู้ว่าราชการจังหวัด และปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

เกาะแห่งนี้เคยมีสถานะเป็นเมืองหลวงของ Portuguese East Africa เป็นศูนย์กลางของมิชชันนารีที่สำคัญ เป็นเมืองท่าสำคัญของโปรตุเกสในการเดินทางเพื่อนำงาช้าง ทองคำ และทาส จากแอฟริกา ไปแลกกับเครื่องเทศ ผ้า และเหล้า ที่อินเดียกับอาหรับ

ที่นี่จึงมีส่วนผสมทั้งวัฒนธรรมแบบยุโรป อาหรับ และอินเดีย อยู่ในทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ศาสนา และอาหาร รสชาติของอาหารท้องถิ่นบนเกาะแห่งนี้ถือว่ามีความจัดจ้านกว่าอาหารบนแผ่นดินใหญ่

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

04

เกาะเก่า

ขยับจากด้านล่างของเกาะขึ้นมาอีกนิด เป็นเขตเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารทรงนีโอคลาสสิกแบบยุโรป ตึกที่คลาสสิกที่สุดในย่านนี้คือโรงพยาบาลที่สร้างเมื่อค.ศ. 1877 โดยชาวโปรตุเกส มีสวนและน้ำพุด้วย มันเคยเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในเขตทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า (ประมาณครึ่งล่างของทวีป) อยู่หลายปี ปัจจุบันถึงแม้ว่ามันจะมีสภาพทรุดโทรมมาก แต่ก็ยังมีคุณหมอประจำการ รักษาคนไข้ในระดับคลินิกอยู่ 1 คน

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

อาคารทรงยุโรปอื่นๆ ส่วนใหญ่ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และที่พัก แบบที่สวยคลาสสิกจนน่าแวะเข้าไปดู

โมซัมบิก, Mozambique

ส่วนโรงหนังเก่าตอนนี้ทิ้งร้างไม่ได้ใช้งาน แต่ก็มีโรงหนังยุคใหม่ที่สร้างเป็นกระต๊อบไม้ไผ่ให้คนเข้าไปนั่งดูโทรทัศน์จอนูนร่วมกันแบบง่ายๆ ริมทะเล

ช่วงนี้มีการบูรณะอาคารต่างๆ ทั่วทั้งเกาะ นั่นทำให้เราเห็นว่าวัสดุหลักในการก่อสร้างอาคารของที่นี่คือ หินปะการัง (Coral Stone) ซึ่งเป็นวัสดุท้องถิ่นที่มีมากมาย

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ความคลาสสิกของเกาะนี้ไม่ได้มีแค่อาคารเท่านั้น การเดินทางภายในเกาะก็เช่นกัน คนที่นี่ใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้างเหมือนบ้านเรา ต่างกันตรงคนขับไม่สวมเสื้อกั๊ก และใช้มอเตอร์ไซค์ทรงคลาสสิกทั้งเกาะ

05

คนบนเกาะ

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

เกาะขนาดกะทัดรัดแห่งนี้มีประชากร 14,000 คน มีบันทึกในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 ว่าประชากรชาวสวาฮิลีดั้งเดิมของเกาะนับถือศาสนาอิสลาม ตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ที่นี่มีพี่น้องมุสลิมมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ บนเกาะแห่งนี้มีทั้งมัสยิด โบสถ์ และวัดฮินดู ซึ่งทุกศาสนาต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

โมซัมบิก, Mozambique

ประชากรส่วนใหญ่ของเกาะอาศัยในชุมชนซึ่งอยู่ตอนกลางค่อนไปทางเหนือของเกาะ อาชีพหลักคือประมง เท่าที่เห็นด้วยสายตาคือประมงพื้นบ้านที่ใช้เรือใบลำเล็กแล่นออกไปจับสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่ง บางคนก็เดินเก็บสาหร่ายบริเวณชายหาด

ชาวเกาะโมซัมบิกเป็นมิตรและน่ารักมาก พวกเขามักจะส่งยิ้มให้ผู้มาเยือน บางคนก็ชวนนักท่องเที่ยวคุยก่อนด้วยซ้ำ คนส่วนใหญ่ยินดียิ้มให้กล้องเมื่อถูกขอถ่ายรูป หลายคนก็เป็นฝ่ายชวนเราให้บันทึกภาพพวกเขา

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ชาวเกาะที่เป็นมิตรที่สุดคงจะเป็นเด็กๆ พวกเขายินดีจะพานักท่องเที่ยวเดินเที่ยวทั่วเกาะ เล่าเรื่องเท่าที่เขารู้ และภาษาอังกฤษของเขาจะอำนวย พวกเขาเดินหานักท่องเที่ยวอยู่ทั่วเกาะ ไม่ว่าจะเป็นย่านเมืองเก่าทางตอนใต้ หรือรีสอร์ตสุดหรูทางตอนเหนือ

06

วาฬก่อน

เดิมทีเกาะนี้เชื่อมต่อกับโลกผ่านท่าเรือฝั่งทิศตะวันออก ที่ปักเสาอยู่บนมหาสมุทรอินเดีย แต่พอมีการขุดคลองสุเอซที่อิยิปต์ เส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่เอเชียจึงไม่ต้องอ้อมทวีปแอฟริกาอีกต่อไป เกาะแห่งนี้จึงลดความสำคัญลง เมืองหลวงก็ถูกย้ายไปอยู่ที่เมืองมาปูโตซึ่งอยู่ติดทะเลฝั่งแผ่นดินใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศแทน

ฝั่งทิศตะวันตกของเกาะเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ผ่านสะพานยาว 3.8 กิโลเมตร สร้างเมื่อค.ศ. 1960 ช่วงเช้าและเย็นเราจะเห็นคนเดินทางจากแผ่นดินใหญ่มาทำงานในเกาะ ทั้งนั่งรถขนส่งสาธารณะมา ขี่จักรยานมา เดินมา วิ่งมา และนั่งเรือใบแบบโบราณที่เรียกว่า ดาว (Dhow)

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ทุกวันนี้เรือดาวยังคงกางใบออกจากฝั่งทางทิศตะวันออก หนึ่งในภารกิจสำคัญของเรือดาวเหล่านี้ก็คือ การพานักท่องเที่ยวไปชมฝูงวาฬหลังค่อม ซึ่งว่ายวนเวียนอยู่รอบๆ เกาะ

เป็นประสบการณ์การชมวาฬที่เรียบง่ายแต่น่าประทับใจมาก

07

โปงลางสถาน

ทีมนักดนตรีโปงลางนำโดย พงศ์ เพ็ชรลังการ และ ซัน-ปรัชญา นันธะชัย ทีมเชฟนำโดย เชฟดอล์ฟ-สหัส จันทกานนท์ และทีม The Cloud จากประเทศไทย เดินทางมาลงที่สนามบินในเมืองนัมปูลา เช่นเดียวกับทีมจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต พวกเราทั้งหมดนั่งรถตู้ราว 3 ชั่วโมงก็มาถึงที่เกาะแห่งนี้

ส่วนทีมงานจากสถานเอกอัครราชทูตอีกกลุ่มเดินทางด้วยรถตู้มาจากเมืองมาปูโต เมืองหลวงของโมซัมบิก ระยะทาง 2,000 กว่ากิโลเมตร เดินทางอยู่ 3 วันก็มาถึงในเวลาใกล้เคียงกับพวกเรา

ภารกิจของเชฟดอล์ฟคือการปรุงอาหารที่ผสมผสานระหว่างความเป็นไทยกับโมซัมบิก ซึ่งอาหารบางส่วนก็มีความคล้ายคลึงกันมาก เช่น ไก่ย่าง อาหารเหล่านี้จะแจกให้ชาวเกาะได้ชิม และเข้าครัวเปิดคอร์สสอนเชฟทำอาหารไทย

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ภารกิจของทีมโปงลางคือ การแสดงคอนเสิร์ตทั้งหมด 4 ครั้งในจุดต่างๆ ของเกาะ ช่วงบ่ายวันแรก พงศ์ อดีตสมาชิกวงโปงลางสะออน ที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นครูเพลงอีสาน มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และมีประสบการณ์แสดงในต่างประเทศมาแล้วบ่อยครั้ง ชวนซัน นักดนตรีหนุ่มเลือดอีสานที่มีฝีไม้ลายมือในการเล่นโหวดและแคนจัดจ้าน หยิบจับเครื่องดนตรีอีสานไปแจมกับวงแจ๊สได้แบบไม่เคอะเขิน ออกไปดูความพร้อมของสถานที่กัน

08

ซ้อมมือ

ท่านเอกอัครราชทูต รัศม์ ชาลีจันทร์ เคยได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยบนเกาะแห่งนี้ให้มาบรรยายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโมซัมบิก ครั้งนั้นท่านทูตบรรยายโดยใช้ข้อมูลจากงานวิจัยของ อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโมซัมบิกที่มีอินเดียอยู่ตรงกลาง

โมซัมบิก, Mozambique

ฝั่งโมซัมบิกได้รับผ้าสีสันสดใสจากอินเดีย (ซึ่งใส่กันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ) มีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า คาปูลานา มีอาหารที่ทำจากแกงกะหรี่ และมีมาตาป้า (อาหารรสชาติคล้ายแกงขี้เหล็ก ทำจากหัวมัน) ส่วนฝั่งไทยในสมัยอยุธยา เราก็ได้รับอิทธิพลจากขนมโปรตุเกส และแกงกะหรี่จากอินเดีย

ท่านทูตเห็นว่าสถานเอกอัครราชทูตไทยเป็นสถานทูตน้องใหม่ของประเทศโมซัมบิก เลยอยากร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีของเกาะนี้ด้วย จึงทำเทศกาลอาหารไทย โดยมีทั้งการแจกให้ชาวเกาะได้ลองชิม และพาเชฟดอล์ฟมาสอนเชฟในโรงแรมบนเกาะทำอาหารไทย พร้อมกับช่วยผลักดันให้บรรจุอาหารไทยไว้ในเมนู ซึ่งจะทำให้เกิดการสั่งซื้อวัตถุดิบจากไทย

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ท่านทูตซึ่งเป็นนักกีตาร์ฝีมือดีเห็นว่าที่นี่มีเครื่องดนตรีท้องถิ่นคล้ายระนาดเรียกว่า ทิมบีล่า ถ้าเราพาวงโปงลางมาร่วมแจมน่าจะสนุกมาก จึงชวนพงศ์และชาวคณะมา แล้วท่านก็เห็นว่าอยากให้ทั้งอาหารและดนตรีเข้าถึงคนท้องถิ่นจริงๆ จึงเลือกเล่นในที่สาธารณะ ทั้งในสวนสาธารณะ ถนนคนเดิน และหน้าโบสถ์เก่า

09

รำลอง

ในระหว่างที่คุยกัน เสียงซ้อมของวงโปงลางก็ดังข้ามกำแพงของวิลล่าออกสู่ถนนใหญ่ จนมีตำรวจมาเคาะประตู ทีมงานฝั่งไทยรีบอธิบายว่า เราเตรียมแสดงคอนเสิร์ตซึ่งขออนุญาตเรียบร้อยแล้ว ตำรวจโบกมือบอกว่า เขาไม่ได้จะเข้ามาต่อว่า แต่เสียงเพลงมันสนุกมากเลยขอเข้ามาดูว่ามันคือเสียงอะไร เขาบอกให้ทีมงานซ้อมกันต่อได้เลย

เมื่อเสียงโปงลางและแคนดังขึ้น นางรำร่ายรำต่อ ตำรวจโมซัมบิกก็สนุกจนขอออกไปรำกับนางรำ และรำอยู่หลายเพลง

โมซัมบิก, Mozambique

โชว์แรกของวงโปงลางก็ไม่ต่างกัน

พวกเราเริ่มเล่นที่ศาลาไม้หกเหลี่ยมในช่วงเย็นวันธรรมดา ก่อนการแสดงจะเริ่ม มีเด็กๆ นั่งรอดูอยู่หน้าเวทีหยิบมือเดียว แต่พอเสียงดนตรีดัง พ่อแม่พี่น้องชาวโมซัมบิกก็เดินตามเสียงดนตรีออกมายืนดูแบบมืดฟ้ามัวดิน รถกระบะที่ขนคนผ่านมาหลายต่อหลายคันถึงกับจอดให้คนลงมาดู

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

จะบอกว่ายืนดูก็คงไม่ถูก เพราะพวกเขาเต้นตามไปกับจังหวะของเสียงเพลง ช่วงไหนที่นางรำรำในท่วงท่าที่ไม่ยากมาก พวกเขาก็พยายามตั้งวงรำตาม ราวคุ้นเคยกับเสียงดนตรีและท่ารำเหล่านี้มาเนิ่นนาน

ปิดท้ายด้วยการที่ผู้ชมทั้งหมดทั้งไทยและโมซัมบิกรำวงร่วมกันรอบศาลา

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

10

สวัสดี

โชว์ที่สอง วงโปงลางเล่นริมถนนกลางย่านถนนคนเดินที่สองข้างทางเป็นตึกเก่า

พอเสียงดนตรีดัง ชาวบ้านก็ตามมาดูกันแน่นขนัดเช่นเดิม แต่รอบนี้พิเศษตรงที่มีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกจำนวนมากมาร่วมชมด้วย

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

โชว์สุดท้ายจัดกันหน้าโบสถ์เก่า คราวนี้มีคนมานั่งรอดูก่อนงานเริ่มนับร้อยคน ทุกคนสนุกไปกับเสียงของเครื่องดนตรีอีสานเหมือนเดิม ไฮไลต์ของโชว์ก็คือ ศิลปินท้องถิ่นเอาทิมบีล่ามาร่วมแจมด้วย ซึ่งเล่นด้วยกันได้อย่างกลมกลืน ถึงขนาดว่านักดนตรีของสองชาติสลับเครื่องดนตรีกันเล่นได้สบาย นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่บอกเราได้ว่า ไทยกับโมซัมบิกนั้นมีความคล้ายกันมากกว่าที่เราคิด

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

อาหารที่เชฟดอล์ฟทำมาให้ผู้ชมชิมก็เป็นข้าวไทย ซึ่งเป็นข้าวที่มีขายในตลาดโมซัมบิกอยู่แล้ว หลายคนก็อาจจะเคยกิน เพียงแต่อาจจะไม่เคยสนใจว่าข้าวของแต่ละประเทศแตกต่างกันยังไง แต่หลังจากนี้ พวกเขาน่าจะรู้จักข้าวไทยมากขึ้น

ชิน-ชินวุฒิ เศรษฐวัฒน์ เลขานุการโทผู้เป็นพ่องานครั้งนี้ รับบทบาทพิธีกรขึ้นเวทีอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับวงโปงลางและประเทศไทยผ่านภาษาอังกฤษและโปรตุเกส

สิ่งที่พวกเราทุกคนเจอเหมือนๆ กันในระหว่างเดินอยู่บนเกาะก็คือ เราจะถูกทักทายว่า “หนีห่าว” ไม่ก็ “คนนิจิวะ” เพราะคนที่นี้อาจจะรู้จักชาวเอเชียเพียงแค่ 2 ชาติ

บนเวทีชินพูดหลายต่อหลายครั้งว่า พวกเรามาจากประเทศไทย และคำทักทายของคนไทยคือ ‘สวัสดี’ ชินให้ผู้ชมพูดคำว่า ‘สวัสดี’ ตามเขาอยู่หลายรอบ

หลังจากงานนี้ ชาวเกาะแห่งนี้น่าจะรู้จักประเทศไทยมากขึ้น รู้จักอาหารไทยมากขึ้น และรู้ว่าเรามีความสัมพันธ์ มีความคล้ายกันในหลายเรื่อง อย่างน้อยก็เรื่องดนตรีและอาหาร

ไม่แน่ ถ้าพวกเขาเจอนักท่องเท่ี่ยวชาวเอเชียบนเกาะแห่งนี้ พวกเขาอาจจะทักทายคนเหล่านั้นว่า

“สวัสดี”

โมซัมบิก, Mozambique

Facebook | โฮโยๆ โมซัมบิก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

12 พฤศจิกายน 2565

เครื่องบินใบพัดขนาดเล็กกำลังพาเราแทรกตัวผ่านเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ใกล้ราวกับเป็นผนังขนาดใหญ่ที่แทบจะสัมผัสได้ จุดมุ่งหมายของเราคือ ‘Gilgit-Baltistan’ ทางตอนเหนือของปากีสถาน ซึ่งกล่าวขานกันว่า ธรรมชาติที่น้อยคนจะได้สัมผัสแห่งนี้ สวยงามเป็นที่ปรารถนาของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

ที่สนามบินเมือง Gilgit ลมพัดอากาศเย็นผ่านใบหน้า ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นจากความเหนื่อยล้าและความลุ้น เพราะเส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่ามีการยกเลิกเที่ยวบินรัว ๆ หากอากาศแปรปรวนเล็กน้อย ก็มีความอันตรายจากการบินผ่านช่องเขาแคบและคดเคี้ยว

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

จากสนามบินเรานั่งรถผ่านเมือง Gilgit ซึ่งมีแม่น้ำสีเขียวน้ำเงินไหลเชี่ยวขนาบไปกับเมือง ที่น่าสนใจคือ ในแม่น้ำมีปลาเทราต์ ซึ่งเป็นปลาจากยุโรปและอเมริกาเหนืออยู่มากมาย ปลาพวกนี้ถูกนำมาปากีสถานโดยเจ้าหน้าที่ชาวยุโรปเมื่อร้อยปีก่อน และแพร่พันธ์ุอย่างรวดเร็วในแม่น้ำที่เย็นเฉียบ กลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญอีกอย่างของคนแถบนี้ นอกจากเนื้อวัว แพะ แกะ และจามรี

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

Gilgit-Baltistan เป็นจุดตัดทางการค้าบนเส้นทางสายไหม เกิดแหล่งชุมนุมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งจากจีนที่มีพรมแดนติดกัน อินเดีย ทิเบต เปอร์เซีย นอกจากนั้น พุทธศาสนายังเคยรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ มีศิลปะทางพุทธศาสนาจำนวนมาก ไม่ไกลจากกลางเมืองกิลกิตมีพระพุทธรูปคาร์กาห์ (Kargah) มีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 สูงตระหง่านสลักอยู่บนชะง่อนผา ต้องปีนบันไดชันหลายขั้นไปชม ต่อมาเราได้รู้ว่า การไปยังที่ต่าง ๆ แถบนี้คือ ‘การปีนและปีน’ ดังนั้น ขอให้บริหารข้อเข่าให้ดี นี่ถือว่าซ้อม

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

อากาศในช่วงเดือนตุลาคมที่เราไปเยือนเริ่มหนาวเย็น ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม เราปีนภูเขาหลายลูก ไปถึงธารน้ำแข็ง (Glacier) ที่ไหลจากภูเขา ยอดเขาที่นี่เป็นหินหยักคม ขอบภูเขาตัดชัดกับท้องฟ้า เกิดจากการไหลชนกันของแผ่นทวีประหว่างผืนแผ่นอินเดียกับยูเรเชียเมื่อกว่า 50 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นรอยต่อของภูเขาคาราโครัม ฮินดูกูช และหิมาลัย มาบรรจบกันในบริเวณนี้ บนยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะ 

ใช่ครับ หิมะ หลายคนคิดว่าปากีสถานเป็นทะเลทราย ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง ซึ่งตามจริงแล้วปากีสถานตั้งอยู่ในเอเชียใต้ มีภูมิประเทศหลากหลาย การเดินขึ้นภูเขานั้นไม่ง่าย เดินไม่ดีคงได้ไปชื่นชมแม่น้ำที่ก้นเหวแน่ ๆ

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
ภูเขายอดแหลมที่เกิดจากแผ่นทวีปชนกัน
Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
ธารน้ำแข็ง

เมื่อทดสอบความแข็งแกร่งทางร่างกายแล้ว เราก็ทดสอบความแข็งแกร่งทางจิตด้วยการเดินข้ามสะพานฮุนซา เป็นสะพานเชือกยาวประมาณ 1 กิโลเมตร มีแผ่นไม้ห่าง ๆ กันให้เดิน เจ้าไม้ที่ห่าง ๆ นั้นบางแผ่นยังหลุดหายไปด้วย ทำให้ต้องก้าวยาวไปอีก ซึ่งนักเดินทางถือว่าเป็นสะพานที่อันตรายที่สุดในโลก เคยได้ขึ้นปกนิตยสาร National Geographic มาแล้ว 

นอกจากความสูงของสะพานและการแกว่งไกวเหนือแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ในบางครั้งสะพานก็ขาด หลังจากที่เราไปไม่นานก็มีข่าวว่าสะพานขาดและต้องปิด แต่เมื่อเห็นวิวแล้ว ขอบอกว่าคุ้มจริง ๆ

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
สะพานแขวนฮุนซา

เส้นทางหลักที่เราใช้เดินทางบริเวณ Gilgit-Baltistan เรียกว่า Karakoram Highway สร้างโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลปากีสถานกับจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ CPEC (China-Pakistan Economic Corridor) เชื่อมท่าเรือทางใต้ของปากีสถานไปสู่จีนทางมณฑลซินเจียง

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

เส้นทางที่ยากลำบากสำหรับเรานั้น สำหรับคนท้องถิ่นทั้งหนุ่มสาวและผู้เฒ่าผู้แก่แล้ว พวกเขาเดินกันได้อย่างชิลล์ ๆ และพวกเขาดูแข็งแรงมาก การศึกษาหลายแห่งระบุว่า ชาวฮุนซา กิลกิต มีสุขภาพดี มีความสุข และมีชีวิตยืนยาว 

พูดถึงผู้คน ขอบอกว่าผู้คนที่นี่มีมิตรไมตรีดีมาก ๆ เห็นเรามาจากต่างถิ่นก็ถามว่ามาจากไหน บอกว่ามาจากไทย คนก็รู้จักกัน คนที่นี่หลายคนหน้าตาแนวฝรั่ง บางคนผมสีทอง ตาสีฟ้า กลุ่มคนที่อยู่บนภูเขาสูงแต่งกายสีสันสดใส บางคนเชื่อว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากทหารมาซิโดเนียที่ติดตามอเล็กซานเดอร์มหาราชมาถึงดินแดนแถบนี้เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

อาหารการกินที่นี่มาจากผลิตภัณฑ์เกษตรในพื้นที่ ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้สารเคมีหรือสารเร่งโตอื่น ๆ มากนักเพราะราคาสูง และไม่ได้ทำเพื่อส่งออกในลักษณะอุตสาหกรรมที่ต้องผลิตให้ได้มาก ๆ อากาศหนาว ๆ เราได้กินเนื้อแพะตุ๋นจากหม้อหินอายุ 200 ปี หัวหอม เครื่องเทศ ดอกไม้ มีมีรสหวาน อุ่นท้องอร่อยมาก แถมมีแพนเค้กราดน้ำมันแอปริคอตซึ่งมีชื่อของที่นี่ ยิ่งสุดยอดมาก 

อาหารอีกอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะได้กินคือจามรี (Yak) เป็นวัวป่าจากทิเบต ขนฟู แต่เดิมเราเห็นวิ่งไปมาน่ารักดี แต่พอได้ลองทานเบอร์เกอร์ยัคจากคนขายสุดหล่อแล้ว พอเห็นยัควิ่งมาอีก รู้สึกอยากไปขม้ำเสียนี่

Baltit Fort เป็นป้อมอายุกว่า 900 ปีตั้งอยู่บนภูเขาสูง เดิมเป็นที่อยู่ของผู้ครองนครฮุนซา ซึ่งแต่งงานกับเจ้าหญิงใน Baltistan ปัจจุบันได้รับการบูรณะและจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงถึงความเป็นอยู่ในอดีตที่น่าสนใจ สิ่งที่ Baltit Fort แตกต่างจากป้อมอื่น ๆ ในปากีสถาน คือที่นี่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมจากลาดัก/ทิเบต ผ่านมาเส้นทางสายไหม

Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์
แป้งทอดอย่างอร่อยระหว่างทางเดินขึ้น Baltit Fort

เราได้ลงไปนั่งเรือชาวบ้านล่องในทะเลสาบ Attabad ขนาดใหญ่ มีน้ำใสสีเทอร์ควอยซ์ ทะเลสาบนี้เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน จากแผ่นดินถล่มในช่วงการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเส้นทางถนนให้อ้อมทะเลสาบ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวปากีสถาน

Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์
Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์

ล่าช้างที่ Fairy Meadows ถือว่าสุด ๆ ของความสวยงามดังเทพนิยาย ตามที่นักปีนเขาชาวเยอรมันตั้งชื่อไว้ การขึ้นไปยัง Fairy Meadows ต้องอาศัยความอึดแกร่งไม่น้อย เพราะต้องขึ้นรถจี๊ป 4X4 โขยกเขยกไปตามทางที่เป็นก้อนขึ้นกว่า 2 ชั่วโมง ต่อด้วยเดินเท้าหรือขี่ม้าไปอีก 2 ชั่วโมง ซึ่งน้องม้าทุกตัวชอบเดินชิดฝั่งเหวมากกว่าฝั่งหน้าผา ทราบจากคนในพื้นที่ว่า ที่เขาไม่อยากให้ปรับปรุงทางเพราะไม่อยากให้มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเยอะ และอยากให้คนพื้นที่ได้รายได้จากการบริการรถจี๊ปและม้า ซึ่งเป็นอีกมุมที่เราไม่ได้คิด

Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์
Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์

แต่ถ้าคุณฝ่าฟันอุปสรรคไปถึง Fairy Meadows ได้ ก็จะได้พบกับสวรรค์บนดินที่มีทุ่งหญ้าเขียวสดชื่น มีแอ่งน้ำใสราวกับกระจก สะท้อนวิวภูเขาหิมะที่อยู่เบื้องหน้า จนลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างล่างไปได้เลย แต่ถึงไม่อยากลืมก็ต้องตัดใจลืม เพราะบนนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ใครอยากเลิกส่องแฟนเก่าขอแนะนำ แถมมีวิวสวย ๆ ไม่ต่างจากในยุโรปให้ชมด้วย

Gilgit-Baltistan ภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง จุดตัดของเส้นทางสายไหม ป้อมอายุเกือบพันปี และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์

ตกกลางคืนอากาศหนาว ต้องซุกตัวใต้ผ้าห่มเพราะไม่มีเครื่องทำความอุ่น แต่มีห้องผิงไฟรวมที่นักเดินทางจากหลายมุมโลกมานั่งพบปะแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน มองออกไปในท้องฟ้าท่ามกลางคืนที่มืดมิดจากแสงจันทร์ แต่กลับมีดาวระยิบระยับนับล้านดวงเต็มท้องฟ้า พร้อมกับทางช้างเผือกที่พาดผ่านท้องฟ้า เป็นเสมือนรางวัลให้กับชีวิตในคืนที่หนาวเหน็บ 

ท้องฟ้าเวิ้งว้างเบื้องหน้าเตือนให้รู้ว่า เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล และภาพดวงดาวที่เห็นนั้นหาเป็นจริงในปัจจุบันไม่ แต่เป็นการสะท้อนเรื่องราวในอดีตของดวงดาวที่เดินทางผ่านเวลาหลายปีแสงกว่าจะปรากฏภาพในดวงตาของเรา นักเดินทางหลายคนจึงมีความอ่อนอ้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติ เข้าใจถึงความไม่จีรังแห่งสรรพสิ่ง 

จุดหมายของการเดินทางนั้นบางครั้งไม่เพียงเป็นสถานที่ แต่เป็นการค้นพบมุมมองใหม่ ๆ ต่อสิ่งรอบตัว หรือเป็นการนำมาซึ่งการทำความเข้าใจต่อชีวิตของเรามากขึ้น

Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร
Gilgit-Baltistan สวรรค์ในปากีสถาน ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสีฟ้า และสะพานเชือกยาว 1 กิโลเมตร

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

จักรกฤดิ กระจายวงศ์

เป็นนักการทูต ลูกครู (ที่เชื่อว่า) งานการทูตไม่ได้เหมือนในละคร แต่เป็นงานที่ต้องออกไปร่วมทุกสุขกับคน เข้าถึงใจคน จึงจะเข้าใจเขา เข้าใจความต้องการเขา จึงทำงานได้ถูกต้อง ผมชอบการเดินทาง และถ่ายภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load