10 พฤศจิกายน 2561
5 K
01

เกาะเกี่ยว

ถ้าสะบัดแผนที่แอฟริกาให้คลี่กาง โมซัมบิกคือประเทศที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกค่อนมาทางใต้ของทวีป อยู่ติดมหาสมุทรอินเดีย ใกล้กับเกาะมาดากัสการ์

ถ้าก้มหน้าลงไปมองให้ใกล้ขึ้น ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโมซัมบิกมีเกาะเล็กจิ๋วอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไป 3.8 กิโลเมตร

โมซัมบิก, Mozambique

ภาพ : www.geology.com

ประวัติศาสตร์ของเกาะนี้นับย้อนหลังไปได้อย่างน้อยก็ 500 ปีปฏิทิน

ที่นี่เหมือนโลกย้อนยุคที่มีคนสักคนกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้ จนได้รับการแปะป้ายมรดกโลกของยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1977

เกาะแห่งนี้ยาว 3 กิโลเมตร กว้าง 200 – 500 เมตร เดินเที่ยวทั่วเกาะได้โดยไม่รบกวนแข้งขาจนเกินไป และให้ความรู้สึกคล้ายเดินเล่นอยู่ในภาพถ่ายเก่า

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ปีนี้เป็นปี ‘เฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปี เกาะโมซัมบิก’ ซึ่งนับจากปีที่เกาะโมซัมบิกปกครองและหารายได้จากการทำการค้าได้ด้วยตัวเอง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต เลยร่วมฉลองด้วยการนำเสียงเพลงจากวงโปงลาง อาหารไทย และความสัมพันธ์อันดี มามอบให้กับชาวเกาะ

คอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ได้เล่นในหอประชุม ไม่ได้บรรเลงให้แขกผู้ทรงเกียรติฟัง แต่เป็นการตระเวนเล่นในที่สาธารณะทั่วเกาะ เพื่อให้ชาวเกาะทุกคนมีความสุขไปพร้อมๆ กับรู้จักประเทศไทยมากขึ้น

เกาะแห่งนี้มีชื่อเป็นภาษาโปรตุเกสว่า อียา ดือ โมซัมบิก (lha de Moçambique) แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Island of Mozambique

02

ตั้งป้อม

โมซัมบิก, Mozambique

ย้อนหลังกลับไป 500 กว่าปีก่อน

วัชกู ดา กามา (Vasco da Gama) นักสำรวจชาวโปรตุเกสเดินเรือจากทวีปยุโรปลงมาทางใต้อ้อมแหลมกูดโฮปจนมาถึงที่นี่ใน ค.ศ. 1498 ขณะนั้นดินแดนแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสุลต่านอาหรับชื่อ Ali Musa Mbiki ซึ่งชื่อของเขากลายมาเป็นชื่อเกาะในเวลาต่อมา และชื่อเกาะแห่งนี้ก็กลายมาเป็นชื่อประเทศในท้ายที่สุด

ที่นี่อยู่ภายในการปกครองของโปรตุเกสมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 มีการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่มากมาย อย่างเช่น ป้อมเซาเซบาสเตียว (São Sebastião) ป้อมปราการขนาดยักษ์ริมทะเลที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหินสูง 65 ฟุต มันแข็งแรงขนาดกองทัพเรือดัตช์พยายามยกทัพเรือมาตีหลายคร้ั้ง แต่ก็ยึดป้อมไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนไปขยายอำนาจทางเมืองเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้แทน

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ตอนนี้กำลังมีการบูรณะป้อมครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์

สถานที่สำคัญภายในป้อมที่น่าเดินเข้าไปดูมี 2 ที่ ที่แรกเป็นห้องซึ่งมีพื้นที่ใกล้เคียงกับโบสถ์ขนาดย่อม แต่ทั้งห้องนี้ไม่มีอะไรนอกจากน้ำ เพราะเป็นพื้นที่เก็บน้ำจืดที่ได้จากน้ำฝนซึ่งไหลมารวมกันจากหลังคาทั้งหมด

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ที่ถัดมาต้องเปิดประตูป้อมเดินออกไปทางทะเล เราจะพบกับโบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel) ซึ่งสร้างเมื่อค.ศ. 1522 ที่นี่คือตึกยุโรปที่เก่าที่สุดในซีกโลกใต้ จุดเด่นอย่างนึงของโบสถ์แห่งนี้คือการเจาะผนังฝั่งที่ติดกับทะเลให้เป็นช่องแสงรูปไม้กางเขน ราวกับเป็นบรรพบุรุษของงานออกแบบโบสถ์ฝีมือ ทาดะโอะ อันโดะ สถาปนิกมินิมัลชื่อดังชาวญี่ปุ่น

03

โบสถ์ต่อไป

โมซัมบิก, Mozambique

ภาพ : wikipedia.org

ป้อมเซาเซบาสเตียวอยู่ทางใต้สุดของเกาะ บริเวณนั้นเรียกว่า Stone Town ซึ่งยังมีอาคารเก่าอีกมากมาย เช่น โบสถ์เซาเปาโล (Chapel of São Paulo) สร้างเมื่อค.ศ. 1610 และอาคารเก่าอีกหลังที่สร้างขึ้นเพื่อรอรับรองกษัตริย์โปรตุเกส ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้มา อาคารหลังนี้ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากยุโรป อาณานิคมของโปรตุเกสในเอเชียและแอฟริกา ต่อมาอาคารถูกปรับมาใช้เป็นมหาวิทยาลัยเยสุอิต (นักบวชอีก

นิกายในสายโรมันคาทอลิก) เคยเป็นที่พักของผู้ว่าราชการจังหวัด และปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

เกาะแห่งนี้เคยมีสถานะเป็นเมืองหลวงของ Portuguese East Africa เป็นศูนย์กลางของมิชชันนารีที่สำคัญ เป็นเมืองท่าสำคัญของโปรตุเกสในการเดินทางเพื่อนำงาช้าง ทองคำ และทาส จากแอฟริกา ไปแลกกับเครื่องเทศ ผ้า และเหล้า ที่อินเดียกับอาหรับ

ที่นี่จึงมีส่วนผสมทั้งวัฒนธรรมแบบยุโรป อาหรับ และอินเดีย อยู่ในทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ศาสนา และอาหาร รสชาติของอาหารท้องถิ่นบนเกาะแห่งนี้ถือว่ามีความจัดจ้านกว่าอาหารบนแผ่นดินใหญ่

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

04

เกาะเก่า

ขยับจากด้านล่างของเกาะขึ้นมาอีกนิด เป็นเขตเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารทรงนีโอคลาสสิกแบบยุโรป ตึกที่คลาสสิกที่สุดในย่านนี้คือโรงพยาบาลที่สร้างเมื่อค.ศ. 1877 โดยชาวโปรตุเกส มีสวนและน้ำพุด้วย มันเคยเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในเขตทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า (ประมาณครึ่งล่างของทวีป) อยู่หลายปี ปัจจุบันถึงแม้ว่ามันจะมีสภาพทรุดโทรมมาก แต่ก็ยังมีคุณหมอประจำการ รักษาคนไข้ในระดับคลินิกอยู่ 1 คน

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

อาคารทรงยุโรปอื่นๆ ส่วนใหญ่ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และที่พัก แบบที่สวยคลาสสิกจนน่าแวะเข้าไปดู

โมซัมบิก, Mozambique

ส่วนโรงหนังเก่าตอนนี้ทิ้งร้างไม่ได้ใช้งาน แต่ก็มีโรงหนังยุคใหม่ที่สร้างเป็นกระต๊อบไม้ไผ่ให้คนเข้าไปนั่งดูโทรทัศน์จอนูนร่วมกันแบบง่ายๆ ริมทะเล

ช่วงนี้มีการบูรณะอาคารต่างๆ ทั่วทั้งเกาะ นั่นทำให้เราเห็นว่าวัสดุหลักในการก่อสร้างอาคารของที่นี่คือ หินปะการัง (Coral Stone) ซึ่งเป็นวัสดุท้องถิ่นที่มีมากมาย

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ความคลาสสิกของเกาะนี้ไม่ได้มีแค่อาคารเท่านั้น การเดินทางภายในเกาะก็เช่นกัน คนที่นี่ใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้างเหมือนบ้านเรา ต่างกันตรงคนขับไม่สวมเสื้อกั๊ก และใช้มอเตอร์ไซค์ทรงคลาสสิกทั้งเกาะ

05

คนบนเกาะ

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

เกาะขนาดกะทัดรัดแห่งนี้มีประชากร 14,000 คน มีบันทึกในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 ว่าประชากรชาวสวาฮิลีดั้งเดิมของเกาะนับถือศาสนาอิสลาม ตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ที่นี่มีพี่น้องมุสลิมมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ บนเกาะแห่งนี้มีทั้งมัสยิด โบสถ์ และวัดฮินดู ซึ่งทุกศาสนาต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

โมซัมบิก, Mozambique

ประชากรส่วนใหญ่ของเกาะอาศัยในชุมชนซึ่งอยู่ตอนกลางค่อนไปทางเหนือของเกาะ อาชีพหลักคือประมง เท่าที่เห็นด้วยสายตาคือประมงพื้นบ้านที่ใช้เรือใบลำเล็กแล่นออกไปจับสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่ง บางคนก็เดินเก็บสาหร่ายบริเวณชายหาด

ชาวเกาะโมซัมบิกเป็นมิตรและน่ารักมาก พวกเขามักจะส่งยิ้มให้ผู้มาเยือน บางคนก็ชวนนักท่องเที่ยวคุยก่อนด้วยซ้ำ คนส่วนใหญ่ยินดียิ้มให้กล้องเมื่อถูกขอถ่ายรูป หลายคนก็เป็นฝ่ายชวนเราให้บันทึกภาพพวกเขา

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ชาวเกาะที่เป็นมิตรที่สุดคงจะเป็นเด็กๆ พวกเขายินดีจะพานักท่องเที่ยวเดินเที่ยวทั่วเกาะ เล่าเรื่องเท่าที่เขารู้ และภาษาอังกฤษของเขาจะอำนวย พวกเขาเดินหานักท่องเที่ยวอยู่ทั่วเกาะ ไม่ว่าจะเป็นย่านเมืองเก่าทางตอนใต้ หรือรีสอร์ตสุดหรูทางตอนเหนือ

06

วาฬก่อน

เดิมทีเกาะนี้เชื่อมต่อกับโลกผ่านท่าเรือฝั่งทิศตะวันออก ที่ปักเสาอยู่บนมหาสมุทรอินเดีย แต่พอมีการขุดคลองสุเอซที่อิยิปต์ เส้นทางการเดินเรือจากยุโรปสู่เอเชียจึงไม่ต้องอ้อมทวีปแอฟริกาอีกต่อไป เกาะแห่งนี้จึงลดความสำคัญลง เมืองหลวงก็ถูกย้ายไปอยู่ที่เมืองมาปูโตซึ่งอยู่ติดทะเลฝั่งแผ่นดินใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศแทน

ฝั่งทิศตะวันตกของเกาะเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ผ่านสะพานยาว 3.8 กิโลเมตร สร้างเมื่อค.ศ. 1960 ช่วงเช้าและเย็นเราจะเห็นคนเดินทางจากแผ่นดินใหญ่มาทำงานในเกาะ ทั้งนั่งรถขนส่งสาธารณะมา ขี่จักรยานมา เดินมา วิ่งมา และนั่งเรือใบแบบโบราณที่เรียกว่า ดาว (Dhow)

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ทุกวันนี้เรือดาวยังคงกางใบออกจากฝั่งทางทิศตะวันออก หนึ่งในภารกิจสำคัญของเรือดาวเหล่านี้ก็คือ การพานักท่องเที่ยวไปชมฝูงวาฬหลังค่อม ซึ่งว่ายวนเวียนอยู่รอบๆ เกาะ

เป็นประสบการณ์การชมวาฬที่เรียบง่ายแต่น่าประทับใจมาก

07

โปงลางสถาน

ทีมนักดนตรีโปงลางนำโดย พงศ์ เพ็ชรลังการ และ ซัน-ปรัชญา นันธะชัย ทีมเชฟนำโดย เชฟดอล์ฟ-สหัส จันทกานนท์ และทีม The Cloud จากประเทศไทย เดินทางมาลงที่สนามบินในเมืองนัมปูลา เช่นเดียวกับทีมจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต พวกเราทั้งหมดนั่งรถตู้ราว 3 ชั่วโมงก็มาถึงที่เกาะแห่งนี้

ส่วนทีมงานจากสถานเอกอัครราชทูตอีกกลุ่มเดินทางด้วยรถตู้มาจากเมืองมาปูโต เมืองหลวงของโมซัมบิก ระยะทาง 2,000 กว่ากิโลเมตร เดินทางอยู่ 3 วันก็มาถึงในเวลาใกล้เคียงกับพวกเรา

ภารกิจของเชฟดอล์ฟคือการปรุงอาหารที่ผสมผสานระหว่างความเป็นไทยกับโมซัมบิก ซึ่งอาหารบางส่วนก็มีความคล้ายคลึงกันมาก เช่น ไก่ย่าง อาหารเหล่านี้จะแจกให้ชาวเกาะได้ชิม และเข้าครัวเปิดคอร์สสอนเชฟทำอาหารไทย

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ภารกิจของทีมโปงลางคือ การแสดงคอนเสิร์ตทั้งหมด 4 ครั้งในจุดต่างๆ ของเกาะ ช่วงบ่ายวันแรก พงศ์ อดีตสมาชิกวงโปงลางสะออน ที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นครูเพลงอีสาน มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และมีประสบการณ์แสดงในต่างประเทศมาแล้วบ่อยครั้ง ชวนซัน นักดนตรีหนุ่มเลือดอีสานที่มีฝีไม้ลายมือในการเล่นโหวดและแคนจัดจ้าน หยิบจับเครื่องดนตรีอีสานไปแจมกับวงแจ๊สได้แบบไม่เคอะเขิน ออกไปดูความพร้อมของสถานที่กัน

08

ซ้อมมือ

ท่านเอกอัครราชทูต รัศม์ ชาลีจันทร์ เคยได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยบนเกาะแห่งนี้ให้มาบรรยายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโมซัมบิก ครั้งนั้นท่านทูตบรรยายโดยใช้ข้อมูลจากงานวิจัยของ อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโมซัมบิกที่มีอินเดียอยู่ตรงกลาง

โมซัมบิก, Mozambique

ฝั่งโมซัมบิกได้รับผ้าสีสันสดใสจากอินเดีย (ซึ่งใส่กันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ) มีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า คาปูลานา มีอาหารที่ทำจากแกงกะหรี่ และมีมาตาป้า (อาหารรสชาติคล้ายแกงขี้เหล็ก ทำจากหัวมัน) ส่วนฝั่งไทยในสมัยอยุธยา เราก็ได้รับอิทธิพลจากขนมโปรตุเกส และแกงกะหรี่จากอินเดีย

ท่านทูตเห็นว่าสถานเอกอัครราชทูตไทยเป็นสถานทูตน้องใหม่ของประเทศโมซัมบิก เลยอยากร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีของเกาะนี้ด้วย จึงทำเทศกาลอาหารไทย โดยมีทั้งการแจกให้ชาวเกาะได้ลองชิม และพาเชฟดอล์ฟมาสอนเชฟในโรงแรมบนเกาะทำอาหารไทย พร้อมกับช่วยผลักดันให้บรรจุอาหารไทยไว้ในเมนู ซึ่งจะทำให้เกิดการสั่งซื้อวัตถุดิบจากไทย

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

ท่านทูตซึ่งเป็นนักกีตาร์ฝีมือดีเห็นว่าที่นี่มีเครื่องดนตรีท้องถิ่นคล้ายระนาดเรียกว่า ทิมบีล่า ถ้าเราพาวงโปงลางมาร่วมแจมน่าจะสนุกมาก จึงชวนพงศ์และชาวคณะมา แล้วท่านก็เห็นว่าอยากให้ทั้งอาหารและดนตรีเข้าถึงคนท้องถิ่นจริงๆ จึงเลือกเล่นในที่สาธารณะ ทั้งในสวนสาธารณะ ถนนคนเดิน และหน้าโบสถ์เก่า

09

รำลอง

ในระหว่างที่คุยกัน เสียงซ้อมของวงโปงลางก็ดังข้ามกำแพงของวิลล่าออกสู่ถนนใหญ่ จนมีตำรวจมาเคาะประตู ทีมงานฝั่งไทยรีบอธิบายว่า เราเตรียมแสดงคอนเสิร์ตซึ่งขออนุญาตเรียบร้อยแล้ว ตำรวจโบกมือบอกว่า เขาไม่ได้จะเข้ามาต่อว่า แต่เสียงเพลงมันสนุกมากเลยขอเข้ามาดูว่ามันคือเสียงอะไร เขาบอกให้ทีมงานซ้อมกันต่อได้เลย

เมื่อเสียงโปงลางและแคนดังขึ้น นางรำร่ายรำต่อ ตำรวจโมซัมบิกก็สนุกจนขอออกไปรำกับนางรำ และรำอยู่หลายเพลง

โมซัมบิก, Mozambique

โชว์แรกของวงโปงลางก็ไม่ต่างกัน

พวกเราเริ่มเล่นที่ศาลาไม้หกเหลี่ยมในช่วงเย็นวันธรรมดา ก่อนการแสดงจะเริ่ม มีเด็กๆ นั่งรอดูอยู่หน้าเวทีหยิบมือเดียว แต่พอเสียงดนตรีดัง พ่อแม่พี่น้องชาวโมซัมบิกก็เดินตามเสียงดนตรีออกมายืนดูแบบมืดฟ้ามัวดิน รถกระบะที่ขนคนผ่านมาหลายต่อหลายคันถึงกับจอดให้คนลงมาดู

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

จะบอกว่ายืนดูก็คงไม่ถูก เพราะพวกเขาเต้นตามไปกับจังหวะของเสียงเพลง ช่วงไหนที่นางรำรำในท่วงท่าที่ไม่ยากมาก พวกเขาก็พยายามตั้งวงรำตาม ราวคุ้นเคยกับเสียงดนตรีและท่ารำเหล่านี้มาเนิ่นนาน

ปิดท้ายด้วยการที่ผู้ชมทั้งหมดทั้งไทยและโมซัมบิกรำวงร่วมกันรอบศาลา

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

10

สวัสดี

โชว์ที่สอง วงโปงลางเล่นริมถนนกลางย่านถนนคนเดินที่สองข้างทางเป็นตึกเก่า

พอเสียงดนตรีดัง ชาวบ้านก็ตามมาดูกันแน่นขนัดเช่นเดิม แต่รอบนี้พิเศษตรงที่มีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกจำนวนมากมาร่วมชมด้วย

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

โชว์สุดท้ายจัดกันหน้าโบสถ์เก่า คราวนี้มีคนมานั่งรอดูก่อนงานเริ่มนับร้อยคน ทุกคนสนุกไปกับเสียงของเครื่องดนตรีอีสานเหมือนเดิม ไฮไลต์ของโชว์ก็คือ ศิลปินท้องถิ่นเอาทิมบีล่ามาร่วมแจมด้วย ซึ่งเล่นด้วยกันได้อย่างกลมกลืน ถึงขนาดว่านักดนตรีของสองชาติสลับเครื่องดนตรีกันเล่นได้สบาย นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่บอกเราได้ว่า ไทยกับโมซัมบิกนั้นมีความคล้ายกันมากกว่าที่เราคิด

โมซัมบิก, Mozambique โมซัมบิก, Mozambique

อาหารที่เชฟดอล์ฟทำมาให้ผู้ชมชิมก็เป็นข้าวไทย ซึ่งเป็นข้าวที่มีขายในตลาดโมซัมบิกอยู่แล้ว หลายคนก็อาจจะเคยกิน เพียงแต่อาจจะไม่เคยสนใจว่าข้าวของแต่ละประเทศแตกต่างกันยังไง แต่หลังจากนี้ พวกเขาน่าจะรู้จักข้าวไทยมากขึ้น

ชิน-ชินวุฒิ เศรษฐวัฒน์ เลขานุการโทผู้เป็นพ่องานครั้งนี้ รับบทบาทพิธีกรขึ้นเวทีอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับวงโปงลางและประเทศไทยผ่านภาษาอังกฤษและโปรตุเกส

สิ่งที่พวกเราทุกคนเจอเหมือนๆ กันในระหว่างเดินอยู่บนเกาะก็คือ เราจะถูกทักทายว่า “หนีห่าว” ไม่ก็ “คนนิจิวะ” เพราะคนที่นี้อาจจะรู้จักชาวเอเชียเพียงแค่ 2 ชาติ

บนเวทีชินพูดหลายต่อหลายครั้งว่า พวกเรามาจากประเทศไทย และคำทักทายของคนไทยคือ ‘สวัสดี’ ชินให้ผู้ชมพูดคำว่า ‘สวัสดี’ ตามเขาอยู่หลายรอบ

หลังจากงานนี้ ชาวเกาะแห่งนี้น่าจะรู้จักประเทศไทยมากขึ้น รู้จักอาหารไทยมากขึ้น และรู้ว่าเรามีความสัมพันธ์ มีความคล้ายกันในหลายเรื่อง อย่างน้อยก็เรื่องดนตรีและอาหาร

ไม่แน่ ถ้าพวกเขาเจอนักท่องเท่ี่ยวชาวเอเชียบนเกาะแห่งนี้ พวกเขาอาจจะทักทายคนเหล่านั้นว่า

“สวัสดี”

โมซัมบิก, Mozambique

Facebook | โฮโยๆ โมซัมบิก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

11 กรกฎาคม 2560
134

‘บันจี้จัมพ์’ (Bungee Jump) กีฬาเอ็กซ์ตรีมชื่อก้องโลกที่เชื่อกันว่าเริ่มเล่นครั้งแรกในประเทศนิวซีแลนด์นั้น ความจริงแล้วกีฬาชนิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพิธีนาโกล (Nagol) บนเกาะเพนเทอคอสต์ (Pentecost) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ต่างหาก

นาโกลของจริงเด็ดสะระตี่กว่าบันจี้จัมพ์มากมายหลายเท่า และผู้เล่นไม่ได้อาศัยเพียงความกล้า แต่ต้องมีศรัทธาอย่างเต็มหัวใจ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เช้าตรู่วันเสาร์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เครื่องบินเล็กขนาด 10 ที่นั่ง ติดเครื่องกระหึ่มก่อนทะยานสู่ท้องฟ้าพร้อมพาผู้โดยสารทั้งสิบชีวิตออกเดินทางจากพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของวานูอาตู สู่เกาะเพนเทอคอสต์ โดยมีผมเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียว

วานูอาตู ประกอบไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ 87 เกาะที่เรียงรายดูคล้ายตัวอักษร Y บนมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ การเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งเป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษเพราะเครื่องบินต้องบินต่ำใต้เมฆ ทำให้เราได้ทักทายเกาะต่างๆ ไปเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่บิน น้ำทะเลเป็นสีครามสวยสดใสหลากหลายเฉดในวันอากาศดี และถ้าเราโชคดีพอ เราอาจมองลงไปเห็นฝูงวาฬพันธุ์หายากว่ายโชว์อยู่เบื้องล่าง

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เพียง 1 ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินลำจิ๋วก็เริ่มลดระดับเพดานบินลงสู่เกาะเพนเทอคอสต์ที่เขียวชอุ่มและแน่นทึบไปด้วยป่ารกชัฏเบื้องล่าง มีเพียงลานหญ้าที่ไถโล่งไว้เป็นรันเวย์สำหรับให้เครื่องบินลงจอด

ที่สนามบินลานอรอร์ (Lanoror) ชาวเกาะมารอดูเครื่องบินขึ้นลงกันมากมาย ผู้คนดูตื่นเต้นที่วันนี้มีแขกจากทั่วทุกมุมโลกแห่แหนกันมาเยือนเกาะสวยของพวกเขา ถึงกับมีวงดนตรีเล็กๆ เล่นกีตาร์ เคาะจังหวะ และร้องเพลงพื้นเมืองรอต้อนรับพวกเราอยู่ด้วย

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

ก่อนจะชมพิธีนาโกล ผมว่าเรามารู้จักที่มาของนาโกลกันก่อนนะครับ ตำนานของนาโกลนั้นมีอยู่ 2 เรื่องที่เล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

ตำนานแรกกล่าวถึงสาวน้อยนางหนึ่งเป็นสตรีโชคร้ายเพราะได้แต่งงานกับสามีที่มักมากในกามกิจ ไม่ว่านางจะสนองเขาอย่างไรก็ไม่สามารถถมความต้องการของเขาได้เสียที นางเลยคิดว่าอย่าทนเลยผัวแบบนี้ ชิ่งหนีดีกว่า

วันร้ายคืนร้ายนางจึงวิ่งหนีสามีออกจากบ้านเข้าป่าใหญ่ โดยมีสามีไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด นางเห็นต้นไทรใหญ่อยู่เบื้องหน้าจึงรีบปีนป่ายขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่สามีจอมหื่นก็ไม่คิดที่จะลดละและยังปีนไล่ตามต่อไปเรื่อยๆ จนนางปีนขึ้นมาถึงยอดไทร ละลนละลานหนีไปจนสุดปลายกิ่ง และแล้วเขาก็ตามมาจนเกือบจะทัน

‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า… หนีไม่รอดแน่นังหนู’ เขาคิด

นางเหลือบไปเห็นเถาวัลย์ที่ห้อยอยู่บนนั้นจึงรีบคว้ามาผูกที่ข้อเท้า และในเสี้ยววินาทีที่เขาเกือบจะคว้าตัวนางไว้ได้ นางก็รีบชิงกระโดดหนี พร้อมกับที่สามีกระโดดตาม

‘ตุ้บ’ เสียงร่างของสามีร่วงหล่นแหลกเหลวเละอยู่บนพื้นดิน ขณะที่นางรอดตายได้ด้วยเถาวัลย์เส้นนั้นที่เกี่ยวกระตุกร่างให้กระดอนขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย

ผู้ชายชาวเกาะเพนเทอคอสต์จึงดำริว่าเหตุการณ์นี้มันแสบสันยิ่งนัก พวกเราจงมาโดดด้วยการเอาเถาวัลย์ผูกข้อเท้าไว้เพื่อเตือนลูกหลานเพศชายทั้งหลายไว้ว่าอย่าปล่อยให้เพศหญิงหลอกลวงพวกเราจนถึงแก่ชีวิตอีกต่อไป

นั่นเป็นที่มาของพิธีนาโกลตามตำนานที่ 1

ส่วนตำนานที่ 2 นั้นกล่าวว่าในช่วงเวลาที่จะมีพิธีนาโกลเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเก็บเกี่ยว ‘แยม’ (Yam) พืชมีหัวคล้ายเผือก แยมจัดเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลักของชาววานูอาตู และในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวแยมครั้งแรกพร้อมๆ กับการเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกแยมครั้งที่ 2 ของปี

เพื่อเป็นการแสดงคารวะต่อผืนดินและขอพรให้การเพาะปลูกครั้งที่ 2 ได้ผลสำเร็จดีกว่าครั้งแรก ชาวเผ่าจึงดำริให้มีพิธีนาโกลขึ้นเพื่อแสดงความคารวะต่อผืนดินดังกล่าว

ไม่ว่าตำนานจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมทึ่งมากที่สุดคือเรื่อง ‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’

เดือนเมษายนที่จัดพิธีนาโกลเป็นช่วงฤดูฝนชุก ดังนั้น หอโดดที่สร้างขึ้นด้วยไม้จึงไม่เปราะร้าว ผู้โดดสามารถปีนขึ้นไปยืนเตรียมกระโดดได้ย่างสบายใจ ส่วนเถาวัลย์ ผู้โดดแต่ละคนต้องเข้าป่าไปเลือกขนาดตามความสูงและน้ำหนักตัวของตน และไปตัดกลับมาใช้ในพิธีนาโกลด้วยตัวเอง เมื่อเป็นช่วงฤดูฝน เถาวัลย์ก็จะอยู่ในสภาพอุ้มน้ำ มีความเหนียวหนืดกำลังดี ไม่เปราะแตกง่ายเช่นกัน

ที่สำคัญคือ พื้นดินบริเวณที่จัดพิธีนั้นก็จะอยู่ในสภาพกึ่งดินกึ่งโคลน มีความหยุ่นและนุ่ม ไม่ใช่ดินแห้งแตกระแหงแบบหน้าร้อน หากจะมีความผิดพลาดจากการโดดบ้าง ผู้โดดก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บมาก

ผมว่าพิธีนี้ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ทำให้ไม่เคยมีผู้ใดเสียชีวิตจากพิธีนี้เลย แม้จะโดดกันมานานเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม

ปะรำโดดบนหอนั้นจะมีหลายระดับความสูงตั้งแต่ไม่กี่เมตรเหนือพื้นดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงลิบไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ผู้โดดจะเป็นเพียงผู้ชายที่ผ่านการขลิบอวัยวะเพศมาแล้วเท่านั้น คือต้องมีอายุประมาณ 8 – 10 ปี ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนหัวหน้าเผ่าซึ่งมักเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด ผู้ที่อายุน้อยก็โดดในระดับใกล้พื้น ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดก็โดดจากยอด และการโดดก็จะเริ่มจากผู้น้อยก่อน

 

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อไปถึง ผมพบชาวเกาะจำนวนมากทั้งหญิงและชายในชุดพื้นเมืองยืนกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ ผู้ชายจะถือพลองที่ทำจากไม้ ส่วนผู้หญิงจะถือพู่ที่ทำจากใบไม้ ผู้ชายอยู่ทางขวา ผู้หญิงอยู่ทางซ้าย มีหอโดดเป็นเส้นแบ่งชายหญิงออกจากกัน ทั้งชายและหญิงจะพากันร้อง เต้น และเดินไปมาตามจังหวะกันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เสียงก้องกระหึ่ม

ผมไม่แน่ใจว่าความหมายของเพลงคืออะไร แต่ผมรู้สึกว่าเป็นการส่งพลังใจให้ผู้โดดที่ดีเยี่ยม พิธีนี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าที่ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะผู้โดดเท่านั้น เพราะการเต้นและร้องเพลงพื้นเมืองเช่นนี้มีขึ้นนับเป็นชั่วโมงๆ ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบพิธี

คนแรกที่โดดเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ โดยพ่อเป็นผู้รัดเถาวัลย์ที่ข้อเท้าให้แน่น แล้วดูลูกชายโดดลงมาท่ามกลางความหวาดเสียวมากๆ ของผู้ดู เพราะเถาวัลย์จะกระตุกในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนหัวถึงพื้นจริงๆ

สำหรับผู้ใหญ่จะปีนขึ้นไปโดดด้วยตัวเอง โดยบนปะรำจะมีเพื่อนชาวเผ่าอีก 2 – 3 คนคอยช่วยนำเถาวัลย์มารัดที่ข้อเท้าให้เรียบร้อย จากนั้นผู้โดดจึงเดินมาปลายสุดของปะรำ ในมือจะถือช่อดอกไม้และหญ้าแห้งพร้อมโยกตัวไปมาเล็กน้อย ก่อนจะยืดตัว โปรยดอกไม้ แล้วโดดลงมา

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

การโดดเป็นการโดดแบบทิ้งดิ่งเลยนะครับ ทิ้งตัวปักหัวลงมาเลย เล่นเอาคุณป้าฝรั่งเศสกรีดร้องออกมาแทบจะทุกครั้งที่มีการกระโดด บางครั้งคุณป้าถึงกับเรียกหาพระเจ้า หรือ Mon Dieu กันให้วุ่น

ขอสารภาพว่าผมแอบลุ้นจนกำมือแน่นไปหลายครั้ง ยิ่งการกระโดดเขยิบสูงขึ้นไปเท่าไหร่ ความตื่นเต้นก็ทวีคูณขึ้นไปเท่านั้น เวลาเถาวัลย์กระตุกในวินาทีสุดท้ายเป็นสิ่งที่ลุ้นมากที่สุด ผมเห็นผู้โดดกางมือออกตะปบพื้นดินในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนเถาวัลย์จะดีดร่างของพวกเขาขึ้นจากพื้นดินและความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร

หลังเวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง มีผู้โดดหอหลายสิบคน คนสุดท้ายคือท่านผู้อาวุโสสูงสุดของเผ่าที่โดดจากยอดหอลงมาอยางสวยงาม พร้อมกันนั้น การเต้นและร้องเพลงท้องถิ่นของกองเชียร์ชายหญิงด้านล่างก็จบลงด้วย

นาโกลคือพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเผ่าอนุญาตให้เราเข้าไปร่วมชมได้ แต่เราต้องประพฤติอย่างผู้ที่มาชื่นชมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา คือดูด้วยความเคารพ สงบ และไม่เพ่นพ่านวุ่นวาย แม้แต่จะเข้าใกล้หอโดด ผมยังได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในวันนั้นผมคิดว่านักท่องเที่ยวปฏิบัติตัวได้ดีมาก เพราะเสียงที่ได้ยินตลอดพิธีคือเสียงเพลงพื้นเมืองที่ชาวเกาะร้องเท่านั้น ไม่มีเสียงโห่ฮาเป่าปากใดๆ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อพิธีโดดในวันเสาร์นี้เสร็จสิ้นลง หอไม้ทั้งหอจะถูกคลุมด้วยใบตองเพื่อรักษาความชุ่มน้ำไว้ในเนื้อไม้ และจะเลิกใบตองที่คลุมอยู่อีกทีเมื่อถึงเวลาโดดในเสาร์ต่อไป เมื่อครบกำหนดการโดด 5 – 6 สัปดาห์ติดกันแล้ว ชาวเกาะก็จะรื้อหอโดดลง และจะสร้างใหม่อีกทีเมื่อถึงพิธีนาโกลปีหน้า

ภาพของชายชาวพื้นเมืองหลากวัยหลากรุ่นที่ค่อย ๆ ปีนขึ้นหอโดดด้วยอาการมุ่งมั่น ก่อนยืดอกตั้งตัวตรง และพุ่งหัวเหินทิ้งดิ่งไปลงมาแบบไม่กลัวเกรงอะไรทั้งสิ้นยังติดอยู่ในความทรงจำของผม ที่เท้าของพวกเขามีเพียงเถาวัลย์เกี่ยวกระหวัดเอาไว้เท่านั้น

พวกเขาทำได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ศรัทธาที่แรงกล้าต่อพิธีนาโกลอันน่าทึ่งนี้

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load