แผ่กิ่ง อิงใบ ในก้าน

ผสานดินป่าเขียวเหนียวแน่น

สานต่อศรัทธา กล้าแกร่ง

ฝังลึกในรากแหล่ง ยืนต้น ออกผลงาม

หากคุณฝากฝังความทรงจำไว้ที่ใดก็ได้ที่จะไม่สาบสูญหายหรือเลือนรางจางไป ต้นไม้หรือสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจแต่ไม่อาจเคลื่อนได้นี้ อาจเป็นอีกหนึ่งหนทางในการบันทึกช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่สัมพันธ์กับสิ่งที่ต้นไม้ได้สัมผัส เสมือนเป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ไม่อาจถอดถอนได้ 

ต้นไม้หนึ่งต้นอาจเก็บงำเรื่องราวและสะสมความทรงจำ รวมถึงถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งต้นไม้สูงใหญ่ ก็ยิ่งแบกรับความทรงจำเอาไว้มากมาย ดังนั้นการรักษาวงจรการเติบโตอันยาวนานไม่มีที่สิ้นสุดให้ยืนอายุขัยและรักษารุกขมรดกของชาติไว้ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ลำพังการมีอยู่ของต้นไม้ที่มีอายุยืนนานเป็นร้อยๆ ปี ก็เป็นแรงบันดาลใจถึงภูมิปัญญาลุ่มลึกที่พร้อมฝ่าร้อนหนาวและหาโอกาสงอกงามได้อย่างลงตัว”

นี่คือแนวคิดของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการที่กลุ่มธุรกิจฯ​ ร่วมมือกับผู้คร่ำหวอดในวงการต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็น เริงชัย​ คงเมือง​ ช่างภาพสารคดีชั้นแนวหน้า​ ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะ​วณิชย์​ นักสิ่งแวดล้อมชื่อดัง หรือทีมบรรณาธิการเบื้องหลังนิตยสาร​ a day​ และ ฐิตินันท์​ ศรีสถิต นักเขียนสายธรรมชาติ จัดทำหนังสือ Gallery of Trees​ หนังสือรวมภาพและเรื่องของไม้ใหญ่​ 45 ต้น​ อันเปรียบได้กับสถานที่กักเก็บความทรงจำมีชีวิตจากหลากหลายพื้นที่ในประเทศไทย สำหรับเป็นของที่ระลึกทรงคุณค่าขององค์กร​ เพื่อพาผู้อ่านไปเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์น่าอัศจรรย์จากต้นไม้​ อย่างที่ทำให้ชาวเกียรตินาคินภัทรได้​ ‘รัก’​ และอยาก ‘รักษ์’​ รุกขมรดกเหล่านี้ไว้ให้นานที่สุด​

วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เราได้มีโอกาสแง้มเข้าไปดูบางส่วนของ​ Gallery​ หรือ​ ‘ห้องแสดงศิลปะ’​ ของเหล่าต้นไม้น้อยใหญ่ในหนังสือแสนหายากนี้ เพื่อชื่นชมความงามที่ถูกรวบรวมเอาไว้อย่างประณีตบรรจง

01

ต้นท้ายเภา : ต้นไม้ในดินแดนมหัศจรรย์

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดตรัง

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ใครว่าต้นไม้ที่พาเราหลุดลอยออกไปเหมือนกับอยู่ในดินแดนวิเศษจะมีแค่ใน Alice in Wonderland ในประเทศไทยเราเองก็มีพื้นที่ลึกลับอย่างที่กล่าวมานี้เช่นกัน

ต้นท้ายเภาหรือต้นสำรองกะโหลกขนาดสูงใหญ่มหึมากว่า 60 เมตร เติบโตอยู่ท่ามกลางดินแดนผืนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ต้นไม้ยักษ์แห่งป่าดิบชื้นภาคใต้’ เนื่องจากเป็นต้นไม้บนเส้นทางของเทือกเขาบรรทัด เทือกเขาที่กินพื้นที่ดินแดน 4 จังหวัดภาคใต้ ทั้งจังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล และสงขลา 

หากยังสงสัยในที่มาของชื่อท้ายเภา ซึ่งถูกตัดทอนลงมาจากคำว่า ‘ท้ายสำเภา’ ด้วยรูปร่างของผลที่เมื่อแตกออกแล้วดูคล้ายท้ายโครงเรือสำเภา เมื่อร่วงออกจากขั้วไม้ก็หลุดลอยไปแผ่อาณาเขตกว้างขวางในพื้นที่อื่นได้ดังเช่นลำเรือ 

ต้นท้ายเภาเป็นต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้น โตเร็ว พบในเขตป่าฝนตกชุก มักพบเห็นขึ้นตามเชิงเขาที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก แต่น่าประหลาดยิ่งที่ต้นท้ายเภาต้นนี้กล้าต้านท้าแรง มาเติบโตอยู่บนพื้นที่ที่สูงกว่าต้นอื่นๆ ในเขาบรรทัดได้

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ความน่าพิศวงอีกอย่างคือเหล่าคนเดินทางและพรานป่าเก่าแก่มักเล่าถึงดินแดนที่อยู่พ้นท้ายเภาต้นนี้​ที่เต็มไปด้วยต้นไม้แคระ​ ธารน้ำใส​ และทัศนียภาพสวยงามราวความฝัน​ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ​ ‘เขาเจ็ดยอด’​อันเป็นแหล่งรวมเอกลักษณ์ของป่าดิบถิ่นใต้อันอุดมสมบูรณ์​ ความมหัศจรรย์นี้ถูกเล่าขานปากต่อปาก จนเป็นอีกหนึ่งจุดพักชมความงดงามของธรรมชาติสำหรับผู้ที่ย่างกรายเข้ามาในเขตพื้นที่

ไม้ใหญ่ชนิดนี้จึงนับเป็นทั้งสัญลักษณ์และกำลังสำคัญที่ต่อชีวิตของผืนป่าให้คงความน่าตื่นตามาจนถึงทุกวันนี้

02

ต้นเชียง : ต้นไม้ต้องห้ามแห่งดอนปู่ย่า

จังหวัดสกลนคร

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ต้นเชียงหรือเซียงตามสำเนียงพื้นถิ่นดินแดนอีสาน ต้นเชียงที่เรากำลังพูดถึงนี้เป็นต้นเชียงเพียงต้นเดียวที่เติบโตบนดอนปู่ย่าหรือป่าบรรพบุรุษแห่งบ้านบัว จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นที่ที่ชาวลาวอพยพมาตั้งรกรากเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่นี้ถือเอาความเชื่อเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เข้าไว้ด้วย

ที่ต้นเชียงขึ้นชื่อว่าเป็นต้นไม้ต้องห้ามเพราะห้ามตัด เนื่องจากถือคติตามความเชื่อกันว่า หากตัดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นนี้ไปแล้วจะเจ็บไข้ได้ป่วย โดยดอนปู่ย่าหรือผืนป่าที่ว่ามานี้ไม่ใช่เขตอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ หากแต่ผู้คนกลับกลัวเกรง และไม่มีใครกล้าเข้าไปลุกล้ำต้นไม้ในพื้นที่ อาจด้วยเพราะคำว่า ‘ดอนปู่ย่า’ กินความหมายถึงสถานที่ที่บรรพบุรุษจะมาอยู่อาศัยเพื่อคุ้มครองดูเหล่าลูกหลานให้ปลอดภัย จึงทำให้ผืนป่าแห่งนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์ 

เมื่อฟังคำบอกเล่าจากปาก พ่อเล็ก กุดวงค์แก้ว ปราชญ์อาวุโสแห่งบ้านบัว เราก็ทราบความเชื่อที่ถูกส่งทอดผ่านไม้ที่ยืนต้นอยู่ว่า “ไม่มีใครตัดต้นไม้ อย่างมากก็เข้าไปเก็บสมุนไพรมาทำยารักษาโรคเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย แต่ให้เก็บแค่พอใช้นะ อย่าเกินพอดี และไม่ให้เอามาขาย” พ่อเล็กกล่าว

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ปัจจุบันต้นไม้อายุกว่าร้อยปีต้นนี้เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าแมลง เพราะเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญอย่างน้ำหวาน กระทั่งมีรังผึ้งกว่า 50 รังมาจองเป็นเขตขันธ์ของตนเอง และกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ผึ้งหลวง เพื่อคุ้มครองระบบนิเวศต่อไป

แม้ว่าความเชื่อเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อาจไม่ได้ถูกพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นกุศโลบายที่สำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยืดหยัดและยั่งยืนอยู่ได้นับศตวรรษ 

03

ต้นโพธิ์ : ต้นไม้แห่งประชาธิปไตย

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพมหานคร

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

จะมีต้นไม้สักกี่ต้นในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับหน้าประวัติศาสตร์ทางการเมืองมานับครึ่งศตวรรษ ต้นโพธิ์จึงนับได้ว่าเป็นประจักษ์พยานสำคัญต่อเส้นทางการเมืองไทย

แม้ไม่ปรากฏความเป็นมาแน่ชัด แต่สันนิษฐานกันว่า ต้นโพธิ์ถูกปลูกมาตั้งแต่สมัยบริเวณนี้ยังเป็นเขตของวังหน้า และคงอยู่ต่อมาจนพื้นที่ผืนนี้กลายเป็นกระทรวงกลาโหม ก่อนถือกำเนิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใน พ.ศ. 2477 และกลายเป็นคณะศิลปศาสตร์ในปัจจุบัน

  การยืนต้นตั้งตรงตระหง่านท่ามกลางความร้อนแรงของการเมืองไทย เริ่มต้นตั้งแต่เหตุการณ์ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2516 บริเวณลานโพธิ์คือสถานที่หมุดหมายชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนิสิตที่เรียกร้องให้ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นลาออก ไปจนถึงเหตุการณ์ 13 ตุลา จากการเรียกร้องให้ปล่อยผู้ที่ออกมาเรียกร้องทั้ง 13 คน โดยการเคลื่อนพลหลายแสนคน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า

ต่อมาในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ก็เกิดความร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดการแสดงละครล้อการเมืองขึ้น จนเป็นเหตุให้มวลชนฝ่ายขวาเข้าล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเกิดเหตุอันน่าเศร้าสลด คือการสังหารนักศึกษาและประชาชนอย่างเหี้ยมโหดในเช้าวันที่ 6 ตุลา

รวมถึงยังเป็นสถานที่ชุมนุมใหญ่อีกครั้งในปีพ.ศ. 2534 เพื่อคัดค้านรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535 ก็กลายเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

นับได้ว่าต้นโพธิ์ต้นนี้ร่วมเป็นอีกหนึ่งพยานแห่งเส้นทางสายประชาธิปไตยมาอย่างช้านาน

ปัจจุบันต้นโพธิ์เติบโตสูงใหญ่เทียบเท่าตึก 6 – 7 ชั้น ซึ่งมีอาการบอบช้ำไม่แพ้กันกับเหตุการณ์ที่มันได้รู้เห็น เนื่องจากเกิดโพรงภายในต้นและมีน้ำซึมจนเนื้อไม้ผุพัง แต่ทุกวันนี้เหล่ารุกขกรได้เข้าไปเยียวยารักษา จนปัจจุบันต้นโพธิ์ต้นนี้มีสุขภาพที่ดีขึ้นและยังแข็งแรงยืนต้นต่อได้ ด้วยหวังว่ามันจะไม่ต้องกลับไปบอบช้ำดังเช่นเดิมอีก

04

ต้นไทรพัน : ต้นไม้นักฆ่า

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ใครว่าต้นไม้ฆ่าไม่เป็น อาจไม่ถึงกับเป็นนักฆ่ามือฉมังที่ดุร้าย แต่ต้นไทรพันนี้ขึ้นชื่อว่าได้เป็น ‘นักฆ่าแห่งการรัดคอ’

ต้นไทรพันถูกพบได้หากเดินทางขึ้นไปยังภูเขียวประมาณ 350 เมตร ต้นไทรพันมีขนาดยักษ์ใหญ่กว่า 14 – 15 คนโอบได้รอบ เราจะเห็นเรือนยอดของต้นแผ่กว้างขวาง การพบเห็นต้นไทรในป่าแถบเส้นศูนย์สูตร เป็นการแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ดี 

ต้นไทรใช้ชีวิตแนบแอบอิงอาศัยต้นไม้ใหญ่อื่นๆ มาก่อน ในระยะแรกเราอาจไม่ได้เห็นความร้ายกาจมาดหมายของต้นไม้ต้นนี้ เพราะการดำรงชีวิตอยู่ของมัน เริ่มจากการดูดน้ำและอาหารจากซากต้นไม้เท่านั้น เมื่อต้นเริ่มเติบใหญ่ ความร้ายกาจก็บังเกิดกำเนิดขึ้น มันจะแอบแผ่รากพันแนบลำต้นของต้นที่มันอิง และหย่อนรากหยั่งลงสู่เบื้องล่างจนยึดกับพื้น ท้ายที่สุดก็จะขนส่งอาหารไปเลี้ยงตัวเองแบบเต็มกำลัง ทำให้ต้นโตอย่างรวดเร็ว และเริ่มโอบรัดต้นไม้ต้นขั้วรุนแรงขึ้น เริ่มแทงทะลุทะลวงเข้าเนื้อไม้ จนต้นนั้นทรุดโทรมและยืนต้นตายไป 

แม้เราจะเห็นความร้ายลึกจากการเป็นนักฆ่าของไทรพัน แต่ต้นไทรก็มีประโยชน์อย่างมากเช่นกัน อย่างการเป็นที่พำนักของเหล่าบรรดากบ เขียด กิ้งก่า ตุ๊กแกป่า และนักล่าตัวอื่นๆ รวมถึงยอมให้พืชอย่างเฟิร์นและกล้วยไม้ป่ามาอิงอาศัย เมื่อถึงเวลาออกดอกออกผล ลูกไทรผลัดเปลี่ยนสีก็ถึงเวลาบุฟเฟต์ชั้นดี เป็นอาหารอันโอชะตลอดปีของเหล่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่

ไทรพันหรือต้นไทรที่อยู่มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ยังคงอยู่ได้มาหลายล้านปีบนโลกใบนี้ ก็ด้วยความเกื้อกูลถ้อยทีถ้อยอาศัย ที่ยังต้องคงอยู่คู่ไปกับธรรมชาติต่อไปนั่นเอง

05

ต้นจัน : ต้นไม้หญิงสาว 18 แผ่นดิน

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

‘จัน’ คือชื่อต้นไม้ที่อยู่มาได้ถึง 18 แผ่นดินหรือว่า 350 ปีแล้ว นับแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งสัมผัสมาอย่างหมดจดแล้วทั้งความรุ่งเรืองรุ่งโรจน์และความโรยราของเมืองลพบุรี 

ต้นจันหลายชั่วอายุคนต้นนี้ถูกปลูกขึ้นในวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าพระที่นั่งจันทรพิศาล เขตพระราชฐานชั้นกลางของพระราชวังเมืองลพบุรี ที่ประทับและที่ออกว่าราชการ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2209 เพื่อให้สมเด็จพระนารายณ์ทอดพระเนตรเห็นได้ทุกครั้งที่เสด็จฯ ออกว่าราชการ โดยในขณะนั้นลพบุรีเปรียบเสมือนราชธานีแห่งที่ 2 และเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งตลอดรัชสมัย

ต้นจันต้นนี้อยู่ยืนยงผ่านกาลเวลาต่อมา แม้สิ้นสมัยหลังสมเด็จพระนารายณ์และพระราชวังถูกทิ้งร้างไป จนได้รับการบูรณะซ่อมแซมอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จันเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เรือนยอดทรงพุ่มกลมทึบ ลำต้นตรง และนิยมปลูกกันในเขตวัง อาจเพราะเชื่อกันว่าต้นจันเป็นไม้มงคล หรือเพราะกลิ่นหอมของผลต้นจันสุก ก็สุดจะคาดเดากันไป แต่สิ่งที่เราไม่ต้องคาดเดา นั่นคือต้นจันต้นนี้เป็นผู้หญิง เนื่องจากต้นจันมีลักษณะพิเศษจำเพาะ คือเป็น Dioecious Plant หรือต้นแยกเพศ เป็นกลไกตามธรรมชาติที่พยายามป้องกันการผสมเกสรภายในดอกหรือต้นเดียวกัน เพื่อให้ได้ผลผลิตทางพันธุกรรมที่ดีกว่ารุ่นพ่อแม่

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ความแตกต่างของต้นตัวผู้และต้นตัวเมียก็คือสีของดอก ต้นจันตัวผู้จะออกดอกสีครีม ต้นจันตัวเมียจะมีดอกเดี่ยวสีขาวครีม หากต้นตัวเมียไม่ถูกผสมโดยสมบูรณ์ จะได้ผลออกมาเป็น ‘ลูกจัน’ หรือ ‘จันอิน’ ซึ่งมีผลกลมแป้น เมล็ดลีบ แต่หากต้นตัวเมียพัฒนาเต็มที่และถูกผสมเกสรโดยสมบูรณ์ จะได้ผลเป็น ‘ลูกอิน’ หรือ ‘จันโอ’ ซึ่งมีลักษณะผลทรงกลมอ้วนหนาออกมาแทน

ด้วยวิธีการซับซ้อนในการขยายพันธุ์ต้นจัน ทำให้ต้นจันกลายเป็นต้นไม้หายาก และได้รับเลือกให้เป็นรุกขมรดกแผ่นดินใน พ.ศ. 2560 เพื่อให้มนุษย์คอยฟื้นฟูดูแลรักษา ให้ต้นไม้ได้ยืดชีวิตออกไปได้อีกหลายแผ่นดิน

06

ต้นส้มโฮง : ต้นไม้จูบไม่หอมที่ต้องถนอมไว้

วัดดุมใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ส้มโฮงคือชื่อท้องถิ่นของต้นสำโรง ไม้ยืนต้นที่เติบโตได้ในหลายทวีป ตั้งแต่แอฟริกาใต้ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงออสเตรเลีย และเจริญเติบโตได้ดีทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าโปร่งทั่วไป หากแต่เมื่อป่าหดหาย ต้นสำโรงก็พลอยหายากตามไปด้วย

เมื่อวิเคราะห์ตามรากศัพท์จะพบว่า ชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นส้มโฮงคือ Sterulia foetida L. อาจฟังดูยากไปสักนิด หากแต่เมื่อถอดรากของคำว่า Sterculia ซึ่งมาจากคำว่า Sterquilinus จะทราบว่าหมายถึงเทพเจ้าแห่งปุ๋ยคอกตามคติของชาวโรมัน และคำว่า Foetida ในภาษาละติน แปลว่า มีกลิ่นเหม็น จึงไม่น่าแปลกใจหากต้นส้มโฮงมีกลิ่นที่ไม่น่าพึงประสงค์เท่าใดนัก จึงเป็นที่มาของชื่อต้น Skunk Tree ในภาษาอังกฤษ

จุดเด่นนอกจากเรื่องกลิ่นอันรัญจวนใจ คือต้นส้มโฮงเป็นไม้เนื้ออ่อน โตได้รวดเร็ว แตกกิ่งที่ความสูง 8 – 10 เมตร ทำให้ได้ทรงพุ่มใบดกหนาเป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร ออกดอกในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นดอกที่ไม่มีกลีบดอก มีเพียงกลีบเลี้ยงและถูกปกคลุมด้วยขนสีขาวเท่านั้น เมื่อลองแกะเปลือกสีดำของเมล็ดส้มโฮง จะเห็นเนื้อในสีดำคล้ายเมล็ดแมคคาเดเมีย รับประทานได้เมื่อผ่านความร้อนก่อน รสชาติก็คล้ายกับถั่วลิสง โดยเนื้อในนี้นำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพหรือใช้จุดไฟให้แสงสว่างได้ 

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ต้นส้มโฮงที่เก่าแก่และสูงที่สุดในชุมชนวัดดุมใหญ่โตในเขตป่าช้าสำหรับใช้เผาศพ จึงมีเรื่องเล่าลี้ลับชวนพิศวง ว่าต้นส้มโฮงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่ ทำให้ชาวบ้านชอบมาบนบานศาลกล่าว ขอให้สมประสงค์ทั้งการงานและการเรียน 

แม้ต้นส้มโฮงไม่อาจเสกสรรสร้างกลิ่นหอมอย่างที่เราปรารถนา แต่ต้นไม้ต้นนี้ก็ออกผลสร้างสรรค์ประโยชน์ได้ รวมทั้งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชน เป็นอีกหนึ่งกุศโลบายให้คนหันมาดูแลต้นไม้อย่างดีมาตลอดเกือบ 200 ปีเห็นจะได้

07

ต้นหว้าน้ำ : ต้นไม้แห่งรักมั่นคง

หาดทรายสูง จังหวัดอุบลราชธานี

พยานรักอันมั่นคงตั้งตรงอยู่ที่หาดทรายสูง เนินสูงที่มีตะกอนทรายทับถม บริเวณสายน้ำโขงลักษณะเลี้ยวโค้งเป็นรูปตัวยู ที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ขนานกับลำน้ำเป็นระยะทางร่วมร้อยเมตร

หาดทรายน้ำจืด ภูมิทัศน์สุดแปลกตาประหลาดใจแห่งบ้านลาดแห่งนี้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของผู้คนเพื่อเข้ามาดูต้นหว้าคู่รัก อีกหนึ่งตำนานรักที่น่าอัศจรรย์ไม่แพ้คู่ขวัญกับเรียม

ต้นหว้าน้ำหรือหมากหว้าในอีกชื่อ คือไม้ยืนต้นแถบทวีปเอเชียเขตร้อน เติบโตได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย เป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำ และมีความสามารถในการทนต่อสภาพน้ำท่วมขังได้ดี มักพบได้ในบริเวณใกล้แหล่งน้ำทั้งหลาย รวมถึงบริเวณป่าบุ่งป่าทามในภาษาอีสาน หรือก็คือพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงเช่นหาดทรายสูงเช่นนี้อีกด้วย

แม้ในบริเวณนี้จะมีพืชเจ้าถิ่นอย่างต้นหว้ามากมายกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง แต่ต้นหว้าคู่รักที่ตั้งอยู่แนวนอกสุดก็โดดเด่นเป็นสง่ากว่าใคร เนื่องด้วยการยืนต้นมาร่วมกว่า 200 ปี จึงนับว่าเป็นต้นที่คงสายพันธุ์เก่าแก่อยู่ได้ มีลักษณะต้นบิดคู่โค้งและโน้มเข้าหากันเล็กน้อย กลุ่มใบค่อนข้างแน่นทึบ ยืนเคียงข้างกันเสมือนอยู่ใต้พุ่มเรือนยอดเดียวที่โอบกอดสองชีวิตนี้ไว้ด้วยความรัก

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

นอกจากความรักที่ผสานต้นทั้งสองไว้ด้วยกัน ความมั่นคงก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของต้นหว้าน้ำนี้ เนื่องจากต้นหว้าได้รับอิทธิพลของน้ำหลาก-น้ำแล้ง นั่นคือจะมีช่วงน้ำสูงหลายเดือน ทำให้ต้นต้องอยู่ใต้น้ำนานและทิ้งใบจนหมด พอถึงช่วงน้ำแล้งก็จะผลิใบออกผลอีกครั้ง หากเปรียบเทียบกับความรัก การจมอยู่ใต้น้ำเปรียบเป็นช่วงลำบากทุกข์ยากของชีวิตคู่ การผลิดอกออกผลคือช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ด้วยสถานการณ์สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปจากภาวะโลกร้อน ทำให้ในปีนี้ ฤดูน้ำแล้งของสายน้ำโขงกินระยะเวลายาวนานกว่าเดิม ซึ่งไม่แน่ว่าอาจส่งผลระยะยาวต่อต้นคู่รักทั้งสอง และหากวันหนึ่งตำนานรักของทั้งคู่จะต้องจบลง ก็คงไม่ต่างจากความโศกเศร้าที่เราได้รับดังเช่นเรื่องของขวัญเรียมเป็นแน่ 

08

ต้นจำปาขาว : ต้นไม้เสี่ยงทายสมัยสุโขทัย

วัดกลางศรีพุทธาราม จังหวัดพิษณุโลก

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ก่อนที่เพลง คุกกี้เสี่ยงทาย จะเป็นกระแส สมัยสุโขทัยเมื่อครั้งที่บ้านเมืองเรายังไม่เป็นปึกแผ่น ต้นไม้เสี่ยงทายก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนแล้ว

ต้นจำปาขาวถูกนำมาปลูกไว้ใช้เพื่อเป็นต้นไม้เสี่ยงทายในสมัยโบราณ เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่เลี้ยงยากแต่ตายง่าย ถือเป็นต้นไม้ปราบเซียนที่ยากจะปลูกให้ขึ้นงอกงาม แต่ไม่น่าเชื่อว่าต้นจำปาขาวที่จังหวัดพิษณุโลกงอกเงยมากว่า 750 ปีแล้ว

ตามบันทึกกล่าวไว้ว่า พ่อขุนบางกลางท่าว เจ้าเมืองบางยาง ได้ปลูกต้นจำปาขาวไว้ทางทิศตะวันตกของพระอุโบสถของวัดกลางศรีพุทธาราม เพื่อเป็นอนุสรณ์คู่บ้านคู่เมือง ปลูกไว้เพื่อเสี่ยงทายก่อนยกไพร่พลไปกู้เมืองสุโขทัย ซึ่งในขณะนั้นตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของขอม พ่อขุนบางกลางท่าวจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า หากชนะการศึกและได้สุโขทัยคืนมา ขอให้ต้นจำปาเจริญงอกงามและออกดอกเป็นสีขาว หากพลาดท่าพลั้งไป ก็ขอให้จำปาเหี่ยวเฉาและตายลง

และแล้วก็เป็นไปตามที่ตั้งสัตยาธิษฐานไว้ เมื่อพ่อขุนบางกลางท่าวได้รับชัยชนะ และขึ้นครองราชเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์พระร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย ดอกจำปาสีขาวก็แตกกิ่งก้านชูช่อเรื่อยมา

ต้นจำปาต้นนี้มีความพิเศษที่มีดอกสีขาว ต่างจากต้นจำปาปกติที่มีสีเหลืองส้มหรือเหลืองเข้ม เหตุเพราะต้นจำปาขาวเป็นพรรณไม้พื้นเมืองของพิษณุโลก ที่เกิดจากการผสมกันตามธรรมชาติของต้นจำปาและต้นจำปีป่า ทำให้ต้นจำปาเสี่ยงทายกลายเป็นต้นไม้ที่มีลักษณะจำเพาะ และยังออกดอกส่งกลิ่นหอมตามซอกใบมาจนถึงทุกวันนี้

หากแต่ด้วยอายุที่เก่าแก่ ทำให้โคนต้นด้านหนึ่งผุเป็นช่องให้คนลอดผ่านได้ จึงมีความเชื่อต่อกันมาว่า หากเราเดินลอดผ่านโพรงต้นจำปาขาวก็จะได้กลับมาอยู่ที่นี่อีก แต่แรงศรัทธานี้ได้ทำร้ายต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากคนพากันมาเหยียบย่ำบริเวณต้นเพื่อลอดพ้นโพรงต้นจำปา ทำให้กิ่งยอดแห้งเหี่ยวและระบบรากเสียหาย สุดท้ายแล้วจึงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายในการช่วยยืดอายุของต้นไม้ ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไปได้ ด้วยความศรัทธาที่ไม่ทำร้ายกัน รวมถึงร่วมกันวิจัยเพื่อพัฒนาพันธุกรรมความแข็งแรงที่ซ่อนอยู่ภายในต้นจำปาขาวที่ขึ้นเฉพาะถิ่นประเทศไทยให้อยู่ต่อไปได้อีกด้วย

09

ต้นพุทรา : ต้นไม้แห่งชัยชนะ

เขตอุทยานประวัติศาสตร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

เบื้องลึกเบื้องหลังชัยชนะและความสำเร็จของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีต้นพุทราเป็นแรงเสริมทัพ จากบันทึกคำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง ซึ่งเป็นพงศาวดารตั้งแต่เชลยศึกชาวอยุธยาถูกกวาดต้อนไปอยู่พม่าตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญนี้ไว้ว่า เมื่อครั้งที่พลายภูเขาทอง ช้างคู่บารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พลาดท่าล่าถอย จึงสบจังหวะเหมาะมั่น ใช้เท้าหลังยันต้นพุทราเอาไว้ เพื่อต้านทานกำลังของพลายพันธกอ ช้างทรงของพระมหาอุปราชาแม่ทัพพม่าเอาไว้ได้ ทำให้สุดท้ายได้รับชัยชนะ

ต้นพุทราที่เราเห็นเป็นจำนวนมากในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯ เสด็จฯ กลับถึงกรุงศรีอยุธยา แล้วรับสั่งให้ปลูกต้นพุทรารอบพระราชฐาน เพื่อรำลึกถึงบุญคุณและที่ระลึกที่ช่วยให้ชนะศึก 

ต้นพุทราหลายต้นล้มตายเพราะเกิดจากเพลิงมอดไหม้ช่วงสมัยครั้งเสียกรุง เมื่อสืบสาวราวเรื่องต่อมาก็พบว่า ในเขตอุทยานแห่งนี้ไม่มีต้นพุทราสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯ ถูกปลูกและเติบโตหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ต้นพุทราจำนวน 698 ต้น มีอายุเพียง 46 – 130 ปี เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีแนวคิดให้ปลูกต้นพุทรารอบพระราชวังหลวง และอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาเก็บพุทราได้ อีกหนึ่งกุศโลบายที่ให้คนเข้ามาช่วยดูแลโบราณสถานสำคัญของไทยเอาไว้ และต้นพุทราที่มีอายุมากที่สุดในบริเวณนี้เติบโตขึ้นมาก่อนช่วงเวลานั้นเกือบ 10 ปี จึงเป็นไปได้ว่า ต้นพุทรารัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช งอกเงยตามธรรมชาติและสืบทายาทต่อมาเป็นต้นพุทราให้เราได้เห็นกัน

ทัศนียภาพสีเขียวร่มรื่นของต้นพุทรา กลายเป็นภาพที่เรามักนึกถึงเวลาไปเที่ยวชมโบราณสถาน ต้นไม้จึงกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่เล่าเรื่องขับขานตำนานยุทธหัตถีให้เราได้ทราบกันต่อไป

10

ต้นมะขาม : ต้นไม้เวทย์อาคม

วัดแค จังหวัดสุพรรณบุรี

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ต้นไม้อาคมเสกคาถาลงวิชาอย่างต้นมะขามที่วัดแคต้นนี้ มาจากวรรณคดีบทสำคัญอย่างเสภา ขุนช้างขุนแผน ที่เล่าถึงคาถาอาคมและไสยศาสตร์ที่ขุนแผน ตัวเอกของเรื่องได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเณรแก้วจากพระอาจารย์คงแห่งวัดแค และอาคมอันเป็นที่เลื่องลือ คือการเสกใบมะขามให้กลายเป็นต่อแตนเพื่อโจมตีศัตรู 

แม้แท้จริงการเสกอาคมลงวิชาต้นมะขามจะเป็นเพียงจินตนาการจากผู้แต่งเท่านั้น หากแต่วัดแคและต้นมะขามมีอยู่จริง เสภา ขุนช้างขุนแผน เป็นเสภามุขปาฐะหรือกลอนชาวบ้านที่เล่ากันปากต่อปาก ประพันธ์ขึ้นในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ยังหลงเหลือมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

10 คุณปู่ต้นไม้ใหญ่ทั่วไทยในหนังสือ Gallery of Trees ที่รวบรวม 'รุกขมรดก' ทรงคุณค่าจากทั่วประเทศ

ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามะขามต้นนี้ปลูกขึ้นในปีใด สมัยใด แต่บรรดาต้นมะขามในประเทศไทยได้รับการบันทึกว่าเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่บันทึกในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง และมะขามต้นนี้อยู่คู่กับวัดแคจนกลายเป็นเขตคุ้มขุนแผนนับแต่วรรณคดีชื่อดังถูกขับขาน 

ต้นมะขามแผ่กิ่งก้านเรือนยอดกว้างที่นับได้ว่าเป็นต้นมะขามที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันต้นมะขามอาวุโสมากโขประสบการณ์ต้นนี้ต้องมีเสาปูนไว้คอยค้ำยันกิ่งก้านสาขา เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้โคนต้นฉีกขาดและหักโค่นลงมาจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษในเรื่องความแข็งแรงของลำต้นและการป้องกันโรคในพืช เพื่อให้คนรุ่นหลังรับรู้เรื่องราวอันน่าพิศวงและจุดประกายจินตนาการต่อไปได้

เนื้อหาทั้งหมดนี้เป็นเพียง​สรุปย่อเรื่องราวของ 10 จาก​ 45 ไม้ใหญ่ในหนังสือ​ Gallery​ of Trees​ เมื่อหนังสือจบลง เราอดเห็นด้วยกับกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร​ ผู้จัดทำหนังสือไม่ได้ว่า​ ผู้อ่านทุกท่านไม่ควรหยุดความรักและอยากรักษ์ต้นไม้เอาไว้เพียงเท่านี้ เพราะความงดงามยังคงเติบโต งอกเงย ผลิดอกออกผลอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย และกำลังรอให้คุณไปสัมผัสด้วยตนเอง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load