The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลาม (ประเทศไทย)

ใครเกิดและป้วนเปี้ยนอยู่กับมัสยิดตั้งแต่เล็กจนโต คงคุ้นตาคุ้นใจกับสำรับอาหารถาดแบบ ‘ตับซี’ และมีภาพจำเกี่ยวกับอาหารหลายหลายชวนเรียกน้ำย่อย ไม่ว่าจะเป็นมัสมั่นเนื้อใส่มะเขือยาว ปลาเค็มทอดโรยไข่ฝอยกรอบกลิ่นหอมๆ สลัดแขกรสเปรี้ยวหวาน ผัดวุ้นเส้นเครื่องใน ฯลฯ เมนูอาหารมุสลิมที่ทำกันในงานพิเศษแบบนี้รสชาติล้ำเลิศเกินกว่าจะบรรยาย และอาหารตามร้านอาหารทั่วไปก็เทียบรัศมีไม่ได้

ปัจจุบันบรรยายกาศ ‘ล้อมวงตับซี’ ที่สร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้คนหาดูได้ยากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคนที่ไม่คุ้นคูว่าตับซีคืออะไร เราจะมาทำความรู้จักกัน

ตับซี, อาหารมุสลิม

‘ตับซี’ เป็นชื่อเรียกถาดอะลูมิเนียมกลมขนาดใหญ่ใส่อาหารเลี้ยงในงานทำบุญ คิดว่าคนไทยทั่วไปก็เรียกถาดใช้ในงานบุญงานวัดต่างๆ เช่นกัน แต่ในหมู่ชาวไทยมุสลิมบางกอกเรียกกันอย่างติดปากว่า ‘ตับซี’ โดยรากศัพท์ของคำนี้ไป น่าจะมาจากภาษาเปอร์เซียว่า تبسي (Tabsi) แปลตรงตัวว่า ‘ถาด’

(แต่มีข้อสังเกตว่า ชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดียจากแคว้นคุชราต ที่มัสยิดเซฟี (ตึกขาว) ย่านคลองสาน มีวัฒนธรรมข้าวในถาดอย่างเหนียวแน่นกลับเรียกถาดว่า ‘ธาลี’ และวางบนขาตั้ง ส่วนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูทางใต้อาจจะเรียกว่า ‘อีแด’ หรือ ‘ดูแล’ ตามสำเนียงถิ่น) ​

สำรับตับซี (ธาลี) แบบชุมชนมัสยิดเซฟี

ตับซี, อาหารมุสลิม

สำรับตับซีสไตล์อินเดียคุชราต

ตับซี เป็นคำที่ใช้ในหมู่ชาวมุสลิมในประเทศไทย โดยเฉพาะในแถบภาคกลางมานมนาน วัฒนธรรมการกินข้าวในถาดของชาวมุสลิมน่าจะมีที่มาจากตะวันออกกลาง ใครเคยลองทานอาหารพื้นเมืองในประเทศแถบอาหรับนั้นจะทราบดี

ราชสำนักและคนทั่วไปนิยมชมชอบศิลปวิทยาการ ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์ และวัฒนธรรมต่างๆ ที่กลุ่ม ‘แขก’ ที่นำเข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แขกเหล่านี้คือ ‘ชาวเปอร์เซีย’ หรือ ‘แขกเทศ’ ซึ่งหมายรวมชาวมุสลิมจากอาหรับและอินเดีย

เมื่อแขกเดินทางเข้ามา คำศัพท์ใหม่ๆ ก็ตามมาด้วย เช่นคำว่า กุหลาบ, สุหร่าย, กั้นหยั่น, สบู่ เป็นต้น และอาหารแขกมุสลิมก็เป็นที่โปรดปรานถึงขนาดพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์เมนูแขกไว้ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน อาทิ แกงมัสมั่น ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ (ข้าวหมก) ลุดตี่ (โรตี) ที่ปัจจุบันก็ยังถูกจัดวางอยู่ในสำรับตับซีเสมอๆ

ตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้ และได้ฟังเรื่องที่บุพการีเล่าจากมุมมองคนมุสลิมบางกอก สมัยก่อนการทานอาหารสำรับตับซีนั้นจะต้องใส่ข้าวที่หุงแล้วลงกลางถาดตับซี มีถ้วยแกงและเครื่องเคียงอื่นวางทับบนข้าว เวลาทานก็นั่งล้อมวงตับซีละ 4 คน และให้ดั้งเดิมจริงๆ ต้องเปิบด้วยมือ ก่อนเปิบก็ล้างมือก่อน โดยมีกระโถนกับขันน้ำวางไว้ให้ ทุกคนจะก้มหน้ากินรวมกันในถาดเดียว ข้าว แกง กับทุกอย่างถูกแชร์กัน หยิบยื่นให้กัน

ตับซี, อาหารมุสลิม ตับซี, อาหารมุสลิม

ปัจจุบันอาจเพราะคำนึงถึงอนามัยมากขึ้น จึงเปลี่ยนมาใช้ตักข้าวใส่จาน ทานด้วยช้อน ชาวกำปง (คนในชุมชน) จะช่วยกันจัดสำรับและยกมาเสิร์ฟแขก เสร็จแล้วก็ช่วยกันล้าง เป็นงานที่สร้างความสามัคคีแข็งขันของหมู่คน แต่ก็เหนื่อยไม่ใช่น้อย

เมนูตับซีในงานทำบุญใหญ่ของมัสยิดคือ King of Thai Muslim Cuisine มีหลากหลายเมนูด้วยกัน และต้องวางแผนกันล่วงหน้าพอควร ก่อนงานที่เรียกว่า วันสุกดิบ มักเป็นเมนูเบาๆ พื้นๆ แบบไทย อาทิ แกงเผ็ด แกงคั่ว ไข่เจียว สำหรับเลี้ยงคนในชุมชนที่มาช่วยงาน

ส่วนวันจริง พ่อครัวฝีมือดีจะถูกเรียกตัวมาให้เป็นผู้หุงข้าวต้มแกง เมนูวันจริงต้องเลือกสรรอย่างดีและลงตัว ในสำรับตับซีต้องมีอย่างน้อย 5 รายการ อย่างแรกคือข้าว ถ้าเป็นข้าวหมก จะหมกเนื้อหรือหมกแพะ (หมกไก่ไม่นิยมในงานบุญ) ข้าวหมกงานบุญใหญ่มักจะไม่นิยมใช้ขมิ้นที่ทำให้ข้าวเป็นสีเหลืองจัด แต่จะใช้สีอ่อนๆ จากหญ้าฝรั่น กลิ่นจะไม่กลบเครื่องเทศที่อยู่ในข้าว ข้าวหมกมีเครื่องเคียงเป็นแตงกวาสลักกับต้นหอมที่จักเป็นริ้วให้สวยงาม มีน้ำจิ้มข้าวหมกทำจากพริกเขียวบดกับใบสะระแหน่ปรุง 3 รส ใครที่เคยทานข้าวหมกก็คงพอคุ้น

ในกรณีข้าวหมก จานต่อไปคือแกง อาจเป็นซุปไก่หรือซุปเนื้อ มีผลไม้เป็นตัวกันเลี่ยน ซึ่งนิยมเป็นแตงโมหรือสับปะรด หากมีปลาเค็มห่อด้วยไข่ฝอยกรอบๆ เป็นเครื่องแนมก็จะหรูขึ้น แต่หากไม่หุงเป็นข้าวหมก ก็อาจเป็นข้าวอื่นๆ เช่น ข้าวบุหรี่ ข้าวมะเขือเทศ ข้าวหุงถั่ว ทานกับแกง ที่เด่นคือแกงกุรหม่าไก่ แกงกะเรียเนื้อ หรือมัสมั่นเนื้อ (เชื่อว่าคนที่เป็นคออาหารแขกหลายคนต้องเคยลอง) แกงกลุ่มนี้ถือว่าโดดเด่น แกงรองลงมาก็เป็นแกงดาลจา หรือแกงเปรี้ยว อาจเป็นดาลจาแพะ เครื่องในวัวหรือเครื่องในไก่ แล้วแต่ความชอบ ถ้าไม่มีดาลจาก็อาจเป็นซุปไว้ซดให้คล่องคอ ที่ขาดไม่ได้คือผักน้ำพริกเขียว หรืออาจเป็นสลัดผักคล้ายสลัดแขกแต่ราดเป็นน้ำส้มถั่วบด เครื่องแนมอีกอย่างคือผัดวุ้นเส้นเครื่องในไก่หรือกุ้ง ใช้หัวกะทิผัด ซึ่งให้กลิ่นหอมกว่าผัดวุ้นเส้นทั่วไป

ตับซี, อาหารมุสลิม

สิ่งที่น่าสังเกตคือคนหุงต้มอาหารเลี้ยงงานของบุญมัสยิดมักเป็นผู้ชาย เดาว่าเพราะต้องใช้พละกำลัง หม้อหุงข้าวต้มแกงจะใช้หม้อแขกขนาดมหึมา น้ำหนักมากเอาการ การหุงข้าวต้องใช้ไม้พายใหญ่คนและคลุกเคล้า หม้อแกงก็ต้องใช้กระบวยขนาดใหญ่ในการตัก ผู้หญิงจึงได้สถานะเป็นผู้ช่วยพ่อครัว หรือไม่ก็เป็นฝ่ายจัดตับซีและจัดถาดของหวาน หลังการทำบุญเลี้ยงอาหารตับซี จะตามด้วยขนมหวานจัดลงจานใส่ถาดขนาดย่อม ขนมหวานที่นิยมก็มีหลากหลายทั้งไทยและเทศ อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา หม้อแกง กุหลาบยำบู ขนมบดิน เป็นต้น

ตับซี, อาหารมุสลิม

ความหลากหลายของเมนูอาหารคาวและหวาน หรือแม้แต่ส่วนประกอบของเมนูแต่ละชนิด แปรผันตรงกับความหลากหลายของกลุ่มวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ของชาวมุสลิมในประเทศไทย รวมไปถึงภูมิภาค ทรัพยากร ค่านิยม และความชอบของชุมชนแต่ละแห่ง แกงมัสมั่นแบบเดียวกัน อาจใส่วัตถุดิบแตกต่างกัน เช่น มันฝรั่ง มะเขือยาว มันเทศ หัวไชเท้า ซึ่งบ่งบอกอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ และน่าลิ้มลองทั้งสิ้น

ทุกวันนี้ในสังคมไทย โดยเฉพาะในสังคมเมือง การทานข้าวแบบสำรับถาดตับซีที่เป็นเอกลักษณ์นี้ดูจะเริ่มลดน้อยลงไป อาจเพราะวัฒนธรรมแบบบุฟเฟต์ที่ต่างคนต่างเลือกตักอาหารและทานอย่างที่ตนชอบได้ มีตัวเลือกมากกว่า หรือคนจัดการได้ง่ายกว่าเข้ามาแทนที่

อีกสาเหตุหนึ่งที่สำรับตับซีลดน้อยถอยลงคือความเป็นเมืองที่ทำให้คนในชุมชนต่างกระจัดกระจาย ว่างไม่ตรงกัน ขยับขยายไปอยู่กันคนละทิศละทางบ้าง ฉะนั้น ที่ไหนยังมีการเลี้ยงทำบุญทำสำรับตับซี ที่นั่นยังถือว่าความสัมพันธ์ของเครือญาติและชุมชนยังแข็งแรง และเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้หากยังมีแรงกันอยู่

บ้านใครจัดทำบุญตับซีแบบคลาสสิก อย่าลืมชวนเพื่อนที่ไม่เคยลองประสบการณ์ ‘ล้อมวงตับซี’ และลิ้มรสอาหารมุสลิมในงานบุญ รับรองว่ารสเลิศกว่าร้านอาหารไหนๆ และถือเป็นการเปิดมุมมองและเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมให้กับคนที่สนใจด้วย

ตับซี, อาหารมุสลิม

ภาพ : ทนงศักดิ์ ตุลยธำรง

Writer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

เสน่ห์ของริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาผ่านเขตเมืองเก่าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีของกรุงเทพฯ คือสีสันและวิถีชีวิตของชุมชนเก่าแก่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงาน ‘งานอาหารสานใจ ชิม ช็อป ล่องเรือ’ ของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ที่จัดไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 โดยงานนี้ถือว่าคนในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มเปิดบ้านต้อนรับผู้สนใจและอยากสัมผัสชาวมุสลิมในมิติต่าง ๆ ได้รับฟังบรรยายประวัติศาสตร์ชุมชน เดินชมมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารทั้งคาวหวานอีกด้วย นับได้ว่าเป็นกิจกรรมดี ๆ และช่วยให้เราได้ทำความรู้จักชุมชนมุสลิม ‘แขกแพ’ ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่แห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น จึงขอเก็บเรื่องราวของชาวแขกแพและมัสยิดบางอ้อมาเล่าให้ฟัง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ความเป็นมาของชุมชนแขกแพและมัสยิดบางอ้อ

ตามประวัติคำบอกเล่าของคนในชุมชนกล่าวว่า ‘แขกแพ’ คือกลุ่มชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเรือนแพซึ่งจอดอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำและคลองในอยุธยามาแต่เดิม โดยส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายซุนนี (Sunni) อีกทั้งยังประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ ชาวมลายู และชาวจาม ฯลฯ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขายหรือรับราชการเป็นขุนนาง อีกทั้งการที่พวกเขาลงหลักปักฐานในอยุธยาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการแต่งงานกับคนท้องถิ่น ผสมกลมกลืนจนเรียกได้ว่าเป็น ‘มุสลิมท้องถิ่น’ (Localized Muslim) กลุ่มหนึ่งของลุ่มน้ำภาคกลาง

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
จิตรกรรมรูปแขกแพในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร

เมื่อถึงคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 บรรดาแขกแพเหล่านี้อพยพหนีสงคราม ถอนเรือนแพล่องตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาหาทำเลปลอดภัย บ้างเข้าไปสมทบกับชุมชนชาวมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตลาดแก้ว-ตลาดขวัญ (จังหวัดนนทบุรี) แต่ส่วนใหญ่จะล่องแพต่อลงมาจนถึงราชธานีใหม่ที่เมืองบางกอก โดยจะไปรวมตัวกันอยู่ที่กุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ใกล้ปากคลองบางหลวง (บางกอกใหญ่) เพื่อประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ในขณะที่แขกแพบางกลุ่มไปตั้งชุมชนบริเวณปากคลองบางกอกน้อย (มัสยิดหลวงอันซอริซซุนนะฮ์) หรือลงใต้ไปจนไปถึงย่านคลองสานและย่านบางลำพูล่าง (เจริญนคร) เหล่าลูกหลานของแขกแพเหล่านี้ยังคงสืบสายสกุล และมีสายสัมพันธ์เครือญาติโยงใยตลอดสายน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่อยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ จวบจนถึงปัจจุบัน

สำหรับชุมชนมัสยิดบางอ้อ แขกแพกลุ่มหนึ่งได้มารวมตัวกันผูกแพริมตลิ่งย่านบางอ้อ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่เรือกสวนเพาะปลูกผลไม้ จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษว่า มัสยิดบางอ้อหลังแรกเป็นเรือนไม้บนแพสำหรับใช้ประกอบพิธีละหมาด แต่เมื่อชุมชนขยายจนมีจำนวนคนมาละหมาดมากขึ้น จึงได้ยกมัสยิดเรือนแพขึ้นมาบนฝั่งและขยายต่อเติมให้กว้างขึ้น จนกระทั่งใน พ.ศ. 2462 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนจึงได้อุทิศที่ดินเพื่อเป็นมัสยิด และร่วมกับออกทุนทรัพย์สร้างมัสยิดก่ออิฐถือปูนอย่างดงงามหลังปัจจุบันขึ้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวชุมชนมัสยิดบางอ้อยังมีประวัติด้านการประกอบอาชีพที่น่าสนใจ อย่างการได้รับสัมปทานค้าไม้ซุงจากภาคเหนือ และนำเรือไปลากซุงมาจากปากน้ำโพธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจการโรงเลื่อยไม้และเรือเมล์วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำโพอีกด้วย จากภาพถ่ายทางอากาศภาพหนึ่งของ ปีเตอร์ วิลเลียม-ฮันต์ ใน พ.ศ. 2489 แสดงให้เห็นแพซุงผูกรวมกันทอดยาวอยู่ด้านหน้ามัสยิดบางอ้อและอู่ซุงขนาดใหญ่ เป็นหลักฐานแสดงถึงอดีตกิจการอันรุ่งเรืองและเป็นรากฐานสำคัญให้กับคนชุมชนแห่งนี้ 

หากสังเกตภูมินามย่านบางอ้อ-บางพลัด ในแนวถนนจรัญสนิทวงศ์ ยังคงปรากฏการใช้นามสกุลของนายห้างมุสลิมค้าซุงจากชุมชนมัสยิดบางอ้อเป็นชื่อเรียก อาทิ ซอยมุขตารี ซอยโยธาสมุทร ซอยสิทธิวณิช ซอยดำรงผล ซอยมานะจิตต์ เป็นต้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
รูปถ่ายทางอากาศ

ความงามของสถาปัตย์-ศิลปะอิสลาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเดินเข้ามาด้านในชุมชน จะสะดุดตากับมัสยิดบางอ้อสีเหลืองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มัสยิดหลังนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบตะวันตกสมัยนิยมช่วงรัชกาลที่ 6 ผสานกับส่วนประกอบอาคารของศิลปะอิสลามอย่างหออะซานคู่ได้อย่างลงตัว 

บริเวณตรงกลางเหนือประตูทางเข้ามัสยิด มีคำจารึกภาษาอาหรับเขียนว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มุฮัมมัด เราะซูลลุลลอฮ์” แปลว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์” คือคำปฏิญญาณตนของชาวมุสลิม 

ถัดลงมาคือจารึกคำว่า “อัลมัสยิด อัลอุบูดียะฮ์” แปลว่า “สถานที่ก้มกราบของบ่าวผู้ภักดี” ยามแหงนขึ้นไปมองจะได้ตั้งจิตระลึกก่อนที่จะเดินเข้าไปนมัสการพระเจ้าภายใน ส่วนด้านข้างขนาบด้วยจารึกคำว่า “เยามุลอะฮัด 7 ฟี ชะฮ์ริ เศาะฟัร อัลมุบาร็อก 1339” แปลว่า “วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเศาะฟัร อันประเสริฐ (เดือนที่สองตามปฏิทินอิสลาม) ฮิจเราะฮ์ศักราช 1339” ซึ่งก็คือปีที่สร้างมัสยิดบางอ้อหลังนี้นั่นเอง ตรงกับ พ.ศ. 2462 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั่นเอง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเข้าไปด้านมัสยิด บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมประตูทางเข้ามัสยิดจึงไม่ตรงแกนอาคารโถงละหมาด ต้องอธิบายก่อนว่า ในการละหมาดหรือการนมัสการพระผู้เป็นเจ้าของชาวมุสลิมนั้นจะต้องหันหน้าไปยัง ‘ทิศกิบละฮ์’ (Qiblah) ที่ตั้งของวิหารอัลกะอ์บะฮ์ ในมัสยิดอัลฮะรอม นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นชุมทิศและเอกภาพในการนมัสการของชาวมุสลิมทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่ามัสยิดจะตั้งอยู่ ณ ที่ใดบนโลก ผู้ออกแบบจะต้องคำนวณตำแหน่งและวางแกนให้มัสยิดหันหน้ายังทิศกิบละฮ์ (สำหรับกรุงเทพฯ จะหันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย หรือประมาณ 287.5°) 

อย่างไรก็ดี นอกจากสถาปนิกผู้ออกแบบมัสยิดบางอ้อจะสร้างให้ถูกต้องตามแกนทิศกิบละฮ์แล้ว ยังใส่ใจรายละเอียดโดยคำนึงถึงความสวยงามด้านภูมิสถาปัตยกรรมด้วย มัสยิดบางอ้อจึงได้รับการออกแบบให้ด้านหน้าของมัสยิดตั้งหันหน้าตรงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ใครที่ล่องเรือผ่านไปมาต่างเห็นมัสยิดบางอ้อหันหน้าออกสู่แม่น้ำแลดูสง่างาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ภายในโถงละหมาดมัสยิดมีการประดับตกแต่งแบบเรียบง่าย สร้างบรรยากาศสงบนิ่งมีสมาธิ ในส่วนที่สะดุดตาที่สุดคงจะเป็น ‘มิห์รอบ’ (Mihrab) หรือช่องในกำแพงทิศกิบละฮ์ เป็นจุดบอกทิศทางในการหันหน้าละหมาด อีกทั้งยังเป็นที่ยืนของอิหม่ามและที่ตั้งมินบัร (ธรรมาสน์) สำหรับใช้คุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสำคัญในรอบสัปดาห์ของชาวมุสลิม สำหรับมิห์รอบถูกออกแบบเป็นวงโค้ง ด้านบนตรงกลางมี Keystone ประดับปูนปั้นสัญลักษณ์รูปดาวเดือน เหนือขึ้นไปมีปูนปั้นอักษรวิจิตรภาษาอาหรับ (Arabic Calligraphy) ที่คัดมาจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานวรรคหนึ่ง มีความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดีสำหรับพวกเขานั้นคือสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์เป็นที่พำนัก” (อัลกุรอาน 18:107)

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนเห็นจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งศิลปกรรมของมัสยิดบางอ้อ ทำให้ชวนนึกถึงมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ตรอกจันทน์ ที่ออกแบบสถาปนิกชาวมุสลิมเชื้อสายยะหวา (ชวา) นามว่า รองอำมาตย์ตรีเอ็ม.เอ กาเซ็ม หรือ กาเซ็ม แปลน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายเกษม อิทธิเกษม) ผู้มีความสามารถออกแบบมัสยิดสำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในสมัยนั้น อีกทั้งยังสองมัสยิดยังสร้างขึ้นในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน มีความเป็นไปได้ว่ามัสยิดบางอ้ออาจจะได้รับการออกแบบจากสถาปนิกคนเดียวกันหรือไม่ ก็เป็นประเด็นน่าสนใจที่จะสืบประวัติต่อไป

มัสยิดบางอ้อนับว่าเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น และอนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยการบูรณะอาคารมัสยิดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 จึงจำเป็นต้องดีดยกอาคารและปรับปรุงซ่อมแซมส่วนประกอบต่าง ๆ ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของกรรมการมัสยิดและคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญ และช่วยกันอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ไว้ได้อย่างดี ตลอดจนความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ปัจจุบันอาคารมัสยิดได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ด้านข้างมัสยิดบางอ้อมีอาคารน่าสนใจอีกหลังอีกคือ อาคารเจริญวิทยาคาร เป็นเรือนไม้ขนมปังขิงแบบตะวันตก ฉลุลายไม้และประดับกระจกสีอย่างสวยงาม แต่เดิมใช้เป็นอาคารโรงเรียน ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับการนมัสการ (ละหมาด) หรือที่เรียกว่า ‘บาแล’ ในกรณีที่มีผู้มานมัสการในมัสยิดจนเต็ม ตลอดจนใช้ในการเรียนการสอนพระคัมภีร์อัลกุรอานและกิจกรรมอื่น ๆ ของชุมชน 

นอกจากความสวยงามของอาคารแล้ว จุดเด่นอีกจุดหนึ่งคือ ตราลวดลายอักษรภาษาอาหรับดูอ่อนช้อยบนจั่วของอาคาร ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘ทูรา’ (Tughra) ซึ่งน้อยคนจะทราบว่ามันคือ พระปรมาภิไธยของสุลต่านแห่งจักรวรรดิอุษมานียะฮ์ หรือ ออตโตมันตุรกี (Ottoman Empire) ผู้เขียนแกะคำอ่านออกมาได้ว่า “อับดุลมะญีด คาน” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นพระนามของสุลต่านอับดุลมะญีดที่ 1 (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ.1839 – 1861) หรืออาจหมายถึง เคาะลีฟะฮ์อับดุลมะญีดที่สอง (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1922 – 1924) เคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายของชาวมุสลิมจากราชวงศ์ออตโตมันหรือไม่ ขอไม่ยืนยัน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่าตราทูรานี้น่าจะเป็นการเลียนแบบโดย Simplify หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอีกทีหนึ่ง

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
ซุ้มประตูพระราชวังโทพคาปึ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

เยื้อง ๆ กับมัสยิดบางอ้อยังมีอาคาร 100 ปีมัสยิดบางอ้อ ที่ใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ อาคารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่โดยคุมโทนให้เข้ากับหมู่อาคารเก่าแก่ที่อยู่ใกล้กัน ทั้งนี้ ได้มีการเลือกใช้รูปแบบการตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตอิสลาม (Islamic Geometry) และลายประเบื้องเคลือบที่ถ่ายทอดลวดลายจากรูปศิลปะอิสลามแบบจารีตมาปรับใช้เพื่อสื่อถึงความเป็นมุสลิมร่วมสมัยอีกด้วย บริเวณนี้จึงกลายเป็นไฮไลต์ของคนที่ชอบถ่ายรูปอาคารอีกจุดหนึ่งนั่นเอง

อาหารสานใจ อาหารสำรับบางอ้อ

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

อีกสิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจไปสัมผัสจากงานนี้ คือวัฒนธรรมอาหารของชุมชมมัสยิดบางอ้อ โชคไม่ดีที่ผู้เขียนไปถึงช้าและอาหารขายเกือบหมดแล้ว ถึงกระนั้น ยังโชคดีที่ยังทันชิม ‘หรุ่ม’ จากฝีมือของ คุณป้าไร-อุไร มุฮำหมัด และ คุณกุ้ง-ซารีนา นุ่มจำนงค์ หรุ่มเป็นเมนูอาหารชาววังที่ปรากฏอยู่ใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ของรัชกาลที่ 2 ซึ่งกลายมาเป็นของว่างแกล้มน้ำชาของชาวบางอ้อที่ปัจจุบันนับว่าหาทานได้ยากยิ่ง

 ยิ่งไปกว่านั้น สองท่านนี้นับว่าเป็นผู้ริเริ่ม ‘โครงการอาหารสานใจ’ เกิดจากการที่สมาชิกในชุมชนเองต้องการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ โดยหยิบเอาอาหารมาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน เป็นการสร้างกิจกรรมให้ผู้ใหญ่ได้เปิดใจถ่ายทอดสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนไปสู่เด็กรุ่นใหม่ เพื่อรักษาตำรับอาหารชาวบางอ้อให้ยังคงอยู่สืบไป 

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อาหารต่าง ๆ ของสมาชิกในชุมชนได้รับความสนใจ และงานอาหารสานใจครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 8 แล้ว และหวังว่าจะคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ชาวมัสยิดบางอ้อได้สานต่อกิจกรรมดี ๆ ต่อไป หากใครอยากสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชุมชนมัสยิดบางอ้อ ชมความงามของมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ ในบรรยากาศน่ารัก ก็แวะเวียนไปได้

ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ Facebook : อาหารสานใจ 

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

ข้อมูลอ้างอิง

สรยุทธ ชื่นภักดี, (บรรณาธิการ). (2544). มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามสมัย. กรุงเทพฯ: จิรรัชการพิมพ์ หจก.

สมาน อรุณโอษฐ์, ประมาณ ฮะกีมี, ดิเรก ฮะกีมี. (2543) สายสกุลสัมพันธ์ 2543

communityarchive.sac.or.th/community/MatsayitBangO

Writer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load