The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลาม (ประเทศไทย)

ใครเกิดและป้วนเปี้ยนอยู่กับมัสยิดตั้งแต่เล็กจนโต คงคุ้นตาคุ้นใจกับสำรับอาหารถาดแบบ ‘ตับซี’ และมีภาพจำเกี่ยวกับอาหารหลายหลายชวนเรียกน้ำย่อย ไม่ว่าจะเป็นมัสมั่นเนื้อใส่มะเขือยาว ปลาเค็มทอดโรยไข่ฝอยกรอบกลิ่นหอมๆ สลัดแขกรสเปรี้ยวหวาน ผัดวุ้นเส้นเครื่องใน ฯลฯ เมนูอาหารมุสลิมที่ทำกันในงานพิเศษแบบนี้รสชาติล้ำเลิศเกินกว่าจะบรรยาย และอาหารตามร้านอาหารทั่วไปก็เทียบรัศมีไม่ได้

ปัจจุบันบรรยายกาศ ‘ล้อมวงตับซี’ ที่สร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้คนหาดูได้ยากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคนที่ไม่คุ้นคูว่าตับซีคืออะไร เราจะมาทำความรู้จักกัน

ตับซี, อาหารมุสลิม

‘ตับซี’ เป็นชื่อเรียกถาดอะลูมิเนียมกลมขนาดใหญ่ใส่อาหารเลี้ยงในงานทำบุญ คิดว่าคนไทยทั่วไปก็เรียกถาดใช้ในงานบุญงานวัดต่างๆ เช่นกัน แต่ในหมู่ชาวไทยมุสลิมบางกอกเรียกกันอย่างติดปากว่า ‘ตับซี’ โดยรากศัพท์ของคำนี้ไป น่าจะมาจากภาษาเปอร์เซียว่า تبسي (Tabsi) แปลตรงตัวว่า ‘ถาด’

(แต่มีข้อสังเกตว่า ชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดียจากแคว้นคุชราต ที่มัสยิดเซฟี (ตึกขาว) ย่านคลองสาน มีวัฒนธรรมข้าวในถาดอย่างเหนียวแน่นกลับเรียกถาดว่า ‘ธาลี’ และวางบนขาตั้ง ส่วนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูทางใต้อาจจะเรียกว่า ‘อีแด’ หรือ ‘ดูแล’ ตามสำเนียงถิ่น) ​

สำรับตับซี (ธาลี) แบบชุมชนมัสยิดเซฟี

ตับซี, อาหารมุสลิม

สำรับตับซีสไตล์อินเดียคุชราต

ตับซี เป็นคำที่ใช้ในหมู่ชาวมุสลิมในประเทศไทย โดยเฉพาะในแถบภาคกลางมานมนาน วัฒนธรรมการกินข้าวในถาดของชาวมุสลิมน่าจะมีที่มาจากตะวันออกกลาง ใครเคยลองทานอาหารพื้นเมืองในประเทศแถบอาหรับนั้นจะทราบดี

ราชสำนักและคนทั่วไปนิยมชมชอบศิลปวิทยาการ ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์ และวัฒนธรรมต่างๆ ที่กลุ่ม ‘แขก’ ที่นำเข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แขกเหล่านี้คือ ‘ชาวเปอร์เซีย’ หรือ ‘แขกเทศ’ ซึ่งหมายรวมชาวมุสลิมจากอาหรับและอินเดีย

เมื่อแขกเดินทางเข้ามา คำศัพท์ใหม่ๆ ก็ตามมาด้วย เช่นคำว่า กุหลาบ, สุหร่าย, กั้นหยั่น, สบู่ เป็นต้น และอาหารแขกมุสลิมก็เป็นที่โปรดปรานถึงขนาดพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์เมนูแขกไว้ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน อาทิ แกงมัสมั่น ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ (ข้าวหมก) ลุดตี่ (โรตี) ที่ปัจจุบันก็ยังถูกจัดวางอยู่ในสำรับตับซีเสมอๆ

ตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้ และได้ฟังเรื่องที่บุพการีเล่าจากมุมมองคนมุสลิมบางกอก สมัยก่อนการทานอาหารสำรับตับซีนั้นจะต้องใส่ข้าวที่หุงแล้วลงกลางถาดตับซี มีถ้วยแกงและเครื่องเคียงอื่นวางทับบนข้าว เวลาทานก็นั่งล้อมวงตับซีละ 4 คน และให้ดั้งเดิมจริงๆ ต้องเปิบด้วยมือ ก่อนเปิบก็ล้างมือก่อน โดยมีกระโถนกับขันน้ำวางไว้ให้ ทุกคนจะก้มหน้ากินรวมกันในถาดเดียว ข้าว แกง กับทุกอย่างถูกแชร์กัน หยิบยื่นให้กัน

ตับซี, อาหารมุสลิม ตับซี, อาหารมุสลิม

ปัจจุบันอาจเพราะคำนึงถึงอนามัยมากขึ้น จึงเปลี่ยนมาใช้ตักข้าวใส่จาน ทานด้วยช้อน ชาวกำปง (คนในชุมชน) จะช่วยกันจัดสำรับและยกมาเสิร์ฟแขก เสร็จแล้วก็ช่วยกันล้าง เป็นงานที่สร้างความสามัคคีแข็งขันของหมู่คน แต่ก็เหนื่อยไม่ใช่น้อย

เมนูตับซีในงานทำบุญใหญ่ของมัสยิดคือ King of Thai Muslim Cuisine มีหลากหลายเมนูด้วยกัน และต้องวางแผนกันล่วงหน้าพอควร ก่อนงานที่เรียกว่า วันสุกดิบ มักเป็นเมนูเบาๆ พื้นๆ แบบไทย อาทิ แกงเผ็ด แกงคั่ว ไข่เจียว สำหรับเลี้ยงคนในชุมชนที่มาช่วยงาน

ส่วนวันจริง พ่อครัวฝีมือดีจะถูกเรียกตัวมาให้เป็นผู้หุงข้าวต้มแกง เมนูวันจริงต้องเลือกสรรอย่างดีและลงตัว ในสำรับตับซีต้องมีอย่างน้อย 5 รายการ อย่างแรกคือข้าว ถ้าเป็นข้าวหมก จะหมกเนื้อหรือหมกแพะ (หมกไก่ไม่นิยมในงานบุญ) ข้าวหมกงานบุญใหญ่มักจะไม่นิยมใช้ขมิ้นที่ทำให้ข้าวเป็นสีเหลืองจัด แต่จะใช้สีอ่อนๆ จากหญ้าฝรั่น กลิ่นจะไม่กลบเครื่องเทศที่อยู่ในข้าว ข้าวหมกมีเครื่องเคียงเป็นแตงกวาสลักกับต้นหอมที่จักเป็นริ้วให้สวยงาม มีน้ำจิ้มข้าวหมกทำจากพริกเขียวบดกับใบสะระแหน่ปรุง 3 รส ใครที่เคยทานข้าวหมกก็คงพอคุ้น

ในกรณีข้าวหมก จานต่อไปคือแกง อาจเป็นซุปไก่หรือซุปเนื้อ มีผลไม้เป็นตัวกันเลี่ยน ซึ่งนิยมเป็นแตงโมหรือสับปะรด หากมีปลาเค็มห่อด้วยไข่ฝอยกรอบๆ เป็นเครื่องแนมก็จะหรูขึ้น แต่หากไม่หุงเป็นข้าวหมก ก็อาจเป็นข้าวอื่นๆ เช่น ข้าวบุหรี่ ข้าวมะเขือเทศ ข้าวหุงถั่ว ทานกับแกง ที่เด่นคือแกงกุรหม่าไก่ แกงกะเรียเนื้อ หรือมัสมั่นเนื้อ (เชื่อว่าคนที่เป็นคออาหารแขกหลายคนต้องเคยลอง) แกงกลุ่มนี้ถือว่าโดดเด่น แกงรองลงมาก็เป็นแกงดาลจา หรือแกงเปรี้ยว อาจเป็นดาลจาแพะ เครื่องในวัวหรือเครื่องในไก่ แล้วแต่ความชอบ ถ้าไม่มีดาลจาก็อาจเป็นซุปไว้ซดให้คล่องคอ ที่ขาดไม่ได้คือผักน้ำพริกเขียว หรืออาจเป็นสลัดผักคล้ายสลัดแขกแต่ราดเป็นน้ำส้มถั่วบด เครื่องแนมอีกอย่างคือผัดวุ้นเส้นเครื่องในไก่หรือกุ้ง ใช้หัวกะทิผัด ซึ่งให้กลิ่นหอมกว่าผัดวุ้นเส้นทั่วไป

ตับซี, อาหารมุสลิม

สิ่งที่น่าสังเกตคือคนหุงต้มอาหารเลี้ยงงานของบุญมัสยิดมักเป็นผู้ชาย เดาว่าเพราะต้องใช้พละกำลัง หม้อหุงข้าวต้มแกงจะใช้หม้อแขกขนาดมหึมา น้ำหนักมากเอาการ การหุงข้าวต้องใช้ไม้พายใหญ่คนและคลุกเคล้า หม้อแกงก็ต้องใช้กระบวยขนาดใหญ่ในการตัก ผู้หญิงจึงได้สถานะเป็นผู้ช่วยพ่อครัว หรือไม่ก็เป็นฝ่ายจัดตับซีและจัดถาดของหวาน หลังการทำบุญเลี้ยงอาหารตับซี จะตามด้วยขนมหวานจัดลงจานใส่ถาดขนาดย่อม ขนมหวานที่นิยมก็มีหลากหลายทั้งไทยและเทศ อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา หม้อแกง กุหลาบยำบู ขนมบดิน เป็นต้น

ตับซี, อาหารมุสลิม

ความหลากหลายของเมนูอาหารคาวและหวาน หรือแม้แต่ส่วนประกอบของเมนูแต่ละชนิด แปรผันตรงกับความหลากหลายของกลุ่มวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ของชาวมุสลิมในประเทศไทย รวมไปถึงภูมิภาค ทรัพยากร ค่านิยม และความชอบของชุมชนแต่ละแห่ง แกงมัสมั่นแบบเดียวกัน อาจใส่วัตถุดิบแตกต่างกัน เช่น มันฝรั่ง มะเขือยาว มันเทศ หัวไชเท้า ซึ่งบ่งบอกอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ และน่าลิ้มลองทั้งสิ้น

ทุกวันนี้ในสังคมไทย โดยเฉพาะในสังคมเมือง การทานข้าวแบบสำรับถาดตับซีที่เป็นเอกลักษณ์นี้ดูจะเริ่มลดน้อยลงไป อาจเพราะวัฒนธรรมแบบบุฟเฟต์ที่ต่างคนต่างเลือกตักอาหารและทานอย่างที่ตนชอบได้ มีตัวเลือกมากกว่า หรือคนจัดการได้ง่ายกว่าเข้ามาแทนที่

อีกสาเหตุหนึ่งที่สำรับตับซีลดน้อยถอยลงคือความเป็นเมืองที่ทำให้คนในชุมชนต่างกระจัดกระจาย ว่างไม่ตรงกัน ขยับขยายไปอยู่กันคนละทิศละทางบ้าง ฉะนั้น ที่ไหนยังมีการเลี้ยงทำบุญทำสำรับตับซี ที่นั่นยังถือว่าความสัมพันธ์ของเครือญาติและชุมชนยังแข็งแรง และเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้หากยังมีแรงกันอยู่

บ้านใครจัดทำบุญตับซีแบบคลาสสิก อย่าลืมชวนเพื่อนที่ไม่เคยลองประสบการณ์ ‘ล้อมวงตับซี’ และลิ้มรสอาหารมุสลิมในงานบุญ รับรองว่ารสเลิศกว่าร้านอาหารไหนๆ และถือเป็นการเปิดมุมมองและเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมให้กับคนที่สนใจด้วย

ตับซี, อาหารมุสลิม

ภาพ : ทนงศักดิ์ ตุลยธำรง

Writer

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load