The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลาม (ประเทศไทย)

 

อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ อัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดัรรอซูลลุลลอฮ์…

(คำแปล-พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ข้าฯของปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮ์ ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์…)

เสียง ‘อะซาน’ ประกาศเรียกบอกเวลาละหมาดในแต่ละวัน 5 เวลา คือเสียงจะได้ยินชุมชนมุสลิมอย่างสม่ำเสมอ การประกาศเรียกศรัทธาชนให้ระลึกถึงหน้าที่ภารกิจในการรำลึกสักการะอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวแห่งสากลโลกในความเชื่อของชาวมุสลิม

การอะซานเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญ และเงื่อนไขอย่างหนึ่งในการปฏิบัติศาสนกิจต่อเนื่องยาวนานกว่าพันปี การประกาศอะซานมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับการตีระฆังวัดหรือโบสถ์ของชาวพุทธและชาวคริสต์ ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเครื่องขยายเสียง ผู้ประกาศอะซานที่เรียกว่า ‘มุอัซซิน’ (แต่ชาวไทยมุสลิมเรียกว่า ‘บิหลั่น’ ตามชื่อท่านบิลาล สาวกของท่านศาสดามุฮัมมัด ผู้ประกาศอะซานคนแรกของอิสลาม) โดยจะต้องปีนหอขึ้นไปประกาศ ด้วยหลักการของเสียงที่เดินทางได้ไกลจากที่สูงซึ่งไม่มีอะไรขวางกั้น สถาปัตยกรรมของมัสยิดแถบตะวันออกกลางจึงมีหอสูงๆ ให้ขึ้นไปส่งเสียงเรียกชาวมุสลิมตั้งแต่โบราณ

เมื่อพิจารณาดูวัฒนธรรมและประเพณีปฏิบัติที่หลากหลายของชาวมุสลิมในโลกแล้ว ประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฒนธรรมมลายู-ชวา มีรูปแบบการส่งสัญญาณที่เป็นเอกลักษณ์แบบที่ไม่มีชาวมุสลิมที่ไหนในโลกเหมือน นั่นคือ “การตีกลองมัสยิด”

กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด

หอกลองและกลองอายุ 200 ปีที่มัสยิดกมาลุ้ลอิสลาม (ทรายกองดิน) มีนบุรี

การตีกลองมัสยิดส่งสัญญาณไม่ได้มีแบบอย่างจากสมัยของท่านศาสดา หรือวัฒนธรรมของชาวอาหรับ ดังนั้นกลองมัสยิดจึงแสดงลักษณะท้องถิ่นของเอเชียอาคเนย์อย่างชัดเจน มัสยิดเก่าแก่หลายแห่งในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มักมีอุปกรณ์ 2 ชิ้น คือ กลอง (เบอโด๊ะ-Beduk) ขนาดใหญ่ขึงหน้ากลองด้วยหนังสัตว์ (หนังวัวหรือควาย) และอาจจะมีเกราะไม้ (เกนตุง-Kentung) โดยจะถูกใช้ตีบอกสัญญาณ ก่อนที่จะมีการประกาศอะซานตามซึ่งเป็นเงื่อนไขหลัก ธรรมเนียมการตีกลองมัสยิดในทุกวันนี้นับว่าหาได้ยากมากๆ ในประเทศไทย แต่อาจจะยังพอมีมากหน่อยในประเทศอินโดนีเซียที่ยังรักษาประเพณีดั้งเดิมของมุสลิมแถบนี้ไว้ได้

กลอง เป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งอยู่ร่วมกับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เสียงจังหวะของกลองนั้นนอกจากจะเป็นเครื่องประกอบจังหวะดนตรี และใช้ส่งสัญญาณสื่อสาร ใช้ในการสงคราม และยังมีการใช้กลองที่เกี่ยวกับพิธีกรรมความเชื่อ เช่น การตีกลองขอฝน การบำบัดปัดเป่าโรค ฯลฯ

กลองที่ปรากฏในวัฒนธรรมของเอเชียอาคเนย์สมัยโบราณทั้งภาคพื้นทวีปและหมู่เกาะ เช่น กลองมโหระทึกสำริดวัฒนธรรมดองซอน (Dong Son culture) ซึ่งแพร่หลายต่อเนื่องจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยต้นประวัติศาสตร์ ในสมัยที่อารยธรรมฮินดู-พุทธได้เข้ามาตั้งรากฐานที่แข็งแกร่งในภูมิภาคนี้ กลองหลายรูปแบบก็ยังเป็นเครื่องดนตรีที่สำคัญทั้งในอารามวิหาร ราชสำนัก และการละเล่นทั่วไป

เมื่อศาสนาอิสลามได้ถูกเผยแพร่มายังดินแดนห่างไกลอย่างเอเชียอาคเนย์ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเลโดยนักเดินเรือและพ่อค้าชาวมุสลิมจากตะวันออกกลาง อินเดียและจีน จนกระทั่งปรากฏรัฐอิสลามขึ้นในบริเวณที่เป็นหมู่เกาะอินโดนีเซียและคาบสมุทรมลายูปัจจุบันตั้งแต่ช่วงคริสตศตวรรษที่ 13 (ก่อนที่จะเข้ามายังดินแดนประเทศไทยในเวลาต่อมา) ลักษณะการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในเอเชียอาคเนย์นั้นมีความพิเศษ คือไม่เคยมีการใช้คมหอกคมดาบบังคับให้เข้ารีต แต่เป็นวิธีการเผยแพร่อย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดหลายศตวรรษ

นักการศาสนาอิสลามสายรหัสยนัย (ซูฟี) คิดหาวิธีสอดแทรกคำสอนและวิถีแบบอิสลามที่ถูกปรับให้เป็นท้องถิ่นซึ่งผู้คนนับถือผี ผสมกับจารีตฮินดู-พุทธ อย่างเหนียวแน่นมาแต่โบราณ เช่น การเผยแพร่ศาสนาอิสลามบนเกาะชวา การปรับความเชื่อโดยใช้จารีตประเพณีดั้งเดิม (อาดัต) และทำให้เป็นอิสลาม (Islamization)

เห็นได้จากความเชื่อเรื่องนักบุญหรือบุคคลที่แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ถูกปรับให้เชื่อว่าเกิดจากการบันดาลของอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ครูสอนศาสนาที่สามารถรักษาโรคร้ายได้ (เพราะวิทยาการที่ก้าวหน้ากว่าของชาวมุสลิมในยุคนั้น) การแต่งวรรณกรรรมทางศาสนาโดยเขียนด้วยภาษาถิ่น การทำบุญเกนดูรี รวมไปถึงการละเล่นอย่าง วาหยัง (หนังตะลุงชวา) และ กาเมลันซึ่งเป็นดนตรีที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีทองเหลือง ฆ้องและกลอง โดยใช้วิธีการเล่าชีวประวัติศาสดาและสาวกผสานลงไป ฯลฯ

ด้วยลักษณะเช่นนี้เอง จึงไม่แปลกที่เครื่องดนตรีเก่าแก่อย่างกลองจะถูกปรับเปลี่ยน meaning และ function มาใช้กับกิจการของศาสนาอิสลามได้ในที่สุด เช่นเดียวกับชาวมุสลิมในประเทศไทยมีปูมหลังความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ กลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย และผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนและธำรงอัตลักษณ์ของความเป็นชาวมุสลิมในสังคมพหุวัฒนธรรมมาเช่นกัน

กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด

กลองเก่าแก่ที่มัสยิดบ้านอู่

จากการเซอร์เวย์มัสยิดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ผู้เขียนพบว่ามัสยิดเก่าแก่อายุเกิน 100 ปีหลายแห่ง มักจะมีกลองเก่านี้ แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว หรือที่น่าเสียดายกว่านั้นก็คือผุพังแล้วก็ทิ้งไป ที่ยังพอหลงเหลือให้เห็นอยู่ก็เช่น มัสยิดบ้านอู่ หลังโรบินสันบางรัก มีกลองอยู่ถึง 2 ใบ ใบแรกมีสองหน้าคล้ายๆ กับกลองเพล กับอีกใบหนึ่งใหญ่และยาวกว่าทาสีเขียว ลักษณะเป็นการขุดจากไม้ซุง หนังหน้ากลองแตก มีป้ายแปะข้างกลองเขียนไว้ว่า “ญะมาดุซานี 1325” หมายถึง ชื่อเดือนที่ 6 ตามปฏิทินอิสลาม ปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 1325 (ปัจจุบันก็อายุ 114 ปีแล้ว!)

ถัดมาที่มัสยิดดารุ้ลอาบิดีน (ตรอกจันทน์) ริมถนนเจริญกรุง มีกลองหน้าเดียวใบไม่หนานัก เดิมเคยตั้งอยู่ในมัสยิด ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานเลยย้ายไปเก็บไว้ในโรงเก็บของ นอกจากนี้มัสยิดริมคลองแสนแสบย่านมีนบุรี-หนอกจอก หลายแห่งก็ยังพอมีให้เห็นบาง เช่นที่มัสยิดกมาลุ้ลอิสลาม (ทรายกองดิน) มัสยิดดรุ้ลมุตตะกีน (คู้) และ มัสยิดดาริสลาม (บาหยัน) ที่มีหอกลองสร้างขึ้นมารองรับโดยเฉพาะอีกด้วย

กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด

กลองที่มัสยิดดารุ้ลมุตตะกีน (คู้) หนองจอก

กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด

กลองมัสยิดดาริสลาม (บาหยัน) อุทิศวันที่ 12 มิ.ย. 2511

การตามรอยกลองมัสยิดของผู้เขียนคงไม่พ้นมัสยิดยะวา ชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายชวาและมลายู ย่านสาทรใจกลางกรุง ซึ่งน่าจะเหลือเพียงมัสยิดแห่งเดียวในกรุงเทพมหานคร (ชั้นใน) ที่ยังคงรักษาธรรมเนียมในการตีกลองนี้ไว้ได้ และยังคงปฏิบัติอยู่แม้ว่าจะค่อยๆ น้อยลงทุกทีก็ตาม

 

กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด

มัสยิดยะวา

กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด

กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด

กลองของมัสยิดยะวาที่ยังใช้งานอยู่ในบางโอกาส

ผู้เขียนเองคุ้นเสียงกลองมาตั้งแต่จำความได้เวลาไปมัสยิดเพื่อละหมาดวันศุกร์ ซึ่งมุสลิมชายทั้งหลายจะไปรวมตัวกันเพื่อฟังเทศนาธรรม แต่หลังๆ นี้รู้สึกว่าไม่มีการตีแล้ว เมื่อได้สอบถามคำบอกเล่าของคนเก่าคนเก่าแก่ในชุมชนถึงที่มาที่ไปของกลองใบนี้ บ้างก็บอกว่ากลองถูกนำเข้ามาจากชวา ที่ซึ่งยังมีการใช้อย่างแพร่หลายในอดีต เมื่อก่อนกลองของมัสยิดยะวามีขนาดยาวกว่านี้ (ส่วนหน้ากลองขึงด้วยหนังวัว เส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 1 เมตร) และยังเคยมีเกราะไม้แขวนอยู่ข้างๆ แต่ก็ผุพังไปแล้ว ต่อมาภายหลังมีแนวคิดที่จะรักษากลองไว้ให้เป็นมดกของชุมชน จึงได้ซ่อมแซมเสียใหม่

เมื่อก่อนการตีกลองนั้นจะสามารถตีได้ในหลายโอกาส อาทิ เมื่อเข้าเวลาละหมาดในจังหวะก่อนการประกาศอะซาน (ตีเป็นจังหวะที่บ่งบอกแต่ละเวลาด้วย) การตีกลองบอกสัญญาณการเห็นดวงจันทร์ของเดือนตามปฏิทินจันทรคติ และที่สำคัญมากเลยคือช่วงเดือนรอมฎอน ช่วงเวลาที่ชาวมุสลิมถือศีลอด ต้องตีบอกเวลาตื่นขึ้นมาทานข้าวสุโฮรก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และตีบอกเวลาละศีลอดเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน

การตีกลองประกาศวันตรุษเล็ก-ใหญ่ (วันตรุษอีดิลฟิฏรี ตอนออกจากเดือนรอมฎอน และตรุษอีดิลอัฎฮาช่วงประกอบพิธีฮัจญ์) การตีกลองประกาศข่าวของชุมชน เช่น มีคนเสียชีวิต มีเหตุด่วนหรือฉุกเฉินอะไรก็จะตีกลองฟาดเกราะกันรัวๆ เป็นต้น เมื่อก่อนเสียงกลองจะได้ยินไปไกลทั่วทั้งกำปง (ชุมชน) ทีเดียว ปัจจุบันเห็นจะเหลือเพียงการตีบอกเวลาละหมาดคนตายเท่านั้น

กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด

กลองมัสยิด,มุสลิม,ศาสนาอิสลาม, ประวัติ กลองมัสยิด

ด้วยบริบทของคนและสถานที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ธรรมเนียมการตีกลองมัสยิดของมุสลิมยุคโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีเหมือนกำลังหายไป เพราะนวัตกรรมของไมโครโฟนและเครื่องขยายเสียงที่ส่งเสียงอะซานไปได้ไกลกว่าและง่ายต่อการใช้งาน

หากมองในมิติด้านศาสนา ชาวมุสลิมหลายคนในทุกวันนี้ก็บอกว่าในสมัยท่านศาสดาไม่ปฏิบัติกัน มองว่าเสียงกลองเหมือนการส่งสัญญาณออกศึก หรือว่าการตีกลองไปคล้ายกับการส่งสัญญาณของศาสนาอื่น มุสลิมที่รับข่าวสารและความรู้จากตะวันออกกลาง ศูนย์กลางของความรู้ทางศาสนาอิสลาม ก็อาจปฏิเสธการใช้กลอง ทั้งที่ความจริง เราอาจมองข้ามข้อเท็จจริงและการพยายามทำความเข้าใจความแตกต่างของบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒธรรมอิสลามแต่ละแห่ง

นอกจากนี้ ‘ความเป็นเมืองของกรุงเทพฯ ทำให้เสียงเสียงกลองบอกเวลาไม่อาจทะลุผ่านความโหวกเหวกวุ่นวายของเมืองใหญ่ เสียงรถยนต์ เสียงแตร ได้เหมือนครั้งอดีต จึงทำให้กลองมัสยิดเหล่านี้หมดหน้าที่ไปในที่สุด บางทีจึงเหลือการใช้สอยเพียงเล็กน้อยเป็นเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

การตีกลองมัสยิดซึ่งเป็นเอกลักษณของมุสลิมถิ่นนี้ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา ปัจจุบันเสียงกลองมัสยิดส่วนใหญ่ได้เงียบลงแล้ว มันได้ถูกแทนที่ด้วยเครื่องขยายเสียงทันสมัย รวมถึงการปรับเปลี่ยนนวคิดของชาวมุสลิมในปัจจุบัน กลองมัสยิดจึงหมดความสำคัญลง แต่กระนั้นผู้เขียนมองว่าหากเรายังต้องการรักษาให้คนรุ่นหลังรู้ถึง “รากเหง้า” ความเป็นมาของบรรพชนมุสลิมและความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมของชาวมุสลิมในประเทศไทยและภูมิภาคนี้แล้ว กลองมัสยิดนี่แหละคือหนึ่งในหลักฐานเชิงวัตถุ เป็นอนุสรณ์จากอดีตที่ควรค่าแก่ศึกษาและการอนุรักษ์ไว้

บรรณานุกรม

ทวีศักดิ์ เผือกสม. วีรบุรุษไพร่ชวา รัฐมุสลิม สภานักบุญ และผู้มีกำเนิดจากไส้เดือนดิน. กรุงเทพฯ: ยิปซีกรุ๊ป, 2560.

ประยูรศักดิ์ ชลายนเดชะ. มุสลิมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: โครงการหอสมุดกลางอิสลาม, 2539.

เสาวนีย์ จิตต์หมวด. กลุ่มชาติพันธุ์: ชาวไทยมุสลิม. กรุงเทพฯ: กองทุนสง่ารุจิระอัมพร, 2531.

Abdul Ghoffir Muhaimin. The Islamic Traditions of Cirebon: Ibadat and Adat Among Javanese Muslims. ANU E Press, 2006.

Michael Feener, Terenjit Sever. Islamic Connections Muslim Societies in South and Southeast Asia. Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 2009.

Writer & Photographer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

เสน่ห์ของริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาผ่านเขตเมืองเก่าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีของกรุงเทพฯ คือสีสันและวิถีชีวิตของชุมชนเก่าแก่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงาน ‘งานอาหารสานใจ ชิม ช็อป ล่องเรือ’ ของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ที่จัดไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 โดยงานนี้ถือว่าคนในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มเปิดบ้านต้อนรับผู้สนใจและอยากสัมผัสชาวมุสลิมในมิติต่าง ๆ ได้รับฟังบรรยายประวัติศาสตร์ชุมชน เดินชมมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารทั้งคาวหวานอีกด้วย นับได้ว่าเป็นกิจกรรมดี ๆ และช่วยให้เราได้ทำความรู้จักชุมชนมุสลิม ‘แขกแพ’ ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่แห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น จึงขอเก็บเรื่องราวของชาวแขกแพและมัสยิดบางอ้อมาเล่าให้ฟัง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ความเป็นมาของชุมชนแขกแพและมัสยิดบางอ้อ

ตามประวัติคำบอกเล่าของคนในชุมชนกล่าวว่า ‘แขกแพ’ คือกลุ่มชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเรือนแพซึ่งจอดอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำและคลองในอยุธยามาแต่เดิม โดยส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายซุนนี (Sunni) อีกทั้งยังประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ ชาวมลายู และชาวจาม ฯลฯ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขายหรือรับราชการเป็นขุนนาง อีกทั้งการที่พวกเขาลงหลักปักฐานในอยุธยาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการแต่งงานกับคนท้องถิ่น ผสมกลมกลืนจนเรียกได้ว่าเป็น ‘มุสลิมท้องถิ่น’ (Localized Muslim) กลุ่มหนึ่งของลุ่มน้ำภาคกลาง

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
จิตรกรรมรูปแขกแพในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร

เมื่อถึงคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 บรรดาแขกแพเหล่านี้อพยพหนีสงคราม ถอนเรือนแพล่องตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาหาทำเลปลอดภัย บ้างเข้าไปสมทบกับชุมชนชาวมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตลาดแก้ว-ตลาดขวัญ (จังหวัดนนทบุรี) แต่ส่วนใหญ่จะล่องแพต่อลงมาจนถึงราชธานีใหม่ที่เมืองบางกอก โดยจะไปรวมตัวกันอยู่ที่กุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ใกล้ปากคลองบางหลวง (บางกอกใหญ่) เพื่อประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ในขณะที่แขกแพบางกลุ่มไปตั้งชุมชนบริเวณปากคลองบางกอกน้อย (มัสยิดหลวงอันซอริซซุนนะฮ์) หรือลงใต้ไปจนไปถึงย่านคลองสานและย่านบางลำพูล่าง (เจริญนคร) เหล่าลูกหลานของแขกแพเหล่านี้ยังคงสืบสายสกุล และมีสายสัมพันธ์เครือญาติโยงใยตลอดสายน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่อยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ จวบจนถึงปัจจุบัน

สำหรับชุมชนมัสยิดบางอ้อ แขกแพกลุ่มหนึ่งได้มารวมตัวกันผูกแพริมตลิ่งย่านบางอ้อ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่เรือกสวนเพาะปลูกผลไม้ จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษว่า มัสยิดบางอ้อหลังแรกเป็นเรือนไม้บนแพสำหรับใช้ประกอบพิธีละหมาด แต่เมื่อชุมชนขยายจนมีจำนวนคนมาละหมาดมากขึ้น จึงได้ยกมัสยิดเรือนแพขึ้นมาบนฝั่งและขยายต่อเติมให้กว้างขึ้น จนกระทั่งใน พ.ศ. 2462 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนจึงได้อุทิศที่ดินเพื่อเป็นมัสยิด และร่วมกับออกทุนทรัพย์สร้างมัสยิดก่ออิฐถือปูนอย่างดงงามหลังปัจจุบันขึ้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวชุมชนมัสยิดบางอ้อยังมีประวัติด้านการประกอบอาชีพที่น่าสนใจ อย่างการได้รับสัมปทานค้าไม้ซุงจากภาคเหนือ และนำเรือไปลากซุงมาจากปากน้ำโพธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจการโรงเลื่อยไม้และเรือเมล์วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำโพอีกด้วย จากภาพถ่ายทางอากาศภาพหนึ่งของ ปีเตอร์ วิลเลียม-ฮันต์ ใน พ.ศ. 2489 แสดงให้เห็นแพซุงผูกรวมกันทอดยาวอยู่ด้านหน้ามัสยิดบางอ้อและอู่ซุงขนาดใหญ่ เป็นหลักฐานแสดงถึงอดีตกิจการอันรุ่งเรืองและเป็นรากฐานสำคัญให้กับคนชุมชนแห่งนี้ 

หากสังเกตภูมินามย่านบางอ้อ-บางพลัด ในแนวถนนจรัญสนิทวงศ์ ยังคงปรากฏการใช้นามสกุลของนายห้างมุสลิมค้าซุงจากชุมชนมัสยิดบางอ้อเป็นชื่อเรียก อาทิ ซอยมุขตารี ซอยโยธาสมุทร ซอยสิทธิวณิช ซอยดำรงผล ซอยมานะจิตต์ เป็นต้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
รูปถ่ายทางอากาศ

ความงามของสถาปัตย์-ศิลปะอิสลาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเดินเข้ามาด้านในชุมชน จะสะดุดตากับมัสยิดบางอ้อสีเหลืองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มัสยิดหลังนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบตะวันตกสมัยนิยมช่วงรัชกาลที่ 6 ผสานกับส่วนประกอบอาคารของศิลปะอิสลามอย่างหออะซานคู่ได้อย่างลงตัว 

บริเวณตรงกลางเหนือประตูทางเข้ามัสยิด มีคำจารึกภาษาอาหรับเขียนว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มุฮัมมัด เราะซูลลุลลอฮ์” แปลว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์” คือคำปฏิญญาณตนของชาวมุสลิม 

ถัดลงมาคือจารึกคำว่า “อัลมัสยิด อัลอุบูดียะฮ์” แปลว่า “สถานที่ก้มกราบของบ่าวผู้ภักดี” ยามแหงนขึ้นไปมองจะได้ตั้งจิตระลึกก่อนที่จะเดินเข้าไปนมัสการพระเจ้าภายใน ส่วนด้านข้างขนาบด้วยจารึกคำว่า “เยามุลอะฮัด 7 ฟี ชะฮ์ริ เศาะฟัร อัลมุบาร็อก 1339” แปลว่า “วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเศาะฟัร อันประเสริฐ (เดือนที่สองตามปฏิทินอิสลาม) ฮิจเราะฮ์ศักราช 1339” ซึ่งก็คือปีที่สร้างมัสยิดบางอ้อหลังนี้นั่นเอง ตรงกับ พ.ศ. 2462 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั่นเอง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเข้าไปด้านมัสยิด บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมประตูทางเข้ามัสยิดจึงไม่ตรงแกนอาคารโถงละหมาด ต้องอธิบายก่อนว่า ในการละหมาดหรือการนมัสการพระผู้เป็นเจ้าของชาวมุสลิมนั้นจะต้องหันหน้าไปยัง ‘ทิศกิบละฮ์’ (Qiblah) ที่ตั้งของวิหารอัลกะอ์บะฮ์ ในมัสยิดอัลฮะรอม นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นชุมทิศและเอกภาพในการนมัสการของชาวมุสลิมทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่ามัสยิดจะตั้งอยู่ ณ ที่ใดบนโลก ผู้ออกแบบจะต้องคำนวณตำแหน่งและวางแกนให้มัสยิดหันหน้ายังทิศกิบละฮ์ (สำหรับกรุงเทพฯ จะหันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย หรือประมาณ 287.5°) 

อย่างไรก็ดี นอกจากสถาปนิกผู้ออกแบบมัสยิดบางอ้อจะสร้างให้ถูกต้องตามแกนทิศกิบละฮ์แล้ว ยังใส่ใจรายละเอียดโดยคำนึงถึงความสวยงามด้านภูมิสถาปัตยกรรมด้วย มัสยิดบางอ้อจึงได้รับการออกแบบให้ด้านหน้าของมัสยิดตั้งหันหน้าตรงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ใครที่ล่องเรือผ่านไปมาต่างเห็นมัสยิดบางอ้อหันหน้าออกสู่แม่น้ำแลดูสง่างาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ภายในโถงละหมาดมัสยิดมีการประดับตกแต่งแบบเรียบง่าย สร้างบรรยากาศสงบนิ่งมีสมาธิ ในส่วนที่สะดุดตาที่สุดคงจะเป็น ‘มิห์รอบ’ (Mihrab) หรือช่องในกำแพงทิศกิบละฮ์ เป็นจุดบอกทิศทางในการหันหน้าละหมาด อีกทั้งยังเป็นที่ยืนของอิหม่ามและที่ตั้งมินบัร (ธรรมาสน์) สำหรับใช้คุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสำคัญในรอบสัปดาห์ของชาวมุสลิม สำหรับมิห์รอบถูกออกแบบเป็นวงโค้ง ด้านบนตรงกลางมี Keystone ประดับปูนปั้นสัญลักษณ์รูปดาวเดือน เหนือขึ้นไปมีปูนปั้นอักษรวิจิตรภาษาอาหรับ (Arabic Calligraphy) ที่คัดมาจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานวรรคหนึ่ง มีความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดีสำหรับพวกเขานั้นคือสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์เป็นที่พำนัก” (อัลกุรอาน 18:107)

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนเห็นจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งศิลปกรรมของมัสยิดบางอ้อ ทำให้ชวนนึกถึงมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ตรอกจันทน์ ที่ออกแบบสถาปนิกชาวมุสลิมเชื้อสายยะหวา (ชวา) นามว่า รองอำมาตย์ตรีเอ็ม.เอ กาเซ็ม หรือ กาเซ็ม แปลน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายเกษม อิทธิเกษม) ผู้มีความสามารถออกแบบมัสยิดสำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในสมัยนั้น อีกทั้งยังสองมัสยิดยังสร้างขึ้นในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน มีความเป็นไปได้ว่ามัสยิดบางอ้ออาจจะได้รับการออกแบบจากสถาปนิกคนเดียวกันหรือไม่ ก็เป็นประเด็นน่าสนใจที่จะสืบประวัติต่อไป

มัสยิดบางอ้อนับว่าเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น และอนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยการบูรณะอาคารมัสยิดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 จึงจำเป็นต้องดีดยกอาคารและปรับปรุงซ่อมแซมส่วนประกอบต่าง ๆ ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของกรรมการมัสยิดและคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญ และช่วยกันอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ไว้ได้อย่างดี ตลอดจนความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ปัจจุบันอาคารมัสยิดได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ด้านข้างมัสยิดบางอ้อมีอาคารน่าสนใจอีกหลังอีกคือ อาคารเจริญวิทยาคาร เป็นเรือนไม้ขนมปังขิงแบบตะวันตก ฉลุลายไม้และประดับกระจกสีอย่างสวยงาม แต่เดิมใช้เป็นอาคารโรงเรียน ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับการนมัสการ (ละหมาด) หรือที่เรียกว่า ‘บาแล’ ในกรณีที่มีผู้มานมัสการในมัสยิดจนเต็ม ตลอดจนใช้ในการเรียนการสอนพระคัมภีร์อัลกุรอานและกิจกรรมอื่น ๆ ของชุมชน 

นอกจากความสวยงามของอาคารแล้ว จุดเด่นอีกจุดหนึ่งคือ ตราลวดลายอักษรภาษาอาหรับดูอ่อนช้อยบนจั่วของอาคาร ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘ทูรา’ (Tughra) ซึ่งน้อยคนจะทราบว่ามันคือ พระปรมาภิไธยของสุลต่านแห่งจักรวรรดิอุษมานียะฮ์ หรือ ออตโตมันตุรกี (Ottoman Empire) ผู้เขียนแกะคำอ่านออกมาได้ว่า “อับดุลมะญีด คาน” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นพระนามของสุลต่านอับดุลมะญีดที่ 1 (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ.1839 – 1861) หรืออาจหมายถึง เคาะลีฟะฮ์อับดุลมะญีดที่สอง (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1922 – 1924) เคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายของชาวมุสลิมจากราชวงศ์ออตโตมันหรือไม่ ขอไม่ยืนยัน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่าตราทูรานี้น่าจะเป็นการเลียนแบบโดย Simplify หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอีกทีหนึ่ง

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
ซุ้มประตูพระราชวังโทพคาปึ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

เยื้อง ๆ กับมัสยิดบางอ้อยังมีอาคาร 100 ปีมัสยิดบางอ้อ ที่ใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ อาคารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่โดยคุมโทนให้เข้ากับหมู่อาคารเก่าแก่ที่อยู่ใกล้กัน ทั้งนี้ ได้มีการเลือกใช้รูปแบบการตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตอิสลาม (Islamic Geometry) และลายประเบื้องเคลือบที่ถ่ายทอดลวดลายจากรูปศิลปะอิสลามแบบจารีตมาปรับใช้เพื่อสื่อถึงความเป็นมุสลิมร่วมสมัยอีกด้วย บริเวณนี้จึงกลายเป็นไฮไลต์ของคนที่ชอบถ่ายรูปอาคารอีกจุดหนึ่งนั่นเอง

อาหารสานใจ อาหารสำรับบางอ้อ

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

อีกสิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจไปสัมผัสจากงานนี้ คือวัฒนธรรมอาหารของชุมชมมัสยิดบางอ้อ โชคไม่ดีที่ผู้เขียนไปถึงช้าและอาหารขายเกือบหมดแล้ว ถึงกระนั้น ยังโชคดีที่ยังทันชิม ‘หรุ่ม’ จากฝีมือของ คุณป้าไร-อุไร มุฮำหมัด และ คุณกุ้ง-ซารีนา นุ่มจำนงค์ หรุ่มเป็นเมนูอาหารชาววังที่ปรากฏอยู่ใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ของรัชกาลที่ 2 ซึ่งกลายมาเป็นของว่างแกล้มน้ำชาของชาวบางอ้อที่ปัจจุบันนับว่าหาทานได้ยากยิ่ง

 ยิ่งไปกว่านั้น สองท่านนี้นับว่าเป็นผู้ริเริ่ม ‘โครงการอาหารสานใจ’ เกิดจากการที่สมาชิกในชุมชนเองต้องการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ โดยหยิบเอาอาหารมาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน เป็นการสร้างกิจกรรมให้ผู้ใหญ่ได้เปิดใจถ่ายทอดสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนไปสู่เด็กรุ่นใหม่ เพื่อรักษาตำรับอาหารชาวบางอ้อให้ยังคงอยู่สืบไป 

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อาหารต่าง ๆ ของสมาชิกในชุมชนได้รับความสนใจ และงานอาหารสานใจครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 8 แล้ว และหวังว่าจะคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ชาวมัสยิดบางอ้อได้สานต่อกิจกรรมดี ๆ ต่อไป หากใครอยากสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชุมชนมัสยิดบางอ้อ ชมความงามของมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ ในบรรยากาศน่ารัก ก็แวะเวียนไปได้

ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ Facebook : อาหารสานใจ 

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

ข้อมูลอ้างอิง

สรยุทธ ชื่นภักดี, (บรรณาธิการ). (2544). มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามสมัย. กรุงเทพฯ: จิรรัชการพิมพ์ หจก.

สมาน อรุณโอษฐ์, ประมาณ ฮะกีมี, ดิเรก ฮะกีมี. (2543) สายสกุลสัมพันธ์ 2543

communityarchive.sac.or.th/community/MatsayitBangO

Writer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load