The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

ด้วยความสนใจเรื่องวัฒนธรรมในอาหารการกินของชาวมุสลิม ทำให้ผมเริ่มที่จะเสาะหาของกินประจำถิ่นต่างๆ จนเมื่อต้นเดือนนี้ กระผมได้มีโอกาสติดตามใกล้ชิดคุณน้าที่รู้จักกันท่านหนึ่งที่มัสยิดยะวา ย่านสาทร ผู้ช่วยรังสรรค์อาหารสำรับสไตล์ยะวา (ชวา) หลากหลายเมนูเพื่อที่จะช่วยผมบันทึกเก็บข้อมูลเรื่องอาหารชาติพันธุ์ของชาวมุสลิมกรุงเทพฯ

เมื่อตัวเองมีโอกาสได้กินของอร่อยก็ต้องเล่าสู่กันฟังบ้างเป็นธรรมดา คราวนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังเรื่องขนม ‘จอร้อ’ หรือ เขียนเป็นภาษาอินโดนีเซียว่า ‘Kue Cara’ ที่หาทานค่อนข้างยากในปัจจุบัน ด้วยความเรื่องเยอะของมัน อีกทั้งคนรุ่นใหม่อาจจะเปลี่ยนรสนิยมไปทานขนมอื่นๆ ซะมากกว่า จึงทำให้เราหากินขนมชนิดนี้ได้เป็นบางโอกาสเท่านั้น เช่นในงานบุญ หรือนานๆ ที่จะมีคนเผาขนมจอร้อมาขาย

จอร้อ, อาหารมุสลิม

ด้วยความที่มันมีเอกลักษณ์ มีสูตรที่สืบทอดกันมายาวนาน และที่สำคัญคืออร่อย ทำให้เวลาพูดถึงอาหารและขนมของคนยะวาจะต้องมี ‘จอร้อ’ ผุดขึ้นมาอยู่เมนูอันดับต้นๆ ทุกครั้งไป…

ผมขอเท้าความเกี่ยวกับชาวยะวา (ชวา) เสียเล็กน้อย ชาวยะวาคือหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายของชาวมุสลิมในกรุงเทพฯ ชาวยะวาในบังคับของฮอลันดาได้เดินทางเข้ามายังสยามประเทศในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 และทวีจำนวนมากขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ด้วยเหตุที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดสวนพฤกษชาติในเมืองโบกอร์ครั้งเมื่อทรงเสด็จประพาสชวา จึงทรงนำเอารุกขกรชาวยะวาซึ่งมีความชำนาญเข้ามาจัดแต่งสวนในพระราชวัง

นอกจากนี้ พวกเขายังประกอบอาชีพเดินเรือ ค้าขาย รับจ้าง ทำงานในสถานทูต และอื่นๆ อีกมากมาย จนเมื่อชาวยะวามีจำนวนมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มรวมตัวกันก่อตั้งชุมชนโดยมีมัสยิดเป็นศูนย์รวมใจร่วมกับชาวมุสลิมเชื้อสายอื่นๆ ที่กระจายตัวอยู่ในย่านเจริญกรุง-สาทร จนกลายเป็นชุมชนที่รู้จักในปัจจุบัน อาทิ ชุมชนมัสยิดยะวา (สาทร) มัสยิดบ้านอู่ (บางรัก) มัสยิดบาหยัน  (เจริญกรุง) มัสยิดอินโดนีเซีย (ซอยโปโล) เป็นต้น

ผมรีบมุ่งไปยังบ้านของคุณน้าแต่เช้าตรู่เพื่อดูกรรมวิธีการทำอาหารยะวาสำรับใหญ่ที่เรียกว่า ‘ข้าวอำบึ๊ง’ (Nasi Ambeng) รวมไปถึงขนมหวานที่รวมถึงจอร้อไว้ทานปิดท้ายสำรับด้วย คุณน้าท่านนี้ได้สูตรอาหารที่สืบทอดมายาวนานและเคล็ดลับการทำอาหารยะวาดั้งเดิมมาหลายอย่างและยังคงรักษาขั้นตอนการทำแบบพิถีพิถันอย่างคนในอดีต สำหรับเมนูต่างๆ บางเมนูที่ผมเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกในชีวิตก็มี

จอร้อ, อาหารมุสลิม จอร้อ, อาหารมุสลิม

เมื่อไปถึงปรากฏว่าคุณน้าและแก๊งเพื่อนสาวๆ รุ่นใหญ่กำลังขะมักเขม้นในการเตรียมทำขนมกันอยู่ คุณน้าเริ่มจากการนำใบเตยมาปั่น จากนั้นกรองออกเอาแต่น้ำสีเขียวซึ่งให้ผสมในแป้ง เอกลักษณ์ของจอร้อต้องสีเขียวอ่อน ส่วนตัวแป้งนั้นทำจากแป้งสาลี ไข่ เนยกะทิ นมข้นหวาน น้ำตาล มาผสมกันจนเข้ากันดี หลายคนอาจจะคิดว่าจอร้อคือขนมครกสิงคโปร์ (จริงๆ ก็รู้สึกว่าขนมครกสิงคโปร์เริ่มหาทานยากแล้วเช่นกัน) แต่ขนมทั้งสองต่างกัน ด้วยเทกซ์เจอร์ของขนมจอร้อที่แน่นไม่มีรูอากาศ ไม่ได้ใช้แป้งมันและผงฟูผสมแบบขนมครกสิงคโปร์ นี่เองที่ทำให้รสสัมผัสของขนมทั้งสองชนิดแตกต่างกัน

จากที่พยายามไปสืบคนดูตามบล็อกทำขนมของชาวอินโดนีเซียหรือมาเลเซียพบว่า จอร้อ หรือกวยจอร้อ กวย (Kue) เป็นคำบาฮาซาที่เพี้ยนมาจาก ก้วย (粿) ในภาษาจีนฮกเกี้ยน ที่หมายถึงอาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของแป้ง พบว่าในจอร้อในประเทศอินโดนีเซียหรือแม้แต่มาเลเซียและสิงคโปร์ก็มีการทำอยู่ และที่สนุกไปกว่านั้นคือมีการดัดแปลงใส่ไส้หรือโรยหน้าต่างๆ ด้วย ส่วนจอร้อในชุมชนยะวาเมืองไทย ดูเหมือนว่ายังคงมีความเดิมๆ อยู่ตามสูตรที่บรรพบุรุษของชาวยะวาได้สืบสายกันมา ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูเล็กๆ ที่แสดงร่องรอยของการสืบทอดและรับส่งวัฒนธรรมอาหารผ่านผู้คนที่เคลื่อนย้ายไปมาในเอเชียอาคเนย์ได้ดี

จอร้อ, อาหารมุสลิม

เมื่อแป้งได้ที่แล้ว คุณน้าก็หยิบแม่พิมพ์ขนมออกมา ผมพิจารณาดูหน้าตาของมันแล้วก็คล้ายๆ พิมพ์ขนมไข่ของไทย แต่รูปทรงและลายบนพิมพ์จะไม่เหมือน ดูสภาพพิมพ์ขนมแล้วคงมีอายุอานามมากทีเดียว

“พิมพ์ขนมนี้เป็นของดั้งเดิมเลยนะ เก่าแก่เลย และก็หนักมาก ทำจากเหล็กแบบนี้เมื่อก่อนไม่มีขายในประเทศไทย ต้องนำเข้าจากยะวา ใบนี้มีคนให้น้ามาอีกที เขาเคยเอาฝังดินไว้ น่าจะเป็นช่วงที่เขาหนีระเบิดตอนสงครามโลกออกไปบ้านนอก” เรื่องที่คุณน้าเล่าก่อนที่จะเช็ดน้ำมันและใส่เนยลงในพิมพ์ ทำให้การกินจอร้อครั้งนี้ของผมดูมีมิติเพิ่มขึ้นไปอีก

จอร้อ, อาหารมุสลิม

การเผาขนมจอร้อด้วยเตาแก๊สต้องใช้ไฟอ่อน ถ้ากรรมวิธีแต่ก่อนนั้นต้องใช้เตาถ่านและใช้ไฟบนและไฟล่าง (เอาถ่านร้อนมาวางบนฝา) ไม่ต่างกับการเผาขนมไทยแบบโบราณ ไม่นานนักขนมจอร้อเริ่ม ‘ขึ้น’ สุกแน่นเต็มพิมพ์ กลิ่นหอมเนย นม ใบเตย ลอยฉุยขึ้นมา สีเขียวอ่อนใบเตยชวนน่ารับประทาน

จอร้อ, อาหารมุสลิม จอร้อ, อาหารมุสลิม

เมื่อได้ที่แล้วจึงเอาออกจากพิมพ์มาพักไว้ให้เย็น ก่อนนำไปจัดเข้ากับสำรับข้าวอำบึ๊งที่รอให้เราได้ลิ้มรสกันอยู่ รสสัมผัสเนียนนุ่มและหอมหวานของจอร้อเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนมุสลิมเชื้อสายยะวา (ชวา) อารมณ์เหมือนบอกว่าถ้าไปชุมชนมัสยิดฮารูณต้องได้ลิ้มรสข้าวหมกแพะ ชุมชนมัสยิดบางกอกน้อยต้องได้ทานขนมปังยาสุม หรือชุมชนมัสยิดตลาดพลูก็ต้องไปลิ้มรสขนมบดินสูตรเก่าแก่ดั้งเดิมอย่างไงอย่างงั้น

ไม่ใช่ทุกวันที่เราสามารถหาขนมจอร้อทานได้ในชุมชนคนยะวา เพราะคนที่รู้สูตรและมีรสมือก็อายุมากกันแล้ว คนรุ่นใหม่ๆก็ไม่ค่อยได้สืบทอด นานๆที่จะมีโอกาส ผมก็ได้แต่นึกขอบคุณพระเจ้าให้มีวันนี้ และหันไปพูดว่า “เอนะ” (enak) ซึ่งแปลว่า อร่อย ในภาษายะวาและขอบคุณคุณน้าและแก๊งแม่ครัวของเราได้ยินอีกครั้ง

จอร้อ, อาหารมุสลิม

Writer & Photographer

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load