The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลาม (ประเทศไทย)

เสียงอะซานดังแว่วตามลมป่าวประกาศเรียกชาวมุสลิมผู้ศรัทธาทั่วบริเวณซอยตรอกโรงน้ำแข็งยามตะวันเริ่มลับขอบฟ้า พลันปรากฏยอดมัสยิดรูปทรงหลังคาซ้อนชั้นเรียวแหลมแลดูแปลกตาเป็นเงาทะมึน สลับกับแสงไฟระยิบระยับจากอาคารสำนักงานสูงที่รายล้อมย่านธุรกิจใจกลางกรุงอย่างสาทร ที่นี่คือ ‘มัสยิดยะวา’ ศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยมุสลิมในย่านที่มีประวัติยาวนานนับร้อยปีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

นอกจากนั้น ที่นี่ยังเป็นชุมชนชาวไทยมุสลิมเชื้อสายยะวาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ชื่อเรียก ‘ยะวา’ หรือ ‘ยะหวา’ แบบที่เรียกกันติดปาก อาจไม่คุ้นหูสำหรับคนไทยนัก แต่นี่คือคำศัพท์ที่คนเหล่านี้เรียกตนเอง บ่งบอกตัวตนของกลุ่มคนจากเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย

ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งที่เกิดและอาศัยอยู่ในย่านนี้ แม้ว่าจะเป็นรุ่นหลังและไม่ได้มีเชื้อสายยะวาก็ตาม แต่เรื่องของขนบประเพณี การแต่งกาย อาหาร ภาษา ของชาวยะวาก็เป็นสิ่งที่คุ้นเคยและรับรู้ ไม่ว่าจากเรื่องเล่าของของคนรุ่นผู้ใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเปรียบเสมือนญาติสนิท ซึ่งทราบว่าในอดีตบรรพบุรุษพวกเขามีความสามารถและมีหน้าที่การงานดีและหลากหลาย ไม่ว่าจะทำงานกับบริษัทฝรั่ง ทำงานสถานทูต สรั่งเดินเรือ ทำถนน สถาปนิก และที่น่าสนใจมากคือ ‘ช่างตกแต่งสวน’ ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งที่ถูกบอกเล่าโดยชาวยะวาอย่างภาคภูมิใจ

มะขามสนามหลวงที่ยืนต้นเรียงรายและสวนดอกไม้งดงามในพระราชวังสมัยก่อน มีความเชื่อมโยงกับความเป็นมาของชาวมุสลิมในประเทศไทยกลุ่มนี้อย่างที่เราอาจจะคาดไม่ถึง…

ผมขอเท้าความสักนิดหนึ่งว่า ชวาเป็นหนึ่งในเกาะใหญ่ของอินโดนีเซียที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด เป็นแหล่งอารยธรรมของอาณาจักรฮินดู-พุทธเก่าแก่มาแต่ครั้งโบราณ มีความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และภาษา จนกระทั่งศาสนาอิสลามได้เข้ามาผ่านการค้าทางทะเล ซึ่งได้ ‘เปลี่ยนและปรับ’ เข้ากับวิถีดั้งเดิมของชนกลุ่มนี้จนเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของชาวยะวา

ส่วนการเข้ามาของชาวยะวาในดินแดนประเทศไทยมีมาช้านานแล้วผ่านการค้า แต่จุดเปลี่ยนเปลี่ยนสำคัญเกิดจากเงื้อมมือของชาวฮอลันดาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา เพราะชาวฮอลันดาเข้ามาตั้งอาณานิคมการค้า นำกองเรือแผ่ขยายอำนาจทางการเมืองและเข้ายึดครองทรัพยากรมากมายในหมู่เกาะอินโดนีเซีย การใช้นโยบายกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมของเจ้าอาณานิคมทำให้ชาวยะวาและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ มีส่วนผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานและแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ชื่อของชาวยะวานั้นปรากฏอยู่ในกฎมณเฑียรบาลรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา และในพงศาวดารในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เมื่อพระองค์ทรงยึดอำนาจจากพระปิตุลาใน พ.ศ. 2199 ความว่า “…ทรงมีบัญชาให้มิรยาฝัน เมาลามักเมาะตาด คุมไพร่ไปอยู่ ณ ด้านศาลาลูกขุน ให้รายาลิลา คุมศรีต่วนแขกชวา แขกจาม อยู่ ณ ด้านหน้าสรรเพชญ์ปราสาท…” ดังจะเห็นว่ามีกองทหารชวาร่วมก่อการจนนำราชบัลลังก์มาถวายขุนหลวงนารายณ์ได้สำเร็จ แต่ทั้งนี้ชื่อของชาวยะวาก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ปรากฏว่ามีบันทึกเกี่ยวกับชาวชวาอีกเลยจนสิ้นแผ่นดินอยุธยา

เมื่อเถลิงศักราชกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศไม่ได้โดนอิทธิพลของเจ้าอาณานิคมตะวันตกครอบงำ กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรและการค้าที่สำคัญ ด้วยพระมหากษัตริย์ของสยามทรงมีพระทัยกว้าง ต้อนรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาพึ่งบารมี ช่วงนี้เองที่มีเอกสารราชการซึ่งทำให้ทราบว่าเริ่มมีชาวยะวาเริ่มเดินทางเข้ามายังบางกอกเพื่อประกอบอาชีพต่างๆ แล้วในช่วงรัชกาลที่ 4 เช่น ประกอบอาชีพค้าขาย ครูสอนภาษาอาหรับ และช่างหยอดน้ำมันเครื่องจักร ฯลฯ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์เสด็จฯ ประพาสชวาซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้อาณานิคมอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (Dutch East Indies) ถึง 3 ครั้งด้วยกัน เพื่อทอดพระเนตรความทันสมัยแบบอารยประเทศที่ชาวยุโรปนำเข้ามาในเอเชียอาคเนย์ กล่าวกันว่าขณะที่พระองค์ประทับที่วังบุยเต็นซอร์ค (Buitenzorg) ใกล้กับเมืองจาร์กาตา ทรงโปรดความงดงามของสวนพฤกษชาติโบกอร์ (Bogor Botanical Garden) ซึ่งตกแต่งในแบบโคโลเนียลสไตล์โดยพืชพรรณท้องถิ่นและพืชนำเข้าจากดินแดนต่างๆ มาก จนเสด็จฯ ชมทุกๆ เย็นของแต่ละวัน

นี่เป็นข้อสันนิษฐานได้ว่าทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้สร้างสวนแบบเดียวกันในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่มาของ ‘สวนพระราชวังสวนดุสิต’ ซึ่งเป็นพระราชฐานใหม่ ประกอบด้วยวังและสวนต่างๆ มากมาย รวมถึง ‘เขาดินวนา’ ด้วยนั่นเอง

ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง

วังบุยเต็นซอร์คและสวนพฤษชาติโบกอร์

ในการเสด็จฯ ประพาสชวาครั้งที่ 3 ใน พ.ศ. 2444 ทรงนำนายเอเลนบาส ฝรั่งชาวฮอลันดาซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการเพาะปลูก และชาวยะวา 2 คน เข้ามา จาก ‘คำบอกเล่า’ ในหมู่ชาวยะวาจากรุ่นสู่รุ่นว่าหลังจากนั้นยังทรงโปรดฯ ให้นำชาวยะวาเข้ามาอีกราว 30 คน ในจำนวนนี้มีรายนามของนายกาเซ็ม นายกัสบี้ นายเก๊ะซามัน นายซาระซัน นายซะวัน นายโรสรัน นายอุนุส เป็นต้น

ชาวยะวาเหล่านี้ถือสัญชาติฮอลันดา มีฝีมือและถนัดการจัดสวนเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาได้เรียนรู้ศาสตร์ที่ถ่ายทอดมาจากเจ้าอาณานิคม ได้เข้ารับงานตกแต่งสวนในบริเวณพระบรมมหาราชวัง วังสราญรมย์ วังสวนสุนันทา พระราชวังบางปะอิน อีกทั้งยังทำสวนบริเวณโรงกษาปณ์ ตกแต่งไม้ประดับในแนวถนนราชดำเนินและปลูกต้นมะขามบริเวณท้องสนามหลวง สนามหลวงหรือทุ่งพระเมรุ ซึ่งถูกขยายใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และตบแต่งใหม่โดยได้รับอิทธิพลจากลานหน้าพระราชวังของเจ้าผู้ปกครองเมืองยอกยาการ์ตา (Yokyakarta) ที่ชวา

ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง

สนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5

ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง

พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 5 และสุสุฮุนันปากูบูโวโนที่ 10 (Pakubuwono X) ขณะเสด็จฯ ประพาสชวา

โชคดีที่ผมได้รู้จักกับอาจารย์ณัฐพล จันทน์งาม ผู้เป็นทั้งรุ่นพี่ อาจารย์ เพื่อนบ้านในซอย และเป็นชาวไทยเชื้อสายยะวา เลยถือโอกาสสอบถามเรื่องราวของคุณเทียดของอาจารย์คือ ‘นายกาเซ็ม บินมุฮัมมัดใย’ ว่าท่านมีต้นกำเนิดจากชวาภาคกลาง และมีความสามารถพิเศษในการผสมพันธุ์ดอกกุหลาบให้เป็นสีสันสวยงาม อีกทั้งสืบได้ความว่าท่านเคยไปจัดสวนในวังสวนดุสิต วังบางปะอิน และรอบๆ สนามหลวง ร่วมกับผองเพื่อนชาวยะวาจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 5

เหตุนี้จึงทรงตอบแทนความดีความชอบโดยการพระราชทานที่ดินให้ แต่นายกาเซ็มไม่รับ เนื่องจากต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมของตนเอง จึงได้รับพระราชทานจานทองแทน อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าภายหลังนายกาเซ็มแต่งงาน มีลูกหลาน สามารถเก็บหอมรอมริบจนสามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ จนได้ ‘ฮัจยี’ แล้วกลับมาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยจนกระทั่งเสียชีวิต ร่างของท่านฝังอยู่ที่สุสานไทยอิสลามอันร่มรื่นข้างๆ มัสยิดยะวานี้เอง และทุกวันนี้ที่ตั้งของหลุมศพก็เลือนหายไปตามกาลเวลาจนลูกหลานจำตำแหน่งที่แท้จริงไม่ได้แล้ว

ชาวยะวา ช่างจัดสวนมือดีที่ทำให้เกิดต้นมะขามรอบสนามหลวง

ภาพถ่ายนายกาเซ็ม บินมุฮัมมัดใย
ภาพจาก: กรรณิการ์ จุฑามาศ. ยะวา-ชวาในบางกอก. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 2541. น. 57.

ถึงกาลเวลาจะล่วงเลยไปกว่าศตวรรษ บางช่วงบางตอนของประวัติศาสตร์ อาชีพและคำบอกเล่าของชุมชน หรือแม้แต่จะเป็นเรื่องราวของครอบครัว ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และการมีอยู่ของชาวยะวาในประเทศไทย ต่อจากนี้เมื่อมองต้นมะขามที่สนามหลวงหรือสวนในพระราชวังที่กล่าวมาข้างต้น แล้วนึกจินตนาการถึงเรื่องราวของคนจัดสวนชาวยะวาเหล่านี้ อาจทำให้เราเห็นมิติของความเป็นไทยแบบพหุวัฒนธรรมมากขึ้นก็เป็นได้

อ้างอิง

กรรณิการ์ จุฑามาศ. ยะวา-ชวาในบางกอก. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 2541.

ประยูรศักดิ์ ชลายนเดชะ. มุสลิมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : โครงการหอสมุดกลางอิสลาม, 2539.

สัมภาษณ์

อ.ณัฐพล จันทน์งาม คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

Writer

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load