17 กุมภาพันธ์ 2563
13.34 K

หากเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทอิชิซากะ (Ishizaka) ท่านจะเห็นคำเหล่านี้ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา

‘โลกเราจะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไรนะ’

‘ปริมาณขยะในปี 2050 จะเพิ่มขึ้นกว่าตอนนี้อีก 2 เท่า’

‘มีขยะพลาสติก 12.7 ล้านตันถูกทิ้งลงทะเล’

‘หากเรายังใช้ชีวิตกันแบบนี้ ภายในปี 2030 เราต้องการทรัพยากรบนโลกอีก 2 ใบ ถึงจะเพียงพอ’ 

‘เราต้องการจะเปลี่ยนจากลบให้เป็นบวก’

‘หากเราโยนขยะทิ้งก็คงจบ แต่ถ้าใช้ให้ดี ขยะจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า’ 

‘เราอยากให้ลูกหลานเรา สามารถใช้ชีวิตต่อบนโลกอันงดงามนี้ได้’ 

‘เราจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และสร้างชีวิตที่ดีสำหรับผู้คนในอนาคต’

ข้อมูลอ้างอิง :   https://ishizaka-group.co.jp/

นี่คือสิ่งที่บริษัทอิชิซากะประกาศ 

บริษัทที่เคยถูกคนในเมืองเหยียดหยาม

โนริโกะ อิชิซากะ เข้าทำงานที่บริษัทพ่อตอนอายุ 20 ปี พ่อของเธอก่อตั้งบริษัทอิชิซากะเนื่องจากเห็นปัญหาการทิ้งขยะลงทะเล ทำให้ตัดสินใจสร้างโรงงานที่รีไซเคิลขยะได้ 

บริษัทอิชิซากะเน้นการรีไซเคิลวัสดุก่อสร้าง เช่น ไม้ คอนกรีต เวลามีการรีโนเวตบ้านหรือทุบอาคาร 

ในปี 1999 สื่อรายงานข่าวว่า ผักและผลไม้ในเมืองมีการปนเปื้อนไดออกซิน ซึ่งเป็นสารเคมีอันตราย คนในเมืองส่วนใหญ่เข้าใจว่าเกิดจากโรงงานรีไซเคิลขยะอย่างอิชิซากะ แต่ภายหลังสื่อรายงานว่าเกิดขึ้นด้วยสาเหตุอื่น 

ทว่าประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดไปเรียบร้อยแล้ว และถึงขั้นยื่นคำฟ้องบริษัทกับศาล มีเสียงขับไล่บริษัท หรือถูกประณามว่าเป็นศัตรูกับชุมชน เกษตรกรบางคนถึงกับบอกว่า “บริษัทกำจัดขยะกับเกษตรกรรม อยู่ร่วมกันไม่ได้”

สำหรับโนริโกะ อิชาซากะ แล้ว คำพูดเหล่านี้จุดประกายให้เธอคิดอะไรบางอย่างได้ 

“ถ้าไม่มีเรา ใครจะจัดการกับขยะอุตสาหกรรมล่ะ จริงๆ แล้วบริษัทอย่างเราสำคัญกับโลกนี้นะ”

พ่อของโนริโกะมีความคิดว่า หากตนเองตั้งใจทำงาน สักวัน ชาวบ้านคงจะเข้าใจสักวันเอง แต่โนริโกะทนไม่ได้ 

ในวัย 30 ปี หลังจากช่วยงานกิจการที่บ้านมา 10 ปี โนริโกะก็ขอให้พ่อยกตำแหน่งประธานบริษัทให้ตนเอง 

“ฉันจะทำให้ผู้คนเห็นความดีของธุรกิจรีไซเคิลขยะให้ได้” 

การเข้ารับตำแหน่งของประธานคนใหม่กับการจากไปของลูกน้องเก่า

โนริโกะตั้งใจปรับภาพลักษณ์บริษัท พร้อมกับการลงทุนเครื่องมืออุปกรณ์ใหม่ๆ เธอตั้งใจว่า จะทำให้โรงงานรีไซเคิลขยะเป็นมิตรกับชุมชนให้มากที่สุด 

โนริโกะย้ายการกำจัดขยะมาอยู่ในที่ปิดมิดชิด เพื่อไม่ให้ฝุ่นคละคลุ้งออกมา มีการฉีดน้ำล้างรถบรรทุกก่อนออกจากบริษัท รวมถึงปรับระบบการคิดราคาให้เป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ โนริโกะยังผลักดันให้โรงงานผ่านมาตรฐาน ISO ให้ได้ ทำให้พนักงานต้องเข้ารับการฝึกอบรมหลายครั้ง

ด้วยการเปลี่ยนแปลงหลายประการที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้พนักงานส่วนใหญ่ทนไม่ไหว

หนึ่งคือ พนักงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานชาย พวกเขาไม่ยอมรับประธานบริษัทที่เป็นผู้หญิงอย่างโนริโกะ 

สองคือ พนักงานไม่เข้าใจว่าโนริโกะกำลังพยายามทำอะไรอยู่ 

ผลก็คือ พนักงานกว่าร้อยละ 40 ยื่นขอลาออกจากบริษัท จากเดิมอายุเฉลี่ยพนักงาน คือ 55 ปี กลับลดลงเหลือ 35 ปี พนักงานที่เหลืออยู่นั้นไม่ลาออกเพียงเพราะไม่สามารถย้ายงานหรือมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว 

โนริโกะกลัดกลุ้มมากและตัดสินใจปรึกษาพ่อ แต่พ่อกลับบอกกับเธอเพียงว่า 

“ทำให้เต็มที่ การบริหารคนนั้นไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัว”

โนริโกะจึงตัดสินใจลุยเต็มที่ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น ‘บริษัทที่เป็นที่รักของชุมชน’ ให้ได้

สอนให้ลูกน้องคิด

สิ่งสำคัญถัดมาที่โนริโกะต้องรับมือ คือพนักงานบริษัทส่วนใหญ่คิดไม่เป็น พวกเขาแค่มาบริษัท ทำตามที่เจ้านายบอก แล้วก็รับเงิน 

คำพูดติดปากของโนริโกะคือ “คิดด้วยตัวเองกันเถอะ”

เธอกระตุ้นให้พนักงานทุกคนคิดมากขึ้น เช่น แค่งานถ่ายเอกสารข่าวในหนังสือพิมพ์ หากขยายข่าวอีกสักนิด เขียนวันที่ที่ลงข่าว คนที่มาอ่านภายหลังก็คงจะอ่านง่ายขึ้น งานทุกงานล้วนมีผู้รับบริการของเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานทำความสะอาดห้องน้ำ งานรินน้ำให้แขก หากเราตั้งใจทำเพื่อผู้อื่นและใช้ความคิดเสมอๆ สักวันจะต้องมีคนชม นั่นจะทำให้พวกเขารู้สึกภูมิใจและคิดถึงผู้อื่นมากขึ้น

โนริโกะพยายามไม่แสดงความเห็นเยอะ ยกตัวอย่างตอนที่บริษัทจัดงานรำวง-บงโอโดริให้กับคนในชุมชน เธอกระตุ้นให้พนักงานที่สนใจโปรเจกต์นี้เป็นคนวางแผนเอง ออกไอเดียเอง แน่นอนว่า อีเวนต์นี้เป็นหน้าเป็นตาบริษัท หากพลาดก็อาจกระทบกับภาพลักษณ์ของบริษัทได้ แต่นั่นก็เป็นการเรียนรู้ของพนักงาน 

ในระยะแรก พนักงานยังวางแผนไม่ค่อยเป็นบ้าง หรือจัดงานออกมาดูธรรมดาๆ บ้าง ทางบริษัทเองแก้ปัญหาได้ง่ายๆ ด้วยการจ้างบริษัทมืออาชีพเข้ามาจัดงาน แต่นั่นจะไม่เป็นประโยชน์กับพนักงานเลย หลังงานจบ โนริโกะให้พนักงานประชุมกันว่า ตนเองทำสิ่งใดได้ดีหรือทำสิ่งใดพลาดไปบ้าง ทำให้พนักงานได้เรียนรู้ยิ่งขึ้น

อิชิซากะ อะคาเดมี

ทำอย่างไรให้พนักงานคิดเป็นและภูมิใจในความสามารถตนเองได้อีก

โนริโกะตัดสินใจตั้งอิชิซากะ อะคาเดมี ขึ้นมา 

ที่นี่ ฝ่ายบุคคลไม่ได้เป็นคนยัดเยียดหลักสูตรอบรมต่างๆ ให้พนักงาน

โนริโกะจะถามพนักงานทุกคนว่า สนใจเรียนเรื่องอะไร แล้วเรียงลำดับตามความสนใจของพนักงาน เช่น การฝึกอบรมทักษะที่เกี่ยวกับงานหรือแม้แต่คลาสสอนชงกาแฟ 

ผู้สอนนั้น ก็เป็นคนในบริษัทเอง แต่ละคลาสมีระยะเวลา 60 นาที

พนักงานที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้สอนนั้น จะตั้งใจศึกษาหาความรู้เพื่อเตรียมสอนยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสดีให้พนักงานกลับมาสัมผัสสิ่งที่ตนเองทำได้ดีอีกครั้ง แม้หลายคนจะเกร็ง เวลาต้องพูดต่อหน้าคนอื่น แต่สุดท้าย พนักงานจะค่อยๆ รู้จุดแข็งตนเอง และเกิดความมั่นใจในตนเองยิ่งขึ้น 

พัฒนาคน ด้วยเสียงชมจากภายนอก

แม้โนริโกะจะพยายามปรับสภาพแวดล้อมในโรงงานให้สร้างมลภาวะน้อยที่สุด แต่ชาวบ้านกลับรู้สึกว่า “ในอาคารโรงงานนั้นต้องมีการทำอะไรไม่ดีแน่เลย” โนริโกะเลยตัดสินใจสร้างทางเดินให้คนในชุมชนมาทัศนศึกษาดูโรงงานได้

เป้าหมายตอนแรก เป็นเพียงการปรับทัศนคติของคนในชุมชนเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าการเปิดให้เด็กๆ ในชุมชนหรือบุคคลทั่วไปมาดูโรงงานนั้น กลับสร้างผลลัพธ์ที่เกินกว่าการประชาสัมพันธ์หรือเป็นเพียงโปรเจกต์ CSR 

พนักงานที่ทำงานในโรงงานนั้น เริ่มรู้สึกว่า “มีคนดูเราอยู่นะ” ทำให้เริ่มตั้งใจทำงานยิ่งขึ้น เมื่อพวกเขาได้รับคำชม เช่น “คุณลุงดูตั้งใจทำงานดีจัง” พนักงานก็ยิ่งภูมิใจ 

โปรเจกต์เยี่ยมชมโรงงานนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พนักงานตระหนักในความสำคัญของงานตนเอง และบริษัทยิ่งขึ้น

“ต่อให้คนในบริษัทชมเป็นร้อยครั้ง พนักงานก็ไม่รู้สึกดีใจเท่ากับคนนอกชมเพียงครั้งเดียว” โนริโกะกล่าวอย่างยิ้มๆ 

ก้าวสู่การเป็นบริษัทที่รักของคนในชุมชน

ในปี 2014 บริษัทอิชิซากะสร้างป่าการเรียนรู้ชื่อ ‘ซันโตเมะ คอนจะคุมุระ’ ขึ้นมา

A tree in a wooded area

Description automatically generated

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้นั้น เริ่มจากจุดเล็กๆ แค่จิตอาสาช่วยกันเก็บขยะบริเวณชุมชน แต่หลังจากเก็บขยะไป 2 – 3 วัน ก็มีคนโยนขยะทิ้งในพื้นที่รกร้างอีก 

โนริโกะกับทีมจึงพยายามหาสาเหตุ พวกเขาพบว่าพอคนเห็นว่าเป็นพื้นที่รกร้าง ดูสกปรก ก็เลยโยนขยะทิ้งโดยไม่รู้สึกผิด 

พื้นที่ในบริเวณนั้น เดิมเป็นพื้นที่ ‘ซาโตะยามะ’ หรือป่าที่อยู่ใกล้บริเวณเกษตรกรรมในอดีต เกษตรกรจะคอยตัดต้นไม้ ถอนหญ้า หรือปลูกต้นไม้ใหม่ 

พอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็จะกวาดใบไม้มารวมกัน เพื่อให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติแก่ต้นไม้ หรือนำปุ๋ยเหล่านี้ไปใช้ในพื้นที่เกษตรของตน

แต่ปัจจุบันคนทำอาชีพเกษตรน้อยลง จึงทำให้พื้นที่บริเวณนี้รกร้าง มีงู และกลายสภาพเป็นป่ารกๆ มืดๆ ได้ 

ในตอนนั้นบริษัทอิชิซากะคุยกับคนในชุมชน ชาวบ้านเองยอมรับว่าพวกตนอายุมากแล้ว ดูแลป่าไม่ไหว ทางบริษัทจึงเริ่มเข้ามาช่วยดูแลแทน

พนักงานช่วยกันตัดไม้ ตัดหญ้า หมักปุ๋ย และเริ่มปลูกผักในบริเวณนี้ 

เมื่อพื้นที่พร้อม ทางบริษัทก็เปิดป่าแห่งนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการฟื้นฟูป่าสำหรับการเกษตร เพื่อให้ความรู้เด็กๆ และชาวบ้านยิ่งขึ้น

A group of people in a park

Description automatically generated
ในสวนแห่งนี้มีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมวิถีชีวิตของเกษตรกรญี่ปุ่นกับการดูแลซาโตยามะ
A house with trees in the background

Description automatically generated
A picture containing table

Description automatically generated
ฟาร์มออร์แกนิกที่ให้เด็กๆ และครอบครัวได้เด็ดผักไปปิ้งบาร์บีคิวเองได้

ฟาร์มออร์แกนิกที่ให้เด็กๆ และครอบครัวได้เด็ดผักไปปิ้งบาร์บีคิวเองได้

รวมถึงมีการเปิดคลาสต่างๆ เช่น คลาสสอนวิธีย่างผักให้อร่อย (สำหรับผู้ใหญ่) หรือคลาสสอนทำสบู่แฮนด์เมด 

จากพื้นที่รกร้าง กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้และพื้นที่ให้คนในชุมชนมาพักผ่อนหย่อนใจ พร้อมทั้งสนุกสนานไปกับธรรมชาติได้ 

ปีๆ หนึ่งมีผู้เยี่ยมชมศูนย์แห่งนี้กว่าหมื่นคนเลยทีเดียว

พนักงานก็ภูมิใจในผลงานตนเอง คนในชุมชนก็มีความสุข 

ความสุขที่สุดของโนริโกะ

ในงานเทศกาลทานาบาตะ คนญี่ปุ่นจะเขียนคำอธิษฐานลงในกระดาษและแขวนไว้ที่กิ่งไผ่ 

วันหนึ่ง พนักงานคนหนึ่งส่งภาพคำอธิษฐานที่เขียนด้วยลายมืออวบอ้วนโย้เย้ให้โนริโกะดู

คำอธิษฐานนั้นเขียนว่า “ขอให้พื้นที่แห่งนี้อยู่กับเราตลอดไป” 

สำหรับบริษัทที่เคยโดนคนในเมืองประณามและฟ้องร้อง นี่ถือว่าเป็นคำพูดที่ทำให้โนริโกะซาบซึ้งมากทีเดียว

เคยมีเด็กมหาวิทยาลัยที่มาที่ป่าศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้บอกกับโนริโกะว่า “หากเรียนจบแล้ว จะขอทำงานที่นี่” 

ลูกของพนักงานบางคนได้มีโอกาสมาทัศนศึกษาที่ป่าแห่งนี้ เด็กๆ เริ่มเห็นภาพว่า พ่อแม่ตนเองทำงานอะไรอยู่ 

ตอนที่โนริโกะเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัทในปี 2002 นั้น บริษัทอิชิซากะมีพนักงานเพียง 65 คน แต่ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานกว่า 170 คน ที่น่าดีใจ คือพนักงานส่วนใหญ่เป็นสามีภรรยากัน หรือเป็นพ่อแม่ลูกกัน 

สำหรับบริษัทที่ในอดีต พนักงานทำงานไปวันๆ นั้น นี่ถือว่าเป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว

อุตสาหกรรมรีไซเคิลขยะเป็นวงการที่หาคนเต็มใจมาทำงานได้ยากมาก แต่บริษัทอิชิซากะแทบไม่มีปัญหานั้นเลย มีแต่คนสนใจ คนอยากสมัคร และอยากร่วมกันทำโลกนี้ให้ดีขึ้น 

โนริโกะเคยตอบคำถามสื่อหนึ่ง 

“สำหรับคุณโนริโกะ สิ่งที่ดีใจที่สุดคืออะไรคะ?” 

“การที่พนักงานรู้สึกได้ว่า การทำงานเป็นเรื่องสนุกค่ะ” 

ภาพ : https://santome-community.com/


Lesson Learned:

1. ให้อิสระในการคิด

สิ่งแรกที่ดิฉันสัมผัสจากการอ่านเรื่องราวของคุณโนริโกะ คือการที่พ่อของเธอไม่เข้าไปก้าวก่ายการบริหาร ให้อำนาจลูกสาวคิดและตัดสินใจเต็มที่ ทั้งๆ ที่บริษัทเผชิญกับวิกฤติ พนักงานลาออกเกือบครึ่งบริษัท แต่พ่อก็ยังให้ลูกจัดการเต็มที่ นั่นแสดงถึงความไว้ใจ ขณะเดียวกันก็คือการฝึกให้ลูกแข็งแกร่งขึ้น 

เช่นเดียวกัน โนริโกะเองก็ฝึกให้ลูกน้องของเธอคิดและลงมือทำเป็น นั่นทำให้พนักงานรู้สึกภูมิใจที่ได้รับคำชม หรือดีใจเวลาแก้ปัญหาบางอย่างได้ด้วยตนเอง 

การให้อิสระในการคิดเอง วางแผนเอง ลงมือทำเอง จะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความรับผิดชอบ และการ

2. ตอบได้ว่า คุณค่าของธุรกิจตนเองคืออะไร สำคัญอย่างไร

หากเป็นคนทั่วไป หากโดนคนในชุมชนต่อว่าประณาม อาจจะรู้สึกท้อใจ แต่ประโยคเหล่านั้นกลับทำให้โนริโกะเห็นความสำคัญของธุรกิจตนเอง “ถ้าบริษัทฉันไม่อยู่ แล้วใครจะจัดการขยะแบบนี้ให้กับสังคมล่ะ” 

โนริโกะทำเวิร์กช็อปและคุยกับพนักงานบ่อย จนทุกคนตกตะกอนได้ว่า บริษัทพวกเขาไม่ใช่แค่บริษัทที่รีไซเคิลขยะ แต่การนำรีไซเคิลนี้ นำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและทำให้โลกนี้อยู่ได้นานขึ้น

หากมองว่า บริษัทตนเองมีหน้าที่แค่รีไซเคิลขยะ พนักงานคงไม่รู้สึกภูมิใจในงานที่ตนเองทำ แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่า บริษัทตนกำลังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร พร้อมส่งมอบโลกดีๆ ให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เมื่อนั้น พนักงานเดิม ก็ตั้งใจทำงานยิ่งขึ้น เด็กจบใหม่ ก็รู้สึกว่าบริษัทนี้มีเสน่ห์ 

3. ความสำคัญของโครงการ CSR

หลายบริษัทมองว่า โครงการ CSR เป็นสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ และทำเพื่อให้จบไป หลายบริษัทไปวัดที่ยอดเงินบริจาค หรือจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทำวนไปแบบนี้ทุกปี

แต่โครงการของบริษัทอิชิซากะไม่ว่าจะเป็นป่าซาโตยามะและการสร้างศูนย์การเรียนรู้ ตลอดจนการเปิดให้คนมาทัศนศึกษาโรงงาน กลับทำให้พนักงานตื่นตัวขึ้น มีโอกาสได้รับคำชมมากขึ้น และภาคภูมิใจในการทำงานยิ่งขึ้น กลายเป็นผลดีที่เกิดขึ้นกับบริษัทอย่างไม่คาดคิด 

ที่สำคัญ โครงการเหล่านี้ ค่อยๆ เปลี่ยนความรู้สึกลบของชาวบ้านให้กลายเป็นเปิดใจ และรู้สึกขอบคุณบริษัทอิชิซากะในที่สุด

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load