The Cloud X Air Asia

เมืองที่เป็นต้นกำเนิดหรือเกี่ยวข้องกับศาสนาต่างๆ ก็น่าจะนับได้ว่าใกล้เคียงกับคำว่าศักดิ์สิทธิ์ คนมุสลิมนั้นมีมักกะฮ์เป็นเมืองที่ควรไปสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต อย่างคนพุทธก็อยากจะไปสักการะที่เมืองอย่างพาราณสีและสังเวชนียสถาน และสำหรับคนญี่ปุ่น เมืองศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาก็คือ อิเสะ เมืองเล็กๆ ในจังหวัดมิเอะอย่างแน่นอน (ถ้านึกกันไม่ออกว่าอยู่ตรงไหน ก็ให้คิดซะว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ระหว่างนาโกยาและโอซาก้านั่นเอง) เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอิเสะ ศาลเจ้าที่ควบตำแหน่งทั้งใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดด้วยอายุกว่า 2,000 ปี ที่ทั้งพระจักรพรรดิและคนญี่ปุ่นต่างต้องมาสักการะกัน ว่ากันว่าในแต่ละปีมีคนญี่ปุ่นมาที่นี่ไม่ต่ำกว่า 8 ล้านคนเลยทีเดียว

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

สาเหตุที่ศาลเจ้านี้มีความสำคัญขนาดนี้ก็เพราะว่าศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อนคริสตกาลหรือตรงกับ พ.ศ. 539 ถือเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุด เพื่อให้เป็นที่สถิตของเทพีแห่งดวงอาทิตย์ หรืออามาเทราสึนั่นเอง (ใช่ครับ เทพีพระอาทิตย์นั้นเป็นผู้หญิงครับ)

จากความเชื่อในทางศาสนาชินโตที่ว่าธรรมชาติรอบตัวนั้นมีเทพเจ้าคอยดูแลอยู่ และเทพเจ้าที่เป็นเทพสูงสุดก็คือเทพีแห่งดวงอาทิตย์นี่แหละ ก็ด้วยความที่เป็นดินแดนที่เห็นพระอาทิตย์ก่อนคนอื่นๆ ธงชาติตัวเองก็เป็นรูปพระอาทิตย์ ชื่อประเทศเองก็มีตัวอักษรคันจิพระอาทิตย์อยู่ในนั้น แม้แต่จักรพรรดิของญี่ปุ่นนั้นก็เชื่อกันว่าสืบสายเลือดมาจากเทพเจ้าอามาเทราสึนี่เอง และจึงทำให้เวลาที่จักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ก็ต้องมาทำพิธีที่นี่ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นก็ตั้งประจำอยู่ที่นี่ 1 ชิ้นเช่นกัน และเป็นหน้าที่ที่พระจักรพรรดิ์ของญี่ปุ่นต้องมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นประจำทุกปีอีกด้วย

แม้จะเรียกว่าเป็นศาลเจ้า แต่ความเป็นจริงแล้วที่นี่เป็นเหมือนป่ากลางเมืองขนาดยักษ์มากกว่า เพราะขนาดพื้นที่รวมทั้งหมดของศาลเจ้านี้นั้นมีขนาดเทียบเท่ากับพื้นที่ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทีเดียวแหละ นอกจากตัวศาลเจ้าหลักแล้วก็ยังมีศาลเจ้าเล็กๆ กระจายกันอยู่ในป่ายักษ์กว่า 125 ศาลด้วย ในสมัยโบราณนั้นมีคนเดินทางมายังศาลเจ้าแห่งนี้เยอะมาก จนเริ่มมีการก่อร่างสร้างร้านค้าและที่พักเพื่อรองรับผู้ที่เดินทางมาแสวงบุญจนกลายมาเป็นเมืองอิเสะขึ้นมาในภายหลัง

หลังจากเราลงเครื่องที่สนามบินโอซาก้า ก็เดินทางมายังเมืองอิเสะ จังหวัดมิเอะ ด้วยตั๋วรถไฟ Kintetsu Pass มุ่งหน้าสู่ศาลเจ้าอิเสะในทันที ตัวศาลเจ้าอิเสะนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนนอก และส่วนใน ทั้งสองส่วนต่างก็ใหญ่โตและห่างกันหลายกิโลเมตรจนมีรถบัสบริการระหว่างศาลเจ้าทั้งสองส่วน ซึ่งถ้าใช้ Kintetsu Pass ก็สามารถขึ้นรถบัสบางสายในเมืองอิเสะได้ฟรีอีกด้วย

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

เราเลือกจะไปที่ศาลเจ้าส่วนในก่อน เพราะที่ด้านหน้าของบริเวณนั้นมีถนน Oharai-machi และ Okage-yokocho ซึ่งเป็นชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นมาเนิ่นนานเพื่อรับคนที่เดินทางมาให้ได้พักกินข้าวและน้ำก่อนจะเดินทางต่อเข้าไปในยังศาลเจ้า เก่าขนาดที่ร้านค้าที่เก่าที่สุดบนถนนเส้นนี้ที่ยังคงเปิดกิจการอยู่มีอายุกว่า 300 ปีเชียวนะ

เมื่อลงจากรถบัสที่หน้าถนนสายนี้เราก็ประทับใจในบรรยากาศบ้านตึกแถวเก่าที่กลายมาเป็นร้านค้าหลากหลาย เรียงกันเป็นแถวเหมือนย้อนยุคกลับไปยังสมัยญี่ปุ่นโบราณเลยทีเดียว มีร้านขนมและอาหารที่วางที่นั่งไว้ด้านนอกเพื่อให้นักเดินทางนั่งพักกินง่ายก่อนออกเดินทางต่อ

ญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นญี่ปุ่นจริงๆ ในเรื่องการผสมผสานของใหม่กับของเก่าให้ออกมาสั่นคลอนเงินในกระเป๋าของเราอยู่เสมอๆ เพราะในถนนโบราณสายนี้ยังคงต้องมีคาเฟ่น่ารักๆ สอดแทรกให้ได้ตื่นเต้นอยู่เสมอ ซึ่งสำหรับที่นี่ก็คือคาเฟ่สนูปี้นั่นเอง ก็ไม่รู้สนูปี้มาเกี่ยวข้องกับเทพพระอาทิตย์ตั้งแต่ตอนไหน แต่ก็ถือเป็นสีสันน่ารักเรียกรอยยิ้มอีกอันหนึ่งของถนนเก่าแก่สายนี้ขึ้นมาทันที

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

หลังจากที่เดินทะลุถนนคนเดินมาก็มาถึงด้าหน้าของศาลเจ้า ด้านหน้าเป็นซุ้มประตูโทริอิขนาดใหญ่ที่ทุกคนที่มาถึงจะโค้งคำนับก่อนจะเดินขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเข้าไปยังด้านใน บริเวณริมแม่น้ำนั้นเห็นมีการประดับธงชาติญี่ปุ่นอยู่ด้วย ซึ่งไม่ค่อยได้พบเห็นในประเทศนี้เท่าไหร่ สมกับเป็นสถานที่บูชาเทพีแห่งพระอาทิตย์จริงๆ

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

พอผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเข้ามาเราก็จะเจอกับบ่อน้ำที่เอาไว้ชำระล้างมือให้สะอาดก่อนจะเข้าไปยังตัวศาลเจ้า พอผ่านจุดนี้ไปเราก็เข้ามายังพื้นที่ของป่าสนแล้ว ได้เห็นป่าสนขนาดยักษ์ที่ทำให้ตื่นตะลึงจริงๆ เพราะมันมีขนาดใหญ่มากๆ ทั้งบริเวณและขนาดลำต้น สมกับเป็นต้นไม้อายุ 2,000 ปี ต้นสนแต่ละต้นนั้นมีขนาดลำต้นใหญ่จนไม่รู้ต้องใช้คนกี่คนมาโอบได้รอบ และความสูงก็สูงลิบซะจนต้องแหงนคอมองถึงจะเห็นยอดได้ ความรู้สึกที่เรามีระหว่างที่เดินผ่านป่าสนเหล่านั้นมันมีบรรยากาศเหมือนการเดินมาหาญาติผู้ใหญ่ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น ผสมกับความขลังเล็กๆ แม้จะไม่ได้มีป้ายห้ามทำอะไร แต่ก็ชวนให้รู้สึกสำรวมขึ้นมาเองเลยโดยอัตโนมัติ

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

แต่เมื่อเราเริ่มเดินไปเห็นตัวศาลเจ้าก็พบว่าตัวอาคารนั้นถูกก่อสร้างด้วยโครงสร้างที่เรียบและง่ายมากๆ ไม่มีการแกะสลัก วาดลวดลาย หรือตกแต่งประดับความหรูหราใดๆ สมแล้วที่เป็นประเทศที่ยึดถือในความเรียบจริงๆ แม้แต่ของบูชาเทพเจ้าสูงสุดยังทำออกมาได้เรียบง่ายขนาดนี้ และที่สำคัญคือ ศาลเจ้าตรงหน้านั้นมันช่างใหม่เอี่ยม สะอาด สดใส แตกต่างกับป่าสนที่ล้อมรอบที่ไม่เห็นเก่าและขลังสมกับอายุ 2,000 ปีเลย

นั่นก็เป็นเพราะว่าศาลเจ้าของอามาเทราซึนั้นมีอายุใช้งานเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น เมื่อครบกำหนด 20 ปีแล้วก็จะทำการรื้อถอนศาลเจ้าออกจากที่เดิมและย้ายไปสร้างศาลเจ้าที่สถานที่แห่งใหม่ โดยใช้ไม้สนจากป่าที่สงวนไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นี่จึงเป็นหนึ่งในศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่ดูใหม่มากนั่นเอง และการย้ายศาลเจ้านั้นก็เพิ่งทำไปเมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา

ถ้าจะเข้าร่วมพิธีอีกครั้งก็ต้องรอไปถึงปี 2033 เลยทีเดียว ผมเคยอ่านว่าเวลาที่เข้าไปสักการะในศาลเจ้าแห่งนี้จะมีป้ายเป็นภาษาญี่ปุ่นบอกไว้ด้วยว่า ห้ามขอพรสำหรับเรื่องส่วนตัว (ที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังไม่รู้เลย) เพราะการขอพรในศาลเจ้าแห่งนี้ควรจะเป็นการขอพรให้กับคนญี่ปุ่นทุกคนที่เป็นเหมือนลูกหลานของเทพีพระอาทิตย์มากกว่า

ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น ศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

และความพีกที่สุดในการมาที่แห่งนี้ก็คือตัวศาลเจ้าด้านในสุดนั้นห้ามถ่ายภาพ… และเป็นการห้ามถ่ายภาพที่จริงจังด้วย เพราะมี รปภ. มายืนเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาเลยทีเดียว เราเลยทำได้แค่เพียงเดินไปไหว้ศาลและจดจำบรรยากาศรายรอบไว้แค่นั้นเอง

แม้จะถ่ายภาพมาให้ทุกคนเห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ แต่แค่ได้เห็นต้นไม้ใหญ่อายุหลักพันปียังมีที่ยืนอยู่ได้แบบนี้ก็นับว่าศาลเจ้าแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์อยู่มากจริงๆ และมันคุ้มค่ามากพอที่จะมาเยือนให้เห็นกับตาสักครั้งหนึ่งในชีวิตแล้วล่ะศาลเจ้าอิเสะ, ญี่ปุ่น

บินตรงกับ Thai AirAsia X ไปลงโอซาก้า แล้วนั่งรถไฟสาย Kintetsu ไปลงที่เมืองอิเสะ ก็เดินทางไปสักการะศาลเจ้าอิเสะ ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของชาวญี่ปุ่นได้แล้ว

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

สุโขทัย นามจังหวัดนี้คนไทยที่ได้ร่ำเรียนวิชาสังคมศึกษาคงจดจำในฐานะราชธานีเก่า ควบคู่กับพระพุทธรูป สถูป เจดีย์สมัยนั้น ที่บัดนี้ได้หักทลายกลายสภาพเป็นวัตถุโบราณในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พลอยให้หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดนี้คงเหลือแต่ร่องรอยวัฒนธรรมในอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแม้ว่าสุโขทัยจะสิ้นสถานะเมืองหลวงมานานกว่า 500 ปี หากวิถีชีวิต จิตวิญญาณหลายด้านของอาณาจักรสุโขทัยกลับได้รับการสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์ศิลปะจากก้อนดินอย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก พระพิมพ์ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวสุโขทัยทำขึ้นเพื่อใช้เอง และส่งขายเป็นรายได้สำคัญของหลาย ๆ ครัวเรือน

ปลายเดือนสิงหาคม 2565 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ชักชวนสื่อท่องเที่ยวไปเปิดโลกของดินเมืองพระร่วง อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Toursim) ซึ่ง อพท. กำลังผลักดันอยู่ในตอนนี้

นี่จึงไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าธรรมดา แต่เป็นทริปเปิดโอกาสให้ชาวเมืองหลวงใหม่อีกหลายชีวิตได้เล่าเรียนวิชาภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการทำงานศิลป์จากดินเหนียว ทั้งยังสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นตามแนวความคิดของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย

ปั้นและเขียนลายสังคโลกร่วมสมัย

ใต้ร่มไม้ใบบังของบ้านสวนอันร่มรื่นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ‘โมทนาเซรามิก’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรักของหนุ่มสุโขทัยกับสาวลำปางเมื่อ พ.ศ. 2542

ทั้ง อู๊ด-เฉลิมเกียรติ บุญคง และ ไก่-อณุรักษ์ บุญคง ต่างก็ไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็เลือกเรียนสาขาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างศิลป์อย่างนิติศาสตร์ แต่เพราะความสนใจในศิลปะมาแต่เดิม บวกกับการได้เล่นปั้นดินน้ำมันกับลูกสาวในวัยเยาว์ สองสามีภรรยาจึงเริ่มลงมือทำงานปั้น ลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เซรามิกกลางสวน

นานกว่า 23 ปีที่โมทนาเซรามิกได้แจ้งเกิดมา บ้านอิฐหลายหลังได้รับการสร้างขึ้นเป็นแหล่งผลิตควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ มอบโอกาสแก่คนนอกให้มาเห็นเครื่องปั้น และลองทำงานปั้นดูกับมือตัวเอง ไล่มาตั้งแต่ศาลาทำดิน ห้องปั้น ห้องเขียนลาย ศาลาเคลือบ เตาเผา ไปจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์และร้านค้า

เมื่อคณะของเราไปถึง พี่อู๊ดและพี่ไก่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านอิฐที่ผนังฝังเครื่องถ้วยชามสังคโลกหลากขนาด ลวดลาย และรูปร่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากหัวศิลป์และการลงแรงของทั้งคู่ 

เรือนอิฐหลังนี้คือพิพิธภัณฑ์โมทนาที่ภายในลายตาไปด้วยเครื่องปั้นสารพัดประเภท ถ้วย โถ โอ ชาม แก้วน้ำ ถาดรอง และอีกหลายชิ้นที่ยากจะเฟ้นหาคำมาเรียก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้องอย่างเป็นหมวดหมู่ ทั้งของโบราณและของเก่าคลุกเคล้ารวมกันอย่างงดงามลงตัว

ทั้งสองคนได้ให้ความรู้กับเราว่า ชื่อ ‘สังคโลก’ มาจากชื่อสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย เดิมเคยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัยและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นชนิดนี้ ภายหลังชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็นสังคโลก และถูกใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาของสุโขทัย ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาคืองานปั้นที่ผ่านการเผาไฟ ตรงกับคำว่า Ceramic ในภาษาอังกฤษ

ได้รู้จักเครื่องปั้นชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว พี่อู๊ดมอบหมายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราแยกกลุ่มเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ลองทำงานเขียนลาย อีกกลุ่มให้ลองทำงานปั้น

ในห้องเขียนลายที่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กถูกจัดวางไว้บนพื้น พร้อมด้วยดินสอ กระดาษ หมึก พู่กันหลากขนาด เหนืออื่นใดคือจานเซรามิกที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำเวิร์กชอป

พร้อมกับเสียงน้ำไหลที่เปิดคลอไว้ให้เกิดสมาธิ พี่ไก่ซึ่งรับหน้าที่ผู้สอนได้ให้คำแนะนำว่า ควรใช้ดินสอร่างลายลงไปในกระดาษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำลวดลายที่ร่างไว้ไปเขียนบนจาน ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันที่เธอตระเตรียมไว้ให้ วาดทับลงไปบนลายเส้นดินสอนั้น

ขั้นตอนการทำเวิร์กชอปเขียนลายนี้ พี่ไก่มักจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนลายตามเครื่องสังคโลก แต่หากอยากเขียนลวดลายตามใจชอบก็ย่อมได้เช่นกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เธอจะให้เจ้าของผลงานเขียนชื่อพร้อมที่อยู่ เพื่อที่เธอจะได้ส่งคืนเจ้าของได้ถูกที่ถูกคนหลังนำไปเคลือบและเผาไฟแล้ว

ตัดมาที่ห้องปั้นของพี่อู๊ด ลูกศิษย์รุ่นใหม่ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการฝึกหัดขึ้นรูปภาชนะอยู่ แก้วน้ำเป็นภาชนะอย่างง่ายที่เขาชอบใช้เป็นแบบให้ลองทำ อาศัยนิ้วมือในการกดดุนทรง และไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ก็จะได้รูปทรงของแก้วออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

เสร็จจากเวิร์กชอปที่กินเวลานานกว่าชั่วโมง คณะทัวร์หลายคนเริ่มผุดเครื่องหมายปรัศนีบนหัว ว่าผลงานฝีมือพวกเราที่ทำเสร็จแล้วจะเดินทางไปไหนต่อ สองผู้ก่อตั้งโมทนาเซรามิกเลยอาสาพาพวกเราตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของงานปั้นทุกชิ้น

เตาเผาโมทนาเซรามิกคือคำตอบของคำถามเมื่อครู่ รวมถึงฉายา ‘สังคโลกร่วมสมัย’ ซึ่งที่นี่นิยามตนเอง เพราะแทนที่จะใช้เตาโบราณอย่างเตาทุเรียง พี่อู๊ดกับพี่ไก่เลือกที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสูงแตะหลัก 1,000 องศาเซลเซียส

เมื่อเราไปถึง ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดเตาพอดิบพอดี พี่อู๊ดจึงนำผลงานที่เผาเสร็จแล้วออกมาอวดแก่สายตาผู้มาเยือนทุกคู่ ก่อนที่เครื่องปั้นทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย

ผู้ใดชื่นชอบงานเซรามิกรวมถึงเครื่องปั้นใด ๆ ของยี่ห้อโมทนา ที่นี่มีร้านค้าสำหรับจัดจำหน่าย หรือหากจะมาทดลองทำเวิร์กชอปทั้งปั้นดิน เขียนลาย ขึ้นรูป หรือเคลือบก็ย่อมได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 750 – 1,000 บาท และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ให้พี่ไก่กับพี่อู๊ดได้มีเวลาในการจัดเตรียมอุปกรณ์

กดลายพระพิมพ์ดินเผา

พระเครื่องซึ่งเป็นวัตถุมงคลในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากพระพิมพ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดเล็กรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการนำวัสดุต่าง ๆ เช่น ดินเหนียวและผงว่านมงคลมากดลงในพิมพ์ 

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยล้วนมีคติการปั้นพระพิมพ์ไว้เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาไว้ทั้งสิ้น คติความเชื่อนี้ตกทอดมาสู่อาณาจักรสุโขทัยที่ได้ประจุพระพิมพ์ดินเหนียวฝังไว้ในสถูปเจดีย์ ด้วยความเชื่อแบบพุทธว่าทุกสรรพสิ่งไม่จีรัง เจดีย์ที่สูงใหญ่ก็อาจพังทลายลงมาได้ในวันหนึ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง พระพิมพ์ที่ซ่อนองค์อยู่ในกรุของซากปรักหักพังเจดีย์เหล่านั้นก็จะทำหน้าที่บอกเล่าพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธเจ้าในพระพิมพ์เหล่านั้นต่อไป

เรื่องราวของพระพิมพ์โบราณผ่านหูผ่านตา กบ-ณรงค์ชัย โตอินทร์ มาแต่เยาว์วัย ด้วยชาติตระกูลเป็นถึงลูกหลานควาญช้างของเจ้าเมืองสุโขทัยร้อยกว่าปีก่อน เขาจึงซึมซับประวัติความเป็นมาของสุโขทัยตลอดทั้งชีวิต ก่อนเลือกเอาดีด้านงานพิมพ์พระเมื่อเติบใหญ่

ท่ามกลางผืนไม้ที่ขึ้นรกเป็นทุ่ง รถของทัวร์สื่อมวลชนบุกป่าฝ่าดงมาถึง ‘บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์’ ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หลานชายหญิงตัวน้อยของ ‘ลุงกบ’ ยิ้มร่าหน้าบานเมื่อพบกับคณะของเรา น้อง ๆ ทั้งสองเชื้อเชิญเราทั้งผองไปฟังบรรยายของผู้เป็นลุงที่เรือนไม้หลังเล็กที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและแผนที่เมืองเก่าของสุโขทัย

ด้านหน้าของพวกเราคือตัวอย่างพระพิมพ์ฝีมือพี่กบแห่งบ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ ซึ่งมีถึง 850 พิมพ์ ทั้งหมดทำโดยนายช่างแห่งดินแดนพระร่วงผู้นี้

หลังจากให้ความรู้ด้านพุทธประวัติ ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ รูปแบบเจดีย์ และพระพิมพ์พอหอมปากหอมคอแล้ว หนุ่มใหญ่ชาวสุโขทัยผู้ยังรักษาสำเนียงเหน่อแบบไทยกลางปนเหนือก็ถือไม้เท้าประคองร่างตนเองไปนั่งหน้าชั้นเรียน โดยมีหลาน ๆ พากันเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อไปนั่งตามเก้าอี้ว่าง

ห้องทำเวิร์กชอปของพี่กบอยู่ใต้หลังคามุงจาก โต๊ะเรียนเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งทอดเรียงเป็นแถว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนจะได้รับพิมพ์อย่างน้อยคนละ 2 ชิ้น 2 ลาย กระปุกแป้ง และก้อนดินที่ใช้พิมพ์ ทั้งหมดจัดเรียงอย่างสวยงาม ประดับดอกลีลาวดี รวมทั้งมีผลไม้ตามฤดูกาล เช่น กล้วย เงาะ ที่พี่กบตั้งรอไว้ให้คนทำกิจกรรมได้เลือกกินได้ตามใจต้องการ

การสาธิตวิธีทำพระพิมพ์ของพี่กบเริ่มตั้งแต่นำดินเหนียวมาตำคลุกกับผงว่านมงคลและส่วนผสมทั้งหลายในครกให้ได้เนื้อดินตามคุณสมบัติ ก่อนนำดินที่ตำเสร็จแล้วไปกดลงกับพิมพ์ที่เตรียมไว้ ลบลายนิ้วมือที่ติดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสำคัญที่เขามักเน้นย้ำให้เจ้าของพระพิมพ์องค์นั้นหลับตาลง ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงพุทธคุณและบุคคลที่พึงได้รับพระพิมพ์องค์นั้น

แม้ในระยะหลังอาการเจ็บป่วยในตัวพี่กบจะไม่ยินยอมให้เขาใช้ร่างกายซีกหนึ่งของตนเองได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เขาก็ยังใช้ร่างกายอีกครึ่งที่เหลือในการตำดินและพิมพ์พระอย่างชำนิชำนาญเหมือนเคย

แกะดินออกจากพิมพ์ พระพิมพ์ที่เพิ่งพิมพ์ลายเสร็จใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ยังต้องนำไปตากแดดให้ดินแห้งแข็ง เท่านี้ก็ได้พระพิมพ์เป็นอันสมบูรณ์

การสาธิตลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนจึงแยกย้ายไปพิมพ์พระบนที่นั่งของตัวเอง ในรอบนี้พี่กบมอบหมายให้แต่ละคนพิมพ์พระองค์ใหญ่ขึ้น และพิมพ์ไปจนกว่าดินเหนียวในสำรับของตนจะหมด

คราวนี้อุปกรณ์ 2 สิ่งที่ทุกคนจะต้องหัดใช้เองคือแป้ง ซึ่งช่วยโรยให้เนื้อดินไม่ยึดกับพิมพ์ ทำให้แกะออกได้ง่ายขึ้น กับมีดคัตเตอร์ซึ่งกรีดลงบนดินตามจุดที่เห็นว่าบิ่น ล้ำ หรือไม่ได้ขอบรูปทรงที่สวยงาม

แล้วระหว่างรอการตากแดดอันนานโข เพื่อไม่ให้ผู้มาทำเวิร์กชอปเบื่อหน่าย พี่กบก็พาเราทุกคนมาเล่นกิจกรรมสนุก ๆ อีกอย่างหนึ่ง อย่างเกมยิงธนู ลูกธนูที่พี่กบกับหลานใช้ยิงเป็นแบบไม่มีหัว และใช้วิธีการยิงแบบล้านนาซึ่งมีการตั้งมือ เหนี่ยวคันธนูไม่เหมือนกับแถบยุโรป

ทั้งลุงและหลานผลัดกันสอนมือใหม่หัดยิงธนูไม่นาน ทุกคนก็เกิดความคุ้นชินและเพลิดเพลินกับการเล็งเป้า หลายคนยิงจนลืมเลยทีเดียวว่ากำลังรอให้พระพิมพ์ของตนแห้งอยู่

พี่กบเล่าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเป็นนิจ หากน้ำเสียงเผยความภูมิใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาเรียนทำพระพิมพ์กับเขา สามารถพิมพ์พระขาย สร้างรายได้กับตัวเองมากมาย คนที่มาฝึกเรียนวิชาพิมพ์พระกับเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่ยังอุดมด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายสัญชาติ ซึ่งช่วยให้พี่กบได้หัดพูดภาษาอังกฤษจนคล่อง และขณะนี้กำลังฝึกภาษาจีนอยู่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่กำลังจะหลั่งไหลมาจากแผ่นดินมังกรในเร็ววัน

เช่นเดียวกับโมทนาเซรามิก บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ของพี่กบเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็เข้าชมและทำพระพิมพ์ฝีมือตนเองได้ แต่ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน พร้อมกับค่าใช้จ่ายอีกคนละ 300 บาทเท่านั้น

ทริปนี้ให้แง่คิดกับเราหลายอย่าง และทำให้เรามองจังหวัดนี้ในมุมแปลกไปจากเดิม

ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนอาจเหลือเพียงแค่อดีต แต่พื้นความรู้ความสามารถของผู้คนยังสืบต่อมาถึงปัจจุบัน และจะเชิดหน้าชูตาให้แดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนี้ต่อไปในอนาคต

ภาพ : อำนาจ เพ็งเอี่ยม

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load