ผมเพิ่งย้ายมาอยู่อีสาน หลายสิ่งจึงยังดูแปลกตาออกไป ไม่นับว่าหมู่บ้านที่ผมโยกย้ายตนเองมาอยู่นั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในภาคอีสาน อย่างเป็นที่รู้กันว่าเมื่อมนุษย์คนหนึ่งเปลี่ยนแปลงสถานที่อยู่อาศัยของเขา สิ่งที่จะติดตามมาคือการได้รับซึ่งประสบการณ์ใหม่ๆ และผมก็ได้รับประสบการณ์ดังว่าจริงๆ

กระนั้นมีสิ่งที่น่าสังเกต 2 ประการจากประสบการณ์เหล่านั้น ประการแรกคือ ผมไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับอีสาน ว่าไปแล้วอีสานเป็นดินแดนแรกนอกเหนือกรุงเทพฯ ที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ยาวนานที่สุด การบวชเรียนอยู่ในจังหวัดชัยภูมิเมื่อหลายสิบปีก่อนทิ้งร่องรอยหลายอย่างไว้ในความทรงจำของผม

นับตั้งแต่ภาษาพูด (ที่ทำให้จนบัดนี้ ผมสามารถฟังการสนทนาของคนอีสานได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ) อาหารการกิน (ชีวิตนักบวชนำพาผมให้คุ้นเคยกับอาหารอีสานจำนวนมาก ทั้งที่ไม่เป็นที่กินกันอย่างแพร่หลายและที่นิยมกินกัน เช่น ตัวด้วงไหมทอด (ไปจนถึงตำหมากหุ่ง) วิถีชีวิต (การใส่บาตรที่บ้านซึ่งมีแต่ข้าวเหนียว ก่อนจะตามด้วยการนำอาหารมาให้ที่วัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ประทับใจมากสำหรับผม)

ทว่าการกลับมาอีสานอีกครั้งของผมกลับมีหลายสิ่งที่ทำให้ผมไม่รู้สึกคุ้นเคย และความรู้สึกไม่คุ้นเคยนั่นเองทำให้ผมทำการสำรวจอีสานในโลกทัศน์ของตนเองอย่างละเอียดลออ

ประการที่สอง การกลับมาอยู่อีสานในครั้งนี้ผมมีเป้าหมายชัดเจนที่จะออกสำรวจเรื่องราวของอาหารอีสานเป็นหลัก ในแง่หนึ่งนั้นมาจากความชื่นชอบส่วนตนที่ผมมีต่อการกิน การปรุง และวัตถุดิบนานามีในอีสาน แต่แล้วการที่พยายามกักกันบริเวณตนเองไว้ที่อาหารอีสานของตนเองกลับไม่สำเร็จ ยิ่งค้นลึกมากลงไปเพียงใด ยิ่งพบว่าอาหารอีสานเกาะกุมข้องเกี่ยวทั้งกับประเพณี ศิลปะท้องถิ่น วรรณกรรมดั้งเดิม ไปจนถึงเรื่องราวหลายเรื่องที่ไม่น่าจะข้องเกี่ยวกับอาหารเลย เช่นความเชื่อและตำนานปรัมปรา

หลายเรื่องที่ผมพบในระหว่างที่ออกตามหาอาหารอีสานจึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจทอดทิ้งได้ และในฐานะของสิ่งที่ไม่อาจทอดทิ้งได้ ผมจึงตั้งใจรวบรวมเรื่องราวทั้งหลายที่ผมได้พบไว้ในที่เดียวคือในที่นี้ ภายใต้หัวข้อธรรมดาว่า-อีสานคลาสสิก

 

เรื่องราวของชายผู้วาดผ้าผะเหวดที่ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์อันห่างไกล

วันที่ผมเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชียที่สิงคโปร์ หรือ Asian Civilisations Museum เมื่อหลายปีก่อนนั้น ผมคาดว่าจะได้เจอกับพระพุทธรูปจากไทยหลากสมัย ลูกปัดสมัยทวารวดี หรือที่ไม่น่าพลาดเลยน่าจะเป็นผ้าทอของไทยที่ขึ้นชื่อ

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์ ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์

มีของทำนองที่ว่าอยู่จริง แต่สิ่งของจากประเทศไทยที่ชวนให้แปลกตาที่สุดกลับเป็นผ้าผืนยาวนับ 30 เมตรที่แสดงเรื่องราวของพระเวสสันดร ซึ่งเดินทางมาจากบ้านท่าโพศรี ตำบลเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ผ้าผืนยาวผืนนั้นบอกที่มาที่ไปว่าถูกสร้างขึ้นด้วยจิตศรัทธาในปีกุน พ.ศ. 2502 หรือ ค.ศ. 1959 โดย 5 ครอบครัวด้วยกัน คือครอบครัวของนายอ่อนสี พรมมะกอง ครอบครัวของนายสอน โคตตัสสา ครอบครัวของนายพรมมา ค้ำคูน ครอบครัวของนายเป สมพร และครอบครัวของนายสาน พิมพา โดยมีผู้เขียนคือ นายโสภา ปางชาติ

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์

สำหรับครอบครัวทั้งห้าผู้มีจิตศรัทธานั้น เราไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับพวกเขา (แต่เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นอุบาสก อุบาสิกาในหมู่บ้านท่าโพศรีนั่นเองตามประเพณีการทำบุญผ้าผะเหวด) ทว่าสำหรับ นายโสภา ปางชาติ ผู้เป็นช่างวาดนั้น เขาได้ลงที่อยู่ไว้อย่างชัดเจนว่า พำนักอาศัยอยู่ที่บ้านยางน้อย ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี และรับเขียนภาพทุกเรื่อง ฉาก โบสถ์ วิหาร ศิลาเลข เชิญติดต่อ

ปริศนา 2 ข้อที่เกิดขึ้นในขณะที่ผมยืนจ้องผ้าผะเหวดผืนนี้ ข้อแรกคือ ผ้าผืนนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร สถานที่ที่เหมาะสมกับผ้าผืนนี้น่าจะเป็นศาสนสถานในวัดท่าโพศรี ไม่ว่าจะเป็นสิมหรืออุโบสถ หรือศาลาการเปรียญ วิหาร หรือแม้แต่หอฉัน

การเดินทางของผ้าผะเหวดผืนนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือภาพในผ้าผะเหวดผืนนี้มีความงามอย่างน่าประหลาด (และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลหลักเหตุผลหนึ่งที่มันมาอยู่ที่นี่) ทั้งรายละเอียดของตัวละครในเวสสันดรชาดก ไม่ว่าจะเป็นพระเวสสันดร พระนางมัทรี ชูชก กัณหา ชาลี ทั้งรายละเอียดของฉากอย่างป่าหิมพานต์ ดังนั้น ปริศนาข้อที่ 2 ก็คือ ใครคือ โสภา ปางชาติ ช่างเขียนมากฝีมือผู้นี้

ปริศนาข้อแรกถูกเฉลยในคู่มือการชมผ้าผะเหวดผืนนี้ ในปี 2539 หรือ ค.ศ. 1996 ทางพิพิธภัณฑ์ได้ผ้าผืนนี้มาจาก เพอร์ซีย์ วัทสาลู (Percy Vatsaloo) นักจัดหางานศิลปะที่กว้างขวางผู้หนึ่งในสิงคโปร์ เพอร์ซีย์นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัตถุทางศิลปะของอีสาน เขาจัดหาสิ่งของต้องประสงค์ให้กับนักสะสมศิลปะในสิงคโปร์อยู่เสมอ (แม้ในตอนนี้เขายังมีแกลเลอรี่ส่วนตนในสิงคโปร์ที่มีชื่อว่า Isan Gallery)

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์, จิตรกรรม ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์, จิตรกรรม

ส่วนสาเหตุที่เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัตถุอีสานนั้นน่าสนใจมาก ในช่วงทศวรรษที่ 80 อันเป็นยุคที่ประเทศสิงคโปร์มีงานก่อสร้างสาธารณูโภคพื้นฐานเป็นจำนวนมาก แรงงานชาวไทยโดยเฉพาะจากภาคอีสานต่างหลั่งไหลไปทำงานที่นั่น เพอร์ซีย์ซึ่งมีอาชีพเป็นหัวหน้าคุมงานก่อสร้างได้ผูกมิตรกับคนงานชาวอีสานจำนวนมาก

เขาเริ่มต้นเรียนภาษาอีสานและถือโอกาสติดตามแรงงานผู้เป็นทั้งลูกน้องและเพื่อนของเขาเหล่านั้นกลับไปยังบ้านเกิดทุกครั้งที่มีโอกาส และทุกครั้งที่เขาไปที่นั่นเขาจะขนหยูกยาและเสื้อผ้ามือสองที่ขอรับบริจาคจากคนสิงคโปร์กลับไปแจกจ่ายด้วย นอกจากนี้เขายังออกเงินส่วนตัวสร้างและซ่อมโรงเรียนและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จนในที่สุดเพอร์ซีย์ก็มีบ้านหลังที่ 2 ที่อีสาน

อีกทั้งเขายังจัดตั้งโครงการส่งเสริมการทอผ้าของชาวบ้าน โดยร่วมออกแบบลายผ้าและนำผ้าที่ได้ออกจำหน่ายผ่านทางแกลเลอรี่และเพื่อนของเขา เพื่อช่วยเหลือด้านความเป็นอยู่ของชาวบ้านในหมู่บ้าน จนโครงการสร้างงานผ่านการทอผ้าของเพอร์ซีย์ได้รับการกล่าวถึงในนิตยสาร Forbes ในปี 2011 ว่ามันช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นอย่างยิ่ง (ชื่อหมู่บ้านว่า หมู่บ้าน Borang แต่ไม่มีการเอ่ยถึงที่ตั้งของหมู่บ้านนี้)

ความผูกพันระหว่างเพอร์ซีย์กับชาวบ้านน่าจะทำให้เขาได้พบกับความงามของผ้าผะเหวด และผ้าผะเหวดของวัดโพศรีที่เขานำมอบให้พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชียที่สิงคโปร์ก็มีความงามอย่างยิ่ง

งานบุญผะเหวดเป็นหนึ่งในงานบุญสำคัญของอีสาน เป็นหนึ่งในจารีตสิบสอง ครรลองสิบสี่ หรือฮีตสิบสอง คองสิบสี่ อันเป็นคติธรรมสำคัญของอีสาน งานบุญผะเหวดจะมีการสวดเล่าเรื่องราวของผะเหวดหรือพระเวสสันดรเป็นเวลาต่อเนื่องกัน ในช่วงประเพณีนี้ชาวบ้านจะจัดทำผ้าผะเหวด โดยมีส่วนร่วมทั้งการหาผ้า เย็บผ้า ติดต่อช่างเขียนภาพประวัติของผะเหวด

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์, จิตรกรรม

และเมื่อผ้าผะเหวดสำเร็จลงจะมีพิธีแห่ผ้าผะเหวดไปถวายให้วัด ชาวบ้านจะตั้งขบวนแห่ที่มีระยะทางยาวเพื่อสมมติให้ใกล้เคียงกับขบวนเดินกลับเข้าเมืองกบิลพัสดุ์ของผะเหวดหรือพระเวสสันดร หลังจากที่ต้องออกไปอยู่ในป่าเป็นระยะเวลานานเพราะขัดใจพระบิดา ขบวนแห่จะเดินผ่านท้องนา ป่า ทุกที่ที่ผ่านจะมีผู้เข้าร่วมมากขึ้น ในระหว่างการแห่อาจมีการละเล่นต่างๆ อาทิ การตั้งตัวละครชูชกให้ทำหน้าที่ลากเด็กน้อยไปในขบวน ไม่ต่างจากที่ชูชกดึงฉุดกัณหาและชาลีในเวสสันดรชาดก

ช่วงเวลานั้นเองผ้าผะเหวดจะทำหน้าที่เป็นดังฉากกั้นที่แบ่งพื้นที่ความศักดิ์สิทธิ์ของขบวนแห่กับพื้นที่ปกติ ความยาวของผ้าจะบ่งบอกถึงความยาวของขบวนแห่และศรัทธาของผู้เข้าร่วม ผ้าผะเหวดซึ่งเก็บไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ที่สิงคโปร์มีความยาวถึง 31 เมตร แสดงให้เห็นถึงผู้เข้าร่วมสร้างบุญกุศลจำนวนมาก และนั่นทำให้อาจต้องใช้ช่างเขียนที่มีฝีมือเพื่อให้งานถวายผ้าผะเหวดครั้งนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยช่างเขียนที่ถูกเลือกในครั้งนี้ก็คือ โสภา ปางชาติ

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์

ประวัติของ โสภา ปางชาติ ที่ถูกบันทึกในหนังสือคู่มือการชมผ้าผะเหวดชิ้นนี้คือ เขาเกิดใน พ.ศ. 2442 และเสียชีวิตใน พ.ศ. 2509 สิริอายุได้ 67 ปี ดังนั้น ผ้าผะเหวดผืนนี้จึงถูกเขียนขึ้นในบั้นปลายของชีวิตเขาแล้ว ผ้าผะเหวดผืนนี้เขียนใน พ.ศ. 2502 และเสร็จในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2503 ในวันที่ โสภา ปางชาติ อยู่ในวัย 61 ปีแล้ว

โสภา ปางชาติ เกิดที่บ้านทุ่งใต้ในจังหวัดอุบลราชธานี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 10 ขวบ ก่อนจะลาสิกขาในวัย 17 ปี โสภาไม่เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เราไม่รู้ว่าเขาบรรพชาและพำนักอยู่ที่วัดใด ลูกสาวของโสภาที่เป็นผู้ให้ประวัติของบิดาอ้างว่า โสภาเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเรียนการเขียนรูปจากช่างเขียนคนหนึ่งที่เดินทางมาจากร้อยเอ็ด หลังจากลาสิกขา โสภาเริ่มทำงานด้านช่างเขียนอย่างจริงจัง เขารับงานเขียนภาพในผนังสิมหรืออุโบสถ เขียนภาพประกอบคอสองในศาลาการเปรียญ ผลงานของโสภาที่ยังหาชมได้คือภาพที่ฝาผนังสิมบ้านหนองเหล่า ที่อำเภอเขื่องใน

ช่วงชีวิตต่อมา โสภา ปางชาติ แต่งงานกับ บัวหล้า หญิงสาวจากหมู่บ้านยางน้อยที่เขื่องใน ทำให้โสภาต้องโยกย้ายตนเองจากบ้านทุ่งใต้อันเป็นถิ่นกำเนิดมาสู่บ้านยางน้อย โสภา ปางชาติ มีลูกทั้งหมด 8 คน ลูกสาวของโสภาเล่าว่า หากไม่ได้รับงานเขียนภาพประกอบสิมหรือศาสนสถาน โสภาจะรับงานจารใบลานทั้งตัวอักษรลาวและตัวอักษรไทย (อันแสดงให้เห็นว่าเขามีชำนาญทั้งสองภาษา ดังปรากฏในผ้าผะเหวดผืนนี้ด้วย)

นอกจากนี้ เขายังรับงานออกแบบนกหัสดีลิงค์อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานปลงศพของพระผู้ใหญ่ งานสร้างนกหัสดีลิงค์นี้ทำให้โสภาต้องออกเดินทางไปทั่วจังหวัดอุบลราชธานี อีกทั้งเขายังรับงานดูหมอและเป็นหมอยาอีกด้วย

ในด้านหนึ่งชีวิตของโสภาคล้ายดังชีวิตของศิลปินในยุคเรเนซองส์ที่ทำทุกอย่างซึ่งถือว่าเป็นงานศิลปะ เขาสร้างสรรค์งานของตนเองอย่างเงียบๆ ในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญ และทำสิ่งที่คนหมู่ใหญ่ได้เห็นและชื่นชมแม้ว่าจะไม่มีใครรู้จักพวกเขาเลยก็ตามที แต่ทุกอย่างย่อมไม่อาจกำหนดกฎเกณฑ์ได้ ภาพวาดผืนยาวกว่า 30 เมตรที่ถูกแห่ออกไปสู่วัดโพศรีในวันนั้น ได้เดินทางไกลพ้นจากวัดและมันคงถูกอวดแสดงฝีมือของ โสภา ปางชาติ ที่พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ไปอีกเนิ่นนาน

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

อีสานคลาสสิก

สำรวจอาหารอีสานผ่านวัฒนธรรม ประเพณี และศิลปะท้องถิ่น กับ อนุสรณ์ อนุสรณ์ ติปยานนท์

“พี่นิลไม่คิดจะสะสมอะไรเลยหรือครับ”

“ไม่ มันไร้สาระนะ จะมีอะไร จะสะสมอะไร มันก็ไม่ดับทุกข์เราได้หรอก”

พี่นิล หรือฤษีนิล หรือนิลพัท ตอบคำถามผมแบบชกปลายคาง สมแล้วที่ใครแถวนี้เรียกพี่นิลว่า ฤษี เกือบ 20 ปีแล้วที่ชายหนุ่มวัยกลางคนเดินทางกลับจากการทำงานในเมืองหลวง ไม่มีรถกระบะติดมือมา ไม่มีเงินก้อนติดมือมา มีแต่ความแน่วแน่และความมั่นใจว่าวิถีชีวิตรับจ้างหารายได้ไปวันๆ แบบนั้นไม่เหมาะกับตนเองแน่ ข่าวการแบ่งปันที่ดินของครอบครัวทำให้ฤษีนิลคิดว่าน่าจะพอได้ที่ทางมาทำการเกษตรในแบบที่ตนเองคิดบ้าง แต่เมื่อกลับมาเผชิญความจริงถึงพบว่าที่ดินที่ตนเองได้รับมานั้นกันดารจนอย่าว่าแต่จะปลูกข้าวเลย ปลูกผักหญ้าอย่างอื่นก็ดูจะล้มเหลวเสียแล้ว

“แต่บางคนเขาก็สะสมไว้ให้คนรุ่นหลังนะพี่ เช่นหนังสือเอาไปทำห้องสมุด ของเก่าเอาไปทำพิพิธภัณฑ์ อะไรทำนองนั้น” ผมยังไม่หยุดแย้งพี่นิล

“อันนั้นก็เป็นเจตนาดี แต่มันก็ทำให้เราทุกข์อยู่ดี เกิดทำไม่สำเร็จ เราก็สะสมไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเสียที มันก็ต้องรู้จักการประมาณตน แบบไหนที่พอสำหรับเรา เราจัดการได้ ดูแลได้ ชีวิตแบบนั้นล่ะไม่มีทุกข์ หรือถึงมี ก็มีน้อยเต็มที”

ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เพิ่งหยิบอ่านไม่นานมานี้ ผู้เขียนเป็นชาวญี่ปุ่นนาม ฟุมิโอะ ซาซากิ (Fumio Sasaki) ที่พึงใจในลัทธิ Minimalism (หรือลัทธิน้อยนิยม ตามคำแปลของ มุกหอม วงษ์เทศ ซึ่งตรงตัว) อันเป็นลัทธิที่ถือว่าการมีสิ่งของเท่าที่จำเป็นจะทำให้ชีวิตมนุษย์มีเสรีภาพมากขึ้น มีอิสรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะจากการลุ่มหลงในการบริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตา ชาว Minimalist มักมีห้องที่โล่งกว้าง มีข้าวของน้อยชิ้น ใช้ชีวิตอย่างเป็นระบบ พวกเขาพึงใจกับอากาศบริสุทธิ์ ที่ว่างที่สว่างไสว สิ่งของที่ใช้อย่างมั่นใจ

ฟุมิโอะ ซาซากิ เขียนหนังสือที่ชื่อว่า Goodbye, Things หรือ ‘อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป’ ซึ่งขายดีมากในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของสิ่งใหม่ออกสู่ท้องตลาดแทบทุกวัน เหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2011 ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ลัทธิ Minimalism เติบโต การต้องเริ่มต้นสร้างชีวิตขึ้นใหม่จากซากปรักหักพังทำให้หลายคนพบว่าแค่สิ่งของที่จำเป็นเพียงไม่กี่ชิ้น มนุษย์เราก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แล้ว

แน่นอนว่าหนังสือของ ฟุมิโอะ ซาซากิ ไม่เคยเดินทางมาถึงบ้านกลางนาเดื่อที่โพนนาแก้ว ไม่เคยผ่านตาพี่นิล หรือฤษีนิล ลัทธิเซนที่ฟุมิโอะ ซาซากิ ยึดถือเป็นพื้นฐานแห่งการเป็นมนุษย์นิยมความมักน้อย ไม่เคยถูกถ่ายทอดให้พี่นิล ทุกอย่างที่พี่นิลนำมาปฏิบัติมาจากการเรียนรู้สมัยเป็นเณรที่เรียกว่านักธรรมเท่านั้นเอง

ฟุมิโอะ ซาซากิ มีเสื้ออยู่ 4 ตัว แต่พี่นิลมีเสื้อราว 9 ตัว 8 ตัวอยู่บนราวแขวนที่ทำจากไม้สัก 4 ตัวนั้นเป็นเสื้อแบบที่เราเรียกกันว่าเสื้อช็อป เป็นเสื้อที่ช่าง นักเรียนช่าง หรือคนที่ทำงานด้านช่าง ใส่กัน (อกเสื้อมีกระเป๋า 2 ข้าง ชายเสื้อมีกระเป๋าอีก 2 เหมาะมากกับการทำงานที่ต้องพกพาเครื่องมือ หย่อนเครื่องมือไปตามกระเป๋าต่างๆ อย่างไรก็เพียงพอแน่) ส่วนอีก 4 ตัวนั้นเป็นเสื้อที่ใส่สำหรับกิจกรรมอื่น 3 ตัวคงใช้ใส่ไปทำจับจ่ายสิ่งของหรือทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้าน (ซึ่งพี่นิลออกไปน้อยเต็มที) อีกตัวนั้นเป็นเสื้อลายดอกซึ่งผมเดาว่าคงใช้ใส่ในช่วงสงกรานต์ และผมเดาถูก

“หลานสาวเขาซื้อมาให้ เขาบอกว่าใส่วันรดน้ำขอพรช่วงสงกรานต์ มันจะได้เข้ากับคนอื่นหน่อย แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ไปร่วมงานกับเขาหรอกนะ เสียเวลาทำงาน เอาเวลาไปปลูกต้นไม้ดีกว่า”

ผมจับเสื้อของพี่นิลแต่ละตัวที่อยู่บนราวแขวน เว้นแต่เสื้อลายดอกตัวนั้น ทุกตัวแสดงให้เห็นถึงการใช้งานอย่างหนักหน่วง แต่กระนั้นมันก็คงความสะอาดอ้านในแบบที่เราใช้คำว่า ‘สะอาดจนคุณรู้สึกได้’ ตรงส่วนที่เคยเป็นป้ายชื่อของผู้เป็นเจ้าของเดิม พี่นิลเอาป้ายออกและเย็บด้ายสีน้ำเงินทับร่องรอยเหล่านั้น เป็นสไตล์ใหม่ที่ชวนให้แปลกตา แต่กระบวนการดูแลเสื้อทั้งหลายยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ที่ราวแขวนเราจะพบกับการบากร่องเล็กๆ บนราวเพื่อให้ขอเกี่ยวของไม้แขวนเสื้อลงร่องพอดีและไม่เลื่อนไปมา แน่นอนระยะห่างระหว่างร่องสม่ำเสมอและทำให้เสื้อแต่ละตัวเหมือนการเข้าแถวของทหารที่ยื่นมือแตะบ่าคนข้างหน้าเป็นระยะที่พอดี

“คนเราไม่จำเป็นต้องมีข้าวของในชีวิตมากนักหรอก มีน้อยชิ้นแต่ดูแลเขาอย่างดี ใช้สอยเขาอย่างเคารพ อย่างระมัดระวังก็เพียงพอแล้ว”

“พี่นิลบากร่องไม้ให้เป็นระยะนี่จะได้แขวนเป็นระเบียบใช่ไหม”

“ไม่ใช่” ครานี้คำตอบพี่นิลพลิกความคาดหมายของผม

“ถ้าเราไม่บากร่องไว้ เวลาลมพัด เสื้อมันจะไปกองที่ด้านใดด้านหนึ่ง และถ้าไม่ดูแลตรงที่เสื้อกองทับกันนี่ โอกาสที่แมลงมันจะมาทำรังหรือคาบเศษไม้อะไรมาจะสูง ไม่ช้า เสื้อก็จะเสียหายหมด”

ปรัชญาว่าด้วยน้อยแต่มากหรือน้อยนิยมหรือ Minimalist ตามรูปแบบของพี่นิลนำมาประจักษ์ให้ผมเห็นอีกครั้ง

“ทำไมพี่นิลถึงคิดว่าการเรียนนักธรรมมันส่งผลต่อชีวิตพี่มากขนาดนี้”

“เราไม่เคยเรียนอะไรสูงเลย” พี่นิลตอบ “เรียนจริงจังก็นักธรรมนี่แหละ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก สำหรับผมแล้วเหมือนจบปริญญาชั้นสูงสุดเลย ใช้ชีวิตในเมืองหลวงจะมีปัญหาขนาดไหน คนอื่นเงินไม่พอใช้ ทะเลาะเบาะแว้ง เป็นหนี้เป็นสิน เราไม่เคยเป็น ดูมันไป ตามกิเลสที่ว่าจะโลภ จะโกรธ จะหลง จะอยาก ก็พยายามเข้าใจมัน ตอนเรากลับมาคนอื่นเขาก็คิดว่าเราคงอยู่ไม่ได้แล้ว ที่ดินมันมีแต่หินแข็งๆ จะปลูกอะไรได้

“ยิ่งคนมาจากเมืองหลวงเจออะไรแบบนี้เข้าไปก็คงกลับ แต่เราตัดสินใจแล้วว่าไม่กลับ ไม่มีอะไรถาวร ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราก็เริ่มทำกระต๊อบ ทำครัว และถากดินไปเรื่อยๆ เจอก้อนหินเราก็ขนมาทำรั้ว ทำแนวกันไฟ เริ่มปลูกต้นไม้ ปลูกมันทุกอย่าง อะไรที่เขาว่าปลูกไม่ได้เราก็ลองว่ามันจริงไหม สุดท้ายมันก็ปลูกได้ทุกอย่าง แต่ว่ามันจะออกดอกออกผลไหมก็ขึ้นอยู่กับอากาศด้วย นั่นต้นแอปเปิ้ล หลานๆ เอามากิน เราขอเม็ดมาปลูก ขึ้นเป็นเถาเลย แต่ไม่ออกลูกหรอกนะ” พี่นิลหัวเราะ

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ เจ้าของร้านกาแฟดริปที่ดงมะไฟผู้ที่เป็นเหมือนมัคคุเทศก์นำทางผมมาพบพี่นิลยืนยันในสิ่งนี้ เขาเล่าว่า สมัยที่เขาทำงานพัฒนากับชุมชน ผักหวานเป็นต้นไม้ที่ปลูกยากปลูกเย็นในแถบนี้ มีคนบอกว่าให้ไปหาฤษีนิลสิ แกปลูกผักหวานได้งาม เขาก็ไม่เชื่อ ขอดูด้วยตาตนเอง “เดินตัดไร่ตัดนาเขามา หลงแล้วหลงอีก ถามทางเขามาเรื่อยๆ พอมาถึง ผักแกงามจริง และแกเป็นฤษีจริงๆ ตามที่ชาวบ้านเขาตั้งให้”

คำว่าฤษีในดินแดนแถบนี้ไม่ได้มีความหมายเชิงศาสนธรรมอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงคนที่ปลีกตนเองออกจากชุมชนด้วย มีชีวิตที่โดดเดี่ยว ยิ่งพี่นิลไม่มีครอบครัวด้วยแล้ว ภาพของชายใส่เสื้อช็อปทำงานในไร่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นยิ่งตอกย้ำสมญานามที่ว่านี้

“แล้วพี่นิลกินอะไรนี่ในแต่ละวัน” ผมเหลียวมองไปรอบๆ ผักสารพัดผัก ผลไม้จำนวนมาก น่าจะประกอบอาหารได้หลากหลายแบบ เอาเฉพาะผลไม้ที่ให้ความเปรี้ยว พี่นิลมีมะนาวหลายสายพันธุ์ เสาวรส มะตูม ถ้าเราถือว่าของปรุงรสชั้นดีคือความเปรี้ยว ที่นี่คือครัวที่พร้อมสำหรับการทดลองด้านอาหารอย่างยิ่ง

“ปลากระป๋อง” ยิปซีบอก “พี่นิลกินแต่ปลากระป๋อง ไม่รู้ชอบอะไรนักหนา มาทีไรก็กินแต่ปลากระป๋อง”

คำตอบของยิปซีทำให้พี่นิลหัวเราะออกมา “มันง่ายนะ เรากินพอให้มีแรง ดัดแปลงไป เก็บก็ง่าย หลายยี่ห้อด้วย”

พี่นิลก่อกองไฟด้วยลำไผ่ “กินน้ำมะตูมกันก่อน” ในขณะที่ผมหยิบปลากระป๋องที่วางเรียงกันอยู่บนชั้นในครัว ทุกอย่างในเรือน 2 หลังของพี่นิลคือเรือนนอนและเรือนครัวเป็นระเบียบอย่างยิ่ง ไม่มีฝุ่นผง ไม่มีหยากไย่ จานชามถูกคว่ำอย่างเป็นระเบียบ พี่นิลล้างจานด้วยใยมะพร้าว แม้จะใช้นำยาล้างจานแต่ไม่ได้ล้างแบบขอไปที ผมดูพี่นิลล้างแก้วที่จะใช้ใส่น้ำมะตูมให้เรารอบแล้วรอบเล่า ถ้าวัตรปฏิบัติของฤษีคือการเคลื่อนที่อย่างจดจ่อในทุกสิ่งที่ตนเองกระทำ พี่นิลก็แสดงมันออกมาด้วยความสุขแทบในทุกการกระทำนั้นๆ จานชามที่ถูกล้างแล้วจะถูกซ้อนเข้าไปข้างล่างสุดเพื่อที่ใบข้างบนจะถูกหยิบมาใช้ “คนบางคนล้างจานเสร็จก็วางคว่ำข้างบนเลย ไปๆ มาๆ จานใบข้างล่างไม่เคยถูกใช้เลย มดเข้าไปทำรังเสียหายไปอีก”

น้ำเดือดแล้ว พี่นิลรินน้ำมะตูมจากกาให้พวกเรา ผมหยิบปลากระป๋องขึ้นอีกครั้งก่อนถามว่า “เมนูโปรดของพี่นิลกับปลากระป๋องมีไหมครับ แบ่งปันให้ผมหน่อย”

พี่นิลหัวเราะ “ไม่ได้โปรดหรอก แต่มันทำง่าย อย่าไปทำกินเองเลย มันไม่อร่อยหรอก” อย่างไรก็ตามการปฏิเสธครั้งนี้ของพี่นิลไม่ได้ผล เมื่อเห็นท่าทีคะยั้นคะยอของผม “ตั้งไฟให้เดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พอน้ำเดือด เอาปลากระป๋องใส่ ดอกแค และบวบหอม ฝานเปลือกสักหน่อย พอได้ที่เราก็ยกลง น้ำแกงเราก็กินได้ เนื้อก็ยุ่ยดี เหมาะกับคนฟันไม่แข็งแรงแล้วอย่างผม”

ผมนึกภาพตามกระบวนการที่พี่นิลว่า ถ้าเพิ่มน้ำพริกแกงส้ม มันก็คือแกงส้มนั่นเอง เพียงแต่เราไม่ใส่ข่าหรือตะไคร้ มันเหมือนอาหารข้ามสายพันธ์ุระหว่างต้มยำกับแกง แต่ถ้าคิดว่าเครื่องแกงส้มก็มาจากข่า ตะไคร้ พี่นิลก็เพียงแต่ถอดโครงสร้างมันออกมาและอาศัยน้ำขลุกขลิกในปลากระป๋องเป็นตัวสร้างรสชาติกับสมุนไพรเหล่านั้น

“นั่นคือตอนมีเวลานะ บางทีถ้ากำลังปลูกต้นไม้ติดพัน ผมก็แค่เทปลากระป๋อง บีบมะนาว เอาข้าวเหนียวจิ้ม ก็จบแล้ว 1 มื้อ”

“พี่นิลไม่นึกอยากอะไรเลยหรือ คิดจะมีครอบครัวอีกไหม” พี่นิลส่ายหน้า “ผ่านมาแล้ว รู้หมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ลองใหม่ก็เหมือนเดิม ก็ไม่ต้องไปทำมันซ้ำ หาอย่างอื่นที่มีประโยชน์ทำดีกว่า อะไรที่ตัดได้ก็ตัดไป”

สมัยหนุ่มพี่นิลเคยพบรักที่กรุงเทพฯ ภรรยาลามาคลอดที่บ้านเกิดของเขาที่อุดร กว่าพี่นิลจะลางานตามมาได้ ลูกก็โตแล้ว และเรื่องราวก็จบตรงนั้น สาวเจ้าพบรักอีกครั้งกับหนุ่มในหมู่บ้านและขอลูกไว้เลี้ยงเอง พี่นิลเป็นฝ่ายจากไปกลับเมืองกรุง สิ่งเดียวที่พี่นิลเก็บไว้น่าจะเป็นรูปภาพของลูกชายที่ยังตั้งอยู่ให้เห็นในเรือนนอน

“มนุษย์เราควรแสวงหาอิสรภาพให้มาก มีอะไรอีกหลายอย่างให้ได้เรียนรู้ ให้ได้ทำ การไปเสียเวลากับการสะสมอะไรมากเกินไป มันไร้สาระ มีนั่นก็อยากมีนี่ วุ่นวายไปไม่จบ ผมมาอยู่ที่นี่ 20 ปี สิ่งเดียวที่มีมากขึ้นน่าจะมีแต่ต้นไม้นี่แหละ”

ที่จริงแล้วต้นไม้ของพี่นิลน่าจะเติบโตและมีปริมาณมากกว่านี้หากจะไม่ถูกไฟจากการเผาหญ้าของชาวบ้านเล่นงานเมื่อหลายปีก่อน ยิปซีเล่าว่า ตอนไฟโหมแรงๆ พี่นิลทิ้งที่ตัวเองไปช่วยเพื่อนบ้านที่กำลังโดนไฟเล่นงาน พอกลับมาที่สวนตนเอง ต้นไม้หลายต้นก็มอดไหม้ไปแล้ว “ผมถามพี่นิลว่าทำอย่างไรละพี่ ไฟไหม้หมดแล้ว พี่นิลตอบสั้นๆ ปลูกใหม่

“พี่นิลใช้ทุกอย่างในชีวิตจากหลักสูตรนักธรรมเอกจริงๆ หรือ”ผมถามคำถามนั้นในขณะที่พี่นิลเดินมาส่งพวกเราที่รถ เครื่องมือทำถนนแบบเก่าที่เรียกว่าตีนช้างอันเป็นท่อนไม้และไม้จับวางอยู่บนถนนสายนั้น

“ใช่ มีทุกอย่างในนั้นแหละ มันคำสอนพระพุทธเจ้านะในนั้น มันมีทุกอย่างในนั้นแล้ว”

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load