ผมเพิ่งย้ายมาอยู่อีสาน หลายสิ่งจึงยังดูแปลกตาออกไป ไม่นับว่าหมู่บ้านที่ผมโยกย้ายตนเองมาอยู่นั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในภาคอีสาน อย่างเป็นที่รู้กันว่าเมื่อมนุษย์คนหนึ่งเปลี่ยนแปลงสถานที่อยู่อาศัยของเขา สิ่งที่จะติดตามมาคือการได้รับซึ่งประสบการณ์ใหม่ๆ และผมก็ได้รับประสบการณ์ดังว่าจริงๆ

กระนั้นมีสิ่งที่น่าสังเกต 2 ประการจากประสบการณ์เหล่านั้น ประการแรกคือ ผมไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับอีสาน ว่าไปแล้วอีสานเป็นดินแดนแรกนอกเหนือกรุงเทพฯ ที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ยาวนานที่สุด การบวชเรียนอยู่ในจังหวัดชัยภูมิเมื่อหลายสิบปีก่อนทิ้งร่องรอยหลายอย่างไว้ในความทรงจำของผม

นับตั้งแต่ภาษาพูด (ที่ทำให้จนบัดนี้ ผมสามารถฟังการสนทนาของคนอีสานได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ) อาหารการกิน (ชีวิตนักบวชนำพาผมให้คุ้นเคยกับอาหารอีสานจำนวนมาก ทั้งที่ไม่เป็นที่กินกันอย่างแพร่หลายและที่นิยมกินกัน เช่น ตัวด้วงไหมทอด (ไปจนถึงตำหมากหุ่ง) วิถีชีวิต (การใส่บาตรที่บ้านซึ่งมีแต่ข้าวเหนียว ก่อนจะตามด้วยการนำอาหารมาให้ที่วัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ประทับใจมากสำหรับผม)

ทว่าการกลับมาอีสานอีกครั้งของผมกลับมีหลายสิ่งที่ทำให้ผมไม่รู้สึกคุ้นเคย และความรู้สึกไม่คุ้นเคยนั่นเองทำให้ผมทำการสำรวจอีสานในโลกทัศน์ของตนเองอย่างละเอียดลออ

ประการที่สอง การกลับมาอยู่อีสานในครั้งนี้ผมมีเป้าหมายชัดเจนที่จะออกสำรวจเรื่องราวของอาหารอีสานเป็นหลัก ในแง่หนึ่งนั้นมาจากความชื่นชอบส่วนตนที่ผมมีต่อการกิน การปรุง และวัตถุดิบนานามีในอีสาน แต่แล้วการที่พยายามกักกันบริเวณตนเองไว้ที่อาหารอีสานของตนเองกลับไม่สำเร็จ ยิ่งค้นลึกมากลงไปเพียงใด ยิ่งพบว่าอาหารอีสานเกาะกุมข้องเกี่ยวทั้งกับประเพณี ศิลปะท้องถิ่น วรรณกรรมดั้งเดิม ไปจนถึงเรื่องราวหลายเรื่องที่ไม่น่าจะข้องเกี่ยวกับอาหารเลย เช่นความเชื่อและตำนานปรัมปรา

หลายเรื่องที่ผมพบในระหว่างที่ออกตามหาอาหารอีสานจึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจทอดทิ้งได้ และในฐานะของสิ่งที่ไม่อาจทอดทิ้งได้ ผมจึงตั้งใจรวบรวมเรื่องราวทั้งหลายที่ผมได้พบไว้ในที่เดียวคือในที่นี้ ภายใต้หัวข้อธรรมดาว่า-อีสานคลาสสิก

 

เรื่องราวของชายผู้วาดผ้าผะเหวดที่ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์อันห่างไกล

วันที่ผมเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชียที่สิงคโปร์ หรือ Asian Civilisations Museum เมื่อหลายปีก่อนนั้น ผมคาดว่าจะได้เจอกับพระพุทธรูปจากไทยหลากสมัย ลูกปัดสมัยทวารวดี หรือที่ไม่น่าพลาดเลยน่าจะเป็นผ้าทอของไทยที่ขึ้นชื่อ

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์ ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์

มีของทำนองที่ว่าอยู่จริง แต่สิ่งของจากประเทศไทยที่ชวนให้แปลกตาที่สุดกลับเป็นผ้าผืนยาวนับ 30 เมตรที่แสดงเรื่องราวของพระเวสสันดร ซึ่งเดินทางมาจากบ้านท่าโพศรี ตำบลเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ผ้าผืนยาวผืนนั้นบอกที่มาที่ไปว่าถูกสร้างขึ้นด้วยจิตศรัทธาในปีกุน พ.ศ. 2502 หรือ ค.ศ. 1959 โดย 5 ครอบครัวด้วยกัน คือครอบครัวของนายอ่อนสี พรมมะกอง ครอบครัวของนายสอน โคตตัสสา ครอบครัวของนายพรมมา ค้ำคูน ครอบครัวของนายเป สมพร และครอบครัวของนายสาน พิมพา โดยมีผู้เขียนคือ นายโสภา ปางชาติ

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์

สำหรับครอบครัวทั้งห้าผู้มีจิตศรัทธานั้น เราไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับพวกเขา (แต่เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นอุบาสก อุบาสิกาในหมู่บ้านท่าโพศรีนั่นเองตามประเพณีการทำบุญผ้าผะเหวด) ทว่าสำหรับ นายโสภา ปางชาติ ผู้เป็นช่างวาดนั้น เขาได้ลงที่อยู่ไว้อย่างชัดเจนว่า พำนักอาศัยอยู่ที่บ้านยางน้อย ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี และรับเขียนภาพทุกเรื่อง ฉาก โบสถ์ วิหาร ศิลาเลข เชิญติดต่อ

ปริศนา 2 ข้อที่เกิดขึ้นในขณะที่ผมยืนจ้องผ้าผะเหวดผืนนี้ ข้อแรกคือ ผ้าผืนนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร สถานที่ที่เหมาะสมกับผ้าผืนนี้น่าจะเป็นศาสนสถานในวัดท่าโพศรี ไม่ว่าจะเป็นสิมหรืออุโบสถ หรือศาลาการเปรียญ วิหาร หรือแม้แต่หอฉัน

การเดินทางของผ้าผะเหวดผืนนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือภาพในผ้าผะเหวดผืนนี้มีความงามอย่างน่าประหลาด (และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลหลักเหตุผลหนึ่งที่มันมาอยู่ที่นี่) ทั้งรายละเอียดของตัวละครในเวสสันดรชาดก ไม่ว่าจะเป็นพระเวสสันดร พระนางมัทรี ชูชก กัณหา ชาลี ทั้งรายละเอียดของฉากอย่างป่าหิมพานต์ ดังนั้น ปริศนาข้อที่ 2 ก็คือ ใครคือ โสภา ปางชาติ ช่างเขียนมากฝีมือผู้นี้

ปริศนาข้อแรกถูกเฉลยในคู่มือการชมผ้าผะเหวดผืนนี้ ในปี 2539 หรือ ค.ศ. 1996 ทางพิพิธภัณฑ์ได้ผ้าผืนนี้มาจาก เพอร์ซีย์ วัทสาลู (Percy Vatsaloo) นักจัดหางานศิลปะที่กว้างขวางผู้หนึ่งในสิงคโปร์ เพอร์ซีย์นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัตถุทางศิลปะของอีสาน เขาจัดหาสิ่งของต้องประสงค์ให้กับนักสะสมศิลปะในสิงคโปร์อยู่เสมอ (แม้ในตอนนี้เขายังมีแกลเลอรี่ส่วนตนในสิงคโปร์ที่มีชื่อว่า Isan Gallery)

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์, จิตรกรรม ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์, จิตรกรรม

ส่วนสาเหตุที่เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัตถุอีสานนั้นน่าสนใจมาก ในช่วงทศวรรษที่ 80 อันเป็นยุคที่ประเทศสิงคโปร์มีงานก่อสร้างสาธารณูโภคพื้นฐานเป็นจำนวนมาก แรงงานชาวไทยโดยเฉพาะจากภาคอีสานต่างหลั่งไหลไปทำงานที่นั่น เพอร์ซีย์ซึ่งมีอาชีพเป็นหัวหน้าคุมงานก่อสร้างได้ผูกมิตรกับคนงานชาวอีสานจำนวนมาก

เขาเริ่มต้นเรียนภาษาอีสานและถือโอกาสติดตามแรงงานผู้เป็นทั้งลูกน้องและเพื่อนของเขาเหล่านั้นกลับไปยังบ้านเกิดทุกครั้งที่มีโอกาส และทุกครั้งที่เขาไปที่นั่นเขาจะขนหยูกยาและเสื้อผ้ามือสองที่ขอรับบริจาคจากคนสิงคโปร์กลับไปแจกจ่ายด้วย นอกจากนี้เขายังออกเงินส่วนตัวสร้างและซ่อมโรงเรียนและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จนในที่สุดเพอร์ซีย์ก็มีบ้านหลังที่ 2 ที่อีสาน

อีกทั้งเขายังจัดตั้งโครงการส่งเสริมการทอผ้าของชาวบ้าน โดยร่วมออกแบบลายผ้าและนำผ้าที่ได้ออกจำหน่ายผ่านทางแกลเลอรี่และเพื่อนของเขา เพื่อช่วยเหลือด้านความเป็นอยู่ของชาวบ้านในหมู่บ้าน จนโครงการสร้างงานผ่านการทอผ้าของเพอร์ซีย์ได้รับการกล่าวถึงในนิตยสาร Forbes ในปี 2011 ว่ามันช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นอย่างยิ่ง (ชื่อหมู่บ้านว่า หมู่บ้าน Borang แต่ไม่มีการเอ่ยถึงที่ตั้งของหมู่บ้านนี้)

ความผูกพันระหว่างเพอร์ซีย์กับชาวบ้านน่าจะทำให้เขาได้พบกับความงามของผ้าผะเหวด และผ้าผะเหวดของวัดโพศรีที่เขานำมอบให้พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชียที่สิงคโปร์ก็มีความงามอย่างยิ่ง

งานบุญผะเหวดเป็นหนึ่งในงานบุญสำคัญของอีสาน เป็นหนึ่งในจารีตสิบสอง ครรลองสิบสี่ หรือฮีตสิบสอง คองสิบสี่ อันเป็นคติธรรมสำคัญของอีสาน งานบุญผะเหวดจะมีการสวดเล่าเรื่องราวของผะเหวดหรือพระเวสสันดรเป็นเวลาต่อเนื่องกัน ในช่วงประเพณีนี้ชาวบ้านจะจัดทำผ้าผะเหวด โดยมีส่วนร่วมทั้งการหาผ้า เย็บผ้า ติดต่อช่างเขียนภาพประวัติของผะเหวด

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์, จิตรกรรม

และเมื่อผ้าผะเหวดสำเร็จลงจะมีพิธีแห่ผ้าผะเหวดไปถวายให้วัด ชาวบ้านจะตั้งขบวนแห่ที่มีระยะทางยาวเพื่อสมมติให้ใกล้เคียงกับขบวนเดินกลับเข้าเมืองกบิลพัสดุ์ของผะเหวดหรือพระเวสสันดร หลังจากที่ต้องออกไปอยู่ในป่าเป็นระยะเวลานานเพราะขัดใจพระบิดา ขบวนแห่จะเดินผ่านท้องนา ป่า ทุกที่ที่ผ่านจะมีผู้เข้าร่วมมากขึ้น ในระหว่างการแห่อาจมีการละเล่นต่างๆ อาทิ การตั้งตัวละครชูชกให้ทำหน้าที่ลากเด็กน้อยไปในขบวน ไม่ต่างจากที่ชูชกดึงฉุดกัณหาและชาลีในเวสสันดรชาดก

ช่วงเวลานั้นเองผ้าผะเหวดจะทำหน้าที่เป็นดังฉากกั้นที่แบ่งพื้นที่ความศักดิ์สิทธิ์ของขบวนแห่กับพื้นที่ปกติ ความยาวของผ้าจะบ่งบอกถึงความยาวของขบวนแห่และศรัทธาของผู้เข้าร่วม ผ้าผะเหวดซึ่งเก็บไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ที่สิงคโปร์มีความยาวถึง 31 เมตร แสดงให้เห็นถึงผู้เข้าร่วมสร้างบุญกุศลจำนวนมาก และนั่นทำให้อาจต้องใช้ช่างเขียนที่มีฝีมือเพื่อให้งานถวายผ้าผะเหวดครั้งนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยช่างเขียนที่ถูกเลือกในครั้งนี้ก็คือ โสภา ปางชาติ

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์

ประวัติของ โสภา ปางชาติ ที่ถูกบันทึกในหนังสือคู่มือการชมผ้าผะเหวดชิ้นนี้คือ เขาเกิดใน พ.ศ. 2442 และเสียชีวิตใน พ.ศ. 2509 สิริอายุได้ 67 ปี ดังนั้น ผ้าผะเหวดผืนนี้จึงถูกเขียนขึ้นในบั้นปลายของชีวิตเขาแล้ว ผ้าผะเหวดผืนนี้เขียนใน พ.ศ. 2502 และเสร็จในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2503 ในวันที่ โสภา ปางชาติ อยู่ในวัย 61 ปีแล้ว

โสภา ปางชาติ เกิดที่บ้านทุ่งใต้ในจังหวัดอุบลราชธานี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 10 ขวบ ก่อนจะลาสิกขาในวัย 17 ปี โสภาไม่เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เราไม่รู้ว่าเขาบรรพชาและพำนักอยู่ที่วัดใด ลูกสาวของโสภาที่เป็นผู้ให้ประวัติของบิดาอ้างว่า โสภาเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเรียนการเขียนรูปจากช่างเขียนคนหนึ่งที่เดินทางมาจากร้อยเอ็ด หลังจากลาสิกขา โสภาเริ่มทำงานด้านช่างเขียนอย่างจริงจัง เขารับงานเขียนภาพในผนังสิมหรืออุโบสถ เขียนภาพประกอบคอสองในศาลาการเปรียญ ผลงานของโสภาที่ยังหาชมได้คือภาพที่ฝาผนังสิมบ้านหนองเหล่า ที่อำเภอเขื่องใน

ช่วงชีวิตต่อมา โสภา ปางชาติ แต่งงานกับ บัวหล้า หญิงสาวจากหมู่บ้านยางน้อยที่เขื่องใน ทำให้โสภาต้องโยกย้ายตนเองจากบ้านทุ่งใต้อันเป็นถิ่นกำเนิดมาสู่บ้านยางน้อย โสภา ปางชาติ มีลูกทั้งหมด 8 คน ลูกสาวของโสภาเล่าว่า หากไม่ได้รับงานเขียนภาพประกอบสิมหรือศาสนสถาน โสภาจะรับงานจารใบลานทั้งตัวอักษรลาวและตัวอักษรไทย (อันแสดงให้เห็นว่าเขามีชำนาญทั้งสองภาษา ดังปรากฏในผ้าผะเหวดผืนนี้ด้วย)

นอกจากนี้ เขายังรับงานออกแบบนกหัสดีลิงค์อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานปลงศพของพระผู้ใหญ่ งานสร้างนกหัสดีลิงค์นี้ทำให้โสภาต้องออกเดินทางไปทั่วจังหวัดอุบลราชธานี อีกทั้งเขายังรับงานดูหมอและเป็นหมอยาอีกด้วย

ในด้านหนึ่งชีวิตของโสภาคล้ายดังชีวิตของศิลปินในยุคเรเนซองส์ที่ทำทุกอย่างซึ่งถือว่าเป็นงานศิลปะ เขาสร้างสรรค์งานของตนเองอย่างเงียบๆ ในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญ และทำสิ่งที่คนหมู่ใหญ่ได้เห็นและชื่นชมแม้ว่าจะไม่มีใครรู้จักพวกเขาเลยก็ตามที แต่ทุกอย่างย่อมไม่อาจกำหนดกฎเกณฑ์ได้ ภาพวาดผืนยาวกว่า 30 เมตรที่ถูกแห่ออกไปสู่วัดโพศรีในวันนั้น ได้เดินทางไกลพ้นจากวัดและมันคงถูกอวดแสดงฝีมือของ โสภา ปางชาติ ที่พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ไปอีกเนิ่นนาน

ผมเพิ่งย้ายมาอยู่อีสาน หลายสิ่งจึงยังดูแปลกตาออกไป ไม่นับว่าหมู่บ้านที่ผมโยกย้ายตนเองมาอยู่นั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในภาคอีสาน อย่างเป็นที่รู้กันว่าเมื่อมนุษย์คนหนึ่งเปลี่ยนแปลงสถานที่อยู่อาศัยของเขา สิ่งที่จะติดตามมาคือการได้รับซึ่งประสบการณ์ใหม่ๆ และผมก็ได้รับประสบการณ์ดังว่าจริงๆ

กระนั้นมีสิ่งที่น่าสังเกต 2 ประการจากประสบการณ์เหล่านั้น ประการแรกคือ ผมไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับอีสาน ว่าไปแล้วอีสานเป็นดินแดนแรกนอกเหนือกรุงเทพฯ ที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ยาวนานที่สุด การบวชเรียนอยู่ในจังหวัดชัยภูมิเมื่อหลายสิบปีก่อนทิ้งร่องรอยหลายอย่างไว้ในความทรงจำของผม

นับตั้งแต่ภาษาพูด (ที่ทำให้จนบัดนี้ ผมสามารถฟังการสนทนาของคนอีสานได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ) อาหารการกิน (ชีวิตนักบวชนำพาผมให้คุ้นเคยกับอาหารอีสานจำนวนมาก ทั้งที่ไม่เป็นที่กินกันอย่างแพร่หลายและที่นิยมกินกัน เช่น ตัวด้วงไหมทอด (ไปจนถึงตำหมากหุ่ง) วิถีชีวิต (การใส่บาตรที่บ้านซึ่งมีแต่ข้าวเหนียว ก่อนจะตามด้วยการนำอาหารมาให้ที่วัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ประทับใจมากสำหรับผม)

ทว่าการกลับมาอีสานอีกครั้งของผมกลับมีหลายสิ่งที่ทำให้ผมไม่รู้สึกคุ้นเคย และความรู้สึกไม่คุ้นเคยนั่นเองทำให้ผมทำการสำรวจอีสานในโลกทัศน์ของตนเองอย่างละเอียดลออ

ประการที่สอง การกลับมาอยู่อีสานในครั้งนี้ผมมีเป้าหมายชัดเจนที่จะออกสำรวจเรื่องราวของอาหารอีสานเป็นหลัก ในแง่หนึ่งนั้นมาจากความชื่นชอบส่วนตนที่ผมมีต่อการกิน การปรุง และวัตถุดิบนานามีในอีสาน แต่แล้วการที่พยายามกักกันบริเวณตนเองไว้ที่อาหารอีสานของตนเองกลับไม่สำเร็จ ยิ่งค้นลึกมากลงไปเพียงใด ยิ่งพบว่าอาหารอีสานเกาะกุมข้องเกี่ยวทั้งกับประเพณี ศิลปะท้องถิ่น วรรณกรรมดั้งเดิม ไปจนถึงเรื่องราวหลายเรื่องที่ไม่น่าจะข้องเกี่ยวกับอาหารเลย เช่นความเชื่อและตำนานปรัมปรา

หลายเรื่องที่ผมพบในระหว่างที่ออกตามหาอาหารอีสานจึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจทอดทิ้งได้ และในฐานะของสิ่งที่ไม่อาจทอดทิ้งได้ ผมจึงตั้งใจรวบรวมเรื่องราวทั้งหลายที่ผมได้พบไว้ในที่เดียวคือในที่นี้ ภายใต้หัวข้อธรรมดาว่า-อีสานคลาสสิก

 

เรื่องราวของชายผู้วาดผ้าผะเหวดที่ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์อันห่างไกล

วันที่ผมเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชียที่สิงคโปร์ หรือ Asian Civilisations Museum เมื่อหลายปีก่อนนั้น ผมคาดว่าจะได้เจอกับพระพุทธรูปจากไทยหลากสมัย ลูกปัดสมัยทวารวดี หรือที่ไม่น่าพลาดเลยน่าจะเป็นผ้าทอของไทยที่ขึ้นชื่อ

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์ ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์

มีของทำนองที่ว่าอยู่จริง แต่สิ่งของจากประเทศไทยที่ชวนให้แปลกตาที่สุดกลับเป็นผ้าผืนยาวนับ 30 เมตรที่แสดงเรื่องราวของพระเวสสันดร ซึ่งเดินทางมาจากบ้านท่าโพศรี ตำบลเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ผ้าผืนยาวผืนนั้นบอกที่มาที่ไปว่าถูกสร้างขึ้นด้วยจิตศรัทธาในปีกุน พ.ศ. 2502 หรือ ค.ศ. 1959 โดย 5 ครอบครัวด้วยกัน คือครอบครัวของนายอ่อนสี พรมมะกอง ครอบครัวของนายสอน โคตตัสสา ครอบครัวของนายพรมมา ค้ำคูน ครอบครัวของนายเป สมพร และครอบครัวของนายสาน พิมพา โดยมีผู้เขียนคือ นายโสภา ปางชาติ

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์

สำหรับครอบครัวทั้งห้าผู้มีจิตศรัทธานั้น เราไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับพวกเขา (แต่เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นอุบาสก อุบาสิกาในหมู่บ้านท่าโพศรีนั่นเองตามประเพณีการทำบุญผ้าผะเหวด) ทว่าสำหรับ นายโสภา ปางชาติ ผู้เป็นช่างวาดนั้น เขาได้ลงที่อยู่ไว้อย่างชัดเจนว่า พำนักอาศัยอยู่ที่บ้านยางน้อย ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี และรับเขียนภาพทุกเรื่อง ฉาก โบสถ์ วิหาร ศิลาเลข เชิญติดต่อ

ปริศนา 2 ข้อที่เกิดขึ้นในขณะที่ผมยืนจ้องผ้าผะเหวดผืนนี้ ข้อแรกคือ ผ้าผืนนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร สถานที่ที่เหมาะสมกับผ้าผืนนี้น่าจะเป็นศาสนสถานในวัดท่าโพศรี ไม่ว่าจะเป็นสิมหรืออุโบสถ หรือศาลาการเปรียญ วิหาร หรือแม้แต่หอฉัน

การเดินทางของผ้าผะเหวดผืนนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือภาพในผ้าผะเหวดผืนนี้มีความงามอย่างน่าประหลาด (และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลหลักเหตุผลหนึ่งที่มันมาอยู่ที่นี่) ทั้งรายละเอียดของตัวละครในเวสสันดรชาดก ไม่ว่าจะเป็นพระเวสสันดร พระนางมัทรี ชูชก กัณหา ชาลี ทั้งรายละเอียดของฉากอย่างป่าหิมพานต์ ดังนั้น ปริศนาข้อที่ 2 ก็คือ ใครคือ โสภา ปางชาติ ช่างเขียนมากฝีมือผู้นี้

ปริศนาข้อแรกถูกเฉลยในคู่มือการชมผ้าผะเหวดผืนนี้ ในปี 2539 หรือ ค.ศ. 1996 ทางพิพิธภัณฑ์ได้ผ้าผืนนี้มาจาก เพอร์ซีย์ วัทสาลู (Percy Vatsaloo) นักจัดหางานศิลปะที่กว้างขวางผู้หนึ่งในสิงคโปร์ เพอร์ซีย์นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัตถุทางศิลปะของอีสาน เขาจัดหาสิ่งของต้องประสงค์ให้กับนักสะสมศิลปะในสิงคโปร์อยู่เสมอ (แม้ในตอนนี้เขายังมีแกลเลอรี่ส่วนตนในสิงคโปร์ที่มีชื่อว่า Isan Gallery)

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์, จิตรกรรม ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์, จิตรกรรม

ส่วนสาเหตุที่เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัตถุอีสานนั้นน่าสนใจมาก ในช่วงทศวรรษที่ 80 อันเป็นยุคที่ประเทศสิงคโปร์มีงานก่อสร้างสาธารณูโภคพื้นฐานเป็นจำนวนมาก แรงงานชาวไทยโดยเฉพาะจากภาคอีสานต่างหลั่งไหลไปทำงานที่นั่น เพอร์ซีย์ซึ่งมีอาชีพเป็นหัวหน้าคุมงานก่อสร้างได้ผูกมิตรกับคนงานชาวอีสานจำนวนมาก

เขาเริ่มต้นเรียนภาษาอีสานและถือโอกาสติดตามแรงงานผู้เป็นทั้งลูกน้องและเพื่อนของเขาเหล่านั้นกลับไปยังบ้านเกิดทุกครั้งที่มีโอกาส และทุกครั้งที่เขาไปที่นั่นเขาจะขนหยูกยาและเสื้อผ้ามือสองที่ขอรับบริจาคจากคนสิงคโปร์กลับไปแจกจ่ายด้วย นอกจากนี้เขายังออกเงินส่วนตัวสร้างและซ่อมโรงเรียนและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จนในที่สุดเพอร์ซีย์ก็มีบ้านหลังที่ 2 ที่อีสาน

อีกทั้งเขายังจัดตั้งโครงการส่งเสริมการทอผ้าของชาวบ้าน โดยร่วมออกแบบลายผ้าและนำผ้าที่ได้ออกจำหน่ายผ่านทางแกลเลอรี่และเพื่อนของเขา เพื่อช่วยเหลือด้านความเป็นอยู่ของชาวบ้านในหมู่บ้าน จนโครงการสร้างงานผ่านการทอผ้าของเพอร์ซีย์ได้รับการกล่าวถึงในนิตยสาร Forbes ในปี 2011 ว่ามันช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นอย่างยิ่ง (ชื่อหมู่บ้านว่า หมู่บ้าน Borang แต่ไม่มีการเอ่ยถึงที่ตั้งของหมู่บ้านนี้)

ความผูกพันระหว่างเพอร์ซีย์กับชาวบ้านน่าจะทำให้เขาได้พบกับความงามของผ้าผะเหวด และผ้าผะเหวดของวัดโพศรีที่เขานำมอบให้พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชียที่สิงคโปร์ก็มีความงามอย่างยิ่ง

งานบุญผะเหวดเป็นหนึ่งในงานบุญสำคัญของอีสาน เป็นหนึ่งในจารีตสิบสอง ครรลองสิบสี่ หรือฮีตสิบสอง คองสิบสี่ อันเป็นคติธรรมสำคัญของอีสาน งานบุญผะเหวดจะมีการสวดเล่าเรื่องราวของผะเหวดหรือพระเวสสันดรเป็นเวลาต่อเนื่องกัน ในช่วงประเพณีนี้ชาวบ้านจะจัดทำผ้าผะเหวด โดยมีส่วนร่วมทั้งการหาผ้า เย็บผ้า ติดต่อช่างเขียนภาพประวัติของผะเหวด

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์, จิตรกรรม

และเมื่อผ้าผะเหวดสำเร็จลงจะมีพิธีแห่ผ้าผะเหวดไปถวายให้วัด ชาวบ้านจะตั้งขบวนแห่ที่มีระยะทางยาวเพื่อสมมติให้ใกล้เคียงกับขบวนเดินกลับเข้าเมืองกบิลพัสดุ์ของผะเหวดหรือพระเวสสันดร หลังจากที่ต้องออกไปอยู่ในป่าเป็นระยะเวลานานเพราะขัดใจพระบิดา ขบวนแห่จะเดินผ่านท้องนา ป่า ทุกที่ที่ผ่านจะมีผู้เข้าร่วมมากขึ้น ในระหว่างการแห่อาจมีการละเล่นต่างๆ อาทิ การตั้งตัวละครชูชกให้ทำหน้าที่ลากเด็กน้อยไปในขบวน ไม่ต่างจากที่ชูชกดึงฉุดกัณหาและชาลีในเวสสันดรชาดก

ช่วงเวลานั้นเองผ้าผะเหวดจะทำหน้าที่เป็นดังฉากกั้นที่แบ่งพื้นที่ความศักดิ์สิทธิ์ของขบวนแห่กับพื้นที่ปกติ ความยาวของผ้าจะบ่งบอกถึงความยาวของขบวนแห่และศรัทธาของผู้เข้าร่วม ผ้าผะเหวดซึ่งเก็บไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ที่สิงคโปร์มีความยาวถึง 31 เมตร แสดงให้เห็นถึงผู้เข้าร่วมสร้างบุญกุศลจำนวนมาก และนั่นทำให้อาจต้องใช้ช่างเขียนที่มีฝีมือเพื่อให้งานถวายผ้าผะเหวดครั้งนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยช่างเขียนที่ถูกเลือกในครั้งนี้ก็คือ โสภา ปางชาติ

ผ้าผะเหวด, ช่างเขียนภาพ, ผ้าพิมพ์, พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย สิงคโปร์

ประวัติของ โสภา ปางชาติ ที่ถูกบันทึกในหนังสือคู่มือการชมผ้าผะเหวดชิ้นนี้คือ เขาเกิดใน พ.ศ. 2442 และเสียชีวิตใน พ.ศ. 2509 สิริอายุได้ 67 ปี ดังนั้น ผ้าผะเหวดผืนนี้จึงถูกเขียนขึ้นในบั้นปลายของชีวิตเขาแล้ว ผ้าผะเหวดผืนนี้เขียนใน พ.ศ. 2502 และเสร็จในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2503 ในวันที่ โสภา ปางชาติ อยู่ในวัย 61 ปีแล้ว

โสภา ปางชาติ เกิดที่บ้านทุ่งใต้ในจังหวัดอุบลราชธานี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 10 ขวบ ก่อนจะลาสิกขาในวัย 17 ปี โสภาไม่เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เราไม่รู้ว่าเขาบรรพชาและพำนักอยู่ที่วัดใด ลูกสาวของโสภาที่เป็นผู้ให้ประวัติของบิดาอ้างว่า โสภาเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเรียนการเขียนรูปจากช่างเขียนคนหนึ่งที่เดินทางมาจากร้อยเอ็ด หลังจากลาสิกขา โสภาเริ่มทำงานด้านช่างเขียนอย่างจริงจัง เขารับงานเขียนภาพในผนังสิมหรืออุโบสถ เขียนภาพประกอบคอสองในศาลาการเปรียญ ผลงานของโสภาที่ยังหาชมได้คือภาพที่ฝาผนังสิมบ้านหนองเหล่า ที่อำเภอเขื่องใน

ช่วงชีวิตต่อมา โสภา ปางชาติ แต่งงานกับ บัวหล้า หญิงสาวจากหมู่บ้านยางน้อยที่เขื่องใน ทำให้โสภาต้องโยกย้ายตนเองจากบ้านทุ่งใต้อันเป็นถิ่นกำเนิดมาสู่บ้านยางน้อย โสภา ปางชาติ มีลูกทั้งหมด 8 คน ลูกสาวของโสภาเล่าว่า หากไม่ได้รับงานเขียนภาพประกอบสิมหรือศาสนสถาน โสภาจะรับงานจารใบลานทั้งตัวอักษรลาวและตัวอักษรไทย (อันแสดงให้เห็นว่าเขามีชำนาญทั้งสองภาษา ดังปรากฏในผ้าผะเหวดผืนนี้ด้วย)

นอกจากนี้ เขายังรับงานออกแบบนกหัสดีลิงค์อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานปลงศพของพระผู้ใหญ่ งานสร้างนกหัสดีลิงค์นี้ทำให้โสภาต้องออกเดินทางไปทั่วจังหวัดอุบลราชธานี อีกทั้งเขายังรับงานดูหมอและเป็นหมอยาอีกด้วย

ในด้านหนึ่งชีวิตของโสภาคล้ายดังชีวิตของศิลปินในยุคเรเนซองส์ที่ทำทุกอย่างซึ่งถือว่าเป็นงานศิลปะ เขาสร้างสรรค์งานของตนเองอย่างเงียบๆ ในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญ และทำสิ่งที่คนหมู่ใหญ่ได้เห็นและชื่นชมแม้ว่าจะไม่มีใครรู้จักพวกเขาเลยก็ตามที แต่ทุกอย่างย่อมไม่อาจกำหนดกฎเกณฑ์ได้ ภาพวาดผืนยาวกว่า 30 เมตรที่ถูกแห่ออกไปสู่วัดโพศรีในวันนั้น ได้เดินทางไกลพ้นจากวัดและมันคงถูกอวดแสดงฝีมือของ โสภา ปางชาติ ที่พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ไปอีกเนิ่นนาน

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

อีสานคลาสสิก

สำรวจอาหารอีสานผ่านวัฒนธรรม ประเพณี และศิลปะท้องถิ่น กับ อนุสรณ์ อนุสรณ์ ติปยานนท์

ชามสีขาวขนาดย่อมถูกทยอยนำออกมาจากพื้นที่เก่าเก็บของมันทีละใบ ผมเฝ้ามองกระบวนการกลับคืนมามีชีวิตของมันอย่างตั้งใจ ชามแต่ละใบถูกผู้คนในบริเวณนั้นทำความสะอาด เริ่มจากการล้างน้ำขจัดฝุ่นผง ลงน้ำยาล้างจาน ขัดถูจนขึ้นเงาและเช็ดให้แห้ง มองในด้านหนึ่งมันแทบไม่ต่างจากการนำงานศิลปะล้ำค่าออกจากห้องนิรภัยในพิพิธภัณฑ์ใหญ่เพื่อทำการจัดแสดงให้สาธารณชนได้ประจักษ์ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ทุกกิจกรรมเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่แน่นอน

ความแตกต่างมีเพียงว่าผู้ชมงานศิลปะในที่นี้มีแต่เพียงชาวบ้านในบริเวณวัดป่าศรีอุดร บ้านนาเวียงน้อย ที่มีจำนวนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นเอง

การลำเลียงชามเป็นจุดเริ่มต้นของงาน ส่วนจุดสิ้นสุดของพิธีกรรมในวันนี้ยังอีกยาวไกล

คนที่ตื่นเช้าที่สุดในวันสุดท้ายของงานบุญผะเหวด หรืองานเทศน์ 13 กัณฑ์จากเวสสันดรชาดก ไม่ใช่ภิกษุที่ทำหน้าที่ขึ้นธรรมมาสน์สวดกัณฑ์เทศน์ หากแต่เป็นเหล่าแม่ครัวที่ต้องตระเตรียมสำหรับมื้อเช้าหรือจังหัน

งานบุญผะเหวด

พวกเขาเข้าที่วัดป่าศรีอุดรตั้งแต่เวลาตี 3 ชามกระเบื้องตราไก่ที่อายุมากกว่าผมและใครทุกคนในที่นี้ (ว่ากันว่าบางใบมีอายุนับร้อยปี) ซึ่งถูกเก็บไว้ใช้เฉพาะงานพิธีกรรมสำคัญถูกเรียงอย่างเป็นระเบียบ เตาถ่าน 4 เตาถูกติดรอพร้อมสำหรับการปรุงอาหาร หากชามเหล่านั้นมีโอกาสอวดโฉมไม่บ่อยครั้งนัก การรวมตัวของเหล่าแม่ครัวในบริเวณนี้ก็เช่นกัน พวกเขามาพบกันในที่นี่แห่งนี้เพียงปีละ 2 ถึง 3 ครั้งเป็นอย่างมาก บางคนมีงานประจำอยุู่ที่เมืองหลวงและต้องลางานเดินทางไกลมา บางคนเป็นข้าราชการครูที่ต้องจัดสรรภาระการสอนเพื่อวันนี้ บางคนมีเรือกสวนไร่นาที่ต้องฝากผู้อื่นดูแล

งานบุญขนาดใหญ่เช่นนี้เรียกร้องการรวมตัวของพวกเขาไม่ต่างเสียงเรียกร้องให้รวมตัวทีมกู้โลกแบบ Avengers ในภาพยนตร์ยอดนิยม ทุกคนปรากฏตัว ทักทายกัน ก่อนจะพากันแบ่งงานกันทำ แบ่งรายการอาหารที่รับผิดชอบ แบ่งหน้าที่ทั้งประสานงาน จัดหาวัตถุดิบ ดูแลภาชนะและจำนวนอาหารให้เพียงพอกับจำนวนคน ทั้งหมดนี้ดำเนินไปภายใต้แสงนีออนและแสงจันทร์

อาหารชุดแรกสำเร็จเสร็จสิ้นในช่วงตี 5 กว่าๆ ก่อนฟ้าสาง เป็นแกงเขียวหวานไก่หม้อใหญ่ที่จัดลงชามพร้อมกับขนมจีนเส้นสีขาวสะอาด แม่อร หัวหน้าคนครัวหรือเชฟใหญ่ในที่นั่นบอกผมว่า เมื่อก่อนนั้นขนมจีนหรือเส้นข้าวปุ้นจะบีบเส้นกันสดๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย แต่ปัจจุบันการทำเช่นนั้นก่อให้เกิดความยุ่งยากทั้งการโม่แป้งและการต้มน้ำลวกเส้นซึ่งจะเปลืองกำลังคนขึ้นอีก ทางออกจึงลงเอยด้วยการใช้เส้นขนมจีนสำเร็จรูป

ดังนั้น ความยุ่งยากที่เหลือจึงไปอยู่ที่การทำแกงเขียวหวานแทน ไก่ที่ใช้ต้องเป็นไก่บ้านที่มีเนื้อแน่น กะทิที่ใช้จะต้องเป็นกะทิที่หาได้จากบริเวณนี้ทั้งรับบริจาคมาและทั้งไปซื้อหาเอาจากที่ตลาด เครื่องขูดกะทิไฟฟ้าที่นี่เก่าแก่ไม่น้อยแม้ว่าจะไม่เก่าถึงขนาดชามแกงก็ตาม มันเป็นก้านยาวสีดำที่พอเดาออกได้ว่าอาจเคยเป็นเพลาของรถอะไรมาก่อน ปลายเพลาติดตั้งลูกกลมที่มีหนาม ผู้ขูดซึ่งเป็นแม่ครัวคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านจะใช้กะลากะทิวนไปรอบๆ ลูกกลมนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนจะมีขึ้นไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจพลาดไปให้เครื่องกินเลือดกินเนื้อจากมือ

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

กะทิที่ว่านี้จะถูกนำไปคั้นเพื่อใช้แกงและที่เหลือจะเตรียมไปผสมกับข้าวทิพย์ซึ่งเป็นขนมที่หากินได้เฉพาะงานบุญ

ความเชื่อที่ว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุของผู้กินถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกัน

บางเสียงอ้างว่าการต่ออายุไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับโอกาสที่จะได้ใช้ข้าวใหม่ทำเส้นแป้งอันเป็นการอวดศักดิ์ศรีของนาข้าวในบริเวณนั้นไปกลายๆ ดังมีคำกล่าวว่า “กินข้าวปุ้น บุญมหาชาติ” ดังมีคำเรียกงานบุญผะเหวดอีกอย่างว่า บุญข้าวปุ้น ส่วนบรรดาผู้ที่อ้างว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุก็อ้างตามความเชื่อที่ได้รับมาหลังการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ แล้วหวนกลับมาบ้านเกิด

วัฒนธรรมการกินเส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นขนมจีน มักเกิดในงานมงคลของคนจีน ดังนั้น การกินขนมจีนน่าจะมาจากเรื่องราวที่ว่านี้เอง เพราะกลุ่มแม่ครัวที่เคยเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ มีจำนวนไม่น้อย

แม่อรก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น 2 รอบกับชีวิตในกรุงเทพฯ ก่อนจะถึงวัย 40 ปีปลายๆ รอบแรกทำงานเป็นลูกจ้างร้านขนมแถวปทุมวัน ก่อนจะโยกย้ายไปประจำร้านอาหารตามสั่ง อยู่บริเวณนั้นหลายปี จากร้านสู่ร้าน นับตั้งแต่สลัดกระโปรงนักเรียนชั้นประถมปลาย ก่อนจะตัดสินใจกลับมาพักที่บ้านและได้พบรักกับหนุ่มในหมู่บ้าน ชักชวนกันกลับไปแสวงโชคในเมืองอีกครา ครานี้ตัดสินใจทำงานเป็นแม่บ้านประจำบ้านคหบดีท่านหนึ่งที่งานเบาสบายกว่าเดิม

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ประสบการณ์การทำงานร้านอาหารหลายปีทำให้แม่อรรับหน้าที่ทั้งแม่ครัวและแม่บ้านในบ้านหลังนั้น ชีวิตดีขึ้น มีที่พักโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า มีอาหารครบ 3 มื้อ แม้จะต้องทนแยกกับคนรัก แต่การเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจมากกว่า อยู่กรุงเทพฯ ครานี้อีกหลายปีและกลับมาอีกครั้งในวัย 30 ปลายและไม่จากไปไหนอีกเลย ทำไร่ ทำนา ปลูกบ้านที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงตนเอง จนตอนนี้กลายเป็นบุคคลสำคัญในทุกงานสาธารณะประจำหมู่บ้าน

ว่ากันว่าหลายคนมุ่งหวังที่จะเห็นแม่อรสวมบทผู้ใหญ่บ้านซึ่งน่าจะเป็นจริงในไม่นานนี้

อาหารสำหรับจังหันถูกเตรียมใส่ถาดสังกะสีลายดอกไม้ นั่นคือกิจกรรมด้านล่าง ในขณะที่กิจกรรมด้านบนของศาลาการเปรียญไม้มีเสียงอาราธนาศีลก่อนการการขึ้นธรรมาสน์ของพระรูปแรก กัณฑ์ผะเหวดเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ โดยเริ่มจากการเทศน์สังกาดอันเป็นการเทศนาเล่าเรื่องของอายุพุทธศาสนาหรือพุทธกาลตั้งแต่ต้นจนอวสาน ก่อนจะตามด้วยทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์เทศน์กัณฑ์แรก ทศพรกัณฑ์นั้นเป็นกัณฑ์ที่เล่าถึงพร 10 ประการที่พระอินทร์ทรงมีให้แก่นางผุสดีผู้เป็นพระราชมารดาของพระเวสสันดรหรือผะเหวด

ช่วงเวลานั้นเองบริเวณลานหน้าวัดคึกคักขึ้น บรรดา อุบาสก อุบาสิกา ที่มีคำเรียกขานกันในภาษาอีสานว่า พ่อออก แม่ออก พากันหอบลูกจูงหลานเดินทางมาที่วัด รถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์พากันหาที่จอดกันตามสะดวก แดดเริ่มร้อนแรงตามลำดับ หมดกัณฑ์แรกนี่น่าจะได้เวลาถวายจังหันเช้า บนศาลาการเปรียญเริ่มเนืองแน่นไปด้วยคนที่ลำเลียงอาหารจากการตระเตรียมมาของตนรวมกับอาหารจากครัว

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ในประเพณีงานบุญของอีสานที่เรียกกันว่า ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ (ที่หมายถึงข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง จารีตสิบสอง ครรลองสิบสี่) งานบุญผะเหวดถือว่าเป็นงานที่สำคัญที่สุด หมู่บ้านใดที่ขาดการจัดงานบุญผะเหวดจะถือว่าต้องประสบภัยพิบัติไม่ว่าจะฝนแล้ง ไฟป่า หรือเหตุหายนะต่างๆ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในงานนี้จึงเต็มไปด้วยผู้มาร่วมงานบุญอย่างเนืองแน่นที่สุด

หลังทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์แรกจบลง ผู้คนบางส่วนลงจากศาลามาเหยียดแข้งเหยียดขาที่เบื้องล่าง หนุ่มสาวที่เพิ่งมางานเอาข้าวเหนียวที่ถูกจัดวางไว้ตามตระกร้าซึ่งผูกไว้กับต้นไม้เขวี้ยงใส่กันให้เกิดสิริมงคล

ข้าวเหนียวเหล่านั้นถูกทำทานมาจากหลายแหล่งและนำมาที่นี่ด้วยขบวนแห่เมื่อวาน มีคำเรียกขานข้าวเหนียวเหล่านี้ว่า ข้าวพันก้อน เป็นข้าวเหนียวที่ถูกปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ให้มีจำนวนมากและนำมาใช้ในงานพิธี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของงานบุญผะเหวด

งานบุญผะเหวดนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 3 วัน โดยในวันแรกนั้นเรียกว่า วันโฮม เป็นวันตระเตรียมการทำพิธี มีทั้งการเริ่มต้นห่อข้าวต้มมัดซึ่งใช้เป็นเสบียงในการฟังเทศน์ในวันที่ 3 บางคนที่ว่างก็มาจัดรอบๆ บริเวณวัดให้มีลักษณะคล้ายป่าที่ปรากฏในเวสสันดรชาดก วันที่ 2 เป็นวันที่ชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทั้ง 13 กันฑ์จัดตั้งขบวนแห่กัณฑ์เทศน์พิเศษกันเองในแต่ละหมู่บ้าน ที่เรียกว่า กัณฑ์หลอน อันหมายถึงกัณฑ์ที่จัดทำขึ้นหลอกๆ หลังจากนั้นจะแห่กัณฑ์เทศน์นี้ไปรอบหมู่บ้านเพื่อรับเครื่องไทยทานทั้งหลายแล้วแห่กัณฑ์ที่ว่านี้มาไว้ที่วัด และจัดพื้นที่สำหรับใส่ข้าวพันก้อนตามมุมต่างๆ

วันสำคัญสูงสุดนั้นอยู่ที่วันที่ 3 อันเป็นวันที่มีเทศน์ผะเหวดและเป็นวันที่แขกซึ่งมาเยือนจากหมู่บ้านอื่นจะเดินทางมาถึง ในอดีตแขกเหล่านี้มักติดตามพระนักเทศน์ที่เดินทางมาจากถิ่นฐานของตน จึงจำต้องมีการจัดเตรียมที่พักให้กับแขกที่มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างซุ้มหรือปะรำชั่วคราวสำหรับผู้มาเยือน แต่ปัจจุบันเมื่อการเดินทางสะดวก แทบทุกคนมีรถปิคอัพอันเป็นพาหนะสัญจรเยี่ยงกระดูกสันหลังของอีสานไว้ใช้ การค้างคืนจึงหมดความสำคัญอีกต่อไป หลายอย่างที่เคยเห็นเคยทำจึงจากไปทีละสิ่ง

แต่นั่นไม่ได้หมายถึงอาหาร

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ไม่ว่าพิธีกรรมในงานบุญผะเหวดจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร ผ้าผะเหวดจะถูกเขียนสีด้วยสีเคมีแทนสีจากธรรมชาติ การเดินทางมาร่วมงานบุญด้วยเท้าเปลี่ยนเป็นพาหนะที่สะดวกกว่า ข้าวปุ้นถูกเปลี่ยนจากการทำเส้นสดด้วยมือเป็นข้าวปุ้นจากท้องตลาด

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่งานบุญยังเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าแม่ครัวฝีมือดีเสมอ

เหตุผลข้อหนึ่งที่เล่าต่อๆ กันมาคือ เมื่อผู้ชายมีโอกาสบวช มีโอกาสประกอบบุญผ่านทางผ้าเหลืองได้ เหล่าผู้หญิงที่ขาดแคลนโอกาสดังที่ว่าจึงเหลือเพียงโอกาสเดียวที่จะได้ทำบุญเช่นนั้นนั่นคือการเข้าร่วมพิธีกรรมงานบุญผ่านทางกิจกรรมต่างๆ บางคนทอผ้าเพื่อใช้ทำผ้าผะเหวด บางคนรับตกแต่งของคายหรือของบูชา แต่หลายคนที่ไม่มีฝีมือทั้งด้านการทอและด้านศิลปะเลือกการทำอาหาร อย่างน้อยแรงงานในครัวมีที่ว่างเสมอ และอย่างน้อยทุกคนล้วนมีฝีมือด้านอาหารในทางใดก็ทางหนึ่ง

ขณะที่มื้อจังหันกำลังดำเนินไป มีคำขอพิเศษมาจากทางบนศาลา พระภิกษุนักเทศน์รูปหนึ่งร้องขอผ่านตัวแทนว่า อยากฉันส้มตำหรือหมากฮุ่งเป็นกรณีพิเศษ นัยว่าถ้าขาดไปจะทำให้การเทศน์ไม่คล่องปาก

เมื่อคำขอนั้นมาถึงครัว แม่อรหยิบครกที่คว่ำอยู่โดยไม่อิดออดก่อนจะตะโกนเรียกให้ใครสักคนในบริเวณใกล้เคียงไปขอหรือหาซื้อมะละกอดิบจากชาวบ้านแถวนี้มาโดยด่วน ราว 10 นาที เสียงรถเครื่องคันหนึ่งก็จอดลงที่ครัวพร้อมมะละกอสีเขียวนวลสามสี่ลูก แม่อรสับมะละกอ ปรุงน้ำปลาร้า ในขณะที่แม่ครัวคนอื่นแกะพริก เตรียมผักข้างเคียง

ไม่กี่อึดใจตำหมากฮุ่งแบบเร่งด่วนชนิดที่เรียกได้ว่า Fast Track ก็ถูกนำไปขึ้นบนศาลาก่อนที่วงฉันจังหันจะยุติลง

ไม่มีเวลาให้แม่ครัวเหล่านี้ได้หยุดพัก ผมยื่นน้ำส้มบรรจุขวดที่รู้ดีว่าหวานเกินพิกัดให้แม่อร อย่างน้อยมันก็เรียกกำลังวังชาก่อนที่อาหารมื้อเพลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แม่ครัวสองสามคนลงมือแล่ปลานิลสำหรับต้มปลา คนที่เหลือเอาแกงเขียวหวานขึ้นอุ่น ส่วนคนครัวที่เป็นชายลงมือทอดไก่ทอด เมนูโปรดของเด็กๆ ในขณะที่อีกคนทำของยาก คือการเอาข้าวเหนียวดำใส่น้ำแล้วตั้งไฟเพื่อทำการกวนข้าวทิพย์อันเป็นงานหนัก เพราะคนกวนจะต้องยืนกวนไปเรื่อยๆ จนกว่าข้าวเหนียวจะนิ่มพอจึงจะเติมกะทิและน้ำตาลลงไป

ของหวานที่เรียกว่าข้าวทิพย์นี้ทำในหม้อขนาดใหญ่เพื่อแบ่งกันกินให้ทั่วถึง อีกทั้งยังใช้เป็นของดับหิวหลังเพลสำหรับผู้ที่ตั้งใจฟังกัณฑ์เทศน์ให้ครบ 13 กัณฑ์ ทุกอย่างดูจะดำเนินไปด้วยดี ก่อนที่จะมีข่าวสำคัญว่าชาวบ้านอีกหมู่บ้านกำลังเดินทางมาสมทบในงานบุญ ความเป็นไปได้ที่อาหารจะไม่เพียงพอเกิดขึ้นในฉับพลัน แม่อรยกหูโทรศัพท์เรียกใครบางคนให้เพิ่มจำนวนปลานิลโดยด่วน

ต้มปลานิลจากหนึ่งหม้อถูกขยายเป็นสองหม้อใหญ๋ เตาถ่านที่ทำหน้าที่เต็มพิกัดกว่าสามเตาไม่สามารถรองรับงานที่มีได้อีกต่อไป เตาใหม่ถูกจุดเพิ่ม ถ่านและฟืนถูกลำเลียงมายังพื้นที่ เวลาเพิ่งผ่านรุ่งสางมาได้เพียง 3 ชั่วโมง กัณฑ์เทศน์ดำเนินต่อไปอย่างสงบเย็น แต่เบื้องล่างของศาลาทุกอย่างดูพลุกพล่านไปด้วยกำลังกายจากแม่ครัวทุกคน

ข้าวทิพย์ถูกกวนจนได้ที่ กะทิที่เตรียมไว้แต่เช้าถูกคั้นและเติมลงไปในหม้อ จาวมะพร้าวถูกแบ่งให้เด็กเล็กๆ ในบริเวณนั้น ปลาที่นึ่งไว้ก่อนถูกนำลงหม้อต้ม ส่วนปลานิลที่มาใหม่ตามคำสั่งของแม่อรถูกนำลงหวดเพื่อนึ่งในทันที นาฬิกาบนผนังบอกเวลา 10 โมงครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงกัณฑ์เทศน์จะพักช่วงเพื่อให้พระภิกษุได้ฉันอาหารเพลและให้อุบาสก อุบาสิกา ได้ยืดเส้นยืดสาย

แต่คำว่าพักไม่มีในบริเวณครัว เสียงตะโกนถามว่าข้าวที่หุงไว้พอเพียงไหม เส้นข้าวปุ่นอีกเล่าจะต้องซื้อหามาเติมหรือไม่ และแทนจะต้องรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีก แม่อรสั่งตำหมากฮุ่งหรือส้มตำอีหหนึ่งถาดใหญ่ “กินกับไก่ทอดนี่แหละ ง่ายดี” เสียงแม่ครัวคนใดคนหนึ่งบอก

ทุกอย่างถูกลำเลียงมาจัดลงถาดอีกครั้ง ภาชนะใส่อาหารบนศาลาถูกนำมาทำความสะอาด มือล้างจานเป็นสาวน้อยคนหนึ่งที่แน่ชัดว่าเธอยังไม่พร้อมสำหรับลงสนามแม่ครัวในงานบุญ “ทำงานโรงงานอยู่แถวพระปะแดง กลับบ้าน 2 ครั้งตอนงานนี้และอยู่ยาวถึงสงกรานต์ กับอีกครั้งหนึ่งตอนวันปีใหม่ เจ้านายเข้าใจ วันลาไม่พอก็อาศัยแลกเอากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็ทำโอทีเอา” เธอบอกผม น้ำเสียงใสซื่อระคนใบหน้าอิ่มเอิบในการลงแรงครั้งนี้ทำให้เชื่อแน่ว่าอีกไม่กี่ปีต่อมาเธอคงเป็นหนึ่งในทีมกู้โลกประจำงานบุญเป็นแน่

ชามสีขาวขนาดย่อมถูกทยอยนำออกมาจากพื้นที่เก่าเก็บของมันทีละใบ ผมเฝ้ามองกระบวนการกลับคืนมามีชีวิตของมันอย่างตั้งใจ ชามแต่ละใบถูกผู้คนในบริเวณนั้นทำความสะอาด เริ่มจากการล้างน้ำขจัดฝุ่นผง ลงน้ำยาล้างจาน ขัดถูจนขึ้นเงาและเช็ดให้แห้ง มองในด้านหนึ่งมันแทบไม่ต่างจากการนำงานศิลปะล้ำค่าออกจากห้องนิรภัยในพิพิธภัณฑ์ใหญ่เพื่อทำการจัดแสดงให้สาธารณชนได้ประจักษ์ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ทุกกิจกรรมเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่แน่นอน

ความแตกต่างมีเพียงว่าผู้ชมงานศิลปะในที่นี้มีแต่เพียงชาวบ้านในบริเวณวัดป่าศรีอุดร บ้านนาเวียงน้อย ที่มีจำนวนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นเอง

การลำเลียงชามเป็นจุดเริ่มต้นของงาน ส่วนจุดสิ้นสุดของพิธีกรรมในวันนี้ยังอีกยาวไกล

คนที่ตื่นเช้าที่สุดในวันสุดท้ายของงานบุญผะเหวด หรืองานเทศน์ 13 กัณฑ์จากเวสสันดรชาดก ไม่ใช่ภิกษุที่ทำหน้าที่ขึ้นธรรมมาสน์สวดกัณฑ์เทศน์ หากแต่เป็นเหล่าแม่ครัวที่ต้องตระเตรียมสำหรับมื้อเช้าหรือจังหัน

งานบุญผะเหวด

พวกเขาเข้าที่วัดป่าศรีอุดรตั้งแต่เวลาตี 3 ชามกระเบื้องตราไก่ที่อายุมากกว่าผมและใครทุกคนในที่นี้ (ว่ากันว่าบางใบมีอายุนับร้อยปี) ซึ่งถูกเก็บไว้ใช้เฉพาะงานพิธีกรรมสำคัญถูกเรียงอย่างเป็นระเบียบ เตาถ่าน 4 เตาถูกติดรอพร้อมสำหรับการปรุงอาหาร หากชามเหล่านั้นมีโอกาสอวดโฉมไม่บ่อยครั้งนัก การรวมตัวของเหล่าแม่ครัวในบริเวณนี้ก็เช่นกัน พวกเขามาพบกันในที่นี่แห่งนี้เพียงปีละ 2 ถึง 3 ครั้งเป็นอย่างมาก บางคนมีงานประจำอยุู่ที่เมืองหลวงและต้องลางานเดินทางไกลมา บางคนเป็นข้าราชการครูที่ต้องจัดสรรภาระการสอนเพื่อวันนี้ บางคนมีเรือกสวนไร่นาที่ต้องฝากผู้อื่นดูแล

งานบุญขนาดใหญ่เช่นนี้เรียกร้องการรวมตัวของพวกเขาไม่ต่างเสียงเรียกร้องให้รวมตัวทีมกู้โลกแบบ Avengers ในภาพยนตร์ยอดนิยม ทุกคนปรากฏตัว ทักทายกัน ก่อนจะพากันแบ่งงานกันทำ แบ่งรายการอาหารที่รับผิดชอบ แบ่งหน้าที่ทั้งประสานงาน จัดหาวัตถุดิบ ดูแลภาชนะและจำนวนอาหารให้เพียงพอกับจำนวนคน ทั้งหมดนี้ดำเนินไปภายใต้แสงนีออนและแสงจันทร์

อาหารชุดแรกสำเร็จเสร็จสิ้นในช่วงตี 5 กว่าๆ ก่อนฟ้าสาง เป็นแกงเขียวหวานไก่หม้อใหญ่ที่จัดลงชามพร้อมกับขนมจีนเส้นสีขาวสะอาด แม่อร หัวหน้าคนครัวหรือเชฟใหญ่ในที่นั่นบอกผมว่า เมื่อก่อนนั้นขนมจีนหรือเส้นข้าวปุ้นจะบีบเส้นกันสดๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย แต่ปัจจุบันการทำเช่นนั้นก่อให้เกิดความยุ่งยากทั้งการโม่แป้งและการต้มน้ำลวกเส้นซึ่งจะเปลืองกำลังคนขึ้นอีก ทางออกจึงลงเอยด้วยการใช้เส้นขนมจีนสำเร็จรูป

ดังนั้น ความยุ่งยากที่เหลือจึงไปอยู่ที่การทำแกงเขียวหวานแทน ไก่ที่ใช้ต้องเป็นไก่บ้านที่มีเนื้อแน่น กะทิที่ใช้จะต้องเป็นกะทิที่หาได้จากบริเวณนี้ทั้งรับบริจาคมาและทั้งไปซื้อหาเอาจากที่ตลาด เครื่องขูดกะทิไฟฟ้าที่นี่เก่าแก่ไม่น้อยแม้ว่าจะไม่เก่าถึงขนาดชามแกงก็ตาม มันเป็นก้านยาวสีดำที่พอเดาออกได้ว่าอาจเคยเป็นเพลาของรถอะไรมาก่อน ปลายเพลาติดตั้งลูกกลมที่มีหนาม ผู้ขูดซึ่งเป็นแม่ครัวคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านจะใช้กะลากะทิวนไปรอบๆ ลูกกลมนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนจะมีขึ้นไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจพลาดไปให้เครื่องกินเลือดกินเนื้อจากมือ

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

กะทิที่ว่านี้จะถูกนำไปคั้นเพื่อใช้แกงและที่เหลือจะเตรียมไปผสมกับข้าวทิพย์ซึ่งเป็นขนมที่หากินได้เฉพาะงานบุญ

ความเชื่อที่ว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุของผู้กินถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกัน

บางเสียงอ้างว่าการต่ออายุไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับโอกาสที่จะได้ใช้ข้าวใหม่ทำเส้นแป้งอันเป็นการอวดศักดิ์ศรีของนาข้าวในบริเวณนั้นไปกลายๆ ดังมีคำกล่าวว่า “กินข้าวปุ้น บุญมหาชาติ” ดังมีคำเรียกงานบุญผะเหวดอีกอย่างว่า บุญข้าวปุ้น ส่วนบรรดาผู้ที่อ้างว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุก็อ้างตามความเชื่อที่ได้รับมาหลังการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ แล้วหวนกลับมาบ้านเกิด

วัฒนธรรมการกินเส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นขนมจีน มักเกิดในงานมงคลของคนจีน ดังนั้น การกินขนมจีนน่าจะมาจากเรื่องราวที่ว่านี้เอง เพราะกลุ่มแม่ครัวที่เคยเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ มีจำนวนไม่น้อย

แม่อรก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น 2 รอบกับชีวิตในกรุงเทพฯ ก่อนจะถึงวัย 40 ปีปลายๆ รอบแรกทำงานเป็นลูกจ้างร้านขนมแถวปทุมวัน ก่อนจะโยกย้ายไปประจำร้านอาหารตามสั่ง อยู่บริเวณนั้นหลายปี จากร้านสู่ร้าน นับตั้งแต่สลัดกระโปรงนักเรียนชั้นประถมปลาย ก่อนจะตัดสินใจกลับมาพักที่บ้านและได้พบรักกับหนุ่มในหมู่บ้าน ชักชวนกันกลับไปแสวงโชคในเมืองอีกครา ครานี้ตัดสินใจทำงานเป็นแม่บ้านประจำบ้านคหบดีท่านหนึ่งที่งานเบาสบายกว่าเดิม

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ประสบการณ์การทำงานร้านอาหารหลายปีทำให้แม่อรรับหน้าที่ทั้งแม่ครัวและแม่บ้านในบ้านหลังนั้น ชีวิตดีขึ้น มีที่พักโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า มีอาหารครบ 3 มื้อ แม้จะต้องทนแยกกับคนรัก แต่การเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจมากกว่า อยู่กรุงเทพฯ ครานี้อีกหลายปีและกลับมาอีกครั้งในวัย 30 ปลายและไม่จากไปไหนอีกเลย ทำไร่ ทำนา ปลูกบ้านที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงตนเอง จนตอนนี้กลายเป็นบุคคลสำคัญในทุกงานสาธารณะประจำหมู่บ้าน

ว่ากันว่าหลายคนมุ่งหวังที่จะเห็นแม่อรสวมบทผู้ใหญ่บ้านซึ่งน่าจะเป็นจริงในไม่นานนี้

อาหารสำหรับจังหันถูกเตรียมใส่ถาดสังกะสีลายดอกไม้ นั่นคือกิจกรรมด้านล่าง ในขณะที่กิจกรรมด้านบนของศาลาการเปรียญไม้มีเสียงอาราธนาศีลก่อนการการขึ้นธรรมาสน์ของพระรูปแรก กัณฑ์ผะเหวดเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ โดยเริ่มจากการเทศน์สังกาดอันเป็นการเทศนาเล่าเรื่องของอายุพุทธศาสนาหรือพุทธกาลตั้งแต่ต้นจนอวสาน ก่อนจะตามด้วยทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์เทศน์กัณฑ์แรก ทศพรกัณฑ์นั้นเป็นกัณฑ์ที่เล่าถึงพร 10 ประการที่พระอินทร์ทรงมีให้แก่นางผุสดีผู้เป็นพระราชมารดาของพระเวสสันดรหรือผะเหวด

ช่วงเวลานั้นเองบริเวณลานหน้าวัดคึกคักขึ้น บรรดา อุบาสก อุบาสิกา ที่มีคำเรียกขานกันในภาษาอีสานว่า พ่อออก แม่ออก พากันหอบลูกจูงหลานเดินทางมาที่วัด รถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์พากันหาที่จอดกันตามสะดวก แดดเริ่มร้อนแรงตามลำดับ หมดกัณฑ์แรกนี่น่าจะได้เวลาถวายจังหันเช้า บนศาลาการเปรียญเริ่มเนืองแน่นไปด้วยคนที่ลำเลียงอาหารจากการตระเตรียมมาของตนรวมกับอาหารจากครัว

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ในประเพณีงานบุญของอีสานที่เรียกกันว่า ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ (ที่หมายถึงข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง จารีตสิบสอง ครรลองสิบสี่) งานบุญผะเหวดถือว่าเป็นงานที่สำคัญที่สุด หมู่บ้านใดที่ขาดการจัดงานบุญผะเหวดจะถือว่าต้องประสบภัยพิบัติไม่ว่าจะฝนแล้ง ไฟป่า หรือเหตุหายนะต่างๆ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในงานนี้จึงเต็มไปด้วยผู้มาร่วมงานบุญอย่างเนืองแน่นที่สุด

หลังทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์แรกจบลง ผู้คนบางส่วนลงจากศาลามาเหยียดแข้งเหยียดขาที่เบื้องล่าง หนุ่มสาวที่เพิ่งมางานเอาข้าวเหนียวที่ถูกจัดวางไว้ตามตระกร้าซึ่งผูกไว้กับต้นไม้เขวี้ยงใส่กันให้เกิดสิริมงคล

ข้าวเหนียวเหล่านั้นถูกทำทานมาจากหลายแหล่งและนำมาที่นี่ด้วยขบวนแห่เมื่อวาน มีคำเรียกขานข้าวเหนียวเหล่านี้ว่า ข้าวพันก้อน เป็นข้าวเหนียวที่ถูกปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ให้มีจำนวนมากและนำมาใช้ในงานพิธี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของงานบุญผะเหวด

งานบุญผะเหวดนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 3 วัน โดยในวันแรกนั้นเรียกว่า วันโฮม เป็นวันตระเตรียมการทำพิธี มีทั้งการเริ่มต้นห่อข้าวต้มมัดซึ่งใช้เป็นเสบียงในการฟังเทศน์ในวันที่ 3 บางคนที่ว่างก็มาจัดรอบๆ บริเวณวัดให้มีลักษณะคล้ายป่าที่ปรากฏในเวสสันดรชาดก วันที่ 2 เป็นวันที่ชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทั้ง 13 กันฑ์จัดตั้งขบวนแห่กัณฑ์เทศน์พิเศษกันเองในแต่ละหมู่บ้าน ที่เรียกว่า กัณฑ์หลอน อันหมายถึงกัณฑ์ที่จัดทำขึ้นหลอกๆ หลังจากนั้นจะแห่กัณฑ์เทศน์นี้ไปรอบหมู่บ้านเพื่อรับเครื่องไทยทานทั้งหลายแล้วแห่กัณฑ์ที่ว่านี้มาไว้ที่วัด และจัดพื้นที่สำหรับใส่ข้าวพันก้อนตามมุมต่างๆ

วันสำคัญสูงสุดนั้นอยู่ที่วันที่ 3 อันเป็นวันที่มีเทศน์ผะเหวดและเป็นวันที่แขกซึ่งมาเยือนจากหมู่บ้านอื่นจะเดินทางมาถึง ในอดีตแขกเหล่านี้มักติดตามพระนักเทศน์ที่เดินทางมาจากถิ่นฐานของตน จึงจำต้องมีการจัดเตรียมที่พักให้กับแขกที่มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างซุ้มหรือปะรำชั่วคราวสำหรับผู้มาเยือน แต่ปัจจุบันเมื่อการเดินทางสะดวก แทบทุกคนมีรถปิคอัพอันเป็นพาหนะสัญจรเยี่ยงกระดูกสันหลังของอีสานไว้ใช้ การค้างคืนจึงหมดความสำคัญอีกต่อไป หลายอย่างที่เคยเห็นเคยทำจึงจากไปทีละสิ่ง

แต่นั่นไม่ได้หมายถึงอาหาร

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ไม่ว่าพิธีกรรมในงานบุญผะเหวดจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร ผ้าผะเหวดจะถูกเขียนสีด้วยสีเคมีแทนสีจากธรรมชาติ การเดินทางมาร่วมงานบุญด้วยเท้าเปลี่ยนเป็นพาหนะที่สะดวกกว่า ข้าวปุ้นถูกเปลี่ยนจากการทำเส้นสดด้วยมือเป็นข้าวปุ้นจากท้องตลาด

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่งานบุญยังเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าแม่ครัวฝีมือดีเสมอ

เหตุผลข้อหนึ่งที่เล่าต่อๆ กันมาคือ เมื่อผู้ชายมีโอกาสบวช มีโอกาสประกอบบุญผ่านทางผ้าเหลืองได้ เหล่าผู้หญิงที่ขาดแคลนโอกาสดังที่ว่าจึงเหลือเพียงโอกาสเดียวที่จะได้ทำบุญเช่นนั้นนั่นคือการเข้าร่วมพิธีกรรมงานบุญผ่านทางกิจกรรมต่างๆ บางคนทอผ้าเพื่อใช้ทำผ้าผะเหวด บางคนรับตกแต่งของคายหรือของบูชา แต่หลายคนที่ไม่มีฝีมือทั้งด้านการทอและด้านศิลปะเลือกการทำอาหาร อย่างน้อยแรงงานในครัวมีที่ว่างเสมอ และอย่างน้อยทุกคนล้วนมีฝีมือด้านอาหารในทางใดก็ทางหนึ่ง

ขณะที่มื้อจังหันกำลังดำเนินไป มีคำขอพิเศษมาจากทางบนศาลา พระภิกษุนักเทศน์รูปหนึ่งร้องขอผ่านตัวแทนว่า อยากฉันส้มตำหรือหมากฮุ่งเป็นกรณีพิเศษ นัยว่าถ้าขาดไปจะทำให้การเทศน์ไม่คล่องปาก

เมื่อคำขอนั้นมาถึงครัว แม่อรหยิบครกที่คว่ำอยู่โดยไม่อิดออดก่อนจะตะโกนเรียกให้ใครสักคนในบริเวณใกล้เคียงไปขอหรือหาซื้อมะละกอดิบจากชาวบ้านแถวนี้มาโดยด่วน ราว 10 นาที เสียงรถเครื่องคันหนึ่งก็จอดลงที่ครัวพร้อมมะละกอสีเขียวนวลสามสี่ลูก แม่อรสับมะละกอ ปรุงน้ำปลาร้า ในขณะที่แม่ครัวคนอื่นแกะพริก เตรียมผักข้างเคียง

ไม่กี่อึดใจตำหมากฮุ่งแบบเร่งด่วนชนิดที่เรียกได้ว่า Fast Track ก็ถูกนำไปขึ้นบนศาลาก่อนที่วงฉันจังหันจะยุติลง

ไม่มีเวลาให้แม่ครัวเหล่านี้ได้หยุดพัก ผมยื่นน้ำส้มบรรจุขวดที่รู้ดีว่าหวานเกินพิกัดให้แม่อร อย่างน้อยมันก็เรียกกำลังวังชาก่อนที่อาหารมื้อเพลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แม่ครัวสองสามคนลงมือแล่ปลานิลสำหรับต้มปลา คนที่เหลือเอาแกงเขียวหวานขึ้นอุ่น ส่วนคนครัวที่เป็นชายลงมือทอดไก่ทอด เมนูโปรดของเด็กๆ ในขณะที่อีกคนทำของยาก คือการเอาข้าวเหนียวดำใส่น้ำแล้วตั้งไฟเพื่อทำการกวนข้าวทิพย์อันเป็นงานหนัก เพราะคนกวนจะต้องยืนกวนไปเรื่อยๆ จนกว่าข้าวเหนียวจะนิ่มพอจึงจะเติมกะทิและน้ำตาลลงไป

ของหวานที่เรียกว่าข้าวทิพย์นี้ทำในหม้อขนาดใหญ่เพื่อแบ่งกันกินให้ทั่วถึง อีกทั้งยังใช้เป็นของดับหิวหลังเพลสำหรับผู้ที่ตั้งใจฟังกัณฑ์เทศน์ให้ครบ 13 กัณฑ์ ทุกอย่างดูจะดำเนินไปด้วยดี ก่อนที่จะมีข่าวสำคัญว่าชาวบ้านอีกหมู่บ้านกำลังเดินทางมาสมทบในงานบุญ ความเป็นไปได้ที่อาหารจะไม่เพียงพอเกิดขึ้นในฉับพลัน แม่อรยกหูโทรศัพท์เรียกใครบางคนให้เพิ่มจำนวนปลานิลโดยด่วน

ต้มปลานิลจากหนึ่งหม้อถูกขยายเป็นสองหม้อใหญ๋ เตาถ่านที่ทำหน้าที่เต็มพิกัดกว่าสามเตาไม่สามารถรองรับงานที่มีได้อีกต่อไป เตาใหม่ถูกจุดเพิ่ม ถ่านและฟืนถูกลำเลียงมายังพื้นที่ เวลาเพิ่งผ่านรุ่งสางมาได้เพียง 3 ชั่วโมง กัณฑ์เทศน์ดำเนินต่อไปอย่างสงบเย็น แต่เบื้องล่างของศาลาทุกอย่างดูพลุกพล่านไปด้วยกำลังกายจากแม่ครัวทุกคน

ข้าวทิพย์ถูกกวนจนได้ที่ กะทิที่เตรียมไว้แต่เช้าถูกคั้นและเติมลงไปในหม้อ จาวมะพร้าวถูกแบ่งให้เด็กเล็กๆ ในบริเวณนั้น ปลาที่นึ่งไว้ก่อนถูกนำลงหม้อต้ม ส่วนปลานิลที่มาใหม่ตามคำสั่งของแม่อรถูกนำลงหวดเพื่อนึ่งในทันที นาฬิกาบนผนังบอกเวลา 10 โมงครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงกัณฑ์เทศน์จะพักช่วงเพื่อให้พระภิกษุได้ฉันอาหารเพลและให้อุบาสก อุบาสิกา ได้ยืดเส้นยืดสาย

แต่คำว่าพักไม่มีในบริเวณครัว เสียงตะโกนถามว่าข้าวที่หุงไว้พอเพียงไหม เส้นข้าวปุ่นอีกเล่าจะต้องซื้อหามาเติมหรือไม่ และแทนจะต้องรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีก แม่อรสั่งตำหมากฮุ่งหรือส้มตำอีหหนึ่งถาดใหญ่ “กินกับไก่ทอดนี่แหละ ง่ายดี” เสียงแม่ครัวคนใดคนหนึ่งบอก

ทุกอย่างถูกลำเลียงมาจัดลงถาดอีกครั้ง ภาชนะใส่อาหารบนศาลาถูกนำมาทำความสะอาด มือล้างจานเป็นสาวน้อยคนหนึ่งที่แน่ชัดว่าเธอยังไม่พร้อมสำหรับลงสนามแม่ครัวในงานบุญ “ทำงานโรงงานอยู่แถวพระปะแดง กลับบ้าน 2 ครั้งตอนงานนี้และอยู่ยาวถึงสงกรานต์ กับอีกครั้งหนึ่งตอนวันปีใหม่ เจ้านายเข้าใจ วันลาไม่พอก็อาศัยแลกเอากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็ทำโอทีเอา” เธอบอกผม น้ำเสียงใสซื่อระคนใบหน้าอิ่มเอิบในการลงแรงครั้งนี้ทำให้เชื่อแน่ว่าอีกไม่กี่ปีต่อมาเธอคงเป็นหนึ่งในทีมกู้โลกประจำงานบุญเป็นแน่

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load