ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะมีชุมชนล้อมรอบเขื่อนลำปาวมาตั้งแต่แรกสร้างในปี 2511 ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะมีพันธ์ุปลามหาศาลในเขื่อนมาตั้งแต่ปี 2511 กว่าที่ปลาร้าไหแรกจากชุมชนรอบเขื่อนลำปาวจะออกสู่ท้องตลาดก็ต้องรอเนิ่นนานถึงปี 2543 แต่การรอคอยเนิ่นนานอย่างนั้นก็คุ้มค่า เพราะพอเริ่มต้นจำหน่ายปลาร้าไหแรกในราคากิโลละ 2 บาท บ้านโนนปลาขาว ตำบลภูสิงห์ อําเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็ก้าวสู่การเป็นหมู่บ้านปลาร้าไฮเทคนับแต่แรกเริ่มเลย

บ่ายกลางพรรษาหลังประเพณีบุญข้าวประดับดินในเดือนสิบผ่านพ้นไปไม่นานนัก ผมควบมอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่ออกจากที่พักในแถบโนนบุรี วิ่งอ้อมภูสิงห์อันเป็นภูหนึ่งเดียวในแถบนี้ไปยังบ้านโนนปลาขาว ต้นยางหลายต้นข้างทางอวดใบเขียวระบัด ไม่นับข้าวที่อวดต้นเรียวงามราวกับจะบอกว่าอีกไม่นานจะได้เวลาหุงข้าวใหม่ทำบุญกฐินกันแล้ว บ้านโนนปลาขาวเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดเขื่อนลำปาว

แม้จะไม่ใช่หมู่บ้านเดียวที่ติดเขื่อนลำปาว เพราะเขื่อนลำปาวซึ่งแยกสาขามาจากลุ่มน้ำชีนั้นมีหมู่บ้านล้อมรอบมากมาย แต่โนนปลาขาวเป็นหมู่บ้านเดียวที่ขึ้นชื่อนักว่ามีปลาร้าหรือปลาแดกรสเลิศ ปลาร้าไฮเทคฝีมือแม่ฝ้ายต้องลองสักครั้ง โดยเฉพาะปลาร้าปลาสวายนั้นห้ามพลาด ถ้าพูดด้วยสำนวนไม้เมืองเดิมก็คือใครๆ เขาก็ลือกันทั้งบาง

ปลาร้า, ปลาร้าไฮเทค

“เราเริ่มต้นทำปลาร้าเพราะมาเลี้ยงปลาในกระชังกัน เลี้ยงไปเลี้ยงมาปลามันหลาย ขายไม่ทัน หันไปหันมาก็มีแต่ทำปลาร้านี่แหละที่จะแก้ปัญหาได้ลงตัวที่สุด ตอนแรกก็ยังทำไม่เป็นเท่าไรนัก ไอ้ทำทีละมากๆ นี่ได้คนขายปลาร้าจากสุรินทร์มาสอนวิธีให้ ทั้งสูตร ทั้งช่วยเอาไปขาย ก็เริ่มต้นจากตรงนั้นมา”

ปลาร้า, ปลาร้าไฮเทค

หลังจอดรถหน้าบ้านแม่ฝ้ายที่อยู่ฝั่งซ้ายของถนนเล็กๆ ซึ่งนำลงไปแม่น้ำ ส่วนฝั่งขวาเป็นโรงงานปลาแดกขนาดปานกลางที่มีโอ่งแปดสิบหรือเก้าสิบโอ่งเรียงตัวอยู่ในนั้น ผมก็เริ่มต้นการพูดคุยกับแม่ฝ้าย ผู้นำโครงการทำปลาร้าของบ้านโนนปลาขาว ตั้งแต่ปี 2543 สิบแปดปีแล้วที่แม่ฝ้ายยืนหยัดอยู่ที่นี่ อยู่เหนือโอ่งปลาร้าจำนวนมากในทุกๆ วัน

“ที่ตั้งชื่อปลาร้าไฮเทคก็เพราะเจตนาจะให้คนรู้สึกว่าปลาร้าของเราทำอย่างถูกต้องตามหลักอนามัยทุกประการ ทั้งวิธีการหมัก ทั้งเกลือที่ใช้ ทั้งปลา ทั้งฮำหรือรำข้าว เราทำแบบมีการควบคุม มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายสิบปีผ่านไปคนก็จำได้จริง บอกชื่อปลาร้าแม่ฝ้าย ปลาร้าไฮเทค เขาก็ยอมรับ คนกินเขาบอกกันปากต่อปาก ปีต่อปี ของเรามีทั้งแบบขวด แบบบรรจุถุง แบบขายยกปี๊บ สะดวกแบบไหนก็มาเลือกซื้อเอาไปได้”

ปลาร้า, ปลาร้าไฮเทค

คำว่าสะดวกแบบไหนนั้นหมายถึงคุณต้องตื่นเช้าพอ ปลาร้าแม่ฝ้ายเปิดแผงตั้งแต่ตี 3 ที่ตลาดสดบ้านโนนบุรี  8 โมงก็เก็บร้าน ขายเฉพาะตอนเช้า ใครมาก่อนก็ได้ของ ใครมาทีหลัง ไม่ทันวันนี้ ก็รอของล็อตต่อไปในวันรุ่งขึ้น   

“ตอนเริ่มต้นทำใหม่ๆ ปลาที่ทำพวกปลาขาว ปลาสร้อยอะไรนี่ ตกโลละ 3 บาทเท่านั้นเอง หมักเสร็จก็เหมาขายเป็นปี๊บ ปี๊บละร้อยบาท ตอนแรกก็ขายยาก สมัยก่อนคนอีสานที่ไหนเขาจะมาซื้อปลาร้ากินกันล่ะ บ้านไหน บ้านไหน เพิ่นก็หมักปลาร้าตนเองกิน เฮ็ดอยู่เฮ็ดกินแบบนั้น บ้านไหนชอบแบบไหน ชอบเค็ม ชอบหอม ชอบรสไหนก็ทำรสนั้น อย่างมากก็แลกเอากัน มีข้าวมาแลกปลาร้า มีเนื้อ มีของ มาแลกปลาร้า ตอนทำใหม่ๆ ตลาดมันยาก เราก็ทำไป ไม่เหมือนสมัยนี้ บรรจุขวดขายสารพัดยี่ห้อ ในซูเปอร์มาร์เก็ต ในร้านสะดวกซื้อ มีหมด”

ผมนั่งคำนวณตัวเลข ปลากิโลละ 3 บาท ราคาปลาร้าอยู่ที่ปี๊บละร้อยบาท ปัจจุบันปลาน้อยตัวไม่ใหญ่มากอย่างปลาขาวหรือปลาสร้อยตกโลกละ 10 – 15 บาท ราคาปลาร้าต่อปี๊บน่าจะขึ้นไปถึง 3 – 5 เท่าเลยทีเดียว

“เดี๋ยวนี้หรือ ตกปี๊บละ 400 แล้ว” 4 เท่าตัวจากในอดีต ผมคำนวณ “แต่ขายง่ายกว่าแต่ก่อน ในโรงปลาร้าตอนนี้มี 80 – 90 โอ่ง แต่ขายแทบจะไม่ทันแล้ว”

ปลาร้า, ปลาร้าไฮเทค

“แม่ใช้ของจากที่ไหนบ้าง” ผมถามถึงของสำคัญในการทำปลาร้าหรือปลาแดก ปลานั้นไม่ต้องบอกว่ามาจากไหน ทั้งหมดขึ้นมาจากเขื่อนลำปาวเบื้องหน้าผม ทั้งปลาในกระชังและปลาที่ได้มาตามฤดูกาล ปลาสวายถ้าได้มาก็เอามาทำปลาร้าเหมือนกัน แต่นั่นถือว่าเป็นปลาร้าชั้นดีที่จะไม่เอามาต้มทำน้ำปลาร้า แต่จะเอาตัวปลามาห่อด้วยใบตองแล้วเอาไปจี่หรือไปปิ้งไฟ หรือใครบางคนจะเอาไปทอดกินก็ไม่ว่ากัน

“เกลือเราสั่งมาจากแถบบ้านดุง เป็นเกลือสินเธาว์หรือเกลือดิน ตันละ 2,500 บาท ส่วนรำข้าวนั้นมีคนเอามาส่ง เขาเอามาจากโรงสีอีกที เป็นรำอ่อนถุงละ 500 บาท ส่วนโอ่งมาไกลหน่อย” แม่ฝ้ายปรายตามองไปที่โอ่งมังกรสีน้ำตาลเข้ม “ของราชบุรี” ผมถาม “ใช่ นั่นแหละ เดินทางมาไกลจากแถวนั้นเทียว”

“แล้วแม่หมักไว้นานแค่ไหน” โอ่งแต่ละโอ่งมีฝาปิดที่หุ้มด้วยพลาสติกแน่นหนา ดูแปลกตากจากถังหมักชีวภาพสีน้ำเงินที่ตอนนี้เป็นที่แพร่หลายในโรงปลาร้าหลายโรงที่ผมไปเยือน “8 – 12 เดือนหรือปีหนึ่งนั่นแหละ เราเปิดดมกลิ่นดูเอา พอพ้น 8 เดือนนี่ถือว่าใช้ได้แล้ว อันไหนโอเคก็เอามาตักขายก่อน ช่วงนี้มีงานทุกวัน หน้าฝน มีปลาพอได้อยู่ เดี๋ยวพอเข้าหน้าแล้ง ปลาหายาก ปริมาณการหมักก็น้อยลง คนงานหรือกลุ่มแม่บ้านที่อยู่กับเรามันเลยไม่ตายตัว แต่ก็อยู่ราวๆ หลักสิบมาตลอด ช่วงไหนไม่ติดงานอะไร เขาก็มาทำกับเรา พอถึงหน้านา มีงานในนา เขาก็ไปทำอย่างนั้น มีแม่นี่แหละอยู่ที่นี่ประจำ มาหาก็เจอ”

ระบบการจัดสรรเวลาทำงานในดินแดนอีสานเป็นเรื่องที่น่าสนใจ สมัยก่อนหมดหน้านาผู้หญิงก็ทอผ้า ทอเสื่อ ผู้ชายก็ออกรับจ้างทำงานไป พวกเก่งขับเก่งร้องก็ไปทำหมอลำ หมอแคน พวกชอบค้าขายก็ตามขบวนวัวขบวนควายไปขายตามที่อื่น แต่ปัจจุบันคู่แข่งสำคัญของการทำนาไม่ใช่อาชีพอื่นแล้ว แต่เป็นชีวิตคนโรงงานแทน หมดหน้านา ทั้งหนุ่มทั้งสาว ทั้งคนที่มีเรี่ยวแรง หายตัวเข้าไปอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม บางคนหายเพลินไป ไม่กลับมาทำนาในปีหน้าก็ยังมี

“ที่ทำมาหลายสิบปีแม่ภูมิใจอะไรมากที่สุด” “ภูมิใจเรื่องชื่อมันติดตลาดนี่แหละ” แม่ตอบ “เอ่ยชื่อปลาร้าไฮเทค ทุกคนรู้จักหมดว่าไม่มาจากไหน มาจากบ้านโนนปลาขาวของเรานี่ แสดงว่าที่เราทำมาทั้งรสชาติ ความสะอาด และคุณภาพ มันเป็นที่ยอมรับแล้ว”

บ่ายแก่ พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว ถ้าควบรถไปทันตรงแถบแหลมโนนวิเศษจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกเขื่อนลำปาวในภาพอันงดงาม ผมบอกลาแม่ฝ้ายพร้อมกับหิ้วถุงปลาร้าปลาสวาย 1 ถุงบึ่งไปทางแหลมโนนวิเศษ วันนี้ยังไม่ใช่วันที่จะหาใบตองมาทดลองปิ้งปลาร้าปลาสวายกิน แม้ว่าเนื้อสีแดงที่ผ่านการหมักอย่างได้ที่ของมันจะเย้ายวนใจยิ่งนัก

เนื้อปลาชิ้นนี้อดทนรอผมในโอ่งมาอย่างน้อย 8 เดือน ดังนั้นจะยืดเวลามันไปอีก 1 วัน มันคงไม่รู้สึกอะไรมากนักหรอก

ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะมีชุมชนล้อมรอบเขื่อนลำปาวมาตั้งแต่แรกสร้างในปี 2511 ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะมีพันธ์ุปลามหาศาลในเขื่อนมาตั้งแต่ปี 2511 กว่าที่ปลาร้าไหแรกจากชุมชนรอบเขื่อนลำปาวจะออกสู่ท้องตลาดก็ต้องรอเนิ่นนานถึงปี 2543 แต่การรอคอยเนิ่นนานอย่างนั้นก็คุ้มค่า เพราะพอเริ่มต้นจำหน่ายปลาร้าไหแรกในราคากิโลละ 2 บาท บ้านโนนปลาขาว ตำบลภูสิงห์ อําเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็ก้าวสู่การเป็นหมู่บ้านปลาร้าไฮเทคนับแต่แรกเริ่มเลย

บ่ายกลางพรรษาหลังประเพณีบุญข้าวประดับดินในเดือนสิบผ่านพ้นไปไม่นานนัก ผมควบมอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่ออกจากที่พักในแถบโนนบุรี วิ่งอ้อมภูสิงห์อันเป็นภูหนึ่งเดียวในแถบนี้ไปยังบ้านโนนปลาขาว ต้นยางหลายต้นข้างทางอวดใบเขียวระบัด ไม่นับข้าวที่อวดต้นเรียวงามราวกับจะบอกว่าอีกไม่นานจะได้เวลาหุงข้าวใหม่ทำบุญกฐินกันแล้ว บ้านโนนปลาขาวเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดเขื่อนลำปาว

แม้จะไม่ใช่หมู่บ้านเดียวที่ติดเขื่อนลำปาว เพราะเขื่อนลำปาวซึ่งแยกสาขามาจากลุ่มน้ำชีนั้นมีหมู่บ้านล้อมรอบมากมาย แต่โนนปลาขาวเป็นหมู่บ้านเดียวที่ขึ้นชื่อนักว่ามีปลาร้าหรือปลาแดกรสเลิศ ปลาร้าไฮเทคฝีมือแม่ฝ้ายต้องลองสักครั้ง โดยเฉพาะปลาร้าปลาสวายนั้นห้ามพลาด ถ้าพูดด้วยสำนวนไม้เมืองเดิมก็คือใครๆ เขาก็ลือกันทั้งบาง

ปลาร้า, ปลาร้าไฮเทค

“เราเริ่มต้นทำปลาร้าเพราะมาเลี้ยงปลาในกระชังกัน เลี้ยงไปเลี้ยงมาปลามันหลาย ขายไม่ทัน หันไปหันมาก็มีแต่ทำปลาร้านี่แหละที่จะแก้ปัญหาได้ลงตัวที่สุด ตอนแรกก็ยังทำไม่เป็นเท่าไรนัก ไอ้ทำทีละมากๆ นี่ได้คนขายปลาร้าจากสุรินทร์มาสอนวิธีให้ ทั้งสูตร ทั้งช่วยเอาไปขาย ก็เริ่มต้นจากตรงนั้นมา”

ปลาร้า, ปลาร้าไฮเทค

หลังจอดรถหน้าบ้านแม่ฝ้ายที่อยู่ฝั่งซ้ายของถนนเล็กๆ ซึ่งนำลงไปแม่น้ำ ส่วนฝั่งขวาเป็นโรงงานปลาแดกขนาดปานกลางที่มีโอ่งแปดสิบหรือเก้าสิบโอ่งเรียงตัวอยู่ในนั้น ผมก็เริ่มต้นการพูดคุยกับแม่ฝ้าย ผู้นำโครงการทำปลาร้าของบ้านโนนปลาขาว ตั้งแต่ปี 2543 สิบแปดปีแล้วที่แม่ฝ้ายยืนหยัดอยู่ที่นี่ อยู่เหนือโอ่งปลาร้าจำนวนมากในทุกๆ วัน

“ที่ตั้งชื่อปลาร้าไฮเทคก็เพราะเจตนาจะให้คนรู้สึกว่าปลาร้าของเราทำอย่างถูกต้องตามหลักอนามัยทุกประการ ทั้งวิธีการหมัก ทั้งเกลือที่ใช้ ทั้งปลา ทั้งฮำหรือรำข้าว เราทำแบบมีการควบคุม มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายสิบปีผ่านไปคนก็จำได้จริง บอกชื่อปลาร้าแม่ฝ้าย ปลาร้าไฮเทค เขาก็ยอมรับ คนกินเขาบอกกันปากต่อปาก ปีต่อปี ของเรามีทั้งแบบขวด แบบบรรจุถุง แบบขายยกปี๊บ สะดวกแบบไหนก็มาเลือกซื้อเอาไปได้”

ปลาร้า, ปลาร้าไฮเทค

คำว่าสะดวกแบบไหนนั้นหมายถึงคุณต้องตื่นเช้าพอ ปลาร้าแม่ฝ้ายเปิดแผงตั้งแต่ตี 3 ที่ตลาดสดบ้านโนนบุรี  8 โมงก็เก็บร้าน ขายเฉพาะตอนเช้า ใครมาก่อนก็ได้ของ ใครมาทีหลัง ไม่ทันวันนี้ ก็รอของล็อตต่อไปในวันรุ่งขึ้น   

“ตอนเริ่มต้นทำใหม่ๆ ปลาที่ทำพวกปลาขาว ปลาสร้อยอะไรนี่ ตกโลละ 3 บาทเท่านั้นเอง หมักเสร็จก็เหมาขายเป็นปี๊บ ปี๊บละร้อยบาท ตอนแรกก็ขายยาก สมัยก่อนคนอีสานที่ไหนเขาจะมาซื้อปลาร้ากินกันล่ะ บ้านไหน บ้านไหน เพิ่นก็หมักปลาร้าตนเองกิน เฮ็ดอยู่เฮ็ดกินแบบนั้น บ้านไหนชอบแบบไหน ชอบเค็ม ชอบหอม ชอบรสไหนก็ทำรสนั้น อย่างมากก็แลกเอากัน มีข้าวมาแลกปลาร้า มีเนื้อ มีของ มาแลกปลาร้า ตอนทำใหม่ๆ ตลาดมันยาก เราก็ทำไป ไม่เหมือนสมัยนี้ บรรจุขวดขายสารพัดยี่ห้อ ในซูเปอร์มาร์เก็ต ในร้านสะดวกซื้อ มีหมด”

ผมนั่งคำนวณตัวเลข ปลากิโลละ 3 บาท ราคาปลาร้าอยู่ที่ปี๊บละร้อยบาท ปัจจุบันปลาน้อยตัวไม่ใหญ่มากอย่างปลาขาวหรือปลาสร้อยตกโลกละ 10 – 15 บาท ราคาปลาร้าต่อปี๊บน่าจะขึ้นไปถึง 3 – 5 เท่าเลยทีเดียว

“เดี๋ยวนี้หรือ ตกปี๊บละ 400 แล้ว” 4 เท่าตัวจากในอดีต ผมคำนวณ “แต่ขายง่ายกว่าแต่ก่อน ในโรงปลาร้าตอนนี้มี 80 – 90 โอ่ง แต่ขายแทบจะไม่ทันแล้ว”

ปลาร้า, ปลาร้าไฮเทค

“แม่ใช้ของจากที่ไหนบ้าง” ผมถามถึงของสำคัญในการทำปลาร้าหรือปลาแดก ปลานั้นไม่ต้องบอกว่ามาจากไหน ทั้งหมดขึ้นมาจากเขื่อนลำปาวเบื้องหน้าผม ทั้งปลาในกระชังและปลาที่ได้มาตามฤดูกาล ปลาสวายถ้าได้มาก็เอามาทำปลาร้าเหมือนกัน แต่นั่นถือว่าเป็นปลาร้าชั้นดีที่จะไม่เอามาต้มทำน้ำปลาร้า แต่จะเอาตัวปลามาห่อด้วยใบตองแล้วเอาไปจี่หรือไปปิ้งไฟ หรือใครบางคนจะเอาไปทอดกินก็ไม่ว่ากัน

“เกลือเราสั่งมาจากแถบบ้านดุง เป็นเกลือสินเธาว์หรือเกลือดิน ตันละ 2,500 บาท ส่วนรำข้าวนั้นมีคนเอามาส่ง เขาเอามาจากโรงสีอีกที เป็นรำอ่อนถุงละ 500 บาท ส่วนโอ่งมาไกลหน่อย” แม่ฝ้ายปรายตามองไปที่โอ่งมังกรสีน้ำตาลเข้ม “ของราชบุรี” ผมถาม “ใช่ นั่นแหละ เดินทางมาไกลจากแถวนั้นเทียว”

“แล้วแม่หมักไว้นานแค่ไหน” โอ่งแต่ละโอ่งมีฝาปิดที่หุ้มด้วยพลาสติกแน่นหนา ดูแปลกตากจากถังหมักชีวภาพสีน้ำเงินที่ตอนนี้เป็นที่แพร่หลายในโรงปลาร้าหลายโรงที่ผมไปเยือน “8 – 12 เดือนหรือปีหนึ่งนั่นแหละ เราเปิดดมกลิ่นดูเอา พอพ้น 8 เดือนนี่ถือว่าใช้ได้แล้ว อันไหนโอเคก็เอามาตักขายก่อน ช่วงนี้มีงานทุกวัน หน้าฝน มีปลาพอได้อยู่ เดี๋ยวพอเข้าหน้าแล้ง ปลาหายาก ปริมาณการหมักก็น้อยลง คนงานหรือกลุ่มแม่บ้านที่อยู่กับเรามันเลยไม่ตายตัว แต่ก็อยู่ราวๆ หลักสิบมาตลอด ช่วงไหนไม่ติดงานอะไร เขาก็มาทำกับเรา พอถึงหน้านา มีงานในนา เขาก็ไปทำอย่างนั้น มีแม่นี่แหละอยู่ที่นี่ประจำ มาหาก็เจอ”

ระบบการจัดสรรเวลาทำงานในดินแดนอีสานเป็นเรื่องที่น่าสนใจ สมัยก่อนหมดหน้านาผู้หญิงก็ทอผ้า ทอเสื่อ ผู้ชายก็ออกรับจ้างทำงานไป พวกเก่งขับเก่งร้องก็ไปทำหมอลำ หมอแคน พวกชอบค้าขายก็ตามขบวนวัวขบวนควายไปขายตามที่อื่น แต่ปัจจุบันคู่แข่งสำคัญของการทำนาไม่ใช่อาชีพอื่นแล้ว แต่เป็นชีวิตคนโรงงานแทน หมดหน้านา ทั้งหนุ่มทั้งสาว ทั้งคนที่มีเรี่ยวแรง หายตัวเข้าไปอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม บางคนหายเพลินไป ไม่กลับมาทำนาในปีหน้าก็ยังมี

“ที่ทำมาหลายสิบปีแม่ภูมิใจอะไรมากที่สุด” “ภูมิใจเรื่องชื่อมันติดตลาดนี่แหละ” แม่ตอบ “เอ่ยชื่อปลาร้าไฮเทค ทุกคนรู้จักหมดว่าไม่มาจากไหน มาจากบ้านโนนปลาขาวของเรานี่ แสดงว่าที่เราทำมาทั้งรสชาติ ความสะอาด และคุณภาพ มันเป็นที่ยอมรับแล้ว”

บ่ายแก่ พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว ถ้าควบรถไปทันตรงแถบแหลมโนนวิเศษจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกเขื่อนลำปาวในภาพอันงดงาม ผมบอกลาแม่ฝ้ายพร้อมกับหิ้วถุงปลาร้าปลาสวาย 1 ถุงบึ่งไปทางแหลมโนนวิเศษ วันนี้ยังไม่ใช่วันที่จะหาใบตองมาทดลองปิ้งปลาร้าปลาสวายกิน แม้ว่าเนื้อสีแดงที่ผ่านการหมักอย่างได้ที่ของมันจะเย้ายวนใจยิ่งนัก

เนื้อปลาชิ้นนี้อดทนรอผมในโอ่งมาอย่างน้อย 8 เดือน ดังนั้นจะยืดเวลามันไปอีก 1 วัน มันคงไม่รู้สึกอะไรมากนักหรอก

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

อีสานคลาสสิก

สำรวจอาหารอีสานผ่านวัฒนธรรม ประเพณี และศิลปะท้องถิ่น กับ อนุสรณ์ อนุสรณ์ ติปยานนท์

ชามสีขาวขนาดย่อมถูกทยอยนำออกมาจากพื้นที่เก่าเก็บของมันทีละใบ ผมเฝ้ามองกระบวนการกลับคืนมามีชีวิตของมันอย่างตั้งใจ ชามแต่ละใบถูกผู้คนในบริเวณนั้นทำความสะอาด เริ่มจากการล้างน้ำขจัดฝุ่นผง ลงน้ำยาล้างจาน ขัดถูจนขึ้นเงาและเช็ดให้แห้ง มองในด้านหนึ่งมันแทบไม่ต่างจากการนำงานศิลปะล้ำค่าออกจากห้องนิรภัยในพิพิธภัณฑ์ใหญ่เพื่อทำการจัดแสดงให้สาธารณชนได้ประจักษ์ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ทุกกิจกรรมเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่แน่นอน

ความแตกต่างมีเพียงว่าผู้ชมงานศิลปะในที่นี้มีแต่เพียงชาวบ้านในบริเวณวัดป่าศรีอุดร บ้านนาเวียงน้อย ที่มีจำนวนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นเอง

การลำเลียงชามเป็นจุดเริ่มต้นของงาน ส่วนจุดสิ้นสุดของพิธีกรรมในวันนี้ยังอีกยาวไกล

คนที่ตื่นเช้าที่สุดในวันสุดท้ายของงานบุญผะเหวด หรืองานเทศน์ 13 กัณฑ์จากเวสสันดรชาดก ไม่ใช่ภิกษุที่ทำหน้าที่ขึ้นธรรมมาสน์สวดกัณฑ์เทศน์ หากแต่เป็นเหล่าแม่ครัวที่ต้องตระเตรียมสำหรับมื้อเช้าหรือจังหัน

งานบุญผะเหวด

พวกเขาเข้าที่วัดป่าศรีอุดรตั้งแต่เวลาตี 3 ชามกระเบื้องตราไก่ที่อายุมากกว่าผมและใครทุกคนในที่นี้ (ว่ากันว่าบางใบมีอายุนับร้อยปี) ซึ่งถูกเก็บไว้ใช้เฉพาะงานพิธีกรรมสำคัญถูกเรียงอย่างเป็นระเบียบ เตาถ่าน 4 เตาถูกติดรอพร้อมสำหรับการปรุงอาหาร หากชามเหล่านั้นมีโอกาสอวดโฉมไม่บ่อยครั้งนัก การรวมตัวของเหล่าแม่ครัวในบริเวณนี้ก็เช่นกัน พวกเขามาพบกันในที่นี่แห่งนี้เพียงปีละ 2 ถึง 3 ครั้งเป็นอย่างมาก บางคนมีงานประจำอยุู่ที่เมืองหลวงและต้องลางานเดินทางไกลมา บางคนเป็นข้าราชการครูที่ต้องจัดสรรภาระการสอนเพื่อวันนี้ บางคนมีเรือกสวนไร่นาที่ต้องฝากผู้อื่นดูแล

งานบุญขนาดใหญ่เช่นนี้เรียกร้องการรวมตัวของพวกเขาไม่ต่างเสียงเรียกร้องให้รวมตัวทีมกู้โลกแบบ Avengers ในภาพยนตร์ยอดนิยม ทุกคนปรากฏตัว ทักทายกัน ก่อนจะพากันแบ่งงานกันทำ แบ่งรายการอาหารที่รับผิดชอบ แบ่งหน้าที่ทั้งประสานงาน จัดหาวัตถุดิบ ดูแลภาชนะและจำนวนอาหารให้เพียงพอกับจำนวนคน ทั้งหมดนี้ดำเนินไปภายใต้แสงนีออนและแสงจันทร์

อาหารชุดแรกสำเร็จเสร็จสิ้นในช่วงตี 5 กว่าๆ ก่อนฟ้าสาง เป็นแกงเขียวหวานไก่หม้อใหญ่ที่จัดลงชามพร้อมกับขนมจีนเส้นสีขาวสะอาด แม่อร หัวหน้าคนครัวหรือเชฟใหญ่ในที่นั่นบอกผมว่า เมื่อก่อนนั้นขนมจีนหรือเส้นข้าวปุ้นจะบีบเส้นกันสดๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย แต่ปัจจุบันการทำเช่นนั้นก่อให้เกิดความยุ่งยากทั้งการโม่แป้งและการต้มน้ำลวกเส้นซึ่งจะเปลืองกำลังคนขึ้นอีก ทางออกจึงลงเอยด้วยการใช้เส้นขนมจีนสำเร็จรูป

ดังนั้น ความยุ่งยากที่เหลือจึงไปอยู่ที่การทำแกงเขียวหวานแทน ไก่ที่ใช้ต้องเป็นไก่บ้านที่มีเนื้อแน่น กะทิที่ใช้จะต้องเป็นกะทิที่หาได้จากบริเวณนี้ทั้งรับบริจาคมาและทั้งไปซื้อหาเอาจากที่ตลาด เครื่องขูดกะทิไฟฟ้าที่นี่เก่าแก่ไม่น้อยแม้ว่าจะไม่เก่าถึงขนาดชามแกงก็ตาม มันเป็นก้านยาวสีดำที่พอเดาออกได้ว่าอาจเคยเป็นเพลาของรถอะไรมาก่อน ปลายเพลาติดตั้งลูกกลมที่มีหนาม ผู้ขูดซึ่งเป็นแม่ครัวคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านจะใช้กะลากะทิวนไปรอบๆ ลูกกลมนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนจะมีขึ้นไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจพลาดไปให้เครื่องกินเลือดกินเนื้อจากมือ

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

กะทิที่ว่านี้จะถูกนำไปคั้นเพื่อใช้แกงและที่เหลือจะเตรียมไปผสมกับข้าวทิพย์ซึ่งเป็นขนมที่หากินได้เฉพาะงานบุญ

ความเชื่อที่ว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุของผู้กินถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกัน

บางเสียงอ้างว่าการต่ออายุไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับโอกาสที่จะได้ใช้ข้าวใหม่ทำเส้นแป้งอันเป็นการอวดศักดิ์ศรีของนาข้าวในบริเวณนั้นไปกลายๆ ดังมีคำกล่าวว่า “กินข้าวปุ้น บุญมหาชาติ” ดังมีคำเรียกงานบุญผะเหวดอีกอย่างว่า บุญข้าวปุ้น ส่วนบรรดาผู้ที่อ้างว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุก็อ้างตามความเชื่อที่ได้รับมาหลังการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ แล้วหวนกลับมาบ้านเกิด

วัฒนธรรมการกินเส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นขนมจีน มักเกิดในงานมงคลของคนจีน ดังนั้น การกินขนมจีนน่าจะมาจากเรื่องราวที่ว่านี้เอง เพราะกลุ่มแม่ครัวที่เคยเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ มีจำนวนไม่น้อย

แม่อรก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น 2 รอบกับชีวิตในกรุงเทพฯ ก่อนจะถึงวัย 40 ปีปลายๆ รอบแรกทำงานเป็นลูกจ้างร้านขนมแถวปทุมวัน ก่อนจะโยกย้ายไปประจำร้านอาหารตามสั่ง อยู่บริเวณนั้นหลายปี จากร้านสู่ร้าน นับตั้งแต่สลัดกระโปรงนักเรียนชั้นประถมปลาย ก่อนจะตัดสินใจกลับมาพักที่บ้านและได้พบรักกับหนุ่มในหมู่บ้าน ชักชวนกันกลับไปแสวงโชคในเมืองอีกครา ครานี้ตัดสินใจทำงานเป็นแม่บ้านประจำบ้านคหบดีท่านหนึ่งที่งานเบาสบายกว่าเดิม

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ประสบการณ์การทำงานร้านอาหารหลายปีทำให้แม่อรรับหน้าที่ทั้งแม่ครัวและแม่บ้านในบ้านหลังนั้น ชีวิตดีขึ้น มีที่พักโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า มีอาหารครบ 3 มื้อ แม้จะต้องทนแยกกับคนรัก แต่การเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจมากกว่า อยู่กรุงเทพฯ ครานี้อีกหลายปีและกลับมาอีกครั้งในวัย 30 ปลายและไม่จากไปไหนอีกเลย ทำไร่ ทำนา ปลูกบ้านที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงตนเอง จนตอนนี้กลายเป็นบุคคลสำคัญในทุกงานสาธารณะประจำหมู่บ้าน

ว่ากันว่าหลายคนมุ่งหวังที่จะเห็นแม่อรสวมบทผู้ใหญ่บ้านซึ่งน่าจะเป็นจริงในไม่นานนี้

อาหารสำหรับจังหันถูกเตรียมใส่ถาดสังกะสีลายดอกไม้ นั่นคือกิจกรรมด้านล่าง ในขณะที่กิจกรรมด้านบนของศาลาการเปรียญไม้มีเสียงอาราธนาศีลก่อนการการขึ้นธรรมาสน์ของพระรูปแรก กัณฑ์ผะเหวดเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ โดยเริ่มจากการเทศน์สังกาดอันเป็นการเทศนาเล่าเรื่องของอายุพุทธศาสนาหรือพุทธกาลตั้งแต่ต้นจนอวสาน ก่อนจะตามด้วยทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์เทศน์กัณฑ์แรก ทศพรกัณฑ์นั้นเป็นกัณฑ์ที่เล่าถึงพร 10 ประการที่พระอินทร์ทรงมีให้แก่นางผุสดีผู้เป็นพระราชมารดาของพระเวสสันดรหรือผะเหวด

ช่วงเวลานั้นเองบริเวณลานหน้าวัดคึกคักขึ้น บรรดา อุบาสก อุบาสิกา ที่มีคำเรียกขานกันในภาษาอีสานว่า พ่อออก แม่ออก พากันหอบลูกจูงหลานเดินทางมาที่วัด รถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์พากันหาที่จอดกันตามสะดวก แดดเริ่มร้อนแรงตามลำดับ หมดกัณฑ์แรกนี่น่าจะได้เวลาถวายจังหันเช้า บนศาลาการเปรียญเริ่มเนืองแน่นไปด้วยคนที่ลำเลียงอาหารจากการตระเตรียมมาของตนรวมกับอาหารจากครัว

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ในประเพณีงานบุญของอีสานที่เรียกกันว่า ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ (ที่หมายถึงข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง จารีตสิบสอง ครรลองสิบสี่) งานบุญผะเหวดถือว่าเป็นงานที่สำคัญที่สุด หมู่บ้านใดที่ขาดการจัดงานบุญผะเหวดจะถือว่าต้องประสบภัยพิบัติไม่ว่าจะฝนแล้ง ไฟป่า หรือเหตุหายนะต่างๆ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในงานนี้จึงเต็มไปด้วยผู้มาร่วมงานบุญอย่างเนืองแน่นที่สุด

หลังทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์แรกจบลง ผู้คนบางส่วนลงจากศาลามาเหยียดแข้งเหยียดขาที่เบื้องล่าง หนุ่มสาวที่เพิ่งมางานเอาข้าวเหนียวที่ถูกจัดวางไว้ตามตระกร้าซึ่งผูกไว้กับต้นไม้เขวี้ยงใส่กันให้เกิดสิริมงคล

ข้าวเหนียวเหล่านั้นถูกทำทานมาจากหลายแหล่งและนำมาที่นี่ด้วยขบวนแห่เมื่อวาน มีคำเรียกขานข้าวเหนียวเหล่านี้ว่า ข้าวพันก้อน เป็นข้าวเหนียวที่ถูกปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ให้มีจำนวนมากและนำมาใช้ในงานพิธี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของงานบุญผะเหวด

งานบุญผะเหวดนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 3 วัน โดยในวันแรกนั้นเรียกว่า วันโฮม เป็นวันตระเตรียมการทำพิธี มีทั้งการเริ่มต้นห่อข้าวต้มมัดซึ่งใช้เป็นเสบียงในการฟังเทศน์ในวันที่ 3 บางคนที่ว่างก็มาจัดรอบๆ บริเวณวัดให้มีลักษณะคล้ายป่าที่ปรากฏในเวสสันดรชาดก วันที่ 2 เป็นวันที่ชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทั้ง 13 กันฑ์จัดตั้งขบวนแห่กัณฑ์เทศน์พิเศษกันเองในแต่ละหมู่บ้าน ที่เรียกว่า กัณฑ์หลอน อันหมายถึงกัณฑ์ที่จัดทำขึ้นหลอกๆ หลังจากนั้นจะแห่กัณฑ์เทศน์นี้ไปรอบหมู่บ้านเพื่อรับเครื่องไทยทานทั้งหลายแล้วแห่กัณฑ์ที่ว่านี้มาไว้ที่วัด และจัดพื้นที่สำหรับใส่ข้าวพันก้อนตามมุมต่างๆ

วันสำคัญสูงสุดนั้นอยู่ที่วันที่ 3 อันเป็นวันที่มีเทศน์ผะเหวดและเป็นวันที่แขกซึ่งมาเยือนจากหมู่บ้านอื่นจะเดินทางมาถึง ในอดีตแขกเหล่านี้มักติดตามพระนักเทศน์ที่เดินทางมาจากถิ่นฐานของตน จึงจำต้องมีการจัดเตรียมที่พักให้กับแขกที่มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างซุ้มหรือปะรำชั่วคราวสำหรับผู้มาเยือน แต่ปัจจุบันเมื่อการเดินทางสะดวก แทบทุกคนมีรถปิคอัพอันเป็นพาหนะสัญจรเยี่ยงกระดูกสันหลังของอีสานไว้ใช้ การค้างคืนจึงหมดความสำคัญอีกต่อไป หลายอย่างที่เคยเห็นเคยทำจึงจากไปทีละสิ่ง

แต่นั่นไม่ได้หมายถึงอาหาร

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ไม่ว่าพิธีกรรมในงานบุญผะเหวดจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร ผ้าผะเหวดจะถูกเขียนสีด้วยสีเคมีแทนสีจากธรรมชาติ การเดินทางมาร่วมงานบุญด้วยเท้าเปลี่ยนเป็นพาหนะที่สะดวกกว่า ข้าวปุ้นถูกเปลี่ยนจากการทำเส้นสดด้วยมือเป็นข้าวปุ้นจากท้องตลาด

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่งานบุญยังเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าแม่ครัวฝีมือดีเสมอ

เหตุผลข้อหนึ่งที่เล่าต่อๆ กันมาคือ เมื่อผู้ชายมีโอกาสบวช มีโอกาสประกอบบุญผ่านทางผ้าเหลืองได้ เหล่าผู้หญิงที่ขาดแคลนโอกาสดังที่ว่าจึงเหลือเพียงโอกาสเดียวที่จะได้ทำบุญเช่นนั้นนั่นคือการเข้าร่วมพิธีกรรมงานบุญผ่านทางกิจกรรมต่างๆ บางคนทอผ้าเพื่อใช้ทำผ้าผะเหวด บางคนรับตกแต่งของคายหรือของบูชา แต่หลายคนที่ไม่มีฝีมือทั้งด้านการทอและด้านศิลปะเลือกการทำอาหาร อย่างน้อยแรงงานในครัวมีที่ว่างเสมอ และอย่างน้อยทุกคนล้วนมีฝีมือด้านอาหารในทางใดก็ทางหนึ่ง

ขณะที่มื้อจังหันกำลังดำเนินไป มีคำขอพิเศษมาจากทางบนศาลา พระภิกษุนักเทศน์รูปหนึ่งร้องขอผ่านตัวแทนว่า อยากฉันส้มตำหรือหมากฮุ่งเป็นกรณีพิเศษ นัยว่าถ้าขาดไปจะทำให้การเทศน์ไม่คล่องปาก

เมื่อคำขอนั้นมาถึงครัว แม่อรหยิบครกที่คว่ำอยู่โดยไม่อิดออดก่อนจะตะโกนเรียกให้ใครสักคนในบริเวณใกล้เคียงไปขอหรือหาซื้อมะละกอดิบจากชาวบ้านแถวนี้มาโดยด่วน ราว 10 นาที เสียงรถเครื่องคันหนึ่งก็จอดลงที่ครัวพร้อมมะละกอสีเขียวนวลสามสี่ลูก แม่อรสับมะละกอ ปรุงน้ำปลาร้า ในขณะที่แม่ครัวคนอื่นแกะพริก เตรียมผักข้างเคียง

ไม่กี่อึดใจตำหมากฮุ่งแบบเร่งด่วนชนิดที่เรียกได้ว่า Fast Track ก็ถูกนำไปขึ้นบนศาลาก่อนที่วงฉันจังหันจะยุติลง

ไม่มีเวลาให้แม่ครัวเหล่านี้ได้หยุดพัก ผมยื่นน้ำส้มบรรจุขวดที่รู้ดีว่าหวานเกินพิกัดให้แม่อร อย่างน้อยมันก็เรียกกำลังวังชาก่อนที่อาหารมื้อเพลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แม่ครัวสองสามคนลงมือแล่ปลานิลสำหรับต้มปลา คนที่เหลือเอาแกงเขียวหวานขึ้นอุ่น ส่วนคนครัวที่เป็นชายลงมือทอดไก่ทอด เมนูโปรดของเด็กๆ ในขณะที่อีกคนทำของยาก คือการเอาข้าวเหนียวดำใส่น้ำแล้วตั้งไฟเพื่อทำการกวนข้าวทิพย์อันเป็นงานหนัก เพราะคนกวนจะต้องยืนกวนไปเรื่อยๆ จนกว่าข้าวเหนียวจะนิ่มพอจึงจะเติมกะทิและน้ำตาลลงไป

ของหวานที่เรียกว่าข้าวทิพย์นี้ทำในหม้อขนาดใหญ่เพื่อแบ่งกันกินให้ทั่วถึง อีกทั้งยังใช้เป็นของดับหิวหลังเพลสำหรับผู้ที่ตั้งใจฟังกัณฑ์เทศน์ให้ครบ 13 กัณฑ์ ทุกอย่างดูจะดำเนินไปด้วยดี ก่อนที่จะมีข่าวสำคัญว่าชาวบ้านอีกหมู่บ้านกำลังเดินทางมาสมทบในงานบุญ ความเป็นไปได้ที่อาหารจะไม่เพียงพอเกิดขึ้นในฉับพลัน แม่อรยกหูโทรศัพท์เรียกใครบางคนให้เพิ่มจำนวนปลานิลโดยด่วน

ต้มปลานิลจากหนึ่งหม้อถูกขยายเป็นสองหม้อใหญ๋ เตาถ่านที่ทำหน้าที่เต็มพิกัดกว่าสามเตาไม่สามารถรองรับงานที่มีได้อีกต่อไป เตาใหม่ถูกจุดเพิ่ม ถ่านและฟืนถูกลำเลียงมายังพื้นที่ เวลาเพิ่งผ่านรุ่งสางมาได้เพียง 3 ชั่วโมง กัณฑ์เทศน์ดำเนินต่อไปอย่างสงบเย็น แต่เบื้องล่างของศาลาทุกอย่างดูพลุกพล่านไปด้วยกำลังกายจากแม่ครัวทุกคน

ข้าวทิพย์ถูกกวนจนได้ที่ กะทิที่เตรียมไว้แต่เช้าถูกคั้นและเติมลงไปในหม้อ จาวมะพร้าวถูกแบ่งให้เด็กเล็กๆ ในบริเวณนั้น ปลาที่นึ่งไว้ก่อนถูกนำลงหม้อต้ม ส่วนปลานิลที่มาใหม่ตามคำสั่งของแม่อรถูกนำลงหวดเพื่อนึ่งในทันที นาฬิกาบนผนังบอกเวลา 10 โมงครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงกัณฑ์เทศน์จะพักช่วงเพื่อให้พระภิกษุได้ฉันอาหารเพลและให้อุบาสก อุบาสิกา ได้ยืดเส้นยืดสาย

แต่คำว่าพักไม่มีในบริเวณครัว เสียงตะโกนถามว่าข้าวที่หุงไว้พอเพียงไหม เส้นข้าวปุ่นอีกเล่าจะต้องซื้อหามาเติมหรือไม่ และแทนจะต้องรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีก แม่อรสั่งตำหมากฮุ่งหรือส้มตำอีหหนึ่งถาดใหญ่ “กินกับไก่ทอดนี่แหละ ง่ายดี” เสียงแม่ครัวคนใดคนหนึ่งบอก

ทุกอย่างถูกลำเลียงมาจัดลงถาดอีกครั้ง ภาชนะใส่อาหารบนศาลาถูกนำมาทำความสะอาด มือล้างจานเป็นสาวน้อยคนหนึ่งที่แน่ชัดว่าเธอยังไม่พร้อมสำหรับลงสนามแม่ครัวในงานบุญ “ทำงานโรงงานอยู่แถวพระปะแดง กลับบ้าน 2 ครั้งตอนงานนี้และอยู่ยาวถึงสงกรานต์ กับอีกครั้งหนึ่งตอนวันปีใหม่ เจ้านายเข้าใจ วันลาไม่พอก็อาศัยแลกเอากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็ทำโอทีเอา” เธอบอกผม น้ำเสียงใสซื่อระคนใบหน้าอิ่มเอิบในการลงแรงครั้งนี้ทำให้เชื่อแน่ว่าอีกไม่กี่ปีต่อมาเธอคงเป็นหนึ่งในทีมกู้โลกประจำงานบุญเป็นแน่

ชามสีขาวขนาดย่อมถูกทยอยนำออกมาจากพื้นที่เก่าเก็บของมันทีละใบ ผมเฝ้ามองกระบวนการกลับคืนมามีชีวิตของมันอย่างตั้งใจ ชามแต่ละใบถูกผู้คนในบริเวณนั้นทำความสะอาด เริ่มจากการล้างน้ำขจัดฝุ่นผง ลงน้ำยาล้างจาน ขัดถูจนขึ้นเงาและเช็ดให้แห้ง มองในด้านหนึ่งมันแทบไม่ต่างจากการนำงานศิลปะล้ำค่าออกจากห้องนิรภัยในพิพิธภัณฑ์ใหญ่เพื่อทำการจัดแสดงให้สาธารณชนได้ประจักษ์ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ทุกกิจกรรมเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่แน่นอน

ความแตกต่างมีเพียงว่าผู้ชมงานศิลปะในที่นี้มีแต่เพียงชาวบ้านในบริเวณวัดป่าศรีอุดร บ้านนาเวียงน้อย ที่มีจำนวนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นเอง

การลำเลียงชามเป็นจุดเริ่มต้นของงาน ส่วนจุดสิ้นสุดของพิธีกรรมในวันนี้ยังอีกยาวไกล

คนที่ตื่นเช้าที่สุดในวันสุดท้ายของงานบุญผะเหวด หรืองานเทศน์ 13 กัณฑ์จากเวสสันดรชาดก ไม่ใช่ภิกษุที่ทำหน้าที่ขึ้นธรรมมาสน์สวดกัณฑ์เทศน์ หากแต่เป็นเหล่าแม่ครัวที่ต้องตระเตรียมสำหรับมื้อเช้าหรือจังหัน

งานบุญผะเหวด

พวกเขาเข้าที่วัดป่าศรีอุดรตั้งแต่เวลาตี 3 ชามกระเบื้องตราไก่ที่อายุมากกว่าผมและใครทุกคนในที่นี้ (ว่ากันว่าบางใบมีอายุนับร้อยปี) ซึ่งถูกเก็บไว้ใช้เฉพาะงานพิธีกรรมสำคัญถูกเรียงอย่างเป็นระเบียบ เตาถ่าน 4 เตาถูกติดรอพร้อมสำหรับการปรุงอาหาร หากชามเหล่านั้นมีโอกาสอวดโฉมไม่บ่อยครั้งนัก การรวมตัวของเหล่าแม่ครัวในบริเวณนี้ก็เช่นกัน พวกเขามาพบกันในที่นี่แห่งนี้เพียงปีละ 2 ถึง 3 ครั้งเป็นอย่างมาก บางคนมีงานประจำอยุู่ที่เมืองหลวงและต้องลางานเดินทางไกลมา บางคนเป็นข้าราชการครูที่ต้องจัดสรรภาระการสอนเพื่อวันนี้ บางคนมีเรือกสวนไร่นาที่ต้องฝากผู้อื่นดูแล

งานบุญขนาดใหญ่เช่นนี้เรียกร้องการรวมตัวของพวกเขาไม่ต่างเสียงเรียกร้องให้รวมตัวทีมกู้โลกแบบ Avengers ในภาพยนตร์ยอดนิยม ทุกคนปรากฏตัว ทักทายกัน ก่อนจะพากันแบ่งงานกันทำ แบ่งรายการอาหารที่รับผิดชอบ แบ่งหน้าที่ทั้งประสานงาน จัดหาวัตถุดิบ ดูแลภาชนะและจำนวนอาหารให้เพียงพอกับจำนวนคน ทั้งหมดนี้ดำเนินไปภายใต้แสงนีออนและแสงจันทร์

อาหารชุดแรกสำเร็จเสร็จสิ้นในช่วงตี 5 กว่าๆ ก่อนฟ้าสาง เป็นแกงเขียวหวานไก่หม้อใหญ่ที่จัดลงชามพร้อมกับขนมจีนเส้นสีขาวสะอาด แม่อร หัวหน้าคนครัวหรือเชฟใหญ่ในที่นั่นบอกผมว่า เมื่อก่อนนั้นขนมจีนหรือเส้นข้าวปุ้นจะบีบเส้นกันสดๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย แต่ปัจจุบันการทำเช่นนั้นก่อให้เกิดความยุ่งยากทั้งการโม่แป้งและการต้มน้ำลวกเส้นซึ่งจะเปลืองกำลังคนขึ้นอีก ทางออกจึงลงเอยด้วยการใช้เส้นขนมจีนสำเร็จรูป

ดังนั้น ความยุ่งยากที่เหลือจึงไปอยู่ที่การทำแกงเขียวหวานแทน ไก่ที่ใช้ต้องเป็นไก่บ้านที่มีเนื้อแน่น กะทิที่ใช้จะต้องเป็นกะทิที่หาได้จากบริเวณนี้ทั้งรับบริจาคมาและทั้งไปซื้อหาเอาจากที่ตลาด เครื่องขูดกะทิไฟฟ้าที่นี่เก่าแก่ไม่น้อยแม้ว่าจะไม่เก่าถึงขนาดชามแกงก็ตาม มันเป็นก้านยาวสีดำที่พอเดาออกได้ว่าอาจเคยเป็นเพลาของรถอะไรมาก่อน ปลายเพลาติดตั้งลูกกลมที่มีหนาม ผู้ขูดซึ่งเป็นแม่ครัวคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านจะใช้กะลากะทิวนไปรอบๆ ลูกกลมนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนจะมีขึ้นไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจพลาดไปให้เครื่องกินเลือดกินเนื้อจากมือ

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

กะทิที่ว่านี้จะถูกนำไปคั้นเพื่อใช้แกงและที่เหลือจะเตรียมไปผสมกับข้าวทิพย์ซึ่งเป็นขนมที่หากินได้เฉพาะงานบุญ

ความเชื่อที่ว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุของผู้กินถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกัน

บางเสียงอ้างว่าการต่ออายุไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับโอกาสที่จะได้ใช้ข้าวใหม่ทำเส้นแป้งอันเป็นการอวดศักดิ์ศรีของนาข้าวในบริเวณนั้นไปกลายๆ ดังมีคำกล่าวว่า “กินข้าวปุ้น บุญมหาชาติ” ดังมีคำเรียกงานบุญผะเหวดอีกอย่างว่า บุญข้าวปุ้น ส่วนบรรดาผู้ที่อ้างว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุก็อ้างตามความเชื่อที่ได้รับมาหลังการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ แล้วหวนกลับมาบ้านเกิด

วัฒนธรรมการกินเส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นขนมจีน มักเกิดในงานมงคลของคนจีน ดังนั้น การกินขนมจีนน่าจะมาจากเรื่องราวที่ว่านี้เอง เพราะกลุ่มแม่ครัวที่เคยเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ มีจำนวนไม่น้อย

แม่อรก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น 2 รอบกับชีวิตในกรุงเทพฯ ก่อนจะถึงวัย 40 ปีปลายๆ รอบแรกทำงานเป็นลูกจ้างร้านขนมแถวปทุมวัน ก่อนจะโยกย้ายไปประจำร้านอาหารตามสั่ง อยู่บริเวณนั้นหลายปี จากร้านสู่ร้าน นับตั้งแต่สลัดกระโปรงนักเรียนชั้นประถมปลาย ก่อนจะตัดสินใจกลับมาพักที่บ้านและได้พบรักกับหนุ่มในหมู่บ้าน ชักชวนกันกลับไปแสวงโชคในเมืองอีกครา ครานี้ตัดสินใจทำงานเป็นแม่บ้านประจำบ้านคหบดีท่านหนึ่งที่งานเบาสบายกว่าเดิม

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ประสบการณ์การทำงานร้านอาหารหลายปีทำให้แม่อรรับหน้าที่ทั้งแม่ครัวและแม่บ้านในบ้านหลังนั้น ชีวิตดีขึ้น มีที่พักโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า มีอาหารครบ 3 มื้อ แม้จะต้องทนแยกกับคนรัก แต่การเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจมากกว่า อยู่กรุงเทพฯ ครานี้อีกหลายปีและกลับมาอีกครั้งในวัย 30 ปลายและไม่จากไปไหนอีกเลย ทำไร่ ทำนา ปลูกบ้านที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงตนเอง จนตอนนี้กลายเป็นบุคคลสำคัญในทุกงานสาธารณะประจำหมู่บ้าน

ว่ากันว่าหลายคนมุ่งหวังที่จะเห็นแม่อรสวมบทผู้ใหญ่บ้านซึ่งน่าจะเป็นจริงในไม่นานนี้

อาหารสำหรับจังหันถูกเตรียมใส่ถาดสังกะสีลายดอกไม้ นั่นคือกิจกรรมด้านล่าง ในขณะที่กิจกรรมด้านบนของศาลาการเปรียญไม้มีเสียงอาราธนาศีลก่อนการการขึ้นธรรมาสน์ของพระรูปแรก กัณฑ์ผะเหวดเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ โดยเริ่มจากการเทศน์สังกาดอันเป็นการเทศนาเล่าเรื่องของอายุพุทธศาสนาหรือพุทธกาลตั้งแต่ต้นจนอวสาน ก่อนจะตามด้วยทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์เทศน์กัณฑ์แรก ทศพรกัณฑ์นั้นเป็นกัณฑ์ที่เล่าถึงพร 10 ประการที่พระอินทร์ทรงมีให้แก่นางผุสดีผู้เป็นพระราชมารดาของพระเวสสันดรหรือผะเหวด

ช่วงเวลานั้นเองบริเวณลานหน้าวัดคึกคักขึ้น บรรดา อุบาสก อุบาสิกา ที่มีคำเรียกขานกันในภาษาอีสานว่า พ่อออก แม่ออก พากันหอบลูกจูงหลานเดินทางมาที่วัด รถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์พากันหาที่จอดกันตามสะดวก แดดเริ่มร้อนแรงตามลำดับ หมดกัณฑ์แรกนี่น่าจะได้เวลาถวายจังหันเช้า บนศาลาการเปรียญเริ่มเนืองแน่นไปด้วยคนที่ลำเลียงอาหารจากการตระเตรียมมาของตนรวมกับอาหารจากครัว

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ในประเพณีงานบุญของอีสานที่เรียกกันว่า ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ (ที่หมายถึงข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง จารีตสิบสอง ครรลองสิบสี่) งานบุญผะเหวดถือว่าเป็นงานที่สำคัญที่สุด หมู่บ้านใดที่ขาดการจัดงานบุญผะเหวดจะถือว่าต้องประสบภัยพิบัติไม่ว่าจะฝนแล้ง ไฟป่า หรือเหตุหายนะต่างๆ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในงานนี้จึงเต็มไปด้วยผู้มาร่วมงานบุญอย่างเนืองแน่นที่สุด

หลังทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์แรกจบลง ผู้คนบางส่วนลงจากศาลามาเหยียดแข้งเหยียดขาที่เบื้องล่าง หนุ่มสาวที่เพิ่งมางานเอาข้าวเหนียวที่ถูกจัดวางไว้ตามตระกร้าซึ่งผูกไว้กับต้นไม้เขวี้ยงใส่กันให้เกิดสิริมงคล

ข้าวเหนียวเหล่านั้นถูกทำทานมาจากหลายแหล่งและนำมาที่นี่ด้วยขบวนแห่เมื่อวาน มีคำเรียกขานข้าวเหนียวเหล่านี้ว่า ข้าวพันก้อน เป็นข้าวเหนียวที่ถูกปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ให้มีจำนวนมากและนำมาใช้ในงานพิธี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของงานบุญผะเหวด

งานบุญผะเหวดนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 3 วัน โดยในวันแรกนั้นเรียกว่า วันโฮม เป็นวันตระเตรียมการทำพิธี มีทั้งการเริ่มต้นห่อข้าวต้มมัดซึ่งใช้เป็นเสบียงในการฟังเทศน์ในวันที่ 3 บางคนที่ว่างก็มาจัดรอบๆ บริเวณวัดให้มีลักษณะคล้ายป่าที่ปรากฏในเวสสันดรชาดก วันที่ 2 เป็นวันที่ชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทั้ง 13 กันฑ์จัดตั้งขบวนแห่กัณฑ์เทศน์พิเศษกันเองในแต่ละหมู่บ้าน ที่เรียกว่า กัณฑ์หลอน อันหมายถึงกัณฑ์ที่จัดทำขึ้นหลอกๆ หลังจากนั้นจะแห่กัณฑ์เทศน์นี้ไปรอบหมู่บ้านเพื่อรับเครื่องไทยทานทั้งหลายแล้วแห่กัณฑ์ที่ว่านี้มาไว้ที่วัด และจัดพื้นที่สำหรับใส่ข้าวพันก้อนตามมุมต่างๆ

วันสำคัญสูงสุดนั้นอยู่ที่วันที่ 3 อันเป็นวันที่มีเทศน์ผะเหวดและเป็นวันที่แขกซึ่งมาเยือนจากหมู่บ้านอื่นจะเดินทางมาถึง ในอดีตแขกเหล่านี้มักติดตามพระนักเทศน์ที่เดินทางมาจากถิ่นฐานของตน จึงจำต้องมีการจัดเตรียมที่พักให้กับแขกที่มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างซุ้มหรือปะรำชั่วคราวสำหรับผู้มาเยือน แต่ปัจจุบันเมื่อการเดินทางสะดวก แทบทุกคนมีรถปิคอัพอันเป็นพาหนะสัญจรเยี่ยงกระดูกสันหลังของอีสานไว้ใช้ การค้างคืนจึงหมดความสำคัญอีกต่อไป หลายอย่างที่เคยเห็นเคยทำจึงจากไปทีละสิ่ง

แต่นั่นไม่ได้หมายถึงอาหาร

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ไม่ว่าพิธีกรรมในงานบุญผะเหวดจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร ผ้าผะเหวดจะถูกเขียนสีด้วยสีเคมีแทนสีจากธรรมชาติ การเดินทางมาร่วมงานบุญด้วยเท้าเปลี่ยนเป็นพาหนะที่สะดวกกว่า ข้าวปุ้นถูกเปลี่ยนจากการทำเส้นสดด้วยมือเป็นข้าวปุ้นจากท้องตลาด

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่งานบุญยังเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าแม่ครัวฝีมือดีเสมอ

เหตุผลข้อหนึ่งที่เล่าต่อๆ กันมาคือ เมื่อผู้ชายมีโอกาสบวช มีโอกาสประกอบบุญผ่านทางผ้าเหลืองได้ เหล่าผู้หญิงที่ขาดแคลนโอกาสดังที่ว่าจึงเหลือเพียงโอกาสเดียวที่จะได้ทำบุญเช่นนั้นนั่นคือการเข้าร่วมพิธีกรรมงานบุญผ่านทางกิจกรรมต่างๆ บางคนทอผ้าเพื่อใช้ทำผ้าผะเหวด บางคนรับตกแต่งของคายหรือของบูชา แต่หลายคนที่ไม่มีฝีมือทั้งด้านการทอและด้านศิลปะเลือกการทำอาหาร อย่างน้อยแรงงานในครัวมีที่ว่างเสมอ และอย่างน้อยทุกคนล้วนมีฝีมือด้านอาหารในทางใดก็ทางหนึ่ง

ขณะที่มื้อจังหันกำลังดำเนินไป มีคำขอพิเศษมาจากทางบนศาลา พระภิกษุนักเทศน์รูปหนึ่งร้องขอผ่านตัวแทนว่า อยากฉันส้มตำหรือหมากฮุ่งเป็นกรณีพิเศษ นัยว่าถ้าขาดไปจะทำให้การเทศน์ไม่คล่องปาก

เมื่อคำขอนั้นมาถึงครัว แม่อรหยิบครกที่คว่ำอยู่โดยไม่อิดออดก่อนจะตะโกนเรียกให้ใครสักคนในบริเวณใกล้เคียงไปขอหรือหาซื้อมะละกอดิบจากชาวบ้านแถวนี้มาโดยด่วน ราว 10 นาที เสียงรถเครื่องคันหนึ่งก็จอดลงที่ครัวพร้อมมะละกอสีเขียวนวลสามสี่ลูก แม่อรสับมะละกอ ปรุงน้ำปลาร้า ในขณะที่แม่ครัวคนอื่นแกะพริก เตรียมผักข้างเคียง

ไม่กี่อึดใจตำหมากฮุ่งแบบเร่งด่วนชนิดที่เรียกได้ว่า Fast Track ก็ถูกนำไปขึ้นบนศาลาก่อนที่วงฉันจังหันจะยุติลง

ไม่มีเวลาให้แม่ครัวเหล่านี้ได้หยุดพัก ผมยื่นน้ำส้มบรรจุขวดที่รู้ดีว่าหวานเกินพิกัดให้แม่อร อย่างน้อยมันก็เรียกกำลังวังชาก่อนที่อาหารมื้อเพลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แม่ครัวสองสามคนลงมือแล่ปลานิลสำหรับต้มปลา คนที่เหลือเอาแกงเขียวหวานขึ้นอุ่น ส่วนคนครัวที่เป็นชายลงมือทอดไก่ทอด เมนูโปรดของเด็กๆ ในขณะที่อีกคนทำของยาก คือการเอาข้าวเหนียวดำใส่น้ำแล้วตั้งไฟเพื่อทำการกวนข้าวทิพย์อันเป็นงานหนัก เพราะคนกวนจะต้องยืนกวนไปเรื่อยๆ จนกว่าข้าวเหนียวจะนิ่มพอจึงจะเติมกะทิและน้ำตาลลงไป

ของหวานที่เรียกว่าข้าวทิพย์นี้ทำในหม้อขนาดใหญ่เพื่อแบ่งกันกินให้ทั่วถึง อีกทั้งยังใช้เป็นของดับหิวหลังเพลสำหรับผู้ที่ตั้งใจฟังกัณฑ์เทศน์ให้ครบ 13 กัณฑ์ ทุกอย่างดูจะดำเนินไปด้วยดี ก่อนที่จะมีข่าวสำคัญว่าชาวบ้านอีกหมู่บ้านกำลังเดินทางมาสมทบในงานบุญ ความเป็นไปได้ที่อาหารจะไม่เพียงพอเกิดขึ้นในฉับพลัน แม่อรยกหูโทรศัพท์เรียกใครบางคนให้เพิ่มจำนวนปลานิลโดยด่วน

ต้มปลานิลจากหนึ่งหม้อถูกขยายเป็นสองหม้อใหญ๋ เตาถ่านที่ทำหน้าที่เต็มพิกัดกว่าสามเตาไม่สามารถรองรับงานที่มีได้อีกต่อไป เตาใหม่ถูกจุดเพิ่ม ถ่านและฟืนถูกลำเลียงมายังพื้นที่ เวลาเพิ่งผ่านรุ่งสางมาได้เพียง 3 ชั่วโมง กัณฑ์เทศน์ดำเนินต่อไปอย่างสงบเย็น แต่เบื้องล่างของศาลาทุกอย่างดูพลุกพล่านไปด้วยกำลังกายจากแม่ครัวทุกคน

ข้าวทิพย์ถูกกวนจนได้ที่ กะทิที่เตรียมไว้แต่เช้าถูกคั้นและเติมลงไปในหม้อ จาวมะพร้าวถูกแบ่งให้เด็กเล็กๆ ในบริเวณนั้น ปลาที่นึ่งไว้ก่อนถูกนำลงหม้อต้ม ส่วนปลานิลที่มาใหม่ตามคำสั่งของแม่อรถูกนำลงหวดเพื่อนึ่งในทันที นาฬิกาบนผนังบอกเวลา 10 โมงครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงกัณฑ์เทศน์จะพักช่วงเพื่อให้พระภิกษุได้ฉันอาหารเพลและให้อุบาสก อุบาสิกา ได้ยืดเส้นยืดสาย

แต่คำว่าพักไม่มีในบริเวณครัว เสียงตะโกนถามว่าข้าวที่หุงไว้พอเพียงไหม เส้นข้าวปุ่นอีกเล่าจะต้องซื้อหามาเติมหรือไม่ และแทนจะต้องรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีก แม่อรสั่งตำหมากฮุ่งหรือส้มตำอีหหนึ่งถาดใหญ่ “กินกับไก่ทอดนี่แหละ ง่ายดี” เสียงแม่ครัวคนใดคนหนึ่งบอก

ทุกอย่างถูกลำเลียงมาจัดลงถาดอีกครั้ง ภาชนะใส่อาหารบนศาลาถูกนำมาทำความสะอาด มือล้างจานเป็นสาวน้อยคนหนึ่งที่แน่ชัดว่าเธอยังไม่พร้อมสำหรับลงสนามแม่ครัวในงานบุญ “ทำงานโรงงานอยู่แถวพระปะแดง กลับบ้าน 2 ครั้งตอนงานนี้และอยู่ยาวถึงสงกรานต์ กับอีกครั้งหนึ่งตอนวันปีใหม่ เจ้านายเข้าใจ วันลาไม่พอก็อาศัยแลกเอากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็ทำโอทีเอา” เธอบอกผม น้ำเสียงใสซื่อระคนใบหน้าอิ่มเอิบในการลงแรงครั้งนี้ทำให้เชื่อแน่ว่าอีกไม่กี่ปีต่อมาเธอคงเป็นหนึ่งในทีมกู้โลกประจำงานบุญเป็นแน่

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load