Irrational Man (2015)

Genre : Comedy

Country : America

Director / Writer : Woody Allen

Actor / Actress : Jamie Blackley, Joaquin Phoenix, Emma Stone, Parker Posey 

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์*

ทุกครั้งที่ผมบอกกับคนอื่นว่าเรียนจบเอกปรัชญา คำถามแรกของพวกเขาเหล่านั้นคือ “ปรัชญาเรียนเกี่ยวกับอะไร คำคมคนอื่นเหรอ” ผมเพียงแต่ตอบว่า “ประมาณนั้นแหละ แต่จะคิดวิเคราะห์กันมากกว่า” หลังจากนั้นบรรยากาศเดดแอร์ก็ตามมาติดๆ 

เมื่อใดที่หัวข้อสนทนาขึ้นต้นด้วย ‘ปรัชญา’ มักไม่มีใครอยากกล่าวถึงหรือพยายามเข้าใจว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด 

หากคุณกำลังหาข้ออ้างในการลางานหลังตื่นนอนในเช้าวันจันทร์ที่ฝนตกกระหน่ำ หรือพยายามหาหลักการเพื่อวิจารณ์ว่าอาหารจานนี้อร่อยหรือไม่อร่อย เมื่อใดที่คุณสร้างข้อโต้แย้ง (Arguments) หาเหตุผลเพื่ออธิบายหรือสนับสนุนบางสิ่งบางอย่าง นั่นหมายถึงคุณกำลังทำการปรัชญาอยู่ แต่แน่นอนว่าปรัชญาพาเราไปไกลได้ถึงการอธิบายว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้อาจไม่มีอยู่จริง ซึ่งแม้จะมีคำอธิบายด้วยหลักของเหตุผลมากมาย คนส่วนใหญ่ในสังคมยังมองว่าปรัชญานั้น ‘เลื่อนลอยเกินกว่าที่จะพิสูจน์ได้’ 

รีวิว Irrational Man แนวคิดทางปรัชญากับเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างอุดมการณ์และโลกของความจริง

Irrational Man เป็นภาพยนตร์ดราม่าคอเมดี้จากผู้กำกับเดียวกับเรื่อง ‘Midnight in Paris’ ที่แสนโด่งดัง น้อยคนจะรู้ว่าผู้กำกับคนนี้หรือ วู้ดดี้ อัลเลน (Woody Allen) เรียนจบสาขาวิชาปรัชญามา ในครั้งนี้เขาตั้งใจทำภาพยนตร์ออกมาเพื่อประชดประชันคนที่ดูถูกว่าปรัชญานั้น ‘เลื่อนลอย’ โดยเพ่งเล็งไปที่เรื่องของจริยศาสตร์ (Ethics) ศาสตร์แขนงหนึ่งของปรัชญาที่ว่าด้วยความถูกต้อง (Righteousness) ความยุติธรรม (Justice) ซึ่งเป็นการวัดคุณค่าว่าการกระทำอย่างไรถึงเรียกว่าถูกต้องที่สุด 

เรื่องราวของภาพยนตร์เริ่มด้วยตัวละครอาจารย์ปรัชญาที่หมดไฟในการสอนจากการมองเห็นว่าทฤษฎีทางปรัชญาไม่ได้ช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น แต่ความคิดนั้นกลับเปลี่ยนไป เมื่ออาจารย์คนนี้ได้ยินข่าวมาว่ามีผู้พิพากษาคนหนึ่งตัดสินคนอย่างไม่เป็นธรรม เลยมีความคิดว่าจะเป็นอย่างไร หากเขานำเอาทฤษฎีปรัชญามาใช้จริง ด้วยการลงมือวางแผนฆาตกรรม เพื่อหวังให้โลกน่าอยู่มากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นอยู่

ผมค่อนข้างแปลกใจที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เรตติ้งเพียง 44 เปอร์เซ็นต์จาก Rotten Tomatoes และได้คะแนนเพียง 6.6 / 10 จาก IMDb จนแอบคิดว่า เป็นเพราะนักวิจารณ์ไม่เข้าใจว่าปรัชญาจริงๆ คืออะไร หรือการเล่าเรื่องนี้ด้วยกรอบของภาพยนตร์ทำออกมาได้ไม่ดีนัก 

แต่จากมุมมองของคนที่เคยเรียนปรัชญามาตลอด 4 ปี ผมชอบหนังเรื่องนี้เพราะมันพยายามเสียดสีเรื่องความถูกต้องที่เป็นอุดมการณ์ (Ideology) กับความจริง (Reality) ที่เป็นอยู่ในสังคมมนุษย์ 

ปรัชญาทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นจริงหรือ

วาคีน ฟีนิกซ์ (Joaquin Phoenix) รับบทเป็นเอบ ลูคัส (Abe Lucas) อาจารย์ปรัชญาเก่งกาจที่ย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยในเมืองเล็กๆ แต่ตัวละครไม่ได้เป็นอาจารย์ที่เต็มไปด้วยแพสชันในการสอนหนังสือ

ตรงกันข้าม เอบ ลูคัส เป็นแอลกอฮอลิกที่พกเครื่องดื่มซิงเกิลมอลต์ไปด้วยทุกที่ ร่างกายของเขาห่อเหี่ยว แววตาดูสิ้นหวัง มีประโยคหนึ่งที่เอบพูดขึ้นมาระหว่างการสอนเรื่องจริยศาสตร์ของอิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) ว่า “มันมีความแตกต่างระหว่างโลกที่เต็มไปด้วยทฤษฎีทางปรัชญากับชีวิตจริง” 

รีวิว Irrational Man แนวคิดทางปรัชญากับเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างอุดมการณ์และโลกของความจริง

ในจริยศาสตร์ของคานต์ การโกหกถือเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะมันขัดกับกฎสากล (Universal Laws) ถ้าจะอธิบายกฎที่ว่านี้อย่างง่ายที่สุดก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา อะไรที่ไม่ดีกับตัวเรา เราก็ไม่ควรทำกับคนอื่น หากเราไม่อยากให้ใครโกหกเรา เราก็ไม่ควรโกหกคนอื่นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เอบมองว่าหลักการปรัชญาที่สวยหรูใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง เช่น ถ้ามีคนที่ดูเหมือนฆาตกรมาเคาะประตูบ้านแล้วถามว่าพ่อแม่เราอยู่ไหม เราคงโกหกว่าพ่อแม่ไม่อยู่ ทั้งที่จริงๆ แล้วพ่อกับแม่อาจจะนอนอยู่บนบ้าน

เอบเป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของนักปรัชญาสุดโต่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลก และการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ไม่ได้มาจากการสอนหนังสือ แต่ต้องลงมือทำ จุดที่น่าสนใจในการเริ่มเรื่อง คือความขัดแย้งกันระหว่างบทบาทที่เอบเป็นอาจารย์สอนปรัชญา แต่เขากลับไม่เชื่อในปรัชญาเสียเอง

ความเศร้าสร้อยช่างดูโรแมนติก

เอมม่า สโตน (Emma Stone) รับบทเป็นจิล พอลลาร์ด (Jill Pollard) นักศึกษาสาวผู้คลั่งไคล้ในตัวเอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันในคลาสเรียน จิลเป็นนักเรียนที่ดีในคลาส แม้ตัวเธอจะอยู่ในครอบครัวที่เล่นดนตรี แต่ด้วยความชาญฉลาดของเธอจึงสามารถเขียนรายงานปรัชญาถูกใจเอบอย่างน่าเหลือเชื่อ

รีวิว Irrational Man แนวคิดทางปรัชญากับเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างอุดมการณ์และโลกของความจริง

จิลเป็นตัวละครที่ทำให้หนังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ เช่น การแอบคบกันระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ ซึ่งตรงกับเรื่องราวของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ (Fyodor Dostoevsky) นักเขียนรัสเซียชื่อดัง เรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับอดีตของเอบที่พัวพันกับความสัมพันธ์ชู้สาวกับแฟนเพื่อน ซึ่งตรงกับเรื่องราวของ ฌอง ปอล ซาร์ต (Jean Paul Sartre) ซีโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) และ อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) สามนักปรัชญาแห่งดินแดนน้ำหอม

รีวิว Irrational Man แนวคิดทางปรัชญากับเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างอุดมการณ์และโลกของความจริง

เรื่องราวพวกนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับให้เห็นว่าหนังเรื่องนี้คือหนังปรัชญา ก็ควรจะใส่อะไรที่เป็นเรื่องราวของนักปรัชญามารวมๆ กัน แต่มันบ่งชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ที่โยงใยอยู่กับความเศร้า ความทุกข์ ทั้งในโลกของวรรณกรรมและปรัชญา ความทุกข์คือความโรแมนติก เป็นความไม่ปกติที่มีเสน่ห์ เป็นสิ่งที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่าตัวเองเติมเต็มได้ เอบนำแนวคิดของโบวัวร์ขึ้นมาพูดกับจิลว่า 

“สังคมถูกหล่อหลอมขึ้นโดยผู้ชาย ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชิวิตที่มีปฏิสัมพันธ์แค่ในความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้ชาย” 

แน่นอนว่าประโยคนี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าผู้หญิงแลดูเป็นวัตถุ (Object) ที่มีไว้เพื่อผู้ชาย จิลเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่มันช่างดูย้อนแย้งเหลือเกินที่เธอดันทำตัวแบบนั้นเสียเอง ในขณะที่เอบมีช่องโหว่อยู่ในใจ จิลอาสาที่จะเข้าไปมีความสัมพันธ์กับเอบเพื่อเติมเต็มช่องโหว่นั้น และได้กลายเป็นวัตถุที่มีไว้เพื่อเอบ มากไปกว่านั้น จิลยังเชิดชูอุดมการณ์ แนวคิด หลักการ ทุกอย่างของเอบจนหลงเสน่ห์ พร้อมจะโยนตัวเองเข้าไปหาอย่างถึงที่สุด จนไม่สนใจว่าตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว

อุดมการณ์ vs ความเป็นจริง

เอบและจิลเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งแล้วเผอิญได้ยินโต๊ะข้างหลังพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย สิ่งที่ทั้งสองคนจับใจความได้คือ มีผู้พิพากษาคนหนึ่งตัดสินคดีอย่างไม่เป็นธรรม 

รีวิว Irrational Man แนวคิดทางปรัชญากับเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างอุดมการณ์และโลกของความจริง

“ฉันขอให้เขาเป็นมะเร็ง” เอบได้ยินเสียงคนข้างหลังพูดขึ้น ซึ่งเป็นคำสาปแช่งจากผู้เคราะห์ร้ายที่แพ้คดี 

มีบางอย่างจุดประกายเขา เขาคิดว่าการแช่งให้ผู้พิพากษาเป็นมะเร็งไม่ได้ผลหรอก แต่สิ่งที่ได้ผลที่สุดคือต้องลงมือทำเท่านั้น และตัวเขาเองที่จะเป็นคนลงมือทำ โลกนี้จะได้น่าอยู่ขึ้นโดยปราศจากผู้พิพากษาที่เลวทราม

ตรงนี้มีกฎจริยศาสตร์อีกหนึ่งสำนักมารองรับ คือกฎว่าด้วยความสุขส่วนมาก (For the Greater Good) ของปรัชญาสายประโยชน์นิยม (Utilitarianism) การกระทำใดก็ตามที่ส่งผลให้ความสุขกับคนส่วนใหญ่ล้วนถูกต้องและดีงาม

ทันทีที่เอบวางแผนฆาตกรรมผู้พิพากษา ชีวิตกลับกลับดูสดใสและกลับมามีความหมายขึ้นมาทันทีทันใด เขาตื่นเช้าขึ้น กระปรี้กระเปร่า ไม่ห่อเหี่ยว และเริ่มใส่ใจกับเรื่องความสัมพันธ์กับจิลมากขึ้น เขาติดตามดูพฤติกรรมของผู้พิพากษา แล้วแอบวางยาพิษในน้ำส้มที่ผู้พิพากษาซื้อมาดื่มทุกครั้งหลังจากที่วิ่งเสร็จในเวลาเช้าตรู่ 

รีวิว Irrational Man แนวคิดทางปรัชญากับเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างอุดมการณ์และโลกของความจริง

แผนการดำเนินไปด้วยดี เอบรู้สึกดีที่เป้าหมายสำเร็จลุล่วง ทีนี้โลกก็น่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมหลังจากกำจัดคนมีอำนาจที่ถือคำสัตย์แต่ไม่ทำตาม แต่สิ่งที่เอบต้องเจอคือ แม้ว่าเขาจะคิดว่าตัวเองลงมือฆาตกรรมได้อย่างเนียบเนียนเท่าใด ก็ยังทิ้งไว้ซึ่งร่องรอยที่สืบสาวไปถึงตัวเขาได้อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์สาวที่เขามักเล่าเรื่องให้ฟังบ่อยๆ นักศึกษาที่ไปเจอเขาโดยบังเอิญที่ห้องเก็บสารเคมี ทุกคนล้วนเล่าเรื่องความเป็นไปได้ที่เอบจะเป็นฆาตรกรให้จิลฟัง 

จิลเป็นตัวแทนของสังคมมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันภายใต้กฎหมาย ซึ่งยึดหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ว่าไม่ควรมีใครฆ่าใครเว้นแต่จะถูกตัดสินโดยศาลหรือกฎหมาย หรือที่เราเรียกกันรวมๆ ว่าเป็นการมี ‘มนุษยธรรม’ จริงอยู่ที่จิลชื่นชอบหลักการของเอบ แต่เมื่อมีฆาตกรรมเกิดขึ้น สิ่งที่เรียกกว่ามนุษยธรรมในตัวจิลจึงถูกดึงออกมาแทนที่อุดมการณ์ เป็นการเสียดสีให้เห็นว่าไม่ว่าเรื่องใดๆ ที่ถูกวัดด้วยเหตุด้วยผลอย่างลึกซึ้ง หากมันขัดต่อศีลธรรมเดิม จารีตเดิม สังคมเดิม มันอาจจะกลายเป็นผิดในทันที

เอบยังคงความสุดโต่งกับวิธีคิดของตัวเอง ซึ่งเขามองว่ามันถูกต้องเสมอ เขาไม่ยอมมอบตัวกับตำรวจ สิ่งที่เขาตัดสินใจทำคือการลงมือฆาตกรรมจิลต่อเพื่อปิดปาก หนังจบด้วยความประชดประชันแสบสันกับชีวิต เพราะแทนที่จิลจะโดนฆาตกรรม กลับกลายเป็นเอบที่ต้องตาย

Irrational Man เป็นหนังที่ไม่มีจุดจบชัดเจน แต่กลับให้ข้อคิดว่า การที่เอบลงมือทำฆาตกรรมคนที่ไร้ความยุติธรรมมันเหมาะสมแล้วหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะสม เราควรมีวิธีการอย่างไรในการจัดการกับคนที่มีอำนาจในกฎหมายแบบนี้ในสังคม อีกทั้งยังทำให้เราทุกคนกลับไปคิดว่า สุดท้ายแล้วสังคมแบบไหนจะดีกว่ากัน ระหว่างสังคมแห่งกฎหมายที่ถูกตั้งโดยผู้มีอำนาจ กับสังคมที่ถูกตรวจสอบด้วยความเป็นเหตุเป็นผล เรื่องนี้สืบย้อนไปได้ถึงสิ่งที่นักปรัชญากรีกโบราณอย่างเพลโต (Plato) พยายามบอกสังคม หลังจากที่โสกราตีส (Socrates) ผู้เป็นอาจารย์ของเพลโตถูกประหารชีวิต เพียงเพราะเขาพยายามทำให้เยาวชนในกรุงเอเธนส์หันมาตั้งคำถามกับความยุติธรรม ซึ่งทำให้ผู้มีอำนาจในกฎหมายไม่พอใจ

แม้ว่าพล็อตหนังอาจฟังดูเป็นหนังซีเรียส เคร่งเครียด และลุ้นระทึก แต่จริงๆ แล้วหนังตั้งใจถ่ายทอดให้เป็นหนังคอเมดี้ มีการใช้เพลงแจ๊สบรรเลงประกอบอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน หลังจากที่ดูจบ ผมรู้สึกขบขันอยู่ในใจ พลางคิดในใจต่อไปอีกว่า “ชีวิตมันน่าตลกสิ้นดี”

รีวิว Irrational Man แนวคิดทางปรัชญากับเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างอุดมการณ์และโลกของความจริง

สามารถชมภาพยนตร์เรื่อง Irrational Man ที่ Apple TV หรือ iTunes

Writer

ภูมิ เพชรโสภณสกุล

อดีตนักศึกษาเอกปรัชญา นักหัดถ่าย นักหัดเขียน เป็นทาสแมว ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรี

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

Extreme Job (2019)

Directed and Written : Lee Byeong-heon

Starring : Ryu Seung-ryong, Lee Hanee, Jin Seon-kyu, Lee Dong-hwi, Gong Myung

Country : South Korea 

Genres : Korean, Action & Adventure, Asian Action Movie, Comedies
Duration : 111 Mins

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

Extreme Job (극 한 직 업 ) คือภาพยนตร์แอคชัน-คอเมดี้สัญชาติเกาหลีใต้ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์แดนโสมขาว ยอดขายตั๋วทะลุ 10 ล้านใบภายใน 15 วัน กวาดรายได้รวมทั้งหมดกว่า 120 ล้านเหรียญฯ ทั้งที่ใช้ทุนสร้างเพียง 5.8 ล้านเหรียญฯ

เนื้อหาของภาพยนตร์ฉายภาพบ้านเมืองในยุคทองของยาเสพติด สิ่งต้องห้ามอันเป็นเหตุแห่งความฉิบหาย แต่กลับหาซื้อได้ง่ายราวกับของใช้ประจำวัน ร้อนถึงเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ต้องออกปราบปรามและตามล่า เพื่อกวาดล้างขบวนการบ่อนทำลายสังคมให้สิ้นซาก… 

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

หยุดความคิดว่านี่คือพล็อตภาพยนตร์แอคชันเชย ๆ ที่คอหนังคุ้นเคยไปก่อน เพราะ Extreme Job ชวนคุณผู้ดูเปิดมุมมองใหม่ไปกับเรื่องราวของแก๊งสายสืบ 5 ท่านที่รับ 2 จ๊อบ ทั้งลากคอแก๊งค้ายาเบอร์ต้นของวงการเข้าตะราง แถมยังทุ่มหมดหน้าตักให้กับกิจการซูวอนไก่ทอด ส่วนหนึ่งเพราะโลเคชันร้านอยู่ใกล้แหล่งกบดานของเป้าหมาย และอีกเหตุผลสำคัญก็คือ กิจการของพวกเขาดันขายดิบขายดี ชนิดว่าถ้าอาจารย์แบคจงวอน (เชฟ-นักชิมชื่อดัง) มาเยือนก็ยังต้องต่อคิว!

 เกียรติตำรวจเกาหลี เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง

ภาพยนตร์ Extreme Job ออกฉายครั้งแรกช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 ผลงานจอเงินเรื่องนี้เรียกความสนใจจากคอหนังบ้านเขาได้ตั้งแต่เผยรายชื่อนักแสดง ทั้ง รยูซึงรยง เสนาบดีตัวแสบในซีรีส์ Kingdom จินซอนคยู หรือ ไทเกอร์ พัค จากภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Space Sweepers ฮันนี่ ลี สาวงามผู้ครองตำแหน่งรองอันดับ 3 Miss Universe 2007 ปัจจุบันเป็นนักแสดงหญิงมากฝีมือการันตีความเล่นใหญ่ในทุกบทบาท อีดงฮวี หรือ ดงรยง จาก Reply 1988 พ่วงด้วยตำแหน่งแฟชั่นนิสต้าตัวพ่อ เสริมทัพด้วย กงมยอง น้องเล็กที่ผลงานการแสดงน่าจับตา และสถานะปัจจุบันคือเตรียมตัวเข้ากรมรับใช้ชาติ 

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

หากคุณยังเป็นน้องใหม่ในวงการบันเทิงเกาหลีและสงสัยใคร่รู้ว่า รายชื่อคนบันเทิงข้างต้นมีผลอย่างไรต่อความเปรี้ยงปร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ เราขออธิบายแบบรวบรัดให้ฟังว่า เหล่านี้คือรายชื่อของตัวท็อป ตัวพ่อ ตัวแม่ และเป็นแม่เหล็กชั้นดีการันตีความสามารถ ประกอบกับผลงานการกำกับและเขียนบทโดย อีบยองฮอน ผู้กำกับหนุ่มที่ยืนหนึ่งเรื่องงานคอเมดี้ เมื่อเผยพล็อตว่าจะจับสายสืบที่คุณ ๆ คุ้นเคยในบทคูล ๆ ไปสวมผ้ากันเปื้อนทอดไก่แล้วไซร้ คอหนังทั้งหลายก็เลยให้ความสนใจว่าจะเล่าออกมายังไง 

ขึ้นชื่อว่าสาธารณรัฐเกาหลี ดินแดนที่รัฐบาลทุ่มเทจริงจังเรื่องการสร้างบ้านเมืองปลอดภัย เมื่อยาเสพติดระบาดหนักทั่วเมือง เหล่าตำรวจ อัยการ และสายสืบ จึงต้องตั้งทีมออกปราบปราม Extreme Job ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ฉายภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ความพิเศษใส่ไข่กว่าเรื่องอื่นอยู่ตรงที่การวางคาแรกเตอร์ให้นักแสดงนำทั้ง 5 เป็น Loser ระดับต่ำสุดของวงการ ซึ่งความเศร้าในเส้นทางอาชีพนี้เองที่ส่งให้เกิดปฏิบัติการทอด ๆ ซุ่ม ๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติ ไปพร้อมกับร่วมลุ้นว่าพวกเขาจะละทิ้งอุดมการณ์ เบนสายไปหาลู่ทางรอดตายในโลกทุนนิยมหรือไม่

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย

แม้ต้องทนยกมือขวามาวันทยาหัตถ์รุ่นน้องอยู่หลายหน เนื่องด้วยไม่มีผลงานปัง ๆ ให้ได้เลื่อนขั้นอย่างใครเขา แต่สมาชิกทีมสืบสวนทั้งห้าก็ยังเลือกกล้ำกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจ มุ่งมั่นทำหน้าที่เต็มกำลัง เราจึงได้รับชมฉากตามล่าคนร้ายที่มาในรูปแบบงบมีน้อย เลยต้องใช้สอยอย่างประหยัด ทั้งคิดการใหญ่อย่างบุกทลายบ่อน แต่เพราะไม่มีปัญญาจ่ายค่ากระจก จึงยอมห้อยต่องแต่งรอโจรเปิดบ้านแทนที่จะถีบหน้าต่าง ยืม (แต่ไม่คืน) รถป๊อปส่งของเพื่อไล่ตามคนร้าย ไปจนถึงปล่อยให้คุณป้าที่สัญจรผ่านมาวิ่งสู้ฟัด

จนจับโจรได้ ในขณะที่แก๊งตำรวจล้มคว่ำกองรวมกันอยู่อีกมุมถนน

และแล้วฟ้าก็มีตา ประทานเหยื่อรายใหม่มาให้ทีมสายสืบที่ทั้งกรมมองว่ากากเสียไม่มี

เหยื่อที่ว่าคือ อีมูแบ พ่อค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ทางการหมายหัว นอกจากผลิตและจำหน่ายผงขาวแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย เขายังลึกลับหาตัวจับยาก แม้รู้ว่าโอกาสทำสำเร็จมีน้อยนิดไม่ต่างกับให้เกาหลีเหนือและใต้รวมชาติ แต่เพื่อกู้คืนศักดิ์ศรี สายสืบฝีมือดีทั้งห้าจึงวางแผนและออกปฏิบัติการอีกครั้ง

Extreme Job ทีมสายสืบที่จับแก๊งค้ายาไม่รอด แต่เปลี่ยนมาขายไก่ทอดแล้วรุ่ง

เมื่อสืบทราบว่าชัยภูมิที่ดีในการสอดส่องคนร้ายคือร้านซูวอนไก่ทอด พวกเขาจึงไม่รอช้าแวะเวียนไปเป็นลูกค้าประจำ เพราะวัตถุประสงค์หลักในการมาร้านคือจับตาคนร้าย จึงไม่ทันได้สังเกตว่าร้านนี้เงียบเชียบใกล้ร้าง และใช่ เจ้าของร้านผู้ทอดไก่ไม่อร่อยเฉลยว่ากำลังประกาศเซ้งกิจการ!

โลเคชันเหมาะเหม็งแห่งการซุ่มดูกำลังจะกลายเป็นพื้นที่ปิดฉันใด ฝันหวานแห่งการจับกุมคนร้ายของเหล่าคนกากก็ค่อย ๆ หายไปฉันนั้น แต่ช้าก่อน! หัวหน้าทีมโกผู้ใกล้เกษียณและหวังให้ภรรยาได้เป็นคุณนายสักครั้ง ขอถอนเงินบำนาญมาวางเป็นเดิมพัน เซ้งกิจการร้านไก่ทอดเสียเอง 

ปฏิบัติการทอดๆ ซุ่มๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติผ่านร้านไก่ทอด โดยทีมสายสืบฝีมือดีแต่ไม่มีผลงาน

ถึงจะอยู่ใกล้เพียงฝั่งถนนกั้น แต่ก็ยังหาโอกาสประชิดตัวแหล่งกบดานของพวกมันไม่ได้ ทีมสายสืบจึงปิ๊งไอเดีย ใช้ Junk Food ที่ครองใจมหาชนแดนโสมขาวอย่างไก่ทอดมาเป็นเหยื่อล่อ สร้างแต้มต่อให้รสชาติอร่อยเหาะด้วยซอสสูตรประจำตระกูลของสายสืบหนึ่งนาย (รับประกันว่าเกินคาดคนดูไปมาก) และความอร่อยนี้เองก็ทำให้พวกเขาเข้าใกล้คนร้าย ไปพร้อมกับมีโอกาสครอบครองรายได้ที่งอกเงยจนน่าพอใจ และตลกร้ายตรงที่พวกเขาไม่เคยได้จำนวนเงินนี้มาก่อนในชีวิตข้าราชการ 

เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเอาไว้ลายตำรวจเกาหลี!

เพราะอำนาจเงินช่างหอมหวาน ยิ่งเป็นเงินจากงานอันบริสุทธิ์ด้วยแล้ว สายสืบไส้แห้งที่เป็นตำรวจดี ๆ แต่ไม่รุ่งสักทีจึงไขว้เขว ว่าจะมาดมั่นจับคนร้ายต่อไปด้วยความหวังน้อยนิดดังแสงที่ปลายอุโมงค์ เพื่อสุดท้ายจะได้กล่าวสิทธิ์มิแรนดาและยัดแก๊งค้ายาเข้าตะราง หรือควรวางปืน เก็บบัตรข้าราชการ มาสวมผ้ากันเปื้อน เปิดเตา เทน้ำมัน ทำกิจการร้านไก่ทอดแบบเต็มเวลา พร้อมกล่าวทักทายลูกค้าเนืองแน่นผ่านสโลแกนร้านค้าว่า “ไม่มีไก่ที่ไหนอร่อยไปกว่านี้ ที่นี่คือซูวอนไก่ทอด รับเป็นไก่ทอดหรือไก่ปรุงรสดีครับ” ซึ่งแน่นอนว่าอย่างหลัง คือหนทางที่ง่ายและปลอดภัยกว่าในโลกทุนนิยมแห่งนี้ 

ปฏิบัติการทอดๆ ซุ่มๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติผ่านร้านไก่ทอด โดยทีมสายสืบฝีมือดีแต่ไม่มีผลงาน

และทางเลือกสำคัญของพวกเขา จะนำไปสู่การเฉลยสถานะแท้จริงว่าทีมคนกากแห่งกรมตำรวจชุดนี้เป็นใคร มาจากไหน รวมตัวกันได้อย่างไร อีกทั้งยังไขข้อข้องใจ ว่าพวกเขาเป็นเพียงข้าราชการด้อยประสิทธิภาพอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจจริงหรือ

คำแนะนำสำคัญมากก่อนจะเริ่มดูภาพยนตร์ Extreme Job คือควรรับชมในพื้นที่รโหฐานหรือลับตา และยิ่งเก็บเสียงสนทนาได้จะเพอร์เฟกต์ เหตุผลเพราะความเกรียน รั่ว และจังหวะตลกที่ปล่อยมาแบบไม่ให้พัก อาจทำให้คนตกใจที่เห็นภาพคุณหัวเราะคิกคักเกินเบอร์

เหนือสิ่งอื่นใด เราว่าจุดที่ส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ครองแชมป์ยอดขายตั๋วสูงสุด มิใช่เพียงความแหวกขนบตั้งแต่พล็อตเรื่อง หรือมุกตลกหน้าตายโดยทีมนักแสดง แต่จุดสำคัญน่าจะอยู่ที่การหยิบสองสิ่งซึ่งดูห่างเหิน แต่กลับมีลักษณะร่วมกันอย่าง ‘ไก่ทอด’ กับ ‘ยาเสพติด’ มาเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นใหญ่ 

ลักษณะร่วมที่ว่า ข้อแรกคือ ทั้งสองเป็นวัตถุมหัศจรรย์ที่มีสารทำให้ผู้เสพหรือทานมีอาการเคลิบเคลิ้ม เพลิดเพลิน และหักห้ามใจไม่ให้นำเข้าสู่ร่างกายได้ยาก ข้อสองคือ เป็นวัตถุที่หาซื้อง่าย ไม่ว่าคุณจะเป็นไม่ว่าจะครู นักเรียน คนทำงาน ข้าราชการ นักบวช หรือแม้แต่พระสงฆ์ ก็ครอบครองเป็นเจ้าของทั้งสองสิ่งนี้ได้ (ในภาพยนตร์เขาบอกมาแบบนี้) 

ส่วนความต่าง คือสิ่งหนึ่งเป็นเพียงของว่างธรรมดา แต่มีคุณค่าประหนึ่ง Soft Power ที่รัฐบาลบ้านเขาต้องการแผ่ขยายให้ดังไกลไปทั่วโลก ส่วนอีกสิ่ง คือของผิดกฎหมายที่ไม่ว่าจะบ้านเมืองไหน ๆ ก็คล้ายจะแทรกซึมและลอยนวลอยู่ได้อย่างไม่มีทีท่าจะหมดไป 

ปฏิบัติการทอดๆ ซุ่มๆ เพื่อจับกุมแก๊งค้ายาข้ามชาติผ่านร้านไก่ทอด โดยทีมสายสืบฝีมือดีแต่ไม่มีผลงาน

และภาพยนตร์ Extreme Job ก็พยายามฉายภาพให้เห็นว่า โชคดีเหลือเกินที่ในสังคมซึ่งสีขาวกับดำสลับสับสน บ้านเมืองเขายังมีข้าราชการที่มุ่งมั่นปราบปรามและไม่ยอมแพ้ แม้จะยังลุ้นอยู่ว่าสุดท้ายแล้ว ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่เผลอหลงระเริงไปกับอำนาจเงินตรา จะวกกลับมาทำหน้าที่ของตนหรือไม่ แต่อย่างน้อยความตั้งใจจริง เจ็บจริง และจับจริง ของพวกเขาก็เต็มที่ไม่แพ้ชาติใด ก้าวขึ้นเวทีรับเหรียญกล้าหาญได้แบบไม่มีข้อกังขา!

และที่สำคัญไก่ทอดกรอบ ๆ ที่เกาหลีนั้นก็เด็ดขาดกว่าใคร 

ไปลองชิมดูได้เลย!

รับชมภาพยนตร์ Extreme Job พร้อมคำบรรยายไทยได้ที่ HBO Go และ Netflix (ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป)

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load