ธุรกิจ : บริษัท นาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์ จำกัด และ บริษัท ลักซ์นา จำกัด  

ประเภทธุรกิจ : เกลือและผลิตภัณฑ์สุขภาพ / ความงาม / ของใช้ส่วนบุคคล

อายุ : 95 ปี และ 5 ปีตามลำดับ

ผู้ก่อตั้ง : ขุนสมุทรมณีรัตน์

ทายาทรุ่นสอง : ร.ต.ต.พอพล มณีรัตน์

ทายาทรุ่นสาม : นายพอพัฒน์ มณีรัตน์

ทายาทรุ่นสี่ : ดร.พอจำ อรัญกานนท์

หนึ่งในทายาทรุ่นห้า : พอเจตน์ มณีรัตน์

หากเคยลิ้มรสเค็ม ต้องเคยเป็นลูกค้าของนาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์ นาเกลือ ณ สมุทรสาครที่เป็นธุรกิจครอบครัวของตระกูลมณีรัตน์ที่มีอายุยาวนานถึง 95 ปี 

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

วันนี้ หลุยส์-พอเจตน์ มณีรัตน์ หนึ่งในทายาทรุ่นที่ 5 เพิ่มมูลค่าเกลือสมุทรให้นาเกลือของครอบครัวด้วยการนำดอกเกลือซึ่งเป็นเกลือส่วนที่สะอาดที่สุด ดีที่สุด แต่ไม่เคยถูกเพิ่มมูลค่ามาก่อน แปรรูปเป็นสบู่ดอกเกลือใต้ชื่อแบรนด์ไอริณ ใช้สรรพคุณของดอกเกลือพัฒนาสูตรสบู่ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวได้ดีจริง คนใช้แล้วติดใจอยากซื้อซ้ำ ด้วยการฟังลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ไม่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำให้เข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง เน้นการขายสบู่ก้อนที่คนไทยชอบใช้ในเมืองร้อน ทำการตลาดและออกแบบแพ็กเกจ ชูสรรพคุณของเกลืออย่างไม่ติดหรูแต่คนเห็นแล้วอยากซื้อ พร้อมขยายช่องทางการขายอย่างรวดเร็วทำให้ขายดีเติบโตเร็วถึงปีละ 300 เปอร์เซ็นต์ และได้รางวัลสินค้านวัตกรรมมากมายทุกปี

เรื่องราวธุรกิจเกลือสมุทรนี้เป็นดั่งสมุดบันทึกคำแนะนำแฝงธรรมะสำหรับทายาทธุรกิจ เล่าเรื่องราวการผจญคลื่นทะเลที่ล้มจริง เจ็บจริง วิธีคิดเปลี่ยนรสชาติการทำธุรกิจจากเค็มเป็นหวาน ทั้งยังทำให้เห็นวงจรธุรกิจครอบครัว การเดินทางของเกลือเม็ดเล็กๆ ที่อาจส่งต่อวิธีคิดต่อยอดธุรกิจของคุณให้ยืนยาวถึงร้อยปีได้เช่นกัน 

บันทึกการเดินทางของครอบครัว :  

รุ่น 1, 2, 3 เพิ่มผลิตภาพให้ผลิตได้มากขึ้น 

รุ่น 4        พัฒนาคุณภาพเกลือให้ดีขึ้น  

รุ่น 5        แปรรูปเกลือให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น    

นาเกลือของขุนสมุทรมณีรัตน์

สมุทรสาครสมัยก่อนเรียกว่าท่าจีน เป็นชุมชนคนจีน ย่านโด่งดังการค้าเกลือ กะปิ ปลาแห้ง ปลาเค็มตั้งแต่สมัยอยุธยา 

ขุนสมุทรมณีรัตน์ หรือ เม่งฮะ เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เดิมเป็นกำนันตำบลท่าฉลอม และเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาพื้นที่นาเกลือ ริเริ่มขุดคลองสร้างเส้นทางขนเกลือออกอ่าวไทยและแม่น้ำท่าจีน มีความตั้งใจอยากทำธุรกิจที่สร้างงานให้คน

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

ตอนเริ่มต้นมีพื้นที่ส่วนหนึ่งในจังหวัดอยู่แล้ว จากนั้นค่อยๆ ซื้อ จับจอง ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นมา จนในปัจจุบันตระกูลมีที่ดิน 5,000 ไร่

ที่ดินกว้างใหญ่ติดป่าชายเลนและอ่าวไทยที่เห็นในภาพนี้คือ นาเกลือ 

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

พ.ศ.​ 2469 ขุนสมุทรมณีรัตน์เริ่มเปิดบริษัท ช่วยสร้างอาชีพให้คนในจังหวัดได้ตรงตามความตั้งใจ ทั้งชาวนาเกลือ ผู้หาบเกลือเข้าไปเก็บในฉางเกลือ และอีกมากมาย เกิดชุมชนนาเกลือตามมา

ในบันทึกของขุนสมุทรมณีรัตน์จากหนังสือ สาครบุรี เล่าการทำธุรกิจในสมัยนั้นไว้ว่า

“ข้าพเจ้าประกาศให้ผู้ว่างงานเข้าสมัครทำนาเกลือ ข้าพเจ้าวางระเบียบสำหรับการสร้างนาเกลือ ว่าข้าพเจ้าให้ค่าจ้างตามที่เขาจ้างกัน ที่อยู่ เครื่องปลูกบ้าน กระดาน ตุ่มน้ำ ข้าพเจ้าออกให้ท้ังสิ้น ผู้ทำนาเกลือมีแต่ตัวเปล่าก็ทำได้ แต่ผู้ทำนา ต้องปลูกกันเอง เครื่องประกอบการทำนาเกลือ เช่น ยุ้งเกลือและของใช้ต่างๆ เป็นของข้าพเจ้าทั้งสิ้น การเงินใช้สอย ข้าพเจ้าทดลองให้ก่อน พ.ศ. 2474 มีคนมาทำนาเกลือของข้าพเจ้า 37 ครัวเรือน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่รวม 190 กว่าคน เวลาทำเกลือ มีทั้งจีนและไทย เข้าไปรับจ้างหาบเกลือในนาอีก 30-40 คน ตราบกระทั่ง พ.ศ. 2477 ราคาเกลือเริ่มลง ซื้อขายกันที่นาเกวียนละ 1 บาท ข้าพเจ้าอุตส่าห์ประคับประคองคนทำนาเกลือพร้อมทั้งตัวข้าพเจ้าเองมาด้วยความลำบากเป็นที่สุด…” 

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี
ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

ปัจจุบันมีเกษตรกรอิสระร่วมงานกว่า 200 ครอบครัว ภายใต้การนำของ ดร. พอจำ อรัญกานนท์ และแจกจ่ายรายได้ครึ่งหนึ่งให้คนทำงานเหล่านี้โดยครอบครัวมณีรัตน์ใช้วิธีบริหารแบบเดิมนี้เรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แม้ที่ดินกว้างใหญ่ไพศาล แต่หลุยส์ ทายาทตระกูลมณีรัตน์บอกว่าเขาไม่ได้เป็นเศรษฐีอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด เพราะสิ่งที่แพงคือราคาที่ดินไม่ใช่เกลือ ราคาเกลือกิโลละบาทเท่านั้น แต่หากครอบครัวเลิกกิจการนาเกลือ ประเทศก็จะต้องนำเข้าเกลือ ทำให้ขาดความมั่นคงทางอาหารในประเทศ และคนในท้องถิ่นจะไม่มีงานทำ

ความสำคัญของธุรกิจนาเกลือมีมากถึงเพียงนี้

สารพันสิ่งจากเกลือ 

มาทำความรู้จักเกลือกันสักนิดจากครอบครัวผู้เชี่ยวชาญเกลือตัวจริง

เกลือของนาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์เป็น ‘เกลือสมุทร’ คือเกลือที่ได้จากทะเล อร่อย เน้นใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร สมัยโบราณในวันที่ไม่มีตู้เย็น ชาวบ้านใช้เกลือเหล่านี้ถนอมอาหารด้วย

แม้เกลือสมุทรจะเน้นใช้ทาน แต่เกลือยังเป็นบ่อเกิดของแทบทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ด้วย เพราะองค์ประกอบเคมีของเกลือมีทั้งโซดาและคลอรีนซึ่งนำไปผลิตได้หลายอย่าง 

เรียกได้ว่าธุรกิจเกลือมีส่วนริเริ่มให้เกิดอุตสาหกรรมเคมีในไทยเลยทีเดียว ทุกอย่างที่มีคำว่าโซดา ทุกอย่างที่มีคลอไรด์ คลอรีนนั้นมีเกลือผสม รวมถึงกระจก พลาสติก สีทาบ้าน ปุ๋ย ผงชูรส กระดาษ น้ำยาฟอกขาว สบู่ น้ำหอม กรด น้ำปลา ผงชูรส เจลาติน ผงฟอกขาว และอีกนับไม่ถ้วน

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

Pure Salt 4.0 

แม้ฟังแล้วดูมีสารพัดโอกาสจากเกลือมากมาย แต่ธุรกิจเกลือเป็นธุรกิจผูกขาดกับธรรมชาติ มีต้นทุนคงที่สูง (Fixed Cost) เช่น ที่ดินและการทำเหมือง ทำให้เกือบ 100 ปีที่ผ่านมา รูปแบบธุรกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนใหญ่เน้นเพิ่มปริมาณการผลิตเกลือให้ได้เยอะขึ้นในรุ่นผู้ก่อตั้งจนถึงทายาทรุ่น 3 

จวบจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในยุคของทายาทรุ่น 4 เริ่มมีการพัฒนาเกลือให้มีมาตรฐานมากขึ้น จากเก็บเกลือบนดินแบบในสมัยก่อน ก็เปลี่ยนมาใช้ผ้ายางและผ้าพลาสติกปูพื้นนา เพื่อให้เกลือไม่สัมผัสกับดิน เกลือจึงมีความบริสุทธิ์และขาวขึ้น

ความเชื่อของบริษัทยังคงเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้ผู้คน ยังคงเลือกวิธีทำนาเกลือที่ไม่ใช่เครื่องจักร เพื่อให้ชาวนาเกลือมีงานทำ หากวันใดที่คนเหล่านี้เลิกทำนาเกลือ ถึงวันนั้นค่อยนำเครื่องจักรเข้ามา 

พอทำธุรกิจมา 4 เจเนอเรชัน ครอบครัวเริ่มเห็นว่าต่อไปธุรกิจจะมีอุปสรรคมากขึ้น 

“สมัยก่อนไม่มีการค้าขายมากเท่าทุกวันนี้ เราเป็นคนผูกขาดและกำหนดราคาเกลือ แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว มีคู่แข่งต่างประเทศมากขึ้น ทั้งจากอินเดีย ออสเตรเลีย ซึ่งทำเกลือได้ในราคาถูกกว่า”

เมื่อเห็นแล้วว่าโดน Disrupt แน่ โจทย์ของทายาทธุรกิจคือ ต้องคิดว่าจะยกระดับมูลค่าเกลือยังไงได้บ้างในการแข่งขันที่สูงขึ้น ด้วยที่ดินกว้างใหญ่เท่านี้ จะสร้างมูลค่าเกลือจากที่ดินอย่างไรให้คุ้มค่ามากขึ้น 

ในสมุทรมีดอกเกลือ 

หลายคนมักรู้จักเกลือเฉพาะส่วนที่มีรสชาติเค็ม แต่ความจริงแล้วเกลือมีหลายส่วน หลายรส ทั้งเค็ม หวาน ขม กระบวนการทำเกลือใช้วิธีกลั่น ทำให้น้ำระเหย ตกผลึกออกมาเป็นเกลือหลายชั้น 

ชั้นที่ตกผลึกอยู่ล่างสุด มีรสขมที่สุด เอาไปทำปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรให้พืช 

ชั้นตรงกลางมีรสเค็มเอาไปทาน 

ส่วนชั้นที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ คือ ดอกเกลือและดีเกลือ เป็นส่วนสะอาดที่สุด ดีที่สุด ชาวนาเกลือจะช้อนเอาดอกเกลือเหล่านี้เก็บไว้ก่อนจมน้ำ จะมีรสหวานเพราะไม่ได้มีแค่โซเดียมคลอไรด์ แต่มีแมกนีเซียมซัลเฟตอยู่ในนั้นด้วย

เวลาทำนาเกลือ 80 ส่วน ได้ดอกเกลือเพียงส่วนเดียว ทำให้มีราคาแพงกว่าเกลือปกติ 

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

จากคำบอกเล่าของหลุยส์ “นาเราผลิตดอกเกลือได้มาตลอด แต่ในรุ่นก่อนเราไม่ขายของพวกนี้เลย ถ้าลูกค้าเดินมาหา เราก็ขาย แต่ถ้าลูกค้าไม่ถาม เราทิ้งทะเลเลย ในรุ่นเราเลยเริ่มคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ไหมที่จะพัฒนาและยกระดับเป็นสินค้าที่ใช้ในปัจจุบันได้ โดยใช้เกลือที่มีอยู่แล้ว” 

เน-เบญจรัตน์ ปัญญาวงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ไอริณ สังเกตว่าคนไทยมีภูมิปัญญาการใช้เกลือสืบทอดกันมานาน ใช้เกลือดูแลร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า คนสมัยก่อนไปแช่น้ำเกลือเมื่อมีปัญหาผิว ทำให้ผดผื่นคันหาย ตอนเด็กเมื่อมีปัญหาผิวหนัง ปู่ย่าจะพูดว่าให้ไปเล่นน้ำทะเลฆ่าเชื้อสิ ต่างประเทศมีวารีบำบัดที่เป็นบ่อน้ำเกลือ ใช้ปรับสมดุลร่างกาย แก้ปัญหาผิว

คำโบราณสอนไว้อย่างไร มักมีส่วนเป็นจริง ในทางวิทยาศาสตร์ มีสารในน้ำทะเลที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อได้และบำรุงผิวอยู่จริง 

เนพบว่า “ต่างประเทศมีสินค้าจาก Dead Sea เยอะมาก เราสนใจว่าทำไมสินค้าสกินแคร์จากเกลือถึงมีมากในยุโรป เรามีเพื่อนเป็นดอกเตอร์ด้านเคมี เลยเริ่มคุยกันแล้วพัฒนาสูตร”

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

เมื่อเห็นว่าต่างประเทศนำดีเกลือมาเป็นส่วนผสมในยาแก้แพ้ต่างๆ ได้ หลุยส์และเนจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าใช้วิธีการเดียวกัน แต่ไม่ได้ทำเป็นยา ทำสบู่แทนจะเป็นอย่างไร ทั้งคู่จึงเริ่มพัฒนาแบรนด์สบู่ดอกเกลือ ใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘ไอริณ’ เป็นคำไทยโบราณแปลว่าเกลือ 

แตกต่างด้วย Soap + Salt

เคล็ดลับทำธุรกิจให้สำเร็จข้อแรกคือ สินค้าต้องดีจริง

ดอกเกลือเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างจากสบู่เจ้าอื่นได้จริง ทำให้สินค้าไปได้ไกล สบู่ดอกเกลือของไอริณถูกใจลูกค้าเพราะแก้ปัญหาผิวได้ดี ตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยจริง เน้นขายสบู่ก้อนมากกว่า เพราะคนไทยส่วนใหญ่ผิวมัน จึงชอบใช้สบู่ก้อน โดยเฉพาะคนรุ่นก่อนมีความเชื่อว่าสบู่เหลวล้างออกไม่สะอาด ถ้าอาบน้ำสะอาด ผิวต้องแห้งเอี๊ยด จึงชอบสัมผัสของสบู่ก้อนที่ทำให้ผิวเกลี้ยง 

‘ดอกเกลือทะเล’ พระเอกของสบู่ มีสรรพคุณช่วยลดอาการทางผิวหนังอย่างผดผื่น กลากเกลื้อน แก้ปัญหาสิวอักเสบ สิวที่แผ่นหลัง และผลัดเซลล์ผิว สบู่หนึ่งก้อนใช้ได้ทั้งหน้าทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า 

เนบอกว่าการทำเกลือให้เป็นสบู่เหลวยากกว่าสบู่ก้อน เพราะธรรมชาติของเกลือจับตัวเป็นของแข็งง่ายกว่า หากเติมเกลือมากไปนิดเดียว สิ่งที่ได้กลายเป็นเยลลี่ทันที การคิดค้นอัตราส่วนของสบู่ให้ใส่เกลือลงไป โดยยังคงความข้นใสไว้ เป็นสิ่งที่คนอื่นยังทำไม่ได้ สบู่เหลวของไอริณจึงได้รับรางวัลสินค้านวัตกรรม

ตามใจลูกค้าไม่ใช่ถูกใจตัวเอง

เคล็ดลับธุรกิจข้อสองคือ การวิจัยตลาด ฟังลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ฟังในสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้พูด การคิดค้นสบู่ดอกเกลืออาจฟังดูเหมือนง่าย แค่ผสมดอกเกลือลงไป แต่กว่าไอริณจะขายดีต้องใช้เวลาถึง 3 ปี 

หลุยส์เล่าว่าสบู่เหลวไอริณสูตรขมิ้นน้ำผึ้งตัวแรกที่วางแบรนด์เป็นสินค้าพรีเมี่ยมนั้นเป็นผลงานที่ล้มเหลว 

“ตอนสำรวจตลาด เราเข้าใจว่าคนชอบ ถามลูกค้าว่าสินค้าตัวนี้ซื้อไหม ลูกค้าบอกซื้อ แต่สิ่งที่ลูกค้าไม่ได้พูดคือ ความจริงแล้วอยากซื้อครั้งเดียวและไม่ซื้อซ้ำ วันอื่นอาจเปลี่ยนไปซื้อยี่ห้ออื่นที่มีโปรโมชันหนึ่งแถมหนึ่งในห้าง ลูกค้าไม่ได้โกหก แต่บอกเราแค่ความจริง ณ เวลานั้น”

สิ่งที่ทำให้หลงทางออกทะเลในตอนนั้น คือการไม่เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ แม้สบู่มีจุดขาย แต่การตั้งราคา ออกแบบแพ็กเกจสินค้าที่ไม่ตรงใจลูกค้าทำให้ขายไม่ออก ขายได้เพียงล็อตแรก หลังจากนั้นตาย

“สินค้าตัวนี้ทำมาจากใจของเรา ไม่ได้ทำมาจากใจลูกค้า แต่ตอนนั้นเราไม่รู้” หลังจากนั้นหลุยส์จึงปรับการทำวิจัยการตลาดให้ลึกขึ้น ว่าลูกค้าชอบแบบไหน ราคาเท่าไหร่ จนพัฒนาได้สินค้ารุ่นใหม่ออกมา เป็นสบู่ไอริณที่วางขายในทุกวันนี้

“สบู่หน้าตาบ้านมาก แต่นี่คือผลจากการทำ Sprint มาแล้ว ว่าลูกค้าอยากเห็นส่วนประกอบ อยากเห็นคุณประโยชน์ อยากเห็นเกลือบนแพ็กเกจ ถามว่าเป็นสินค้าที่สวยหรือเปล่า ไม่สวยเลย แต่ขายได้” 

สินค้าฮิตที่ส่งออกต่างประเทศคือสบู่ก้อนรุ่นนี้ 

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

หน้าตาแบบนี้อาจไม่สวยถูกใจที่คิดไว้แต่แรก แต่คิดค้นมาจากการฟังความต้องการของลูกค้าจริงๆ

บทเรียนจากการหลงทางกลางทะเลที่ทายาทธุรกิจตกตะกอนได้คือ ธุรกิจมากมายมีวงจรชีวิตสินค้าเพียง 1 ปีเพราะเป็นสินค้าตามกระแส ถูกใจเจ้าของ แต่ไม่ได้ตอบความต้องการของผู้บริโภค ในตลาดสบู่และเครื่องสำอาง มีแบรนด์มากมายที่อยากทำสินค้าพรีเมี่ยม ทำขวดสีชา สีเขียว ฝาสีทอง ทุกแบรนด์หน้าตาเหมือนกันหมด  

ปัญหาคือ SME ไทยมักไม่ถามลูกค้า ไม่ถามตัวเองว่าทำไมไปได้ไม่ไกลกว่านี้  

หลุยส์สรุปว่า “หลายคนทำธุรกิจโดยเอาตัวเองเป็นจุดตั้ง คุณทำเพราะต้องการพิสูจน์อะไร บางอย่างเพื่อตัวคุณเอง ไม่ได้ทำเพื่อลูกค้า”  

หากตั้งใจฟัง จะได้ยินสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง สำหรับไอริณ เมื่อได้สินค้าโดนใจลูกค้าแล้ว แบรนด์จึงแจ้งเกิด พร้อมขยายธุรกิจให้โตยิ่งขึ้นไปอีก เพิ่มช่องทางการขายที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้โตเร็ว 300 เปอร์เซ็นต์

Who Am I…Irin?

เคล็ดลับธุรกิจข้อสาม ช่วงวิกฤตอย่ายึดติด ออกสินค้าใหม่ เพิ่ม SKU เพราะโตดีกว่าเจ๊ง สำหรับไอริณที่รายได้มาจากขายสบู่ในห้างเป็นหลัก ส่งออกเป็นรอง เมื่อ COVID-19 มา ทำให้ช่องทางขายเดิมลดลงเยอะ การแก้ปัญหารับมือวิกฤตครั้งนี้คือ การวางอัตตา วางตัวเองลง คิดแบบ Outside In อย่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง

“ช่วง COVID-19 ลูกค้าบอกว่านำเข้าเครื่องพ่นฆ่าเชื้อจากต่างประเทศมา แต่ไม่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ ต้องนำเข้า เลยถามว่าเราทำให้ได้ไหม ถ้าเป็นเราคนเดิม เราจะคิดว่าผมขายสบู่ที่ดีที่สุดในโลก ได้รางวัลมาเยอะ ไม่ทำ”

แต่ในวันนี้ หลุยส์คิดว่าทำให้ได้ “ค้นพบว่าเราปล่อยวางตัวเองได้ไหมล่ะ ความเป็นหลุยส์ ถ้าเราปล่อยวางตัวเราลง เราจะได้ยินสิ่งที่ลูกค้าพูดกับเรามากขึ้น”  

วันนี้มีโรงงานพร้อม แม้น้ำยาฆ่าเชื้อไม่ได้ใช้เกลือเลย ไม่ใช้เทคโนโลยีเดิม แต่ได้ยินลูกค้าพูด จึงรู้สึกว่าทำให้ได้เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการและไม่เกินกำลัง  

ภายใต้บริษัทลักซ์นา บริษัทเดิมที่ผลิตไอริณ โรงงานเดิมที่มีจึงเริ่มผลิตเจลแอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ สเปรย์ไล่ยุงด้วย โดยคิดค้นสูตรที่แตกต่าง อย่างน้ำยาฆ่าเชื้อที่ไม่ระคายเคืองผิว สเปรย์ตะไคร้ไล่ยุงที่มีกลิ่นหอม ไร้สารอันตราย ไร้ยาฆ่าแมลง 

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

ตอนนี้พัฒนาจนมีสินค้าทั้งหมด 50 SKU โตขึ้น 400 เปอร์เซ็นต์ ออเดอร์เดือนละหลายล้าน เริ่มมีลูกค้ากลุ่มใหม่ทั้งองค์กร คลินิก ร้านขายยา โรงพยาบาล เปิดพื้นที่ใหม่ให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ผลิต OEM ให้ลูกค้าเจ้าอื่นโดยไม่ติดชื่อแบรนด์ตัวเองก็ทำ 

เนสรุปบทเรียนว่า “จากประสบการณ์ทำธุรกิจว่าเราต้องทำแบรนด์เราเท่านั้น เรามีแบรนด์ของเรา แต่วันที่ต้องคิดว่าทำยังไงให้ธุรกิจอยู่รอด เราผลิตอะไรก็ได้ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ทำได้ทุกอย่าง เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคได้ใช้ อะไรที่ช่วยลูกค้าได้ เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้ ทำธุรกิจแบบพากันไป ทำให้เรายังรอดได้” 

คำถามที่น่าคิดต่อคือ หากธุรกิจที่ต่อยอดจากชื่อเสียงของครอบครัว ยังกล้าวางเกลือที่เป็นตำนานเกือบ 100 ปีของตัวเองลงในช่วงวิกฤต แล้วกิจการของเราแต่ละคนจำเป็นต้องปล่อยวางอะไรลงบ้างไหม 

ไปต่อหรือพอแค่นี้ 

คำแนะนำของหลุยส์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจคือ คิดดูให้ดีว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเราคืออะไร ถ้าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือ ครอบครัว เวลา คุณอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะโลกธุรกิจทุกวันนี้ไม่ได้ง่าย

คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจคือ คนที่อยากสร้างอะไรบางอย่างให้กับคนรุ่นหลัง

สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย

ตลอดเส้นทาง เนบอกว่าคำถามว่าไปต่อหรือพอแค่นี้ผุดขึ้นมาตลอดเวลาเสมอ ทุกครั้งที่มีคลื่นซัดแรง สิ่งที่ทำให้ธุรกิจยังอยู่ต่อไปได้คือ ต้องไม่ไปต่อในแบบเดิม

“สามปีแรกไม่ค่อยดี หลายปีถัดมาได้เข้าห้างแล้วออนไลน์เข้ามา เราก็ต้องปรับตัวอีก พอออนไลน์โตขึ้น อีกปีก็มีความท้าทายใหม่เข้ามาอีก จะเห็นได้ว่าโลกเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากสมัยก่อนที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนทุกสองถึงสามปี ตอนนี้ต้องคุยเรื่องปรับธุรกิจทุกไตรมาสจนชินแล้ว ไม่ได้ชินว่าจะเจ๊ง แต่ชินว่าถึงเวลาเปลี่ยนอีกแล้ว จะรับมือกับมันยังไง”

เนสรุปว่าการตัดสินใจว่าควรไปต่อไหม ขึ้นอยู่กับว่าเห็นช่องทางไปต่อหรือเปล่า 

“ถ้าไม่เห็นโอกาสว่าไปต่อยังไง บางทีการพอแค่นี้ ไม่ได้มีอะไรผิด ดีกว่าผลาญเงินลงทุนทิ้งไปเฉยๆ แต่ธุรกิจของเรายังเห็นอยู่ว่ามีช่องทางไปต่อได้ยังไงจึงไปต่อ” 

หลุยส์แนะว่าสำหรับคนที่มองไม่เห็นโอกาส ต้องออกไปหาความรู้ ยิ่งนั่งคิดอยู่กับตัวเองในออฟฟิศ ยิ่งมองไม่เห็นโอกาส “ออกจากตัวเอง ไปหาความรู้ เข้ากลุ่ม คอร์ส สมาคม คุยกับคนเยอะๆ แล้วจะเริ่มเห็นช่องทางในการปรับตัว” 

แล้วจะเริ่มเห็นว่าโลกภายนอกยังมีช่องทางอีกหลายอย่าง สุดทางไกลโพ้นทะเล ไม่ว่าสถานการณ์อะไรเข้ามา มีความต้องการของตลาดเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นและลงมือทำไหม 

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

Siamese Fleur de sel

แผนในอนาคตของบริษัทลักซ์นา คือ ขาย ‘ดอกเกลือสยาม’ สำหรับบริโภค  

Flower of Salt หรือ Fleur de sel ในภาษาฝรั่งเศสเป็นเครื่องปรุงที่แพงมากในต่างประเทศ กระปุกหนึ่งราคาประมาณ 50 ดอลลาร์ 

หลุยส์เห็นโอกาสว่าในไทยยังไม่มีใครทำ ดอกเกลือที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในไทยล้วนเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ประกอบกับกระแสดอกเกลือเริ่มฮิตมากขึ้นในกลุ่มคนบริโภคคีโต เพราะการกินคีโตต้องคุมโซเดียม และดอกเกลือนั้นมีโซเดียมต่ำ 

แน่นอนว่าดอกเกลือสยาม คือการนำเกลือของนาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์มาเพิ่มมูลค่าอีกเช่นเคย ทำแบรนด์และแพ็กเกจใหม่ภายใต้บริษัทลักซ์นาที่ผลิตสบู่ 

ข้อดีของบริษัทเล็กคือ มีความคล่องตัว มีจุดแข็งที่ธุรกิจครอบครัวไม่มีคือ รู้จักช่องทางการขายสมัยใหม่ มีคอนเนกชันกับห้างสรรพสินค้า 

แนวทางการสู้คลื่นทะเล แด่ทายาทธุรกิจไทย

ในวันที่โลกเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เป็นเจเนอเรชันที่มักอยากผจญภัย ท่องทะเล ท้าลมแรง คิดค้นสิ่งใหม่ ความท้าทายที่หลายบ้านต้องเจอคือ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันกับพ่อแม่ ทายาทหลายคนรู้สึกว่าจะออกไปแตะขอบฟ้า แต่เหมือนว่าโชคชะตาไม่เข้าใจ

คำแนะนำสุดท้ายของหลุยส์คือ หากเป้าหมายของทายาทธุรกิจคือทำให้ธุรกิจที่บ้านเติบโต วิธีชักจูงให้ผู้ใหญ่เปิดใจฟังคือ อย่าทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกว่าเป็นคนผิด 

อย่าไปบอกท่านว่าทำแบบนี้ไม่ได้แล้ว หรือบอกว่าการนั่งปลอดภัยอยู่ที่ฝั่งเป็นเรื่องผิด เด็กไม่ควรมานั่งแข่งกับผู้ใหญ่ว่าใครถูกใครผิด การยึดในเป้าหมายจนทะเลาะกับที่บ้านนั้นไม่คุ้ม

ลองใช้วิธีขอทดลอง ขอทำ Pilot ลองทำจริงว่าสำเร็จได้ไหม ลองทำ Business Unit แยกออกมาจากบริษัทใหญ่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น  

ใต้คำว่า ‘ลอง’ ทำให้ผู้ใหญ่ยอมให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ค่อยๆ สร้างกระแสลมทำให้เห็นว่าเรือลำใหม่แล่นได้ แสดงให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจใหม่ที่คิดมีความเป็นไปได้อยู่ในนั้น เรืออาจแล่นลงทะเลไม่ได้ตั้งแต่วันแรก แต่เรือเล็กย่อมออกจากฝั่งได้เร็วกว่า 

นี่คือวิธีการที่ไอริณสร้างเรือเล็ก เข็นเรือให้ออกจากฝั่งได้สำเร็จ เพิ่มมูลค่าเกลือสมุทรให้เติบโตต้านคลื่นต่อไปได้

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : พรพรรณเบเกอรี่

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตขนมปัง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต

ทายาทรุ่นสอง : ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต Chapter 9

ณ ถนนเอกชัย เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนเก่าแก่ ย่านการค้า และเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ‘พรพรรณเบเกอรี่’ โรงงานขนมปังที่มีอายุกว่า 62 ปี

ก่อตั้งโดย คุณพ่อชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต จากความคิดที่ว่า ธุรกิจโรงงานขนมในยุคนั้นมีคู่แข่งน้อยและเป็นที่ต้องการสูง จึงเก็บหอมรอมริบและนำเงินทั้งหมดมาเปิดโรงงานผลิตขนมปัง เริ่มต้นครั้งแรกที่ตลาดพลูเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนจะย้ายมาที่ซอยเอกชัย 48 เมื่อ พ.ศ. 2510

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

ลูกค้าของพรพรรณเบเกอรี่โดยมากเป็นธุรกิจที่ใช้ขนมปังเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านขายไอศกรีม ร้านขายขนมปังปิ้ง สืบเนื่องธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เอ๋-ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต ลูกสาวคนสุดท้อง เข้ามาต่อยอดพรพรรณเบเกอรี่ จากที่ส่งออกขายแค่ตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด จากชื่อของพรพรรณเบเกอรี่ที่อาจจะไม่ค่อยถึงหูผู้บริโภค มาเป็น ‘Chapter 9’ ธุรกิจคาเฟ่ขนมปังของคนรุ่นใหม่ พัฒนาสูตรหลากหลาย และตั้งใจสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

ปัจจุบัน ด้านหน้าซอยเอกชัย 48 จะเห็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ของพรพรรณและโรงงานอยู่ด้านหลัง ถัดมาอีกหน่อยจะเจอร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาล ด้านหลังมีอาคารสีขาวเป็นแบกกราวนด์ ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังสดใหม่ในถุงกระดาษ เช่นเดียวกับ Winning Product ของร้านคือ ‘โชกุปัง’

ฉันมีโอกาสได้มานั่งคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังถึงความสำเร็จของ Chapter 9 ซึ่งเธอบอกว่า 

“การเป็นทายาทรุ่นสองของเอ๋มันไม่ง่ายเลย”

ทุกอย่างมีจังหวะของมัน 

เอ๋มีพี่น้องทั้งหมดรวมตัวเองด้วยเป็น 9 คน เธอเป็นคนสุดท้อง แน่นอนว่าการเป็นทายาทรุ่นสอง ทั้งที่เป็นน้องเล็กสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ก่อนหน้านี้เอ๋ทำงานเอเจนซี่โฆษณา แต่ด้วยอายุงานที่มากขึ้นจึงอิ่มตัว เธอจึงหาความท้าทายโดยเริ่มเรียนทำขนมในช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้จริง ๆ ก็อยากจะลองดูสักตั้ง

เอ๋ตัดสินใจลางาน 3 เดือน เพื่อไปทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่ Le Cordon Bleu ก่อนจะกลับมาทบทวนและตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่าจะออกมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจกงสีของที่บ้านทีละนิด เพราะรู้ดีว่าธุรกิจโรงงานขนมปังนี้ยังไม่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ จึงได้ไอเดียทำร้านคาเฟ่ Chapter 9 ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ควบคู่กับงานวงการโฆษณา เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภค ใกล้ชิดลูกค้า และเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่มากกว่าเดิม

ช่วงแรก Chapter 9 ไม่มีเรื่องขนมปังเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะเน้นขายเค้กเป็นส่วนใหญ่ตามที่เอ๋ได้ไปเรียนมา

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“ตอนนั้นเราแทบไม่ได้สนใจเรื่องขนมปังเลย พอใกล้ตัวมาก ๆ เราเลยมองข้าม” แต่เชฟ จัสติน ตัน สามีชาวสิงคโปร์ เห็นข้อได้เปรียบจากธุรกิจโรงงานขนมปังของที่บ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เอ๋เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับงานประจำ ซึ่งทำให้ทุ่มเทกับ Chapter 9 ได้ไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ต้นทุนของสิ่งที่ได้จากพรพรรณเบเกอรี่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง

ทีแรกเอ๋และจัสตินตั้งใจจะเข้าไปทำโดยใช้ฐานการผลิตเดิมของพรพรรณ และแตกสายผลิตภัณฑ์ สินค้าออกไปเพื่อจัด Mass Market แบบกว้าง เพิ่มมาตรฐานสินค้าเพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ใส่ใจและให้คุณค่าในรายละเอียดของสินค้า เช่น กลุ่มที่ให้มูลค่ากับสินค้าโฮมเมด เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

สำหรับพรพรรณ เอ๋และจัสตินเป็นเหมือนน้องใหม่ในธุรกิจกงสี ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จึงทำให้เสียงของพวกเขาเบากว่า

การเปลี่ยนแปลงระบบในธุรกิจกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้อง ต่างกันกับการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“มันมีแรงต้านบางอย่างระหว่างเรา ครอบครัว และพนักงาน”

เธอเคยโดนพนักงานนินทาลับหลังจนเสียกำลังใจไปก้อนใหญ่

“ให้สัมภาษณ์แบบไม่โลกสวย ตอนแรกเราไม่อยากเข้ามา เพราะกลัวจะมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่เป็นครอบครัวเดียวกัน การพูดจาบางครั้งอาจทำร้ายความรู้สึกส่วนตัวกันได้ การปรับเปลี่ยนจึงกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่มีในการทำงานระบบออฟฟิศ เราไม่มีพันธะอะไรกัน ต่างคนต่างทำงาน มีปัญหาก็มาเคลียร์กันให้จบ แล้วทำงานต่อ”

น้องคนสุดท้องจึงตัดสินใจแยกฐานการผลิตทั้งหมดออกมาจากพรพรรณ เพื่อทำร้าน Chapter 9 เต็มตัว และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่บ้านแทน

โอกาสครั้งใหม่

จนกระทั่งโรงงานผลิตแป้งของพรพรรณ ที่ผลิตแป้งส่งตั้งแต่สมัยคุณพ่อติดต่อมาว่า มีแป้งสูตรใหม่มาให้ลองทำ เป็นแป้งที่ทางโรงงานโม่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการส่งออก ทำให้เนื้อสัมผัสของตัวขนมปัง Chapter 9 แตกต่างจากขนมปังของที่อื่น จึงเกิดเป็นไอเดียกลยุทธ์ ‘Winning Product’ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเห็นตัวขนมปังของร้านแล้วเชื่อมโยงกับ Chapter 9 ได้ทันที

เอ๋บอกว่า “ทุกอย่างเป็นจังหวะ แป้งสูตรพิเศษนี้ จากที่เขาตั้งใจจะโม่เพื่อส่งออก ก็ส่งออกไม่ได้เพราะโควิด-19 ต่อมาพอประเทศเปิด สามีที่เป็นเชฟมิชลินที่สิงคโปร์ก็เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรขนมปัง มันเป็นจังหวะ ๆ ไปหมด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคอนเนกชันในการพูดคุยติดต่อกับโรงงานผลิตแป้ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้ตึ๋ง-สุวรรณี ตรีเสน่ห์จิต พี่สาวคนโตที่พนักงานในพรพรรณต่างเรียกกันว่า ‘เจ้ใหญ่’ ปัจจุบันเจ้ตึ๋งดูแลพรพรรณเบเกอรี่และยังให้คำแนะนำเรื่องการผลิตขนมปังในรูปแบบ Production Scale

ด้วยความที่เอ๋เคยทำบริษัทเอเจนซี่มาก่อน จึงมีทักษะในการโฆษณาสินค้าและสื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชันกับสื่อและคนรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาช่วยและสนับสนุน Chapter 9 กันอย่างเต็มที่

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

Action Speaks Louder than Words

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ Chapter 9 นอกจากหา Winning Product แล้ว ยังมีการคิดสูตรขนมปังให้หลากหลาย ทำให้ขนมปังมีรสชาติที่น่าสนใจเกือบ 20 รสชาติ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังที่ Co-campaign กับ Hoegaarden ไอเดียนี้ได้มาตอนช่วงโควิด-19 ร้านนั่งดื่มหลาย ๆ แห่งเปิดทำการไม่ได้ จึงทดลองกับทีมทำรสเบียร์ถั่วพริกเกลือ ทาง Hoegaarden มาเห็น จึงมีการคอลแลบกันเกิดขึ้น

ยังมีการนำเอาระบบ KPI เข้ามาช่วยจัดระเบียบในการทำงานมากขึ้น แต่ด้วยความเป็นธุรกิจกงสี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก “คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยเข้าใจกับ KPI ที่ไม่ใช่ตัวเลข” เอ๋กล่าว

เพราะสิ่งที่คนยุคเก่ามองเห็นหลัก ๆ คือกำไร ขาดทุน ทำให้ทุกคนที่บ้านตั้งคำถามมากมายระหว่างที่เธอกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบที่มีมานานของธุรกิจกงสี

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

แต่คงเป็นเพราะทายาทรุ่นสองคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร เธอมองเห็นว่าสักวันธุรกิจจะถึงทางตัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ฉะนั้น จึงต้องสร้างบรรยากาศภายในร้าน ระบบการทำงานที่มีระเบียบมากขึ้น และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีต่อคนกินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น “เพราะเรารู้สึกว่าของกินดี ๆ หาซื้อที่ไหนก็ได้ แต่การบริการที่ดี ๆ ต้องฝึกฝน”

เอ๋เป็นคนที่เชื่อว่า Action Speaks Louder than Words เธอพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้น แล้วส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พรพรรณต่อไป ทำให้ทุกวันนี้พรพรรณเบเกอรี่เองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบบางอย่างมากขึ้นเช่นเดียวกัน เอ๋เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องเธอด้วยความสงสัยในสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ในวันนี้มันกลับกัน สายตาของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน Chapter 9 ต่อไป

“ถึงแม้ว่า Chapter 9 จะไม่ได้ทำทุกอย่างจากพรพรรณ แต่ทุกครั้งที่มีคนสนใจ เราจะพูดถึงพรพรรณเสมอว่า นี่คือรากฐานของเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สืบทอดธุรกิจพรพรรณโดยตรง แต่เรารับช่วงต่อมรดกของครอบครัว โดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากครอบครัวมาต่อยอด”

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

จรรยาบรรณของคนทำธุรกิจ Food and Beverage

เอ๋ คือ เจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังคนนี้เป็นคนที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยความชอบ

เธอเล่าว่า “โดยธรรมชาติ ปลายทางของการทำธุรกิจคือเงิน เพราะไม่มีใครอิ่มท้องจากความภูมิใจหรอก ไม่มีใครสามารถซื้อบ้านซื้อรถได้จากความชื่นใจ ในระหว่างทาง นอกจากสถานการณ์รอบตัวที่เราต้องต่อสู้แล้ว เราเองต้องคุยกับตัวเองตลอดเวลา ให้ลดทอนบางอย่าง ตัดอีโก้ออกไป แล้วบาลานซ์ความเป็นมนุษย์กับธุรกิจให้ได้”

ในความหมายของเธอคือ การมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของตัวเองและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“การทำธุรกิจจากความชอบของตัวเอง ต้องคำนึงเสมอว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ชอบเหมือนเราเสมอไป คุณจะต้องไม่หิวโหยจนถึงขั้นหยิบยื่นอะไรก็ได้ให้คนกิน”

ทุกวันนี้พิษจากเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าลดคุณภาพสินค้าลง เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในราคาเดิม

“อย่าให้เศรษฐกิจบีบเราไปจนถึงขั้นนั้นเลย เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวงจรที่ผู้ประกอบการหวังกำไรฟู่ฟ่า ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการบริโภคของกินดี ๆ แต่กลับหาไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ากลัวนะ”

ปัจจุบัน การทำธุรกิจ Food and Beverage ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงินหรือความอดทนอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราไม่มีความกลัว ความกลัวเราเป็นศูนย์ ถ้าในเชิงธุรกิจบอกว่าเดือนหน้า Chapter 9 ต้องปิดตัว เราก็พร้อมปิด อย่างไรก็ตาม เรามีแบ็กอัปในใจไว้ตลอดเวลา”

นี่คือสิ่งที่เอ๋ ทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ พูดออกมาด้วยความหนักแน่น เธอคิดและวางแผนไว้เสมอ เพราะเชื่อว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ทำได้คือการหาหนทางแก้ไขสำรองไว้ เผื่อวันที่เจอกับวิกฤตจะได้ปรับตัวทัน

‘การโตแนวข้าง’ คือสิ่งที่เอ๋ตั้งใจจะทำ เธอไม่ได้คาดหวังว่า Chapter 9 จะต้องเป็นธุรกิจที่กราฟพุ่งขึ้นไปด้านบน แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน ดังนั้น การเติบโตในแนวข้าง เช่น การแตกแบรนด์ หรือออกสินค้าตัวใหม่ไปเรื่อย ๆ น่าจะเป็นทางออกของธุรกิจ SMEs หรือพวกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Chapter 9 จะครบรอบ 1 ปีเดือนกรกฎาคมนี้ ถ้านับช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ ‘โชกุปัง’ ด้วยก็ประมาณ 3 – 4 ปี ในช่วงนั้นเอ๋ยังคงทำงานเอเจนซี่ควบคู่ไปกับร้านอยู่ เธอใช้ชีวิตตลอด 7 วันโดยไม่ได้พัก

“ช่วง 3 – 4 ปีนั้น เราใช้ชีวิตแบบนี้จนเหมือนกึ่ง ๆ ทรมานตัวเอง กึ่ง ๆ พิสูจน์ตัวเอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องลองใช้ชีวิตอยู่กับมันดูว่าทำได้หรือเปล่า จนกระทั่งเราตัดสินใจออกจากงานมารีโนเวตร้านใหม่จนจะครบรอบ 1 ปีแล้ว เรารู้สึกว่า 3 ปีของร้านเก่ากับ 1 ปีของร้านใหม่ จังหวะของธุรกิจมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”

Chapter 9 เปิดตัวในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังดุเดือด ในขณะที่พวกเรากำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้า ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ จนทำให้เกิดเป็น Chapter 9 มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นวิกฤตโควิด-19 อีกเช่นกันที่ทำให้เธอรู้ว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นธุรกิจรุ่นสองที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรม F&B แทบจะเอามรดกตกทอดมาทำต่อไม่ได้เลย”

ผู้ประกอบการหลายเจ้าน่าจะรู้กันดีว่าเทรนด์หมุนเร็วแค่ไหน

“เราอยากเป็นตัวกำหนดเทรนด์ ไม่ใช่ให้เทรนด์กำหนดเรา แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการกำหนดมันนั่นแหละ”

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับ ยึดติดให้น้อยลง และพร้อมที่จะทิ้งแบรนด์ได้ทุกเมื่อ

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดแผนสำรองไว้ในหัวเสมอ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรในเชิงธุรกิจกับการผลิตสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภคให้ได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

ทีมที่ดี

ลูกสาวคนสุดท้องของธุรกิจโรงงานขนมปังพรพรรณเบเกอรี่ ให้คำนิยามของธุรกิจนี้ว่าเป็น ‘โรงเรียนปฏิบัติจริง’ เพราะเป็นที่ที่ทำให้เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า โลกของการทำธุรกิจไม่ได้สวยงามตามฝันเสมอไป ต้องมีล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง ไหนจะเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจกงสีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยังคงทำต่อ คือทีมของเธอ

“เราโชคดีที่มีทีมที่ดี” เธอกล่าวอย่างภูมิใจเมื่อเอ่ยถึงพนักงานทุกคนใน Chapter 9 การรับคนเข้ามาหมายถึงการรับสมาชิกที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เอ๋เชื่อมั่นในคนมาก และแอบภูมิใจทุกครั้งที่เห็นน้อง ๆ หรือคนในทีมก้าวหน้าไปอีกขั้น

พรพรรณเน้นที่ Mass Market คือ การผลิตต้องรวดเร็วและทำได้ในปริมาณมาก ต่างกับ Chapter 9 ที่ให้ความสำคัญกับความประณีตในแต่ละขั้นตอน รวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่ช่วยยืดอายุขนมปังโดยไม่ใช้สารเสริมหรือสารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยดึงรสชาติของตัวขนมปังออกมาให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ทั้งสองมีกระบวนการผลิตพื้นฐานที่เหมือนกัน แต่เทคนิคพิเศษและวัตถุดิบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้กระนั้น พนักงานจากพรพรรณก็เรียนรู้และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

จึงเกิดเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเอ๋และจัสติน ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความรู้ให้กับพนักงานได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราทำให้คนคนหนึ่งที่เขาอยู่ในอาชีพนี้มาเป็นหลัก 20 – 30 ปี ได้เข้าใจในงานที่เขาทำอยู่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่าดูยังไง กลูเตน ไขมันคืออะไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว พอเข้าใจ เขาก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มทำโน่นทำนี่เองได้ และต่อยอดได้”

ในช่วงแรก เธอไปขอพนักงานจากพรพรรณเข้ามาช่วยที่ร้าน

“เราคุยกันว่า ถ้าจะรับพนักงานใหม่ ทำไมถึงไม่ใช้คนที่ Know How อยู่แล้วล่ะ”

แต่เพราะเป็นน้องใหม่ขององค์กร จึงยังไม่มีใครเชื่อใจที่จะมาทำงานกับ Chapter 9 ยกเว้นแต่พนักงานจากประเทศลาวคนหนึ่งชื่อ น้อย

น้อยทำงานที่พรพรรณเบเกอรี่มาตั้งแต่สมัยที่เอ๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังแห่งนี้

เพราะมีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี การทำขนมปังของน้อยจึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญที่จัสตินและเอ๋สอนน้อยคือความเข้าใจในวัตถุดิบ เหตุและผลของกระบวนการ รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ จนทุกวันนี้ น้อยสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ ทั้งในส่วนของ Chapter 9 เองและพรพรรณเบเกอรี่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียนเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จากเอ๋และจัสตินสู่น้อย น้องพนักงาน Chapter 9 ส่งต่อไปถึงพนักงานจากพรพรรณเบเกอรี่ ทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกันมากขึ้น และสร้างสรรค์งานกันได้สนุกยิ่งขึ้น

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

บทเรียนของลูกคนที่ 9

“ถ้าในอนาคต Chapter 9 ต้องปิดตัวลง เราก็เชื่อว่าคนของเราที่มีสกิลล์ขนาดนี้ จะช่วยให้เราไปต่อในธุรกิจอื่น ๆ ได้”

นอกจากเป็นทีมที่มีคุณภาพแล้ว เอ๋และจัสตินก็มักถามคนในทีมเสมอถึงเรื่องความฝัน เพื่อช่วยผลักดันให้แต่ละคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดึงเด็กคนหนึ่งให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะเขาเก่ง เราอยากให้เขาเก่งขึ้น เหมือนกับตัวเรา เราเองยังไม่อยากจะอยู่ร้านทุกวันเลย” เธอหัวเราะ “พอเซ็ตทุกอย่างในร้านให้พร้อม เรากับจัสตินก็แยกย้ายไปทำตามความฝัน เรายังคงคิดถึงงานเอเจนซี่อยู่ ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนเปิดเป็นเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อ ‘Second Nature’ ที่มีทั้งเรื่องขนมและงานโฆษณา เราชอบการสื่อสาร เพียงแต่อันหนึ่งเป็นการสื่อสารผ่านขนม และอีกอันคือการสื่อสารผ่านชิ้นงาน”

สุดท้ายแล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน “เราไม่เชื่อในอิฐ หิน ปูน ทราย ฉะนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเอา Chapter 9 ลงออนไลน์ให้หมด การโตในแนวข้างของ Chapter 9 จะหลากหลายขึ้น คุณภาพจะดียิ่งขึ้น และคนจะหาเราเจอได้ทุกที่ทุกเวลา”

ความกล้าหาญและพลังบวกที่ได้รับจากเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ทำให้ฉันมองภาพของธุรกิจนี้กว้างขึ้นไปอีกขั้น วิสัยทัศน์ของเอ๋เป็นเหมือนลูกศรที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไล่ตามความฝันของตนเอง และนำทางให้ทีมไปพร้อม ๆ กัน รอยยิ้มที่มีให้กับพนักงานและลูกค้าที่แวะเวียนไปมา ยังคงอบอุ่นและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load