ธุรกิจ : บริษัท นาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์ จำกัด และ บริษัท ลักซ์นา จำกัด  

ประเภทธุรกิจ : เกลือและผลิตภัณฑ์สุขภาพ / ความงาม / ของใช้ส่วนบุคคล

อายุ : 95 ปี และ 5 ปีตามลำดับ

ผู้ก่อตั้ง : ขุนสมุทรมณีรัตน์

ทายาทรุ่นสอง : ร.ต.ต.พอพล มณีรัตน์

ทายาทรุ่นสาม : นายพอพัฒน์ มณีรัตน์

ทายาทรุ่นสี่ : ดร.พอจำ อรัญกานนท์

หนึ่งในทายาทรุ่นห้า : พอเจตน์ มณีรัตน์

หากเคยลิ้มรสเค็ม ต้องเคยเป็นลูกค้าของนาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์ นาเกลือ ณ สมุทรสาครที่เป็นธุรกิจครอบครัวของตระกูลมณีรัตน์ที่มีอายุยาวนานถึง 95 ปี 

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

วันนี้ หลุยส์-พอเจตน์ มณีรัตน์ หนึ่งในทายาทรุ่นที่ 5 เพิ่มมูลค่าเกลือสมุทรให้นาเกลือของครอบครัวด้วยการนำดอกเกลือซึ่งเป็นเกลือส่วนที่สะอาดที่สุด ดีที่สุด แต่ไม่เคยถูกเพิ่มมูลค่ามาก่อน แปรรูปเป็นสบู่ดอกเกลือใต้ชื่อแบรนด์ไอริณ ใช้สรรพคุณของดอกเกลือพัฒนาสูตรสบู่ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวได้ดีจริง คนใช้แล้วติดใจอยากซื้อซ้ำ ด้วยการฟังลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ไม่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำให้เข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง เน้นการขายสบู่ก้อนที่คนไทยชอบใช้ในเมืองร้อน ทำการตลาดและออกแบบแพ็กเกจ ชูสรรพคุณของเกลืออย่างไม่ติดหรูแต่คนเห็นแล้วอยากซื้อ พร้อมขยายช่องทางการขายอย่างรวดเร็วทำให้ขายดีเติบโตเร็วถึงปีละ 300 เปอร์เซ็นต์ และได้รางวัลสินค้านวัตกรรมมากมายทุกปี

เรื่องราวธุรกิจเกลือสมุทรนี้เป็นดั่งสมุดบันทึกคำแนะนำแฝงธรรมะสำหรับทายาทธุรกิจ เล่าเรื่องราวการผจญคลื่นทะเลที่ล้มจริง เจ็บจริง วิธีคิดเปลี่ยนรสชาติการทำธุรกิจจากเค็มเป็นหวาน ทั้งยังทำให้เห็นวงจรธุรกิจครอบครัว การเดินทางของเกลือเม็ดเล็กๆ ที่อาจส่งต่อวิธีคิดต่อยอดธุรกิจของคุณให้ยืนยาวถึงร้อยปีได้เช่นกัน 

บันทึกการเดินทางของครอบครัว :  

รุ่น 1, 2, 3 เพิ่มผลิตภาพให้ผลิตได้มากขึ้น 

รุ่น 4        พัฒนาคุณภาพเกลือให้ดีขึ้น  

รุ่น 5        แปรรูปเกลือให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น    

นาเกลือของขุนสมุทรมณีรัตน์

สมุทรสาครสมัยก่อนเรียกว่าท่าจีน เป็นชุมชนคนจีน ย่านโด่งดังการค้าเกลือ กะปิ ปลาแห้ง ปลาเค็มตั้งแต่สมัยอยุธยา 

ขุนสมุทรมณีรัตน์ หรือ เม่งฮะ เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เดิมเป็นกำนันตำบลท่าฉลอม และเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาพื้นที่นาเกลือ ริเริ่มขุดคลองสร้างเส้นทางขนเกลือออกอ่าวไทยและแม่น้ำท่าจีน มีความตั้งใจอยากทำธุรกิจที่สร้างงานให้คน

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

ตอนเริ่มต้นมีพื้นที่ส่วนหนึ่งในจังหวัดอยู่แล้ว จากนั้นค่อยๆ ซื้อ จับจอง ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นมา จนในปัจจุบันตระกูลมีที่ดิน 5,000 ไร่

ที่ดินกว้างใหญ่ติดป่าชายเลนและอ่าวไทยที่เห็นในภาพนี้คือ นาเกลือ 

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

พ.ศ.​ 2469 ขุนสมุทรมณีรัตน์เริ่มเปิดบริษัท ช่วยสร้างอาชีพให้คนในจังหวัดได้ตรงตามความตั้งใจ ทั้งชาวนาเกลือ ผู้หาบเกลือเข้าไปเก็บในฉางเกลือ และอีกมากมาย เกิดชุมชนนาเกลือตามมา

ในบันทึกของขุนสมุทรมณีรัตน์จากหนังสือ สาครบุรี เล่าการทำธุรกิจในสมัยนั้นไว้ว่า

“ข้าพเจ้าประกาศให้ผู้ว่างงานเข้าสมัครทำนาเกลือ ข้าพเจ้าวางระเบียบสำหรับการสร้างนาเกลือ ว่าข้าพเจ้าให้ค่าจ้างตามที่เขาจ้างกัน ที่อยู่ เครื่องปลูกบ้าน กระดาน ตุ่มน้ำ ข้าพเจ้าออกให้ท้ังสิ้น ผู้ทำนาเกลือมีแต่ตัวเปล่าก็ทำได้ แต่ผู้ทำนา ต้องปลูกกันเอง เครื่องประกอบการทำนาเกลือ เช่น ยุ้งเกลือและของใช้ต่างๆ เป็นของข้าพเจ้าทั้งสิ้น การเงินใช้สอย ข้าพเจ้าทดลองให้ก่อน พ.ศ. 2474 มีคนมาทำนาเกลือของข้าพเจ้า 37 ครัวเรือน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่รวม 190 กว่าคน เวลาทำเกลือ มีทั้งจีนและไทย เข้าไปรับจ้างหาบเกลือในนาอีก 30-40 คน ตราบกระทั่ง พ.ศ. 2477 ราคาเกลือเริ่มลง ซื้อขายกันที่นาเกวียนละ 1 บาท ข้าพเจ้าอุตส่าห์ประคับประคองคนทำนาเกลือพร้อมทั้งตัวข้าพเจ้าเองมาด้วยความลำบากเป็นที่สุด…” 

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี
ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

ปัจจุบันมีเกษตรกรอิสระร่วมงานกว่า 200 ครอบครัว ภายใต้การนำของ ดร. พอจำ อรัญกานนท์ และแจกจ่ายรายได้ครึ่งหนึ่งให้คนทำงานเหล่านี้โดยครอบครัวมณีรัตน์ใช้วิธีบริหารแบบเดิมนี้เรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แม้ที่ดินกว้างใหญ่ไพศาล แต่หลุยส์ ทายาทตระกูลมณีรัตน์บอกว่าเขาไม่ได้เป็นเศรษฐีอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด เพราะสิ่งที่แพงคือราคาที่ดินไม่ใช่เกลือ ราคาเกลือกิโลละบาทเท่านั้น แต่หากครอบครัวเลิกกิจการนาเกลือ ประเทศก็จะต้องนำเข้าเกลือ ทำให้ขาดความมั่นคงทางอาหารในประเทศ และคนในท้องถิ่นจะไม่มีงานทำ

ความสำคัญของธุรกิจนาเกลือมีมากถึงเพียงนี้

สารพันสิ่งจากเกลือ 

มาทำความรู้จักเกลือกันสักนิดจากครอบครัวผู้เชี่ยวชาญเกลือตัวจริง

เกลือของนาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์เป็น ‘เกลือสมุทร’ คือเกลือที่ได้จากทะเล อร่อย เน้นใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร สมัยโบราณในวันที่ไม่มีตู้เย็น ชาวบ้านใช้เกลือเหล่านี้ถนอมอาหารด้วย

แม้เกลือสมุทรจะเน้นใช้ทาน แต่เกลือยังเป็นบ่อเกิดของแทบทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ด้วย เพราะองค์ประกอบเคมีของเกลือมีทั้งโซดาและคลอรีนซึ่งนำไปผลิตได้หลายอย่าง 

เรียกได้ว่าธุรกิจเกลือมีส่วนริเริ่มให้เกิดอุตสาหกรรมเคมีในไทยเลยทีเดียว ทุกอย่างที่มีคำว่าโซดา ทุกอย่างที่มีคลอไรด์ คลอรีนนั้นมีเกลือผสม รวมถึงกระจก พลาสติก สีทาบ้าน ปุ๋ย ผงชูรส กระดาษ น้ำยาฟอกขาว สบู่ น้ำหอม กรด น้ำปลา ผงชูรส เจลาติน ผงฟอกขาว และอีกนับไม่ถ้วน

ไอริณ สบู่ดอกเกลือของทายาทรุ่น 5 นาเกลืออายุเฉียดร้อยที่อยากเห็นธุรกิจอยู่อีก 100 ปี

Pure Salt 4.0 

แม้ฟังแล้วดูมีสารพัดโอกาสจากเกลือมากมาย แต่ธุรกิจเกลือเป็นธุรกิจผูกขาดกับธรรมชาติ มีต้นทุนคงที่สูง (Fixed Cost) เช่น ที่ดินและการทำเหมือง ทำให้เกือบ 100 ปีที่ผ่านมา รูปแบบธุรกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนใหญ่เน้นเพิ่มปริมาณการผลิตเกลือให้ได้เยอะขึ้นในรุ่นผู้ก่อตั้งจนถึงทายาทรุ่น 3 

จวบจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในยุคของทายาทรุ่น 4 เริ่มมีการพัฒนาเกลือให้มีมาตรฐานมากขึ้น จากเก็บเกลือบนดินแบบในสมัยก่อน ก็เปลี่ยนมาใช้ผ้ายางและผ้าพลาสติกปูพื้นนา เพื่อให้เกลือไม่สัมผัสกับดิน เกลือจึงมีความบริสุทธิ์และขาวขึ้น

ความเชื่อของบริษัทยังคงเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้ผู้คน ยังคงเลือกวิธีทำนาเกลือที่ไม่ใช่เครื่องจักร เพื่อให้ชาวนาเกลือมีงานทำ หากวันใดที่คนเหล่านี้เลิกทำนาเกลือ ถึงวันนั้นค่อยนำเครื่องจักรเข้ามา 

พอทำธุรกิจมา 4 เจเนอเรชัน ครอบครัวเริ่มเห็นว่าต่อไปธุรกิจจะมีอุปสรรคมากขึ้น 

“สมัยก่อนไม่มีการค้าขายมากเท่าทุกวันนี้ เราเป็นคนผูกขาดและกำหนดราคาเกลือ แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว มีคู่แข่งต่างประเทศมากขึ้น ทั้งจากอินเดีย ออสเตรเลีย ซึ่งทำเกลือได้ในราคาถูกกว่า”

เมื่อเห็นแล้วว่าโดน Disrupt แน่ โจทย์ของทายาทธุรกิจคือ ต้องคิดว่าจะยกระดับมูลค่าเกลือยังไงได้บ้างในการแข่งขันที่สูงขึ้น ด้วยที่ดินกว้างใหญ่เท่านี้ จะสร้างมูลค่าเกลือจากที่ดินอย่างไรให้คุ้มค่ามากขึ้น 

ในสมุทรมีดอกเกลือ 

หลายคนมักรู้จักเกลือเฉพาะส่วนที่มีรสชาติเค็ม แต่ความจริงแล้วเกลือมีหลายส่วน หลายรส ทั้งเค็ม หวาน ขม กระบวนการทำเกลือใช้วิธีกลั่น ทำให้น้ำระเหย ตกผลึกออกมาเป็นเกลือหลายชั้น 

ชั้นที่ตกผลึกอยู่ล่างสุด มีรสขมที่สุด เอาไปทำปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรให้พืช 

ชั้นตรงกลางมีรสเค็มเอาไปทาน 

ส่วนชั้นที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ คือ ดอกเกลือและดีเกลือ เป็นส่วนสะอาดที่สุด ดีที่สุด ชาวนาเกลือจะช้อนเอาดอกเกลือเหล่านี้เก็บไว้ก่อนจมน้ำ จะมีรสหวานเพราะไม่ได้มีแค่โซเดียมคลอไรด์ แต่มีแมกนีเซียมซัลเฟตอยู่ในนั้นด้วย

เวลาทำนาเกลือ 80 ส่วน ได้ดอกเกลือเพียงส่วนเดียว ทำให้มีราคาแพงกว่าเกลือปกติ 

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

จากคำบอกเล่าของหลุยส์ “นาเราผลิตดอกเกลือได้มาตลอด แต่ในรุ่นก่อนเราไม่ขายของพวกนี้เลย ถ้าลูกค้าเดินมาหา เราก็ขาย แต่ถ้าลูกค้าไม่ถาม เราทิ้งทะเลเลย ในรุ่นเราเลยเริ่มคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ไหมที่จะพัฒนาและยกระดับเป็นสินค้าที่ใช้ในปัจจุบันได้ โดยใช้เกลือที่มีอยู่แล้ว” 

เน-เบญจรัตน์ ปัญญาวงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ไอริณ สังเกตว่าคนไทยมีภูมิปัญญาการใช้เกลือสืบทอดกันมานาน ใช้เกลือดูแลร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า คนสมัยก่อนไปแช่น้ำเกลือเมื่อมีปัญหาผิว ทำให้ผดผื่นคันหาย ตอนเด็กเมื่อมีปัญหาผิวหนัง ปู่ย่าจะพูดว่าให้ไปเล่นน้ำทะเลฆ่าเชื้อสิ ต่างประเทศมีวารีบำบัดที่เป็นบ่อน้ำเกลือ ใช้ปรับสมดุลร่างกาย แก้ปัญหาผิว

คำโบราณสอนไว้อย่างไร มักมีส่วนเป็นจริง ในทางวิทยาศาสตร์ มีสารในน้ำทะเลที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อได้และบำรุงผิวอยู่จริง 

เนพบว่า “ต่างประเทศมีสินค้าจาก Dead Sea เยอะมาก เราสนใจว่าทำไมสินค้าสกินแคร์จากเกลือถึงมีมากในยุโรป เรามีเพื่อนเป็นดอกเตอร์ด้านเคมี เลยเริ่มคุยกันแล้วพัฒนาสูตร”

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

เมื่อเห็นว่าต่างประเทศนำดีเกลือมาเป็นส่วนผสมในยาแก้แพ้ต่างๆ ได้ หลุยส์และเนจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าใช้วิธีการเดียวกัน แต่ไม่ได้ทำเป็นยา ทำสบู่แทนจะเป็นอย่างไร ทั้งคู่จึงเริ่มพัฒนาแบรนด์สบู่ดอกเกลือ ใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘ไอริณ’ เป็นคำไทยโบราณแปลว่าเกลือ 

แตกต่างด้วย Soap + Salt

เคล็ดลับทำธุรกิจให้สำเร็จข้อแรกคือ สินค้าต้องดีจริง

ดอกเกลือเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างจากสบู่เจ้าอื่นได้จริง ทำให้สินค้าไปได้ไกล สบู่ดอกเกลือของไอริณถูกใจลูกค้าเพราะแก้ปัญหาผิวได้ดี ตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยจริง เน้นขายสบู่ก้อนมากกว่า เพราะคนไทยส่วนใหญ่ผิวมัน จึงชอบใช้สบู่ก้อน โดยเฉพาะคนรุ่นก่อนมีความเชื่อว่าสบู่เหลวล้างออกไม่สะอาด ถ้าอาบน้ำสะอาด ผิวต้องแห้งเอี๊ยด จึงชอบสัมผัสของสบู่ก้อนที่ทำให้ผิวเกลี้ยง 

‘ดอกเกลือทะเล’ พระเอกของสบู่ มีสรรพคุณช่วยลดอาการทางผิวหนังอย่างผดผื่น กลากเกลื้อน แก้ปัญหาสิวอักเสบ สิวที่แผ่นหลัง และผลัดเซลล์ผิว สบู่หนึ่งก้อนใช้ได้ทั้งหน้าทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า 

เนบอกว่าการทำเกลือให้เป็นสบู่เหลวยากกว่าสบู่ก้อน เพราะธรรมชาติของเกลือจับตัวเป็นของแข็งง่ายกว่า หากเติมเกลือมากไปนิดเดียว สิ่งที่ได้กลายเป็นเยลลี่ทันที การคิดค้นอัตราส่วนของสบู่ให้ใส่เกลือลงไป โดยยังคงความข้นใสไว้ เป็นสิ่งที่คนอื่นยังทำไม่ได้ สบู่เหลวของไอริณจึงได้รับรางวัลสินค้านวัตกรรม

ตามใจลูกค้าไม่ใช่ถูกใจตัวเอง

เคล็ดลับธุรกิจข้อสองคือ การวิจัยตลาด ฟังลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ฟังในสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้พูด การคิดค้นสบู่ดอกเกลืออาจฟังดูเหมือนง่าย แค่ผสมดอกเกลือลงไป แต่กว่าไอริณจะขายดีต้องใช้เวลาถึง 3 ปี 

หลุยส์เล่าว่าสบู่เหลวไอริณสูตรขมิ้นน้ำผึ้งตัวแรกที่วางแบรนด์เป็นสินค้าพรีเมี่ยมนั้นเป็นผลงานที่ล้มเหลว 

“ตอนสำรวจตลาด เราเข้าใจว่าคนชอบ ถามลูกค้าว่าสินค้าตัวนี้ซื้อไหม ลูกค้าบอกซื้อ แต่สิ่งที่ลูกค้าไม่ได้พูดคือ ความจริงแล้วอยากซื้อครั้งเดียวและไม่ซื้อซ้ำ วันอื่นอาจเปลี่ยนไปซื้อยี่ห้ออื่นที่มีโปรโมชันหนึ่งแถมหนึ่งในห้าง ลูกค้าไม่ได้โกหก แต่บอกเราแค่ความจริง ณ เวลานั้น”

สิ่งที่ทำให้หลงทางออกทะเลในตอนนั้น คือการไม่เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ แม้สบู่มีจุดขาย แต่การตั้งราคา ออกแบบแพ็กเกจสินค้าที่ไม่ตรงใจลูกค้าทำให้ขายไม่ออก ขายได้เพียงล็อตแรก หลังจากนั้นตาย

“สินค้าตัวนี้ทำมาจากใจของเรา ไม่ได้ทำมาจากใจลูกค้า แต่ตอนนั้นเราไม่รู้” หลังจากนั้นหลุยส์จึงปรับการทำวิจัยการตลาดให้ลึกขึ้น ว่าลูกค้าชอบแบบไหน ราคาเท่าไหร่ จนพัฒนาได้สินค้ารุ่นใหม่ออกมา เป็นสบู่ไอริณที่วางขายในทุกวันนี้

“สบู่หน้าตาบ้านมาก แต่นี่คือผลจากการทำ Sprint มาแล้ว ว่าลูกค้าอยากเห็นส่วนประกอบ อยากเห็นคุณประโยชน์ อยากเห็นเกลือบนแพ็กเกจ ถามว่าเป็นสินค้าที่สวยหรือเปล่า ไม่สวยเลย แต่ขายได้” 

สินค้าฮิตที่ส่งออกต่างประเทศคือสบู่ก้อนรุ่นนี้ 

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

หน้าตาแบบนี้อาจไม่สวยถูกใจที่คิดไว้แต่แรก แต่คิดค้นมาจากการฟังความต้องการของลูกค้าจริงๆ

บทเรียนจากการหลงทางกลางทะเลที่ทายาทธุรกิจตกตะกอนได้คือ ธุรกิจมากมายมีวงจรชีวิตสินค้าเพียง 1 ปีเพราะเป็นสินค้าตามกระแส ถูกใจเจ้าของ แต่ไม่ได้ตอบความต้องการของผู้บริโภค ในตลาดสบู่และเครื่องสำอาง มีแบรนด์มากมายที่อยากทำสินค้าพรีเมี่ยม ทำขวดสีชา สีเขียว ฝาสีทอง ทุกแบรนด์หน้าตาเหมือนกันหมด  

ปัญหาคือ SME ไทยมักไม่ถามลูกค้า ไม่ถามตัวเองว่าทำไมไปได้ไม่ไกลกว่านี้  

หลุยส์สรุปว่า “หลายคนทำธุรกิจโดยเอาตัวเองเป็นจุดตั้ง คุณทำเพราะต้องการพิสูจน์อะไร บางอย่างเพื่อตัวคุณเอง ไม่ได้ทำเพื่อลูกค้า”  

หากตั้งใจฟัง จะได้ยินสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง สำหรับไอริณ เมื่อได้สินค้าโดนใจลูกค้าแล้ว แบรนด์จึงแจ้งเกิด พร้อมขยายธุรกิจให้โตยิ่งขึ้นไปอีก เพิ่มช่องทางการขายที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้โตเร็ว 300 เปอร์เซ็นต์

Who Am I…Irin?

เคล็ดลับธุรกิจข้อสาม ช่วงวิกฤตอย่ายึดติด ออกสินค้าใหม่ เพิ่ม SKU เพราะโตดีกว่าเจ๊ง สำหรับไอริณที่รายได้มาจากขายสบู่ในห้างเป็นหลัก ส่งออกเป็นรอง เมื่อ COVID-19 มา ทำให้ช่องทางขายเดิมลดลงเยอะ การแก้ปัญหารับมือวิกฤตครั้งนี้คือ การวางอัตตา วางตัวเองลง คิดแบบ Outside In อย่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง

“ช่วง COVID-19 ลูกค้าบอกว่านำเข้าเครื่องพ่นฆ่าเชื้อจากต่างประเทศมา แต่ไม่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ ต้องนำเข้า เลยถามว่าเราทำให้ได้ไหม ถ้าเป็นเราคนเดิม เราจะคิดว่าผมขายสบู่ที่ดีที่สุดในโลก ได้รางวัลมาเยอะ ไม่ทำ”

แต่ในวันนี้ หลุยส์คิดว่าทำให้ได้ “ค้นพบว่าเราปล่อยวางตัวเองได้ไหมล่ะ ความเป็นหลุยส์ ถ้าเราปล่อยวางตัวเราลง เราจะได้ยินสิ่งที่ลูกค้าพูดกับเรามากขึ้น”  

วันนี้มีโรงงานพร้อม แม้น้ำยาฆ่าเชื้อไม่ได้ใช้เกลือเลย ไม่ใช้เทคโนโลยีเดิม แต่ได้ยินลูกค้าพูด จึงรู้สึกว่าทำให้ได้เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการและไม่เกินกำลัง  

ภายใต้บริษัทลักซ์นา บริษัทเดิมที่ผลิตไอริณ โรงงานเดิมที่มีจึงเริ่มผลิตเจลแอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ สเปรย์ไล่ยุงด้วย โดยคิดค้นสูตรที่แตกต่าง อย่างน้ำยาฆ่าเชื้อที่ไม่ระคายเคืองผิว สเปรย์ตะไคร้ไล่ยุงที่มีกลิ่นหอม ไร้สารอันตราย ไร้ยาฆ่าแมลง 

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

ตอนนี้พัฒนาจนมีสินค้าทั้งหมด 50 SKU โตขึ้น 400 เปอร์เซ็นต์ ออเดอร์เดือนละหลายล้าน เริ่มมีลูกค้ากลุ่มใหม่ทั้งองค์กร คลินิก ร้านขายยา โรงพยาบาล เปิดพื้นที่ใหม่ให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ผลิต OEM ให้ลูกค้าเจ้าอื่นโดยไม่ติดชื่อแบรนด์ตัวเองก็ทำ 

เนสรุปบทเรียนว่า “จากประสบการณ์ทำธุรกิจว่าเราต้องทำแบรนด์เราเท่านั้น เรามีแบรนด์ของเรา แต่วันที่ต้องคิดว่าทำยังไงให้ธุรกิจอยู่รอด เราผลิตอะไรก็ได้ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ทำได้ทุกอย่าง เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคได้ใช้ อะไรที่ช่วยลูกค้าได้ เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้ ทำธุรกิจแบบพากันไป ทำให้เรายังรอดได้” 

คำถามที่น่าคิดต่อคือ หากธุรกิจที่ต่อยอดจากชื่อเสียงของครอบครัว ยังกล้าวางเกลือที่เป็นตำนานเกือบ 100 ปีของตัวเองลงในช่วงวิกฤต แล้วกิจการของเราแต่ละคนจำเป็นต้องปล่อยวางอะไรลงบ้างไหม 

ไปต่อหรือพอแค่นี้ 

คำแนะนำของหลุยส์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจคือ คิดดูให้ดีว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเราคืออะไร ถ้าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือ ครอบครัว เวลา คุณอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะโลกธุรกิจทุกวันนี้ไม่ได้ง่าย

คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจคือ คนที่อยากสร้างอะไรบางอย่างให้กับคนรุ่นหลัง

สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย

ตลอดเส้นทาง เนบอกว่าคำถามว่าไปต่อหรือพอแค่นี้ผุดขึ้นมาตลอดเวลาเสมอ ทุกครั้งที่มีคลื่นซัดแรง สิ่งที่ทำให้ธุรกิจยังอยู่ต่อไปได้คือ ต้องไม่ไปต่อในแบบเดิม

“สามปีแรกไม่ค่อยดี หลายปีถัดมาได้เข้าห้างแล้วออนไลน์เข้ามา เราก็ต้องปรับตัวอีก พอออนไลน์โตขึ้น อีกปีก็มีความท้าทายใหม่เข้ามาอีก จะเห็นได้ว่าโลกเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากสมัยก่อนที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนทุกสองถึงสามปี ตอนนี้ต้องคุยเรื่องปรับธุรกิจทุกไตรมาสจนชินแล้ว ไม่ได้ชินว่าจะเจ๊ง แต่ชินว่าถึงเวลาเปลี่ยนอีกแล้ว จะรับมือกับมันยังไง”

เนสรุปว่าการตัดสินใจว่าควรไปต่อไหม ขึ้นอยู่กับว่าเห็นช่องทางไปต่อหรือเปล่า 

“ถ้าไม่เห็นโอกาสว่าไปต่อยังไง บางทีการพอแค่นี้ ไม่ได้มีอะไรผิด ดีกว่าผลาญเงินลงทุนทิ้งไปเฉยๆ แต่ธุรกิจของเรายังเห็นอยู่ว่ามีช่องทางไปต่อได้ยังไงจึงไปต่อ” 

หลุยส์แนะว่าสำหรับคนที่มองไม่เห็นโอกาส ต้องออกไปหาความรู้ ยิ่งนั่งคิดอยู่กับตัวเองในออฟฟิศ ยิ่งมองไม่เห็นโอกาส “ออกจากตัวเอง ไปหาความรู้ เข้ากลุ่ม คอร์ส สมาคม คุยกับคนเยอะๆ แล้วจะเริ่มเห็นช่องทางในการปรับตัว” 

แล้วจะเริ่มเห็นว่าโลกภายนอกยังมีช่องทางอีกหลายอย่าง สุดทางไกลโพ้นทะเล ไม่ว่าสถานการณ์อะไรเข้ามา มีความต้องการของตลาดเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นและลงมือทำไหม 

เรื่องราวการปรับตัวทายาทรุ่นห้าของเกลือสมุทรอายุ 95 ปี เป็น ‘ไอริณ’ แบรนด์สบู่จากดอกเกลือ ซึ่งตั้งใจจะอยู่ไปอีก 100 ปี

Siamese Fleur de sel

แผนในอนาคตของบริษัทลักซ์นา คือ ขาย ‘ดอกเกลือสยาม’ สำหรับบริโภค  

Flower of Salt หรือ Fleur de sel ในภาษาฝรั่งเศสเป็นเครื่องปรุงที่แพงมากในต่างประเทศ กระปุกหนึ่งราคาประมาณ 50 ดอลลาร์ 

หลุยส์เห็นโอกาสว่าในไทยยังไม่มีใครทำ ดอกเกลือที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในไทยล้วนเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ประกอบกับกระแสดอกเกลือเริ่มฮิตมากขึ้นในกลุ่มคนบริโภคคีโต เพราะการกินคีโตต้องคุมโซเดียม และดอกเกลือนั้นมีโซเดียมต่ำ 

แน่นอนว่าดอกเกลือสยาม คือการนำเกลือของนาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน์มาเพิ่มมูลค่าอีกเช่นเคย ทำแบรนด์และแพ็กเกจใหม่ภายใต้บริษัทลักซ์นาที่ผลิตสบู่ 

ข้อดีของบริษัทเล็กคือ มีความคล่องตัว มีจุดแข็งที่ธุรกิจครอบครัวไม่มีคือ รู้จักช่องทางการขายสมัยใหม่ มีคอนเนกชันกับห้างสรรพสินค้า 

แนวทางการสู้คลื่นทะเล แด่ทายาทธุรกิจไทย

ในวันที่โลกเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เป็นเจเนอเรชันที่มักอยากผจญภัย ท่องทะเล ท้าลมแรง คิดค้นสิ่งใหม่ ความท้าทายที่หลายบ้านต้องเจอคือ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันกับพ่อแม่ ทายาทหลายคนรู้สึกว่าจะออกไปแตะขอบฟ้า แต่เหมือนว่าโชคชะตาไม่เข้าใจ

คำแนะนำสุดท้ายของหลุยส์คือ หากเป้าหมายของทายาทธุรกิจคือทำให้ธุรกิจที่บ้านเติบโต วิธีชักจูงให้ผู้ใหญ่เปิดใจฟังคือ อย่าทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกว่าเป็นคนผิด 

อย่าไปบอกท่านว่าทำแบบนี้ไม่ได้แล้ว หรือบอกว่าการนั่งปลอดภัยอยู่ที่ฝั่งเป็นเรื่องผิด เด็กไม่ควรมานั่งแข่งกับผู้ใหญ่ว่าใครถูกใครผิด การยึดในเป้าหมายจนทะเลาะกับที่บ้านนั้นไม่คุ้ม

ลองใช้วิธีขอทดลอง ขอทำ Pilot ลองทำจริงว่าสำเร็จได้ไหม ลองทำ Business Unit แยกออกมาจากบริษัทใหญ่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น  

ใต้คำว่า ‘ลอง’ ทำให้ผู้ใหญ่ยอมให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ค่อยๆ สร้างกระแสลมทำให้เห็นว่าเรือลำใหม่แล่นได้ แสดงให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจใหม่ที่คิดมีความเป็นไปได้อยู่ในนั้น เรืออาจแล่นลงทะเลไม่ได้ตั้งแต่วันแรก แต่เรือเล็กย่อมออกจากฝั่งได้เร็วกว่า 

นี่คือวิธีการที่ไอริณสร้างเรือเล็ก เข็นเรือให้ออกจากฝั่งได้สำเร็จ เพิ่มมูลค่าเกลือสมุทรให้เติบโตต้านคลื่นต่อไปได้

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : หจก. มัลลวีร์

ประเภทธุรกิจ : เสื่อและสินค้าจากเสื่อ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2513

อายุ : 52 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ปคุณ ตั้งชัยศักดิ์

ทายาทรุ่นสอง : ผศ.ดร.กฤษดา ตั้งชัยศักดิ์ และ กฤษณา อัศรัสกร

ทายาทรุ่นสาม : นนทิกานต์ อัศรัสกร และ ภูริณัฐ อัศรัสกร

เสื่อเป็นของใช้ในครัวเรือนที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘Agora Design Mat’ เป็นแบรนด์เสื่อที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์ เติบโตจากโรงงานเสื่อพลาสติกที่เก่าแก่ที่สุดในไทย ต่อยอดเป็นสินค้าครบวงจร และยังแตกแบรนด์เป็น ‘ลฤก’ พวงหรีดเสื่อผืนหมอนใบ  

จากเสื่อสีแป๊ดที่ทุกคนต้องเคยเห็นที่วัดและบ้านเรือน ใครจะนึกว่าแนวคิดการทำเสื่อรีไซเคิลนั้นไม่ได้เริ่มจากกระแสรักษ์โลกในยุคโซเชียล แต่เป็นไอเดียของ อากงปคุณ ตั้งชัยศักดิ์ ผู้ก่อตั้งรุ่นแรกเมื่อ 40 – 50 ปีก่อน ในสมัยที่ธุรกิจยังไม่ค่อยตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม

วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของรุ่นหนึ่ง ทำให้ธุรกิจครอบครัวมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพลาสติกและการผลิตเสื่อ เป็นรากฐานที่แข็งแรงให้ลูกหลานต่อยอดการออกแบบเป็นสินค้าจากเสื่อหลายชนิด รวมถึงสืบสานเจตนารมณ์ของอากงที่ตั้งใจทำธุรกิจแบบคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม 

Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์

ชวนปูเสื่อฟังเรื่องเล่าจากตัวแทนธุรกิจครอบครัว ทายาทรุ่นสอง ผศ.ดร.กฤษดา ตั้งชัยศักดิ์ และ ทายาทรุ่นสาม แป้ง-นนทิกานต์ อัศรัสกร รวมถึงถอดบันทึกการทำธุรกิจและบทสัมภาษณ์ของผู้ก่อตั้งรุ่นแรก จากส่วนหนึ่งของหนังสือในครอบครัว ‘กลยุทธ์ธุรกิจ 84 ปี ปคุณ ตั้งชัยศักดิ์ จากสำเพ็งสู่การค้าระดับโลก’

ตำนานของรุ่นหนึ่ง

ปคุณ ตั้งชัยศักดิ์ 

เขาคือเซลล์แมนยุคแรกของไทยผู้มีสายตาพ่อค้ากว้างไกลและเทคนิคการขายแพรวพราว เริ่มจากเป็นเด็กส่งของในปคุณ ตั้งชัยศักดิ์ เกิดในครอบครัวคนจีนที่ถนนทรงวาด ย่านการค้าในอดีต
ก่อนก่อตั้งธุรกิจของตัวเอง เขาคือผู้ได้รับการกล่าวขวัญว่า เป็นหนึ่งใน ‘สามทหารเสือแห่งสหพัฒน์’ หรือ ผู้จัดการฝ่ายขาย 3 คนแรกของ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ผู้เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้สหพัฒน์กลายเป็นผู้นำเทรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงก่อตั้ง

Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์
Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์

เขาคือเซลล์แมนยุคแรกของไทยผู้มีสายตาพ่อค้ากว้างไกลและเทคนิคการขายแพรวพราว เริ่มจากเป็นเด็กส่งของในย่านสำเพ็ง ปลุกปั้นจนสินค้าแจ้งเกิด ประสบความสำเร็จในการขายตรงสู่หัวเมืองต่างจังหวัดทั่วประเทศ ช่วงทำงานที่สหพัฒน์ ปคุณได้เดินทางไปติดต่อการค้าและสร้างสัมพันธ์ที่ญี่ปุ่นเป็นประจำ เพื่อนำเข้าสินค้านำเทรนด์มายังประเทศไทย เมื่อเริ่มสร้างอาณาจักรการค้าของตัวเองในนามบริษัทเวิลด์เทรดดิ้ง เขาใช้ความเชี่ยวชาญจากการนำเข้าสินค้าล้ำสมัยนานาชนิดจากญี่ปุ่น โดยยึดหลักซื่อสัตย์และกตัญญูกับบริษัทเก่า ไม่ทำการค้าแข่งกับสหพัฒน์ ก่อนเล็งเห็นธุรกิจที่มีอนาคตไกล นั่นคือ พลาสติก  

Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์

ด้วยสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่นนี้เอง ปคุณเล็งเห็นโอกาสนำเข้าเม็ดพลาสติกจากญี่ปุ่น ซึ่งราคาถูกกว่าโรงงานผู้ผลิตอื่น ๆ ในไทย ที่ตอนนั้นนำเข้าเม็ดพลาสติกจากบริษัทเยอรมัน จึงผันมาทำธุรกิจพลาสติกเต็มตัว เขาเป็นคนแรกที่นำเข้าเครื่องเป่าถุงพลาสติก นำเข้าท่อพีวีซีเจ้าแรก และนำเข้าเครื่องจักรสำหรับผลิตสินค้าจากพลาสติกอื่น ๆ แตกเครือข่ายกิจการอีก 10 บริษัท เขาไม่เพียงเป็นทั้งผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมนี้ในไทย แต่ยังคำนึงถึงการแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยการรีไซเคิลตั้งแต่หลายสิบปีก่อน

หลักการทำธุรกิจของปคุณคือดูแลลูกค้าเสมือนญาติ เขาชอบช่วยแก้ไขปัญหาทั้งเทคนิคการผลิตและการตลาด ตั้งแต่ผสมสีพลาสติกให้สวยงามและปลอดภัย แนะนำสินค้าที่น่าผลิตให้ลูกค้า เช่น ถุง ปืนฉีดน้ำ ฮูลาฮูป ไปจนถึงซื้อเครื่องจักรบางชนิดมาผลิตสินค้าเอง นั่นคือ เสื่อ

วิธีขายเสื่อสุดแพรวพราว

โดยยอดนักขายยุคบุกเบิก

ผศ.ดร.กฤษดา ตั้งชัยศักดิ์ ทายาทรุ่นสอง บุตรชายของปคุณเล่าว่า 

“พ่อผมทำธุรกิจกับญี่ปุ่นบ่อย ๆ อยู่แล้ว ตอนแรกไม่ได้จะผลิตเอง เพราะเราเป็นคนขายพลาสติก ตั้งใจให้ลูกค้าผลิต แต่ลูกค้าทำไม่สำเร็จ เลยเอาเครื่องจักรมาทำเอง จนสุดท้ายเปิดเป็นโรงงาน”  

รุ่นแรกนั้นมีอุปสรรค ต้องต่อสู้ฝ่าฟันมาเยอะ เพราะคนไม่คุ้นชินกับเสื่อพลาสติก จึงเกิดปัญหาในการขาย แต่ด้วยความเชื่อมั่นในคุณภาพของเสื่อที่มีความคงทน สีสันสวยงาม ไม่แตกง่าย ทำให้ปคุณขายเสื่อแบบสู้ไม่ถอยต่อเนื่องกว่า 20 ปีจนติดตลาด 

Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์

หลักคิดของปคุณคือ “การค้าขายนั้น ซื้อมาขายไปไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป ต้องมีการจูงใจ ต้องมีการโฆษณา ต้องหาจุดเด่นและเป็นที่จดจำ” เขาจึงใช้หลายกลยุทธ์ในการขาย เริ่มจากใช้โปรโมชันดึงดูดให้คนอยากซื้อ

“พอขายงานกาชาดเฉย ๆ ไม่ได้กระตุ้นคนซื้อเท่าไหร่ ผมก็มีจานเป็นแก้วมาจากอิตาลี มันตกไม่แตก โยนให้ดูเลย ผมเอาจานนี้มาผูกกับเสื่อ เสื่อ 1 ผืนแถมจาน 1 ใบ คนสนใจเยอะ ซื้อกันใหญ่ จากนั้นไปตามต่างจังหวัดก็ทำอย่างนี้ พอทำสัก 2 – 3 ปี ต่างจังหวัดเริ่มวิ่งเข้ามาหาเอง ตั้งแต่นั้นมาเสื่อก็เลยขายดี”
นอกจากงานกาชาด เขายังขายตามงานวัดทั่วประเทศและใช้กลยุทธ์การตลาดกองโจร (Guerilla Marketing) กับร้านค้าโชห่วยรายเล็ก คือให้คนเดินเข้าไปถามว่ามีเสื่อพลาสติกไหม พอร้านค้าเห็นคนถามหาเยอะ เลยจุดติดเป็นกระแสให้ร้านเหล่านี้นำมาขาย และยังใช้วิธีขายตรงแบบ Door to Door คือส่งคนไปขายตามบ้านจนเกิดการบอกปากต่อปาก

Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์

เสื่อที่ฮิตจนใช้กันทั่วประเทศจึงมีที่มาด้วยเหตุนี้ 

ลายดั้งเดิมมีแม่สียอดนิยมอย่างเขียว น้ำเงิน เหลือง แดง หากมีลวดลายจะเป็นลายคลาสสิก อย่างลายหงส์ ดอกไม้ เป็นลายที่คนขายเครื่องจักรทำมาให้ตั้งแต่ พ.ศ. 2513

ยุคแรกผลิต 2 แบบ คือเสื่อเดี่ยวขนาดใหญ่ที่ปูพื้นวัด กับเสื่อคู่ ลูกค้าสมัยก่อนเลือกซื้อเพื่อเน้นการใช้งานเป็นหลัก ไม่เน้นดีไซน์ เลือกแค่แบบมีลายหรือไม่มีลาย แล้วซื้อคละสีสัน คละลวดลาย ทีละหลายผืน  

คุณกฤษดาบอกว่า “เราทำเป็นเจ้าแรก ไปวัดต้องเจอ มีกันแทบทุกบ้าน สมัยก่อนยังไม่มีโซฟา ผู้คนเอาเสื่อมาปูบนแคร่ ปูนอนตามบ้าน คนต่างจังหวัดใช้ ขายทั่วประเทศ ฮิตไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา กัมพูชา ลาว” 

ตอนนี้ผู้คนก็ยังนิยมใช้ลายดั้งเดิมอยู่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด แม้จะลดลงไปบ้างเพราะการแข่งขันในตลาดสูงขึ้นตามกาลเวลา

ใจดีสู้เสื่อ

สร้างกำไรจากขยะ

คุณกฤษดาเล่าต่อว่า ตั้งแต่รุ่นหนึ่งก็มีขยะพลาสติกเหลือทิ้งจากโรงงานเยอะจนต้องจ้างเก็บทิ้ง บ้างเป็นเศษเหลือ บ้างเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านการคัดคุณภาพ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นขยะมหาศาล 

“แต่ก่อนเราขายแต่เสื่อปูพื้นผืนใหญ่ มีเศษเหลือ 1 – 2 เมตรที่ปกติเราไม่ขาย พ่อผมเห็นว่าควรเอา

ขยะพวกนี้มาใช้ประโยชน์ จึงติดต่อหาคนทำขยะพลาสติกรีไซเคิล”
เสื่อในยุคถัดมาตั้งแต่นั้นของโรงงาน จึงทำจากขยะใช้แล้ว 

Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์

แป้ง-นนทิกานต์ อัศรัสกร ทายาทรุ่นสามขยายความว่า พลาสติกรีไซเคิลของ Agora คือพลาสติก PP ที่มีต้นทางมาจากถุงกระสอบ ถุงปูน หลอด เป็นต้น กระบวนการเริ่มจากโรงรีไซเคิลเอาขยะไปทำความสะอาด ผ่านความร้อน บดและขึ้นรูปออกมาเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล จากนั้นโรงงานทำเสื่อจึงนำเม็ดมาฉีดเป็นเส้นแล้วทอเป็นเสื่อ โดยพัฒนากระบวนการมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่รุ่นอากงจนตอนนี้รีไซเคิลได้ 100%
อย่างไรก็ตาม แป้งบอกว่าพบอุปสรรคในการรักษ์โลกตั้งแต่ต้นจนถึงปลายทาง

Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์

“มีความไม่แน่นอนเพราะไม่มีวัตถุดิบให้ซื้อตลอดเวลา ไทยมีอัตราการรีไซเคิลพลาสติกไม่เยอะมาก สมมติเราขายได้มาก แต่โรงรีไซเคิลอาจไม่มีวัตถุดิบให้ซื้อเยอะขนาดนั้น” 
การรีไซเคิลยังทำให้เพิ่มกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน 

แม้ขยะรีไซเคิลจะทำความสะอาดมาแล้ว แต่คุณภาพของแต่ละรอบย่อมไม่เหมือนกัน 

“บางทีสีไม่เท่ากัน สีด่าง ขาวนม ขาวขุ่น ขาวเทา จึงต้องนำสีสำเร็จมาผสมและปรับไปตามหน้างาน ดังนั้น เพื่อให้ได้สีแดงสีเดิม อาจต้องผสมสีใหม่เพื่อให้คงเฉดเดิมมากที่สุด และยังมีเรื่องความไม่แน่นอนของตัววัสดุ หากเจอความร้อนไม่เท่ากัน คุณภาพก็เปลี่ยนได้” 

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทายาทรุ่นสามบอกว่าส่งผลให้ต้นทุนและราคาขายสูงขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายในการขาย แต่ยังคงทำต่อเนื่องเรื่อยมา เพราะเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ  

Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์
Agora - ลฤก แบรนด์รักษ์โลกของทายาทโรงงานเสื่อ บุกเบิกโดย 1 ใน 3 ทหารเสือแห่งสหพัฒน์

เสกสารพัดสิ่งจากเสื่อ

แป้งเล่าความรู้สึกตอนที่เริ่มเข้ามาช่วยทำกิจการว่า “รู้สึกเชย ตัวเรายังไม่อยากใช้สินค้าแบรนด์เราเลย”
ด้วยดีไซน์ที่มีมานานตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ซึ่งอาจไม่เข้ากับยุคสมัยอีกต่อไป เธอจึงปรับลวดลายและเฉดสีของเสื่อให้โมเดิร์นขึ้น เน้นโทนสีคราม ขาว ดำ ครีม สรรสร้าง Mat Tone ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ในนาม Agora ทั้งลายคราม Indigo หินอ่อน กระเบื้อง แถบสี Two Tone และรูปทรงเรขาคณิต

“พอลายกับสีโมเดิร์นขึ้น ก็ทำให้แตกสินค้าไปได้หลายอย่าง”  

ตำนานการขายเสื่อของ Agora ให้คนใช้ทั่วประเทศ สู่การต่อยอดเสื่อวัดเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์

การคิดค้นสินค้าหมวดอื่น ๆ จากเสื่อของแป้งเกิดจากการอยากต่อยอดเศษพลาสติกเหลือใช้ในโรงงาน และตั้งคำถามว่า “เราจะเอาเสื่อไปทำอะไรได้บ้าง ที่ไม่ใช่แค่ปูพื้นอย่างเดียว”

สินค้าแรกที่ต่อยอดคือ กระเป๋าชายหาด แป้งศึกษาและปรับจากหน้างานด้วยตัวเอง ทางโรงงานขึ้นแพตเทิร์นเอง ปรับแก้ขนาดและเย็บเอง ต่อมาสินค้ากระเป๋ารุ่นอื่นได้เริ่มพัฒนา ปรึกษาการผลิตกับโรงงานกระเป๋าเพิ่มเติมเพื่อเก็บรายละเอียดให้เนี้ยบขึ้น เกิดเป็นสินค้าแฟชั่นหลายรุ่นที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้ง Tote Bag, Cross Bag, กระเป๋าสตางค์ และกระเป๋าแล็ปท็อป รวมถึงรองเท้าแตะที่ผลิตร่วมกับโรงงานรองเท้า ไปจนถึงของใช้ในบ้านหลายอย่าง เช่น กล่องเก็บความเย็น ตะกร้าจัดระเบียบ
ส่วนสินค้าคลาสสิกของแบรนด์ก็พัฒนาเป็นเสื่อปิกนิกพับได้ที่ทันสมัยขึ้น มีสายสะพาย โดยบางรุ่นนำเศษผ้าบาติกเหลือใช้มาเย็บเป็นขอบอีกด้วย 

ตำนานการขายเสื่อของ Agora ให้คนใช้ทั่วประเทศ สู่การต่อยอดเสื่อวัดเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์
ตำนานการขายเสื่อของ Agora ให้คนใช้ทั่วประเทศ สู่การต่อยอดเสื่อวัดเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์

จากการใช้งานเสื่อสมัยก่อนซึ่งนิยมปูที่วัด แป้งแตกฟังก์ชันการใช้งานให้เข้ากับยุคสมัย เป็น Floor Mat และ Wall Covering สำหรับปูตกแต่งพื้นและผนังในบ้าน คุณสมบัติของเสื่อทำให้ไม่กินฝุ่นเหมือนปูนและไม้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มลวดลายและมิติในบ้าน

ตำนานการขายเสื่อของ Agora ให้คนใช้ทั่วประเทศ สู่การต่อยอดเสื่อวัดเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์
ตำนานการขายเสื่อของ Agora ให้คนใช้ทั่วประเทศ สู่การต่อยอดเสื่อวัดเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์

สินค้าหลายหมวดเหล่านี้ทำให้ขายกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายขึ้น ทั้งลูกค้าผู้หญิงที่ชื่นชอบกระเป๋า ผู้ชายสายกิจกรรมเอาต์ดอร์ที่นิยมซื้อเสื่อปิกนิก รวมถึงลูกค้าที่อยากสั่งผลิต Made to Order ไปจนถึงสปา โรงแรม คาเฟ่ บ้านเดี่ยวที่อยากตกแต่งภายใน หันไปจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ลดการแข่งขันสงครามราคากับเสื่อรูปแบบเดิมจากเจ้าอื่น ๆ ที่วางขายในท้องตลาด

ลฤก พวงหรีดเสื่อผืนหมอนใบ

แป้งตั้งคำถามต่อว่า “เสื่อเป็นของที่ใช้ในวัดมานาน ถ้าเพิ่มสินค้าสำหรับใช้ในวัดอย่างพวงหรีดได้ไหม” เนื่องจาก Agora ขายของใช้ที่เน้นไลฟ์สไตล์ และตลาดพวงหรีดมีกลุ่มลูกค้าจำเพาะเจาะจง จึงแยกแบรนด์ออกมาเป็น ลฤก มาจากคำว่าระลึก โดยเปลี่ยนตัวอักษรขึ้นต้นเป็น ล ลิง เพื่อสื่อถึงการละ-ลดขยะ

เธอสังเกตเห็นว่าพวงหรีดดอกไม้นั้นสวยงามแต่สร้างขยะเยอะ ในขณะที่พวงหรีดพัดลมกับพวงหรีดผ้าห่มนั้นใช้งานได้จริงแต่ไม่ค่อยสวยงาม เกิดคำถามว่า “ถ้ามีพวงหรีดที่สวยงาม ไม่เหมือนใคร แล้วไม่เป็นขยะ ใช้ประโยชน์ได้ด้วย จะเป็นยังไง”

ตำนานการขายเสื่อของ Agora ให้คนใช้ทั่วประเทศ สู่การต่อยอดเสื่อวัดเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์

กระบวนการออกแบบจึงตั้งใจให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด นำเสื่อมาพับจับจีบ ข้างหน้าเป็นเสื่อเต็มผืน ส่วนข้างหลังที่พวงหรีดทั่วไปเป็นโครงไม้หรือโครงฟาง หากใช้เสร็จจะกลายเป็นขยะ ก็เปลี่ยนเป็นเบาะเสื่อรองนั่ง เมื่อใช้เสร็จแล้วสามารถตัดเบาะข้างหลังไปใช้เป็นอาสนะของพระสงฆ์ได้ กลายเป็นชื่อพวงหรีดเสื่อผืนหมอนใบ มีดอกไม้ประดิษฐ์และดอกไม้จันทำมือให้ลูกค้าเลือกตกแต่ง ซึ่งดอกไม้จันก็นำไปใช้ในพิธีเผาศพต่อไปได้ 

ลูกค้าส่วนใหญ่ของลฤกเป็นกลุ่มที่ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงตามที่แป้งตั้งใจ
“สำหรับลฤก เรายังแบ่งรายได้ 100 บาทต่อการขายพวงหรีด 1 พวง ให้มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและมูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อให้เป็นสินค้าที่ครบวงจรทั้งเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม”  

ตำนานการขายเสื่อของ Agora ให้คนใช้ทั่วประเทศ สู่การต่อยอดเสื่อวัดเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์
ตำนานการขายเสื่อของ Agora ให้คนใช้ทั่วประเทศ สู่การต่อยอดเสื่อวัดเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์

อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเสื่อ  

ทายาทรุ่นสองและสามสรุปบทเรียนให้ฟังว่า ความท้าทายของการทำการตลาด เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยและรูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนไป 

ยุคแรกมีเซลล์แมนวิ่ง 5 – 10 คน ขายส่งตามตลาดต่างจังหวัด ออกอีเวนต์อย่างงานกาชาดทุกปี ความยากอยู่ที่การบุกเบิกสู่ตลาดเป็นเจ้าแรก สร้างความตระหนักรู้ให้คนเห็นข้อดีของสินค้าซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี 

ในขณะที่ยุคนี้เน้นทำการตลาดออนไลน์ทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก มาร์เก็ตเพลส ค่าใช้จ่ายลดลง รวดเร็วและเข้าถึงลูกค้ากว้างขึ้น มีออเดอร์จากอเมริกา ยุโรป นิวซีแลนด์ ซึ่งนิยมสั่งเสื่อปิกนิกปูเล่นตามชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ รูปแบบการค้ายุคนี้มีข้อเสียคือ แค่ส่งรูปก็ดูลายได้ ขายเร็ว ออกเร็ว แต่ไม่ได้ดูสินค้าจริงก่อนซื้อเหมือนคนยุคก่อน 

ตำนานการขายเสื่อของ Agora ให้คนใช้ทั่วประเทศ สู่การต่อยอดเสื่อวัดเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์

กว่า Agora จะออกสินค้าสารพัดอย่างจากเสื่อได้นั้น ต้องผ่านการออกความคิดเห็นจากทุกเจเนอเรชัน และในความทรงจำของคุณกฤษฎา ความเป็นผู้นำของพ่อช่วยให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น“แต่ก่อนพ่อเป็นผู้ทรงอิทธิพล บริหารธุรกิจเป็นอย่างดี มีวิสัยทัศน์ ทำให้คนเชื่อถือง่าย รุ่นถัดมาจะมีต่างคนต่างความคิดบ้าง”
สิ่งสำคัญของธุรกิจครอบครัวที่ช่วยแก้ปัญหานี้ในความคิดเห็นของทายาทต่างเจเนอเรชัน คือการสื่อสารที่รับฟังกันทั้งสองทาง อะลุ่มอล่วย มาเจอกันตรงกลางว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างคอยสนับสนุนกัน มีความเกรงใจกันแม้จะเป็นญาติพี่น้อง เข้าใจว่าแต่ละคนมีพื้นฐานแบบไหน แล้วมองที่ผลประโยชน์ส่วนรวมของบริษัทเป็นหลัก

สำหรับอนาคต ทั้งคู่บอกว่ามองโอกาสในการขยายตลาดต่างประเทศและการพัฒนาสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและสังคม เน้นหัวใจสำคัญของธุรกิจคือ Green Product ที่ดีต่อโลก โดยในอนาคตอาจมีวัสดุอื่นเพิ่มเติมนอกจากเสื่อด้วยก็ได้

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load