ภาพที่เห็นนี้ คือภาพของทหารนาวิกโยธินสหรัฐกับเชลยทหารอิรัก ทางตอนใต้ของประเทศอิรักในสงครามอิรัก

สงครามอิรักหรือสงครามอ่าวครั้งที่ 2 (ค.ศ. 2003 – 2011) เกิดขึ้นจากข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ว่า อิรักภายใต้การนำของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ได้ครอบครองอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง คืออาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมีชีวภาพ คุกคามความมั่นคงในภูมิภาค จนได้เกิดสงครามขึ้น นำโดยกองทัพสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ และสุดท้ายกองทัพอิรักแพ้สงคราม ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ถูกประหารชีวิต สงครามครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และเด็กกำพร้าหลายล้านคน

พลังของภาพข่าวสงครามใบเดียวที่กลายมาเป็นบทเรียนให้คนวงการสื่อทั่วโลก, photojournalism, สงครามอิรัก

ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 2003 เป็นวันเดียวกับที่กรมทหารนาวิกโยธินที่ 15 ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ได้ยกพลข้ามพรมแดนประเทศคูเวตเข้ามาในดินแดนประเทศอิรักเพื่อเปิดฉากสงครามกับกองทหารอิรัก การสู้รบดำเนินไปไม่ถึงชั่วโมง ทหารอิรักสองร้อยกว่าคนได้ยอมจำนน ถูกจับเป็นเชลย และเป็นที่มาของภาพนี้

ช่างภาพได้เข้าไปบันทึกภาพนี้ เป็นภาพเชลยทหารอิรักผู้หนึ่ง และทหารอเมริกัน 2 คน คนหนึ่งดูเหมือนกำลังเอาปืนจ่อไปที่หัวของเชลยทหารอิรัก ขณะที่ทหารอเมริกันอีกคนหนึ่งกำลังให้เชลยดื่มน้ำจากกระติก

อันที่จริงทหารนาวิกโยธินทางซ้ายไม่ได้จ่อปืนไปที่หัวของเชลยศึก แต่เป็นปืนของทหารอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในภาพกำลังถือปืนเฉยๆ แต่มุมกล้องทำให้ดูเหมือนว่าเอาปืนจ่อไปที่หัวของเชลยอิรัก

เป็นภาพข่าวสงครามอันทรงพลังมากภาพหนึ่ง หรือเรียกว่าเป็นภาพที่ดราม่าสุดๆ เพราะมีความรู้สึก 2 อารมณ์แตกต่างกันในภาพเดียวกัน

เพียงภาพเดียวก็บอกอารมณ์ด้านบวกและด้านลบของทหารสหรัฐอเมริกันที่มีต่อเชลยศึกชาวอิรักได้สมบูรณ์แบบ

ภาพนี้ถูกเผยแผ่ในสื่อตะวันตกและสื่ออาหรับ แต่เป้าหมายแตกต่างกันมาก

สำนักข่าวตะวันออกกลางได้ทำการคร็อปภาพหรือตัดเอาเฉพาะด้านซ้ายออกไปตีพิมพ์ หรือเผยแผ่ทางสื่อ ทำให้คนดูเห็นความโหดร้ายของทหารอเมริกันในสงครามอ่าว ที่เอาปืนจ่อหัวเชลยศึกผู้อ่อนล้า

พลังของภาพข่าวสงครามใบเดียวที่กลายมาเป็นบทเรียนให้คนวงการสื่อทั่วโลก, photojournalism, สงครามอิรัก
ภาพ : www.naveenroy.com

หากมีการเผยแผ่ในสื่อออนไลน์แบบในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊ก ปฏิกิริยาในทางลบหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้รับสารก็อาจจะรุนแรง แสดงความไม่พอใจมาก

หรือที่เรียกเป็นสำนวนว่า ‘ทัวร์ลง’

ในอีกด้านหนึ่ง สำนักข่าวอเมริกันชื่อดังอีกแห่งได้ตัดต่อเฉพาะภาพด้านขวาออกไปตีพิมพ์หรือเผยแพร่ เพื่อทำให้ผู้รับสารเห็นความมีมนุษยธรรมของทหารอเมริกัน

พลังของภาพข่าวสงครามใบเดียวที่กลายมาเป็นบทเรียนให้คนวงการสื่อทั่วโลก, photojournalism, สงครามอิรัก
ภาพ : www.naveenroy.com

ภาพลักษณ์ของทหารสหรัฐอาจจะดีขึ้นทันตาเห็น ในฐานะผู้เปิดฉากทำสงครามรุกรานประเทศเล็กๆ อย่างอิรัก เพราะในเวลาต่อมา กองทัพสหรัฐอเมริกันก็ค้นหาอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี หรืออาวุธชีวภาพ ตามที่กล่าวอ้างไม่ได้ จนสุดท้าย เรื่องนี้กลายเป็นแค่ข้ออ้างของสหรัฐเพื่อหาความชอบธรรมในการรุกรานประเทศอิรัก โดยมีเป้าหมายคือการโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ผู้ถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้ายในตะวันออกกลาง

ภาพนี้ก็จะกลายเป็นภาพโฆษณาชวนเชื่อของกองทัพสหรัฐได้ยอดเยี่ยม

 แต่ในความเป็นจริงภาพเต็มๆ เราอาจจะเห็นทั้งสองด้านของทหารสหรัฐอเมริกัน

การที่สำนักข่าวต่างๆ เลือกนำเสนอส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพออกเผยแพร่ ถือว่าเป็น Fake News ไหม หรือจะเป็นภาพไม่จริงไหม ก็ไม่ใช่ เพราะเป็นภาพจริงๆ

ถามว่าเป็นภาพตัดต่อไหม ก็ไม่เชิง เพราะเป็นภาพจริง ๆ

เพียงแต่ว่า นำเสนอภาพไม่หมด เพราะมีการตัดทอนภาพบางส่วนออกไป เพื่อเป้าประสงค์บางประการ หรือเพื่อชี้นำบางอย่างให้กับคนรับสาร

อยู่ที่ว่าสำนักข่าวที่เป็นผู้ถ่ายทอดสารเหล่านี้จะเลือกมองมุมใดของภาพ แต่ไม่มองภาพจริงทั้งหมด

ภาพข่าวสงครามภาพนี้จึงเป็นภาพที่ถูกนำมาเป็นบทเรียนให้กับคนทำข่าวทั่วโลกที่โด่งดังมาก

เพื่อสอนคนในวงการสื่อว่า

ภาพที่เราเห็น อาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด หากมันถูกตัดทอนความจริงบางส่วนออก เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ความรู้สึก ความรับรู้ที่มีต่อภาพของคนรับสารก็เปลี่ยนไปทันที

ชี้ให้เห็นว่า พลังของภาพภาพเดียวมีอิทธิพลต่อผู้รับสารเพียงใด

และเป็นการเตือนสติคนรับสารว่า ทั้งสื่อใหญ่หรือสื่อเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือสื่อออนไลน์ อาจมีส่วนในการชี้นำคนอ่านให้รับข้อมูลที่ผิดพลาด หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง โดยไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนมืออาชีพ ซึ่งทำหน้าที่ค้นหาข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือให้กับคนอ่านได้

  เช่นเดียวกับข่าวสารและเนื้อหาทุกวันนี้ที่แพร่หลายในโลกออกไลน์ บางทีเรายังรับข้อมูลไม่ครบถ้วน บางทีเรายังไม่ตรวจสอบข้อมูล บางทีเรายังไม่ทันอ่านให้ครบ เราก็แชร์กระจายกันออกไป หรือไม่เราก็เขียนคำวิจารณ์อย่างรุนแรง เราก็ด่า เราก็ตั้งหน้าตั้งตาเป็นส่วนหนึ่งของการรุมถล่มแบบทัวร์ลง

โดยไม่สนใจแสวงหาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน

 ภาพเพียงภาพเดียวยังบิดเบือนข้อเท็จจริงได้

ประสาอะไรกับข้อมูลมากมายที่ผลิตกันทุกวินาทีในโลกออนไลน์ ว่าจะน่าเชื่อถือเพียงใด

ใจเย็นๆ ครับ ก่อนจะตัดสินอะไรในโลกออนไลน์ ก่อนจะพิพากษาใครในโลกเสมือนด้วยการแชร์หรือการวิจารณ์

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

2 พฤศจิกายน 2564
12K

ตลอดระยะเวลาร่วม 30 ปี คุณเอื้อย-พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ ใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้าและเดินทางไกลมากกว่าผู้คนจำนวนมาก ในฐานะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือแอร์โฮสเตส หากนับเป็นระยะทางของอาชีพนี้ คุณเอื้อยคงโบยบินไปทั่วโลกมาหลายล้านกิโลเมตร

จนกระทั่งเมื่อวัย 50 เริ่มต้น เธอได้เลือกเส้นทางชีวิตแบบใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับอาชีพเดิมเลย คือนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

หากใครเป็นคนเมืองชลบุรี อาจจะเคยขับรถผ่านโรงไม้เก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัด คือ ‘ไต้ลิ้มค้าไม้’ ริมถนนสายบางนา-ตราด

พิมล จิระณานนท์ บิดาของคุณเอื้อย เป็นผู้ก่อตั้งไต้ลิ้มค้าไม้เมื่อ 50 กว่าปีก่อน  ไต้ เป็นภาษาจีนแปลว่า ใหญ่ ลิ้ม แปลว่า ป่า สองคำนี้จึงมีความหมายถึงป่าใหญ่ และต่อมา ไต้ลิ้ม ได้กลายเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้ของคุณเอื้อย ผู้บุกเบิกแบรนด์นี้มาได้ไม่นาน

“สมัยเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน ป๋าพายเรือขายถ่านไม้โกงกางและไม้ไผ่ในคลองประเวศ และต่อมาไปทำงานอยู่โรงเลื่อยไม้ในจังหวัดอุดรธานี  รู้ช่องทางค้าไม้ จึงกลับมาเปิดโรงค้าไม้ รับไม้ตามโรงเลื่อยต่างจังหวัดมาขายในกรุงเทพฯ และต่อมาเปิดร้านขายไม้แถวพระโขนง แล้วมีกิจการเรือประมงจับปลามาขายแถวปากน้ำด้วย” คุณเอื้อยลูกสาวคนโต ลำดับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของคุณพ่อให้ฟัง

“ประมาณ พ.ศ. 2510 ป๋าเป็นเจ้าของเรือประมงสองลำ ทุกปีต้องขูดเพรียงที่มาเกาะลำตัวเรือ  เพรียงทำให้ไม้ผุ ต้องมาที่อู่เรือแถวปากน้ำ ยกเรือขึ้นมาวางบนคานเรือ แล้วขูดเพรียงออกพร้อมกับทาสีเคลือบเนื้อไม้ใหม่ไม่ให้ผุ  แต่ระยะหลังอู่เรือเต็มตลอดเพราะเรือเยอะ ต้องเสียเวลารอนานมาก ป๋าเลยคิดจะหาที่มาทำคานเรือเอง จึงมาหาซื้อที่ดินแถวตำบลคลองตำหรุ ชลบุรี ด้านหน้าติดถนนใหญ่ มีด้านหลังติดคลองไปออกแม่น้ำบางปะกงได้ พอได้ที่แปลงนี้ก็เอาเรือมาจากปากน้ำ อ่าวไทย เข้ามาที่นี่แทน มาซ่อมแซมประจำปีเช่นขูดเพรียง ทาสี”

จากจุดเริ่มต้นเพียงแค่ทำคานเรือซ่อมเรือประมงของตัวเอง ก็มีคนแถวนี้เอาเรือมาจ้างขูดเพรียงด้วย ทำไปทำมา เลยกลายเป็นอู่ต่อเรือ และเปิดโรงไม้ไต้ลิ้มค้าไม้ ทำธุรกิจโรงเลื่อย ขายไม้ปลูกบ้าน ไม้ต่อเรือ ไม้ต่อรถบรรทุก รับต่อเรือประมงและเรือยอร์ช

คุณเอื้อยพาผู้เขียนเดินสำรวจโรงไม้ไต้ลิ้ม บนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกองไม้กองอยู่เป็นจำนวนมาก เกือบทั้งหมดเป็นไม้เก่าเก็บอายุหลายสิบปี ที่ปัจจุบันขายยากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลง

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM
แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

“จำได้ว่าตอนที่ป๋ายังต่อเรืออยู่ ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็ง โดยเฉพาะไม้ตะเคียน เป็นไม้แข็งมาก ทนน้ำ ทนผุ  ส่วนข้างในเก๋งเรือก็เป็นไม้ประดู่ ไม้มะค่า ไม้แดง มีลวดลายสวยมาก และไม่ได้ราคาแพงเหมือนปัจจุบัน”

แต่แล้วเมื่อเกิดพายุเกย์ถล่มอ่าวไทยใน พ.ศ. 2532 มีเรือประมงจำนวนมากเสียหาย จนเจ้าของเรือต้องเลิกกิจการไป และส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่อเรือของอู่ต่อเรือแห่งนี้ กิจการต่อเรือเริ่มซบเซาลง จนคุณพิมลต้องเลิกกิจการอู่ต่อเรือ

“ตอนนั้นลูกค้าต่อเรือมาจากทางใต้ พอเรือล่มจากพายุเกย์ก็เจ๊งหมด ต้องเปลี่ยนอาชีพ ไม่มาซื้อเรือของป๋า เรือที่เราขึ้นโครงกระดูกงูบนคานเรือสามสี่ลำก็ไม่มีคนมาซื้อ  ขณะเดียวกัน รายได้จากขายไม้แปรรูปไปต่อรถพ่วงก็ลดลงอีก”

ในช่วงเวลานั้น ดูเหมือนธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับไม้จะเริ่มซบเซาลงเรื่อยๆ 

“สมัยนั้น รถพ่วงหรือรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่ ไม่ได้เป็นตู้เหล็กแบบสมัยนี้ แต่ใช้ไม้มาประกอบเป็นโครงรถ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกซุงหรือรถพ่วงชนิดต่างๆ เรียกกันว่า รถสาลี่  ที่จังหวัดชลบุรีมีอู่ต่อรถพ่วงเยอะมาก เพราะรถบรรทุกสมัยก่อน เจ้าของรถจะซื้อมาเฉพาะหัวรถ แล้วมาจ้างอู่ต่อรถประกอบโครงรถ กับพื้นรถด้วยไม้เป็นหลัก แต่ระยะหลังพอเปลี่ยนเป็นตู้เหล็ก เราก็ขายไม้ลดลง”

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

โรงไม้ไต้ลิ้ม จึงเปลี่ยนมาเน้นการขายไม้แปรรูปสำหรับปลูกบ้าน เช่น ไม้พื้น บันได ไม้ฝา รับทำวงกบ บานประตู บานหน้าต่าง โดยใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะค่าโมง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ตะเคียนทอง และไม้เต็ง  

แต่ช่วงหลัง มีวัสดุทดแทนไม้แปรรูปมากขึ้น บ้านต่างๆ ก็นิยมใช้จากราคาที่ถูกกว่า และเมื่อผู้คนนิยมอาศัยในคอนโดมิเนียมมากขึ้น ความต้องการใช้ไม้ในการสร้างบ้านหรือแต่งบ้าน ก็ลดน้อยลงตามยุคสมัย

“สมัยก่อนหมู่บ้านจัดสรรไม่เยอะ คนนิยมมาซื้อไม้ไปสร้างบ้านทั้งหลัง แต่เมื่อมีหมู่บ้านจัดสรรมากขึ้น เจ้าของโครงการก็ใช้วัสดุทดแทนมากกว่าไม้จริง อย่างไม้เต็ง ตะเคียน ทำโครงสร้างพวกเสา คานไม้ได้ดี แต่เดี๋ยวนี้โครงสร้างบ้านกลายเป็นเหล็กไปเกือบหมด”

วันเวลาผ่านไป ลูกๆ โตขึ้น ต่างคนมีอาชีพการงานของตัวเอง เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตลงใน พ.ศ. 2538 แม่ผู้อายุมากขึ้นมารับช่วงกิจการแทนพ่อ จนลูกๆ เริ่มคิดว่า วันหนึ่งต้องกลับมาดูแลกิจการโรงไม้ที่ซบเซาลงเรื่อยๆ 

“จำได้ว่าป๋าเคยจ้างให้ออกจากการบินไทย เพื่อมาช่วยป๋าทำงานที่โรงไม้ แต่ก็ไม่ยอมลาออก เพราะรู้สึกสบาย ได้เที่ยวด้วย แต่พอป๋าตาย ก็เริ่มคิดมากขึ้น ระหว่างเป็นแอร์ฯ ลึกๆ ก็คิดถึงโรงไม้ของป๋าตลอดเวลา กลับมาบ้าน เดินรอบโรงไม้ ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ไม้เก่าเก็บเหล่านี้ทำอะไรได้บ้าง แต่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไร จนกระทั่งน้องสาวมีไอเดียว่า จะออกแบบพวกโต๊ะ เก้าอี้ไม้ มาออกบูทขายที่งานสวนหลวงร.9 ปีละครั้ง”

พ.ศ.​ 2549 ไต้ลิ้มค้าไม้ เริ่มทำโต๊ะ เก้าอี้สนาม และเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง ด้วยเห็นว่าไม้เนื้อแข็งดีๆ เป็นของมีค่า และนับวันจะหายากขึ้น การทำเฟอร์นิเจอร์นอกจากได้ใช้ไม้เหล่านี้ให้คุ้มค่าแล้ว ยังเพิ่มคุณค่าให้กับงานไม้อีกด้วย  แบบของเฟอร์นิเจอร์ในปีแรกๆ พัฒนามาจากงาน DIY โดยพัฒนาและเสริมรายละเอียดให้งานแต่ละชิ้นแข็งแรงทนทานและใช้งานได้นาน

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM
พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตแอร์โฮสเตสผู้เริ่มเรียนออกแบบในวัย 50 เพื่อต่อยอดโรงไม้ของที่บ้านให้เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์

“ตอนนั้นลองทำดู โดยมีรุ่นพี่สถาปนิก คุณประกาสิต แย้มบุญชู ช่วยออกแบบเก้าอี้ โต๊ะทานอาหาร และม้านั่งแนว Contemporary ซึ่งมีรูปทรงร่วมสมัย มี Form & Function ที่ลงตัว โดยเน้นโครงสร้างแข็งแรงและนั่งสบาย ทำให้ไต้ลิ้มค้าไม้ได้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งแฮนด์เมดคุณภาพดี ส่งมอบให้กับลูกค้าที่รักงานไม้

“แต่ทำได้สักพัก น้องสาวก็ย้ายครอบครัวไปอยู่นิวซีแลนด์ เราเลยมาช่วยดูแลแทน ไปขายที่สวนหลวง ร.9 ทุกปี มีลูกค้าชมว่างานเฟอร์นิเจอร์ไม้สวย และรุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่วงการเฟอร์นิเจอร์ บอกว่า น่าจะทำจริงจัง ไปขายในงานบ้านและสวน แต่เราคิดหนัก เพราะค่าที่แพงมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจไปจองบูท น้องสาวสังเกตเห็นชื่อร้านค้าในงานส่วนใหญ่มีแต่ชื่อฝรั่ง เลยใช้ชื่อร้าน ไต้ลิ้ม (TAILIM) ให้ดูแตกต่างไปเลย”

พอเริ่มเป็นแบรนด์ ‘TAILIM’ ชัดเจนขึ้นมาและการลงทุนสูงขึ้น เฉพาะค่าจองบูทในงานประมาณ 200,000 บาท คุณเอื้อยจึงเริ่มคิดว่า การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้คงต้องจริงจังแล้ว การลาออกจากอาชีพเก่าจึงเกิดขึ้น

พ.ศ. 2558 คุณเอื้อยก็ลาออก Early Retire มาจากการบินไทย และบอกแม่ว่าขอเวลา 5 ปี จะทำให้ร้านไม้แห่งนี้เป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีคุณภาพให้ได้

“ตอนแรกไม่รู้เรื่องการออกแบบเลย แต่ก็เป็นความหลอนมาตลอดว่า ถ้ามีคนในบ้านเรียนออกแบบมาสักคน จะมีประโยชน์มากในการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ พอลาออก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ อยากเรียนออกแบบให้ได้ ก็เลยไปเรียนที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ เรียนสองปีเต็ม “

โบราณบอกว่า ชีวิตคนเราเริ่มต้นเมื่ออายุ 50 ปี

คุณเอื้อยในวัย 50 ต้นๆ กลับมาเป็นนักเรียนออกแบบ แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานอะไรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเลย ไม่ว่าการวาดรูป การใช้โปรแกรมออกแบบต่างๆ 

“เราน่าจะเป็นนักเรียนที่อายุมากและด้อยประสบการณ์มากที่สุด ตอนเรียนซัฟเฟอร์มาก เพราะไม่เคยมีพื้นฐาน เคยวาดแต่การ์ตูน แต่นี่ต้องวาดภาพแบบ Perspective วาดภาพสามมิติ ไม่ค่อยรู้เรื่อง เรียนไปร้องไห้ไป เพราะเหมือนอยู่กันคนละโลก

“สามีบอกว่า ถ้ามันปวดใจขนาดนี้ก็เลิกเรียนเลย แต่ให้ถามตัวเองก่อนว่า ที่ผ่านมาพยายามถึงที่สุดหรือยัง สุดท้ายก็ฮึดสู้

“ตอนนั้นจำคำพูดป๋าได้แม่นเลย ป๋าชอบพูดว่า ‘คนเป็นไม่ใช่คนตาย’ ตอนแรกไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่มาตอนนี้เข้าใจชัดเจนว่า คนเป็นยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องคิดแก้ปัญหาไปสิ ไม่ใช่คนตายแล้วนอนในโลงนิ่งๆ”

2 ปีต่อมา คุณเอื้อยก็ได้กลายมาเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ เธอได้กลับมาฟื้นฟูกิจการโรงไม้เก่าของคุณพ่อ จากโกดังเก็บไม้กลายเป็นร้านทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ และแบรนด์ของไต้ลิ้ม ที่คนรุ่นเก่ารู้จักในฐานะโรงไม้คุณภาพสูง กลายเป็นแบรนด์ของเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง

“สิ่งที่ได้จากการเรียน นอกจากพื้นฐานการออกแบบ Product Design แล้ว สิ่งที่ได้คือวิธีคิด  อาทิ ถ้าจะออกแบบเก้าอี้ตัวใหม่ จะได้วิธีคิดชัดเจน ออกแบบให้ใคร ใครคือผู้ใช้ มีฟังก์ชันอะไร และใช้กับสเปซแบบไหน ฯลฯ  เราต้องตอบคำถาม What Where When Why How ได้ให้หมดก่อนจะออกแบบ

 “โชคดีที่ครูผู้สอน Daniel Martinez เขาสอนเก่งมาก และรู้จุดอ่อนจุดแข็งของเราว่า เราจะออกแบบอะไรได้ดี”

พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตแอร์โฮสเตสผู้เริ่มเรียนออกแบบในวัย 50 เพื่อต่อยอดโรงไม้ของที่บ้านให้เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์

วิชาสุดท้ายก่อนจบ คือการออกแบบเก้าอี้ตัวหนึ่ง โดยครู Daniel ให้การบ้านไปหารูปเก้าอี้ที่ชอบมา 10 ตัว และค่อยๆ วิเคราะห์เก้าอี้แต่ละตัวว่าเป็นอย่างไร ทำด้วยวัสดุอะไร และทำไมเราชอบ จนกระทั่งให้ออกแบบเก้าอี้ที่เราชอบ 10 ตัวตามสไตล์ของเรา เริ่มจากการทำโมเดลด้วยกระดาษ จนพัฒนากลายมาเป็นเก้าอี้ต้นแบบของเราแค่ตัวเดียว 

“ในบรรดา Product Design ทั้งหมด ออกแบบเก้าอี้ยากสุด อย่างออกแบบโต๊ะมีมาตรฐานเหมือนกัน สูง 75 เซนติเมตร แต่เก้าอี้ต้องออกแบบให้นั่งสบาย ถ้าฟอร์มสวยแต่นั่งไม่สบายก็ไม่ตอบโจทย์ เก้าอี้ต้องมีองศาในการเอียงที่รับกับพนักพิง หากพนักพิงตรงก็นั่งไม่สบาย การออกแบบเก้าอี้ให้สบายจึงปราบเซียน” 

จากแบบที่วาดในกระดาษ คุณเอื้อยเริ่มพัฒนาเป็นเก้าอี้ไม้จริงๆ แต่ต้องผ่านการทำโมเดล 1 : 5 ด้วยกระดาษและไม้สักถึง 8 ครั้งกว่าจะสำเร็จออกมาเป็นเก้าอี้ต้นแบบ

“ตอนดูในแบบสามมิติ หมุนไปหมุนมานึกว่าสวย แต่พอทำออกมาจริง ปรากฏว่านั่งไม่สบาย ก็ต้องไปทำใหม่อีกหลายครั้ง กว่าจะได้ของต้นแบบ”

เก้าอี้รุ่น ‘สบาย’ จึงเป็นผลงานการออกแบบชิ้นแรก และกลายเก้าอี้ขายดีอันดับต้นๆ ของแบรนด์ ไต้ลิ้ม

จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์ไต้ลิ้มนอกจากการออกแบบแล้ว คือเป็นงานไม้เนื้อแข็ง Solid Wood ทำด้วยมือทุกอย่าง งานเซาะร่องเข้าเดือย เป็นงานที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ต้องใช้มือเท่านั้น และใช้งานได้หลายสิบปี

กล่าวกันว่า เวลาซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้ อยากรู้ว่างานแข็งแรงและละเอียดเพียงใด ให้ดูโครงสร้างและส่วนที่ไม่ถูกโชว์ คือพื้นส่วนใต้โต๊ะหรือเก้าอี้ ว่าทำงานเรียบร้อยไหม เซาะร่อง เข้าเดือย เรียบร้อยไหม หรือสัมผัสแล้วยังมีเสี้ยนไหม 

“มีเด็กรุ่นน้องคนหนึ่งเก็บเงินมาซื้อโต๊ะ TAILIM ตัวละสี่หมื่นบาท หลังจากเราอธิบายให้ฟังว่า เราทำโต๊ะตัวนี้อย่างไร ใช้ไม้อะไร เล่าเรื่องงานทำมือด้วยฝีมือช่างไม้ ประกอบโต๊ะด้วยการเซาะร่อง เข้าเดือยอย่างละเอียด แบบที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เราต้องขัดไม้อย่างละเอียดก่อนส่งไปให้ช่างทำสี งานสีต้องขัดเสี้ยนให้หมด ถ้าเป็นโรงงานก็อาจจะทาสีสองสามรอบ แต่ของที่นี่ทำไม่รู้ว่ากี่รอบ ไม่เคยนับรอบ ช่างสีของเรารู้ว่าต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเนื้อไม้แต่ละแผ่นดูดสีไม่เท่ากัน เราต้องทำจนกว่าผิวสัมผัสจะดีที่สุด”

ทุกวันนี้ จากโรงไม้อายุเกินครึ่งร้อยปีที่เคยมีชีวิตชีวาและซบเซามานาน แต่คุณเอื้อยได้ปลุกให้กองไม้เหล่านี้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง กองไม้ที่ถูกทิ้งร้าง กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง 

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาด้วยโชคช่วยแต่ประการใด แต่เป็นความมุ่งมั่นและอดทนที่จะสืบทอดและต่อยอดธุรกิจโรงไม้ไต้ลิ้ม แม้ไม่ได้เรียนหรือมีความรู้การออกแบบและประสบการณ์การทำเฟอร์นิเจอร์มาเลย อาศัยความอดทนต่อสู้กับปัญหาและพร้อมเรียนรู้และพัฒนา

“อยากทำ ก็ลองทำ ลองผิด ลองถูก อยากเรียน ก็ไปเรียน อยากร้องไห้ ก็ร้องไห้ ถ้ามัวแต่คิด ก็จะไม่ได้ทำ ถ้าจะทำ ก็ทำให้ดีที่สุด” ทั้งหมดจึงมาเป็น TAILIM ทุกวันนี้

แม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่เฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงแบรนด์ TAILIM ยังมีลูกค้าสม่ำเสมอ อันเป็นผลพวงจากความรักและความประณีตในการสร้างงานทำมือจริงๆ 

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load