“อีนี่มันหนีมาจากโรงพยาบาลหลายปีแล้ว พวกหมอเขาจำมันได้ เพราะว่าเวลามันหงุดหงิดหรือโมโห มันชอบเปิด ‘ของดี’ ให้คนดู” สมทรง ม่ายสาวเสียสติจากนวนิยายรางวัลซีไรต์เรื่อง คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ (หลายคนจดจำตัวละครนี้ได้ดีจากการแสดงของ บงกช คงมาลัย ในภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนิยายเล่มนี้ในชื่อ ไอ้ฟัก) เป็นตัวละครที่ติดตรึงอยู่ในใจของผู้อ่านผู้ชมทุกยุคสมัยเพราะเธอคือนางเอกผู้แสนแตกต่าง สมทรงเปิดเปลือยกายใจให้ผู้คนได้ฉุกคิดถึงมุมมองของมนุษย์และสังคมที่ตีตราความวิกลจริต อะไรกันแน่คือความบ้า และอะไรกันหนอคือความปกติ

สมทรงรักการแต่งกายสีจัดจ้าน พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพียรแต่เก็บของที่ดูไร้ค่ามาสะสมจนเกลื่อนกระต๊อบ ที่ดูจะร้ายแรงที่สุดสำหรับคนในหมู่บ้าน เห็นจะเป็นพฤติกรรมชอบเผยของสงวนของหล่อน 

“ฟักไม่แน่ใจในอาการของนางที่เริ่มผิดปกติขึ้นเรื่อยๆ จากการยิ้มยั่วหยอกผู้ชาย เปิดนมให้ครูปรีชาดู แก้ผ้าแก้ผ่อนในสวนพุทรา เปิดผ้าถุงใส่หน้าทิดส่ง” 

พ่อของฟัก ตัวละครเอกของเรื่อง พบสมทรงเข้าโดยบังเอิญและลงเอยด้วยการได้เสียเป็นเมียผัว ฟักในฐานะลูกเลี้ยงของสมทรงพยายามถามถึงที่มาที่ไปของแม่เลี้ยง 

“ไม่รู้นางมาจากไหนเสียด้วย ถามทีไรตอบแต่กรุงเทพฯ คลองสาน กรุงเทพฯ คลองสาน” 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : www.thairath.co.th

ทุกวันนี้เราอาจจะนึกถึงคลองสานในภาพของย่านที่ตั้งห้างสรรพสินค้ามหาทุนนิยม ท่าเรือข้ามฟากที่มีของกินของขายหลากหลาย หลายคนนึกถึงโครงการ The Jam Factory ร้านหนังสือ ร้านกาแฟที่สุขสงบ 

แต่เมื่อเอ่ยถึงคลองสานในยุคก่อน คนส่วนใหญ่จะต้องนึกถึงโรงพยาบาลในตำนานอย่างโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ที่มีชื่อลำลองอันติดปากติดหูอย่าง ‘หลังคาแดง’ สถานที่แห่งนี้เป็นโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกของไทย และได้ชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลหลวงลำดับที่ 2 เกิดขึ้นหลักจากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลหลวงแห่งแรกเพียงไม่กี่ปี จนถึงขวบปีนี้ โรงพยาบาลหลังคาแดงแห่งคลองสานมีอายุถึง 131 ปีแล้ว 

ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต สำหรับเมืองจำลองดุสิตธานี ปกหลังของ ดุสิตสมิต ทุกเล่มมีคำประพันธ์ลงท้ายไว้ว่า

“ชมเราก็แทงคิว

ผิวะฉิวก็ซอร์รี่

แม้แม็ดมิคืนดี

ก็จะเชิญ ณ คลองสาน ฯ”

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า

บทกวีดังกล่าวบอกเป้าประสงค์ของหนังสือพิมพ์ที่จะลงบทความวิพากษ์วิจารณ์ผสมผสานการแซวบุคคลในราชสำนัก และเหน็บแนมว่าหากผู้ใดคิดเป็นจริงเป็นจังกับคำล้อเลียนนั้นถึงขั้น ‘แม็ด’ (Mad) ก็จะขอเชิญไป ‘คลองสาน’ ที่ตั้งของโรงพยาบาลหลังคาแดง ที่ในขณะนั้นมีชื่อเรียกว่าโรงพยาบาลคนเสียจริต แสดงถึงกิตติศัพท์อันเลื่องลือของสถานที่แห่งนี้

การตีตราของสังคมที่มีต่พฤติกรรมอันแตกต่าง ซ้อนประสานกับเรื่องเล่าลึกลับที่ระคนไปด้วยความไม่รู้พอๆ กับความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ภาพของคลองสานและหลังคาแดงแปดเปื้อนไปด้วยอคติเสมอมา ภาพความคลุมเครือของสถานที่แห่งนี้แจ่มแจ้งขึ้นมาหน่อยในนิทรรศการ ‘ฟิล์มกระจก : เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ ที่จัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) เราได้เห็นแวบหนึ่งของสถานที่ที่ผู้คนเรียกว่าโรงพยาบาลบ้าและเหล่า ‘คนบ้า’ ในหลืบมุมหนึ่งของกาลเวลา

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม 2

ย้อนกลับไปพิจารณา ความบ้า ความเสียสติ ความวิกลจริต ความผิดปกติทางจิต หรือเราจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ เราพบว่าอาการเหล่านี้มีเส้นทางอันยาวนาน และเหมือนจะอยู่คู่กับสังคมโลกมาตั้งแต่การกำเนิดขึ้นของมนุษยชาติ 

เรื่องราวของความบ้าปรากฏอยู่ในทุกอารยธรรม ในเบื้องแรกความเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานเหล่านี้มักถูกเชื่อมโยงเข้ากับศาสนาหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ มนุษย์ยุคแรกเชื่อว่าเป็นการดลบันดาลของสิ่งที่มองไม่เห็น ผู้ที่ถูกมองว่าบ้าอาจมีฐานะเป็นทั้งผู้วิเศษที่ติดต่อกับสิ่งลี้ลับได้ ในขณะเดียวกับคนบ้าบางคนก็ถูกมองว่าเป็นปีศาจร้ายที่ถูกวิญญาณชั่วสิงสู่ 

ร่องรอยของความพยายามที่รักษาความวิกลจริตปรากฏขึ้นตั้งแต่ 10,000 ปีที่แล้ว นักโบราณคดีค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสะพรึงกลัวว่า หัวกะโหลกจำนวนหนึ่งของมนุษย์โบราณที่พบในหลายภูมิภาคของโลก ต่างมีร่องรอยการเจาะรูบนกะโหลก สันนิษฐานกันว่าเป็นหลักฐานของการรักษาสุดสยองที่เรียกว่า Trepanning ที่มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ทำเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยอันรวมถึงอาการผีเข้าหรือความวิกลจริต โดยการใช้ของแข็งเจาะลงไปในกะโหลก ด้วยความเชื่อว่าเป็นการปลดปล่อยความกดดันหรือความชั่วร้าย 

หลายคนยังมีชีวิตต่อไปได้หลังจากการรักษานี้ และแน่นอนว่าผู้ป่วยจำนวนมากก็เสียชีวิตจากการรักษาวิธีนี้เช่นกัน เศษกะโหลกที่ได้จากการเจาะจะเก็บไว้ใช้เป็นเครื่องราง หัวกะโหลกที่ถูกเจาะนี้ค้นพบในประเทศไทยด้วยที่แหล่งโบราณคดีบ้านธาตุ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ไม่น่าเชื่อว่าวิธีการรักษานี้ใช้กันมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : images.immediate.co.uk
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
รายละเอียดจากภาพเขียน The Extraction of the Stone of Madness โดย Hieronymus Bosch แสดงให้เห็นถึงวิธีการรักษาด้วยการเจาะกะโหลก
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Trepanning

ในยุครุ่งเรืองของกรีกโบราณ ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) นายแพทย์ชาวกรีกผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก ตีความสาเหตุอาการทางจิตเวชต่างออกไป ฮิปโปเครตีสเสนอว่าความบ้าเป็นโรคภัยไข้เจ็บอย่างหนึ่ง ไม่ต่างไปจากโรคทางกายอื่นๆ ที่เกิดจากความไม่สมดุลของของเหลวในร่างกาย 

ของเหลว 4 ประการนี้ ได้แก่ เลือด น้ำดีดำ น้ำดีเหลือง และเสมหะ อันเป็นสิ่งที่บ่งถึงความร้อน ความเย็น ความชื้น และความแห้งในร่างกายมนุษย์ 

อย่างไรก็ดี การรักษาอาการเหล่านี้ยังเป็นการรักษาเชิงจิตวิญญาณ ผู้ป่วยต้องทำพิธีชำระร่างกายจิตใจในเทวสถาน และเข้าไปนอนในทางเดินใต้ดินของสถานที่นั้น เชื่อกันว่าเมื่อผู้ป่วยหลับ แอสคลีเพียส (Asklepois) เทพเจ้าแห่งการแพทย์จะมาปรากฏในฝันในรูปแบบของบุรุษ เด็ก งู หรือสุนัข มาสัมผัสผู้ป่วย และผู้ป่วยก็จะหายจากอาการคลุ้มคลั่งด้วยสัมผัสนั้น

วิธีการรักษาที่แพร่หลายอีกวิธีหนึ่งคือการกรอกเลือด (Bloodletting) ที่เริ่มมีใช้ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ ด้วยแนวคิดคล้ายๆ กันที่ว่าโรคภัยต่างๆ รวมถึงโรคจิตเวช เกิดจากเลือดเสียคั่งค้างอยู่ในร่างกาย การถ่ายเลือดเสียออกจากร่างกายจะทำให้อาการดีขึ้น 

ชาวต่างชาติที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาได้บันทึกว่า ในกรุงศรีฯ ก็มีการรักษาโดยการใช้ปลิงดูดเลือดผู้ป่วยออกด้วย สุนทรภู่ก็เคยกล่าวถึงวิธีการรักษาแบบนี้ไว้ใน นิราศพระประธม ในท่อนที่ว่า

“ถึงบางกอกกรอกเลือดให้เหือดโรค แต่ความโศกจะกรอกออกที่ไหน”

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : www.castlesandmanorhouses.com
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : www.researchgate.net

 การกรอกเลือดเป็นวิธีการรักษาที่เป็นที่นิยมทั่วไปจนมาเสื่อมความนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาของจิตเวชศาสตร์ไทย ได้เล่าเรื่องวิธีการกรอกเลือดรักษาในโลกตะวันตกสมัยก่อนว่า

“ถ้าผู้ป่วยหนุ่มแน่น ให้กรอกเลือดออกขยาดเก้าออนซ์ สามครั้ง โดยมีระยะห่างสามวัน จะช่วยลดความเพ้อคลั่งได้ ถ้ายังไม่หายให้จองจำ ล่ามโซ่ หรือชกต่อยกันหนักๆ ต่อไป”

บรรยากาศความหดหู่ของการรักษาดังกล่าวพาเราย้อนกลับไปยังกำเนิดของโรงพยาบาลจิตเวชในโลกตะวันตก ที่มีวิวัฒนาการมาจากอาศรมวิกลจริต (Lunatic Asylum) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 โรงพยาบาลนักบุญแมรีเบธเลเฮม (St Mary Bethlehem Hospital – ปัจจุบันใช้ชื่อว่า Bethlem Royal Hospital) ในมหานครลอนดอน ซึ่งแต่เดิมเป็นสถาพยาบาลและที่พำนักของผู้ยากไร้ได้กลายเป็นที่พำนักกักกันของผู้คนที่สังคมมองว่าบ้า ชื่อเล่นของโรงพยาบาลอย่าง Bedlam กลายเป็นชื่อเรียก ‘โรงพยาบาลบ้า’ โดยทั่วไป และยังกลายเป็นศัพท์ที่แปลว่าภาพอันโกลาหลอลหม่าน 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
โรงพยาบาล St Mary Bethlehem
ภาพ : en.wikipedia.org

สถานพำนักกึ่งกักกันรูปแบบนี้เกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ทั่วยุโรป มีลักษณะคล้ายกันคือกระเดียดไปทางคุกมากกว่าสถานพยาบาล มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ปราชญ์ชาวฝรั่งเศสคนสำคัญ วิเคราะห์ศึกษาความบ้าในแง่ปรากฏการณ์ทางสังคม ฟูโกต์อธิบายว่า เมื่อยุโรปเข้าสู่ยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 สังคมเชื่อมั่นและให้ความสำคัญยิ่งในเหตุผลและความสามารถของมนุษย์ ที่จะบรรลุสัจธรรมอันสูงสุดเพื่อนำโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

ความวิกลจริตที่เคยเชื่อมโยงกับเรื่องเชิงจิตวิญญาณถูกมองอย่างวิทยาศาสตร์ ให้กลายเป็นโรคทางการแพทย์อย่างสิ้นเชิง จิตเวชศาสตร์ (Psychiatry) จึงกำเนิดขึ้นในยุคนี้ คนบ้าซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับคนมีเหตุผลจึงสมควรถูกแยกออกไปจากสังคม ไม่ให้มาขัดขวางการดำเนินไปของยุคแห่งเหตุผล มิใช่เพียงผู้มีอาการทางประสาทอย่างเดียวเท่านั้นที่ถูกกักขัง ผู้ประพฤติผิดจารีตศีลธรรม คนไร้บ้าน คนเกียจคร้านไร้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และอาชญากรถูกจองจำไร้อิสระ

ภาพในอาคารทึบทึมแยกส่วนออกไปจากสังคมของผู้เจริญ ที่ Bedlam คนไข้อาการรุนแรงจะถูกขังไว้ในห้องมืดๆ เช่นในกรณีของผู้ป่วยชายนาม วิลเลียม นอร์ริส (William Norris) ที่ถูกแยกขังเดี่ยวและพันธนาการไว้ด้วยเครื่องกักขังเหล็กเป็นเวลากว่า 10 ปี ส่วนคนไข้ที่มีอาการสงบจะถูกบังคับให้ออกไปรับบริจาคตามท้องถนน

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
วิลเลียม นอร์ริส ผู้ถูกกักขังที่ Bedlam กว่า 10 ปี
ภาพ : Wellcome Collection

เมื่อความกระหายใคร่รู้ใน Bedlam เพิ่มมากขึ้น ทางโรงพยาบาลจึงสนองความต้องการของชาวลอนดอนโดยการเปิดให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาชมคนไข้ ไม่ต่างอะไรกับการไปชมสวนสัตว์ โดยเก็บค่าเข้าชม 1 เพนนี 

ในทศวรรษ 1750 โรงพยาบาล Bedlam มีผู้เข้าชมมากกว่าหมื่นคนต่อปี กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 2 ของชาวลอนดอน เป็นรองแค่เพียงมหาวิหารนักบุญพอล (St Paul’s Cathedral) เท่านั้น 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพพิมพ์โดย William Hogarth แสดงบรรยากาศความโกลาหลในโรงพยาบาล Bedlam 
ภาพ : en.wikipedia.org

กระทั่งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผู้คนเริ่มตั้งคำถามถึงวิธีการปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ โดยทางฝั่งฝรั่งเศส นายแพทย์ฟิลิป พิเนล (Philippe Pinel) เป็นหัวหอกในการปฏิวัติครั้งนี้ เขามองกว่ากักขังทารุณคนไข้และปฏิบัติกับคนเหล่านั้นเยี่ยงสัตว์เป็นวิธีการที่แสนจะไร้มนุษยธรรม ฟิเนลสั่งปลดโซ่ตรวนในสถานกักกันท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนในสังคม ฟิเนลพิสูจน์ให้เห็นว่าอิสรภาพ แสงสว่าง และความเมตตา ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชมีอาการดีขึ้นได้

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า

ประจวบกับฝั่งอังกฤษ มีกษัตริย์นามว่าพระเจ้าจอร์จที่ 3 (George III) ทรงประสบภาวะสติวิปลาสในปั้นปลายพระชนม์ชีพ เมื่อพระชนมพรรษา 50 ทรงสูญเสียความเข้าใจในเหตุผล พระเนตรมืดบอดลง และเริ่มสูญเสียความทรงจำ พระองค์ทรงได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับคนป่วยทั่วไปในสมัยนั้น คือถูกล่ามไว้ในที่กักขังในปราสาทวินด์เซอร์ 

มีบันทึกว่าในวันคริสตมาส ค.ศ. 1819 พระองค์ตรัสไม่เป็นภาษานานติดต่อกันถึง 58 ชั่วโมง หลังจากทุกข์ทรมานจากความวิกลจริตถึง 10 ปี ก็สวรรคต สภาวะที่น่าสมเพชเวทนาของกษัตริย์ทำให้ผู้แวดล้อมพระองค์ตลอดจนประชาชนทั่วไปมองเห็นความโหดร้าย และเริ่มปรับปรุงการดูแลแบบการกักกันให้กลายเป็นการรักษาที่มีมนุษยธรรมในที่สุด

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
พระเจ้าจอร์จที่ 3 เมื่อแรกขึ้นครองราชย์ ภาพเขียนโดย Allan Ramsay ค.ศ. 1762
ภาพ : en.wikipedia.org
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
พระเจ้าจอร์จที่ 3 ในบั้นปลายพระชนมชีพ ภาพพิมพ์โดย Henry Meyer
ภาพ : en.wikipedia.org

 อ้อมโลกกันมานาน ถึงเวลากลับมาสำรวจความวิกลจริตในสยามประเทศกันบ้าง ในพงศาวดารสยามมีการกล่าวถึงเจ้านายหลายพระองค์ที่มีพระอาการสติวิปลาส เช่นในกรณีระดับตำนานอย่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จารึกตำรายาที่วัดราชโอรสารามในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็กล่าวถึงอาการป่วยอย่างหนึ่งที่แพทย์แผนปัจจุบันอาจมองว่าเป็นอาการทางจิตเวชไว้ว่า 

“อันว่าลมหทัยวาตกำเริบนั้น คือพัดดวงหทัยให้ระส่ำรสาย คลุ้มดีคลุ้มร้าย แลมักขึ้นโกรธให้หิวโหยหาแรงมิได้”

ต่อมาในสมัยต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศเรื่องมิให้ละทิ้งคนเสียจริต (คำว่า ‘จริต’ นอกจากจะมีความหมายว่ากิริยาอาการ ยังมีความหมายว่าความประพฤติปกติ ‘เสียจริต’ จึงอาจหมายถึงภาวะที่คนเราเสียความเป็นปกติไป) 

ประกาศฉบับนี้มีเนื้อความส่วนหนึ่งว่า 

“ถ้าญาติพี่น้องบุตรหลานบ่าวทาสของผู้ใด แลลูกวัดคฤหัสถ์สามเณรศิษย์ของพระองค์ไร เสียจริตเปนบ้าคลุ้มคลั่งฤๅคลุ้มดีคลุ้มร้ายเปนคราวๆ มีอยู่ ก็ให้ผู้นั้นเอาใจใส่รักษาพยาบาลกักขังระวังให้แน่นหนามั่นคง อย่าปล่อยให้เที่ยวไปมาตามลำพังได้” 

นี่ก็คล้ายกับแนวคิดเรื่องการกักขังคนวิกลจริตไว้ไม่ให้ออกมาปะปนในสังคมของผู้เจริญ อย่างที่ชาวตะวันตกเชื่อกันมาแต่ก่อน

 ความรู้เรื่องโรงพยาบาลจิตเวชเผยแพร่สู่สาธารณชนสยามครั้งแรกโดยมิชชันนารีคนสำคัญอย่างหมอบรัดเลย์ในหนังสือพิมพ์ บางกอกรีคอร์เดอร์ เมื่อ พ.ศ. 2409 ในเนื้อหาที่ว่า 

“ในประเทศยุโรปนั้น ถ้าเป็นบ้าแล้วจะมีธรรมเนียมให้กักขังรักษาไว้แต่โดยดี แลให้บำรุงใจคอสบายชื่นมื่นอย่าให้คนบ้าลำบาก คนบ้าก็กลับหายจากบ้าโดยมาก อันจะปล่อยคนบ้าไว้แต่ลำพังนั้น ก็มังจะเกิดความวุ่นๆ วายๆ บางทีคนบ้าไปเที่ยวทิ่มแทงฆ่าฟันคน ทิ้งไฟเผาเย่าเรือน กระทำให้บ้านเมืองเปนอันตรายต่างๆ จะไว้ใจคนบ้านั้นมิได้ จึ่งมีธรรมเนียมในประเทศยุโรปแลอเมริกา เมื่อเหนผู้ใดเปนบ้าแน่แล้ว ก็เอาตัวไปไว้ที่หัศปิตัล แปลเปนไทยว่าที่รักษาโรคต่างๆ” 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 5 แผ่นดิน

คำทับศัพท์ที่สะกดอย่างหรูว่า ‘หัศปิตัล’ ทำให้เห็นว่าคำว่า ‘โรงพยาบาล’ ยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น

ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยุวกษัตริย์พระชนมพรรษา 17 พรรษาเสด็จฯ ประพาสสิงคโปร์และหัวเมืองมลายู เป็นการเสด็จฯ ต่างประเทศครั้งแรก ได้ทรงเยือนสถานที่น่าสนใจอย่างมิวเซียม โรงกลั่นน้ำโซดา โรงโอเปรา สวนพฤกษศาสตร์ คุกขังนักโทษ รวมไปถึงโรงพยาบาลคนเสียจริตด้วย 

หลักจากนั้นเกือบ 20 ปี โรงพยาบาลคนเสียจริตแห่งแรกของไทยก็ตั้งขึ้นที่คลองสาน เมื่อ พ.ศ. 2432 ที่ตั้งแรกสุดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยดัดแปลงบ้านเก๋งจีนของ พระยาภักดีภัทรากร (เกงซัว ภัทรนาวิก) ให้กลายเป็นโรงพยาบาล

เมื่อแรกตั้งโรงพยาบาลมีผู้ป่วยเพียง 30 คนเท่านั้น แต่เพียงในปีแรกของการทำการก็มีคนไข้มารักษาถึง 820 คน จากบันทึกของโรงพยาบาลจนถึง พ.ศ. 2447 พบว่าเพียง 17 ปีแรกของการก่อตั้ง มีคนเสียจริตเข้ามารักษาเป็นจำนวนถึง 19,576 ราย ประกอบไปด้วยคนทุกชนชั้น ตั้งแต่ราษฎรไปจนถึงเจ้านาย ด้วยมีรายชื่อคนไข้คือ หม่อมเจ้าสุวรรณ ใน กรมหมื่นพิศาลบวรศักดิ์ เข้ามารักษาในโรงพยาบาลคนเสียจริตเป็นเวลาหลายเดือนด้วย

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพจำลองบ้านพระยาภักดีภัทรกร (เจ้าสัวเกงซัว) ที่ใช้เป็นโรงพยาบาลคนเสียจริตแห่งแรก จินตนาการขึ้นจากแผนผังและข้มูลวิจัย 
ภาพ : หนังสือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 5 แผ่นดิน

หลวงวิเชียรแพทยาคม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเสียจริต เล่าถึงบรรยากาศในโรงพยาบาลเมื่อท่านยังเด็กไว้ว่า 

“ขอสารภาพว่าไปรู้จักด้วยความซน คือไปขึ้นต้นหว้าหลังโรงพยาบาลดูคนไข้แก้ผ้าเปลือยกายนอนตากแดด ดูเขามัดล่ามโซ่ติดกับเสา ติดกับลูกกรงเหล็ก ไปฟังคนไข้ด่า ร้องเพลงหยาบๆ คายๆ ซึ่งสนุกไปตามภาษาเด็ก” 

ทำให้เราพอจะเห็นความเป็นไปของสถานที่แห่งนี้ ใน พ.ศ. 2453 นายแพทย์ไฮเอ็ต (Dr.H Campbell Highet) เจ้ากรมสุขาภิบาล เขียนรายงานการตรวจโรงพยาบาลคนเสียจริตความว่า 

“ในจำนวนคนไข้ทั้งหมดเปนชาย 264 หญิง 32 มีอาการคลั่งร้ายแรงอาจทำอันตรายได้ถึง 54 คน ต้องแยกขังไว้ต่างหาก แต่ห้องแยกมีน้อย จึงต้องขังรวมคนอื่นซึ่งยัดเยียดทำร้ายกันเสมอ มีหลายคนนำมาล่ามโซ่ไว้กับพื้นกระดานเช่นเดียวกับสัตว์ที่ดุร้าย ห้องหลายห้องชำรุดและรักษาความสะอาดไม่ได้จนมีผู้ป่วยเป็นโรคลำไส้มาก โรงพยาบาลนี้ชำรุดน่าอับอายอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าเองไม่สามารถสรรหาคำพูดที่แรงพอเพื่อแสดงว่าอับอายและขยะแขยงเพียงใด”

ด้วยความแออัดและความชำรุดทรุดโทรมที่ไม่อาจฟื้นฟูขึ้นได้ โรงพยาบาลคนเสียจริตได้ย้ายขยับขยายมาตั้งยังสถานที่ที่เป็นโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบันเมื่อต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และสถานที่นี่เองที่ปรากฏในฟิล์มกระจกหลายภาพ ตำนานหลังคาแดงเกิดขึ้นในยุคนี้ดังที่หลวงวิเชียรแพทยาคมอธิบายว่าเป็รความคิดของ นายแพทย์คาธิวส์ (Dr.M Cathews) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเสียจริตคนแรก 

“สังกะสีที่มุงหลังคา หมอได้สั่งสีแดงจากห้างๆ หนึ่งเป็นสีค้างสตอกคงหลายปีมาแล้วจนสีนั้นแห้งแต่คุณภาพยังดี แต่ซื้อได้อย่างราคาถูกมาก แล้วก็ซื้อน้ำมันผสมสีมาผสมใช้ทาหลังคาเพื่อกันสังกะสีจะเกิดสนิมเท่านั้น แต่ได้บอกไว้แล้วว่าโรงเรือนในโรงพยาบาลนี้มีมากหลัง เมื่อลงสีแดงทั่วหมดเมื่อใครผ่านหรือเข้าไปในโรงพยาบาลก็จะเห็นเป็นสีแดงไปหมดทั้งโรงพยาบาล เพราะโรงเรือนเหล่านี้เป็นอาคารเตี้ยๆ ก็มองเห็นใกล้ตาคนพบเห็นได้ถนัน แต่เรื่องนี้ชาวต่างประเทศมาพบเห็นกลับชมว่าสวยดี เพราะโรงพยาบาลเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว เมื่อตัดกับหลังคาสีแดงจะเห็นเด่นงามดี” 

หมอคาธิวส์ยังเป็นผู้ดำริให้ปลูกต้นไม้ใหญ่หลากชนิดให้รื่นครึ้มทั่วบริเวณโรงพยาบาล ด้วยความคิดที่ว่าธรรมชาติจะช่วยบำบัดผู้ป่วยด้วยอีกทาง ต้นไม้พันธุ์แปลกหลายชนิดปลูกอยู่ที่นี่เป็นที่แรก จนเจ้านายและคหบดีผู้เป็นนักเลงต้นไม้สมัยนั้นต้องมาดูต้นไม้ใหญ่ที่สวยและแปลกที่โรงพยาบาลแห่งนี้

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม 2

จากภาพฟิล์มกระจก เราจะเห็นคลองเล็กที่เป็นเส้นทางสัญจรมายังโรงพยาบาลในสมัยนั้น แลเห็นสิงโตจีนที่นอกจากจะใช้เป็นหลักผูกเรือแล้ว ยังมีเรื่องเล่าว่าญาติและผู้ป่วยมักจะกราบไหว้สิงโตและบนบานให้หายโรค ในภาพอื่นเราจะเห็นผู้ป่วยชายหญิงในชุดเครื่องแบบ ที่ตรงกับบันทึกของโรงพยาบาลสมัยนั้นที่ว่า ผู้ป่วยหญิงจะสวมเสื้อคอกลมสีขาว นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินหรือผ้าถุงสีกรมท่า ส่วนผู้ป่วยชายแต่งชุดกากี หรือเสื้อขาวกับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ถ้าสติดีจะนุ่งกางเกงจีนขายาวสีดำ 

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา 5 แผ่นดิน

การรักษาดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลคนเสียจริตเจริญก้าวหน้าไปพร้อมกับมุมมองและเทคโนโลยีทางการจิตเวชศาสตร์สากล ใน พ.ศ. 2475 โรคพยาบาลคนเสียจริตเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลโรคจิตต์ ธนบุรี เพื่อลดการตีตราของสังคม และเมื่อผู้คนตีตราให้กับคำว่า ‘โรคจิต’ อีก สถานที่นี่จึงเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง เป็นโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาตามชื่อของถนนที่ตั้ง ปัจจุบันมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ตั้งอยู่ ณ สถานที่เดิมที่ผู้คนเคยแลเห็นหลังคาสีแดงและเลื่องลือกันไปต่างๆ นานามิรู้จบ

ประวัติศาสตร์การรักษาอาการจิตเวชในไทย จากเจาะกะโหลกคนไข้ถึง หลังคาแดง, โรงพยาบาลบ้า
ภาพ : หนังสือ ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เล่ม 2

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ใน ค.ศ. 2017 Samsung เผยสถิติที่น่าสนใจว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่งจะถ่ายภาพตนเองโดยเฉลี่ยเป็นจำนวนถึง 25,000 ภาพ และใน ค.ศ. 2014 Google Statistics เสนอว่าในปีนั้นมีภาพเซลฟี่เกิดขึ้นทั่วโลกประมาณวันละ 93 ล้านภาพ ถ้าหากเรายังใช้กล้องฟิล์มกันอยู่ล่ะก็ จะต้องใช้ฟิล์มถึง 2,583,333 ม้วนต่อวันเลยทีเดียว

ทุกวันนี้เมื่อเลื่อนปราดผ่านฟีดในสื่อโซเชียลทั้งหลาย เราเห็นภาพถ่ายบุคคลทั้งเซลฟี่บ้าง ไม่เซลฟี่บ้าง จำนวนนับไม่ถ้วน รูปเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ราวกับเป็นแบบปฏิบัติไปแล้วว่า เมื่อมีใครสักคนยกกล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมถ่ายภาพ ผู้ถูกถ่ายก็จะแย้มยิ้มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าเขาหรือเธอจะอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหนก็ตาม

ก่อนค่านิยม Say Chesse จะมาถึง เมื่อกลับไปสำรวจภาพถ่ายโบราณทั้งของไทยและเทศ เรากลับไม่ค่อยพบรอยยิ้มพิมพ์ใจเหล่านั้น บรรพบุรุษของเราในภาพขาวดำมักแสดงสีหน้าเรียบเฉย ใช่ว่าท่านเหล่านั้นจะไร้สุขทุกข์ตรมกว่าพวกเราเสียเมื่อไร ภายใต้ภาวะไร้รอยยิ้มและการค่อยๆ ปรากฏขึ้นของรอยยิ้มในภาพถ่ายจะพาเราไปสำรวจค่านิยมทางวัฒนธรรมที่กำกับการแสดงออกของสีหน้าท่าทางยามถ่ายรูป ตั้งแต่ยุคกำเนิดกล้องถ่ายภาพ จนกระทั่งยุคสมัยที่เราทั้งผลิตและเสพภาพเซลฟี่จำนวนมหาศาลในทุกวันนี้

กล้องถ่ายภาพที่ทำสำเนาสิ่งที่สายตามนุษย์แลเห็นออกมาเป็นภาพบนระนาบสองมิติได้เกิดขึ้นราว ค.ศ. 1820 (เทียบเป็น พ.ศ. คือราว พ.ศ. 2360) ในทศวรรษเดียวกันนั้นเองนวัตกรรมนี้ก็เข้ามายังสยาม ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศส

ในเบื้องแรกการถ่ายรูปไม่เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ชาวไทย ด้วยความเชื่อเชิงมนตราอาถรรพ์ว่า การจำลองภาพของตนเองออกมาอาจเป็นการแยกวิญญาณออกมาจากร่าง (อาจจะคล้ายๆ กับการสร้าง Horcrux ของ Lord Voldemort ในวรรณกรรม Harry Potter) ทำให้อายุสั้นลง หรือรูปดังกล่าวจะเป็นสื่อแทนตนให้ผู้อื่นนำไปทำคุณไสยได้ 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เมื่อการถ่ายรูปเริ่มเข้ามาในสยามนั้น “คนแก่ๆ ก็ยังมีความรังเกียจกันมาก” (จากพระราชนิพนธ์ พระราชพิธี 12 เดือน) เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในพระหัตถเลขา (สาส์นสมเด็จ) “เมื่อแรกมีช่างถ่ายรูปฉายาลักษณ์เข้ามา มิใคร่มีใครยอมให้ถ่าย ด้วยเกรงว่าจะเอารูปไปใช้ทำร้ายด้วยกฤตยาคม… มีใครอีกคนหนึ่ง หม่อมฉันลืมชื่อไปเสียแล้ว ไปถ่ายรูปที่ร้านนายจิตร นายจิตรถ่ายเป็นรูปครึ่งตัว เจ้าของเห็นเข้าก็ตกใจตีโพยตีพายว่าจะตัดตัวให้เป็นอันตราย ทูลหม่อมไม่ทรงถือ ทั้งถ่ายรูปและปั้นรูปก่อนคนอื่น”

‘ทูลหม่อม’ ในพระหัตถเลขาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชดำริก้าวหน้า พระองค์ทรงสนใจนวัตกรรมจากตะวันตกรวมไปถึงการถ่ายภาพ ในรัชกาลของพระองค์ได้โปรดให้ช่างภาพชาวตะวันตกเข้ามาฉายพระรูปหลายครั้ง 

และพระองค์ยังทรงใช้ภาพถ่ายในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของพระองค์เอง โดยส่งภาพถ่ายในระบบดาแกร์โรไทป์ (Daguerreotype-เทคนิคการถ่ายภาพในสมัยแรกเริ่ม เป็นการฉายภาพลงบนแผ่นโลหะ ไม่สามารถทำสำเนาอีก)  ไปมอบให้ผู้นำประเทศมหาอำนาจในยุคนั้น อย่างสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ และประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นการเผยโฉมหน้าที่แท้เที่ยงของผู้นำสยามเป็นครั้งแรก ซึ่งในยุคนั้นเปรียบได้กับโฉมหน้าของรัฐ การส่งภาพถ่ายไปเป็นของขวัญแสดงถึงความภาคภูมิในอารยธรรมของและอัตลักษณ์ตนเอง ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงความสามารถในการเปิดรับและสรรหาประดิษฐกรรมใหม่เข้ามาใช้ในการนิยามความก้าวหน้าของประเทศอีกทางหนึ่ง

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย
ภาพ : Royal Collection Trust
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ
Collection ของ National Museum of American History
ภาพ : สถาบัน Smithsonian

เอนก นาวิกมูล ให้ข้อมูลเรื่องการถ่ายรูประบบดาแกร์โรไทป์ไว้ในหนังสือ ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย ไว้ว่า “ความไวแสงยังด้อย เวลาจะถ่าย ต้องให้คนนิ่งๆ ทีละครึ่งชั่วโมง ในต่างประเทศมีแกนเหล็กให้พิงคอเอาไว้แก้เมื่อยและกันไม่ให้เคลื่อนไหว” หลายปีก่อนสำนักพิมพ์ River Books จัดนิทรรศการ “สยามผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน (John Thomson)” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ในครั้งนั้นได้ขยายภาพจากฟิล์มกระจกต้นฉบับที่เก็บไว้ ณ Wellcome Collection ประเทศอังกฤษ ออกมาเป็นภาพขนาดใหญ่ เป็นที่น่าสังเกตว่าในภาพถ่ายบุคคลหลายๆ รูปจะเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอตั้งอยู่ด้านหลังผู้เป็นแบบด้วย ทำให้เรารู้ว่าสิ่งประดิษฐ์นี้ได้นำเข้ามาใช้ในสยามเช่นกัน แม้ว่าจอห์น ทอมสัน จะไม่ได้ถ่ายภาพด้วยระบบดาแกร์โรไทป์แล้ว วิธีการถ่ายภาพฟิล์มกระจก ด้วยเทคนิค Wet Collodion Process On Glass ก็ยังต้องให้ผู้เป็นแบบนิ่งไว้เป็นเวลาหลายนาที เมื่อต้องค้างอากัปกริยาไว้ในท่าทางหนึ่งเป็นเวลานาน นี่เองอาจเป็นเหตุผลแรกที่ไม่เอื้อให้เกิดรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
United States Library of Congress แสดงภาพช่างภาพกำลังถ่ายภาพตนเอง ในรูปนี้นอกจากเราจะเห็นอารมณ์ขันและเทคนิคการตกแต่งภาพยุคแรกแล้ว ยังแลเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอที่ใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบในการถ่ายภาพยุคแรกอีกด้วย
ภาพ : loc.gov
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระเก้าอี้
ภาพ :  Wellcome Collection
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระเยาว์ ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระบาท
ภาพ : Wellcome Collection

อีกหนึ่งเหตุผลที่มักจะหยิบยกมาพูดกันคือเรื่องสุขภาวะทันตกรรมที่ยังล้าหลัง ในสมัยนั้นผู้คนทุกชนชั้นมีปัญหาเรื่องฟัน จึงมีผู้สันนิษฐานว่าเมื่อต้องถ่ายภาพก็ไม่อยากจะแย้มยิ้มเผยให้เห็นฟันที่ขี้ริ้วขี้เหร่ (หรือความจริงที่ว่าไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลย) แต่นักประวัติศาสตร์จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับเหตุผลข้อนี้ 

จริงอยู่ว่าเทคโนโลยีทันตกรรมที่พัฒนาขึ้นทำให้เกิดรอยยิ้มมากขึ้นทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตประจำวัน แต่สุขภาวะทันตกรรมที่ไม่ก้าวหน้าก็มิได้เป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำรอยยิ้มในภาพถ่ายไม่เกิดขึ้น สิ่งประประดิษฐ์ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างฟันปลอมก็มีใช้มาอย่างยาวนาน 

ชาวอีทรัสกัน (Etruscans) ประดิษฐ์ฟันปลอมขึ้นตั้งแต่ 2,700 ปีที่แล้ว บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) มีฟันปลอมอย่างน้อย 4 ชุด เขาเริ่มใช้ฟันปลอมตั้งแต่ ค.ศ. 1781 (เทียบได้กับ พ.ศ. 2324 ก่อนกำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์ 1 ปี) โดยฟันปลอมเหล่านั้นทำมาจากเขี้ยวฮิปโป งาช้าง หรือแม้กระทั่งฟันจริงๆ ของทาส

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ฟันปลอมของประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน
ภาพ : Library of Congress

ข้ามมาที่ฝั่งไทย แหม่มแอนนา (Anna Leonowens) ผู้โด่งดังเขียนถึงความลับประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า “พระองค์สูญพระทนต์ทั้งปากตั้งแต่เด็ก และสวมใส่พระทนต์ปลอมทำจากไม้ฝาง อันเป็นความลับที่พระองค์เก็บไว้อย่างหวงแหนที่สุดตราบจนวันสวรรคต” (จากหนังสือ English governess at the Siamese court)  เอนก นาวิกมูล ยังกล่าวในหนังสือ เรื่องประหลาดเมืองไทย ว่ารัชกาลที่ 4 ทรงมีพระทนต์ปลอมไม่ต่ำกว่า 3 ชุด

ก่อนจะมีรูปถ่าย มนุษย์พยายามถ่ายทอดภาพลักษณ์ของตัวเองออกมาด้วยการวาดภาพมานับร้อยนับพันปี เมื่อการถ่ายภาพมาถึง แบบแผนธรรมเนียมของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย และนี่เองคือคำอธิบายที่มีน้ำหนักที่สุดของคำถามที่ว่า ทำไมเราจึงไม่เห็นรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ในอดีตผู้มีอำนาจ (และมีทรัพย์) ว่าจ้างจิตรกรฝีมือดีมาวาดภาพเหมือนเพื่อประกาศอำนาจทางเศรษกิจ (งานศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือยมีราคาค่างวดมาก ยิ่งถ้าได้ศิลปินดังค่าตัวสู่งลิ่วมาวาดให้ยิ่งการันตีอำนาจด้านนี้) วัฒนธรรม (ความรุ่มรวย มีอารยะ มีรสนิยม มีหน้ามีตา) และการเมือง (ภาพเหมือนสามารถตั้งไว้หรือส่งไปที่ต่างๆ เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของผู้เป็นแบบ)

Portrait หรือภาพเหมือนจึงต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ที่เป็นทางการของผู้ว่าจ้าง การวาดภาพเหมือนจึงเหมือนกับการบันทึกชีวิตทั้งชีวิตและเกียรติประวัติทั้งหมดทั้งมวลของผู้เป็นแบบให้อยู่ในภาพเดียว และภาพนั้นจะเป็นภาพแทนที่ผู้คนจะจดจำตลอดไป ผู้เป็นแบบจึงต้องอยู่ในท่าทางที่เป็นทางการที่สุด ผ่านการคิดและจัดแต่งอย่างพิถีพิถัน จิตรกรพร้อมปรับปรุงตกแต่งองค์ประกอบที่บกพร่องด้วยฝีแปรง ไม่ต่างอะไรกับการรีทัชใน Photoshop ในทุกวันนี้ 

รอยยิ้มไม่ปรากฏอยู่ในภาพเหมือน เพราะนอกจากถูกตีความว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่เป็นทางการแล้ว
ค่านิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุโรปยังเห็นว่าการยิ้ม โดยเฉพาะยิ้มกว้างหรือยิ้มที่เผยให้เห็นฟันเป็นอากัปกริยาที่ต่ำช้า ยิ้มกว้างแสดงถึงความยากจน ความลามก ความยั่วยวน ความบ้า ความเมามาย ความไร้เดียงสา และความตลกไร้สาระ 

Jean-Baptiste de La Salle นักบุญชาวฝรั่งเศสเขียนหนังสือทำนอง ‘สมบัติผู้ดี’ (The rules of christian decorum and civility) ตีพิมพ์เมื่องต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “บางบุคคลนั้นเผยริมฝีปากบนขึ้นสูง… จนเกือบจะทำให้มองเห็นฟันได้ทั้งหมด นี่ช่างตรงข้ามกับสมบัติผู้ดีที่ไม่อนุญาตให้เราเผยฟันของเราออกมา ก็ด้วยเพราะธรรมชาตินั้นประทานริมฝีปากมาให้เราสำหรับปกปิดฟันเหล่านั้นอยู่แล้ว”

ด้วยค่านิยมนี้ ภาพวาดชื่อ Amor Vincit Omnia “Love Conquers All” ของ คาราวัจโจ (Caravaggio) จึงขึ้นชื่อว่าอื้อฉาวเพราะแหวกทั้งขนบการวาดภาพและขนบจริยธรรมอันดีงาม คิวปิดหนุ่มน้อยเปล่าเปลือยล่อนจ้อนกำลังส่งยิ้มจนเห็นฟัน 

ศิลปินจงใจเล่นกับเส้นแบ่งของความไร้เดียงสาและการยั่วยวน นักประวัติศาสตร์ศิลปะตีความว่าภาพนี้เป็นการเฉลิมฉลองให้กับความรัก โดยเฉพาะกับความรักของเพศเดียวกันที่เป็นเรื่องผิดจารีตในสมัยนั้น อีกหนึ่งรอยยิ้มในภาพวาดที่แม้จะมิได้ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน แต่ยิ้มกระหยิ่มน้อยๆ ของ Monalisa ก็สร้างความฉงนฉงายให้ผู้คนตีความกันไปต่างๆ นานามิรู้จบ อาจเป็นเพราะยิ้มน้อยๆ (ที่แหวกขนบ) ของเธอหรือไ่ม่ ที่ทำให้ภาพนี้แตกต่างและเป็นที่จดจำที่สุดในโลกศิลปะ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
“Amor Vincit Omnia” Michelangelo Merisi da Caravaggio
ภาพ : www.arteworld.it
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
Mona Lisa โดย Leonardo da Vinci สีในภาพนี้ถูกปรับแต่งตามข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ศิลปะให้คล้ายคลึงกับสีของภาพวาดเมื่อแรกวาด
ภาพ : commons.wikimedia.org

เมื่อการถ่ายภาพเข้ามารับช่วงต่อจากการวาดภาพเหมือน แบบแผนความเป็นทางการและความเป็นพิธีการรวมถึงสุนทรียศาสตร์ของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดองค์ประกอบ ท่าโพส และแน่นอนที่สุด การแสดงออกถึงความรู้สึกทางสีหน้าท่าทาง ด้วยเหตุนี้รอยยิ้มจึงไม่ปรากฏในภาพถ่ายยุคแรก

ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยและความเป็นทางการในท่าทาง ในแง่นี้ภาพถ่ายยุคแรก (หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายในปัจจุบัน) จึงอาจจะไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของผู้ถูกถ่าย เพราะมีขนบหรือค่านิยมมากกมายเข้ามากำกับเราไว้ (แม้กระทั่งค่านิยมการยิ้มเมื่อถูกถ่ายรูปในปัจจุบันด้วยใช่หรือไม่) 

ดังที่โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักทฤษฎีวรรณคดีและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในประสบการณ์การถ่ายรูปไว้ว่า เมื่อถูกเฝ้ามองโดนเลนส์ (Observed by the lens) เขาก็ได้สถาปนาตัวตนในกระบวนการของ ‘การโพส’ (Constitute myself in the process of ‘posing’) ซึ่งเป็นการสร้างอีกหนึ่งร่างขึ้นมาใหม่ (Make another body for myself) ในภาวะนั้นเขาได้เปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นภาพโดยล่วงหน้าไปแล้ว (I transform myself in advance into an image ข้อเขียนจาก Camera lucida : Reflections on Photography)

เมื่อกลับมาพิจารณาภาพเก่าๆ ในประวัติศาสตร์ไทย จะเห็นว่าภาพถ่ายบุคคลที่ปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ล้วนดำเนินไปตามขนบค่านิยมแบบตะวันตก ผู้คนในภาพถ่ายล้วนมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการแย้มยิ้ม แต่ก็มีภาพถ่ายบุคคลจำนวนหนึ่งที่เราจะเห็นรอยยิ้มอยู่ในนั้น เช่นภาพของคนัง เงาะป่าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชุบเลี้ยงไว้ในวัง 

รอยยิ้มในภาพถ่ายของคะนังอาจบอกได้ว่าเขาถูกมองอย่างไรในสายตาของราชสำนัก ข้อแรกคือแตกต่างจากไปจากภาพถ่ายเจ้านายทั้งหลายที่อยู่ในอิริยาบถงดงาม พระพักตร์เรียบเฉย อันเป็นแบบแผนปฏิบัติของผู้ดี ในรูปถ่ายของคนังเราจะเห็นว่ามีทั้งยิ้มน้อยๆ จนไปถึงยิ้มกว้างจนเห็นฟัน คนังอาจละเมิดแบบแผนในการถ่ายภาพได้ เพราะเขาไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในความเป็นผู้ดีนั้น อีกข้อหนึ่งคือการรับรู้เรื่องเงาะป่าในราชสำนักสยามผูกติดมากับภาพจำของ ‘เงาะป่าบ้าใบ้’ ในวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งเงาะป่าในเรื่องถูกมองว่ามีรูปลักษณ์ประหลาดมีกิริยาน่าขัน คนังจึงอาจถูกคาดหวังให้ยิ้มออกมาทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตจริง มากกว่าที่จะทำสีหน้าเรียบเฉยด้วยซ้ำ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่องเงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : www.thaiglassnegative.com

ภาพถ่ายพร้อมรอยยิ้มของคนังเป็นที่ชื่นชอบในราชสำนักและเป็นที่ชื่นชอบของคนังเองด้วย ในปลาย พ.ศ. 2448 รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ถ่ายรูปคนังพิมพ์ขายที่ร้านถ่ายรูปหลวงในงานวัดเบญจมบพิตร โดยขายแผ่นละ 3 บาท ซึ่งเป็นราคาที่แพงมากในสมัยนั้น แต่ก็ปรากฏว่าขายดิบขายดี ผู้คนอยากได้กันมาก กระทั่งจบงานรูปคนังขายได้เกือบ 400 รูป รัชกาลที่ 5 ทรงแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งถวายวัด ส่วนหนึ่งเป็นค่ากระดาษน้ำยาพิมพ์รูป และคนังได้รับค่าตัวเกือบ 400 บาทในการเป็นนายแบบในงานนี้

คนังยังนึกถึงถิ่นที่จากมาและประสงค์จะส่งภาพถ่ายตนเองไปให้ญาติพี่น้อง รัชกาลที่ 5 ทรงรับเป็นธุระให้โดยมีพระราชหัตถเลขาไปถึงพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ว่า “ด้วยอ้ายคนังฝากรูปไปให้พี่น้อง ได้ส่งออกมาด้วยแล้ว ถ้ามีช่องทางที่ใครไปตรวจราชการที่นั้น ขอให้นำส่งให้มันด้วย”

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่อง เงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย

ท่ามกลางบรรดาภาพถ่ายเจ้านายในสมัยรัชกาลที่4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่แทบจะไม่ปรากฏรอยยิ้มโดยเฉพาะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเลย หนึ่งรอยยิ้มที่ปรากฏคือรอยแย้มพระสรวลของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ซึ่งปรากฏทั้งภาพแย้มพระสรวลและภาพแลบพระชิวหา ซึ่งอาจจะบอกเล่าบุคลิกอัธยาศัยของพระองค์ได้ 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกถึงเจ้านายพระองค์นี้ไว้ว่า “นิสัยกรมหลวงประจักษ์เปนคนชอบล้อคนอื่น และทำให้เขาถูกเยาะได้เปนพอใจ, ชอบแกล้งคนโดยวิธีต่างๆ อยู่เสมอๆ” ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็บันทึกไว้ว่า “กรมประจักษ์คลั่งล้อคนเรื่องเมียๆ” 

เหตุการณ์ล้อเล่นที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นที่รัชกาล 6 บันทึกไว้ว่า “ในระหว่างเวลาไปยุโรปได้ไปทำสกะปรกต่างๆ มาก, และที่จัญไรที่สุดคือได้ไถ่ปัสสาวะลงในแก้วน้ำเสวย” ทั้งรอยยิ้มในภาพถ่ายและการกระทำของเจ้านายพระองค์ละเมิดแบบแผนความเป็นเจ้านายในสมัยนั้น (รัชกาลที่ 6 ทรงมองว่าสิ่งเหล่านี้คือความชั่ว ถึงกับบันทึกเป็นหัวข้อชื่อ “ความชั่วต่างๆ ของกรมหลวงประจักษ์” ในพระราชนิพนธ์ ประวัติต้นรัชกาลที่ 6) ทำให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงถูกลงโทษมิให้เข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 5 เป็นการส่วนพระองค์อีก 

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย

ในโลกตะวันตก รอยยิ้มเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในภาพถ่ายตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1920 หลังจากที่กล้องถ่ายภาพถือกำเนิดขึ้นมา 1 ศตวรรษ เมื่อการถ่ายภาพเริ่มแพร่หลายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและถ่ายได้ในทุกสถานการณ์ ความเป็นทางการและบรรยากาศขึงขังของการถ่ายภาพในสตูดิโอเริ่มเสื่อมถอยลง ผู้คนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับการถ่ายถาพมากขึ้น สังคมสยามก็เช่นเดียวกัน ในภาพถ่ายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา เราจะเห็นรอยยิ้มมากขึ้นในภาพถ่าย

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6 จากนิทรรศการฉัฐรัช : พัสตราภรณ์ – ย้อนมองอาภรณ์สตรีสยาม แลตามแฟชั่นโลก
โดยกรมศิลปากร มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมูลนิธิเพชรรัตน์-สุวัทนา
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพเจ้าพระยารามราฆพ ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 6
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ


อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอยยิ้มแพร่หลายในภาพถ่ายมากขึ้นที่เราอาจคาดไม่ถึงคือการทำการตลาด ใน ค.ศ. 1920 เช่นกันที่บรรดาผลิตภัณฑ์ห้างร้านตีพิมพ์โฆษณาภาพนางแบบนายแบบยิ้มกว้างกับผลิตภัณฑ์เพื่อสื่อถึงความพึงพอใจในสินค้า ผู้คนจึงเห็นแต่ภาพคนยิ้มในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ประกอบกับการทำการตลาดอย่างหนักหน่วงของบริษัทกล้องถ่ายรูปและฟิล์มยักษ์ใหญ่อย่าง Kodak ที่พยายามเชื่อมโยงการถ่ายภาพกับความสุขและรอยยิ้ม เห็นได้จากภาพโฆษณามากมายที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงการถ่ายภาพในฐานะกิจกรรมแสนสุข กิจกรรมที่ทำผู้คนได้ร่วมกันเก็บความสุขความทรงจำอันมีค่าไว้ร่วมกัน

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
โฆษณา Kodak ในยุคต่างๆ

ทุกวันนี้ภาพถ่ายส่วนหนึ่งกลายเป็นหลักฐานของการเข้าสังคม ในโซเชียลเน็ตเวิร์กเต็มไปด้วยภาพรอยยิ้ม ที่ทุกคนพยายามจะบอกตัวเองและผู้อื่นให้รู้ว่าฉันมีความสุข เราทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นว่าใต้รอยยิ้มเหล่านั้นซ่อนอะไรอยู่ เช่นเดียวกับที่เราทั้งเห็นและไม่เห็นเหมือนกันว่าใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยในภาพถ่ายโบราณนั้นมีอะไรซ่อนไว้ ภาพถ่ายถ่ายทอดความเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนกัน?


ข้อมูลอ้างอิง

  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ไกลบ้าน. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2561.
  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2556.
  • ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์. สยาม ผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน 2408-9. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์. 2558
    ราม วชิราวุธ (นามแผง). ประวัติต้นรัชกาลที่ 6. กรุงเทพฯ : มติชน. 2555
  • ลีโอโนเวนส์, แอนนา แฮร์เรียต. อ่านสยามตามแอนนา : การบ้านและการเมืองในราชสำนักคิงมงกุฎ. สุ. 
  • ภัตรา ภูมิประภาส และ สุภิดา แก้วสุขสมบัติ แปล. กรุงเทพฯ : มติชน, 2562.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก. กรุงเทพฯ : ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป, 2561.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2559.ศักดา ศิริพันธุ์. กษัตริย์กับกล้อง วิวัฒนาการภาพถ่ายในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์. 2535.
    เอนก นาวิกมูล. ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2548.
    เอนก นาวิกมูล. เรื่องประหลาดเมืองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงแดด, 2538.
    Bautze, Joachim K.. “Unseen Siam: Early Photography 1860-1910”.Bangkok:River Books.2016.
    Barthes, Roland. Camera Lucida: Reflections on Photography. Trans. Richard Howard. London: Vintage Classics. 2006.
    publicdomainreview.org/
    sites.uni.edu/fabos/seminar/readings/cheese.pdf
    www.theguardian.com
    time.com/

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load