คนใช้รถเป็นประจำย่อมรู้ดีกว่าการทำความสะอาดรถนั้นสำคัญขนาดไหน ไม่ใช่แค่ให้รถดูสะอาด แต่หมายรวมถึงการบำรุงรักษา การดูแลรถให้ยังคงสภาพดีเพื่อที่จะขับขี่ไปได้อีกนานแสนนาน

ไม่นานมานี้ เราได้รู้จักผู้ให้บริการล้างรถเดลิเวอรี่ที่มีชื่อว่า ‘Instawash’ บริการล้างรถรูปแบบใหม่ที่เราเชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์ปัญหาการล้างรถของใครหลายๆ คนได้

ความน่าสนใจประการแรกของ Instawash คือ บริการการล้างรถที่ไม่ต้องขับรถไปล้างที่คาร์แคร์ ไม่ต้องเสียเวลารอคิวและฝ่ารถติด ช่วยประหยัดเวลาชีวิตที่ปกติก็แสนจะยุ่งวุ่นวายไปได้เยอะ

และตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าเมื่อรู้ว่านี่คือบริการล้างรถที่ไม่ใช้สายยางฉีดน้ำ จึงทำให้ประหยัดน้ำล้างรถได้หลายเท่า แถมยังใช้เวลาล้างล้อ (ซึ่งปกติแล้วใช้เวลาล้างนานที่สุด) เพียงไม่กี่นาทีด้วยน้ำยาสูตรพิเศษที่แค่ฉีดแล้วเช็ดก็สะอาดหมดจด

ทำความเข้าใจอย่างง่ายก่อนลงรายละเอียดไปมากกว่านี้

Instawash คือการโคจรมาเจอกันระหว่าง 3 สิ่ง ได้แก่ การล้างรถ แอพพลิเคชัน และเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนเกิดเป็นบริการล้างรถเดลิเวอรี่ที่ทันสมัย ประหยัดน้ำ ประหยัดเวลา และมีคุณภาพระดับพรีเมียมตั้งแต่น้ำยาที่เลือกใช้ล้างจนถึงคุณภาพการบริการของพนักงาน

เป็นเหตุผลให้ The Cloud มีนัดหมายพบกับ เอ็ม-เมหราน ซาห์รออี และ เจ-จักษวัชร์ อรรถสกุลชัย สองผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่ปลูกปั้น Instawash Thailand ให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ นับจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วที่ Instawash ให้บริการล้างรถไปแล้วเกือบหมื่นคัน ซึ่งมาจากความเชื่อของพวกเขาที่กำลังบอกเราว่า จริงๆ แล้วการล้างรถเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้และง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

จุดเริ่มต้นของการทำ Instawash เกิดขึ้นได้อย่างไร

เอ็ม : เริ่มมาจาก Pain Point ของพวกเราเองครับ เรามีชีวิตประจำวันที่ค่อนข้างยุ่ง ถ้าวันไหนเราจะไปล้างรถก็ต้องขับรถไปล้างที่คาร์แคร์ ซึ่งบางทีเราก็ไม่รู้ว่าคิวนานเท่าไหร่ ยิ่งถ้ามีรถมากกว่า 1 คัน ก็ต้องขับรถกลับมาเพื่อสลับรถอีกคันไปล้าง ยิ่งต้องใช้เวลานานขึ้นไปอีก เป็นช่วงเดียวกับเจซึ่งมีเพื่อนชาวเกาหลีที่กำลังคิดแอพพลิเคชันบริการล้างรถนี้ขึ้นมา หลังจากนั้นเราก็คุยกันว่าอยากจะนำธุรกิจนี้เข้ามาในเมืองไทย อยากทำให้ทันสมัยขึ้นและมีระบบชัดเจน เราเห็นโอกาสที่จะเติบโตเพราะเป็นอะไรที่มากกว่าการล้างรถ

อะไรคือสิ่งที่เหมือนกันและแตกต่างกันระหว่าง Instawash ของไทยกับเกาหลี

เอ็ม : ระบบทุกอย่างเหมือนกันครับ มีแค่บางอย่างที่เราปรับปรุงให้เหมาะสมมากขึ้น เช่น ทีมล้างรถที่ไทยทุกคนจะขี่มอเตอร์ไซค์พร้อมสะพายกระเป๋าเป้ใส่อุปกรณ์ไปบริการถึงที่ ส่วนที่เกาหลีเขาจะขับรถยนต์ไปครับ

เจ : นั่นเป็นเพราะที่เกาหลีรถไม่ติดเหมือนที่เมืองไทย และการใช้มอเตอร์ไซค์ก็คล่องตัวมากกว่าเพราะเรามีบริการเรียกด่วน ใช้เวลาประมาณ 30 – 45 นาที

อะไรคือความพิเศษของการล้างรถในแบบ Instawash

เจ : เราให้บริการล้างรถแบบ Eco-friendly นั่นคือ ใช้น้ำน้อยเป็นพิเศษ แค่ 3 – 5 ลิตร ถ้าเทียบกับล้างรถที่คาร์แคร์ต้องใช้น้ำมากถึง 200 – 300 ลิตร เป็นจุดแข็งสำคัญของเรา ซึ่งเรานำเอาเทคโนโลยีแบบที่ใช้ในการล้างรถ Formular1 มาใช้ คือแทบไม่ต้องใช้น้ำในการล้าง เพราะเทคโนโลยีใหม่ได้รวมทุกอย่างอยู่ในน้ำยา แค่ฉีดน้ำยาของเราลงไป ก็จะดูดซึมสิ่งสกปรกแล้วเช็ดออกได้เลย ซึ่งการเช็ดก็เป็นวิธีเฉพาะของเรา ผ้าที่ใช้เช็ดจะถูกสั่งผลิตขึ้นมาเฉพาะงานเช็ดแบบนี้โดยไม่ทำให้รถเกิดรอย ซึ่งผู้รักรถทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 320 บาท รวมค่าการเดินทางเรียบร้อยแล้ว

ประหยัดเวลาไปพร้อมกับประหยัดทรัพยากร?

เอ็ม : ใช่เลยครับ ผมคิดว่าธุรกิจรูปแบบใหม่หรือสตาร์ทอัพจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า อันนี้คือจุดขายที่จะกลายเป็นจุดแข็งต่อไป ยิ่งปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับการใช้เวลา และ Instawash ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องนี้ แต่ยังสร้างความไว้วางใจ ถ่ายรูปส่งให้ลูกค้าดูทางแอพพลิเคชันเมื่อทำงานเสร็จ

Instawash สร้างมาตรฐานการบริการและความไว้วางใจนั้นอย่างไร

เจ : เราคิดถึงตั้งแต่การรับพนักงานเข้ามาร่วมกับ Instawash หลังจากตรวจสอบประวัติพนักงานทุกคนอย่างละเอียด ก่อนเริ่มงานล้างรถ พวกเขาจะได้รับการฝึกอบรมราวๆ 50 ขั้นตอนเพื่อสร้างมาตรฐานการบริการ ทำให้รู้ว่ารถแบบไหน ต้องทำความสะอาดยังไง และเมื่อทำงานจริง ทุกคนจะมีกล้อง Go Pro ติดที่ศีรษะเพื่อบันทึกภาพตลอดเวลาการทำงาน นอกจากนี้ยังมี Insurance Cover ให้ด้วย

เอ็ม : เพราะใส่ใจทรัพย์สินและความรู้สึกของลูกค้าเป็นสำคัญจึงสร้างมาตรฐานการบริการ มี Customer Service พร้อมรับสายแก้ไขปัญหาตลอดเวลา ตอนช่วงแรกที่ทำเราคิดว่าลูกค้าจะเป็น Car Lover อย่างเดียว หรือกลุ่มลูกค้าผู้ชายที่ขับรถเป็นประจำ แต่สุดท้ายเราพบว่าลูกค้าเราคือคนรักความสะดวก ไม่ใช่แค่กลุ่มลูกค้าผู้ชาย ซึ่งตอนนี้กว่า 50 – 55 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเราคือผู้หญิง

นั่นทำให้การรับมือกับลูกค้าหรือเปลี่ยนแผนธุรกิจอย่างไรบ้าง

เอ็ม : เมื่อก่อนผู้หญิงต้องพึ่งพาแฟน เพื่อน หรือคนในครอบครัว เพื่อที่จะพารถไปล้าง แต่ว่า Instawash ช่วยให้กลุ่มคนขับรถที่เป็นผู้หญิงได้รับบริการล้างรถที่ง่ายขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น บางคนก็ชอบที่เราประหยัดน้ำมาก เราแคร์สิ่งแวดล้อม ส่วนกลุ่ม Car Lover เขาก็จะชอบที่เราใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างรถที่เป็นระดับพรีเมียมถึง 10 สูตรที่แตกต่างกัน

อะไรคือเหตุที่แท้จริงของน้ำยาล้างรถนับสิบสูตร

เอ็ม : การล้างรถมีขั้นตอนและความซับซ้อนในตัวเอง เราจะเป็นต้องทำความสะอาดด้านนอกด้วยน้ำยาชนิดหนึ่ง และทำความสะอาดด้านในด้วยน้ำยาอีกชนิดหนึ่ง ผ้าที่ใช้ทำความสะอาดด้านนอกและด้านในก็เป็นผ้าแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีน้ำยาและผ้าสำหรับใช้ทำความสะอาดล้อเดียวด้วยครับ

ในงานล้างรถที่พิถีพิถันขนาดนี้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้พนักงานรักษามาตรฐานการบริการที่ดี ตามที่พวกคุณตั้งใจ

เอ็ม : สิ่งสำคัญคือทัศนคติของพวกเขาครับ เมื่อใดก็ตามที่เรามองว่าพวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญการดูแลรถ ไม่ใช่แค่เด็กล้างรถ

อะไรคือความท้าทายที่ Instawash ต้องเจอและพวกคุณรับมือกับเรื่องเหล่านั้นอย่างไร

เอ็ม : อย่างแรกคือ การทำให้คนเข้าใจว่าการล้างรถไม่จำเป็นต้องล้างกับน้ำก็ได้ ล้างกับน้ำยาพิเศษหรือเทคโนโลยีใหม่ก็ให้ผลที่ดีเหมือนกัน หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ สองคือ คนยังไม่เข้าใจว่าแอพพลิเคชันใช้งานยังไง บ้างก็ยังไม่มั่นใจในชื่อเสียง ไม่แน่ใจว่าเป็นบริษัทรูปแบบไหน ไว้ใจได้หรือเปล่า ในระยะเวลาปีกว่าๆ ของ Instawash เราใช้มันไปกับการสร้างความไว้วางใจด้วยมาตรฐานการบริการระดับสูง จึงมั่นใจได้ว่ารถจะไม่เกิดริ้วรอย

สิ่งที่ได้เรียนรู้อะไรจากการทำสตาร์ทอัพ Instawash Thailand

เจ : ผมเรียนรู้ว่าบางทีสิ่งที่เราคิดอาจไม่ได้เป็นไปตามจริงเสมอไป แม้จะมีขวากหนามตลอดทาง แต่ว่าในที่สุดแล้วแค้เรามีความเชื่อมั่นในทีมเราก็ไปถึงจุดหมายได้

เอ็ม : ผมเชื่อเสมอว่าไม่มีอะไรเหนือความพยายาม การลุกขึ้นมาทำสตาร์ทอัพของเราคือการพาตัวเองไปเสี่ยงในจุดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทั้งสิ่งที่ทำนั้นแปลกใหม่ ไม่มีใครรู้ว่าคุณคือใคร ไม่มีใครรู้ว่าธุรกิจที่ทำจะตลอดรอดฝั่งหรือไม่ หลายครั้งที่เราต้องสู้กับตัวเอง เถียงกับตัวเองว่าเราทำสิ่งนี้เพื่ออะไรหรือจะไปยังไงต่อ จะทำยังไงให้ลูกค้าใช้บริการของเราซ้ำอีก

ถ้ามีคนรุ่นใหม่อยากทำสตาร์ทอัพของตัวเอง คุณจะแนะนำเขาว่าอย่างไร

เอ็ม : หลายคนคิดว่าทำสตาร์ทอัพแล้วเท่ จริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ คุณต้องทำสิ่งที่คุณรักจริงๆ ไม่ใช่เพราะเห็นว่ามีโอกาสที่จะทำเงินเป็นกอบเป็นกำ และผมกับเจทำ Instawash เพราะเป็นสิ่งที่พวกเราชอบจริงๆ

เจ : คุณต้องทำการบ้านให้ดี แต่บอกได้เลยนะว่าต่อให้ทำมาดีแค่ไหนก็อาจจะพลาด นอกจากนั้น ต้องหน้าทนนิดหนึ่ง หนังต้องหนา อีโก้ต้องต่ำ เพราะว่าคุณอาจจะถูกคนอื่นตำหนิติเตียนทุกวัน ซึ่งอยู่ที่ว่าคุณจะยอมแพ้หรือสู้ต่อเพื่อก้าวขึ้นไปอีกขั้นมั้ย ถ้า 3 ข้อนี้ไม่ผ่านผมว่าประสบความสำเร็จยาก สำคัญเลยคือ Vision ถ้าไม่เชื่อมั่นในจุดหมายปลายทางจริงๆ ผมว่าไปลำบาก

อะไรจุดหมายปลายทางต่อไปของ Instawash

เจ : นอกจากเกาหลีและไทยแล้ว เราอยากเห็น Instawash เกิดขึ้นในอินเดียและตะวันออกกลางด้วยครับ

เอ็ม : เราอยากเป็นสตาร์ทอัพไทยที่เติบโตได้โลดแล่นอยู่บนเวทีโลก อยากพิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยก็ทำได้ ไปจนถึงพวกเราอยากไปสู่จุดยูนิคอร์นสักวันหนึ่ง

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

The Cloud x Startup Thailand

ทุกวันนี้เราเดินทางในความหมายที่มากกว่าแค่การท่องเที่ยว บางคนออกไปค้นหาความหมายของตัวเองระหว่างทาง บางคนออกไปสร้างความหมายใหม่ๆ ให้ผู้อื่น การท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้จึงมีจุดมุ่งหมายอื่นๆ แฝงมาด้วยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนรักษาสุขภาพ การท่องเที่ยวเพื่อสำรวจพรมแดนใหม่ๆ ของรสชาติอาหารท้องถิ่น และอีกสารพัดสาขาที่การเดินทางตอบโจทย์ความชอบ ความสนใจของผู้คนทั่วโลกได้ ยิ่งประเทศไทยยิ่งมีความหลากหลายสูง ก็ยิ่งคิดสร้างสรรค์ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ต่อยอดจากการท่องเที่ยวได้อีกไม่จำกัด นั่นรวมไปถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเล็กๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย

Local Alike เป็นบริษัทท่องเที่ยวชุมชนที่มีเป้าหมายมากกว่าความสนุก แต่ยังให้ความสำคัญแก่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วย พวกเขากำลังแสดงให้เราเห็นว่าเราอาจไม่ได้ต้องการสถานที่ท่องเที่ยวใหม่มากเท่ามุมมองใหม่ในการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมาพวกเขาได้โปรยหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนและความร่วมมือในระยะยาวกับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย ช่วยเพิ่มรายได้ ให้ความรู้แก่ชุมชนในการเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว และพัฒนาชีวิตของชาวชุมชนให้ดีขึ้นตามไปด้วย

Local Alike

เติบโตมาด้วยกัน เติบโตไปด้วยกัน

“เราเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจการท่องเที่ยวชุมชนแบบนี้ เราสนุกที่ได้เรียนรู้ไปกับมัน ประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เข้าใจว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก รูปแบบการทำงานในตอนเริ่มต้น ตอนขยายธุรกิจ ตอนที่เราทำให้มันยั่งยืนขึ้น ไม่ว่าขั้นตอนไหนก็ตาม มันจะไม่มีทางเหมือนกัน” สุรัชนา ภควลีธร เล่าให้เราฟังว่า Local Alike เกิดขึ้นมาจากการเข้าไปฝึกงานกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ศึกษาเรื่องการทำโฮมสเตย์ในพื้นที่หมู่บ้านสวนป่า และหมู่บ้านปางพระราชทาน จังหวัดเชียงราย

“เรารู้จักท่องเที่ยวชุมชนก็ตอนมหาวิทยาลัยแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่เราเที่ยวเยอะมากแต่ก็ไม่เคยรู้จักการท่องเที่ยวแบบนี้มาก่อน เราเริ่มมาสนใจก็ตอนที่อาจารย์พาไปดูวัดเก่าตามต่างจังหวัด ทำให้ได้มีโอกาสเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่เคยคิดว่าจะไป พอไปเห็นด้วยตาตัวเอง ก็ได้รู้ว่าพื้นที่เหล่านั้นมันมีศักยภาพ มีสิ่งน่าสนใจที่เราไม่เคยรู้จักซ่อนอยู่เยอะมาก” นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รับรู้ถึงศักยภาพของชุมชนเล็กๆ ในชนบทไทย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอและเพื่อนเข้ามาศึกษาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างจริงจัง และค้นพบแนวทางว่าปัญหาต่างๆ นั้นอาจถูกพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการท่องเที่ยวที่ถูกออกแบบมาอย่างเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจข้อจำกัดของชุมชน และจัดทำโดยชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้ผลประโยชน์ไปถึงชุมชนอย่างแท้จริง

ทีมงานโลคอล อะไลค์ จึงไม่เคยหยุดคิด หยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะพวกเขารู้ดีว่าความต้องการของผู้คนนั้นเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน และความเป็นน้องใหม่ในวงการท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่ข้ออ้างในการทำงานสำหรับพวกเขา

“มองดูเหมือนเราเสียเปรียบที่ไม่มีต้นทุนอะไรเลย ทั้งฐานะทางบ้าน การศึกษา อายุ ประสบการณ์ แต่การที่เราไม่มีต้นทุนตรงนี้กลับเป็นต้นทุนที่สำคัญมากสำหรับเรา พอไม่มีอะไรมาก่อน ก็เลยไม่มีความคาดหวัง ไม่มีความกดดันจากภายนอก แต่เราทำ เพราะอยากจะทำเรื่องนี้จริงๆ เพราะฉะนั้น มันก็ทำให้เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่น” สุรัชนาเล่าว่า ทุกคนในโลคอล อะไลค์ จับเข่าคุยกันตั้งแต่แรก ว่าเราทุกคนเริ่มจากศูนย์ ในทีมจึงช่วยกันเยอะมากตั้งแต่ต้น ทุกคนมาร่วมกันทำ ลงมือเองกันทั้งหมด “ปีแรกของการทำบริษัทจึงไม่มีใครมีเงินเดือน ทุกคนต้องหารายได้เสริม ทำงานทุกวัน เพื่อให้อยู่ได้ทั้งหมดคือเรื่องของใจล้วนๆ” สุรัชนาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เมื่อต้องพยายามมากกว่าคนอื่น โลคอล อะไลค์ จึงพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามทำอยู่คือการพัฒนาชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทำให้ตัวเองชัดเจนที่สุดเพื่อยืนหยัดในวงการนี้ต่อไป

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับปัญหา

ด้วยแนวคิดที่มองปัญหาเป็นเพื่อนที่จะต้องเรียนรู้และหาทางปรับเข้ากัน ทำให้พวกเขาเปลี่ยนหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาอันห่างไกล ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงได้ แม้ภาพแรกจะดูน่าหนักใจแค่ไหนก็ตาม

“ตอนแรกไม่มีใครคิดว่าหมู่บ้านนี้จะทำการท่องเที่ยวได้ เพราะหมู่บ้านมีขยะเยอะ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานมาเก็บขยะ ผู้ใหญ่บ้านก็แบ่งรับแบ่งสู้ ชั่งใจว่าอะไรใหม่ๆ ที่เราเอาไปเสนอจะเวิร์กไหม เราก็เรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ชาวบ้านค่อยๆ ทดลองทำเส้นทางเดินป่าขึ้นเอง การพัฒนาชุมชนมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วมากอย่างที่เราอยากให้มันเป็น แต่มันจะค่อยเป็นค่อยไปในแบบของมันเอง เราไม่ได้ต้องไปบอกว่า พี่เก็บขยะกัน แต่พอนักท่องเที่ยวเข้าไปเขาก็รู้สึกกันเองว่าต้องทำอะไรบางอย่างให้บ้านตัวเองดีขึ้น เดิมที่เคยมีข่าวลือเรื่องยาเสพติด เมื่อทำการท่องเที่ยวแล้วชื่อเสียงของหมู่บ้านก็ดีขึ้น เมื่อเห็นผลว่าสิ่งที่ทำไปมีประโยชน์ ทุกคนก็อยากทำตามด้วย มันมีเกณฑ์มากมายในการทำท่องเที่ยวชุมชน ว่าจะต้องมีการจัดการอย่างไร ความสะอาด คุณภาพระดับไหน แต่สุดท้ายแล้วคนต่างหากที่เป็นหัวใจหลัก ถ้าคนมีความริเริ่ม มีใจอยากทำอยากเผยแพร่ ทุกที่ก็มีทางไปของมันจนได้”

โมเดลในการทำงานของโลคอล อะไลค์ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ๆ หนึ่งคือ การพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชนจนกว่าพวกเขาจะทำได้เองทั้งหมด สอง แพลตฟอร์มซึ่งช่วยให้ชุมชนเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวได้โดยตรง สาม การติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงไปทำงานกับชุมชนอย่างจริงจัง ทำรายงานออกมาเป็นตัวเลขที่จับจ้องได้ สี่ ดำเนินการเกี่ยวกับกองทุนส่วนกลางของชุมชนที่ทำร่วมกัน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาส่วนกลาง ทำให้การท่องเที่ยวพัฒนาชุมชนได้จริง และสุดท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังวางแผนกันอยู่ นั่นคือการเป็นกระบอกเสียงให้ชุมชน ให้ภูมิปัญญาที่ถูกซ่อนอยู่ได้เป็นที่รับรู้มากขึ้น

ขึ้นชื่อว่าเป็นการทำงานเพื่อการแก้ปัญหา งานของโลคอล อะไลค์ จึงมีแต่จะยากขึ้นไปเรื่อยๆ

“อนาคตมันต้องท้าทายขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว ปัญหาคือทำยังไงให้คงไว้ซึ่งสปิริตที่เราทำกันตอนเริ่มต้น”

ความยากในตอนแรกมันคือเรื่องของความเหมาะสมกันของสินค้ากับตลาด แต่เมื่อขยับขึ้นสู่ขั้นต่อไปเป็นเรื่องของการทำงาน ระบบที่ต้องพัฒนานโยบาย หรือวัฒนธรรมองค์กรที่มันแข็งแรง ในเมื่อเริ่มต้นนั้นยากอยู่แล้ว การประคองให้สิ่งที่ทำไปได้ดียิ่งขึ้นยิ่งยากกว่า ท้าทายกว่ามาก”

เปรียบเทียบกันแล้วโลคอล อะไลค์ จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยช่วยเหลือชุมชนในด้านที่พวกเขายังขาด ร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกันอย่างเข้าใจ “เราเลือกปัญหาที่จับต้องได้ ปัญหาจริงๆ จากประสบการณ์ของคนที่อยู่ท่ามกลางปัญหานั้น มันทำให้เราทำในสิ่งที่มีคนต้องการจริงๆ ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปใส่มากเกินไป ไม่คิดแทนว่าเขาต้องการอะไร แต่เข้าใจปัญหาในพื้นที่นั้นจริงๆ”

Local Alike

ยืนหยัดกับความยั่งยืน

“เรามองว่าสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่นั้นมันคือการประกอบ 3 สิ่งเข้าด้วยกัน หนึ่งคือ ฟ้าดิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิตนะ มันคือจังหวะ โอกาส ในการทำสิ่งที่คนต้องการ ถูกที่ถูกเวลา วันนี้โลคอล อะไลค์ อาจถูกที่ถูกเวลาประมาณหนึ่ง แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่ เราจึงต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา สองคือ อย่าหลงในสิ่งที่เราทำว่ามันดีที่สุด วันหนึ่งชุมชนอาจจะเปลี่ยนไป เราเองก็ต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง ก่อนที่จะไปพัฒนาคนอื่น ให้ความสำคัญแก่คนรอบๆ ตัวเราที่ทำงานด้วยกันด้วย และสาม เป้าหมายต้องใหญ่กว่าตัวเราเอง นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนมารวมกันตรงนี้ มาร่วมด้วยช่วยกันโดยเริ่มจากส่วนที่ตัวเองถนัดและมีความเชี่ยวชาญ”

และเพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาชุมชน ในรูปแบบที่แต่ละคนถนัดและมีความเชี่ยวชาญ เช่น ในบริษัทใหญ่ๆ ที่มีแนวคิดเรื่องการทำกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านการส่งเสริมศักยภาพชุมชน โลคอล อะไลค์ จึงคิดหาทางเพิ่มวิธีการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนที่ทั้งง่ายดายและหลากหลายยิ่งขึ้น อย่างการไปเที่ยวเพื่อให้ชาวบ้านได้ฝึกการจัดการ อุดหนุนบริการของพวกเขา ไปจนถึงการทำโครงการระยะยาวให้พนักงานบริษัทใหญ่ๆ นำความรู้ความสามารถของพวกเขามาพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

แม้ความตั้งใจแรกจะเป็นการโฟกัสพื้นที่ทำงานในประเทศไทยเท่านั้น แต่เมื่อโอกาสเข้ามา โลคอล อะไลค์ ก็เลือกที่จะคว้าไว้ ในแบบที่ไม่ฝืนกระโดดลงไปว่ายในมหาสมุทรทั้งที่ยังไม่พร้อม แต่เลือกใช้วิธีการแชร์ความรู้ การทำงานด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่สั่งสมมากว่า 5 ปีให้บริษัทแห่งหนึ่งในเวียดนามซึ่งสนใจจะให้บริการในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันในบ้านของตัวเองบ้าง โดยนำเอาบทเรียนของโลคอล อะไลค์ ไปใช้ และแชร์แพลตฟอร์มโดยมีเป้าหมายเป็นพื้นที่ของสตาร์ทอัพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

“ความสนุกในทุกวันนี้สำหรับเรา คือการที่ได้เจอคน เสน่ห์ที่โดดเด่นมากสำหรับการท่องเที่ยว คือมันเป็นธุรกิจที่ต้องข้องเกี่ยวกับคนเยอะมาก แต่ละชุมชนก็ไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก การทำงานกับคนที่แตกต่างกับเรามากๆ ทำให้เราได้ความคิดใหม่ๆ เสมอ สำหรับการท่องเที่ยว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำไปแค่ไหน คนก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดอยู่ดี”

Local Alike

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาการท่องเที่ยว (TravelTech)

สุรัชนา ภควลีธร, Co-founder of Local Alike

Website: LocalAlike.com

Writer

สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล

นักเขียนอิสระ ที่รักการค้นคว้าข้อมูลแปลกๆ เป็นงานอดิเรก มองหาเรื่องสนุกไม่จำกัดหมวดหมู่ สนใจใคร่รู้ทุกความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load