ช่วงปีที่ผ่านมา วงการการศึกษาต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การเรียนรู้ต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ กระทบชีวิตของนักเรียนมากกว่า 7.3 ล้านคนทั่วประเทศ และเผยให้ถึงช่องโหว่ของระบบที่มีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ซ้ำเติมปัญหาเดิมที่ผู้คนบ่นกันมาอย่างยาวนานในหลายมิติ 

ทั้งการเรียนรู้ในโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ตามความต้องการและความถนัดของแต่ละบุคคล 

เบื่อ รู้สึกว่าห้องเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย

คนเก่งไม่ค่อยอยากเข้ามาเป็นครูในระบบ 

ครูที่ดีต้องเผชิญความยากลำบาก หมดไฟไปกับระบบที่ไม่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดดเดี่ยวอ้างว้าง

และอีกสารพัดโจทย์ที่รอคอยการไขหาคำตอบ

จนหลายคนอาจหมดหวังไปแล้ว ไม่เห็นหนทางออก 

แต่ นะโม-ชลิพา ดุลยากร คือคนรุ่นใหม่ที่ยังมีความหวังและลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข

จากความหลงใหลในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เธอพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘insKru’ เพื่อเป็นพื้นที่แบ่งปันไอเดียและเครื่องมือการสอน รวมตัวบรรดาคุณครูไฟแรงที่ยังมีหวัง และปรารถนาให้นักเรียนของพวกเขามีความสุข สร้างเป็นคอมมูนิตี้แห่งการแลกเปลี่ยนความคิด เติมพลังและเยียวยาจิตใจกันและกัน

นะโมก่อตั้งแพลตฟอร์มตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน ในวันที่เธอเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย ด้วยความแตกต่างของคอนเทนต์ที่ดูเข้าถึงง่าย เป็นกันเอง และใช้ประโยชน์ในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี กลายเป็นที่กล่าวขวัญในวงการการศึกษาภายในเวลารวดเร็ว และมีหน่วยงานต่างๆ ทยอยเข้ามาพูดคุย จับมือร่วมงานกัน

จนวันนี้เติบโตขึ้นไปอีกระดับชั้น มีจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น และภารกิจที่มองไกลไปกว่าเดิมเราจึงชวนนะโมกับ พั้นช์-วณิสตา เงินอยู่ Product Owner ที่ดูแลภาพรวมของเว็บไซต์ และ ฝ้าย-เกวลิน สุวรรณโชคอิสาน Project Manager มาร่วมสนทนาถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และทิศทางต่อจากนี้ของแพลตฟอร์มอันเป็นที่รักของคุณครู

insKru ตั้งใจจะพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้เพื่อคุณครูกว่า 500,000 คน และสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายสำหรับทุกคนอย่างไร ขอชวนคุณมาเริ่มออกแบบห้องเรียนในฝันไปพร้อมกัน

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
01

เพื่อนแกะดำ

insKru ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ดีของผู้นำความสนใจของตัวเองมาสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้สำเร็จ

ชีวิตของนะโมผูกพันเกี่ยวโยงกับแวดวงการศึกษามาตั้งแต่เล็ก เธอเกิดในครอบครัวที่คุณย่าเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนในจังหวัดลพบุรีมานานกว่า 50 ปี ในวัยเด็ก เสียงหัวเราะวิ่งเล่นของเด็กๆ ทักทายเธอทุกวันยามรุ่งอรุณ

“เราเริ่มรู้ตัวตอนเรียนมัธยมว่าเด็กคือพลังชีวิตของเรา เคยฝันว่าอยากเป็นครูอนุบาล เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาเด็ก แต่ตอนจะสอบเข้า เราไปเจอคลิปของนักออกแบบไอศกรีมที่ IceDEA ที่เรียนจบด้านออกแบบอุตสาหกรรม (Industrial Design) เขาบอกว่าการเรียนสิ่งนี้ช่วยให้เราออกแบบอะไรก็ได้ แม้กระทั่งชีวิตตัวเอง เราเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้น เราน่าจะเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer) สร้างประสบการณ์การเรียนแบบใหม่ที่สร้างสรรค์ให้กับเด็กได้เหมือนกันนะ” นะโมเล่าถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต การเรียนด้านออกแบบช่วยสร้างทักษะ ทำให้สายตาเธอมองห้องเรียนและระบบการศึกษาที่แตกต่างไป

ในระหว่างที่เรียนอยู่ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นะโมทำกิจกรรมและลองแข่งขันงานประกวดต่างๆ เพื่อค้นหาตัวเองจนเรียกได้ว่าเป็นชีวิตวัยเรียนที่แสนคุ้ม เธอค้นพบว่าไม่ว่าจะทำอะไร ความคิดของเธอมักวนเวียนกลับมาสู่การหาหนทางทำให้เด็กมีความสุขเสมอ ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่ทำได้คือ การพัฒนาและสร้างแรงบันดาลใจให้คุณครู

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข

“ตอนเริ่มทำทีสิส เราลองกลับบ้านเพื่อไปคุยกับคุณครูที่โรงเรียน และเจอว่ามีครูที่ประยุกต์วิธีการสอนได้ดีมาก เช่น สอนเรื่องแสงและเงาจากนิทาน ทำให้เราเห็นว่าเรื่องเรื่องหนึ่งมีวิธีการสอนได้หลายแบบมาก เราน่าจะมีคลังที่ให้คุณครูมาเก็บไฟล์ของตัวเอง ให้คนอื่นเข้ามาค้นหาและช่วยกันต่อเติมได้ด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิดใหม่หมด เพราะจริงๆ ครูมีหน้าที่แบบนักมายากลเหมือนกันนะ ต้องมีทักษะการทำให้ของที่ดูธรรมดาหรือไกลตัวเป็นเรื่องน่าสนใจ และต้องดึงศักยภาพของเด็กออกมาด้วย 

“แต่ระบบที่เป็นอยู่กลับไม่เอื้อให้ครูทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ ครูหลายคนพูดเหมือนกันว่าเขาอยากเตรียมการสอนให้ดี ซึ่งต้องใช้เวลาคิดให้สร้างสรรค์ แต่เขากลับต้องมานั่งทำงานเอกสาร ถ่ายรูปงาน สร้างภาพลักษณ์ให้โรงเรียน พอระบบทำให้ครูขาดแรงบันดาลใจ เด็กก็เบื่อ ครูก็เบื่อ กลายเป็นวงจรไปเรื่อยๆ ต่อให้เป็นครูที่ดี ถ้าคนรอบตัวเขาไม่ได้ส่งเสริม สักวันเขาจะหมดไฟ” 

เมื่อค้นคว้าเพื่อทำโปรเจกต์นี้ไปเรื่อยๆ นะโมเริ่มเห็นปัญหาที่ชัดเจนและพบผู้คนในวงการที่มีอุดมการณ์อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงตรงกัน หนึ่งในนั้นคือ ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร อดีตคุณครูรุ่นแรกของ Teach for Thailand และผู้ก่อตั้งโครงการ Saturday School ที่คลุกคลีอยู่ในวงการอย่างแน่วแน่ และ เคนโด้-ศิวกร ธิติศักดิ์สกุล Developer ที่อาสามาช่วยพัฒนาเว็บไซต์ให้ฟรีๆ  

ทั้งสามคนร่วมกันต่อยอด ปรับเปลี่ยนไอเดียจนมาจบที่แพลตฟอร์มแบ่งปันไอเดียการสอนทางออนไลน์ นำไปเข้าแข่งประกวดธุรกิจ จนได้เสียงตอบรับที่ดีกลับมาจากความตั้งใจและแปลกใหม่ 

แม้จะโดนตั้งคำถามเกี่ยวกับการสร้างรายได้ในทางธุรกิจบ้าง แต่ในเชิงคุณค่าจะช่วยคุณครูทั่วประเทศได้อย่างมาก แพลตฟอร์มจึงได้รับการต่อยอดและถือกำเนิดขึ้น เป็นการผสมคำว่า Inspire กับ Kru เข้าด้วยกัน เพื่อบ่งบอกว่าพื้นที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจ ชุบชูจิตใจคนเป็นครูให้มีความหวัง เชื่อว่า ‘ทุกการสอนเป็นไปได้’ และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน

“คุณครูที่อยากเปลี่ยนห้องเรียน อาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำ เราอยากเป็นพื้นที่ที่จะรวมแกะดำเหล่านั้น และบอกว่าเธอยังมีเพื่อนอยู่ตรงนี้” ผู้นำแกะดำเล่าด้วยความมุ่งมั่น

“เราไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปแพลตฟอร์มของเราจะเป็นยังไง คิดอยู่ว่าเอายังไงดีกับชีวิต จริงๆ ยังอยากเป็นครูอยู่นะ แต่จะลองทำสิ่งนี้ไปก่อน เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข” นะโมเคยกล่าวคำพูดนี้ไว้เมื่อ 3 ปีก่อน ในวันที่เธอก็ยังสงสัยว่าอนาคตของพื้นที่นี้จะเป็นอย่างไร

วันนี้ เธอยังคงทำสิ่งนี้อยู่ด้วยความมุ่งมั่นและความสุขเช่นเคย พร้อมด้วยผลลัพธ์ที่ช่วยยืนยันความเชื่อของเธอ

02

ห้องเรียนล้ำเส้น

insKru เชื่อว่าคุณครูที่มีไอเดียดีๆ ใส่ใจผู้เรียน กระจายอยู่ทั่วประเทศ 

สิ่งสำคัญคือการทำให้ไอเดียเหล่านั้นส่งต่อถึงกัน เพื่อให้นักเรียนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด ได้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน จากคุณครูของพวกเขา

แพลตฟอร์มจึงเปิดให้คุณครูและผู้ใช้งานเข้ามาอัปโหลดไอเดียและเครื่องมือการสอนบนเว็บไซต์ แบ่งแยกย่อยตามหมวดหมู่ เช่น รายวิชา ระดับชั้น รูปแบบการสอน สื่อที่ใช้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน 

หากลองกดเข้าไปดูในแพลตฟอร์ม คุณจะพบว่าบรรดาคุณครูเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สนทนา ให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม เป็นคอมมูนิตี้ของครูที่เต็มไปด้วยพลังและความตั้งใจอยากเปลี่ยนห้องเรียนให้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นของวงการการศึกษาเมื่อ 3 ปีก่อน

“ย้อนกลับไปตอนนั้น เว็บไซต์เกี่ยวกับครูมักมีแต่ข่าวราชการและระบบที่ใช้งานยาก รวมถึงยังไม่มีวัฒนธรรมเรื่องการแบ่งปันไอเดียการสอน เพราะคนมองว่าถ้าแชร์แผนการสอน เดี๋ยวจะมีคนลอกไปทำส่งขอวิทยฐานะ กับกลัวว่าถ้าเปิดให้คนรู้จักห้องเรียนของตัวเองจะโดนตัดสิน 

“เราอยากเปลี่ยนตรงนี้ ในฐานะนักออกแบบ เราจึงเริ่มต้นตั้งแต่กราฟิกที่ทำเลย อาจจะดูเด็กหน่อยในสายตาของผู้ใหญ่ในกระทรวง แต่ความตั้งใจของเราคือจะต้อง Student-friendly และ Teacher-friendly” นะโมอธิบายคอนเซ็ปต์ที่เป็นแก่นหลักของแพลตฟอร์มและเพจ ซึ่งลบภาพจำของการสื่อสารแบบเดิมๆ ทิ้งไปได้อย่างหมดสิ้น

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข

ในช่วงที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว ผู้คนในสังคมกำลังตื่นตัวเรื่องการศึกษาพอดี เริ่มมีกลุ่มต่างๆ ร่วมด้วยช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อผลักดันคุณครูเป็นเครือข่าย เช่น ครูปล่อยของ, Teach for Thailand, ก่อการครู, Thai Civic Education ทำให้ insKru เข้ามาต่อจิ๊กซอว์ส่วนสำคัญได้อย่างลงตัว ถูกจังหวะพอดี  ด้วยการเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมไอเดียและข้อมูลทุกอย่างไว้ให้อยู่ในที่เดียว เปรียบเสมือนคลังความรู้ที่จะไม่สูญหายไปตามกาลเวลา

“เราเคยรวม Top Creators ตอนสิ้นปีเพื่อดูว่าช่วงปีที่ผ่านมา มีใครที่แบ่งปันไอเดียเยอะ และคนเข้าไปดูไอเดียเยอะบ้าง แล้วลองไปคุยกับเขาดู เขาบอกว่าการลงไอเดียเป็นการสะท้อนบทเรียน ทำให้ได้กลับมาทบทวนด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นไปบ้างในห้องเรียน พอเขาลองเอาไอเดียในเว็บไปใช้แล้วเด็กมีความสุขมาก เขาก็อยากเป็นคนแชร์บ้าง” พั้นช์เล่าเหตุผลที่คุณครูเปิดรับและพากันมาแบ่งปันไอเดียบนแพลตฟอร์ม จนตอนนี้มีมากกว่า 4,000 ไอเดียบนเว็บไซต์แล้ว

ทาง insKru เปิดรับไอเดียที่หลากหลาย แต่หากอยากเสนอให้ครบถ้วน ไอเดียควรระบุมีที่มาที่ไปชัดเจน เล่าแนวคิดและบริบทของห้องเรียนที่เหมาะสมกับไอเดียนี้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้คนเห็นภาพและนำไปใช้งานต่อได้ โดยไอเดียไม่จำเป็นต้องซับซ้อนแต่อย่างใด

และสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลยคือ การเข้าใจและใส่ใจผู้เรียน

“ในความคิดเรา ไอเดียที่ดีไม่ได้เป็นเนื้อหาที่คุณครูอยากเพียงแค่ป้อนเด็กให้เสร็จ แต่เป็นไอเดียที่คุณครูเห็นเด็กอยู่ในนั้นตอนคิดกระบวนการ อ่านแล้วรู้สึกว่าเขาตั้งใจทำเพื่อเด็กจริงๆ และพร้อมจะเรียนรู้ไปด้วยกัน ไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่า แต่เป็นคนที่เท่ากัน” พั้นช์และฝ้ายเสริมหลังจากเห็นไอเดียมานับร้อย

ในยุคสมัยนี้ คุณครูไม่อาจเป็นผู้ยืนอ่านเอกสารหน้าห้องได้อีกต่อไปแล้ว เพราะนักเรียนเข้าถึงแหล่งข้อมูลจากที่ใดก็ได้ คุณครูจำเป็นต้องออกแบบกระบวนการที่สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าจดจำ สร้างสรรค์ เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
พั้นช์ (ซ้าย) – ฝ้าย (ขวา)

เพื่อให้เกิดการแชร์ไอเดียในวงกว้างขึ้นไปอีก แพลตฟอร์มยังใช้ความเข้าใจในระบบประเมินครูที่เป็นอยู่ของไทย ที่ยังคงต้องเก็บเอกสารและหลักฐานต่างๆ ไปแสดงเป็นผลงาน ให้เป็นประโยชน์ 

ในทุกภาคเรียน insKru จะออกเกียรติบัตรให้ผู้ใช้งานที่เข้ามาลงไอเดีย เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกความคิดมีคุณค่า และช่วยให้คุณครูนำไปใช้ประกอบในเอกสารตามระบบได้อีกด้วย 

รวมถึงรวบรวมไอเดียมาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มเป็นระยะ จัดแคมเปญเชื้อเชิญให้น่าร่วมสนุก เช่น แคมเปญ ‘ED’s Possible ตามหา 1000 ไอเดีย พลิกโฉมการเรียนรู้ของเด็กไทย’ ที่ทำงานร่วมกับสภาการศึกษา ชวนให้คนเป็นแมวมอง เสนอชื่อคุณครูหรือนักออกแบบการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมผู้เรียนในแง่มุมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อให้พวกเขาและไอเดียการสอนได้รับการพูดถึง ตอบรับกับความทุ่มเทที่มอบให้เด็กๆ

และหากไม่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตอนนี้ แพลตฟอร์มจะได้จัดนิทรรศการ ‘Skip School’ ที่จับคู่ไอเดียการสอนของคุณครูในฐานะ Learning Designers กับศิลปินจากหลากหลายแขนงที่เข้ามารังสรรค์ความคิดของคุณครูให้กลายเป็นงานศิลปะชั้นยอด (ตอนนี้งานถูกเลื่อนออกไปก่อน)

เมื่อการแบ่งปันไอเดียเป็นเรื่องน่าสนุก สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นประโยชน์ กำแพงจากระบบเดิมจึงค่อยๆ ถูกพังทลายลง คุณครูและบุคคลทั่วไปทยอยกันเข้ามาแชร์ความคิดและสร้างคอมมูนิตี้ที่เข้มแข็งขึ้น

สุดท้าย ผู้ที่ได้ประโยชน์คือนักเรียนที่มีความสุขจากการเรียนการสอน

03

ทุกการสอนเป็นไปได้

นอกจากสร้างพื้นที่ให้คุณครูมาแบ่งปันไอเดียกันแล้ว ทางทีมยังร่วมผลิตคอนเทนต์ เพื่อนำเสนอทั้งไอเดียและเครื่องมือลงบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจากความเข้าใจวงการอย่างลึกซึ้ง 

“เราคุยกับคุณครูและนักเรียนเรื่อยๆ เพื่อเข้าใจ Pain Point ของพวกเขา เช่น ไปจัดเวิร์กชอปให้คุณครู แล้วเขาบอกว่าการเจอคนที่คิดเหมือนกันช่วยเติมพลัง เราตกผลึกได้ว่ามันคือการ Connect ในขณะที่บางคนอาจต้องการพื้นที่ที่ช่วยตอกย้ำคุณค่าที่เขายึดถือหรือ Spotlight เราก็จะคิดว่าคอนเทนต์เราจะช่วย Connect คนหรือ Spotlight สิ่งที่เขาคิดได้อย่างไร โดยพยายามให้คนเห็นภาพมากที่สุด เพื่อให้คนเห็นความเป็นไปได้

“ในวงการการศึกษา มีคำพูดที่ดูเป็นนามธรรมอยู่เยอะ เราต้องยกเหตุการณ์ขึ้นมาประกอบให้ได้ เช่น พื้นที่ปลอดภัย เราต้องสื่อสารได้ว่า การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ครูต้องทำอะไรบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ แล้วจบไป” นะโมเล่าวิธีคิดเบื้องหลังคอนเทนต์ที่คนต่างหลงรัก

“อีกอย่างที่ช่วยให้เราคิดคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คือความเชื่อ” ฝ้ายเสริม “พอในทีมเชื่อว่าทุกการสอนเป็นไปได้ เวลามองเห็นอะไรสักอย่าง เช่น ต้นไม้ เราจะคิดกันแล้วว่าต้นไม้สอนอะไรคนได้บ้าง ทุกคนกลายเป็นถอดบทเรียนกับสิ่งรอบตัว ทำให้หยิบเรื่องต่างๆ มาเป็นไอเดียได้ตลอด” 

หากเราลองสังเกตและใคร่ครวญด้วยความสร้างสรรค์ ทุกสรรพสิ่งเป็นบทเรียนให้เราได้เสมอ

เช่น ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนและการอภิปรายสภาเป็นเนื้อหาการสอนในวิชาต่างๆ ช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากความเป็นจริงและเท่าทันเหตุการณ์

เมื่อโควิด-19 ส่งผลให้การเรียนต้องเกิดขึ้นทางออนไลน์ insKru หันมาแนะนำไอเดียและเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปได้อย่างราบรื่นขึ้น เช่น แบบฟอร์มเช็กสภาพจิตใจนักเรียน ช่วยให้คุณครูรับรู้ความเป็นไปของชีวิตลูกศิษย์

และเพื่อตอบรับความแตกต่างของห้องเรียนไทยที่มีบริบทแตกต่างกัน การนำเสนอไอเดียแต่ละเรื่องของแพลคฟอร์มจึงพยายามสอดแทรกวิธีการหลากหลายสไตล์ ครอบคลุมการใช้งานเทคโนโลยีที่แตกต่างกันด้วย เรียกว่าคิดอย่างครบถ้วน พร้อมสนับสนุนและอยู่เคียงข้างคุณครูทุกคน

“ สิ่งสำคัญคือทุกอย่างที่เราทำเกิดจากความตั้งใจ คิดอะไรได้เรายินดีให้หมดเลย และเราว่าคุณครูสัมผัสความตั้งใจตรงนี้ได้” 

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
04

ปรับระบบ

แต่ภารกิจไม่ได้หยุดอยู่ที่การเปลี่ยนห้องเรียนเท่านั้น พวกเขาพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบไปควบคู่กันด้วย

ในหลายโรงเรียน คุณครูมักต้องปฏิบัติตามนโยบาย กฎเกณฑ์ที่กำหนดมาจากผู้บริหารหรือกระทรวง ทั้งที่อาจไม่ได้เหมาะกับบริบทและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ต้องใช้เวลา แรงกายแรงใจ ต่อสู้กับค่านิยมเดิมที่ฝังรากลึกอยู่ภายในโรงเรียน ไม่อาจทำอะไรที่สร้างสรรค์หรือนอกกรอบตามที่นึกคิดได้มากนัก

แพลตฟอร์มจึงสร้างและผลักดันเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนวิธีการทำงานภายในห้องเรียนและโรงเรียน ให้คุณครูได้ลองนำไปใช้ เพื่อให้ความฝันของคุณครูเกิดขึ้นได้จริง

เช่น รวมแผนการสอนหน้าเดียว ที่กระชับและเข้าใจง่าย ไม่ต้องปั้นแต่งเขียนสิ่งที่ไม่จำเป็น โดยรูปแบบแผนการสอนนี้เกิดขึ้นจากไอเดียของครูกุ๊กกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย และ ทางทีมนำมาขยายผล แนะนำให้คุณครูในคอมมูนิตี้รู้จัก จนตอนนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย

“เมื่อก่อนแผนการสอนต้องดูอลังการ แต่เราสามารถทำให้อยู่ในหน้าเดียว ช่วงแรกแผนแบบนี้ยังไม่ได้เป็นที่นิยม แต่ปีนี้คุณครูเริ่มทำกันมากขึ้น ผอ. โรงเรียน เริ่มเห็นดีเห็นงาม บอกให้คุณครูทำแผนการสอนหน้าเดียวแทน ครูก็เข้ามาดูตัวอย่างที่เว็บของเรากัน

เมื่อแผนการสอนมีเสียงตอบรับที่ดี การพัฒนาขั้นต่อไปก็ตามมา

“เราคิดกันต่อไปอีกว่าอยากมีตัวช่วยครูสะท้อนความคิดหลังจากที่ได้สอนไปแล้ว เลยทำเป็นแบบประเมินครูที่คุณครูสามารถส่งให้นักเรียนทำหลังจบแต่ละคาบ หลังจากนั้น insKru จะช่วยสรุปผลลัพธ์ในรูปแบบที่คุณครูจะรู้สึกภูมิใจและนำไปพัฒนาตัวเองต่อได้ และยังนำเสียงจากเด็กๆ เหล่านี้ไปประกอบการทำรายงานประเมินตนเอง (Self Assessement Report หรือ SAR) ได้อีกด้วย”

แบบประเมินนี้ถือเป็นการพลิกโฉมห้องเรียนครั้งใหญ่ จากเดิมที่ครูมีอำนาจเป็นผู้ประเมินให้คะแนนเด็กเพียงอย่างเดียว เด็กๆ สามารถพูดความคิดเห็นของตัวเอง ทั้งชื่นชมและแนะนำให้คุณครูพัฒนาได้อย่างปลอดภัย ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของคนต่างวัยให้กล้าคุยกันมากขึ้น

แม้เป็นเพียงการเริ่มต้นที่ยังไม่อาจส่งผลต่อทั้งระบบ แต่ฝ่ายต่างๆ เริ่มเปิดรับนวัตกรรมเช่นนี้ ส่งสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

“สิ่งที่เราทำอาจยังใช้ไม่ได้กับทุกโรงเรียน เราเคยเอาไอเดียไปเสนอครูที่หนึ่งแล้ว เขาบอกว่าทำไม่ได้หรอก โรงเรียนยังต้องให้ใช้เอกสารปกติอยู่เลย แต่อย่างน้อยเราเปิดทางให้เขาเห็นความเป็นไปได้ใหม่ที่จะช่วยลดภาระ และส่งผลดีต่อตัวนักเรียนแล้ว เราเชื่อว่าในอนาคตโลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางนี้ เมื่อถึงตอนนั้น เขาจะนึกถึงความเป็นไปได้นี้” พั้นช์กล่าว

จากผลงานที่โดดเด่นและแตกต่างของ insKru หน่วยงานทั้งเอกชนและภาครัฐจึงเข้ามาสนับสนุนและทำงานเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันอย่างต่อเนื่องกว่า 20 แห่ง มีทั้งจัดเวิร์กชอป จัดแคมเปญสื่อสารความคิด เป็นสปอนเซอร์ ช่วยให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่มีรายได้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนตามอุดมการณ์ที่ตั้งใจไว้ในวันแรก

แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ
แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ
05

เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน

3 ปีที่แล้ว ชื่อของนะโมและ insKru มักผูกติดกันจนเป็นเหมือนตัวตนของเธอ 

ในวันนี้พวกเขาขยับขยายตัวเองสู่การทำงานแบบทีมที่แข็งแกร่ง มีพนักงานประจำราว 10 ชีวิต และอาสาสมัครไฟแรงที่แวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาช่วยเหลือในโปรเจกต์ต่างๆ

จุดร่วมที่มักมีเหมือนกันของผู้คนเหล่านี้คือ การมองเห็นปัญหาที่น่าขัดใจ และอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

“เรารู้สึกว่าการศึกษาไทยไม่ทำให้คนเห็นตัวเองว่าชอบหรือถนัดอะไร ต้องตามเส้นทางที่ระบบวางไว้มาเรื่อยๆ พอเราเป็นเด็กต่างจังหวัด เรายิ่งเห็นความเหลื่อมล้ำ ยิ่งไปค่ายอาสา ยิ่งเห็นชัดขึ้นไปอีก ตอนแรกสนใจอยากทำงานเกี่ยวกับเด็กเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่คิดว่าถ้าแก้ที่ครูได้ ครูหนึ่งคนจะช่วยเด็กได้หลายสิบหรือร้อยคนเลย แล้วก็เจอที่นี่พอดี” ฝ้าย บัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เลือกทำงานที่นี่เป็นที่แรกจนครบปีกล่าว

“เวลาเจอการเรียนการสอนกับครูที่ดี เรามักเห็นคนใช้คำว่าโชคดี ซึ่งเรารู้สึกว่ามันน่าเศร้ามากที่การเจอครูดีๆ เป็นเรื่องของโชคชะตา ทำไมไม่ใช่เรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับ แต่กลับต้องมาแข่งกันเพื่อให้ได้โชคนั้น ถ้าเราได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำตรงนี้ มันน่าจะดีมากเลย” พั้นช์ รุ่นน้องร่วมภาควิชาของนะโม เล่า เธอได้รับแรงบันดาลใจจากแพลตฟอร์มนี้จนยินดีมาร่วมทำงานแบบไม่เกี่ยงตำแหน่ง การทำงานตรงนี้ทำให้เธอค้นพบว่ายังมีครูอีกมากในระบบการศึกษาที่ชวนให้ไม่หมดหวัง

เมื่อทีมขยายใหญ่ขึ้น ในฐานะผู้นำ นะโมต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของตัวเองตามไปด้วยเช่นกัน

แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ

“เคยมีช่วงยุคมืดที่เราชินกับการทำงานคนเดียว เน้นแต่งานจริงๆ แต่พอรับคนเข้ามาเพิ่ม ทำให้เราเริ่มให้ความสำคัญกับคน พยายามให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็น และเกิดเป็นกิจกรรมภายในตามมา พอเราเป็นองค์กรที่ทำเรื่องออกแบบการเรียนรู้ เราคิดว่าต้องชวนทุกคนมาช่วยกันออกแบบประสบการณ์การทำงานให้มีความสุข และได้เรียนรู้ด้วยเหมือนกัน” นะโมเล่า

  ทุกคนในองค์กรต่างมีบทบาทเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ไม่ต่างอะไรจากคุณครู แต่ละคนจะได้ผลัดกันมาจัดกิจกรรม คิดธีมการประชุมที่ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบแบบบริษัทดั้งเดิม บรรยากาศการทำงานภายในจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ผสมด้วยความห่วงใย จริงใจ ทุกคนต่างดูแลกัน ไม่มีใครทำลายความฝันของใคร เอื้อให้คนกล้าเสนอไอเดียบ้าๆ ที่สุดท้ายนำไปสู่ความสร้างสรรค์

“พอเรามีทีมที่แข็งแกร่ง อะไรก็เป็นไปได้เหมือนกัน จากแต่ก่อนที่ไม่เชื่อเหมือนกันว่าจะอยู่รอดได้ไหม ไม่มั่นใจ ตอนนี้รู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย และอยากขอบคุณองค์กรการศึกษาและ Incubator ต่างๆ ที่สนับสนุนให้เราอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วย มันเป็นการทำงานร่วมกันทั้ง Ecosystem จริงๆ”

แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ
06

Always inspire, Always insKru

“ปีหน้า เราอยากทำให้ insKru ยังคงความเป็นมิตรอยู่ แต่ดูโตและน่าเชื่อถือมากขึ้น” ฝ้ายเล่าทิศทางและภาพฝันที่หารือกันภายในทีม

“เราอยากเข้าไปทำงานกับโรงเรียนสักแห่งให้เกิดเป็นต้นแบบ อยากรู้ว่าถ้าแพลตฟอร์มแบบนี้เข้าไปช่วยพัฒนาในโรงเรียน จะเกิดผลลัพธ์ยังไง ถ้าไปได้ดี เราอาจต่อยอดให้เกิดเครือข่ายของโรงเรียนในระดับผู้บริหารที่มาช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง” 

และนอกเหนือจากวงการศึกษาแล้วแพลตฟอร์มอาจเข้าไปอยู่ในภาคส่วนอื่นๆ ได้อีกด้วย

“ต่อไปเราอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ครูหรือโรงเรียนอย่างเดียว เพราะมนุษย์ทุกคนต้องเรียนรู้ และสนับสนุนให้คนอื่นเกิดการเรียนรู้ ในระดับองค์กรเองก็เริ่มมีคนหยิบเอาไปไอเดียไปใช้ เราเชื่อว่าฐานคนใช้งานจะกว้างขึ้นมาก และจะช่วยให้ทุกการสอนเป็นไปได้” นะโมกล่าวทิ้งท้ายถึงอนาคตที่เธอฝันถึง

เมื่อห้องเรียนไทยยังมีความเหลื่อมล้ำ 

เด็กนักเรียนยังต้องแสวงหาความสุขในสถานศึกษาเหมือนเป็นเรื่องของโชคชะตา 

มนุษย์ยังต้องการประสบการณ์เรียนรู้ที่น่าจดจำ 

insKru คุณครูและนักออกแบบการเรียนรู้ทุกคนคือความหวังสำคัญที่จะจับมือกันเพื่อช่วยให้ทุกห้องเรียนในประเทศนี้ มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และผู้เรียนเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจและความสุข

แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จะมีพื้นที่สักกี่แห่งบนโลกนี้ ที่ผู้คนในวัยที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 2 เลข 3 หรือแม้แต่เลข 4 มีโอกาสได้เล่นแปะแข็ง โดดยาง บอลลูนด่าน ซ่อนแอบ เหมือนในสมัยเด็ก ๆ อีกครั้ง

จะมีพื้นที่สักกี่แห่งบนโลกนี้ ที่เราจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย คนแปลกหน้าจะได้มาเป็นเพื่อนกันอย่างเรียบง่ายและจริงใจ เป็นพื้นที่ที่เราพูดคุยเรื่องราวความรู้สึกลึก ๆ ในจิตใจแบบตรงไปตรงมา พื้นที่มีเสียงหัวเราะ เสียงดนตรี ศิลปะ ไปจนถึงบอร์ดเกมและเพลย์สเตชันให้ผู้มาเยือนได้เล่น

อีกทั้งพื้นที่นี้ยังเป็นพื้นที่ซึ่งโอบล้อมด้วยธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ มีวิวทุ่งนาและภูเขา มีฝูงค้างคาวยามเย็นที่บินออกจากถ้ำมาให้ชมนับพันตัว มีบ้านดินที่เหล่าทีมงานและอาสาสร้างขึ้นมากับมือ มีการใช้ชีวิตที่ใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีการแยกขยะอย่างละเอียด ใช้ใยบวบล้างจานแทนสก็อตไบรต์ ทำน้ำยาล้างจานเอง หรือแม้กระทั่งบ้านดินที่พวกเขาสร้างก็สอดไส้ด้วย Eco-Brick หรือขวดพลาสติกที่อัดแน่นไปด้วยขยะที่รีไซเคิลไม่ได้กว่า 2,000 ขวด ช่วยลดขยะที่จะต้องไปบ่อขยะได้มหาศาล

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

“ก่อนมาที่นี่ ผมมีช่วงที่มองมนุษย์ค่อนข้างแย่ แต่การมาอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้เจอด้านดีของมนุษย์ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจมาที่นี่” – อาร์ท

“ต้องขอยกสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่ฮีลทุกคนจริง ๆ” – เตย

“ฟีลคือตามชื่อจริง ๆ ไปที่นี่เพื่ออยู่กับเพื่อน ๆ และธรรมชาติ เป็นพื้นที่ที่ผู้คนดูจะเป็นตัวเองในแบบที่อยู่กับเพื่อนในหลากหลายสภาวะได้ จะเป็นจังหวะเล่น เกรียน ฮา จังหวะเปราะบาง ฮีล ดูแลใจ แลกเปลี่ยน จังหวะชมนกชมไม้ จังหวะปล่อยของ หรือพากันทำพากันลอง ใช้แรงกายแรงใจแรงสมองด้วยกัน” – กิ๊ฟ

นี่คือบางส่วนจากหลากหลายความรู้สึกของเหล่าอาสาสมัครและผู้มาเยือนที่มีต่อพื้นที่ที่ชื่อว่า ‘Friends & forest

ที่นี่คือพื้นที่ 28 ไร่ กลางสวนไม้ล้อมเก่า ณ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ มาลงทุนซื้อไว้ เพื่อให้เป็นพื้นที่แห่งการสร้างฝันร่วมกันของคนหลายคน หากใครคุ้นชื่อของป๊อบ ใช่แล้ว เขาคือคนเดียวกับผู้ก่อตั้ง ‘มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ’ และ ‘Gap Year Program’ อีกทั้งเป็นคนทำหนังสือ ‘Home Made Seed Saving คู่มือเก็บเมล็ดพันธุ์ประจำบ้าน’

หากให้นิยาม Friends & forest แบบสั้น ๆ ป๊อบบอกว่า อยากให้ที่นี่เป็นเหมือน ‘บ้านเพื่อน’ ที่ผู้มาเยือนรู้สึกสนุก สบายใจ ให้ประสบการณ์เหมือนเวลาเราไปเที่ยวบ้านเพื่อนในสมัยเด็ก ๆ ที่เรามักจะชวนกันทำนั่นทำนี่มากมาย

ถ้าอธิบายให้เห็นภาพกว่านั้น ก็ให้นึกถึงฟาร์มสเตย์บ้านดินที่ไม่ได้มีแค่ที่พัก แต่ยังมีกิจกรรมหลากหลาย แต่ละคนเลือกก่อนมาได้ว่าอยากได้รับประสบการณ์แนวไหนในบ้านเพื่อนแห่งนี้ รวมทั้งเป็นพื้นที่จัดค่าย จัดเวิร์กชอป ทั้งแนวเข้าใจตัวเอง สังคม สิ่งแวดล้อม พืชผัก ไปจนถึงจิตใจ

บางคนที่มาที่นี่ก็กลับมาเจอกันใหม่ จนพูดเล่นกันว่า… โพธารามก็แค่หน้าปากซอย

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

Play – Learn – เพลิน – ฮีล

จุดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่คือมีกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย

คำว่า ‘หลากหลาย’ ในที่นี้ หมายถึงหลากหลายแบบสุด ๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ คือ Play – Learn – เพลิน – ฮีล

สำหรับหมวดหมู่แรกคือ ‘การเล่น’ ที่นี่มีทั้งบอร์ดเกม ยิงธนู ไปจนถึงเพลย์สเตชัน 4 แต่ที่เราประทับใจที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘การเล่น Retro’ หรือการเล่นย้อนวัย ไม่ว่าจะเป็นการโดดยาง แปะแข็ง บอลลูนด่าน ซ่อนแอบ ซึ่งทีมงานพร้อมมากที่จะเป็นเพื่อนเล่นให้ หรือถ้าอยากได้เกมอื่น ๆ ใด ๆ ก็ขอแค่บอกมา ถ้าไม่เกินสังขารจะรับไหว ทีมงานก็พร้อมจัดให้

“สมัยเด็ก ๆ เราชอบเล่นกับเพื่อนแถวบ้าน ช่วงปิดเทอมใหญ่จะเล่นแบบนี้กันทุกบ่ายตลอด 12 เดือน เล่นกันสนุกมาก แต่พอรู้ตัวอีกที เฮ้ย! สิ่งเหล่านี้กำลังจะหายไปแล้ว เด็กรุ่นนี้เล่นมือถือกันอย่างเดียวแล้ว จนอยู่มาวันหนึ่งก็มีเพื่อนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา บอก ป๊อบ เราจัดเล่นพวกนี้ไหม เอาจริงจังเลย ทัวร์นาเมนต์ดีดลูกแก้ว บอลลูนด่าน ใครว่าแน่มาแข่งกัน ตั้งถ้วยเองเลย หาแชมป์ประเทศไทย เพื่อนก็ยุ”

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

แม้ป๊อบจะไม่ได้คิดไกลขนาดจัดทัวร์นาเมนต์ทั่วประเทศตามที่เพื่อนเสนอ แต่เขาก็มองว่ากิจกรรมเหล่านี้น่าสนใจมาก และเมื่อมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งแวะมาที่บ้าน เขาก็เลยลองชวนมาเล่นซ่อนแอบกัน ซึ่งก็พบว่าสนุกมาก จนทำให้ ‘การเล่น Retro’ ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมวันเปิดบ้าน และกิจกรรมในรายการที่ผู้มาเยือนเลือกทำได้

“ในวันเปิดบ้าน แต่ละคนที่มามีภูมิหลังต่างกันมาก แต่พอเริ่มเล่น ก็ไม่มีใครสนใจว่าคนไหนเจ๋งมาจากไหน ทุกคนเข้าโหมดเดียวกันคือวิ่งหนียังไงไม่ให้โดนแปะ แม้มันจะเหนื่อยและเล่นได้ไม่นานเท่าตอนเด็ก ๆ แต่ความสนุกมันไม่ต่างกันเลย เราว่าสังคมทุกวันนี้ที่มันผันผวน ยุ่งเหยิง และการแข่งขันสูง ถ้าเราไม่เก่ง ไม่มีทักษะชีวิต เราก็อาจไม่รอด ผลจากความจริงข้อนี้ทำให้เราแทบไม่มีโอกาสได้เล่นแปะแข็งกันแล้ว สิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจของเราในยุคนี้ บางทีก็อาจเป็นการเล่นสมัยก่อนก็ได้ จริง ๆ เราอาจแค่มองหาแค่อะไรอย่างนี้โดยที่ไม่รู้ตัว คือไม่ต้องคิดอะไร ไม่มีเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนแค่เป็นส่วนหนึ่งของเกม แล้วเล่นให้สุด วิ่งให้เต็มที่”

หากใครได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนที่มาเล่นกิจกรรมนี้ในวันเปิดบ้าน ก็คงรู้สึกได้ว่ามันเป็นจริงอย่างที่ป๊อบพูด

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

ต่อจากหมวดหมู่การเล่นก็คือ ‘การเรียนรู้’ ซึ่งที่นี่ก็มีให้เลือกสรรหลากหลายตามความสนใจ ตั้งแต่การสำรวจต้นไม้ ปลูกผัก ทำสวน ทำอาหาร ทำขนม ทำโยเกิร์ต ทำของหมักดอง ทำศิลปะจากธรรมชาติ ทำผ้ามัดย้อมจากสีดิน และอีกสารพัด

ส่วนกิจกรรมแนว ‘เพลิน’ ก็มีตั้งแต่ปั่นจักรยาน วิ่ง เดินชมนกชมไม้ เดินไปปากซอยยามเย็นเพื่อรอชมฝูงค้างคาวออกจากถ้ำ เย็บปักถักร้อย ร้องรำทำเพลง ที่นี่มีทั้งเปียโนไฟฟ้าที่ตั้งอยู่กลางห้อง มีกีตาร์ เมาท์ออร์แกน เมโลเดียน และเครื่องตีเล็ก ๆ ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้องก็มีชั้นหนังสือและอุปกรณ์ศิลปะหลากหลาย ทั้งสีไม้ สีน้ำ สีชอล์ก สีซอฟต์พาสเทล ซึ่งหยิบยืมไปสร้างผลงานศิลปะตามชอบใจ

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

และสุดท้ายที่อาจถือเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ของที่นี่ ก็คือกิจกรรม ‘ฮีลกายฮีลใจ’ ที่มีตั้งแต่การนวดกดจุด กัวซา ฤาษีดัดตน โยคะ รวมถึงมีพื้นที่พูดคุยและรับฟัง ซึ่งผู้เข้าร่วมก็เลือกได้ว่าอยากพูดคุยแบบต้องการคำปรึกษาหรือแค่อยากบ่น ระบาย แบบไม่ต้องการคำแนะนำใด ๆ รวมทั้งยังเลือกได้ว่าอยากพูดให้คนเดียวฟังและเก็บเป็นความลับ หรือล้อมวงคุยแบบ Deep Talk หรือถ้าใครไม่อยากคุย แต่อยากให้ไพ่ทาโรต์ทำนายกันก็ย่อมได้

“ที่นี่เราให้คุณค่ากับความจริงใจตรงไปตรงมา มิตรภาพที่ไม่มาติดเรื่อง เพศ วัย หรือสถานภาพทางสังคม เรื่องจิตใจ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถ้ากิจกรรมไหนที่เข้าธีมเหล่านี้ก็ได้หมดเลย ล่าสุดก็มีเพื่อนอยากจัดงานแต่งที่อีโค แบบนี้เราโอเคนะ ถ้าให้จัดงานแต่งแบบที่เกิดขยะเยอะ ๆ เราก็ไม่อยากจัด แต่ครั้งนี้จะเป็นงานแต่งที่เล็ก ๆ น่ารัก อบอุ่นเป็นกันเอง เป็นงานแต่งที่ไม่ได้มีขยะเศษอาหารเหลือมาก และอาจเป็นงานแต่งที่คนจะได้มาเรียนรู้เรื่องการแยกขยะในงานก็ได้ แล้วน้องเขายังชวนว่า ถ้าตอนบ่ายพี่ป๊อบอยากจัดกระบวนการก็ได้นะ เราก็เลยกะว่าจะจัดเรื่อง 5 ภาษารัก เป็นงานแต่งที่มีเวิร์กชอปด้วย”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกคุณค่าหนึ่งที่ Friends & forest ให้ความสำคัญ ก็คือความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ราคาค่าที่พัก ค่าจัดกิจกรรมหรือการใช้พื้นที่ต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 หมวดหมู่คือ ราคาปกติ กับราคาสำหรับองค์กรหรือกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมหรือคนที่มีรายได้น้อย

ส่วนเวิร์กชอป ที่นี่ออกแบบกิจกรรมให้ได้ตามโจทย์เลย แต่ถ้าหากสถาบัน ชมรม หรือองค์กรไหนอยากจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นหัวข้ออะไรดี ที่นี่ก็มีนำเสนอ 5 เวิร์กชอปนั่นคือ ‘Who Am I ?’ ที่ชวนมารู้จักตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไร ต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต และของขวัญที่เราอยากมอบให้โลกนี้คืออะไร

‘Love & Relation: เพราะความรักเป็นมากกว่าเรื่องของคนรัก’ ชวนมาสำรวจมุมมอง ธรรมชาติ และจิตวิทยาของความรัก เรียนรู้ได้ทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ 

‘We as a team’ ชวนมาเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์และการอยู่กับผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย การทำงานกับความขัดแย้งและทีมเวิร์ก 

‘From Farm to Table’ ชวนมารู้จักเส้นทางอาหารจากแปลงผักสู่จาน แถมทดลองทำอาหารให้เป็นซิกเนเจอร์ของแต่ละคน 

หรือ ‘We are World’ ชวนมาเรียนรู้ธรรมชาติ การดูแลสิ่งแวดล้อม การแยกขยะ การทำบ้านดิน และอื่น ๆ อีกมากมาย

หนึ่งในตัวอย่างกิจกรรมที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ก็คือกิจกรรม ‘Hello! คนโสด’ ที่ร่วมกับเพจ Datesuka ชวนหนุ่มสาวที่ยังไม่มีคู่มารู้จักคนใหม่ ๆ แบบช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมเวิร์กชอปที่จะช่วยให้เข้าใจว่า เราต้องการอะไรจากความรักกันแน่

”ถ้าแค่กิจกรรม Dating เพื่อหาแฟนอย่างเดียวคงไม่จัด แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ความต้องการของตัวเอง รวมถึงความต้องการของอีกฝ่าย เออ แบบนี้อยากจัด หรือในอนาคตเราก็อยากเห็นเทศกาลดนตรีที่นี่สักครั้งเหมือนกันนะ อาจจะเป็นเทศกาลศิลปะ หรืออาจจะเป็นการรวมตัวของคนทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรืออาจเป็นฮีลลิงเฟสติวัลก็ยังได้” เขาเล่าถึงความเป็นไปได้อันหลากหลายของพื้นที่แห่งนี้

“เราอยากให้คนที่มาได้รับมิตรภาพที่ดีในระยะยาว และได้เห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เหมือนในชื่อ Friends & forest มากกว่านั้นก็คงอยากให้เกิดการเรียนรู้อะไรบางอย่างที่ซึมเข้าไปในเนื้อในตัวเขา”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

มิตรภาพ บาดแผล และการเยียวยา

หากเปรียบ Friends & forest เป็นองค์กร ขั้นตอนการวางแผนงานของที่นี่ก็เรียกได้ว่ากลับด้านกับองค์กรทั่วไป

หากอิงตำราธุรกิจ การก่อตั้งบริษัทหรือองค์กรอะไรสักอย่างก็ต้องเริ่มจากการวางวิสัยทัศน์ พันธกิจ Business Model แล้วค่อยก่อตั้งองค์กร จากนั้นจึงค่อยหาคนที่เหมาะสมกับงาน แต่สำหรับที่นี่ ป๊อบเลือกซื้อที่ดิน บุกเบิกพื้นที่ ปลูกต้นไม้ และสร้างบ้านดินก่อน จากนั้นจึงค่อยหาคนที่จะมาสร้างความฝันด้วยกัน แล้วการวาง Business Model ค่อยมาเป็นลำดับสุดท้าย

“หนึ่งในเหตุผลที่มาทำตรงนี้ คือเราไม่ได้อยากทำโปรเจกต์ที่ตอบสนองความฝันของตัวเองคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะในช่วงท้าย ๆ ของการบุกเบิกมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติที่ปากช่อง เราชวนทีมมาคุยกัน ถามว่าเขามาทำที่นี่เพราะอะไร หลายคนบอกว่า เห็นว่าสิ่งที่เราทำมันดีและอยากมาช่วยทำให้สำเร็จ แต่ใจเราอยากให้โปรเจกต์ยั่งยืนกว่านั้น เพราะถ้ามันถูกปักธงว่าเป็นโจทย์ของเรา ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่ มันก็อาจไปต่อยาก เราก็เลยอยากให้โปรเจกต์นี้เกิดจากความฝันร่วมกันของหลาย ๆ คน ที่ไม่ใช่เขามาทำเพื่อช่วยเรา แต่มาทำเพื่อตอบสนองความฝันของตัวเองด้วย”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

นั่นก็เลยทำให้ที่นี่เริ่มจากการหาคนที่มีใจก่อน แล้วค่อยชวนล้อมวงคุยว่า เราจะหารายได้จากสิ่งนี้ได้อย่างไร สิ่งไหนคือความฝันที่แต่ละคนอยากทำและรู้สึกว่าทำได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นงาน

“ตอนเริ่มบุกเบิกพื้นที่ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่จะมีโครงการอะไรบ้าง แต่เราสร้างสาธารณูปโภคก่อน ให้มันเปิด ๆ เอาไว้ เผื่อจะทำโครงการอะไรจะได้ทำได้ เริ่มจากห้องน้ำ 8 ห้องก่อนเลย ถ้ามีงานที่คนมาเยอะก็น่าจะใช้พอ ที่นอนต้องมี ครัวต้องมี แล้วก็ต้องมีพื้นที่กลางทำกิจกรรม แล้วเราก็อยากให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ร่มรื่น ก็ปลูกต้นไม้ เมื่อทุกอย่างเสร็จ ซึ่งก็แค่เดือนที่แล้วเองนะ ที่มาคุยกันว่าใครจะอยู่ต่อและทำด้วยกันบ้าง อยากทำอะไรกันบ้างที่จะตอบสนองความฝันของเขาที่จะทำให้รู้สึกว่า เป็นโครงการของเขา ไม่ใช่แค่มาช่วยเรา”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ป๊อบตัดสินใจซื้อที่ก็คือภาวะโลกร้อนที่ทำให้อนาคตกรุงเทพฯ น้ำจะท่วม อาจไม่ใช่น้ำมาครั้งเดียวมิดหลังคา แต่อาจเป็นการที่น้ำท่วมบ่อยจนใช้ชีวิตอยู่ได้ยาก

“ถึงตอนนั้นมันจะวุ่นวาย การหาที่ดินจะลำบาก แล้วตอนนั้นเราก็อาจอายุเยอะและไม่มีแรงมาบุกเบิกทำบ้านดินแบบนี้แล้ว วันนี้มีแรงก็อยากทำเลย แล้วเมื่อถึงวันนั้น เราก็อยากให้ที่นี่เป็นโอเอซิสสำหรับเพื่อน ๆ และคนที่เรารัก คนที่เราไม่อยากให้เขาแย่ ที่เขาจะมาอยู่ด้วยกันได้”

ส่วนเหตุผลสุดท้าย ก็คือเขาอยากต่อยอดให้เกิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่กว้างขึ้นกว่าแค่การเป็นมหาลัย แต่เป็นพื้นที่ของคนทุกเพศทุกวัย

อย่างไรก็ตาม กว่าที่จะมาเป็น Friends & forest ที่สวยงามในวันนี้ เส้นทางของเขาไม่เคยง่าย

จากไร่ข้าวโพดเก่าที่ถูกทิ้งร้าง บ่อบาดาลที่ผุพัง ป๊อบและเพื่อน ๆ หลายชีวิตได้เข้ามาเริ่มบุกเบิกพื้นที่ กลางคืนนอนวัด กลางวันเข้าไปสร้างบ้านดิน จน 1 ปีกว่า ๆ ผ่านไป ทั้งทีมงานและอาสาช่วยกันสร้างอาคารดินใหญ่และบ้าน 2 หลังจนเสร็จ ปลูกต้นไม้ไปแล้วนับร้อย ๆ ต้น เจาะบ่อบาดาลใหม่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ จนทุกอย่างแทบจะพร้อมแล้ว ยกเว้นความเห็นที่เริ่มไม่ตรงกับเจ้าของที่ดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สุดท้ายพวกเขาเลือกไม่ไปต่อกับที่ดินผืนนี้ สิ่งที่ลงแรงสร้างไว้ทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงความหลัง

แม้เขาจะปรับรูปแบบเป็น Gap Year Program ที่เป็นคล้าย ๆ มหาลัยเคลื่อนที่ พาผู้ใหญ่และวัยรุ่น เรียนรู้นอกห้องเรียนตามศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ จากเหนือจรดใต้ จากวิถีชาวนาสู่วิถีชาวประมง และโครงการก็ดำเนินต่อไปได้จนจบ แต่ก็มีหลายอย่างที่ยังไม่ง่ายและไม่ลงตัว

ความผิดหวังที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเจ็บปวดไม่น้อย เราจินตนาการว่า ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบเขา เราก็คงไม่รู้จะเอาพลังและเรี่ยวแรงใจจากไหนมาเริ่มต้นก่ออิฐก้อนใหม่กับโปรเจกต์ Friends & forest ในแบบที่เขาทำ

“มีเพื่อนคนหนึ่งแวะมาแล้วบอกว่า เออ คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เป็นของมึงแบบสุด ๆ คือ อึดว่ะ มึงลุกขึ้นมาใหม่ได้เรื่อย ๆ แต่อะไรที่ทำให้อึดเหรอ…” เขานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบว่า

“เราว่าส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตเพื่อน ตอนที่เราล้มแต่ละครั้ง เรามีเพื่อนดี ๆ ช่วยเยียวยาเรา ไม่ว่าจะเป็นเพราะเขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำหรือเขาแค่รักเรา แต่สิ่งนี้ก็ค่อย ๆ เยียวยาเรากลับมา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะสิ่งนี้มันยังไม่ค่อยมีในสังคม และถ้าเราไม่ทำ ก็อาจไม่มีใครทำในแนวนี้เลยก็ได้ คือถ้ามีคนทำแบบนี้แล้ว เราก็คงไปช่วยเขาทำแหละ เพราะการริเริ่มอะไรสักอย่างมันยาก และอีกอย่างคือเราไม่หลอกตัวเอง ไม่ตีเนียนว่าสักวันอะไร ๆ จะดีขึ้น ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวันจะมีคนทำ ก็ในเมื่อมันยังไม่มีคนทำ เราก็เลยต้องทำ” ป๊อบเล่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขามีแรงลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

หากใครที่รู้จักป๊อบ จะรู้ว่าเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรักและมิตรภาพมาก และเป็นมนุษย์ที่มีพลังบวกอยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็ทำให้เราสงสัยว่า กว่าที่ชีวิตจะดำเนินมาถึงจุดนี้ เขาก็น่าจะต้องเจอคนที่ทำให้ผิดหวังและเสียใจมาไม่น้อย แต่อะไรที่ทำให้เขายังคงมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์และยังมีแรงพลังในการทำสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่น

“มีช่วงเขว ๆ เหมือนกันนะ มีช่วงหนึ่งที่แตะไปถึงโซนแบบ โลกนี้มันก็อย่างนี้แหละ หรือความรู้สึกแบบ เราไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อแล้วก็ได้ เช่น เรื่องโลกร้อนที่จะต้องไม่ให้เพิ่มถึง 2 องศา เราก็คิดว่าต่อให้เราอยู่ก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งอะไรได้ ทุกคนมีมุมเห็นแก่ตัว เราก็มี เราไม่ได้โทษว่าใครผิดด้วย ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตคือดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ทำให้ต้องเบียดเบียดกัน แล้วก็เกิดโศกนาฏกรรมและเรื่องน่าเศร้ามากมาย คือมันทะลุการรู้สึกไม่ดีกับตัวบุคคลไปแล้ว แต่มันไปถึงการรู้สึกไม่ดีกับแก่นธรรมชาติบางอย่างของจักรวาล และรู้สึกว่าการมีอยู่ของเราอาจไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้”

ส่วนสาเหตุของความรู้สึกนั้น เขาบอกว่ามาจากหลายอย่างประกอบกัน และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้รับการเยียวยาทางจิตใจจากเพื่อน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือจิตแพทย์ที่สนิทกันตั้งแต่สมัยมัธยม

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“เพื่อนบอกว่า สิ่งที่แกพูดมันจริงหมดเลย ไม่มีอะไรที่เราปฏิเสธได้เลย แต่เราแค่อยากให้แกมีพื้นที่ในจิตใจที่เปิดให้กับความ Doom”

คำว่า Doom ในที่นี้ ป๊อบอธิบายว่า มันไม่ใช่ Death แบบความตาย แต่คือสถานการณ์ที่ตอนนี้ยังไม่ตาย แต่จะตายแน่ ๆ ในอนาคต หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่มีความหวังอะไรแล้ว ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขามองว่าเกิดขึ้นกับโลก

“เพื่อนก็บอกว่า ตอนนี้แกเห็นความ Doom ของมนุษยชาติ ที่ผ่านมาแกพยายามเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น แต่พอมาถึงจุดที่รู้สึกว่าทำไม่สำเร็จ แกก็เลยรู้สึกว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม แต่เราอยากชวนให้แกมองอีกมุมหนึ่ง คือไม่ต้องบิดเบือนอะไรเลยนะ คือยอมรับไปเลยว่ามันจะ Doom นั่นแหละ พอแกมีพื้นที่ยอมรับความวิบัตินี้ในใจแกแล้ว แกก็อาจจะไม่ต้องรีบจากไปก็ได้ เพราะถ้าแกจากไป ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ก็ยอมรับไปเลยว่าสุดท้ายจะเป็นแบบนี้ แล้วในระหว่างนี้อะไรดี ๆ ที่แกทำได้ก็ถือว่าเป็นกำไร ซึ่งพอเราคุยกับเพื่อนคนนี้จบ เราก็รู้สึกดีขึ้นเลยนะ”

เขาบอกว่าตอนนี้เขามองตัวเองเหมือนคนที่ยังสร้างอะไรที่มีความงามในฉากที่โลกกำลังเข้าสู่ความหายนะ ซึ่งนั่นก็ทำให้เรานึกถึงคนที่เล่นดนตรีในฉากที่เรือไททานิคกำลังล่ม

“บทบาทของเราก็อาจเป็นคนวาดรูป ที่ทำให้ภาพวันหายนะโกลาหลที่มันโหดร้าย พอมองไปแล้วมันสะดุดตาสักนิดว่า มันมีมุมเล็ก ๆ ของภาพที่มันสวยมาก ๆ เลยนะ เรารู้สึกว่าเราอาจมีหน้าที่แค่นี้ก็ได้ แล้วนั่นมันก็อาจดีพอแล้ว ก็เลยทำที่นี่ต่อด้วยความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่อยากชวนให้เห็นว่า ในโลกที่โหดร้ายก็ยังมีมุมหนึ่งที่มีอะไรดีอยู่”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

Friends & forest ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือผู้คน

ตลอดระยะเวลาปีกว่า ๆ แห่งการก่อร่างสร้างบ้านดินของ Friends & forest สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นอยู่เสมอจากเฟซบุ๊กของป๊อบ ก็คือภาพบรรยากาศความสนุกสนานในช่วงเวลาหลังเลิกงาน ที่แต่ละคืนก็มีกิจกรรมต่างกันไป บางคืนมีล้อมวงเล่นดนตรี บางคืนมีปาร์ตี้ปิ้งย่าง บางคืนล้อมวงเล่นบอร์ดเกม ส่วนบางคืนก็เป็นการล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกแบบ Deep Talk บางคืนก็ฉายสารคดีดูกัน หรือคืนที่พิเศษคืนหนึ่งเป็น Music Night ที่มาแชร์ความรู้สึกของตนเองผ่านบทเพลง และอีกหลายกิจกรรมที่ทำให้ช่วงเวลาสั้น ๆ ของเหล่าอาสาที่นี่เปลี่ยนจากคนแปลกหน้ากลายมาเป็นเพื่อนกัน – เราถามป๊อบว่า เขามีเทคนิคอย่างไร

“อย่างหนึ่งเลยที่เราว่ามันช่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่โจนฟันธง แล้วมันจริงอย่างไม่น่าเชื่อ แกบอกว่าสิ่งเดียวที่ทำให้คนหลาย ๆ พื้นเพมาอยู่ร่วมกันได้ง่ายที่สุด คือการทำงานใช้แรง เพราะถ้านั่งประชุมพูดคุย คนที่พื้นเพบ้าน ๆ กับนักวิชาการ มันยากมากที่จะรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ต่อให้มีความปรารถนาดีต่อกันมากแค่ไหนก็ตาม ยิ่งคุยก็จะยิ่งเห็นช่องว่างห่างกันเรื่อย ๆ แต่ถ้ามาทำบ้านดินด้วยกัน มาเข้าโหมดถึกด้วยกัน มันจะเหมือนออกค่าย ที่มีจุดยึดโยงบางอย่างที่ทำให้เห็นอกเห็นใจกัน ถึงจะรู้ว่าเราก็ต่างกันจริง ๆ นั่นแหละ แต่อย่างน้อยเราก็แบกของหนัก ๆ เหมือนกัน เราว่าสิ่งนี้มันหลอมคนเข้าด้วยกันจริงอย่างที่พี่โจนว่า”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกอย่างที่ป๊อบบอกว่าเพิ่งมารู้ภายหลังว่าสำคัญ ก็คือการมีกฎของกลุ่มที่ทุกคนช่วยกันร่างขึ้นมา เพราะช่วงแรก ๆ ที่ไม่มีกฎ ทำให้ป๊อบต้องคอยไปบอกคนนั้นคนนี้ว่าสิ่งนั้นไม่ควรทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้สึกลำบากใจ

“แต่ละคนถูกปลูกฝังต่างกัน ให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน คำว่า Common Sense จึงไม่มีอยู่จริง เราว่าข้อดีของกฎไม่ใช่การบังคับ แต่คือความชัดเจน เป็นบรรทัดฐานที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน เช่น การเก็บแก้ว ก็ให้ล้างแล้วเก็บทันที ไม่เอาแบบวางไว้ก่อน เพราะมดจะขึ้น เราว่าถ้าเป็นกฎที่ไม่ได้ออกมาเพื่อผลประโยชน์ของใครคนหนึ่ง แต่เพื่อประโยชน์ของทุกคน เราพบว่ามันดี มันทำให้อะไร ๆ ชัดเจนและไม่ปวดหัว”

ว่ากันว่าความสวยงามของการเดินขึ้นภูเขาไม่ได้อยู่แค่ที่จุดหมายปลายทาง แต่ยังอยู่ที่สองข้างทางระหว่างเดินขึ้นด้วย ซึ่งการสร้างบ้านดิน ณ Friends & forest ก็ไม่ต่างกัน

“เหตุการณ์ประทับใจมีหลายอย่างมาก สำหรับเราจะเป็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จังหวะเลิกงาน เรานั่งเก็บงานแล้วมองลงไปจากระเบียง เห็นเขาเอาถังมาล้างด้วยกัน เอาน้ำมาฉีด ๆ แกล้งกัน อะไรแบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่า แม้จะลงทุนและมีอุปสรรคมากมาย เราก็รู้สึกว่ามันคุ้มนะที่ตัดสินใจทำสิ่งนี้ อย่างน้อยมันก็เกิดโมเมนต์แบบนี้ตรงหน้า หรือเมื่อก่อนที่เราต้องเป็นคนไปบอกว่าทำเสร็จแล้วให้ล้างถังและคว่ำไว้นะ แต่น้องอาสาบางชุดจริงจังกับเรื่องนี้มาก จนเราเองที่ต้องบอกว่า อันนี้แช่น้ำไว้ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ใช้ต่อ แต่น้องเขาบอกว่า ไม่ได้ค่ะ อยากให้มันเรียบร้อยค่ะพี่ เราก็โอ้ โอเค” ป๊อบเล่าพร้อมหัวเราะ

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“หรือเวลาที่เลื่อนอ่านเฟซบุ๊กแล้วเห็นคนที่มาเจอกันที่นี่คอมเมนต์โต้ตอบกัน เราก็ดีใจ รู้สึกเหมือนภารกิจที่วางไว้สำเร็จ หรืออย่างในงานเปิดบ้าน มีคืนหนึ่งที่น้องสองคนที่จบโฮมสคูลมาเล่นดนตรีด้วยกัน แล้วมีอยู่บางเพลงที่เขาร้องแล้วเราน้ำตาไหล มันเป็นความรู้สึกที่ว่า ในที่สุดพื้นที่นี้ก็ได้มีโมเมนต์ที่ตราตรึงขนาดนี้ให้กับคนได้ ก็ทำให้รู้สึกว่ามันมีความหมายที่ได้สร้างพื้นที่นี้ขึ้นมา หรือว่าทุกครั้งที่ได้ฟังคนแชร์ว่าเขาได้เรียนรู้หรือประทับใจอะไรจากที่นี่ เราก็ดีใจที่ได้รู้ว่าเรื่องนี้มีความหมายกับเขาขนาดนั้น การมาที่นี่ของเขามันเปลี่ยนเขาในมุมนี้ขนาดนั้นเลยนะ”

เราขอให้เขายกตัวอย่างบางความคิดเห็นที่โดนใจเขาเป็นพิเศษ เขานิ่งคิดอยู่พักหนึ่งแล้วเล่าว่า

“มีน้องคนหนึ่งที่ตอนมาเราก็เถียง ๆ แหย่กัน กวนตีนกันไปมา แต่เราก็มีประเด็นจริงจังบางอย่างที่อยากบอกกับเขา แล้วเราก็ไม่รู้จะถึงไม่ถึง ได้ไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาบอกว่า เราเป็นไม่กี่คนในชีวิตที่เขาสัมผัสได้ว่าปรารถนาดีกับเขาจริง ๆ และเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราพยายามจะบอก และเขาเองก็เวิร์กเรื่องนี้อยู่จริง ๆ นะ และถือว่าเราเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเราก็รู้สึกว่า โอ้ มึงอินกว่าที่กูคิด โอเค กูก็นึกว่ามึงอินบ้างไม่อินบ้าง กูก็ดีใจที่การมีอยู่ของกูมันมีประโยชน์กับมึงขนาดนี้ กูก็กลัวมึงไม่อินเหมือนกัน”

ทีมงาน

แม้ทีมงาน Friends & forest อาจมีการเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และกิจกรรมก็อาจเปลี่ยนไปตามตัวบุคคล แต่หัวใจสำคัญของที่นี่ – ความจริงใจ มิตรภาพ การรับฟัง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรม ก็ยังจะเป็นหัวใจหลักของที่นี่เสมอ โดยในวันนี้ ทีมงานของที่นี่มีทั้งหมด 9 ชีวิต หลายคนก็เริ่มจากการเป็นอาสาทำบ้านดินและอยู่ยาวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

“ช่วงแรก ๆ ที่มาคือพูดกับพี่ป๊อบเลยว่า มาอยู่ที่นี่ 2 วัน หัวเราะมากกว่าอยู่ที่บ้านทั้งอาทิตย์อีก เราชอบตรงที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้เจอผู้คน ได้คุยกับคนที่มีความคิดหลายแบบ ได้เห็นว่าในสิ่งเดียวกันแต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกัน เคยบอกพี่ป๊อบว่า คนที่มาที่นี่เป็นคนบ้าทุกคน ใครไม่บ้าไม่มาหรอก ที่นี่มีคนแปลกเยอะ แต่เป็นความแปลกที่อยู่ด้วยกันได้ มีความหลากหลายเยอะมาก แต่ไม่ตัดสินกัน มันเจ๋งดีนะถ้ามีพื้นที่แบบนี้เยอะ ๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่ของเรา” โซฟา-ปัญฑารีย์ ขันชะลีย์ดำรงกุล หญิงสาวที่มาสมัครงานเพราะเบื่อเมืองและคิดถึงการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บอกเล่าความประทับใจตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ได้มาอยู่ที่นี่

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“ชอบไลฟ์สไตล์รักษ์โลก เช่น การแยกขยะที่ทำละเอียดและเต็มที่มาก ซึ่งผลักดันให้เราอยากทำมากขึ้นกว่าที่เคยทำมา แล้วก็ชอบมิติของผู้คนที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง ชอบการตั้งวงพูดคุยที่แชร์ความรู้สึกลึก ๆ ข้างในอย่างตรงไปตรงมา” มิ้น-ณัฐธินี อัมพุช หญิงสาวที่สนใจชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง บอกเล่าความรู้สึกกับงานแรกหลังเรียนจบของเธอ

“ก่อนหน้านี้เราสนใจแต่เงิน แต่งาน แต่การมาอยู่ที่นี่ทำให้ได้เห็นว่า เงินไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่าง แต่ความสัมพันธ์ ความรู้ใหม่ ๆ และหลายสิ่งในโลกนี้ที่มันสวยงามให้อะไรเราได้มากกว่าเงิน และเราก็ประทับใจในอุดมการณ์ของที่นี่” แอล-อัลลิค ครอมตัน หนึ่งในพ่อครัวหัวป่าก์ของ Friends & forest เล่าความรู้สึกที่ไม่คาดฝันว่าจะได้รับหลังจากมาที่นี่เพราะมิ้นชวนมา

“ชอบความเป็นธรรมชาติ เราเบื่อชีวิตในเมือง เบื่อรถติด เบื่อความอึดอัด แต่อยู่ที่นี่มันโปร่งสบายกว่า และชอบที่มีเพื่อนคุยแบบจริงใจ เช่น เวลาให้คำแนะนำกัน ทุกคนจะพูดแบบตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องกลัวผิดใจกัน ซึ่งเราก็จะรู้ว่าเขาแนะนำเพื่อต่อยอด ไม่ใช่เพื่อตำหนิ” มด-นิติภูมิ สินธุสนธิชาติ เล่าถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตที่นี่

“ผมว่าจุดเด่นอย่างหนึ่งของผู้คนที่นี่คือความเปิดกว้าง ไม่แบ่งแยก อย่างตัวเราเองก็อาจมีบางสิ่งที่ต่างจากกระแสหลัก ซึ่งหากไปอยู่ที่อื่นบางที่อาจรู้สึกแปลกแยก แต่ไม่ใช่กับที่นี่ เพราะที่นี่ความแตกต่างไม่ได้ถูกกีดกันออกไป” อาร์ม-ศิวา จันทรักษา หนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามของพื้นที่แห่งนี้ ยืนยันถึงจุดเด่นของที่นี่

“ที่นี่เป็นสถานที่ให้ผู้คนหลากหลายมาใช้เวลาร่วมกันโดยมีจุดร่วมบางอย่าง แม้จะมีความแตกต่างทางความคิด แต่ทุกคนก็ปรับตัวเข้าหากันได้ ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสื่อสารความคิดตัวเอง” ปลื้ม-ธรรมสรณ์ ศรีสวัสดิ์ หนุ่มนักศึกษาบอกเล่าเหตุผลที่ทำให้จากตอนแรกที่วางแผนจะอยู่แค่เดือนเดียว กลับอยู่ยาวจนกลายเป็นทีมงาน

“ผมอายุมากที่สุด ตอนแรกก็หนักใจว่าจะอยู่ได้ไหม แต่ก็มีกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้ผมได้เห็นถึงความคิดของคนรุ่นใหม่ ได้เห็นความตั้งใจของพวกเขาที่จะทำอะไรดี ๆ ก็ประทับใจสิ่งเหล่านี้” ณุ-พิษณุ สีอุดมธีรกุล เล่าถึงความรู้สึกของการมาที่นี่หลังจากหยุดธุรกิจส่วนตัวไปพักหนึ่งเพราะสถานการณ์โควิด-19

“เราชอบตรงที่มีต้นไม้เยอะและหลากหลายมาก แล้วก็ประทับใจผู้คน ทั้งอาสาที่มาและทีมงาน เราไม่ได้เรียนรู้แค่การทำบ้านดิน แต่ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันด้วย การมาอยู่ที่นี่ทำให้รู้สึกว่าเราใจเย็นลง และเปิดรับความคิดที่หลากหลายของคนมากขึ้น” ส้มโอ-วันทนีย์ จันทรมี หญิงสาวที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เดือนมกราคมเล่าถึงความประทับใจและสิ่งที่ได้เรียนรู้

แม้ว่าเราจะนิยามตัวเองว่าเป็นมนุษย์ Introvert ที่มีโลกส่วนตัวสูงและสนิทกับคนยาก แต่ระยะเวลาเพียง 2 วัน 1 คืนที่เราได้มาเยือนที่นี่ เรากลับรู้สึกอบอุ่นและสนิทใจกับผู้คนที่นี่อย่างประหลาด มันเป็นความสบายใจเหมือนสายน้ำที่ไหลไปตามธรรมชาติ และมันก็เป็นจริงอย่างที่ป๊อบว่าไว้ – มุมเล็ก ๆ ที่สวยงามท่ามกลางโลกที่โหดร้ายยังมีอยู่จริง

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ภาพ : Friends & forest และ Jay Takachote

 

Writer & Photographer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load