ช่วงปีที่ผ่านมา วงการการศึกษาต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การเรียนรู้ต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ กระทบชีวิตของนักเรียนมากกว่า 7.3 ล้านคนทั่วประเทศ และเผยให้ถึงช่องโหว่ของระบบที่มีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ซ้ำเติมปัญหาเดิมที่ผู้คนบ่นกันมาอย่างยาวนานในหลายมิติ 

ทั้งการเรียนรู้ในโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ตามความต้องการและความถนัดของแต่ละบุคคล 

เบื่อ รู้สึกว่าห้องเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย

คนเก่งไม่ค่อยอยากเข้ามาเป็นครูในระบบ 

ครูที่ดีต้องเผชิญความยากลำบาก หมดไฟไปกับระบบที่ไม่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดดเดี่ยวอ้างว้าง

และอีกสารพัดโจทย์ที่รอคอยการไขหาคำตอบ

จนหลายคนอาจหมดหวังไปแล้ว ไม่เห็นหนทางออก 

แต่ นะโม-ชลิพา ดุลยากร คือคนรุ่นใหม่ที่ยังมีความหวังและลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข

จากความหลงใหลในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เธอพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘insKru’ เพื่อเป็นพื้นที่แบ่งปันไอเดียและเครื่องมือการสอน รวมตัวบรรดาคุณครูไฟแรงที่ยังมีหวัง และปรารถนาให้นักเรียนของพวกเขามีความสุข สร้างเป็นคอมมูนิตี้แห่งการแลกเปลี่ยนความคิด เติมพลังและเยียวยาจิตใจกันและกัน

นะโมก่อตั้งแพลตฟอร์มตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน ในวันที่เธอเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย ด้วยความแตกต่างของคอนเทนต์ที่ดูเข้าถึงง่าย เป็นกันเอง และใช้ประโยชน์ในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี กลายเป็นที่กล่าวขวัญในวงการการศึกษาภายในเวลารวดเร็ว และมีหน่วยงานต่างๆ ทยอยเข้ามาพูดคุย จับมือร่วมงานกัน

จนวันนี้เติบโตขึ้นไปอีกระดับชั้น มีจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น และภารกิจที่มองไกลไปกว่าเดิมเราจึงชวนนะโมกับ พั้นช์-วณิสตา เงินอยู่ Product Owner ที่ดูแลภาพรวมของเว็บไซต์ และ ฝ้าย-เกวลิน สุวรรณโชคอิสาน Project Manager มาร่วมสนทนาถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และทิศทางต่อจากนี้ของแพลตฟอร์มอันเป็นที่รักของคุณครู

insKru ตั้งใจจะพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้เพื่อคุณครูกว่า 500,000 คน และสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายสำหรับทุกคนอย่างไร ขอชวนคุณมาเริ่มออกแบบห้องเรียนในฝันไปพร้อมกัน

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
01

เพื่อนแกะดำ

insKru ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ดีของผู้นำความสนใจของตัวเองมาสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้สำเร็จ

ชีวิตของนะโมผูกพันเกี่ยวโยงกับแวดวงการศึกษามาตั้งแต่เล็ก เธอเกิดในครอบครัวที่คุณย่าเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนในจังหวัดลพบุรีมานานกว่า 50 ปี ในวัยเด็ก เสียงหัวเราะวิ่งเล่นของเด็กๆ ทักทายเธอทุกวันยามรุ่งอรุณ

“เราเริ่มรู้ตัวตอนเรียนมัธยมว่าเด็กคือพลังชีวิตของเรา เคยฝันว่าอยากเป็นครูอนุบาล เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาเด็ก แต่ตอนจะสอบเข้า เราไปเจอคลิปของนักออกแบบไอศกรีมที่ IceDEA ที่เรียนจบด้านออกแบบอุตสาหกรรม (Industrial Design) เขาบอกว่าการเรียนสิ่งนี้ช่วยให้เราออกแบบอะไรก็ได้ แม้กระทั่งชีวิตตัวเอง เราเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้น เราน่าจะเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer) สร้างประสบการณ์การเรียนแบบใหม่ที่สร้างสรรค์ให้กับเด็กได้เหมือนกันนะ” นะโมเล่าถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต การเรียนด้านออกแบบช่วยสร้างทักษะ ทำให้สายตาเธอมองห้องเรียนและระบบการศึกษาที่แตกต่างไป

ในระหว่างที่เรียนอยู่ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นะโมทำกิจกรรมและลองแข่งขันงานประกวดต่างๆ เพื่อค้นหาตัวเองจนเรียกได้ว่าเป็นชีวิตวัยเรียนที่แสนคุ้ม เธอค้นพบว่าไม่ว่าจะทำอะไร ความคิดของเธอมักวนเวียนกลับมาสู่การหาหนทางทำให้เด็กมีความสุขเสมอ ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่ทำได้คือ การพัฒนาและสร้างแรงบันดาลใจให้คุณครู

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข

“ตอนเริ่มทำทีสิส เราลองกลับบ้านเพื่อไปคุยกับคุณครูที่โรงเรียน และเจอว่ามีครูที่ประยุกต์วิธีการสอนได้ดีมาก เช่น สอนเรื่องแสงและเงาจากนิทาน ทำให้เราเห็นว่าเรื่องเรื่องหนึ่งมีวิธีการสอนได้หลายแบบมาก เราน่าจะมีคลังที่ให้คุณครูมาเก็บไฟล์ของตัวเอง ให้คนอื่นเข้ามาค้นหาและช่วยกันต่อเติมได้ด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิดใหม่หมด เพราะจริงๆ ครูมีหน้าที่แบบนักมายากลเหมือนกันนะ ต้องมีทักษะการทำให้ของที่ดูธรรมดาหรือไกลตัวเป็นเรื่องน่าสนใจ และต้องดึงศักยภาพของเด็กออกมาด้วย 

“แต่ระบบที่เป็นอยู่กลับไม่เอื้อให้ครูทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ ครูหลายคนพูดเหมือนกันว่าเขาอยากเตรียมการสอนให้ดี ซึ่งต้องใช้เวลาคิดให้สร้างสรรค์ แต่เขากลับต้องมานั่งทำงานเอกสาร ถ่ายรูปงาน สร้างภาพลักษณ์ให้โรงเรียน พอระบบทำให้ครูขาดแรงบันดาลใจ เด็กก็เบื่อ ครูก็เบื่อ กลายเป็นวงจรไปเรื่อยๆ ต่อให้เป็นครูที่ดี ถ้าคนรอบตัวเขาไม่ได้ส่งเสริม สักวันเขาจะหมดไฟ” 

เมื่อค้นคว้าเพื่อทำโปรเจกต์นี้ไปเรื่อยๆ นะโมเริ่มเห็นปัญหาที่ชัดเจนและพบผู้คนในวงการที่มีอุดมการณ์อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงตรงกัน หนึ่งในนั้นคือ ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร อดีตคุณครูรุ่นแรกของ Teach for Thailand และผู้ก่อตั้งโครงการ Saturday School ที่คลุกคลีอยู่ในวงการอย่างแน่วแน่ และ เคนโด้-ศิวกร ธิติศักดิ์สกุล Developer ที่อาสามาช่วยพัฒนาเว็บไซต์ให้ฟรีๆ  

ทั้งสามคนร่วมกันต่อยอด ปรับเปลี่ยนไอเดียจนมาจบที่แพลตฟอร์มแบ่งปันไอเดียการสอนทางออนไลน์ นำไปเข้าแข่งประกวดธุรกิจ จนได้เสียงตอบรับที่ดีกลับมาจากความตั้งใจและแปลกใหม่ 

แม้จะโดนตั้งคำถามเกี่ยวกับการสร้างรายได้ในทางธุรกิจบ้าง แต่ในเชิงคุณค่าจะช่วยคุณครูทั่วประเทศได้อย่างมาก แพลตฟอร์มจึงได้รับการต่อยอดและถือกำเนิดขึ้น เป็นการผสมคำว่า Inspire กับ Kru เข้าด้วยกัน เพื่อบ่งบอกว่าพื้นที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจ ชุบชูจิตใจคนเป็นครูให้มีความหวัง เชื่อว่า ‘ทุกการสอนเป็นไปได้’ และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน

“คุณครูที่อยากเปลี่ยนห้องเรียน อาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำ เราอยากเป็นพื้นที่ที่จะรวมแกะดำเหล่านั้น และบอกว่าเธอยังมีเพื่อนอยู่ตรงนี้” ผู้นำแกะดำเล่าด้วยความมุ่งมั่น

“เราไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปแพลตฟอร์มของเราจะเป็นยังไง คิดอยู่ว่าเอายังไงดีกับชีวิต จริงๆ ยังอยากเป็นครูอยู่นะ แต่จะลองทำสิ่งนี้ไปก่อน เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข” นะโมเคยกล่าวคำพูดนี้ไว้เมื่อ 3 ปีก่อน ในวันที่เธอก็ยังสงสัยว่าอนาคตของพื้นที่นี้จะเป็นอย่างไร

วันนี้ เธอยังคงทำสิ่งนี้อยู่ด้วยความมุ่งมั่นและความสุขเช่นเคย พร้อมด้วยผลลัพธ์ที่ช่วยยืนยันความเชื่อของเธอ

02

ห้องเรียนล้ำเส้น

insKru เชื่อว่าคุณครูที่มีไอเดียดีๆ ใส่ใจผู้เรียน กระจายอยู่ทั่วประเทศ 

สิ่งสำคัญคือการทำให้ไอเดียเหล่านั้นส่งต่อถึงกัน เพื่อให้นักเรียนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด ได้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน จากคุณครูของพวกเขา

แพลตฟอร์มจึงเปิดให้คุณครูและผู้ใช้งานเข้ามาอัปโหลดไอเดียและเครื่องมือการสอนบนเว็บไซต์ แบ่งแยกย่อยตามหมวดหมู่ เช่น รายวิชา ระดับชั้น รูปแบบการสอน สื่อที่ใช้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน 

หากลองกดเข้าไปดูในแพลตฟอร์ม คุณจะพบว่าบรรดาคุณครูเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สนทนา ให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม เป็นคอมมูนิตี้ของครูที่เต็มไปด้วยพลังและความตั้งใจอยากเปลี่ยนห้องเรียนให้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นของวงการการศึกษาเมื่อ 3 ปีก่อน

“ย้อนกลับไปตอนนั้น เว็บไซต์เกี่ยวกับครูมักมีแต่ข่าวราชการและระบบที่ใช้งานยาก รวมถึงยังไม่มีวัฒนธรรมเรื่องการแบ่งปันไอเดียการสอน เพราะคนมองว่าถ้าแชร์แผนการสอน เดี๋ยวจะมีคนลอกไปทำส่งขอวิทยฐานะ กับกลัวว่าถ้าเปิดให้คนรู้จักห้องเรียนของตัวเองจะโดนตัดสิน 

“เราอยากเปลี่ยนตรงนี้ ในฐานะนักออกแบบ เราจึงเริ่มต้นตั้งแต่กราฟิกที่ทำเลย อาจจะดูเด็กหน่อยในสายตาของผู้ใหญ่ในกระทรวง แต่ความตั้งใจของเราคือจะต้อง Student-friendly และ Teacher-friendly” นะโมอธิบายคอนเซ็ปต์ที่เป็นแก่นหลักของแพลตฟอร์มและเพจ ซึ่งลบภาพจำของการสื่อสารแบบเดิมๆ ทิ้งไปได้อย่างหมดสิ้น

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข

ในช่วงที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว ผู้คนในสังคมกำลังตื่นตัวเรื่องการศึกษาพอดี เริ่มมีกลุ่มต่างๆ ร่วมด้วยช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อผลักดันคุณครูเป็นเครือข่าย เช่น ครูปล่อยของ, Teach for Thailand, ก่อการครู, Thai Civic Education ทำให้ insKru เข้ามาต่อจิ๊กซอว์ส่วนสำคัญได้อย่างลงตัว ถูกจังหวะพอดี  ด้วยการเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมไอเดียและข้อมูลทุกอย่างไว้ให้อยู่ในที่เดียว เปรียบเสมือนคลังความรู้ที่จะไม่สูญหายไปตามกาลเวลา

“เราเคยรวม Top Creators ตอนสิ้นปีเพื่อดูว่าช่วงปีที่ผ่านมา มีใครที่แบ่งปันไอเดียเยอะ และคนเข้าไปดูไอเดียเยอะบ้าง แล้วลองไปคุยกับเขาดู เขาบอกว่าการลงไอเดียเป็นการสะท้อนบทเรียน ทำให้ได้กลับมาทบทวนด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นไปบ้างในห้องเรียน พอเขาลองเอาไอเดียในเว็บไปใช้แล้วเด็กมีความสุขมาก เขาก็อยากเป็นคนแชร์บ้าง” พั้นช์เล่าเหตุผลที่คุณครูเปิดรับและพากันมาแบ่งปันไอเดียบนแพลตฟอร์ม จนตอนนี้มีมากกว่า 4,000 ไอเดียบนเว็บไซต์แล้ว

ทาง insKru เปิดรับไอเดียที่หลากหลาย แต่หากอยากเสนอให้ครบถ้วน ไอเดียควรระบุมีที่มาที่ไปชัดเจน เล่าแนวคิดและบริบทของห้องเรียนที่เหมาะสมกับไอเดียนี้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้คนเห็นภาพและนำไปใช้งานต่อได้ โดยไอเดียไม่จำเป็นต้องซับซ้อนแต่อย่างใด

และสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลยคือ การเข้าใจและใส่ใจผู้เรียน

“ในความคิดเรา ไอเดียที่ดีไม่ได้เป็นเนื้อหาที่คุณครูอยากเพียงแค่ป้อนเด็กให้เสร็จ แต่เป็นไอเดียที่คุณครูเห็นเด็กอยู่ในนั้นตอนคิดกระบวนการ อ่านแล้วรู้สึกว่าเขาตั้งใจทำเพื่อเด็กจริงๆ และพร้อมจะเรียนรู้ไปด้วยกัน ไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่า แต่เป็นคนที่เท่ากัน” พั้นช์และฝ้ายเสริมหลังจากเห็นไอเดียมานับร้อย

ในยุคสมัยนี้ คุณครูไม่อาจเป็นผู้ยืนอ่านเอกสารหน้าห้องได้อีกต่อไปแล้ว เพราะนักเรียนเข้าถึงแหล่งข้อมูลจากที่ใดก็ได้ คุณครูจำเป็นต้องออกแบบกระบวนการที่สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าจดจำ สร้างสรรค์ เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
พั้นช์ (ซ้าย) – ฝ้าย (ขวา)

เพื่อให้เกิดการแชร์ไอเดียในวงกว้างขึ้นไปอีก แพลตฟอร์มยังใช้ความเข้าใจในระบบประเมินครูที่เป็นอยู่ของไทย ที่ยังคงต้องเก็บเอกสารและหลักฐานต่างๆ ไปแสดงเป็นผลงาน ให้เป็นประโยชน์ 

ในทุกภาคเรียน insKru จะออกเกียรติบัตรให้ผู้ใช้งานที่เข้ามาลงไอเดีย เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกความคิดมีคุณค่า และช่วยให้คุณครูนำไปใช้ประกอบในเอกสารตามระบบได้อีกด้วย 

รวมถึงรวบรวมไอเดียมาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มเป็นระยะ จัดแคมเปญเชื้อเชิญให้น่าร่วมสนุก เช่น แคมเปญ ‘ED’s Possible ตามหา 1000 ไอเดีย พลิกโฉมการเรียนรู้ของเด็กไทย’ ที่ทำงานร่วมกับสภาการศึกษา ชวนให้คนเป็นแมวมอง เสนอชื่อคุณครูหรือนักออกแบบการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมผู้เรียนในแง่มุมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อให้พวกเขาและไอเดียการสอนได้รับการพูดถึง ตอบรับกับความทุ่มเทที่มอบให้เด็กๆ

และหากไม่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตอนนี้ แพลตฟอร์มจะได้จัดนิทรรศการ ‘Skip School’ ที่จับคู่ไอเดียการสอนของคุณครูในฐานะ Learning Designers กับศิลปินจากหลากหลายแขนงที่เข้ามารังสรรค์ความคิดของคุณครูให้กลายเป็นงานศิลปะชั้นยอด (ตอนนี้งานถูกเลื่อนออกไปก่อน)

เมื่อการแบ่งปันไอเดียเป็นเรื่องน่าสนุก สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นประโยชน์ กำแพงจากระบบเดิมจึงค่อยๆ ถูกพังทลายลง คุณครูและบุคคลทั่วไปทยอยกันเข้ามาแชร์ความคิดและสร้างคอมมูนิตี้ที่เข้มแข็งขึ้น

สุดท้าย ผู้ที่ได้ประโยชน์คือนักเรียนที่มีความสุขจากการเรียนการสอน

03

ทุกการสอนเป็นไปได้

นอกจากสร้างพื้นที่ให้คุณครูมาแบ่งปันไอเดียกันแล้ว ทางทีมยังร่วมผลิตคอนเทนต์ เพื่อนำเสนอทั้งไอเดียและเครื่องมือลงบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจากความเข้าใจวงการอย่างลึกซึ้ง 

“เราคุยกับคุณครูและนักเรียนเรื่อยๆ เพื่อเข้าใจ Pain Point ของพวกเขา เช่น ไปจัดเวิร์กชอปให้คุณครู แล้วเขาบอกว่าการเจอคนที่คิดเหมือนกันช่วยเติมพลัง เราตกผลึกได้ว่ามันคือการ Connect ในขณะที่บางคนอาจต้องการพื้นที่ที่ช่วยตอกย้ำคุณค่าที่เขายึดถือหรือ Spotlight เราก็จะคิดว่าคอนเทนต์เราจะช่วย Connect คนหรือ Spotlight สิ่งที่เขาคิดได้อย่างไร โดยพยายามให้คนเห็นภาพมากที่สุด เพื่อให้คนเห็นความเป็นไปได้

“ในวงการการศึกษา มีคำพูดที่ดูเป็นนามธรรมอยู่เยอะ เราต้องยกเหตุการณ์ขึ้นมาประกอบให้ได้ เช่น พื้นที่ปลอดภัย เราต้องสื่อสารได้ว่า การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ครูต้องทำอะไรบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ แล้วจบไป” นะโมเล่าวิธีคิดเบื้องหลังคอนเทนต์ที่คนต่างหลงรัก

“อีกอย่างที่ช่วยให้เราคิดคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คือความเชื่อ” ฝ้ายเสริม “พอในทีมเชื่อว่าทุกการสอนเป็นไปได้ เวลามองเห็นอะไรสักอย่าง เช่น ต้นไม้ เราจะคิดกันแล้วว่าต้นไม้สอนอะไรคนได้บ้าง ทุกคนกลายเป็นถอดบทเรียนกับสิ่งรอบตัว ทำให้หยิบเรื่องต่างๆ มาเป็นไอเดียได้ตลอด” 

หากเราลองสังเกตและใคร่ครวญด้วยความสร้างสรรค์ ทุกสรรพสิ่งเป็นบทเรียนให้เราได้เสมอ

เช่น ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนและการอภิปรายสภาเป็นเนื้อหาการสอนในวิชาต่างๆ ช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากความเป็นจริงและเท่าทันเหตุการณ์

เมื่อโควิด-19 ส่งผลให้การเรียนต้องเกิดขึ้นทางออนไลน์ insKru หันมาแนะนำไอเดียและเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปได้อย่างราบรื่นขึ้น เช่น แบบฟอร์มเช็กสภาพจิตใจนักเรียน ช่วยให้คุณครูรับรู้ความเป็นไปของชีวิตลูกศิษย์

และเพื่อตอบรับความแตกต่างของห้องเรียนไทยที่มีบริบทแตกต่างกัน การนำเสนอไอเดียแต่ละเรื่องของแพลคฟอร์มจึงพยายามสอดแทรกวิธีการหลากหลายสไตล์ ครอบคลุมการใช้งานเทคโนโลยีที่แตกต่างกันด้วย เรียกว่าคิดอย่างครบถ้วน พร้อมสนับสนุนและอยู่เคียงข้างคุณครูทุกคน

“ สิ่งสำคัญคือทุกอย่างที่เราทำเกิดจากความตั้งใจ คิดอะไรได้เรายินดีให้หมดเลย และเราว่าคุณครูสัมผัสความตั้งใจตรงนี้ได้” 

insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอนคุณครูทั่วไทย ที่หวังให้นักเรียนไทยมีความสุข
04

ปรับระบบ

แต่ภารกิจไม่ได้หยุดอยู่ที่การเปลี่ยนห้องเรียนเท่านั้น พวกเขาพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบไปควบคู่กันด้วย

ในหลายโรงเรียน คุณครูมักต้องปฏิบัติตามนโยบาย กฎเกณฑ์ที่กำหนดมาจากผู้บริหารหรือกระทรวง ทั้งที่อาจไม่ได้เหมาะกับบริบทและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ต้องใช้เวลา แรงกายแรงใจ ต่อสู้กับค่านิยมเดิมที่ฝังรากลึกอยู่ภายในโรงเรียน ไม่อาจทำอะไรที่สร้างสรรค์หรือนอกกรอบตามที่นึกคิดได้มากนัก

แพลตฟอร์มจึงสร้างและผลักดันเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนวิธีการทำงานภายในห้องเรียนและโรงเรียน ให้คุณครูได้ลองนำไปใช้ เพื่อให้ความฝันของคุณครูเกิดขึ้นได้จริง

เช่น รวมแผนการสอนหน้าเดียว ที่กระชับและเข้าใจง่าย ไม่ต้องปั้นแต่งเขียนสิ่งที่ไม่จำเป็น โดยรูปแบบแผนการสอนนี้เกิดขึ้นจากไอเดียของครูกุ๊กกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย และ ทางทีมนำมาขยายผล แนะนำให้คุณครูในคอมมูนิตี้รู้จัก จนตอนนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย

“เมื่อก่อนแผนการสอนต้องดูอลังการ แต่เราสามารถทำให้อยู่ในหน้าเดียว ช่วงแรกแผนแบบนี้ยังไม่ได้เป็นที่นิยม แต่ปีนี้คุณครูเริ่มทำกันมากขึ้น ผอ. โรงเรียน เริ่มเห็นดีเห็นงาม บอกให้คุณครูทำแผนการสอนหน้าเดียวแทน ครูก็เข้ามาดูตัวอย่างที่เว็บของเรากัน

เมื่อแผนการสอนมีเสียงตอบรับที่ดี การพัฒนาขั้นต่อไปก็ตามมา

“เราคิดกันต่อไปอีกว่าอยากมีตัวช่วยครูสะท้อนความคิดหลังจากที่ได้สอนไปแล้ว เลยทำเป็นแบบประเมินครูที่คุณครูสามารถส่งให้นักเรียนทำหลังจบแต่ละคาบ หลังจากนั้น insKru จะช่วยสรุปผลลัพธ์ในรูปแบบที่คุณครูจะรู้สึกภูมิใจและนำไปพัฒนาตัวเองต่อได้ และยังนำเสียงจากเด็กๆ เหล่านี้ไปประกอบการทำรายงานประเมินตนเอง (Self Assessement Report หรือ SAR) ได้อีกด้วย”

แบบประเมินนี้ถือเป็นการพลิกโฉมห้องเรียนครั้งใหญ่ จากเดิมที่ครูมีอำนาจเป็นผู้ประเมินให้คะแนนเด็กเพียงอย่างเดียว เด็กๆ สามารถพูดความคิดเห็นของตัวเอง ทั้งชื่นชมและแนะนำให้คุณครูพัฒนาได้อย่างปลอดภัย ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของคนต่างวัยให้กล้าคุยกันมากขึ้น

แม้เป็นเพียงการเริ่มต้นที่ยังไม่อาจส่งผลต่อทั้งระบบ แต่ฝ่ายต่างๆ เริ่มเปิดรับนวัตกรรมเช่นนี้ ส่งสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

“สิ่งที่เราทำอาจยังใช้ไม่ได้กับทุกโรงเรียน เราเคยเอาไอเดียไปเสนอครูที่หนึ่งแล้ว เขาบอกว่าทำไม่ได้หรอก โรงเรียนยังต้องให้ใช้เอกสารปกติอยู่เลย แต่อย่างน้อยเราเปิดทางให้เขาเห็นความเป็นไปได้ใหม่ที่จะช่วยลดภาระ และส่งผลดีต่อตัวนักเรียนแล้ว เราเชื่อว่าในอนาคตโลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางนี้ เมื่อถึงตอนนั้น เขาจะนึกถึงความเป็นไปได้นี้” พั้นช์กล่าว

จากผลงานที่โดดเด่นและแตกต่างของ insKru หน่วยงานทั้งเอกชนและภาครัฐจึงเข้ามาสนับสนุนและทำงานเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันอย่างต่อเนื่องกว่า 20 แห่ง มีทั้งจัดเวิร์กชอป จัดแคมเปญสื่อสารความคิด เป็นสปอนเซอร์ ช่วยให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่มีรายได้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนตามอุดมการณ์ที่ตั้งใจไว้ในวันแรก

แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ
แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ
05

เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน

3 ปีที่แล้ว ชื่อของนะโมและ insKru มักผูกติดกันจนเป็นเหมือนตัวตนของเธอ 

ในวันนี้พวกเขาขยับขยายตัวเองสู่การทำงานแบบทีมที่แข็งแกร่ง มีพนักงานประจำราว 10 ชีวิต และอาสาสมัครไฟแรงที่แวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาช่วยเหลือในโปรเจกต์ต่างๆ

จุดร่วมที่มักมีเหมือนกันของผู้คนเหล่านี้คือ การมองเห็นปัญหาที่น่าขัดใจ และอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

“เรารู้สึกว่าการศึกษาไทยไม่ทำให้คนเห็นตัวเองว่าชอบหรือถนัดอะไร ต้องตามเส้นทางที่ระบบวางไว้มาเรื่อยๆ พอเราเป็นเด็กต่างจังหวัด เรายิ่งเห็นความเหลื่อมล้ำ ยิ่งไปค่ายอาสา ยิ่งเห็นชัดขึ้นไปอีก ตอนแรกสนใจอยากทำงานเกี่ยวกับเด็กเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่คิดว่าถ้าแก้ที่ครูได้ ครูหนึ่งคนจะช่วยเด็กได้หลายสิบหรือร้อยคนเลย แล้วก็เจอที่นี่พอดี” ฝ้าย บัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เลือกทำงานที่นี่เป็นที่แรกจนครบปีกล่าว

“เวลาเจอการเรียนการสอนกับครูที่ดี เรามักเห็นคนใช้คำว่าโชคดี ซึ่งเรารู้สึกว่ามันน่าเศร้ามากที่การเจอครูดีๆ เป็นเรื่องของโชคชะตา ทำไมไม่ใช่เรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับ แต่กลับต้องมาแข่งกันเพื่อให้ได้โชคนั้น ถ้าเราได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำตรงนี้ มันน่าจะดีมากเลย” พั้นช์ รุ่นน้องร่วมภาควิชาของนะโม เล่า เธอได้รับแรงบันดาลใจจากแพลตฟอร์มนี้จนยินดีมาร่วมทำงานแบบไม่เกี่ยงตำแหน่ง การทำงานตรงนี้ทำให้เธอค้นพบว่ายังมีครูอีกมากในระบบการศึกษาที่ชวนให้ไม่หมดหวัง

เมื่อทีมขยายใหญ่ขึ้น ในฐานะผู้นำ นะโมต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของตัวเองตามไปด้วยเช่นกัน

แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ

“เคยมีช่วงยุคมืดที่เราชินกับการทำงานคนเดียว เน้นแต่งานจริงๆ แต่พอรับคนเข้ามาเพิ่ม ทำให้เราเริ่มให้ความสำคัญกับคน พยายามให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็น และเกิดเป็นกิจกรรมภายในตามมา พอเราเป็นองค์กรที่ทำเรื่องออกแบบการเรียนรู้ เราคิดว่าต้องชวนทุกคนมาช่วยกันออกแบบประสบการณ์การทำงานให้มีความสุข และได้เรียนรู้ด้วยเหมือนกัน” นะโมเล่า

  ทุกคนในองค์กรต่างมีบทบาทเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ไม่ต่างอะไรจากคุณครู แต่ละคนจะได้ผลัดกันมาจัดกิจกรรม คิดธีมการประชุมที่ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบแบบบริษัทดั้งเดิม บรรยากาศการทำงานภายในจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ผสมด้วยความห่วงใย จริงใจ ทุกคนต่างดูแลกัน ไม่มีใครทำลายความฝันของใคร เอื้อให้คนกล้าเสนอไอเดียบ้าๆ ที่สุดท้ายนำไปสู่ความสร้างสรรค์

“พอเรามีทีมที่แข็งแกร่ง อะไรก็เป็นไปได้เหมือนกัน จากแต่ก่อนที่ไม่เชื่อเหมือนกันว่าจะอยู่รอดได้ไหม ไม่มั่นใจ ตอนนี้รู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย และอยากขอบคุณองค์กรการศึกษาและ Incubator ต่างๆ ที่สนับสนุนให้เราอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วย มันเป็นการทำงานร่วมกันทั้ง Ecosystem จริงๆ”

แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ
06

Always inspire, Always insKru

“ปีหน้า เราอยากทำให้ insKru ยังคงความเป็นมิตรอยู่ แต่ดูโตและน่าเชื่อถือมากขึ้น” ฝ้ายเล่าทิศทางและภาพฝันที่หารือกันภายในทีม

“เราอยากเข้าไปทำงานกับโรงเรียนสักแห่งให้เกิดเป็นต้นแบบ อยากรู้ว่าถ้าแพลตฟอร์มแบบนี้เข้าไปช่วยพัฒนาในโรงเรียน จะเกิดผลลัพธ์ยังไง ถ้าไปได้ดี เราอาจต่อยอดให้เกิดเครือข่ายของโรงเรียนในระดับผู้บริหารที่มาช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง” 

และนอกเหนือจากวงการศึกษาแล้วแพลตฟอร์มอาจเข้าไปอยู่ในภาคส่วนอื่นๆ ได้อีกด้วย

“ต่อไปเราอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ครูหรือโรงเรียนอย่างเดียว เพราะมนุษย์ทุกคนต้องเรียนรู้ และสนับสนุนให้คนอื่นเกิดการเรียนรู้ ในระดับองค์กรเองก็เริ่มมีคนหยิบเอาไปไอเดียไปใช้ เราเชื่อว่าฐานคนใช้งานจะกว้างขึ้นมาก และจะช่วยให้ทุกการสอนเป็นไปได้” นะโมกล่าวทิ้งท้ายถึงอนาคตที่เธอฝันถึง

เมื่อห้องเรียนไทยยังมีความเหลื่อมล้ำ 

เด็กนักเรียนยังต้องแสวงหาความสุขในสถานศึกษาเหมือนเป็นเรื่องของโชคชะตา 

มนุษย์ยังต้องการประสบการณ์เรียนรู้ที่น่าจดจำ 

insKru คุณครูและนักออกแบบการเรียนรู้ทุกคนคือความหวังสำคัญที่จะจับมือกันเพื่อช่วยให้ทุกห้องเรียนในประเทศนี้ มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และผู้เรียนเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจและความสุข

แพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการศึกษา ที่ตั้งใจพลิกโฉมห้องเรียนในประเทศนี้ผ่านคุณครูกว่า 350,000 คนทั่วประเทศ

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load