“Inside the Sandbox ทำงานจากคน ไม่ใช่จากห้องประชุมนี้”

นี่คือประโยคบนสไลด์หน้าแรกที่ใช้ในการนำเสนองานของ ‘Inside the Sandbox’ บริษัทเอเจนซี่โฆษณาของคนรุ่นใหม่ที่ศรัทธาความเป็นมนุษย์ มุ่งใช้พลังของการเล่าเรื่องเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม และตั้งใจคุยกับคน Generation Z (เกิดประมาณ พ.ศ. 2540 – 2555) โดยเฉพาะ 

ลืมภาพงานเล่าเรื่องและโฆษณาที่เอาแต่ขายของที่เราไม่ได้สนใจไปก่อนได้เลย ทีม Inside the Sandbox เน้นการทำงานแบบออกนอกห้องประชุม เดินไปคุยกับผู้คนนับพัน เพื่อสร้างผลงานที่ตกผลึกจากประสบการณ์ชีวิตจริง และสัมผัสเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใจมนุษย์

ผลงานของพวกเขาที่สร้างปรากฏการณ์ฮือฮาบนโซเชียลมีเดียอยู่ช่วงหนึ่งคือ ‘Deadline Always Exists’ และ ‘วิชาชีวิต’ ที่ชวนผู้คนสละเวลา 5 – 7 นาที กลับมานั่งไตร่ตรองทบทวนเส้นทางชีวิตและความฝัน

ด้วยลำดับการตั้งคำถามที่ร้อยเรียงอย่างคมคาย ภาพประกอบ เสียงบรรเลงที่อ่อนโยน รูปแบบการโต้ตอบบทสนทนา เมื่อประกอบรวมกันแล้ว กระตุ้นให้คนจำนวนไม่น้อยฉุกคิดถึงสิ่งสำคัญ ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่ต่างจากเมื่อวาน หวนนึกถึงจิตวิญญาณความเป็นเด็ก รู้สึกได้รับการโอบกอดปลอบประโลม และมีพลังใจใช้ชีวิตในวันต่อไป (หากใครยังไม่เคยเล่น ขอชวนให้คุณกดลิงก์เข้าไปสัมผัสประสบการณ์นี้สักครั้งก่อนอ่านบทความต่อ) 

ล่าสุด สัปดาห์นี้พวกเขาเพิ่งปล่อยผลงานนิทรรศการออนไลน์ ‘Journey within You‘ ที่ช่วยเลือกหนังสือให้เหมาะกับตัวตนของคุณ และ ‘Journey to the Moon‘ ที่ชวนคุณบันทึกความฝันและปั่นจักรยานไปดวงจันทร์ได้อย่างมั่นคงแน่วแน่

แต่งานของพวกเขาไม่ได้มีเพียงเท่านี้ และไม่ได้มุ่งหวังจะเรียกน้ำตาของผู้คนตลอด Inside the Sandbox เป็นพื้นที่ทดลองสร้างงานศิลปะที่พร้อมเล่าเรื่องให้ใครสักคนที่ต้องการ ด้วยเนื้อหาและรูปแบบที่หลากหลาย และด้วยจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ที่เข้าใจมนุษย์เหมือนกัน

ที่สำคัญ พวกเขายังเป็นกลุ่มเด็กที่มีพลังล้นเหลือ ยินดีทุ่มเทให้การทำงานแบบพิถีพิถัน

Inside the Sandbox เอเจนซี่โฆษณาของคน Gen Z ที่อยากเปลี่ยนสังคมด้วยการเล่าเรื่อง

นำทีมโดย มินนี่-เมธาวจี สาระคุณ บัณฑิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัย 24 ปี ที่สร้าง Deadline Always Exists ตั้งแต่สมัยเรียน และเลือกลาออกจากงานประจำ ตั้งบริษัทกับผองเพื่อน เพื่อเป็นพื้นที่ให้ทีม Gen Z ได้เติบโตไปด้วยกัน 

หากค้นหาตามอินเทอร์เน็ต คุณจะเจอที่มาที่ไปของแต่ละโปรเจกต์ที่พวกเขาทำ แต่ในบทสนทนานี้ เราอยากชวนคนที่เล่าเรื่องคนอื่น มาเล่าเรื่องราวของตัวเองในฐานะนักเล่าเรื่อง Gen Z ให้ฟังบ้าง

ไม่ว่าคุณจะอยู่ช่วงวัยใดของชีวิต ขอเวลาไม่เกิน 10 นาที มาร่วมรับฟังมินนี่ และเล่นในกระบะทรายนี้อย่างไม่ต้องกลัวหกล้มไปด้วยกัน

Inside the Sandbox เอเจนซี่โฆษณาของคน Gen Z ที่อยากเปลี่ยนสังคมด้วยการเล่าเรื่อง

เพราะสงสัยจึงหาคำตอบและเล่าเรื่อง

ในวัย 23 ปี ทำไมถึงตัดสินใจตั้งบริษัทของตัวเอง

เราลาออกเพราะรู้สึกว่ายิ่งทำงานไป ยิ่งลืมว่าโลกข้างนอกมีอะไรที่เรายังทำได้มากกว่านี้ ตั้งคำถามตลอดว่าถ้าลาออกไปทำอะไรสักอย่าง เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน เลยออกมาเพื่อตอบคำถามนี้ ตอนแรกไม่ได้จริงจัง ทำกลุ่มเล็กๆ แล้วทำต่อมาเรื่อยๆ

ตอนนี้ตอบไม่ได้ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่ตอบตัวเองได้ว่าวันนี้เราทำอะไรได้บ้าง มีงานที่ใช่ เพื่อนร่วมทีมที่ใช่ นี่คือ Dream Job ของเรา

นิยาม Inside the Sandbox ว่าเป็นอะไร

พูดแบบตรงไปตรงมาคือเอเจนซี่โฆษณา แต่ถ้าพูดถึงจิตวิญญาณจริงๆ สิ่งนี้คือพื้นที่สร้างงานศิลปะ เราอยากสร้างงานเล่าเรื่องที่เปลี่ยนแปลงสังคมแทนหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้เล่า

อีกความหมายคือ เป็นกระบะทรายให้ทีมเราได้เล่นและลองปั้นความฝันขึ้นมา พวกเราพูดกันเสมอว่าอยากเห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลง เห็นบางประเด็นถูกพูดถึงมากขึ้นในมุมมองอื่น เราอยากรู้ว่าจะทำสิ่งนี้ไปได้ไกลแค่ไหนกัน

ความโชคดีคือทีมเรายังเด็กกันอยู่ เด็กพอที่พร้อมจะเสียเวลาชีวิตไปกับความฝันบ้าๆ บอๆ และเรียนรู้ไปด้วยกันใน Sandbox นี้ เรายังมีแรง เวลา ดังนั้นเมื่อความฝันเข้ามา เราเลยลงมือทำ วันก่อนเพิ่งคุยเรื่องทิศทางบริษัทกัน เรามีแผนว่าจะทำอะไร เราจะทำสิ่งเหล่านั้นและมาฟีดแบ็กกันว่าได้ผลไหม ชอบสิ่งที่ทำหรือเปล่า อาจจะผิดพลาดบ้าง เจ็บปวดบ้าง แต่ไม่เป็นไร เราจะเติบโตไปด้วยกัน

โลกนี้มีเอเจนซี่โฆษณาเยอะมาก ทำไมถึงยังต้องมี Inside the Sandbox

เพราะมันยังมีไม่เยอะพอ ถ้ามีเยอะพอ เราคงเห็นคนออกมาเล่าเรื่องเต็มไปหมด แต่ตอนนี้เราเห็นนักพูดเยอะมาก พูด พูดสิ่งที่คิด แต่ไม่ได้เล่าเรื่องราวอะไรให้ใคร

ประเทศนี้มีคนทำเพื่อสังคมเยอะมากเป็นแสน จริงๆ ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เยอะ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น อิมแพคที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายใจไปยังอยู่ในวงแคบ เลยอยากเล่าเรื่องเพื่อจะทำให้ใครสักคนในกระทรวง คนที่กำลังอ่าน คนที่กำลังเรียนอยู่ ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในแบบตัวเอง

เราเป็นเด็กที่โตมากับโฆษณา Nike เมื่อสิบปีก่อน เแค่รู้สึกว่าเป็นโฆษณาที่ดี ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่สิบปีต่อมา วันที่เรากำลังจะลาออกจากบริษัท ประโยค ‘Just do it’ ดังขึ้นมาในหัว นั่นคือสิ่งที่การเล่าเรื่องทำกับเรา สังคมนี้ประกอบขึ้นจาก Narrative ที่เราเชื่อในอะไรสักอย่างร่วมกัน เราเชื่อในเรื่องเล่าของเงินตรา มันจึงมีคุณค่า เราเชื่อในเรื่องเล่าของยศถาบรรดาศักดิ์และปฏิบัติตามเรื่องเล่าเหล่านั้น สิ่งที่เราอยากทำคือการเปลี่ยน Narrative ของประเทศ ถอดรื้อมายาคติบางอย่างแล้วเล่าในรูปแบบใหม่

เชื่อในพลังของการเล่าเรื่อง

ใช่ โลกนี้มีคนเยอะมากที่อยากให้คุณช่วยเล่าเรื่องให้ สิ่งที่ทำให้เราตาเป็นประกาย คือการได้นั่งฟังใครสักคนเล่าชีวิตของเขา โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีพื้นที่สื่อหรือไม่ได้พูดเก่ง แล้วคิดต่อว่าจะพูดแบบไหน คนอื่นถึงรับสารนี้ได้ดีที่สุด มันเป็นเกียรติมาก 

การพูดคุยแบบนี้ทำให้ความเป็นมนุษย์ของสองคนเชื่อมต่อกัน เรารู้สึกแบบเดียวกับที่เขารู้สึก เชื่อมโยงกันผ่านความเศร้า ความสุข ความเจ็บปวด ทั้งที่อาจเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งคุยกันไม่กี่ชั่วโมง ได้เห็นคนที่ซ่อนบาดแผลไว้ใต้รอยยิ้มในชีวิตประจำวัน คนที่ซ่อนความสุขไว้ภายใต้บทบาทที่เคร่งขรึม เห็นว่ามนุษย์ทุกคนล้วนผิดประหลาด แต่ความผิดประหลาดของคุณจะไปเชื่อมโยงกับความผิดประหลาดของใครสักคนเสมอ

เมื่อคุณเชื่อมต่อกับมนุษย์คนอื่น สุดท้าย คุณจะกลับมารู้สึกว่าเรายังเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังหายใจอยู่เหมือนกัน นั่นคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ไม่เคยเบื่อกับการฟังและเล่าเรื่องราวของคน

มีเรื่องที่อินเป็นพิเศษไหม 

ไม่มี ตอนเรียนนิเทศศาสตร์ ปัญหาหนึ่งที่เจอคือการคิดว่าเราต้องมีแพสชันกับเรื่องอะไรมากๆ แล้วเล่าออกไปให้ดีแบบเนิร์ดๆ แต่สิ่งที่เราค้นพบเมื่อโตขึ้นคือ เราไม่จำเป็นต้องอินกับอะไรเป็นพิเศษ แต่ต้องอินกับการเล่าเรื่อง

หลายคนมักบอกว่าให้มีแพสชันก่อนค่อยทำอะไร แต่จริงๆ แพสชันเกิดจากการลงมือทำหรือ ‘Just do it’ นั่นแหละ ทุกวันนี้เรารับงานจากโจทย์ที่รู้สึกว่าลงมือทำบางอย่างให้เกิดขึ้นได้ หรือโจทย์ที่ไม่รู้จะทำยังไงเลย แต่ว่าตื่นเต้น มีคำถามเยอะว่าเป็นแบบนี้ได้หรือเปล่านะ ถ้าไม่ได้คำตอบคงนอนไม่หลับ เราจะรับงานแบบนั้น

อาจเพราะเราขี้สงสัยตั้งแต่เด็ก เคยสงสัยว่าทำไมเราต้องเป็นผู้หญิง ความดีกับความเลวมีจริงไหม ทำไมคนนี้ถึงเป็นแบบนี้ เมื่ออยากรู้แล้วเราโง่เกินไปที่จะตอบเอง เราเลยเริ่มถาม ถามแล้วปัญหาอาจไม่ได้ถูกแก้ แต่เราจะเข้าใจอะไรมากขึ้น

โชคดีที่เราเปิดตัวมาด้วยท่าแปลก ลูกค้าที่เข้ามาไม่ได้ต้องการงานขายของจ๋าๆ แต่มีโจทย์แปลกๆ ให้เราลองค้นหาคำตอบด้วย

Inside the Sandbox เอเจนซี่โฆษณาของคน Gen Z ที่อยากเปลี่ยนสังคมด้วยการเล่าเรื่อง

ทำงานด้วยความเคารพตัวเองและเพื่อนมนุษย์

สนใจอะไรถึงคิดท่าแปลกแรกอย่าง Deadline Always Exists ที่ขอเวลาชีวิตผู้คนให้ได้กลับมาทบทวนตัวเอง จนคนอยากมีชีวิตอยู่ต่อ แชร์กันทั่วโซเชียลมีเดีย

เราแค่มีคำถามเข้ามาในหัวว่า ทุกคนมีอะไรที่อยากทำก่อนตายบ้างหรอ และศิโรราบต่อความอยากรู้ของตัวเอง อยากทำสักอย่างเพื่อให้ได้ไปคุยเรื่องนี้กับคน Deadline กลายเป็นข้ออ้างที่ดีมากให้เราได้ทำอย่างนั้น ไปนั่งคุยกับคนเป็นชั่วโมงๆ ว่าชีวิตคืออะไร ความฝัน อดีต ปัจจุบัน อนาคตคืออะไร เรารีเสิร์ชเพื่อทำโปรเจกต์นี้ไปเป็นพันคนเลย

กระแสตอบรับและการได้ทำบริษัทต่อเป็นเหมือนผลพลอยได้ที่เราขอบคุณมากๆ ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเราโตขึ้นเยอะมาก ทั้งในแง่คนทำงานและจิตวิญญาณ 

ยังไง

ปกติเวลาไปสัมภาษณ์ คนมักมองว่ามันคือการถามฝ่ายเดียว แต่สำหรับเรา มันคือการพูดคุยแลกเปลี่ยน 

ขอยกตัวอย่างหนึ่งเรื่อง เราเคยถามคนว่าทำไมถึงเปลี่ยนความฝันไปเรื่อยๆ เขาตอบกลับมาว่าแล้วทำไมความฝันต้องมีอย่างเดียว ต้องยิ่งใหญ่ ต้องผูกมัดไปจนเราถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ล่ะ จริงๆ เราอาจมีความฝันอยู่แล้ว แค่ไม่ยอมรับมันและใช้ชีวิตอย่างคนที่ไร้ฝันไปเรื่อยๆ 

พอจบวันนั้น เราเริ่มเดินตามความฝันของตัวเองในทุกวันเลย เช่น วันนี้อยากกินข้าวที่อร่อย อยากเจอเพื่อน อาจดูเรื่องเล็กนะ แต่จริงๆ ยิ่งใหญ่และสำคัญสำหรับเรา เรารู้สึกขึ้นมาว่าคนยุคนี้เครียดกับความฝันที่ยิ่งใหญ่มาก พอทำตามไม่ได้ก็รู้สึกล้มเหลว แต่อาจลืมไปว่าความฝันเปลี่ยนได้เสมอ โดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัวด้วย กลายเป็นหนึ่งใน Narrative ที่เราอยากเปลี่ยนในสังคมไปเลย 

เราเคยต้องวางแผนอนาคตว่า สิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า จะเห็นตัวเองอยู่จุดไหน แต่จุดนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นการไม่ให้เกียรติการเติบโตของตัวเองเลย ไม่คิดบ้างหรอว่าตัวเองอีกยี่สิบปีข้างหน้า เราจะเจอตัวตนและความฝันใหม่ ทุกวันนี้เลยใช้ชีวิตแบบที่ไม่รู้ว่าห้าปีข้างหน้าจะไปอยู่ไหน แต่ใช้ทุกวันให้คุ้มค่าแบบที่ไม่เสียดายเลย เป็นการเรียนรู้ว่าให้เคารพการเติบโตของตัวเอง และปล่อยให้อนาคตเป็นเรื่องของอนาคตบ้างก็ได้

คนรักงานนี้เพราะเหมือนมีเพื่อนพูดคุยที่เข้าใจเขาและทำให้ฉุกคิดบางอย่าง ไอเดียการทำเว็บไซต์รูปแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง

เริ่มจากโจทย์ว่าอยากให้คนมีโอกาสได้คิด มนุษย์รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งตัวเองต้องตาย รู้ แต่อาจไม่มีโอกาสได้คิดจริงๆ เลยตั้งใจออกแบบให้เป็นงานศิลปะที่เล่าเรื่องนี้ได้ดีที่สุด ไม่ได้เริ่มจากฟอร์แมต เพราะจริงๆ Inside the Sandbox ทำอะไรก็ได้เลย ขึ้นอยู่กับโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์แบรนด์ เวิร์กชอป นิทรรศการศิลปะ ทอล์ก หลากหลายมาก

แต่ในการทำงานสื่อสาร เรามักเจอลูกค้าที่มาบอกว่าจะเอาหนังโฆษณาหนึ่งตัว Key Visual สองแบบ Bumper Ads สามตัว แบบที่ผู้บริหารที่นั่งอยู่แต่ในห้องอยากได้ แต่คุณเคยถามคนจริงๆ โดยเฉพาะ Gen Z ไหมว่าเขาอยากดูอยากได้อะไร เราว่าสิ่งนี้ทำลายความเชื่อในฐานะคนทำงานมาก เราไม่ใช่เครื่องจักรผลิตหนังที่เล่าเรื่องได้ไม่เป็นมนุษย์ ความอัดอั้นคับข้องใจนี้มาตอนช่วงที่เราทำ Deadline พอดี

เราเชื่อว่านักเล่าเรื่องควรเดินออกไปเจอโลก เจอคนจริงๆ เพราะคุณกำลังจะเล่าเรื่องให้คนฟังนะ และเราอยากเล่าอย่างที่เป็นมนุษย์ที่สุด ไอเดียของ Deadline เกิดขึ้นแบบนี้ คิดไอเดียแล้วทดสอบกับคน ฟังว่าเขาอยากได้อะไร เอาฟีดแบ็กกลับมาแก้ แต่ละงานไม่เคยต่ำกว่ายี่สิบดราฟต์ อย่างวิชาชีวิตนี่ทำไปห้าสิบเอ็ดดราฟต์ ทดสอบกับสองร้อยคน

ทำไมต้องละเอียดขนาดนั้น

เรามีประโยคหนึ่งในหัวเสมอว่า ถ้างานนี้มีชื่อเราติดอยู่ กล้าปล่อยให้ไม่ดีหรือเปล่า คำตอบของคำถามนี้อาจทำให้แก้ได้แม้กระทั่งจุดทศนิยมหรือเส้นที่เบี้ยวไปหนึ่งมิลลิเมตร เราอยากเคารพตัวเองในฐานะคนทำงานที่ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด ทำแบบที่มีแค่เราที่ทำได้ คนทั้งโลกไม่ต้องชอบงานเรานะ แต่สิ่งสำคัญคือเราชอบงานตัวเองไหม และทำให้ลูกค้าชอบงานของเราได้ไหม แค่นั้นเลย 

งานที่ตัวมินนี่ชอบต้องเป็นระดับไหน

เป็นงานที่ทำดีกว่านี้ไม่ได้แล้วในตอนนี้ งานที่ไม่บิดพลิ้วไปจากความเชื่อของฉัน เคารพทุกคนที่ไปสัมภาษณ์ คิดทุกประโยคที่ใส่มาหมดแล้ว ลงแรงจนไม่มีคำว่ารู้งี้มากวนใจทีหลัง 

แต่เราอาจทำได้เพราะยังเป็นเด็ก มีแรงเหลือนะ ถ้าไปถามมินนี่อีกสิบปีข้างหน้า อาจจะแค่ดราฟต์เดียวพอ ต้องไปดูแลลูกแล้ว (หัวเราะ)

Inside the Sandbox เอเจนซี่โฆษณาของคน Gen Z ที่อยากเปลี่ยนสังคมด้วยการเล่าเรื่อง
คุยกับซีอีโอเอเจนซี่โฆษณาวัย 24 ปีที่อยากเล่าเรื่องเพื่อเปลี่ยนสังคม และสร้างงานที่ไปไกลกว่า Deadline Always Exists และวิชาชีวิต

เติบโตแบบเป็นเด็กตลอดไป

ช่วงที่ Deadline Always Exists เป็นที่รู้จัก รู้สึกยังไง

เลิกเล่นโซเชียลมีเดียไปพักหนึ่ง เราเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตแบบปลาทองที่ว่ายน้ำในขวดโหลของตัวเองมาตลอด แต่อยู่ๆ วันหนึ่งโดนปล่อยลงทะเล ไปเจอปลาที่แปลกประหลาดจากที่เคยรู้จัก กลายเป็นน้องปลาทองที่ต้องไปทักทายว่าสวัสดี เพิ่งมาใหม่ในทะเลค่ะ แพนิกมากที่ถูกพูดถึงเยอะขนาดนี้

แต่มันจำเป็นต่อการเติบโต เราใช้เวลาจัดการความรู้สึกตัวเองเยอะมาก และ The Cloud เป็นสื่อแรกที่เรายินดีเปิดเผยหน้าว่าเราเป็นใคร จากปกติที่ปฏิเสธหรือขอไม่ลงรูปมาตลอด เราคิดได้ว่าต่อให้อยู่ท่ามกลางคนเยอะมาก แต่ไม่ต้องแคร์คนทั้งโลกก็ได้ สุดท้ายจะมีคนคัดค้านความเชื่อและทำให้เสียงเราเบาลง แต่เราเป็นอินโทรเวิร์ตที่ไม่ได้ต้องการผู้คนมากมายในชีวิต แค่เสียงกระซิบเราไปถึงคนรอบข้างในแบบที่เราเชื่อก็พอแล้ว

ผลกระทบต่อชีวิตผู้คนและสังคมจากผลงานนี้

ไม่รู้เหมือนกัน คิดว่าการสื่อสารไม่ได้ทำงานกับคนเร็วขนาดนั้น นี่เพิ่งปีกว่าเอง อีกสิบปีข้างหน้า อาจมีคนที่นึกถึง Deadline Always Exist ขึ้นมา ตอนกำลังจะลาออกแล้วคิดว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรก่อนตายจะเสียดายก็ได้ เราไม่รู้หรอก บางทีมันอาจไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้สังคมเลย เป็นแค่ความเชื่อของเราที่คิดว่ามันทำได้แหละ 

แต่จริงๆ ก็ไม่อยากอ้างว่าตัวเองทำงานเพื่อสังคมนะ ดูโอเวอร์ไปหน่อย ไม่ได้มีใครเป็นหนี้บุญคุณเราจากการทำสิ่งนี้ เราทำงานเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อตัวเอง เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่ไม่ถูกต้องแบบนี้ไม่ได้ ทำเพราะเชื่อว่าถ้าประเทศนี้มีสวัสดิการที่ดี ตอนแก่เราจะมีชีวิตที่อยู่ได้ดีกว่านี้ ทำเพราะชอบฟังเพลง เลยอยากเห็นนักดนตรีมีงานทำ เราไม่ใช่ฮีโร่ เพราะคงไม่มีฮีโร่ที่ไหนเห็นแก่ตัวขนาดนี้ เราแค่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อตัวเอง

ความเจ็บปวดหนึ่งของคนทำงานสายสื่อสาร คือเราจะไม่เห็นผลลัพธ์ทันที ยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้บอกว่าสังคมเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่วันหนึ่ง ถ้าลูกเราถามว่าวันนั้นที่ประเทศกำลังเปลี่ยนแปลง แม่ทำอะไรอยู่ เราจะมีเรื่องเล่าเยอะมากจากงานที่กำลังทำ ต่อให้แพ้หรือชนะในการต่อสู้ แต่เราเชื่อว่าทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งอาจผิดสำหรับคนอื่นนะ แต่นี่คือประวัติศาสตร์ที่เราอยากสร้าง และเรา Just do it เพื่อมันแล้ว

อีกหนึ่งผลงานขึ้นชื่อของมินนี่คือ ‘วิชาชีวิต’ ที่ทำคนเสียน้ำตากันมากมาย โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้ยังไง

ต้องขอบคุณ พี่พิ (พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน), พี่ป่าน (ปิยพัทธ์ ปฏิโภคสุทธิ์), พี่บี๋ (นภัส มุทุตานนท์) จาก Glow Story เลย เริ่มจากพี่ป่านติดต่อมาว่าสนใจทำโปรเจกต์ด้วยกันไหม ตอนนั้นยังไม่รู้ว่า Glow Story ทำอะไรเลยนะ แต่พี่เขาพูดว่ามินนี่อยากทำอะไรทำเลย เดี๋ยวพี่ประสานกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มีโจทย์นี้ให้ เราก็ทำตามนั้นเลย เป็นความโชคดีที่เขาเชื่อน้ำเสียงการเล่าเรื่องของเราและปล่อยให้ทำเต็มที่

ผลลัพธ์เป็นไปตามคาดหวังไหม มีคนเข้ามาตกตะกอนและส่งต่อบทเรียนชีวิตกันเต็มเว็บไซต์เลย

เป็นมากกว่าที่คาดหวังอีก และมันน่ากลัวมาก เราทำด้วยความคิดว่าดีสุดคงเท่า Deadline แต่มันไปไกลกว่านั้น กลายเป็นว่ามาตรฐานที่เราต้องกระโดดข้ามสูงขึ้น เหมือนมีผีที่ตามหลอกหลอนเรา เวลาไปสัมภาษณ์สื่อหรือติดต่อลูกค้า ทุกคนจะถามถึงวิชาชีวิตหมด แต่เราอยากเป็นมินนี่ที่มีนามสกุลอื่นนอกจากสองนามสกุลนี้ 

โจทย์การทำงานของเราทุกวันนี้คือการหานามสกุลใหม่ให้ตัวเอง มันดีตรงที่ทำให้เราต้องวิ่งเร็ว ไกล และสม่ำเสมอขึ้น 

เคยมีนามสกุลอื่นๆ ที่ไม่ดังด้วย

ใช่ มีงานที่เราทำโดยคาดหวังว่าต้องดังกว่าวิชาชีวิต แต่นอกจากจะไม่ดังแล้ว เรายังเกลียดงานนั้น เพราะไม่มีอะไรเลยที่เป็นตัวเรา มีแต่แก้ตามคอมเมนต์ของผู้คนทุกอย่าง จริงๆ นักเล่าเรื่องก็เป็นคน ต้องเคารพตัวเองเหมือนกันว่าเรามีจิตวิญญาณที่ต้องใช้ ไม่ได้เป็นเครื่องจักรที่รับและแก้ตามคอมเมนต์อย่างเดียว เรามีตัวตน

งานนี้เป็นบทเรียนมากว่าชีวิตเราอาจมีผีตัวหนึ่งที่ไล่ตามเรานานมาก แต่ช่างมันเถอะ เราอาจฆ่าไม่ได้ภายในสองปีแรก แต่สำคัญกว่าว่าเรามองกลับไปในสองปีนั้นแล้วชอบทุกงานหมด

ในวัย 24 ปี หลังเปิดบริษัทมาปีครึ่ง รู้สึกว่าต้องแลกอะไรในชีวิตไปเพื่อทำสิ่งนี้บ้างไหม

ไม่นะ ไม่ได้รู้สึกว่าสูญเสียอะไรไปเพื่อให้ได้อะไรกลับมา เราแค่เปลี่ยนแปลงไปในทุกวัน 

จริงอยู่ที่ว่ามันหนักสำหรับคนอายุเท่านี้ มีเจอลูกค้าแย่ๆ โจทย์ยากๆ เป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง แต่มันสนุกในทุกวันเหมือนกัน การเป็นเด็กที่ยังมีแรงและเวลากลับเป็นข้อดีที่สุดในการทำงานของเรา และเราคาดหวังว่าจะเป็นเด็กได้ตลอดไป

จะมีวันไหนที่เราเติบโต จนไม่รู้สึกว่าเป็นเด็กอีกแล้วไหม

ยังไม่รู้ แต่เราว่าความเป็นเด็กคือจิตวิญญาณ ไม่ใช่อายุ

แรงบันดาลใจของเราคือพ่อ ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่มีวันไหนที่รู้สึกว่าพ่อเราแก่เลย ในเชิงกายภาพอาจจะเป็นอย่างนั้น แต่เรื่องจิตใจคือไม่เลย พ่อยังมีเพื่อนวัยเราและหยิบหัวข้ออะไรมาแลกเปลี่ยนกันได้หมด อายุหยุดพ่อเราไม่ได้ 

ถ้ายังคิดว่าไปต่อได้ไหว เราคงยังเป็นเด็กได้เรื่อยๆ และยังเล่นในกระบะทรายนี้ได้ต่อไป

คุยกับซีอีโอเอเจนซี่โฆษณาวัย 24 ปีที่อยากเล่าเรื่องเพื่อเปลี่ยนสังคม และสร้างงานที่ไปไกลกว่า Deadline Always Exists และวิชาชีวิต
คุยกับซีอีโอเอเจนซี่โฆษณาวัย 24 ปีที่อยากเล่าเรื่องเพื่อเปลี่ยนสังคม และสร้างงานที่ไปไกลกว่า Deadline Always Exists และวิชาชีวิต

เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ต่อ

ในกระบะทรายนี้ มีใครเป็นสมาชิกบ้าง มารวมตัวกันได้ยังไง

มินนี่เป็นครีเอทีฟหลัก พี่ไนล์เป็น Art Director ผิงเป็น Illustrator และ Account Executive (AE) ขวัญเป็น AE และ Strategist กฤตกับน้ำแข็งเป็น Developer เมย์เป็น Content Creator และงิ้ม น้องที่ฝึกงานจนจะทำงานประจำได้อยู่แล้ว

เรารวมทีมกันเพราะเราทำ Deadline กับพี่ไนล์ที่ทำสิ่งนี้เป็นโปรเจกต์จบตอนเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์แค่สองคนไม่ไหว เลยเรียกเพื่อนมาด้วยการหลอกว่าเป็นงานง่ายๆ ทำแป๊บเดียว แต่พอทำจริงมันไม่ง่าย เพื่อนก็ตามเพื่อนมาช่วยอีก จนกลายเป็นเจ็ดคน พองาน Deadline ปล่อยวันแรก เราถามว่าต้องทำอะไรกันต่อ ทุกคนตอบว่าทำอะไรก็ได้ ขอแค่ทำ เลยทำงานด้วยกันมาจนถึงวันนี้ 

ทุกครั้งที่หันไปเห็นพวกเขาทำงานในออฟฟิศเล็กๆ ของเรา จะมีคำถามว่าทำไมพวกเขามาอยู่ตรงนี้วะ คนพวกนี้ไปทำงานบริษัทใหญ่ๆ คงไปได้ไกลมาก แต่คำตอบคือเพราะเมื่อวานเราตัดสินใจด้วยกันว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่อยากทำมากที่สุดในวัยนี้ และวันนี้เรายังตัดสินใจเหมือนเดิมอยู่ เป็นเกียรติมากที่ชีวิตเจอคนแบบนี้

ทำงานด้วยกันมา เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

ทุกสามเดือน ทั้งทีมจะตกตะกอนกันว่าคนในทีมโตขึ้นแค่ไหน มันเป็นคำถามที่เราอาจตอบไม่ได้ด้วยตัวเอง ต้องให้เพื่อนร่วมงานที่เห็นเราโตมาตลอดช่วยตอบ และเราเห็นว่าเพื่อนเราเติบโตขึ้นมาก จากที่เคยร้องไห้บ่อย ท้อง่าย ทุกวันนี้เพื่อนลุกขึ้นสู้เพื่อไอเดียตัวเอง จากที่เคยประสานงานไม่เก่ง แต่ทุกวันนี้เพื่อนทำได้ดีมากๆ ภูมิใจที่ได้สร้าง Sandbox นี้

ในฐานะผู้นำ เคยกลัวเจ๊งไหม

เราเคยถามพี่พิ Glow Story ว่า พี่ หนูจะเจ๊งไหม พี่พิบอกความลับของจักรวาลว่า ทุกคนกลัวแบบนี้เหมือนกันหมด พอรู้ว่าคนที่เรานับถือขนาดนี้ยังกลัวเจ๊งเลย งั้นเด็กอายุยี่สิบสามที่เรียนจบได้ปีเดียว เจ๊งคงเป็นเรื่องปกติ อีกยี่สิบหรือสามสิบปี เราก็คงยังกลัวแบบนี้ สิ่งที่ทำได้คือ ทำยังไงให้สิ่งที่กลัวไม่เกิดขึ้นจริง 

พี่ป่านพูดกับเราในวันสุดท้ายที่ทำวิชาชีวิตว่าให้เราไปเปิดบริษัท เราถามว่าจะไปรอดหรอวะ พี่ป่านตอบว่าไม่รู้ แต่เขาเห็นว่าทีมเราจะสนุกกับการนั่งคิดว่าจะเจ๊งหรือไม่เจ๊ง หาทางปั้นอะไรเป็นของตัวเองแน่นอน ถ้าสนุกและอยู่กับความกลัวนี้ได้ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทนทำงานออฟฟิศต่อ พวกเราก็บ้าจี้ ลาออกกันทั้งทีม

เคยมีช่วงเวลาที่เราทุกข์มากนะ แต่เรารอคอยว่าต้องมีช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากๆ บ้าง ซึ่งมันมีจริงๆ ขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้จนมีช่วงเวลาดีๆ กับคนเหล่านี้ ในอนาคต ช่วงเวลาที่แย่จะหมุนมาอีก แต่เราจะไม่ยอมแพ้เหมือนเดิม

ตอนนี้ทีมกำลังพยายามทำเรื่องอะไรอยู่

พยายามสลัดภาพคนชอบทำคอนเทนต์ให้คนร้องไห้ ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น ตอนนี้อยากหมุนด้านอื่นให้คนเห็นว่า เราทำงานสนุกๆ หรือพูดเรื่องวิชาการก็ได้ ไม่ได้พูดแค่เรื่องจิตใจอย่างเดียว งานต่อจากนี้จะหลากหลายมาก 

เพิ่งปล่อยสองงาน (Journey within You และ Journey to the Moon) ที่ลองลูกเล่นใหม่และได้ร่วมงานกับพี่ๆ เก่งๆ มากมาย ฝากติดตามในเพจและฟีดแบ็กได้เลย กับอีกงานที่กำลังพัฒนาอยู่คือ โปรเจกต์สามจังหวัดชายแดนใต้ ยอมรับว่าตอนแรกเข้าใจประเด็นนี้น้อยมาก เห็นแค่ภาพตามสื่อ โปรเจกต์นี้เปิดโอกาสให้เราทำความรู้จักประเด็นนี้จริงๆ เปิดพื้นที่ให้คนในพื้นที่ออกมาเล่า

ความยากคือ เมื่อคุณไม่ใช่คนที่เล่าเอง คุณจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย ไม่สามารถเขียนสคริปต์ให้แล้วบอกว่า พี่ๆ พูดอันนี้ให้หน่อย แต่สนุกมาก เพราะไม่รู้ว่าสัมภาษณ์แต่ละวันแล้วจะได้อะไรกลับมา ทำให้ตื่นเต้นทุกวัน ไม่ได้หวังว่าโปรเจกต์นี้จะดังกว่าวิชาชีวิต แต่หวังว่าจะช่วยคนที่เกี่ยวข้องได้จริงๆ กำหนดไว้ว่าจะปล่อยเร็วๆ นี้ และมีงานอื่นๆ ที่ขอไม่เปิดเผยว่าเราทำ แต่หลายคนน่าจะเห็นกันอยู่ 

ขอเวลามินนี่มานานแล้ว คำถามก่อนสุดท้ายคือ ถามคนมาเยอะมากๆ ชอบคำถามไหนที่สุด

ช่วงเวลาที่ทำให้คุณรู้สึกว่ามีชีวิตที่สุดคือตอนไหน เราชอบมองตาคนตอบคำถามนี้มากเลย มันมีบางอย่างเปล่งประกายอยู่ในนั้น

แล้วคำถามที่คนอื่นถามกลับมาล่ะ ชอบคำถามไหนที่สุด

ในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองปกติ คำถามนั้นคือมินนี่ ตอนนี้มีความสุขอยู่ไหม เคยมีคนถามและเราค้นพบว่าตอบยาก เพราะความสุขของเราถูกแขวนไว้กับอนาคตว่าเราจะเป็นใคร ถูกแขวนไว้กับอดีตว่าเราเคยเป็นใครมา 

แต่พอเจอคำถามนี้ เราเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เป็นคำถามที่ดีนะ 

คุยกับซีอีโอเอเจนซี่โฆษณาวัย 24 ปีที่อยากเล่าเรื่องเพื่อเปลี่ยนสังคม และสร้างงานที่ไปไกลกว่า Deadline Always Exists และวิชาชีวิต

ภาพ : ศุภกานต์ ผดุงใจ

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

รู้ไหมว่าย่านอารีย์มีสกุลเงินของตัวเองชื่อ AriCoin (ARIC.) และมีแอปพลิเคชันที่รวมทุกสิ่งเกี่ยวกับอารีย์-ประดิพัทธ์ ไว้อย่างสะดวกโยธิน 

หนึ่งในย่านกลางเมืองเก่าแก่ที่รถไฟฟ้าแล่นผ่าน ยังคงเก็บรักษาบรรยากาศที่พักอาศัยเก่าแก่สงบเงียบ ตามประสาเป็นที่ดินจัดสรรกลุ่มแรกๆ ของกรุงเทพฯ ความเป็นเมืองกับความเป็นย่านชุมชนประสานกันอย่างลงตัว จนกลายเป็นพื้นที่รวมตัวคนรุ่นใหม่และกิจการสร้างสรรค์นานารูปแบบ 

กลางปีที่ผ่านมา ชาวอารีย์รุ่นใหม่เปิดตัวแพลตฟอร์มเฉพาะตัวของย่านอารีย์ในชื่อ AriAround ในบางกอกดีไซน์วีกที่ได้ผลตอบรับดีมาก พวกเขารับเอาขยะพลาสติก กระป๋องต่างๆ ที่ชาวอารีย์และเพื่อนบ้านนำมาฝาก แล้วตอบแทนเป็นเหรียญโทเค็นจำลองที่ใช้แลกสิทธิประโยชน์สารพัดในย่านนี้ นอกจากนี้ยังมีแผนการต่างๆ ที่จะทำให้ย่านอารีย์นี้โอบอ้อมเอื้อเฟื้อสมชื่อ 

วันนี้เราจึงพาไปทำความรู้จักเบื้องหลังแพลตฟอร์มใหม่ของย่านเก่า จากปากคำของตัวแทนชาวอารีย์ 3 คน ได้แก่ อรุ-อรุณี อธิภาพงศ์ เป็นชาวอารีย์มา 12 ปี ชอบขลุกอยู่แถวนี้ตั้งแต่ทำงานออฟฟิศ และเคยเปิดกิจการแถวนี้ นิ่ม-ณัฐนิช ชัยดี อยู่อารีย์มา 13 ปี บังเอิญจับพลัดจับผลูมาอยู่ย่านนี้ และยืนยันว่าไม่มีย่านไหนในกรุงเทพฯ ที่ชอบมากกว่าแถวนี้อีกแล้ว เธอตกหลุมรักย่านนี้ตั้งแต่มาเช่าหอสมัยเป็นนิสิตเรียนที่จุฬาฯ แล้วพบว่าแถวนี้แสนสงบ ไม่พลุกพล่าน มีรถเมล์ รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก แถมมีโซนที่อยู่อาศัยไร้ตึกสูงกวนใจ และ ใหม่-นภัทร จาริตรบุตร ชาวอารีย์โดยกำเนิด ซึ่งครอบครัวอยู่ตรงนี้มาตลอด 3 รุ่น

ความอารีอารอบของ AriAround เกิดขึ้นอย่างไร และจะไปทางไหนต่อ ชาวอารีย์จะเล่าให้ฟังด้วยตัวเอง

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

รวมชาวอารีย์

AriAround เกิดขึ้นจากกลุ่มเพื่อนคนรุ่นใหม่ชาวอารีย์ แรกเริ่มเกิดจากนิ่ม อรุ และ ตุ้ย-ธิดารัตน์ ไทยานนท์ (Faiyen Design Studio) คุยกันว่าอยากทำโครงการเพื่อย่านอารีย์ นิ่มอยากทำ Journal บันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของย่านอารีย์ เพื่อให้คนอารีย์รู้จักย่านที่อาศัย ว่าตัวเองกำลังอยู่ในที่แบบไหน และมันกำลังจะเติบโตไปเป็นแบบไหน อรุสนใจมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่วนตุ้ยรับหน้าที่ดูแลการดีไซน์วิชวลที่ออกมา ทั้งสามรวมตัวกันฟอร์มทีม โดยชักชวนเพื่อนๆ ชาวอารีย์อย่าง ใหม่ที่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ พิม ภิรมย์ นักออกแบบ UI/UX ดูแลด้านประสบการณ์ และ เจง-ธารีรัตน์ เลาหะพรสวรรค์ ตัวแทนชาวสาธุประดิษฐ์ที่มองอารีย์ว่าต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร มารวมตัวกันเป็นชาว AriAround 6 คน ที่ทำผลงานกันเต็มรูปแบบในเวลาเพียงไม่กี่เดือน 

อรุเปรียบการทำงานแบบนี้ว่าเป็นเหมือน ‘ปลาดาว 6 แขน’ ทีมงานชาวอารีย์มีไอเดียและความสามารถเฉพาะตัวต่างกันไป โดยต่างคนต่างงัดทักษะมาแบ่งปันและประกอบเป็นรูปเป็นร่าง ทุกคนต่างมีเสียงของตนเองและรับฟังกัน 

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

“เราเคยเปิดร้านกาแฟแถวนี้มาก่อน ประมาณสิบสองปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าอารีย์ถึงสะพานควายมีความหลากหลายมากๆ ตั้งแต่คนที่มีฐานะมากๆ จนถึงคนที่ไม่มีแม้แต่บ้าน แถวนี้บรรยากาศดี สบายๆ พื้นที่เดินได้ยาวๆ เราพาหมาเดินเล่นทุกวันจากสะพานควายถึงอารีย์ ตึกอาคารต่างๆ มันมีเสน่ห์ของมัน เราคิดมาตั้งนานแล้วว่าจะทำอะไรดีๆ ให้ที่นี่ ประกอบกับตัวเราเป็นคนแยกขยะ แต่ก็ไม่มีที่ให้ทิ้ง เวลามาเดินเล่น เห็นขยะกองอยู่ที่พื้นเยอะมาก เวลาสองทุ่ม พนักงานมาแยกขยะคือเหม็นมากๆ กลางวันคนมาถ่ายรูปอารีย์นี่สวยมากเลยนะ กลางคืนไม่รู้เลยว่ามันเป็นแบบนี้” อรุอธิบายจุดกำเนิดไอเดีย

“เรามองเห็นไปไกลว่าสถานีกลางบางซื่อจะกลายเป็นหัวลำโพงใหม่ ถ้าหมดโควิดจะเป็นยังไง ขนาดปิดประเทศอยู่ยังเละขนาดนี้ แล้วถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเต็มไปหมดจะเป็นยังไง เราเห็นปัญหานี้ก็เลยเดินไปคุยกับตุ้ยที่ทำงานบำบัด เขาทำงานศิลปะและกราฟิกด้วย ก็เริ่มพัฒนาไอเดียไปด้วยกัน นอกเหนือทีมนี้ก็มีคนนอกย่านที่สนับสนุนเยอะมาก ช่วยกันให้ความคิดคำปรึกษา จนได้ไปลิงก์กับ TCDC และเปิดตัวครั้งแรกใน Bangkok Design Week เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา”

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
ภาพ : AriAround

Ari Around

เพราะไม่อยากให้ผลงานที่สู้สร้างเป็นแค่อีเวนต์ชั่วคราว ชาวอารีย์คิดหาทางสร้างแพลตฟอร์มที่ยั่งยืนและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยมีจุดยึดโยงคือย่านนี้ ผลลัพธ์รูปธรรมของ AriAround คือแอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ ไว้ในแอปฯ เดียว 

ทั้งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ไม่ค่อยถูกเล่า เรื่องราวที่คนเก่าแก่ในท้องถิ่นเล่าให้ฟังแบบฉบับ AriTimes ไปจนถึง What’s Happening แผนที่ร้านรวง อีเวนต์ หรือกิจกรรมกินดื่มเที่ยวที่เกิดขึ้นในย่าน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหมวด Ari Now! ชั่วคราว สำหรับรวมโปรโมชั่นร้านค้าที่ร่วมช่วยเหลือในสถานการณ์โควิด-19 ทั้งยังมี AR Experiences ตามจุดต่างๆ ในอารีย์ แค่เอาสมาร์ทโฟนไปสแกน ก็จะเจอฟิลเตอร์น่ารักๆ ฝีมือนักวาดประกอบชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่มาร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่บนโลกออนไลน์กับพื้นที่ในชุมชนให้กลายเป็นเรื่องราวเดียวกัน

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

“คนอารีย์ไม่เที่ยวอารีย์ จะไปที่อื่นที่แตกต่าง ทั้งที่อารีย์มีแต่คนถ่ายรูปสวยๆ กัน แล้วเราก็เห็นคาเฟ่เกิดขึ้นมากมาย แต่แทบไม่เห็นงานออกแบบที่ยึดโยงกับ Context พื้นที่เลย ถ้าเราไปดูที่อื่น จะมีงานออกแบบที่พูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของพื้นที่ หยิบเอาคอนเทนต์นั้นมาต่อยอดเป็นงานดีไซน์ แต่อารีย์ไม่มี เพราะว่าไม่มีใครหาข้อมูลเรื่องนี้เลย ภาพถ่ายกรุงเทพฯ เก่าๆ เห็นแต่ภาพเจริญกรุง ผ่านฟ้าลีลาศ สุขุมวิท อะไรอย่างนี้ ภาพเก่าอารีย์แทบไม่มี” 

“เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ เพราะว่าอารีย์เป็นย่านเมืองเก่าเมืองใหม่ ความเป็นประวัติศาสตร์คือร้อยปีขึ้นไป มันเลยไม่มีคนเขียน เราพยายามทำคอนเทนต์ที่ไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน Feed เนื้อหาใหม่เข้าสู่ระบบ” ใหม่ซึ่งรับหน้าที่ดูแล AriTimes เล่าความตั้งใจของชาวอารีย์แต่กำเนิด 

ความพิเศษสุดอย่างหนึ่งของแอปพลิเคชันคือ AriCoin (ARIC.) เหรียญสกุลเงินจำลองที่ใครๆ ก็มีได้ หากเอาขยะพลาสติก ขวด กระป๋อง มาแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญโทเค็น การเล่นแสกน AR การแลกเปลี่ยนหนังสือ ของใช้ระหว่างกัน ไปจนถึงการสอนทักษะต่างๆ ก็ได้เหรียญ ชาวอารีย์ต่างแลกเปลี่ยน ARIC. ได้ตามความพึงพอใจระหว่างผู้ให้และผู้รับ ซึ่งเหรียญนี้เอาไปแลกสิทธิพิเศษต่างๆ ในเครือร้านค้าในย่าน เช่น เป็นส่วนลดค่ากาแฟ แลกต้นไม้ฟรี ฯลฯ 

AriAround แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

“เราอยากให้คนเข้าใจเซนส์ของพื้นที่ เพราะเราอยากทำให้พื้นที่ดีขึ้น อย่างแรกคือ เราต้องปลูกฝังให้คนรู้ว่านี่ไม่ใช่พื้นที่ที่เขาจะเข้ามาถ่ายรูป เข้ามา Take อย่างเดียว โดยอาจจะไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ของมันเลย การทำให้คนรู้จักพื้นที่มากขึ้น เราก็จะเข้ามาใช้พื้นที่อย่างทะนุถนอมมากขึ้น” นิ่มขยายความเบื้องหลัง 

“ตอนนี้โซนอารีย์โตเร็วมาก เรารู้สึกว่ามันเร็วไป การรวมข้อมูลทุกอย่างทำให้แถวนี้เติบโตเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น ไม่ใช่อะไรที่ป๊อปและเร็ว เราอยากจะชะลอสิ่งนั้น อยากให้คนซึมซับและรู้จักย่านมากขึ้น” อรุกล่าวเสริม

โอบอ้อมอารี

การแยกขยะได้รับการตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งจากชาวอารีย์และชาวเขตอื่น กระทั่งชาวพระรามสองหรือบางนาก็ขนพลาสติกถุงใหญ่มาให้ในช่วงบางกอกดีไซน์วีก และทุกวันนี้การแยกขยะในย่านก็ยังดำเนินต่อไปอย่างแข็งขัน

“สิ่งที่ประทับใจมากๆ คือมีคนเดินเข้ามาแล้วก็บอกว่า จะต้องทำอะไรให้โครงการนี้อยู่ไปนานๆ ครับ เขาต้องทำยังไงมันถึงจะอยู่ได้ต่อไป พูดมาขนาดนี้ โอ้โห เกินความคาดหมายมาก ไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจเมสเสจเราและเอาใจช่วยขนาดนี้ มีทั้งคนที่เดินเข้ามาบอกว่า อันนี้ดีได้มากกว่านี้นะ ควรทำแบบนี้ๆ คือมีส่วนร่วมทันที ตอนนี้เริ่มมาพัฒนาไอเดียกันละ คนเริ่มเข้ามาช่วยเติมความคิดเรา ยิ่งเยอะมันก็จะยิ่งแข็งแรง” อรุแชร์ความรู้สึก

“เราว่าจริง ๆ มันไม่ใช่ความบังเอิญ ส่วนหนึ่งคิดว่ามันเป็น Mega Trend ทุกคนอยากทำอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าเป็นความจำเป็น ลักษณะการที่มีผู้นำหนึ่งเดียวใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วบนโลกนี้ ทุกคนต้องลุกขึ้นมานำ ทุกคนต้องออกมาส่งเสียงให้ชุมชนของตัวเอง มันเป็นทิศทางของโลก” 

ปัจจุบันมีร้านค้าและศิลปินสร้างสรรค์ร่วมมือกับ AriAround 23 ราย โดยทั้งหมดตกลงกันว่าจะควักเนื้อให้น้อยที่สุด แต่จะแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมีให้แก่ผู้อื่น เช่น ต้นกล้าที่เพาะเอง ปุ๋ยหมักเศษอาหารจากร้าน ภาพวาดน่ารักๆ ที่จะวาดให้ในโอกาสพิเศษ โดยทุกกิจการเข้าใจและสนใจ เป็นส่วนหนึ่งของวงจรทรัพยากรหมุนเวียนหรือ Circular Economy 

“ตอนแรกกลัวมากเลย กลัวว่าคิดไปเองรึเปล่าวะที่อยากทำแบบนี้ พวกเรามาจากสายครีเอทีฟ อาจจะคิดได้ไม่เหมือนฝั่งโลจิสติกส์หรือคนหาเงิน แต่พอเปิดตัวแล้วมีหลายคนเข้าใจ มาช่วยเสนอแนะ เราก็เปิดกว้าง เหมือนชวนเพื่อนมาช่วยกันคิด ก็กลายเป็นว่าเราไม่ได้คิดกันไปเองกลุ่มเดียว” นิ่มกล่าวสมทบ

“และเราคิดว่ามันอยู่ในจิตใต้สำนักของคน Gen เรา รู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างแล้วนะ พอดี AriAround ประจวบเหมาะได้เป็นเซ็นเตอร์รวมทุกคนได้ แล้วก็มีกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าสิ่งพวกนี้มีประโยชน์กลับไปที่ลูกค้า กิจกรรมนี้เลยตอบจุดประสงค์ที่ทุกคนตั้งไว้ในใจ” 

คุยกับผู้ก่อตั้ง AriAround แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงชาวชุมชนอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เอื้อเฟื้อกัน และทำให้ย่านน่าอยู่ขึ้น

อนาคตทีมงานวางแผนว่าจะซัพพอร์ตชาวอารีย์ที่ไม่เข้าถึงเทคโนโลยี หรือไม่เล่นโซเชียลมีเดียในอนาคต อรุยกตัวอย่างว่า เธออยากทำคูปองกระดาษ ให้คนไร้บ้านย่านสะพานควายสามารถเก็บกระดาษหรือขวดมาแลกคูปองเพื่อซื้ออาหาร หรือปักหมุดร้านรวงเก่าแก่ในแผนที่ อย่างร้านเย็บจักรซ่อมเสื้อผ้าของคุณยาย ให้ชาวอารีย์หรือคนละแวกใกล้เคียงเข้าไปใช้บริการ และพูดคุยกับผู้สูงวัยคลายเหงา

ต่อไปแอปพลิเคชันอาจมีความสนุกเพิ่มเติม อย่างการสร้างเมืองอารีย์จำลองในแอปฯ ให้เรามีตัวตนในนั้นได้ หรืออารีคอยน์จะช่วยปลดล็อกอีเวนต์พิเศษในย่าน เช่นการเข้าร่วมคอนเสิร์ตหรือเวิร์กชอปในบ้านของชาวอารีย์ 

ย่านอารีย์

“แถวนี้มีคนต่างชาติทำงาน UN อยู่เยอะมาก เพราะบอกกันปากต่อปาก เราเชื่อว่าเขาก็รู้สึกเหมือนกันว่ามันสบาย ใช้คำว่า Neighborhood ได้ คาแรกเตอร์ต่างจากแถวสุขุมวิทที่มีความเป็นเมืองมากกว่า” อรุวิเคราะห์

รูปแบบพื้นที่อารีย์ปัจจุบันเป็นย่านที่อยู่อาศัย ผสานกับย่านธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อ 70 ปีก่อน แถวนี้คือทุ่งนาโล่งๆ จนกระทั่งเมืองเติบโต และคนเริ่มอพยพย้ายมาอยู่ย่านนี้มากขึ้น ข้อได้เปรียบของโซนอารีย์-สะพานควาย คือตรอกซอกซอยที่ทะลุถึงกัน เพราะเจ้าของที่สมัยก่อนมีที่ดินมาก และจัดสรรผังเป็นบล็อกๆ รวมถึงตัดถนนส่วนบุคคลให้เข้าถึงบ้านของตัวเองอย่างเป็นสัดส่วน จึงเป็นย่านที่เดินได้ยาวๆ 

ภาพถ่ายทางอากาศโดย Peter Williams-Hunt บันทึกเมื่อ พ.ศ. 2489
Ariel 2489 ฝั่งขวามือคือฝั่งซอยสายลม

“สมัยก่อนกรุงเทพฯ ขยายตัวออกไปทางตะวันออก มีเจริญกรุง สีลม สุรศักดิ์ อะไรต่างๆ ตอนสะพานควายบูมขึ้นมา ตอนแรกเราคิดว่าเพราะมีสถานีขนส่งหมอชิต จนพึ่งมารู้เมื่อสองสามปีที่ผ่านมาว่า แถวนี้เคยเป็นฐานทัพทหารจี.ไอ. ทหารสัญญาบัตรอเมริกันมาอยู่เสรีคอร์ทช่วงสงครามเย็น เป็นเหตุให้สุทธิสาร สะพานควาย มีโรงแรม และอีกอย่างหนึ่งคือ มีผู้หญิงขายบริการ” 

ใหม่เล่าและเสริมเกร็ดของย่านต่ออย่างน่าสนใจว่า ฝั่งอารีย์มีแต่บ้านที่อยู่อาศัยเคยเป็นฝั่งที่เจริญมากกว่า และฝั่งซอยสายลมมีแต่ทุ่งนาแปลงใหญ่ๆ ต่อมาเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือก็กลายเป็นโซนออฟฟิศ มีธนาคารกสิกรไทย ตึก IBM ตึก AIS สะพานสามเหลี่ยมตรงกลางเลยเป็นความพยายามเชื่อมย่านที่อยู่อาศัยของอารีย์เข้ากับย่านที่เป็น Business เข้าด้วยกัน

คุยกับผู้ก่อตั้ง AriAround แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงชาวชุมชนอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เอื้อเฟื้อกัน และทำให้ย่านน่าอยู่ขึ้น

คนอารีย์

“สมัยก่อนชนชั้นกลางมีฐานะในกรุงเทพฯ จะอยู่สองที่ ไปอยู่ทางสุขุมวิท นานา และอีกกลุ่มก็มาอยู่ทางนี้แหละ ซึ่งคนเดิมๆ ที่อยู่มานานไม่ค่อยคุยกัน เราคิดว่าพวกเขาไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันเท่าไหร่ วันก่อนไปสัมภาษณ์คนเก่าคนแก่ที่นี่ มีคำหนึ่งที่ชอบมาก เขาบอกว่าคนแถวนี้เจ้ายศเจ้าอย่างมาก” ใหม่อธิบายแกมหัวเราะ

“แถวนี้มีผู้ดีเก่า คนมีฐานะ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง อะไรแบบนี้ ยุคถัดมาเป็นยุครุ่นลูก เป็นคนที่มีการศึกษา อาจจะเป็นอาจารย์ ทนาย คนที่มีความรู้ แล้วรุ่นหลาน Gen ใหม่จะไม่เจ้ายศเจ้าอย่างแบบนั้นแล้ว แต่มีความรู้สึกว่าต้องทำดีให้ย่าน กลับไปคิดถึงการสานสัมพันธ์กัน” อรุวิเคราะห์อย่างเห็นภาพชัดเจน

“เรารู้สึกว่าชุมชนแถวนี้เข้มแข็งนะ มันทำให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นมาสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง รู้ว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย อย่างการสู้เรื่องไม่ให้สร้างคอนโดฯ ตึกสูง ปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สภาพที่ตัวเองเคยอยู่ยังอยู่แบบเดิม เรารู้สึกว่ามันพิเศษมากเลยนะ ถ้าชุมชนแข็งแรง อะไรก็มาทำร้ายยาก” 

แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่
คุยกับผู้ก่อตั้ง AriAround แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงชาวชุมชนอารีย์-ประดิพัทธ์ ให้เอื้อเฟื้อกัน และทำให้ย่านน่าอยู่ขึ้น

อนาคตอารีย์

ตอนนี้ NIA หรือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานพันธมิตรในย่านอารีย์ กำลังผลักดันให้ย่านอารีย์เป็นย่านนวัตกรรมอารีย์ (ARI Innovation District) เนื่องจากเป็นย่านเศรษฐกิจที่มีคนทำงานอยู่เยอะ จึงมีเป้าหมายว่าจะผลักดันให้เป็นสถานที่ที่บ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ใช้นวัตกรรมเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงความเป็นอยู่ของผู้คน บนพื้นฐานของเทคโนโลยี ARI (AI, Robotics and Immersive Technology) พร้อมกับสนับสนุนให้ก้าวไปสู่การเป็น ‘เมืองฉลาดรู้’ หรือ ‘Cognitive City’ และ AriAround ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้วย 

“เรามองว่าเป็นเรื่องดี เวลาพัฒนาเมืองไม่ใช่แค่การคิดแบบ Top Down จากผู้ใหญ่ที่มองในเชิงยุทธศาสตร์ แต่เราได้เข้าไปเป็นขาหนึ่งของการพัฒนาเมือง รับผิดชอบเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ คนวงในที่อยู่ในพื้นที่จริงๆ ได้เข้าไปเป็นตัวแทนเสียงประชาชน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเมือง เพื่อที่นวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นไม่ได้แค่ตอบคนจำนวนมาก แต่ตอบความต้องการหรือตอบชีวิตประจำวันแต่ละคนด้วย” นิ่มเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ

เมื่อถามว่าอยากให้อารีย์ที่พวกเขารักเติบโตแบบไหน คำตอบของชาวถนนพหลโยธินแตกต่างกันไป 

“จริงๆ มันก็ย่านเศรษฐกิจที่มีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมาครอบไลฟ์สไตล์ ต่อไปคนก็จะเยอะขึ้น เราก็อยากเห็นการจัดการที่ดี” เป็นคำตอบของใหม่

“สิ่งที่พวกเราพยายามทำ คือปกป้องความดีงามของย่าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะหรือการจัดการเมือง เราพยายามดูว่าปัญหาของคนในย่านคืออะไร แล้วจะแก้ปัญหานั้นจากสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าเกิดอารีย์กลายเป็นย่านที่วุ่นวายมากๆ เราอาจจะอยากหนีไป แต่เราชอบอยู่ที่นี่ ก็อยากอยู่อย่างแฮปปี้ อยากเห็นความเจริญด้านวัฒนธรรม อยากให้มีแกลเลอรี่ มีห้องสมุด ที่นั่งที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับมัน มากกว่าเร็วๆ แล้วก็ไป” อรุออกความเห็น

“การเติบโตเป็นเรื่องห้ามไม่ได้ แต่รากของย่านนี้คือวัฒนธรรมการใช้ชีวิต ไม่ใช่วัฒนธรรมการประดิดประดอย สิ่งที่เราอยากเห็นคือพื้นที่การใช้ชีวิต แต่เป็นกิจกรรมเอาต์ดอร์ อยากมีสวน แถวนี้ไม่มีสวนเลย กว่าจะเดินจากหอมาที่กรมประชาสัมพันธ์ก็ดมมลพิษเรียบร้อยแล้ว ฟอกปอดไม่ไหว แต่ในกรมประชาสัมพันธ์มีผู้กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเขามีพื้นที่เล่น เขาก็รวมตัวกันแล้วทำสนามเด็กเล่น เราอยากเห็นพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน ให้ทุกคนที่นี่จับกลุ่มกันได้อย่างอิสระ กวาดคนประเภทเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน แล้วหากลุ่มที่คลิกกันได้ง่ายๆ” นิ่มเสริม

“AriAround ก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนความคิดที่ทุกคนอยากให้เป็นร่วมกัน แพลตฟอร์มนี้เกิดจากความอยากแก้ปัญหาให้ผู้คนและชุมชน เหมือนเพื่อนช่วยเพื่อน แต่ไม่ใช่คนที่จะกำหนดกรอบในทิศทางการเติบโตว่าจะต้องเป็นแบบไหน เพราะสุดท้ายย่านนี้ก็เป็นของทุกคน” 

แล้วในอนาคต ขอบเขตของ AriAround จะขยายออกไปนอกเส้นทางอารีย์-ประดิพัทธ์ ไหม คำตอบของทีมงานทุกคนคือใช่ แต่ในช่วง 3 ปีแรก พวกเขาคงตั้งไข่ย่านนี้ให้แข็งแรงก่อน และหากชาวบ้านย่านอื่นอยากหยิบยืมโมเดลไปใช้ พวกเขาก็ยินดีสุดๆ ที่จะช่วยเหลือเรื่อง Know-how แลกเปลี่ยนแนะนำข้อมูลและประสบการณ์อย่างไม่หวง โดยเชื่อมั่นว่าถ้าไปอยู่ย่านอื่น บริบทและผู้อยู่อาศัยที่แตกต่าง คงทำให้แอปพลิเคชันที่ออกมาไม่ซ้ำกัน และมีเสน่ห์ที่แตกต่างไปจากอารีย์อย่างแน่นอน

แพลตฟอร์มชาวอารีย์-ประดิพัทธ์ ที่สนับสนุนให้คนเอื้อเฟื้อกันและย่านน่าอยู่

AriAround

Website : www.ariaround.com

Facebook : Ari Around

ขอบคุณสถานที่ : Laliart coffee

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load