22 กุมภาพันธ์ 2564
43 K

ใครที่ผ่านไปผ่านมาย่านเตาปูน หรือขับรถผ่านบนทางด่วนย่านจตุจักร คงได้เห็นการค่อยๆ เติบโตขึ้นของอาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่แต่เดิมเป็นเพียงพื้นที่รกร้าง มีทางรถไฟอยู่ยั้วเยี้ย พร้อมขบวนรถไฟสินค้าที่นอนจอดอยู่จนนึกว่ามันคือสุสานรถไฟ ก่อนจะค่อยๆ เคลียร์สถานที่ มีหลุมใหญ่ มีเสา มีโครงสร้างทยอยขึ้นมา พร้อมความสงสัยว่าเจ้าสิ่งปลูกสร้างที่ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างเกือบ 10 ปีนี้มันคืออะไรกันแน่ จนในที่สุดตัวอักษรที่เฉลยชื่อสถานที่ก็ถูกติดตั้งขึ้นด้วยข้อความว่า ‘สถานีกลางบางซื่อ’ หรือชื่อปัจจุบันคือ ‘สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์’

ก่อนเดินทางไปทำความรู้จักกับเจ้าสถานีใหม่นี้กันให้มากกว่าเดิม เราขอเกริ่นเรื่องของสถานีกรุงเทพ พี่ใหญ่ของรถไฟไทยผู้ซึ่งเป็นต้นทางและปลายทางของใครหลายคนมานานนับศตวรรษกันก่อน

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่เราหลายคนมักเรียกติดปากว่า ‘หัวลำโพง’ 

เขาคือสถานีรถไฟหลักของประเทศ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ล้อมรอบไว้ด้วยย่านสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นย่านคนจีนและการค้าอย่างเยาวราช สำเพ็ง ย่านเศรษฐกิจอย่างบางรัก สีลม หรือแม้กระทั่งย่านที่อยู่อาศัยและค้าขายอย่างสามย่าน เจริญผล และโบ๊เบ๊

ใน พ.ศ. 2459 หลังจากเปิดใช้งานรถไฟสายแรกได้ 20 ปี สถานีกรุงเทพหลังแรกเป็นเพียงอาคารไม้เล็กๆ ก็ย้ายมาตั้งอยู่ ณ ที่ปัจจุบันที่เราคุ้นเคย และใน พ.ศ. 2564 นั้น กำลังจะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับเมื่อ 105 ปีก่อน นั่นคือการย้ายสถานีหลักอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ได้ย้ายในพื้นที่ใกล้เคียง แต่ย้ายในพื้นที่ใหม่ซึ่งอยู่ห่างออกไป และปรับให้มีรถไฟชานเมืองที่เดินรถด้วยระบบไฟฟ้าขนานไปกับทางรถไฟเดิม เพื่อเพิ่มความถี่และลดปัญหาการจราจรในเมืองชั้นใน ด้วยการยกระดับและลดระดับ จึงได้ถือกำเนิดเมกะโปรเจกต์ภายใต้ชื่อโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และสถานีกลางบางซื่อ

ฉันคือสายสีแดง

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

สถานีกลางบางซื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ที่นี่ถูกปักหมุดเอาไว้เพื่อเป็นสถานีกลาง นั่นหมายถึงเป็นจุดศูนย์รวมการเดินทางของระบบรางและระบบขนส่งมวลชนต่อเนื่องสำหรับกรุงเทพมหานครแห่งใหม่ และเพื่อแก้ปัญหาจราจรของกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีทางรถไฟพาดผ่านในระดับเดียวกับถนนหลายสาย ซึ่งบ้างก็ว่ารถไฟทำให้รถยนต์ติดขัด โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยออกแบบให้เส้นทางอยู่ระดับต่างจากถนน ไม่ว่าจะยกระดับหรือลดระดับลงไปใต้ดิน ส่วนพื้นที่นอกเมืองก็วางตัวอยู่ระดับดิน และให้ถนนหนทางยกข้ามทางรถไฟแทน

เส้นทางของสายสีแดงมีด้วยกัน 2 ส่วน คือแนวเหนือ-ใต้ (สายสีแดงเข้ม) และแนวตะวันตก-ตะวันออก (สายสีแดงอ่อน) ผ่ากลางกรุงเทพมหานครเป็นรูปเครื่องหมายบวกขนาดใหญ่ โดยมีสถานีกลางบางซื่อแห่งนี้เป็นจุดรวมสำหรับการเปลี่ยนเส้นทางไปที่ต่างๆ

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

พิจารณาจากแผนที่โดยให้ตัวเราอยู่ที่บางซื่อ

ด้านทิศเหนือ มุ่งหน้าไปดอนเมือง รังสิต และมีส่วนต่อขยายไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยุธยา สิ้นสุดที่บ้านภาชี จุดแยกระหว่างทางรถไฟสายเหนือกับสายอีสาน

ด้านทิศใต้ มุ่งหน้าไปหัวลำโพง และต่อขยายไปคลองสาน มหาชัย สิ้นสุดที่ปากท่อ จังหวัดราชบุรี

ด้านทิศตะวันตก มุ่งหน้าไปตลิ่งชัน และต่อขยายไปศาลายา สิ้นสุดที่นครปฐม พร้อมมีอีกเส้นหนึ่งจากตลิ่งชันเข้าไปสิ้นสุดที่โรงพยาบาลศิริราช 

ด้านทิศตะวันออก มุ่งหน้าไปมักกะสัน หัวหมาก และต่อขยายไปลาดกระบัง สิ้นสุดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตอนนี้รถไฟชานเมืองสายสีแดงที่พร้อมให้บริการใน พ.ศ. 2564 มีแค่ 2 สาย นั่นคือสายสีแดงเข้มที่เริ่มต้นจากสถานีกลางบางซื่อ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ ผ่านวัดเสมียนนารี บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง หลักหก และสุดปลายทางที่รังสิต แถวๆ หมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี ห่างจากฟิวเจอร์ปาร์คไปราว 1 กิโลเมตร

และสายสีแดงอ่อนที่เริ่มต้นจากสถานีกลางบางซื่อเช่นกัน แต่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางกรวย ไปบางบำหรุ และสุดสายที่ตลิ่งชัน

ส่วนที่ต่อลงไปทิศใต้และตะวันออกทั้งหัวลำโพงและหัวหมาก หรือที่เรียกว่า Missing Link เป็นโครงการส่วนถัดไป และเป็นส่วนที่เรียกได้ว่าหินและโหดในการก่อสร้างน่าดู เพราะต้องทำโครงสร้างลดระดับลงไปต่ำกว่าพื้นดินในรูปแบบคลองแห้งและอุโมงค์ซ้อนกัน ตั้งแต่สามเสน ผ่านหลังโรงพยาบาลรามาธิบดี จนถึงถนนศรีอยุยา 

ฉันคือน้องหนูแดง

พูดกันถึงเรื่องเส้นทางไปแล้ว มาทำความรู้จักกับขบวนรถไฟสายสีแดงกันหน่อย 

สายสีแดงจัดอยู่ในประเภทรถไฟชานเมือง มีหน้าที่กระจายคนจากในเมืองสู่พื้นที่รอบนอกย่านชานเมือง มีสถานีระหว่างทางที่อยู่ห่างในระยะมากกว่า 1 กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 10 กิโลเมตร ใช้ความเร็วในการให้บริการมากกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรอบขบวนไม่ได้ถี่เป็นรายวินาทีหรือไม่กี่นาทีแบบรถไฟในเมือง

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ขบวนรถไฟเดินทางมาไกลจากบ้านเกิดโรงงานฮิตาชิที่ญี่ปุ่น บอดี้รถสีขาวสะอาด คาดสีแดงสดด้านข้างยาวตั้งแต่หัวไปตลอดแนวขบวน ด้านหัวและท้ายโค้งมนได้สัดส่วน จนทำให้รู้สึกว่าเจ้ารถไฟขบวนนี้มันน่ารักน่าชังเสียจริง แฟนๆ รถไฟตั้งชื่อให้ว่า ‘น้องหนูแดง’ ซึ่งนอกจากจะบอกว่านี่คือรถไฟสายสีแดง มันยังหมายถึงน้องเล็กของรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่เข้ามาถึงเมืองไทยใน พ.ศ. 2563

น้องหนูแดงเป็นรถไฟฟ้าที่รับไฟจากสายไฟแรงสูงที่ห้อยอยู่เหนือขบวนรถไฟแบบเดียวกับ Airport Rail Link ใช้ความเร็วสูงสุดในการให้บริการที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง และมีชั้นวางของให้สำหรับผู้ที่สัมภาระติดตัวเยอะอีกด้วย

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ครอบครัวน้องหนูแดงมีสมาชิกทั้งหมด 25 ขบวน มีทั้งแบบ 4 ตู้ และ 6 ตู้ เวลาในการเดินทางนั้นถือว่ารวดเร็วมาก จากสถานีกลางบางซื่อไปรังสิตสำหรับขบวนรถที่จอดทุกสถานี ใช้เวลาประมาณ 28 นาที และจากสถานีกลางบางซื่อไปตลิ่งชันใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น ประหยัดเวลาที่เราต้องเสียไปบนถนนในแต่ละวันได้อีกไม่น้อย 

ว่าแต่ ถ้าเวลาผ่านไปหลายปีขึ้น เราจะเรียกเขาว่าน้องหนูแดงอยู่ไหม

ฉันคือสถานีกลางบางซื่อ

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ถ้าให้นิยามสถานีกลางบางซื่ออย่างง่ายที่สุด คงบอกได้ว่าที่นี่คือหัวลำโพงที่ใหม่

สถานีกลางบางซื่อปักหมุดอยู่โซนทิศเหนือของกรุงเทพฯ ในเขตจตุจักร ใกล้กับตลาดนัดจตุจักร บางซื่อ เตาปูน บางโพ สะพานควาย ตัวสถานีขนาดใหญ่โดดเด่นสะดุดตา มองเห็นได้จากหลายจุดในกรุงเทพฯ ที่เป็นตึกสูง และยังมองเห็นได้จากบนรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่วงสถานีหมอชิตถึงห้าแยกลาดพร้าว รวมถึงจากรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตั้งแต่สถานีบางซ่อนจนถึงเตาปูน

ไม่ได้แค่ใหญ่อย่างเดียว ที่นี่ยังเป็นการรวมตัวของรถไฟระหว่างเมืองจากจังหวัดต่างๆ รถไฟจากชานเมือง และรถไฟความเร็วสูงไว้ที่เดียวกัน พร้อมมีระบบ Feeder อื่นๆ ที่เข้ามาในบริเวณของสถานีกลาง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่มุดเข้ามาใต้สถานีกลาง รถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) และสายสีม่วงที่อยู่ใกล้ๆ กัน รถเมล์ ขสมก. และสถานีขนส่งหมอชิต 2 ที่ไม่ได้ห่างกัน สามารถเดินทางเชื่อมถึงกันได้ง่าย นั่นเท่ากับว่าเราจะลงรถไฟ ต่อรถไฟฟ้า หรือต่อรถเมล์ได้ง่ายกว่าเดิม

ตัวสถานีมีขนาด 274,192 ตารางเมตร มากกว่าสถานีกรุงเทพซึ่งมีพื้นที่เพียง 192,000 ตารางเมตร รายล้อมพื้นที่โดยรอบจำนวน 2,325 ไร่ มีย่านเก็บรถไฟ โรงซ่อมบำรุง โรงรถจักร ย่านเตรียมขบวนรถ และพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ที่จะกลายเป็นตึกสูง โรงแรม อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย ฯลฯ 

กลับมาที่อาคารสถานีกลาง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือตึกหน้าและตึกหลังที่ดูไม่ออกว่ามันถูกแยกฟังก์ชันออกจากกัน มีเพียงชั้น 1 และชั้นใต้ดินที่เชื่อมถึงกันได้

ฝั่งทิศตะวันออก เป็นอาคาร Main Entrance ที่มีหลังคาโค้งติดกระจกพร้อมนาฬิกาบานใหญ่คล้ายกับสถานีรถไฟกรุงเทพ รูปแบบอาคารฝั่งด้านตะวันออกมี 2 ชั้น โดยชั้น 1 เป็นพื้นที่ส่วนกลาง โถงทางเข้า พื้นที่เชิงพาณิชย์ ชั้นลอยเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์และร้านค้า ส่วนชั้น 2 เป็นสำนักงาน

ฝั่งทิศตะวันตก เป็นอาคารสำหรับพื้นที่ปฏิบัติการ มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้น 1 เป็นพื้นที่จำหน่ายตั๋วและทางเชื่อมสู่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ชั้น 2 เป็นชานชาลารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รถไฟทางไกลระหว่างเมือง ส่วนชั้น 3 เป็นชานชาลาสำหรับรถไฟความเร็วสูง

ส่วนชั้นใต้ดินของทั้งสองอาคารเป็นลานจอดรถที่มีความจุกว่า 1,600 คัน และใต้ดินลงไปอีกเป็นสถานีบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ทอดตัวอยู่ใต้สถานีกลาง

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ทางเข้าหลักด้านทิศตะวันออกชวนให้นึกถึงสถานีรถไฟกรุงเทพในเวอร์ชันที่ทันสมัยกว่า หลังคาสีเงินวาดตัวเป็นรูปโค้งเป็นครึ่งวงกลม ด้านหน้าประดับกระจกกรองแสงสีเข้ม และมีนาฬิกาสีขาวขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่บนนั้น ทางเข้าหลักนี้น่าจะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ใครๆ ก็ไม่พลาดมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนออกเดินทาง 

เมื่อเดินเท้าเข้าไปตามทางเดินผ่านประตูชั้นแรก จะพบกับโถงหลักที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางและเพดานสูงลิ่วพร้อมแอร์เย็นฉ่ำ มีแสงอาทิตย์ลอดผ่านกระจกกรองแสงเข้ามาให้ความสว่างไสวไปทั่ว ว่ากันแล้วก็เหมือนโซนห้องรับแขกที่ต้อนรับผู้คนจากทั่วสารทิศ เมื่อสถานีเปิดแล้วจะมีร้านค้าต่างๆ ให้กับผู้โดยสารเพื่อเลือกซื้อก่อนเดินทาง หรือใครที่ไม่ได้เดินทาง ก็เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่เชิงพาณิชย์และศูนย์อาหารได้

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ถัดจากโถงหลักเข้ามาด้านในมีประตูซ้อนอีกชั้น เมื่อเดินเข้ามาจะพบพื้นที่ขายตั๋ว ซึ่งออกแบบให้กระจายกันไปทั่วบริเวณ ไม่ได้รวมตัวกันที่จุดใดจุดหนึ่ง เพื่อกระจายให้คนที่เข้ามาจากทุกทิศทางเข้าถึงการซื้อตั๋วได้ง่ายในสถานีที่กว้างขวางแบบนี้ 

ซึ่งพื้นที่ชั้น 1 นี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ โซนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอยู่ด้านทิศใต้ของอาคาร โซนรถไฟทางไกลระหว่างเมืองอยู่ตรงกลาง และโซนรถไฟฟ้าความเร็วสูงอยู่ด้านทิศเหนือ และทุกๆ โซนมีบันได บันไดเลื่อน และลิฟต์พาผู้โดยสารขึ้นไปสู่ชั้น 2 ยกเว้นโซนรถไฟความเร็วสูงที่ทางขึ้นจะพาไปส่งถึงชั้นสามโดยไม่แวะชั้นอื่น

มีตั๋วแล้วก็ไปขึ้นรถไฟที่ชั้น 2

ชั้น 2 ทั้งฟลอร์เป็นชานชาลาสำหรับรถไฟทางไกลระหว่างเมืองและรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีทั้งหมด 12 ชานชาลา แบ่งเป็นรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้มไปรังสิต 2 ชานชาลา รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อนไปตลิ่งชัน 2 ชานชาลา และรถไฟทางไกลระหว่างเมือง 8 ชานชาลา ซึ่งที่ออกไปต่างจังหวัด มีบางส่วนจะทยอยมาออกที่สถานีกลางนี้แทนสถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพง 

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ตลอดแนวของชานชาลามีเครื่องดูดควันสำหรับรถจักรดีเซลที่เข้ามาในสถานี เนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเดินรถไฟด้วยระบบดีเซลมาเป็นระบบไฟฟ้า ซึ่งรถไฟทางไกลระหว่างเมืองนั้นเป็นรถไฟดีเซล 100 เปอร์เซ็นต์ โดยการรถไฟเองก็มีโครงการจัดหารถไฟแบบใหม่ที่ใช้ระบบไฟฟ้าและดีเซล (Bi-mode) มาให้บริการในอนาคตด้วย

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้
เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ชั้นบนสุดเป็นส่วนที่ตื่นตาตื่นใจมาก มันคือชั้นชานชาลารถไฟความเร็วสูงจำนวน 12 ชานชาลา แบ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ สายอีสาน สายใต้ และสายตะวันออกที่แชร์ร่วมกับแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ชั้นบนสุดโล่ง โปร่ง และชวนให้มองโครงสร้างหลังคาที่เล่นโค้งสวยงาม มีช่องแสงที่คล้ายกับสถานีกรุงเทพ ทำให้ชานชาลาสว่างไสวโดยไม่ต้องเปิดไฟในระหว่างวัน พื้นที่ชั้นนี้ยังไม่เปิดให้บริการใน พ.ศ. 2564 เพราะรถไฟความเร็วสูงเป็นโปรเจกต์ในอนาคต ซึ่งที่นี่ได้ออกแบบไว้เผื่อเรียบร้อยแล้ว และเมื่อมีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ก็แค่วางรางเข้ามาโดยไม่ต้องต่อเติมสถานีเพิ่ม

และรถไฟความเร็วสูง 2 สายแรกที่เราจะได้ใช้บริการในราวๆ พ.ศ. 2568 คือ เส้นทางจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมาที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง กับอีกสายหนึ่งคือ ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ที่ใกล้จะได้ลงมือก่อสร้างเร็วๆ นี้

จากชั้นบนสุดเราลงมาสู่ชั้นล่างสุดกัน

บริเวณด้านทิศใต้ของสถานีนอกพื้นที่ Paid Area ของรถไฟฟ้าสายสีแดงเป็นทางลงสู่ชั้นใต้ดิน พื้นที่ส่วนนี้คือทางเชื่อมลงไปสู่สถานีบางซื่อของ MRT สายสีน้ำเงิน 

เราเชื่อว่าหลายคนที่ได้ใช้บริการ MRT บางซื่อ คงสงสัยว่าทำไมทางออกสถานีถึงได้เดินไกลนัก ทำไมไม่สร้างให้ใกล้ๆ กับถนน หนึ่งเลยคือด้านเทคนิค เพราะเมื่อรถไฟฟ้าออกจากสถานีบางซื่อและมุ่งหน้าไปเตาปูนจะต้องเปลี่ยนไปยกระดับ หากสถานีอยู่ใกล้ถนนตรงทางออกมาเกินไป ความชันในการพุ่งขึ้นไปสู่สถานีเตาปูนจะไม่ได้ระดับที่เหมาะสม สองคือการเชื่อมต่อระหว่าง MRT กับสถานีกลางบางซื่อนี่แหละ สถานีทั้งสองคร่อมกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หากเราออกมาจาก MRT ไปที่ทางออกหมายเลข 3 ก็จะมีทางเดินนำเราขึ้นมาสู่สถานีกลางบางซื่อในโซนรถไฟฟ้าสายสีแดงได้อย่างพอดิบพอดี 

และ MRT นี่แหละที่จะพาเราเดินทางต่อจากสถานีกลางบางซื่อ ออกไปในสถานที่ต่างๆ ที่เส้นนี้ผ่าน ไม่ว่าจะเป็น ลาดพร้าว รัชดา พระราม 9 สีลม หัวลำโพง หรือฝั่งธนบุรีอย่างบางยี่ขัน ไฟฉาย ท่าพระ บางแค หลักสอง หรือจะไปต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นก็ไม่ติดขัด นั่นเป็นเพราะสายสีน้ำเงินเชื่อมต่อกับรถไฟสายอื่นๆ มากที่สุดเลยก็ว่าได้ ทั้งสายสีเขียวอ่อนที่สวนจตุจักรและพหลโยธิน สายสีเขียวเข้มที่สีลมและบางหว้า สายสีเหลืองที่ลาดพร้าว สายสีส้มที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และว่าที่สายสีแดงอ่อนที่มุ่งหน้าเข้าศิริราชที่บางขุนนนท์

ฉันคือก้าวใหม่

สถานีกลางบางซื่อและรถไฟชานเมืองสายสีแดง นับได้ว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาระบบรถไฟในประเทศไทยที่ถูกแช่แข็งมาหลายทศวรรษ แม้ว่าก้าวใหม่นี้จะไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแบบพลิกจนต้องร้องว้าว แต่ก็นับได้ว่ามีการขยับจากการเดินรถไฟชานเมืองด้วยรถจักรดีเซลเป็นระบบรถไฟฟ้าที่ออกจากเขตเมืองมากขึ้น และต่อยอดถึงการเดินรถไฟด้วยระบบไฟฟ้าทางไกลออกสู่ต่างจังหวัด โดยใช้รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นรากฐาน และค่อยๆ ต่อไปจนถึงรถไฟแบบใหม่ให้เรานั่งไปยังที่ไกลๆ

เมื่อสถานีกลางบางซื่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 นี้ บทบาทของสถานีกรุงเทพซึ่งเคยเป็นพี่ใหญ่ของรถไฟไทยมานานนับร้อยปีก็จะต้องปรับบทบาทลงกลายเป็นสถานีรอง ส่งไม้ต่อให้บางซื่อได้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในระยะแรกก็จะมีรถไฟให้บริการควบคู่กันทั้งสองสถานีและค่อยๆ ลดจำนวนลง 

จนเมื่อรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยายจากบางซื่อ-หัวลำโพง เปิดให้บริการ สถานีกรุงเทพก็จะยุติหน้าที่ความเป็นสถานีหลักของประเทศอย่างสมบูรณ์ และเปลี่ยนบทบาทสู่หน้าที่ใหม่ ในการเป็นสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงรวมถึงหน้าที่อื่นๆ ต่อไป

ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง และเราก็จะเฝ้าดูการเติบโตและเปลี่ยนแปลงนั้นไปพร้อมๆ กัน

Writer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Photographers

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

เดินทาง“สบายดีหรือเปล่า?”

คำทักทายตามแบบฉบับไทยๆ ที่อยากพูดให้กับตู้รถไฟสีม่วงที่จอดอยู่บนชานชาลาที่ 5 สถานีกรุงเทพ ในวันศุกร์ก่อนวันหยุดยาวของเดือนธันวาคม

รถไฟขบวนนี้ใช้รถนอนรุ่น JR จากญี่ปุ่น ทำขบวนพานักท่องเที่ยวและผู้โดยสารกว่าร้อยคนเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ และนี่เป็นครั้งแรกๆ ที่รถไฟตู้สีม่วงเหล่านี้ออกมาวิ่งอีกครั้งหลังจากหยุดวิ่งไปเกือบถาวร หลังจากที่รถไฟตู้นอนรุ่นใหม่เข้าประจำการเมื่อปลายปี 2559

รถนอนรุ่นนี้มีชื่อเรียกตามแบบฉบับของการรถไฟแห่งประเทศไทยว่า ‘รถนอนรุ่น JR’

รถนอนรุ่นนี้มีชื่อเรียกตามฉบับคนรักรถไฟว่า ‘Blue Train’

อ้าว นี่มันสีม่วง

ไหนสีน้ำเงิน? แล้วเรียกว่า Blue Train ได้ยังไง?

รถไฟ

 

สวัสดีบ้านใหม่

JR-WEST คือบริษัทรถไฟตะวันตกแห่งประเทศญี่ปุ่นที่มีเครือข่ายรถไฟหลากหลายประเภทรวมถึงรถไฟตู้นอนที่มีชื่อเรียกตามสีของตัวตู้ที่เป็นสีน้ำเงินครามว่า Blue Train

Blue Train เคยวิ่งฉวัดเฉวียนเวียนวนอยู่ทั่วเกาะญี่ปุ่น แต่เมื่อถึงวาระที่ต้องปลดระวางนั้นบางส่วนจะถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์หรือไม่ก็มีเอกชนมาซื้อตัวรถไป แต่ที่เหลืออยู่นั้นมีจำนวนมหาศาลมากจนไม่รู้จะไปเก็บไว้ที่ไหน สถานที่สุดท้ายของมันจึงต้องจบลงที่การทำลายรถทิ้ง

Blue Train

รถ Blue Train เมื่อครั้งที่วิ่งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ภาพจาก Wikipedia

แต่หากทำลายรถก็ต้องมีค่าใช้จ่าย JR-WEST ก็มีแนวคิดที่จะบริจาคตู้รถไฟนั้นให้กับประเทศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์อยู่ โดยลิสต์ประเทศที่มีความต้องการใช้ตู้รถไฟก่อนที่จะถามไถ่ไปว่าที่ใดต้องการบ้าง และหากประเทศใดสนใจก็จะได้รับบริจาคตู้รถไฟเหล่านั้นโดยเสียแค่เพียงค่าขนส่ง ส่วนการดัดแปลงให้สามารถใช้ได้กับแต่ละประเทศนั้น แต่ละแห่งสามารถทำได้ไม่จำกัด ทั้งเปลี่ยนขนาดล้อ (ญี่ปุ่นใช้ทางรถไฟกว้างขนาด 1.067 เมตร) ดัดแปลงที่นั่ง ดัดแปลงระบบ หรืออื่นๆ ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของแต่ละประเทศ

Blue Train

รถ Blue Train ชุดแรกที่เดินทางมาถึงไทยและปรับปรุงสภาพเรียบร้อยแล้ว

ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศในลิสต์ของรถนอน Blue Train ส่วนใหญ่แล้วประเทศข้างเคียงเรา เช่น เมียนมา ฟิลิปปินส์ จะได้รถนั่งไป แต่สำหรับประเทศไทยเราได้รถนอนมาเกือบทั้งหมด

รถนอน Blue Train รุ่นแรกที่เดินทางมาถึงบ้านเราในปี 2547 มีทั้งรถนั่งและรถนอนจำนวน 20 คัน แบ่งเป็นรถนั่ง 8 คัน และรถนอน 12 คัน ส่วนในปี 2551 ก็รับเพิ่มมาอีกชุด ทั้งรถนอนชั้น 2 และรถนอนชั้น 1 ซึ่งชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายของ JR-WEST ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับมา

รถไฟ รถไฟตู้นอน

ด้านข้างของรถนอน Blue Train ฝั่งห้องนอนหน้าต่างจะมีขนาดเล็ก ส่วนฝั่งทางเดินหน้าต่างจะมีขนาดที่ใหญ่กว่า

ช่วงแรกๆ รถนอนและรถนั่ง Blue Train ยังไม่ถูกใช้ในการโดยสารแบบถาวรในขบวนรถใดขบวนรถหนึ่ง แต่เป็นบริการรถไฟขบวนพิเศษ เช่น

รถพิเศษนำเที่ยวทุ่งดอกกระเจียว กรุงเทพ-บ้านวะตะแบก-กรุงเทพ  

ขบวนรถพิเศษพืชสวนโลก (ราชพฤกษ์) กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ

รถไฟ

รถนอน Blue Train รุ่นที่ 2 พ่วงเต็มขบวนกับขบวนรถพิเศษเทศกาล เชียงใหม่-กรุงเทพ ภาพถ่ายโดย ชินภัทร ไทยถาวร

รวมถึงให้บริการรถนำเที่ยวอีกหลายๆ ขบวนในบางวาระ จนได้เริ่มทดลองพ่วงไปกับขบวนรถปกติประจำวันแค่ไม่กี่ตู้ เมื่อได้รับรถชุดที่ 2 มาในปี 2551 เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางตู้นอนให้กับคนที่เดินทางประจำ คือ

รถด่วน 83/84 กรุงเทพ-ตรัง-กรุงเทพ  

รถด่วน 67/68 กรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ

รถไฟไทย

รถ Blue Train ตอนเริ่มต้นพ่วงพิเศษเข้ากับรถด่วนตรัง

ก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดด้วยการวิ่งเป็นขบวนรถเที่ยวปกติแบบเต็มขบวน

และผู้โชคดีนั้นก็คือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 13 และ 14 กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ พร้อมกับการเปลี่ยนสีตู้โดยสารจากสีน้ำเงิน เป็นสีม่วง

 

จาก Blue Train สู่ Violet Train

การเปลี่ยนสีรถ Blue Train จากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงนั้นผมไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเพื่ออะไร แต่การเปลี่ยนสีในตอนนั้นก็สร้างความเกรี้ยวกราดให้กับคนคลั่งไคล้รถไฟญี่ปุ่นในไทยพอสมควร หลักๆ เป็นเพราะเอกลักษณ์ของคำว่า ‘Blue Train’ หายไปอย่างสิ้นเชิง 

รถนอน JR-WEST รถนอน JR-WEST

แต่เมื่อเวลาผ่านไปความเคยชินก็เข้ามาแทนที่ และสีม่วงทั้งขบวนก็ดูสวยไปอีกแบบแฮะ

ลองนึกภาพตามนะครับ สีม่วง 2 โทนของตู้รถไฟตัดกับสีเขียวอ่อนของทุ่งหญ้า สีเขียวเข้มของต้นไม้ และสีฟ้าสดของท้องฟ้า ทำให้รถไฟสีม่วงขบวนนี้ดูโดดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนทีเดียว

 

 

การเดินทางอีกครั้ง

รถไฟตู้นอน

นับตั้งแต่วันที่การรถไฟแห่งประเทศไทยประกาศว่า รถด่วนพิเศษขบวน 13/14 กรุงเทพ-เชียงใหม่ -กรุงเทพ ยกเลิกการใช้รถนอน JR รถนอนรุ่นนี้ทั้งหมดก็ไม่ได้โลดแล่นบนทางรถไฟในประเทศไทยอีกเลย นอกจากเป็นแค่ขบวนรถพิเศษหรือขบวนรถเสริมสำหรับเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ หรือเทศกาลงานบุญอย่างเข้าพรรษา ตู้รถไฟทั้งหมดจึงถูกเก็บไว้ที่ย่านจอดและบางส่วนก็เข้าโรงงานมักกะสันไปพักรักษาตัว จนสุดท้ายเหลือใช้งานได้สมบูรณ์จริงๆ อยู่เพียงไม่กี่คันเท่านั้น

ต้นเดือนธันวาคม 2560 การรถไฟฯ ประกาศว่าจะมีขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ โดยใช้รถนอนรุ่น JR หรือรถ (อดีต) Blue Train ที่รักของเรา บรรดาแฟนรถไฟเดนตายจึงรีบเคลียร์วันหยุด แล้วคว้าปืนคว้าดาบไปสู้รบในสมรภูมิการจองตั๋วโดยทันที เพื่อหวังว่าตัวเองจะได้เป็นหนึ่งในผู้โดยสารของรถไฟพิเศษขบวนนี้

นอกจากนั้นแล้ว เราจะได้กลับมาทักทายเพื่อนเก่าขบวนนี้อีกครั้ง

 

อ้อมกอดของเพื่อนเก่า

“สบายดีหรือเปล่า?”

คำทักทายตามแบบฉบับไทยๆ ที่อยากพูดให้กับตู้รถไฟสีม่วงที่จอดอยู่บนชานชาลาที่ 5 สถานีกรุงเทพ ในวันศุกร์ก่อนวันหยุดยาวของเดือนธันวาคมที่มีแต่คนมุ่งหน้าขึ้นเชียงใหม่ หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศว่า หย่อมความกดอากาศสูงกำลังแรงได้แผ่เข้ามาถึงภาคเหนือของไทยแล้ว

รถนอน JR-WEST

ผมจองตู้นอนชั้น 2 ไว้กับเพื่อนอีก 5 คน นี่เป็นการเดินทางกับรถ JR ครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะถึงแม้ในช่วงที่พวกเขายังวิ่งขวักไขว่อยู่ผมก็ไม่มีโอกาสได้นั่งบ่อยๆ

ตู้นอนชั้น 2 ของรถนอน JR เรียกได้ว่าเป็นที่ไม่คุ้นเคยของพี่ไทยมาก เพราะรถไฟตู้นอนของเดิมเป็นการจัดให้ทางเดินอยู่ตรงกลาง และด้านซ้าย-ขวาริมหน้าต่างแต่ละฝั่งจะเป็นเตียงนอนเรียงกันเป็นแถวไปอารมณ์โฮสเทลแบบ dorm

ตู้นอน

ใน 1 ล็อกจะมี 4 เตียง แบ่งเป็นเตียงบน 2 เตียงล่าง 2 และบันไดปีนขึ้นเตียงบนจะถูกพับไว้ตรงหน้าต่าง

แต่ JR คือความแตกต่าง ทางเดินที่อยู่ตรงกลางถูกถีบออกไปติดกับหน้าต่างฝั่งหนึ่ง และอีกฝั่งหนึ่งซอยเป็นห้องๆ พร้อมวางเตียง 2 ชั้น ในแนวขวางกับตัวตู้รถไฟจำนวนห้องละ 4 เตียง (เตียงล่าง 2 เตียงบน 2)

ตู้นอน

รถนอนรุ่นนี้จึงเหมาะกับการเดินทางเป็นหมู่คณะหรือเป็นครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คนหรรษาในห้องเดียวกันแบบไม่ต้องคุยกันข้ามฟากทางเดินเหมือนรถนอนรุ่นเดิมๆ ถ้าจะนั่งเม้ามอยกัน หรือจะเล่นเกมกันก่อนนอนนี่ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีเลยล่ะ

แต่ขอเตือนอย่างหนึ่งนะว่า

แอร์หนาวมาก

ส่วนตู้นอนชั้น 1 ก็แตกต่างกันไป

ผมเคยนอนในรถนอนชั้น 1 รุ่นนี้เมื่อนานมาแล้ว วันนั้นกับวันนี้ความรู้สึกยังคงเหมือนเดิม

นาทีที่เดินเข้าไปในตู้นี้เหมือนกับเราถูกเนรเทศมาที่เมืองแห่งความเงียบ ทางเดินของมันเหมือนกับรถชั้น 2 เพียงแต่เปลี่ยนจากล็อกที่มีเตียงนอนแบบไร้ประตูกั้นมาเป็นห้องส่วนตัว ห้องใครห้องมัน จึงเหมาะกับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ

รถนอน

ภายในห้องมีเตียงขนาดใหญ่อยู่เพียง 1 เตียง พร้อมโต๊ะพับ อ่างล้างหน้า และกระจกแต่งตัวที่พร้อมสรรพสำหรับการใช้ชีวิตข้ามคืน

ความเป็นส่วนตัวของรถไฟชั้น 1 บวกกับราคาที่ค่อนข้างสูงถึง 1,953 บาท มันอาจดูสูงเกินกว่าที่จะตัดสินใจควักกระเป๋าออกมาจ่ายเงินในทันที เมื่อยิ่งเทียบกับราคาที่ใกล้เคียงของเครื่องบินต้นทุนต่ำ แต่มันมีเสียงอะไรบางอย่างที่แว่วเข้ามาในหูตอนตัดสินใจ

“ฉันนอนสบายนะ”

“มากับฉันสิ แล้วเธอจะมีความสุขที่สุด”

“ถ้าเธอไม่ลองแล้วเธอจะรู้ได้ยังไงล่ะ”

ให้ตายเถอะ…กระเป๋าตังค์ในมือมันสั่นไปหมดแล้ว…

กว่าจะรู้ตัว แบงก์พัน 2 ใบก็วางแหมะอยู่บนเคาน์เตอร์ขายตั๋วเป็นที่เรียบร้อย

อานุภาพต่อแฟนรถไฟเดนตายมันช่างทรงพลังยิ่งนัก…

รถไฟตู้นอนชั้น 1 รถนอนชั้น 1

รถนอนชั้น 1 จะมีเพียงเตียงเดียวเท่านั้น ภายในมีอ่างล้างหน้า และประตูที่สามารถเปิดเข้าหาห้องข้างๆ ได้ (ถ้ามาด้วยกัน)

ความสุขที่สุดของการได้อยู่ในอ้อมกอดของเพื่อนเก่าขบวนนี้ คงเป็นช่วงเวลาที่เรานอนหันเท้าไปทางหน้าต่าง เปิดผ้าม่านให้สุด และมองแสงไฟยามค่ำคืนของเมืองที่เคลื่อนผ่านไป หรือพระจันทร์ดวงกลมโตที่ลอยไปเป็นเพื่อนตลอดการเดินทางเหมือนเป็นโคมไฟดวงใหญ่ที่สาดแสงให้เห็นรายละเอียดข้างนอกรถไฟในความมืด โดยตัวเรานี่แหละที่อยู่ในความมืดที่สุดเมื่อปิดไฟในห้องนอนของเราเอง ความเพลิดเพลินนี้บวกกับแรงโยกเบาๆ ของรถไฟเหมือนกับไกวเปล ก็ค่อยๆ กล่อมเราให้ให้เข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

 

เช้าวันใหม่

เราถูกปลุกด้วยแสงแดดที่ลอดผ่านเงาไม้เข้ามากระทบตาเราบวกกับอากาศในรถที่ขอใช้คำว่า ‘หนาวเหน็บ’ สมกับเป็นรถไฟจากญี่ปุ่น

รถไฟของเรากำลังวิ่งอยู่บนดอยขุนตาล ภาพนอกหน้าต่างคือสายหมอกจางๆ ที่ลอยอยู่เหนือยอดไม้ในจังหวัดลำพูน อีกเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมงเราจะถึงสถานีเชียงใหม่ และต้องบอกลาเพื่อนขบวนนี้อีกครั้ง

รถนอน รถนอน JR-WEST

เราออกมาจากเตียงเพื่อดึงเก้าอี้พับที่ติดไว้ตรงทางเดินมานั่งลงชมวิว มีเพื่อนร่วมทางอีกหลายคนออกมานั่งแบบนี้ ในมือของเขาถือกล้องถ่ายรูปและเก็บภาพแสงแดดสีทองตอนเช้า บ้างก็ถือถ้วยกาแฟร้อนดับความหนาว สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดื่มด่ำกับบรรยากาศอย่างเต็มที่

พนักงานประจำตู้นอนส่งเสียงบอกผู้โดยสารตามทางเดินว่าขบวนรถกำลังถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่แล้ว ไม่นานนักรถไฟก็ลดความเร็วลงเพื่อเทียบชานชาลาสถานีปลายทาง

การก้าวลงมาจากรถ JR หรือ Blue Train ในครั้งนี้มันอาจไม่ใช่การเดินทางครั้งสุดท้าย แต่ก็แอบใจหายนิดหน่อยที่เราจะได้เจอเขาแค่ไม่กี่ครั้งต่อปี และไม่รู้ด้วยว่าจะมีโอกาสได้นั่งเขาบ่อยๆ แบบแต่ก่อนหรือไม่ ก่อนที่เราจะเดินออกจากชานชาลาสิ่งสุดท้ายที่เราทำคือการหันหน้าไปหารถไฟขบวนสีม่วงที่จอดหยุดนิ่งบนชานชาลา หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปและกล่าวคำอำลา

หวังว่าเราคงได้ไปอยู่ในอ้อมกอดของเธออีกครั้งนะเพื่อน

รถนอน JR-WEST

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load