22 กุมภาพันธ์ 2564

ใครที่ผ่านไปผ่านมาย่านเตาปูน หรือขับรถผ่านบนทางด่วนย่านจตุจักร คงได้เห็นการค่อยๆ เติบโตขึ้นของอาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่แต่เดิมเป็นเพียงพื้นที่รกร้าง มีทางรถไฟอยู่ยั้วเยี้ย พร้อมขบวนรถไฟสินค้าที่นอนจอดอยู่จนนึกว่ามันคือสุสานรถไฟ ก่อนจะค่อยๆ เคลียร์สถานที่ มีหลุมใหญ่ มีเสา มีโครงสร้างทยอยขึ้นมา พร้อมความสงสัยว่าเจ้าสิ่งปลูกสร้างที่ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างเกือบ 10 ปีนี้มันคืออะไรกันแน่ จนในที่สุดตัวอักษรที่เฉลยชื่อสถานที่ก็ถูกติดตั้งขึ้นด้วยข้อความว่า ‘สถานีกลางบางซื่อ’ หรือชื่อปัจจุบันคือ ‘สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์’

ก่อนเดินทางไปทำความรู้จักกับเจ้าสถานีใหม่นี้กันให้มากกว่าเดิม เราขอเกริ่นเรื่องของสถานีกรุงเทพ พี่ใหญ่ของรถไฟไทยผู้ซึ่งเป็นต้นทางและปลายทางของใครหลายคนมานานนับศตวรรษกันก่อน

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่เราหลายคนมักเรียกติดปากว่า ‘หัวลำโพง’ 

เขาคือสถานีรถไฟหลักของประเทศ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ล้อมรอบไว้ด้วยย่านสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นย่านคนจีนและการค้าอย่างเยาวราช สำเพ็ง ย่านเศรษฐกิจอย่างบางรัก สีลม หรือแม้กระทั่งย่านที่อยู่อาศัยและค้าขายอย่างสามย่าน เจริญผล และโบ๊เบ๊

ใน พ.ศ. 2459 หลังจากเปิดใช้งานรถไฟสายแรกได้ 20 ปี สถานีกรุงเทพหลังแรกเป็นเพียงอาคารไม้เล็กๆ ก็ย้ายมาตั้งอยู่ ณ ที่ปัจจุบันที่เราคุ้นเคย และใน พ.ศ. 2564 นั้น กำลังจะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับเมื่อ 105 ปีก่อน นั่นคือการย้ายสถานีหลักอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ได้ย้ายในพื้นที่ใกล้เคียง แต่ย้ายในพื้นที่ใหม่ซึ่งอยู่ห่างออกไป และปรับให้มีรถไฟชานเมืองที่เดินรถด้วยระบบไฟฟ้าขนานไปกับทางรถไฟเดิม เพื่อเพิ่มความถี่และลดปัญหาการจราจรในเมืองชั้นใน ด้วยการยกระดับและลดระดับ จึงได้ถือกำเนิดเมกะโปรเจกต์ภายใต้ชื่อโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และสถานีกลางบางซื่อ

ฉันคือสายสีแดง

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

สถานีกลางบางซื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ที่นี่ถูกปักหมุดเอาไว้เพื่อเป็นสถานีกลาง นั่นหมายถึงเป็นจุดศูนย์รวมการเดินทางของระบบรางและระบบขนส่งมวลชนต่อเนื่องสำหรับกรุงเทพมหานครแห่งใหม่ และเพื่อแก้ปัญหาจราจรของกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีทางรถไฟพาดผ่านในระดับเดียวกับถนนหลายสาย ซึ่งบ้างก็ว่ารถไฟทำให้รถยนต์ติดขัด โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยออกแบบให้เส้นทางอยู่ระดับต่างจากถนน ไม่ว่าจะยกระดับหรือลดระดับลงไปใต้ดิน ส่วนพื้นที่นอกเมืองก็วางตัวอยู่ระดับดิน และให้ถนนหนทางยกข้ามทางรถไฟแทน

เส้นทางของสายสีแดงมีด้วยกัน 2 ส่วน คือแนวเหนือ-ใต้ (สายสีแดงเข้ม) และแนวตะวันตก-ตะวันออก (สายสีแดงอ่อน) ผ่ากลางกรุงเทพมหานครเป็นรูปเครื่องหมายบวกขนาดใหญ่ โดยมีสถานีกลางบางซื่อแห่งนี้เป็นจุดรวมสำหรับการเปลี่ยนเส้นทางไปที่ต่างๆ

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

พิจารณาจากแผนที่โดยให้ตัวเราอยู่ที่บางซื่อ

ด้านทิศเหนือ มุ่งหน้าไปดอนเมือง รังสิต และมีส่วนต่อขยายไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยุธยา สิ้นสุดที่บ้านภาชี จุดแยกระหว่างทางรถไฟสายเหนือกับสายอีสาน

ด้านทิศใต้ มุ่งหน้าไปหัวลำโพง และต่อขยายไปคลองสาน มหาชัย สิ้นสุดที่ปากท่อ จังหวัดราชบุรี

ด้านทิศตะวันตก มุ่งหน้าไปตลิ่งชัน และต่อขยายไปศาลายา สิ้นสุดที่นครปฐม พร้อมมีอีกเส้นหนึ่งจากตลิ่งชันเข้าไปสิ้นสุดที่โรงพยาบาลศิริราช 

ด้านทิศตะวันออก มุ่งหน้าไปมักกะสัน หัวหมาก และต่อขยายไปลาดกระบัง สิ้นสุดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตอนนี้รถไฟชานเมืองสายสีแดงที่พร้อมให้บริการใน พ.ศ. 2564 มีแค่ 2 สาย นั่นคือสายสีแดงเข้มที่เริ่มต้นจากสถานีกลางบางซื่อ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ ผ่านวัดเสมียนนารี บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง หลักหก และสุดปลายทางที่รังสิต แถวๆ หมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี ห่างจากฟิวเจอร์ปาร์คไปราว 1 กิโลเมตร

และสายสีแดงอ่อนที่เริ่มต้นจากสถานีกลางบางซื่อเช่นกัน แต่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ผ่านบางซ่อน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางกรวย ไปบางบำหรุ และสุดสายที่ตลิ่งชัน

ส่วนที่ต่อลงไปทิศใต้และตะวันออกทั้งหัวลำโพงและหัวหมาก หรือที่เรียกว่า Missing Link เป็นโครงการส่วนถัดไป และเป็นส่วนที่เรียกได้ว่าหินและโหดในการก่อสร้างน่าดู เพราะต้องทำโครงสร้างลดระดับลงไปต่ำกว่าพื้นดินในรูปแบบคลองแห้งและอุโมงค์ซ้อนกัน ตั้งแต่สามเสน ผ่านหลังโรงพยาบาลรามาธิบดี จนถึงถนนศรีอยุยา 

ฉันคือน้องหนูแดง

พูดกันถึงเรื่องเส้นทางไปแล้ว มาทำความรู้จักกับขบวนรถไฟสายสีแดงกันหน่อย 

สายสีแดงจัดอยู่ในประเภทรถไฟชานเมือง มีหน้าที่กระจายคนจากในเมืองสู่พื้นที่รอบนอกย่านชานเมือง มีสถานีระหว่างทางที่อยู่ห่างในระยะมากกว่า 1 กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 10 กิโลเมตร ใช้ความเร็วในการให้บริการมากกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรอบขบวนไม่ได้ถี่เป็นรายวินาทีหรือไม่กี่นาทีแบบรถไฟในเมือง

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ขบวนรถไฟเดินทางมาไกลจากบ้านเกิดโรงงานฮิตาชิที่ญี่ปุ่น บอดี้รถสีขาวสะอาด คาดสีแดงสดด้านข้างยาวตั้งแต่หัวไปตลอดแนวขบวน ด้านหัวและท้ายโค้งมนได้สัดส่วน จนทำให้รู้สึกว่าเจ้ารถไฟขบวนนี้มันน่ารักน่าชังเสียจริง แฟนๆ รถไฟตั้งชื่อให้ว่า ‘น้องหนูแดง’ ซึ่งนอกจากจะบอกว่านี่คือรถไฟสายสีแดง มันยังหมายถึงน้องเล็กของรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่เข้ามาถึงเมืองไทยใน พ.ศ. 2563

น้องหนูแดงเป็นรถไฟฟ้าที่รับไฟจากสายไฟแรงสูงที่ห้อยอยู่เหนือขบวนรถไฟแบบเดียวกับ Airport Rail Link ใช้ความเร็วสูงสุดในการให้บริการที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง และมีชั้นวางของให้สำหรับผู้ที่สัมภาระติดตัวเยอะอีกด้วย

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ครอบครัวน้องหนูแดงมีสมาชิกทั้งหมด 25 ขบวน มีทั้งแบบ 4 ตู้ และ 6 ตู้ เวลาในการเดินทางนั้นถือว่ารวดเร็วมาก จากสถานีกลางบางซื่อไปรังสิตสำหรับขบวนรถที่จอดทุกสถานี ใช้เวลาประมาณ 28 นาที และจากสถานีกลางบางซื่อไปตลิ่งชันใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น ประหยัดเวลาที่เราต้องเสียไปบนถนนในแต่ละวันได้อีกไม่น้อย 

ว่าแต่ ถ้าเวลาผ่านไปหลายปีขึ้น เราจะเรียกเขาว่าน้องหนูแดงอยู่ไหม

ฉันคือสถานีกลางบางซื่อ

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ถ้าให้นิยามสถานีกลางบางซื่ออย่างง่ายที่สุด คงบอกได้ว่าที่นี่คือหัวลำโพงที่ใหม่

สถานีกลางบางซื่อปักหมุดอยู่โซนทิศเหนือของกรุงเทพฯ ในเขตจตุจักร ใกล้กับตลาดนัดจตุจักร บางซื่อ เตาปูน บางโพ สะพานควาย ตัวสถานีขนาดใหญ่โดดเด่นสะดุดตา มองเห็นได้จากหลายจุดในกรุงเทพฯ ที่เป็นตึกสูง และยังมองเห็นได้จากบนรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่วงสถานีหมอชิตถึงห้าแยกลาดพร้าว รวมถึงจากรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตั้งแต่สถานีบางซ่อนจนถึงเตาปูน

ไม่ได้แค่ใหญ่อย่างเดียว ที่นี่ยังเป็นการรวมตัวของรถไฟระหว่างเมืองจากจังหวัดต่างๆ รถไฟจากชานเมือง และรถไฟความเร็วสูงไว้ที่เดียวกัน พร้อมมีระบบ Feeder อื่นๆ ที่เข้ามาในบริเวณของสถานีกลาง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่มุดเข้ามาใต้สถานีกลาง รถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) และสายสีม่วงที่อยู่ใกล้ๆ กัน รถเมล์ ขสมก. และสถานีขนส่งหมอชิต 2 ที่ไม่ได้ห่างกัน สามารถเดินทางเชื่อมถึงกันได้ง่าย นั่นเท่ากับว่าเราจะลงรถไฟ ต่อรถไฟฟ้า หรือต่อรถเมล์ได้ง่ายกว่าเดิม

ตัวสถานีมีขนาด 274,192 ตารางเมตร มากกว่าสถานีกรุงเทพซึ่งมีพื้นที่เพียง 192,000 ตารางเมตร รายล้อมพื้นที่โดยรอบจำนวน 2,325 ไร่ มีย่านเก็บรถไฟ โรงซ่อมบำรุง โรงรถจักร ย่านเตรียมขบวนรถ และพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ที่จะกลายเป็นตึกสูง โรงแรม อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย ฯลฯ 

กลับมาที่อาคารสถานีกลาง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือตึกหน้าและตึกหลังที่ดูไม่ออกว่ามันถูกแยกฟังก์ชันออกจากกัน มีเพียงชั้น 1 และชั้นใต้ดินที่เชื่อมถึงกันได้

ฝั่งทิศตะวันออก เป็นอาคาร Main Entrance ที่มีหลังคาโค้งติดกระจกพร้อมนาฬิกาบานใหญ่คล้ายกับสถานีรถไฟกรุงเทพ รูปแบบอาคารฝั่งด้านตะวันออกมี 2 ชั้น โดยชั้น 1 เป็นพื้นที่ส่วนกลาง โถงทางเข้า พื้นที่เชิงพาณิชย์ ชั้นลอยเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์และร้านค้า ส่วนชั้น 2 เป็นสำนักงาน

ฝั่งทิศตะวันตก เป็นอาคารสำหรับพื้นที่ปฏิบัติการ มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้น 1 เป็นพื้นที่จำหน่ายตั๋วและทางเชื่อมสู่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ชั้น 2 เป็นชานชาลารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รถไฟทางไกลระหว่างเมือง ส่วนชั้น 3 เป็นชานชาลาสำหรับรถไฟความเร็วสูง

ส่วนชั้นใต้ดินของทั้งสองอาคารเป็นลานจอดรถที่มีความจุกว่า 1,600 คัน และใต้ดินลงไปอีกเป็นสถานีบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ทอดตัวอยู่ใต้สถานีกลาง

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ทางเข้าหลักด้านทิศตะวันออกชวนให้นึกถึงสถานีรถไฟกรุงเทพในเวอร์ชันที่ทันสมัยกว่า หลังคาสีเงินวาดตัวเป็นรูปโค้งเป็นครึ่งวงกลม ด้านหน้าประดับกระจกกรองแสงสีเข้ม และมีนาฬิกาสีขาวขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่บนนั้น ทางเข้าหลักนี้น่าจะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ใครๆ ก็ไม่พลาดมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนออกเดินทาง 

เมื่อเดินเท้าเข้าไปตามทางเดินผ่านประตูชั้นแรก จะพบกับโถงหลักที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางและเพดานสูงลิ่วพร้อมแอร์เย็นฉ่ำ มีแสงอาทิตย์ลอดผ่านกระจกกรองแสงเข้ามาให้ความสว่างไสวไปทั่ว ว่ากันแล้วก็เหมือนโซนห้องรับแขกที่ต้อนรับผู้คนจากทั่วสารทิศ เมื่อสถานีเปิดแล้วจะมีร้านค้าต่างๆ ให้กับผู้โดยสารเพื่อเลือกซื้อก่อนเดินทาง หรือใครที่ไม่ได้เดินทาง ก็เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่เชิงพาณิชย์และศูนย์อาหารได้

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ถัดจากโถงหลักเข้ามาด้านในมีประตูซ้อนอีกชั้น เมื่อเดินเข้ามาจะพบพื้นที่ขายตั๋ว ซึ่งออกแบบให้กระจายกันไปทั่วบริเวณ ไม่ได้รวมตัวกันที่จุดใดจุดหนึ่ง เพื่อกระจายให้คนที่เข้ามาจากทุกทิศทางเข้าถึงการซื้อตั๋วได้ง่ายในสถานีที่กว้างขวางแบบนี้ 

ซึ่งพื้นที่ชั้น 1 นี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ โซนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอยู่ด้านทิศใต้ของอาคาร โซนรถไฟทางไกลระหว่างเมืองอยู่ตรงกลาง และโซนรถไฟฟ้าความเร็วสูงอยู่ด้านทิศเหนือ และทุกๆ โซนมีบันได บันไดเลื่อน และลิฟต์พาผู้โดยสารขึ้นไปสู่ชั้น 2 ยกเว้นโซนรถไฟความเร็วสูงที่ทางขึ้นจะพาไปส่งถึงชั้นสามโดยไม่แวะชั้นอื่น

มีตั๋วแล้วก็ไปขึ้นรถไฟที่ชั้น 2

ชั้น 2 ทั้งฟลอร์เป็นชานชาลาสำหรับรถไฟทางไกลระหว่างเมืองและรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีทั้งหมด 12 ชานชาลา แบ่งเป็นรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้มไปรังสิต 2 ชานชาลา รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อนไปตลิ่งชัน 2 ชานชาลา และรถไฟทางไกลระหว่างเมือง 8 ชานชาลา ซึ่งที่ออกไปต่างจังหวัด มีบางส่วนจะทยอยมาออกที่สถานีกลางนี้แทนสถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพง 

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ตลอดแนวของชานชาลามีเครื่องดูดควันสำหรับรถจักรดีเซลที่เข้ามาในสถานี เนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเดินรถไฟด้วยระบบดีเซลมาเป็นระบบไฟฟ้า ซึ่งรถไฟทางไกลระหว่างเมืองนั้นเป็นรถไฟดีเซล 100 เปอร์เซ็นต์ โดยการรถไฟเองก็มีโครงการจัดหารถไฟแบบใหม่ที่ใช้ระบบไฟฟ้าและดีเซล (Bi-mode) มาให้บริการในอนาคตด้วย

เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้
เจาะลึกสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟที่กำลังจะมาแทนที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปลายปีนี้

ชั้นบนสุดเป็นส่วนที่ตื่นตาตื่นใจมาก มันคือชั้นชานชาลารถไฟความเร็วสูงจำนวน 12 ชานชาลา แบ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ สายอีสาน สายใต้ และสายตะวันออกที่แชร์ร่วมกับแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ชั้นบนสุดโล่ง โปร่ง และชวนให้มองโครงสร้างหลังคาที่เล่นโค้งสวยงาม มีช่องแสงที่คล้ายกับสถานีกรุงเทพ ทำให้ชานชาลาสว่างไสวโดยไม่ต้องเปิดไฟในระหว่างวัน พื้นที่ชั้นนี้ยังไม่เปิดให้บริการใน พ.ศ. 2564 เพราะรถไฟความเร็วสูงเป็นโปรเจกต์ในอนาคต ซึ่งที่นี่ได้ออกแบบไว้เผื่อเรียบร้อยแล้ว และเมื่อมีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ก็แค่วางรางเข้ามาโดยไม่ต้องต่อเติมสถานีเพิ่ม

และรถไฟความเร็วสูง 2 สายแรกที่เราจะได้ใช้บริการในราวๆ พ.ศ. 2568 คือ เส้นทางจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมาที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง กับอีกสายหนึ่งคือ ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ที่ใกล้จะได้ลงมือก่อสร้างเร็วๆ นี้

จากชั้นบนสุดเราลงมาสู่ชั้นล่างสุดกัน

บริเวณด้านทิศใต้ของสถานีนอกพื้นที่ Paid Area ของรถไฟฟ้าสายสีแดงเป็นทางลงสู่ชั้นใต้ดิน พื้นที่ส่วนนี้คือทางเชื่อมลงไปสู่สถานีบางซื่อของ MRT สายสีน้ำเงิน 

เราเชื่อว่าหลายคนที่ได้ใช้บริการ MRT บางซื่อ คงสงสัยว่าทำไมทางออกสถานีถึงได้เดินไกลนัก ทำไมไม่สร้างให้ใกล้ๆ กับถนน หนึ่งเลยคือด้านเทคนิค เพราะเมื่อรถไฟฟ้าออกจากสถานีบางซื่อและมุ่งหน้าไปเตาปูนจะต้องเปลี่ยนไปยกระดับ หากสถานีอยู่ใกล้ถนนตรงทางออกมาเกินไป ความชันในการพุ่งขึ้นไปสู่สถานีเตาปูนจะไม่ได้ระดับที่เหมาะสม สองคือการเชื่อมต่อระหว่าง MRT กับสถานีกลางบางซื่อนี่แหละ สถานีทั้งสองคร่อมกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หากเราออกมาจาก MRT ไปที่ทางออกหมายเลข 3 ก็จะมีทางเดินนำเราขึ้นมาสู่สถานีกลางบางซื่อในโซนรถไฟฟ้าสายสีแดงได้อย่างพอดิบพอดี 

และ MRT นี่แหละที่จะพาเราเดินทางต่อจากสถานีกลางบางซื่อ ออกไปในสถานที่ต่างๆ ที่เส้นนี้ผ่าน ไม่ว่าจะเป็น ลาดพร้าว รัชดา พระราม 9 สีลม หัวลำโพง หรือฝั่งธนบุรีอย่างบางยี่ขัน ไฟฉาย ท่าพระ บางแค หลักสอง หรือจะไปต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นก็ไม่ติดขัด นั่นเป็นเพราะสายสีน้ำเงินเชื่อมต่อกับรถไฟสายอื่นๆ มากที่สุดเลยก็ว่าได้ ทั้งสายสีเขียวอ่อนที่สวนจตุจักรและพหลโยธิน สายสีเขียวเข้มที่สีลมและบางหว้า สายสีเหลืองที่ลาดพร้าว สายสีส้มที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และว่าที่สายสีแดงอ่อนที่มุ่งหน้าเข้าศิริราชที่บางขุนนนท์

ฉันคือก้าวใหม่

สถานีกลางบางซื่อและรถไฟชานเมืองสายสีแดง นับได้ว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาระบบรถไฟในประเทศไทยที่ถูกแช่แข็งมาหลายทศวรรษ แม้ว่าก้าวใหม่นี้จะไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแบบพลิกจนต้องร้องว้าว แต่ก็นับได้ว่ามีการขยับจากการเดินรถไฟชานเมืองด้วยรถจักรดีเซลเป็นระบบรถไฟฟ้าที่ออกจากเขตเมืองมากขึ้น และต่อยอดถึงการเดินรถไฟด้วยระบบไฟฟ้าทางไกลออกสู่ต่างจังหวัด โดยใช้รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นรากฐาน และค่อยๆ ต่อไปจนถึงรถไฟแบบใหม่ให้เรานั่งไปยังที่ไกลๆ

เมื่อสถานีกลางบางซื่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 นี้ บทบาทของสถานีกรุงเทพซึ่งเคยเป็นพี่ใหญ่ของรถไฟไทยมานานนับร้อยปีก็จะต้องปรับบทบาทลงกลายเป็นสถานีรอง ส่งไม้ต่อให้บางซื่อได้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในระยะแรกก็จะมีรถไฟให้บริการควบคู่กันทั้งสองสถานีและค่อยๆ ลดจำนวนลง 

จนเมื่อรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยายจากบางซื่อ-หัวลำโพง เปิดให้บริการ สถานีกรุงเทพก็จะยุติหน้าที่ความเป็นสถานีหลักของประเทศอย่างสมบูรณ์ และเปลี่ยนบทบาทสู่หน้าที่ใหม่ ในการเป็นสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงรวมถึงหน้าที่อื่นๆ ต่อไป

ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง และเราก็จะเฝ้าดูการเติบโตและเปลี่ยนแปลงนั้นไปพร้อมๆ กัน

Writer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้คือการไปถึงเมืองหลวงที่อยู่เหนือสุดของเส้นทางรถไฟสายยาวนี้ นั่นคือเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าการเดินทางไปตั้งหลักครั้งนี้ไม่ได้เดินทางด้วยรถไฟตลอดเส้นทาง เราแอบนอกใจรถไฟไปต่อรถบัสที่อุดรธานีด้วยเหตุผลเดียวคือ ขี้เกียจไปถึงเช้าเกินไป

 

5 เมษายน 2561

สถานีรถไฟบางซื่อ สถานีรถไฟบางซื่อ

การตั้งหลักของทริปนี้เริ่มต้นที่สถานีรถไฟบางซื่อ ในอนาคตสถานีรถไฟเล็กๆ แห่งนี้จะเป็นสถานีกลางขนาดใหญ่ที่รวบรวมระบบรางทางไกลเอาไว้ที่นี่แทนสถานีกรุงเทพฯ เราอยากให้การเดินทางครั้งนี้มีบางซื่อเป็นตัวละครนั้นด้วย

เรามาถึงสถานีบางซื่อก่อนเวลารถไฟออกประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อให้ได้เตรียมตัวซื้อของและทำท้องให้อิ่มตลอดการเดินทาง ไม่นานนักเสียงจากลำโพงสถานีรถไฟบางซื่อก็ดังขึ้นเพื่อให้ผู้โดยสารของรถเร็วขบวนที่ 133 กรุงเทพฯ – หนองคาย ไปรอขึ้นรถไฟ

ตู้นอนปรับอากาศของรถเร็ว 133 ไม่ได้บริการถาวร แต่เป็นตู้เสริมที่จะพ่วงเข้ามาพิเศษให้จองตั๋วล่วงหน้ากันได้แค่ทุกๆ 15 วัน ทางรถไฟสายหนองคายเหมือนเป็นลูกเมียน้อยที่มีรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปแค่วันละ 4 ขบวน เป็นรถกลางวัน 1 ขบวน และรถกลางคืนอีก 3 ขบวน โดยมีขบวนรถด่วนพิเศษอีสานมรรคาเป็น flagship ของรูทนี้

สาเหตุที่เราไม่เดินทางกับรถด่วนพิเศษอีสานมรรคาขบวนใหม่ไฉไลนั่นเป็นเพราะ “เวลา” ที่ไปถึงอุดรธานีเช้ามาก ยิ่งขอนแก่นไม่ต้องพูดถึง เช้ามืดเสียจนคิดว่าลงจากรถไฟก็ไปทำวัตรเช้าก่อนใส่บาตรกันเลยทีเดียว รถเร็วขบวน 133 ซึ่งเป็นขบวนที่น่าจะด้อยที่สุดในบรรดา 4 พี่น้องจึงกลายเป็นตัวเลือกแรกด้วยเหตุผลที่ว่าถึงขอนแก่นช่วง 6 โมงเช้า และถึงอุดรฯ ราวๆ 7 โมงครึ่ง ทำให้เรามีเวลาในการจัดแจงตัวเองก่อนลงจากรถไฟได้สบายๆ ไม่ต้องรีบตื่นและลงไปอยู่บนชานชาลาด้วยอาการเมาขี้ตา

รถไฟ

เราเดินไปถึงที่นั่งตัวเองและพบว่ามีเพื่อนร่วมเตียง (บน) มานั่งอยู่แล้ว ชายหนุ่มอายุน่าจะรุ่นๆ เดียวกันกำลังเสียบหูฟังดูทีวีผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างมีสมาธิ พร้อมส่งเสียงฟืดฟาดเหมือนคนเป็นหวัดออกมาเป็นระยะๆ

ด้วยนิสัยชอบผูกมิตรกับชาวบ้านเขาไปทั่ว การทักทายเพื่อนร่วมทางจึงเกิดขึ้น ชายคนนั้นตอบกลับมาก่อนที่จะนั่งคุยกันไประยะหนึ่ง จึงทราบว่าเขากำลังเดินทางกลับไปบ้านแฟนเพื่อร่วมงานศพ

หนุ่มคนนี้ทำงานรัฐวิสาหกิจเหมือนกับเรา โดยเป็นวิศวกรอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เรานั่งคุยกันเรื่องความต่างระหว่างเจเนอเรชันของคนทำงานและอนาคตของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนแปลกหน้าสองคนถึงได้คุยเรื่องที่หนักหัวและซีเรียสแบบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันด้วย

ก่อนที่เวลาจะล่วงเลยไปถึงสี่ทุ่ม เราจึงแยกย้ายเข้าเตียงใครเตียงมัน

รถไฟ

บนเตียงมีซองผ้าห่มวางอยู่ที่ปลายเท้า ผ้าม่านสีเขียวอ่อนถูกรูดปิดเพื่อบังตัวเองจากทางเดินส่วนกลาง ผมฉีกซองผ้าห่มออก กลิ่นหอมกรุ่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผ้าที่ซักรีดมาอย่างสะอาดเอี่ยมเตะเข้าจมูก

เราไม่สามารถหาคำตอบได้เลยว่าทำไมผ้าห่มของตู้นอนรถไฟไทยถึงได้มีความอุ่นตั้งแต่แรกเปิดซอง ทั้งที่มันผ่านกระบวนการซักรีดมานานหลายชั่วโมงแล้ว

เราล้มตัวลงนอนและห่มผ้าอุ่นๆ นั้น ค่อยๆ มองแสงไฟของถนนวิภาวดีรังสิตที่ลอดมาเป็นจังหวะตามความเร็วของรถไฟที่กำลังจะถึงสถานีดอนเมือง จนเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

ตู้นอน ตู้นอน

 

6 เมษายน 2561

“โปรดทราบ ที่นี่สถานีบ้านไผ่ ผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะลงสถานีบ้านไผ่โปรดนำสิ่งของและสัมภาระของท่านลงจากขบวนรถให้ถูกต้องและครบถ้วนด้วยครับ”

เสียงประกาศของสถานีบ้านไผ่แทรกเข้ามาในหูขณะที่ตายังมองอะไรไม่ชัดมากเพราะเพิ่งตื่น ตอนนี้เป็นเวลาตีห้าเกือบจะหกโมง รถไฟออกช้ากว่าตารางเวลาราวๆ 30 นาที คงเป็นเพราะการก่อสร้างรถไฟทางคู่ตั้งแต่สถานีบัวใหญ่จนถึงขอนแก่นที่ทำให้รถไฟขบวนนี้ดีเลย์

ด้วยเพราะต้องวิ่งผ่านเขตก่อสร้างและต้องลดความเร็วลงในหลายๆ จุด เมื่อทางคู่เสร็จเรียบร้อยอะไรหลายๆ อย่างก็จะเข้าที่และดีกว่าเดิม ก็ไม่ต่างกับการยอมรถติดเพื่อให้สร้างรถไฟฟ้าเสร็จหรอก

รถไฟ

ผมดีดตัวออกจากเตียงมาล้างหน้าแปรงฟันก่อนจะมุดเข้าเตียงอีกรอบเพื่อนั่งชมวิวในพื้นที่ส่วนตัว รถไฟค่อยๆ ผ่านสถานีรถไฟขอนแก่นแห่งใหม่ที่สร้างแบบยกระดับเหมือนสถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพ ก่อนที่ล้อเหล็กจะพารถไฟทั้งขบวนเข้าสู่เขตชนบทอีกครั้งผ่านน้ำพอง และมาหยุดที่สถานีเขาสวนกวาง

ไก่ย่าง รถไฟ

ที่สถานีเขาสวนกวางมีไก่ย่างที่ขึ้นชื่อมาก เรียกได้ว่าใครผ่านเขาสวนกวางแล้วไม่ได้กินไก่ย่างนั้นถือว่ามาไม่ถึง ไม่นานนักแม่ค้าท้องถิ่นก็แบกตะกร้าใส่ไก่ย่างนับสิบไม้ขึ้นมาพร้อมเร่ขายไปในตู้รถไฟชั้นสาม ส่วนผู้โดยสารชั้นสองอย่างเราต้องเดินมาที่ชั้นสามเพื่อซื้อไก่นั้นในราคาตัวละ 70 บาท พร้อมข้าวเหนียวหนึ่งห่อ

ผมเปิดห่อไก่บนโต๊ะกินข้าวที่ตั้งอยู่ระหว่างที่นั่งซึ่งถูกแปลงร่างจากที่นอนเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องแทบผงะ เพราะไม่คิดว่าไก่จะมาทั้งตัวสมบูรณ์ตั้งแต่ปาก จงอย หงอน ขา ยันตูด ขนาดนั้น หนุ่มการไฟฟ้าฯ ที่นั่งตรงข้ามผมถึงกับหัวเราะในรูปร่างของไก่ที่แยกไม่ค่อยออกว่าเหมือนค้างคาวปิ้งหรือไดโนเสาร์ตัวเล็กๆ เสียบไม้กันแน่ แต่ด้วยความหิวไก่รุ่นเยาว์ในไม้นั้นสุดท้ายจึงเหลือเพียงซาก

สถานีอุดรธานี สถานีรถไฟ

รถเร็ว 133 จอดที่สถานีอุดรธานีล่าช้าไป 20 นาที เป้าหมายต่อไปคือสถานีขนส่งอุดรธานี

ที่ บขส. อุดรธานีมีรถบัสระหว่างประเทศจากอุดรธานี – เวียงจันทน์ ในราคา 80 บาท เราเลือกเดินทางรอบ 10.30 น. การเดินทางใช้เวลา 3 ชั่วโมงรวมเวลาที่ด่าน ซึ่งคนที่จะเดินทางกับรถบัสสายนี้ได้ต้องมีพาสปอร์ตมาแสดงด้วยเท่านั้น

ตั๋วรถ

รถที่จะพาเราข้ามประเทศวันนี้เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่นที่นั่งสบายไม่ใช่เล่น สมาชิกร่วมทางที่สร้างความประทับใจบวกระทึกขวัญของเราคือครอบครัวเบาะหลังสุดที่มีหนูน้อยวัยกำลังซนสองคนที่เล่นสนุกกันแบบเหมือนโลกนี้เป็นของเราครอบครัวเดียว

ส่วนด้านซ้ายเป็นผู้หญิงลาวที่น่าจะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง เพราะดวงตาแดงก่ำและมุดหน้าอยู่กับหน้าต่างตลอดเวลาพร้อมสะอื้นตัวสะเทือน ซึ่งผมไม่ควรยุ่งกับเธอ

และจบท้ายด้วยคณะคุณลุงที่ขนของปริมาณมหาศาลขึ้นรถมาด้วยและวางของไว้บนพื้นข้างๆ ผมก่อนที่จะยกวงสวิงขาข้ามไปนั่งเบาะหลังพร้อมเสียงหอบแฮกๆ แว่วอยู่ตรงหัวผม

ทำไมมันหรรษาขนาดนี้ล่ะ

รถบัส

สำหรับรถบัสจากอุดรธานีนั้นจะเข้าไปส่งเราถึงกลางนครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อผมตรวจหนังสือเดินทางฝั่งไทยเรียบร้อยแล้ว รถบัสก็วิ่งขึ้นสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ถ้าใครสังเกตกลางถนนจะเห็นเหล็กเส้นใหญ่ 2 เส้น ความกว้าง 1 เมตร วิ่งยาวตามแนวเกาะกลางสะพานไป นั่นคือทางรถไฟ

ครับคุณอ่านไม่ผิด ทางรถไฟไทย-ลาว ใช้สะพานเดียวกับรถยนต์ เมื่อรถไฟวิ่งผ่านจะปิดการจราจรทางถนนจนกว่ารถไฟจะสะบัดตูดลงจากสะพานไป จากนั้นรถยนต์จะได้วิ่งขวักไขว่บนสะพานเหมือนเดิม

รถบัส

รถบัสเข้าจอดที่ท่ารถตลาดเช้า ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อทุกคนพร้อมใจกันลงจากรถพร้อมสัมภาระเยอะแยะไปหมด ช่วงแรกๆ ก็เดินลงจากรถเร็วอยู่ สักพักการจราจรของคนที่ลงจากรถเริ่มติดขัด ผมใช้ส่วนสูง 180 ชะโงกไปดูข้างหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นก็พบกับประชาคมแท็กซี่และสามล้อแห่งประเทศลาวที่ขึ้นมารับผู้โดยสารถึงบนรถ

นี่ว่าไทยพีกแล้วที่ยืนออกันตรงบันไดรถ แต่ที่ลาวขึ้นมาหาลูกค้ากันบนรถเลยทีเดียว ถึงเนื้อถึงตัวสุดๆ แถมขายทัวร์กันโหดมาก วังเวียง หลวงพระบาง ฯลฯ มากันให้ครบ แต่พี่ครับ ผมขอลงก่อนได้ไหมพี่ครับ…

กว่าจะหลุดจากพี่ๆ สามล้อและแท็กซี่มาได้ แค่เพียงระยะเบาะแถวที่สามถึงบันไดขั้นล่างสุดก็กินเวลาไปกว่า 5 นาที ผมปฏิเสธทุกคนที่ยื่นข้อเสนอให้เพราะไม่อยากเหมารถทุกกรณี ถ้ามาถึงเมืองนอกแล้วก็อยากสัมผัสกับประเทศนั้นให้เต็มที่จริงๆ เลยเลือกที่จะเดินจากตลาดเช้าไปโรงแรมมากกว่า

แต่มันไปทางไหนล่ะ?

ถ้าหลุดปากถามเมื่อไหร่ละก็จะมีคำถามยิงมาแน่นอนว่า “ไปบ่?” เพื่อไม่ให้ต้องตกอยู่ในภาวะบีบบังคับ สิ่งเดียวที่ช่วยชีวิตได้คือ Google Map แอปพลิเคชันผู้ช่วยชีวิตของเรา เดชะบุญที่ทางจากตลาดเช้าไปโรงแรมไม่ไกลนัก ผมจึงสามารถเดินไปได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท…ไม่สิ ผมไม่เสียเงินเลยสักกีบ

เวียงจันทน์ กล้วยปิ้ง

หลังจากเข้าโฮสเทลเป็นที่เรียบร้อย ความปรารถนาแรกคือการไปประตูชัย หรือที่คนลาวเรียกว่าปะตูไซ ด้วยการเดิน (ทริปนี้จะมีแต่เดิน เดิน เดิน และเดิน)

เมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงที่กะทัดรัด สงบ ไม่วุ่นวาย (ยกเว้นท่ารถ) เราเดินไปเรื่อยๆ จนถึงถนนล้านช้างซึ่งเป็นถนนสายใหญ่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สุดสายตานั้นคือสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ นั่นคือปะตูไซ แลนด์มาร์กแห่งแรกของทริปที่เรากำลังจะไปเยี่ยมเยียนนั่นเอง

ปะตูไซ

ปะตูไซ แต่ก่อนเรียกว่า “อะนุสาวะลี” (อนุสาวรีย์) เป็นอนุสรณ์สถานตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของถนนล้านช้าง ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อสร้างในระหว่างปี ค.ศ. 1957 – ค.ศ. 1968 เพื่อเป็นการสดุดีวีรชนผู้ร่วมรบเพื่อประกาศเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส

ปะตูไซตกแต่งด้วยศิลปะแบบล้านช้าง มีการประดับด้วยสัตว์ในตำนานตามความเชื่อของศาสนาพุทธ เช่น กินรี และพญานาค รวมถึงเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

นอกจากนี้ปะตูไซยังถูกเรียกว่าเป็น Arc de Triomphe แห่งเวียงจันทน์ เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับ Arc de triomphe de l’Étoile ในปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ปะตูไซ

ที่นี่ไม่ได้ต่างกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ผมเคยไปมา เพราะรายล้อมไปด้วยพนักงานขายที่เสนอการถ่ายภาพกับปะตูไซแบบเต็มๆ พร้อมล้างรูปบวกกับ Photoshop ท้องฟ้าให้เป็นสีฟ้าสดใส ราวกับท้องฟ้าที่ดำครึ้มฝนจะตกแหล่ไม่ตกแหล่เหนือหัวผมตอนนี้ไม่เคยมีอยู่จริง

นอกจากนั้น ผมยังพบอีกหนึ่งสิ่งคือนักท่องเที่ยวที่มีหน้าที่เป็นตากล้องลงไปนอนถ่ายรูปกับพื้นให้คนที่มาด้วย เพื่อให้ได้ภาพความทรงจำที่มีคนกับปะตูไซ เต็มทั้งภาพ

ปะตูไซ

ด้านบนของปะตูไซเป็นจุดชมวิวที่เราต้องเสียค่าเข้า 3,000 กีบ การไต่บันไดขึ้นไปจนถึงชั้นบนต้องใช้พละกำลังพอสมควร เพราะนอกจากบันไดที่เหมือนยังสร้างไม่เสร็จแล้วนั้น เรายังได้กลิ่นขี้ค้างคาวเป็นระยะๆ เมื่อเดินไปจนถึงโซนร้านค้านั่นหมายถึงเราใกล้ถึงจุดสูงสุดแห่งปะตูไซแล้ว และพอไต่บันไดเวียนขึ้นไปอีกก็จะพบว่าด้านบนสุดเป็นจุดชมวิวที่สวยทีเดียว

ปะตูไซ ปะตูไซ ปะตูไซ

การข้ามถนนในลาวควรเป็นหนึ่งในหลักสูตรเวียงจันทน์ 101 เพราะที่นี่เลนจะตรงข้ามกับประเทศไทย การก้าวลงจากฟุตปาทนั้นต้องท่องไว้เสมอให้มองซ้ายก่อนนะ แล้วค่อยมองขวา แต่การหันหน้ากับสมองดันสั่งการไม่ตรงกัน เราเลยมักมองขวาก่อนแล้วค่อยมองซ้ายซะงั้น แรกๆ ก็เกือบโดนรถชนตายคาเวียงจันทน์ แต่สักพักก็เริ่มชิน เพราะใช้วิธีมองคู่มันซะเลย ซ้ายขวา-ซ้ายขวาเหมือนคนสับสนชีวิตยังไงก็ไม่รู้

เวียงจันทน์

จากปะตูไซ ถ้าเรายังรู้สึกสนุกกับการเดินก็สามารถลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่จะผ่านอาคารสวยๆ หลายแห่ง สัมผัสบรรยากาศที่มีเสน่ห์ของเวียงจันทน์ ไปริมโขงชมบรรยากาศยามเย็น ส่องดูหนองคาย เพื่อถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกกันให้หนำใจ

แต่ทว่าความซวยเหมือนไม่ได้ไหว้พระก่อนออกจากโรงแรมก็บังเกิดขึ้น เมื่อผมต้องติดฝนที่ตกลงมาอย่างหนักที่งานเทศกาลกาแฟ ทำให้แผนการเดินเล่นริมโขงยามเย็นต้องพังทลายอย่างไม่เป็นท่า

ริมโขง ริมโขง

“ขอหลบฝนด้วยได้ไหมครับ” ผมถามชายคนหนึ่งที่อยู่ในเต็นท์ที่ใกล้ที่สุด โชคดีที่เขาอนุญาต ในเต็นท์มีคนอยู่ 3 คน คนแรกเป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 20 ปี แต่งตัวดูดี คาดว่าเป็นพิธีกรของงาน อีกคนเป็นชายวัยกลางคนคาดว่าเป็นออร์แกไนซ์จัดงาน

ทั้งสองคนเชื้อเชิญให้ผมนั่งคุยด้วยระหว่างรอฝนหยุด น้องพิธีกรเป็นคนลาวที่ใช้ภาษาไทยได้คล่องมากทั้งอ่านและเขียน รวมถึงมีประสบการณ์การท่องเที่ยวในเมืองไทยที่เยอะอย่างคาดไม่ถึง

ส่วนพี่ออร์แกไนซ์เป็นคนไทย 100% แต่มาตั้งรกรากอยู่ในลาว พร้อมได้ภรรยาเป็นชาวลาวด้วย เราสามคนนั่งคุยกันหลายเรื่องมาก และผมได้รู้อะไรเกี่ยวกับคนลาวมากมาย

คนลาวกินเหล้าเก่งมาก ต่างจากคนไทยที่เน้นกินช่วงเย็น แต่กับที่นี่ไม่ต้องแปลกใจถ้าจะเห็นคนตั้งวงเหล้ากันตั้งแต่เช้า

ทุกวันหยุดคนลาวจะชอบไปปิกนิกนอกนครหลวงเวียงจันทน์ เช่น ไปน้ำตก ไปเขื่อน ไปป่า บ้างก็ข้ามไปอุดรธานี

คนลาวยิ้มเก่ง เก่งกว่าคนไทยเสียอีก

โรงหนังในลาวค่าตั๋วถูกกว่าไทย และระบบเสียง Dolby ดีกว่าบ้านเรามาก

และคนลาวหลายคนติดละคร บุพเพสันนิวาส มาก

อีกนิดอีกหน่อย

  1. ในลาวสามารถใช้เงินกีบ เงินบาท และดอลลาร์สหรัฐได้
  2. ถ้าคุณชอบชีวิต Night Life ริมโขงนับเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ มีร้านนั่งดื่มมากมาย และราคาถูกกว่าในประเทศไทยมาก
  3. อาหารในลาวจะให้ปริมาณค่อนข้างเยอะ โปรดติดสินใจก่อนสั่ง
อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load