18 มิถุนายน 2564
782
1

Calling

ตั้งแต่อยู่ที่เกาะพะงันมา ฉันเคยได้ยินคำว่า Sweat Lodge หรือ Inipi มาแบบผ่านๆ และไม่ค่อยได้ใส่ใจมากนัก เพราะไม่รู้สึกถึง Calling ใดๆ จนอยู่มาวันหนึ่ง ฉันได้รับคำเชิญชวนจาก แอนตัน (Anton) และ แคทย่า (Katya) เพื่อนชาวรัสเซีย ให้มาร่วมพิธีกรรมนี้ 

ตอนแรกฉันปฏิเสธ เพราะรู้สึกว่าพิธีกรรมยาวนานมาก ตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ประกอบกับช่วงนั้นเกิดอุบัติเหตุกับร่างกายเล็กน้อย และสภาพจิตใจค่อนข้างอ่อนแอ เลยคิดว่าตัวเองไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง ที่สำคัญได้ลองแอบถามเพื่อนๆ ที่ได้เข้าพิธีกรรมนี้มาแล้ว ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า 

มันช่างเจ็บปวด แต่ก็เหมือนได้เกิดใหม่ 

บางคนก็บอกว่ามันร้อนจนแทบทนไม่ได้ จะหายใจก็ทรมาน ต้องนอนแนบตัวไปกับพื้นเพื่อสูดอากาศเข้าไปในปอด พอได้ยินแบบนี้ บอกตัวเองว่าไม่เอาดีกว่า โทรไปบอก Katya ว่าเอาไว้คราวหน้าละกัน

แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อมีเสียงเรียกทั้งภายในและภายนอก จังหวะและสถานการณ์ก็พาไปสู่ช่วงเวลาที่ใช่อย่างลงตัวมารู้ตัวอีกทีฉันก็มาอยู่ใจกลางป่าใหญ่ ที่มีน้ำตก กระโจมแบบชาวอเมริกันพื้นเมือง หินร้อน เครื่องดนตรี และของใช้สำคัญในพิธีกรรม 

ฉันบอกตัวเองว่าไม่ต้องกลัว 

ฉันพร้อมแล้ว

นอนในกระโจมหินร้อน ซาวน่าเพื่อคลีนใจและเชื่อมต่อกับธรรมชาติแบบชาว Native American
2

Inipi หรือ Sweat Lodge Ceremony คืออะไรกันนะ

มันมีหลายชื่อเรียกตามแต่ละวัฒนธรรมของแต่ละเผ่า ถ้าเป็นชนเผ่าลาโกต้า พวกเขาจะเรียกพิธีกรรมนี้ว่า Inipi ส่วนชนเผ่าแอซเท็กในเม็กซิโก จะเรียกสิ่งนี้ว่า Temazcal หรือยุโรปบางคนอาจจะเรียกว่าซาวน่าก็ได้เช่นกัน ชื่อทั้งหมดนี้มีความหมายเดียวกัน สื่อถึงสิ่งก่อสร้างทรงโดมที่ใช้ในพิธีกรรม รูปทรงโค้งมนของมันเป็นสัญลักษณ์ของครรภ์มารดา และในที่นี่หมายถึงผืนดิน โลก หรือแผ่นดินแม่ที่ก่อกำเนิดความรักอันบริสุทธิ์ หรือจะให้ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็เปรียบเหมือนครรภ์ของจักรวาล 

ตรงจุดศูนย์กลางของโดมเป็นหลุมที่ขุดขึ้นมาเพื่อวางหินร้อน ซึ่งหลุมนี้เปรียบได้เหมือนย่ายายหรือบรรพบุรุษ ส่วนหินร้อนที่เผาอยู่ด้านนอกจะค่อยๆ ถูกใส่เข้ามา หินที่ร้อนระอุนี้เปรียบได้ดั่งพลังงานของพระอาทิตย์ พลังงานของผู้ชายอย่างบิดา

นอนในกระโจมหินร้อน ซาวน่าเพื่อคลีนใจและเชื่อมต่อกับธรรมชาติแบบชาว Native American

เมื่อหินร้อน (Masculine Energy) ถูกลำเลียงเข้ามาในครรภ์ (Feminine Energy) จึงให้ความหมายของการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ การชำระล้าง การมีชีวิตอีกครั้ง รวมไปถึงการเพิ่มพลังที่แข็งแรงในจิตวิญญาณดวงใหม่ ในพิธีกรรม เราจะร้องเพลง เปล่งเสียง ใช้เครื่องดนตรีต่างๆ เพื่อปลดปล่อยและชำระสิ่งไม่ดีที่ติดค้างทั้งกายและใจ ให้ความร้อนจากหินแผดเผามลายหายไป ให้อดีตผ่านพ้นแล้วกลับมาสู่ปัจจุบัน ที่นี่ ตรงนี้ 

นอนในกระโจมหินร้อน ซาวน่าเพื่อคลีนใจและเชื่อมต่อกับธรรมชาติแบบชาว Native American

Tamazcal หรือโดมในอดีตนั้นจะใช้ต้นวิลโลว์ 16 ต้น เป็นโครงสร้างของโดม แล้วคลุมด้วยผ้าที่ป้องกันไม่ให้แสงส่องเข้าไปได้โดยเด็ดขาด โดมของที่นี่ทำจากไม้ไผ่ สร้างโดย Anton ซึ่งเราขอเรียกเขาว่าพ่อมดไม้ไผ่แห่งเกาะพะงัน Anton สนใจงานไม้ไผ่มาก ตอนมาที่เกาะใหม่ๆ เขาสนใจสร้างโดมด้วยไม้ไผ่ที่เติบโตบนเกาะ ใช้วิธีการทรีตด้วยน้ำทะเลให้ไม้ไผ่แข็งแรง ไม่ถูกแมลงกิน เหมือนวิธีพื้นถิ่นที่ชาวบ้านที่นี่ใช้กัน 

3

คู่รักนักอุทิศ

Anton เป็นคนพูดน้อย เขาชอบลงมือทำ เขาสร้างงานไม้ไผ่ขึ้นมาเยอะมากบนเกาะ ส่วน Katya เป็นหญิงสาวที่มีพลังและหัวใจที่ยิ่งใหญ่ โอบอุ้มและประคับประคองพิธีกรรมบริสุทธิ์งดงามนี้ได้ ทั้งคู่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ 

นอนในกระโจมหินร้อน ซาวน่าเพื่อคลีนใจและเชื่อมต่อกับธรรมชาติแบบชาว Native American

Anton สรรสร้างโครงสร้างหลักๆ กลางป่า อย่างโดม กระโจม ศาลา กองไฟ ส่วนพลังที่อ่อนหวานแบบผู้หญิงของ Katya สื่อออกมาด้วยของตกแต่งและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทำให้พิธีกรรมสวยงามและสมบูรณ์แบบ

ในวันพิธี Anton แทบไม่ได้พูดเลย แต่เขาใช้พลังในการเผาหินก้อนใหญ่ ลำเลียงหินด้วยพลั่วเข้าไปในโดม สังเกตทุกคนในพิธีว่ามีใครต้องการอะไร สภาพร่างกายและจิตใจเป็นอย่างไร ในขณะที่ Katya มีพลังงานพิเศษที่โอบอุ้มและอ่อนโยนให้เรารู้สึกปลอดภัย 

นอนในกระโจมหินร้อน ซาวน่าเพื่อคลีนใจและเชื่อมต่อกับธรรมชาติแบบชาว Native American

เธอจะคอยอธิบายเรื่องราวของ Inipi ไปจนถึงที่มาที่ไปและขั้นตอนในการเข้าไปในโดม นอกจากนี้ ยังมีทีมงานช่วยจัดสถานที่ เล่นดนตรี และเตรียมผลไม้ คาเคา ถั่ว ของว่างและน้ำดื่มให้กับทุกๆ คนด้วย ซึ่งสำหรับเราแล้วทุกคนทำด้วยใจ อยากให้ทุกๆ คนได้สัมผัสความพิเศษของพิธีกรรมนี้อย่างแท้จริง 

นอนในกระโจมหินร้อน ซาวน่าเพื่อคลีนใจและเชื่อมต่อกับธรรมชาติแบบชาว Native American
4

Lets Start 

ในพิธีกรรมวันนั้นมีคนราว 15 คน ตอน 10 โมงเช้า Anton นัดให้แต่ละคนไปเจอกันที่จุดนัดพบที่แตกต่างกัน เพราะป่าลึกลับแห่งนั้นมีทางเข้าได้หลายทาง แต่ถึงทางเข้าคนละทาง เป้าหมายคือที่เดียวกัน จากปากทางเข้าเราใช้เวลาเดินไม่นานนัก ราว 10 นาที จากระยะไกลเราเห็นกระโจมอเมริกันพื้นเมืองตั้งตระหง่าน ถัดมาเป็นศาลาไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่ Anton สร้างเอง เอาไว้นั่งพักและวางสิ่งของ บนพื้นใกล้กระโจมมีแผ่นไม้ยาวที่ตั้งคล้ายโต๊ะ วางผลไม้ คาเคา น้ำชา และของว่าง ไม่ไกลกันเป็นแท่นที่จัดวางอย่างสวยงามและประณีต พระเอกของงานคือโดมและกองไฟที่ใช้เผาหินร้อนอยู่ตรงศูนย์กลางของสถานที่ และจากตรงนี้เดินลงไปไม่ถึง 10 ก้าว เป็นน้ำตกขนาดกะทัดรัดที่ไว้สำหรับแช่ตัวหลังออกมาจากโดม 

Inipi Ceremony พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาว Native American ใช้กระโจมหินร้อนตัวแทนท้องแม่ กับการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ

11 โมงตรง ทุกคนมากันพร้อม หลายคนเข้าพิธีมาแล้วหลายครั้ง เหมือนจะมีฉันคนเดียวที่เพิ่งมาครั้งแรก ในใจก็แอบกลัวว่าจะทนความร้อนได้แค่ไหนกัน ก่อนเริ่มพิธีเราทุกคนเข้าไปนั่งในกระโจม สวดมันตราพร้อมทั้งแนะนำตัวเองและจุดมุ่งหมายของการมาอาบพิธีกรรมนี้ ในขณะที่พวกเราแนะนำและแชร์เรื่องราวของตัวเอง หินก้อนใหญ่หลายก้อนก็กำลังถูกเผาให้ร้อนระอุอยู่ในกองไฟ พร้อมกันนั้น Katya ก็เล่าขั้นตอนต่างๆและอธิบายว่า พิธีกรรมจะไม่ได้เคร่งเหมือนต้นแบบที่ห้ามออกมาจากโดม เธอบอกว่าถ้าใครรู้สึกร้อนหรือทนไม่ได้ ก็ออกมาได้อย่างสมัครใจ 

Inipi Ceremony พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาว Native American ใช้กระโจมหินร้อนตัวแทนท้องแม่ กับการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ

เราจะเข้าไปในโดม 4 รอบด้วยกัน รอบละประมาณ 20 – 30 นาที แต่ละรอบจะสื่อถึงธาตุต่างๆ และให้เราตั้งจิตเชื่อมต่อถึง ธาตุ 4 ธาตุด้วยกัน เริ่มจากธาตุลม ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุดิน เรียงตามกันไป เป็นกุศโลบายให้เราเชื่อมต่อกับธรรมชาติแบบองค์รวม 

Inipi Ceremony พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาว Native American ใช้กระโจมหินร้อนตัวแทนท้องแม่ กับการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ

เมื่อหินร้อนได้ที่แล้ว ทุกคนเตรียมพร้อมจะเข้าไปในโดม Katya ให้เดินเข้าไปทีละคน โดยก่อนเข้า Anton เอาช่อใบเสจมาปัดเป่าให้ทั่วร่างกาย ก่อนเดินเข้าไปทุกคนต้องทำความเคารพโดมที่หน้าทางเข้า ด้วยการเอาหน้าผากจรดที่พื้น เมื่อทุกคนเข้าไปจนครบแล้ว ผู้ลำเลียงหินจะค่อยๆ ใส่หินร้อนเข้ามาทีละก้อน ทีละก้อน จากนั้นผู้ลำเลียงหินจะเข้ามานั่งแล้วปิดประตูโดม ไม่ให้แสงสว่างหรืออะไรลอดเข้ามาได้

5

My Personal Experience

มันมืดมากเลย 

เมื่อปิดทางเข้าโดม ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย ทุกคนเริ่มร้องเพลง เล่นดนตรี ฉันสอดผสานเสียงตัวเองเข้าไป แล้วค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ความร้อนและควันก็ค่อยๆ ระอุขึ้น มากขึ้นและมากขึ้น รู้สึกถึงความร้อนที่ลามเลียผิวและควันที่ทำให้หายใจได้ยากลำบาก เสียงที่เปล่งออกก็ดังขึ้น ชั่วขณะที่ฉันกำลังคิดว่าจะทนไม่ได้แล้ว จิตกลับมานิ่งสนิทอย่างรวดเร็วเหมือนดีดนิ้ว สัญชาตญาณและการหยั่งรู้บอกให้กาย ใจ และจิตวิญญาณศิโรราบกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

ปล่อยมันไป อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าการร้องเพลงและการเปล่งเสียงช่วยดึงจิตวิญญาณอย่างมาก การยอมรับในความร้อนและการหายใจที่ยากลำบาก ทำให้ความร้อนและความทรมานหายไป น่าแปลกที่ฉันรู้สึกผ่อนคลายในความร้อนได้ดีขึ้นมาก รู้สึกได้ถึงความแข็งแรงของแกนกลางในลำตัว รู้สึกว่ามีพลังรักตัวเอง และขอบคุณตัวเองที่ได้กล้าใช้ชีวิตแบบที่อยากจะใช้ รู้สึกอิสระ และไม่มีใครจะสำคัญไปกว่าตัวเราเองอีกแล้ว 

ฉันสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยความรู้สึกอิ่มใจและท่วมท้น จนเมื่อเสียงดนตรีจบลง ประตูโดมถูกเปิด แสงสว่างและลมเย็นพัดผ่านเข้ามา ฉับพลันจิตก็รู้สึกตื่นในอีกรูปแบบ เมื่อร่างกายได้สัมผัสอากาศภายนอก ก้อนอารมณ์และน้ำตาก็ไหลออกมาเหมือนเป็นการชำระล้างความรู้สึกหนักต่างๆ ที่อัดแน่นไว้ภายใน ฉันเดินลงไปที่น้ำตก แช่ตัวเองในสายน้ำเย็น รู้สึกเบาสบาย เหมือนเกิดใหม่ เหมือนมีชีวิตใหม่ รอบตัวคือต้นไม้ ป่า ธรรมชาติ สัตว์ป่า เสียงนก แมลง และลม มันสวยงามและสดใหม่มาก ทำให้ฉันรู้เลยว่าการเชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างล้ำลึกคือสิ่งธรรมดาสามัญที่พิเศษสุดไปเลย

Inipi Ceremony พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาว Native American ใช้กระโจมหินร้อนตัวแทนท้องแม่ กับการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ

การเข้าโดมรอบสุดท้าย (รอบที่ 4) จบลงในเวลาประมาณเกือบ 2 ทุ่ม ในเวลานั้นฉันรู้สึกได้ว่าร่างกายเบาสบายมากๆ จิตใจผ่อนคลาย ไม่ได้รู้สึกอยากอาหาร อาจจะเป็นเพราะดื่มน้ำไปเกือบทั้งวัน แต่ทีมงานก็น่ารักมาก เตรียมซุปถั่วอุ่นๆ ไว้ให้ทุกคน หลังอาหารมื้อค่ำ เราทุกคนมารวมตัวกันอีกครั้งที่ตรงกองไฟ สดับฟังเสียงของธรรมชาติในความมืด ในเสียงของความเงียบนั้นยังคงงดงามเสมอ ต่างคนต่างได้แชร์ประสบการณ์และความรู้สึก ทุกคนซาบซึ้งและขอบคุณ Anton และ Katya ด้วยหัวใจ ฉันเห็นน้ำตาแห่งความปิติของ Katya ที่รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในของแต่ละคนหลังได้ร่วมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ 

วันนั้นฉันเดินลงเขา ขี่รถกลับบ้าน รู้สึกถึงหัวใจที่เปิดกว้างและพลังข้างในของตัวเองที่มันยิ่งใหญ่เหลือเกิน ในขณะที่เขียนบทความนี้ ความทรงจำนั้นยังแจ่มชัด ไม่ได้เลือนไปสักนิดเดียว

Inipi Ceremony พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาว Native American ใช้กระโจมหินร้อนตัวแทนท้องแม่ กับการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ

ภาพ : Anton

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

บ้านเคยเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่ในวันที่เราต้องอยู่บ้านกันตลอดเวลา บ้านจึงรับบทเป็นแทบทุกอย่าง ทั้งที่ทำงาน ยิมออกกำลังกาย ที่ปาร์ตี้สุดสัปดาห์ คาเฟ่จำเป็น แม้แต่เวลาคิดงานไม่ออก เราก็คงหนีไปไหนไกลไม่พ้นจากธรณีประตูบ้าน 

บทบาทของที่อยู่อาศัยกำลังเปลี่ยนไป บ้านอาจมิใช่เพียงพื้นที่แห่งการพักผ่อนอีกต่อไป เตียงนอนที่กลายเป็นโต๊ะทำงานอาจกำลังทำให้ค่ำคืนคุณภาพของคนอยู่ถูกรบกวนแบบเงียบๆ

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ชวนเรามาสำรวจบ้าน และการนอนหลับของเรากันอีกครั้ง ไม่แน่ว่า มุมที่ชินตา หรือเสียงจอแจที่เราไม่ใส่ใจเพราะได้ยินจนชินชา อาจกำลังพรากค่ำคืนแห่งการพักผ่อนของใครบางคนไปอย่างไม่ทันได้รู้ตัว

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“คนที่อยู่ในเมืองจะเข้าใจว่านี่คือความเงียบ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่”

นอกจากเสียงของเธอแล้ว เสียงของเครื่องปรับอากาศ รถที่แล่นอยู่บนถนน ก็เริ่มดังขึ้นหลังจากที่ลองตั้งใจฟัง คงไม่เป็นไรเพราะนี่คือตอนกลางวัน แต่เสียงนี้จะยังคงดังอยู่แบบนั้นแม้ในตอนที่เรานอนหลับในตอนกลางคืน

“ความเป็นเมืองมันมีผลต่อการนอนมาก บางทีช่วงกลางวัน เราจะไม่ค่อยสังเกตว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างเพราะว่าเราชิน ทั้งเสียง กลิ่น อากาศ แม้กระทั่งอุณหภูมิหรือแสงเล็กๆ น้อยๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในยามค่ำคืน ความเป็นเมืองหลายๆ อย่างกำลังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับของเรา”

นอนนะ แต่นอนน้อย

หากคุณเป็นคนในเมืองที่เพิ่งได้ยินเสียงจอแจหลังจากที่ได้ตั้งใจฟังไปเมื่อครู่ แล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่าการนอนหลับของคืนที่ผ่านมานั้นเป็นการนอนที่ดีหรือยัง ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า ‘ตื่นมาแล้วสดชื่น หรือ อยากกลับไปนอนต่อ’ นี่เป็นข้อสังเกตแรกๆ ที่ช่วยเช็คคุณภาพการนอน โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“การนอนหลับเป็นหัวใจของการใช้ชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่การนอนถูกรบกวน จะส่งผลต่อทุกๆ ด้าน สุขภาพเป็นอันดับแรก จะเห็นได้ว่ามีโรคหลายโรคที่เกิดจากการนอนที่ไม่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นช่วงที่ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง มีฮอร์โมนหลายชนิดที่หลั่งออกมาตอนนั้น พอไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ มันก็รวนไปทั้งระบบ เราอาจไม่เห็นผลทันตา รู้สึกว่ายังไม่เป็นอะไร แต่ผลที่เกิดขึ้นเลยทันทีคือเราจะขี้เกียจตื่น ถ้าวันไหนนอนไม่พอ วันนั้นจะหงุดหงิดง่าย เห็นอะไรก็รู้สึกไม่โอเคไปเสียหมด”

“เรื่องของสุขภาพจิตก็เช่นกัน พอนอนไม่ดี จิตใจก็ไม่แข็งแรง ในระยะยาว การนอนเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตใจหลายอย่าง อาจเป็นได้ทั้งต้นเหตุและเป็นผลของโรคนั้นๆ ด้วย”

ดุจดาวเล่าให้เราฟังอีกว่า สำหรับคนที่อดหลับอดนอนมาทำงาน หรือนอนหลับไม่สนิท จะยิ่งส่งผลกับความโปรดักทีฟ แม้จะฝืนทำงานต่อไปเรื่อยๆ แต่คุณภาพงานอาจไม่ดีเท่าที่ควร เพราะการนอนไม่พอจะทำให้คิดอะไรไม่ออก และจะดีกว่าถ้าได้นอนหลับเต็มอิ่มแล้วค่อยตื่นขึ้นมาทำงานทีหลัง

“บางคนถ้านอนพอ นอนแบบมีคุณภาพ ไม่ต้องมีนาฬิกาปลุกก็ตื่นเองได้ เพราะร่างกายบอกว่าอิ่มแล้ว ตื่นแล้ว พร้อมลุกได้เลย สำหรับบางคน ถึงนาฬิกาจะปลุกแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกอยากนอนต่อไปเรื่อยๆ อาจเป็นไปได้ว่าคุณภาพการนอนยังไม่ค่อยดี บางคนนอนแปดชั่วโมง แต่ยังรู้สึกเพลีย ก็เป็นไปได้ว่าระหว่างนอนอาจหลับไม่สนิท ผิดกับบางคนที่นอนแค่ห้าถึงหกชั่วโมง แต่กลับรู้สึกว่าสดชื่นมาก นั่นเป็นเพราะร่างกายหลับลึก หลับสบาย”

การนอนหลับในแต่ละคืนจะแบ่งเป็นรอบๆ โดยแต่ละรอบจะมีทั้งหมด 4 ช่วง รวมๆ แล้วใช้เวลาประมาณ 90 – 120 นาที ที่มนุษย์ต้องนอนหลับเพราะนี่เป็นเวลาที่สงวนไว้ให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง แผนกสมองก็จะใช้โมงยามอันเงียบสงบนี้ค่อยๆ เรียบเรียงข้อมูลที่รับมาทั้งวัน เก็บเข้าแฟ้มความทรงจำให้เป็นระเบียบ

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

แสง สี เสียง

หลายๆ บ้านในชนบทเริ่มปิดไฟนอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ผิดกับในเมืองใหญ่ที่บางคนเพิ่งจะเลิกงานและกำลังเดินทางกลับบ้าน เมื่อวิถีชีวิตในเมืองถูกแช่แข็งอยู่ในวงจรนี้ไปเรื่อยๆ ดุจดาวเล่าว่าหนึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คนนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งหลายคนอาจลืมไปว่าเราสร้างมันขึ้นมาได้ คือการทำห้องนอนให้เป็นห้องสำหรับนอนจริงๆ

“เตียงนอนของเราคือดินแดนพิเศษที่ควรจะรักษาเอาไว้สำหรับการพักผ่อน” เธอเชื่ออย่างนั้น และเล่าต่อว่า เมื่อห้องนอนเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ฟังก์ชันของห้องนี้จึงจำเป็นต้องทำให้เราผ่อนคลาย วางใจ ปลอดภัย และพาไปสู่การนอนที่ดี อีกทั้งแสง สี เสียง กลิ่น รวมไปถึงพื้นผิวต่างๆ ในห้องนั้นก็ล้วนมีผลกับการหลับใหลทั้งสิ้น

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“ถ้าเป็นคนที่ชอบสีแดงมากๆ เราไปทาที่ห้องอื่นก็ได้ แต่เว้นห้องนอนไว้ห้องหนึ่ง เพราะสีจะทำงานกับการรับรู้ของเรา สีแดงมันจะปลุกเร้า มีผลต่ออารมณ์และสภาวะที่อยู่ข้างใน”

“แสงก็เช่นเดียวกัน การเลือกแสงสลัวๆ จะช่วยลดการมองเห็นและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย แต่บางครั้งแสงในห้องนอนมันไม่ได้พาให้ร่างกายเราไปอยู่ในจุดที่ผ่อนคลายแบบนั้น เพราะในห้องบางทีเราติดไฟจ้ามาก ดวงใหญ่อยู่บนเพดาน ทำให้ห้องสว่างไปหมด เพราะฉะนั้นการเลือกแสงที่ทำให้เกิดความสลัว อบอุ่นเป็นจุดๆ มันจะทำให้เรานอนหลับได้เป็นอย่างดี”

“เสียงที่เกิดขึ้นในห้องนอนก็มีผลกับการนอน บางคนหลับง่าย ไม่เกินสามสิบนาทีก็หลับได้แล้ว แสดงว่าคุณไม่ได้มีปัญหากับการเข้านอน แต่บางคนถึงจะหลับง่าย แต่ร่างกายไม่เข้าสู่ช่วงหลับลึก ซึ่งเป็นจุดที่ควรจะได้พักผ่อน พอมีเสียงนิดหน่อยก็จะสะดุ้งตื่น ทำให้การนอนถูกรบกวน”

เธอบอกอีกว่าอุณหภูมิและอากาศในห้องก็สำคัญไม่แพ้กัน ในช่วงที่เราเผชิญกับวิกฤติฝุ่น PM 2.5 หลายๆ คนจะพบว่าตัวเองนอนหลับได้ไม่ดีนัก เพราะอากาศที่เป็นพิษส่งผลกระทบกับระบบทางเดินหายใจ เราจึงต้องทำให้ห้องนอนมีอากาศถ่ายเท และมีออกซิเจนในระดับที่เพียงพอ ห้องนอนที่มีอากาศบริสุทธิ์จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและเพิ่มสมาธิ หลังจากตื่นนอนเราจึงพบว่าตัวเองสดชื่นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน หากอากาศในห้องนอนไม่ถ่ายเท ทำให้มีคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่นเกินไป ระหว่างนอนหลับอาจทำให้ระดับกรดในเลือดสูงขึ้น หายใจได้ลำบาก ส่งผลต่อร่างกายและสมองตามไปด้วย ซึ่งหนึ่งในสาเหตุอันเป็นที่มาของโรคเกี่ยวกับการนอนหลับนั้นอาจเกิดจากร่างกายที่ได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบไม่ปกติ ที่แน่ๆ ห้องหับที่อับเกินไป อากาศระบายได้ไม่ดีพอ สิ่งที่สัมผัสได้อย่างแรกๆ เลยคือทำให้การนอนคืนนั้นไม่มีคุณภาพ และมักจะส่งผลให้วันรุ่งขึ้นเป็นเช้าที่ไม่สดใส ถึงภายนอกจะยังปกติดี แต่อาจทำงานได้อย่างไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น อากาศที่เหมาะสมในห้องนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย

บ้านก็คือบ้าน

นิยามคำว่า ‘ที่อยู่อาศัย’ ของผู้คนเปลี่ยนไปหลังจากที่เริ่มมีการ Work From Home เดิมทีบ้านไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ชีวิตแบบครบวงจรตลอดทั้งวัน ที่พักอาศัยเคยเป็นเพียงที่พักผ่อนเท่านั้น เมื่อต้องกลายเป็นสถานที่ทำงานด้วย การออกแบบอย่างที่เคยเป็นอาจไม่ได้เอื้อกับวิถีชีวิตแบบปกติใหม่อีกแล้ว นั่นทำให้ดุจดาวมองว่าการจัดสรรพื้นที่ในบ้านเป็นสัดเป็นส่วน เพื่อสงวนดินแดนของการพักผ่อนไว้ ก็ช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้นได้

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ
#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“เงื่อนไขที่จำกัดของหลายคนคือ ไม่สามารถแบ่งห้องต่างๆ แยกจากกัน บางคนก็ไม่ชอบแบบนั้นเพราะมันใหญ่เกินไป แต่ในหนึ่งห้องนั้น การจัดสรรพื้นที่สำคัญมาก บางคนก่อนล้มตัวลงนอนมองไปข้างหน้ายังเห็นโต๊ะทำงานเป็นวิวสุดท้าย เราอาจหาต้นไม้มาบัง เอาอะไรมาปิด ขยับให้เป็นสัดส่วนก็ได้

“มนุษย์เราเก็บทุกการรับรู้เข้าไปประมวลผลทั้งหมด สิ่งนั้นจะมีผลต่อสุขภาวะใจเสมอ บางคนรู้สึกว่าเครียดจนนอนไม่หลับ นั่นก็เพราะว่าความเครียดอยู่แทบทุกที่ในบ้าน การแบ่งโซนจึงค่อนข้างสำคัญ”

ปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งแสง สี เสียง อากาศ และการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นมิตรกับการนอนหลับนั้นเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการออกแบบฉบับ WELL Building Standard ซึ่งดุจดาวจำกัดความว่า เป็นการออกแบบที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึง ‘สุขภาวะองค์รวม’ (Well-being) ของคนอยู่

ธรรมชาติของมนุษย์ถูกออกแบบให้ตื่นตอนพระอาทิตย์ขึ้น และหลับตอนพระอาทิตย์ตกดิน แต่มนุษย์ยุคนี้ต่างจากสมัยก่อน เราฝืนนาฬิการ่างกายได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ในขณะเดียวกันเราก็ออกแบบสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ดี เพื่อทำให้การฝืนเหล่านั้นกลับมาสมดุลอีกครั้งได้

“หากมีที่อยู่อาศัยคิดเผื่อเรื่อง Well-being ก็จะช่วยลดภาระของคนอาศัยได้มาก เทรนด์ของโลกตอนนี้เราไม่ได้มองบ้านหรือที่อยู่อาศัยแค่ความสะดวกสบายแล้ว แต่มันต้องสร้างเสริมสุขภาวะของเราด้วย บางที่มีความละเอียดอ่อนไปถึงการเลือกติดตั้งไฟ และระบบไฟ เช่น ตอนลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน ก็จะมี ไฟระดับต่ำที่ส่องแสงเพียงพอเฉพาะทางเดินไว้ให้ ทำให้ไม่รบกวนคนอื่นหรือรบกวนการกลับมานอนใหม่ของตัวเราเอง”

นอกจากแสงไฟสลัวๆ ที่ทำให้เรากลับมานอนหลับอุตุได้เหมือนเดิมหลังจากลุกไปเข้าห้องน้ำแล้ว ปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าต่างกว้างสุดบานเพื่อให้ห้องมีอากาศถ่ายเทอีกต่อไป เพราะเราไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าอากาศข้างนอกนั้นบริสุทธิ์พอที่จะสูดเข้าไปได้อย่างเต็มปอด วิธีนี้อาจยิ่งทำให้มลพิษข้างนอกเข้ามาเยือนห้องนอนยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้ บ้านที่ถูกคิดมาเป็นอย่างดีแล้วจึงมีเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้อากาศถ่ายเท โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่างกว้างๆ และปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 

โลกและสภาพแวดล้อมอาจค่อยๆ เปลี่ยนไป และไม่อาจเยียวยาให้หายดีได้ในเร็ววัน แต่สิ่งที่เราพอทำได้ในทันที คือการออกแบบบ้านให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ที่อยู่อาศัยที่ดูแลและส่งเสริมคนอยู่ในทุกๆ ด้านจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการรักษาสุขภาวะองค์รวมให้สมดุล

การจัดบ้านจึงไม่ได้หมายความว่าบ้านต้องสวยถูกใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสะดวกสบายกับคนอยู่ด้วย และยิ่งไปกว่าความสะดวกสบายคือต้องเป็นมิตรกับสุขภาพและช่วยส่งเสริมวิถีชีวิตที่กำลังมีสิ่งเร้ามารบกวนมากมาย

หลายคนกำลังสนุกกับการจัดบ้านและหาเฟอร์นิเจอร์ที่จะช่วยทำให้บ้านกลายเป็นบ้านที่ดูแลสุขภาพของเรา แต่สำหรับหลายๆ คนที่ไม่ถนัดและไม่รู้จะเริ่มต้นหยิบจับอะไรก่อนดี บ้านที่ออกแบบมาโดยคิดถึงเรื่อง Well-being เป็นหลักอย่างเสร็จสรรพนั้นเป็นอีกตัวเลือกที่ดี ที่จะทำให้เราได้อยู่ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

“การออกแบบที่พักอาศัยที่คิดเรื่อง Well-being เผื่อคนที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องการแต่งบ้านสักเท่าไหร่ จะช่วยให้เขาได้รับสิ่งดีๆ จากการออกแบบ โดยที่ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไปคลินิกเพื่อดูแลสุขภาพ การมีที่อยู่อาศัยที่คิดเผื่อไว้แล้ว จะช่วยลดภาระในการดูแลสุขภาพไปได้เยอะ”

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

การนอนเป็นฟังก์ชันหลักของชีวิตมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า ถ้านอนดี สุขภาพจิตก็ดี สุขภาพกายก็แข็งแรง การทำงานของทุกระบบในร่างกายก็จะดีตามไปด้วย เพราะการนอนจะเป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายดีขึ้นได้ และไม่เพียงแค่เป็นการดูแลสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ตัวเราที่กินอิ่ม นอนอุ่น และสดใสแข็งแรง ยังกลายไปเป็นสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้กับคนรอบข้างอีกต่อหนึ่งด้วยเช่นกัน

“ทรัพยากรหนึ่งที่ทุกคนมีเท่ากันคือ 1 หน่วยของตัวเรา การดูแลตัวเองหมายความว่าเรากำลังทำให้ทรัพยากรมนุษย์ในสังคมสุขภาพดีไปด้วย เวลาเราไปดูแลคนอื่น ไปเป็นสมาชิกของกลุ่มไหนๆ ไปทำงานเราก็เป็นทีมที่แข็งแรง การดูแลตัวเองและทำทุกอย่างเพื่อสร้างคุณภาพการใช้ชีวิตแบบที่ไม่เบียดเบียนสุขภาวะของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวเอง แต่หมายความว่าเรามีความรับผิดชอบกับตัวเรา ที่จะไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในภายหลังด้วย”

การนอนหลับอาจเป็นเรื่องง่าย แต่จะนอนอย่างไรให้มีคุณภาพนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยากเกินไป เพราะเราสามารถออกแบบการนอนและสุขภาวะที่ดี โดยเริ่มจากการออกแบบที่อยู่อาศัยเป็นอันดับแรก

ลองสำรวจบ้านและห้องหับ แล้วดูว่าจะจัดแจง ออกแบบอย่างไรให้ตัวเรามีค่ำคืนแห่งการนอนที่มีคุณภาพได้บ้าง แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นมิตรกับทั้งสุขภาพจิต สุขภาพใจ จะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ทำให้บ้านยังคงเป็นบ้านที่ดีกับสุขภาวะคนอยู่ต่อไป

ปัจจุบัน ‘ANIL Sathorn 12’ เป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรอง WELL Precertified™
ระดับ Gold และตั้งเป้าที่จะได้รับการรับรอง WELL Certification เมื่ออาคารก่อสร้างเสร็จแล้ว เพื่อให้ได้รับมาตรฐาน WELL Building Standard อาคารที่เป็นมิตร และคำนึงถึงสุขภาวะที่ดี (Well-being) ของผู้อยู่อาศัย ในปัจจัยทั้ง 7 ด้าน ทั้งแสง อากาศ น้ำ โภชนาการ การออกกำลังกาย ความสบายกายและจิตใจ

ทำความรู้จักกับที่อยู่อาศัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของของคนอยู่เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2YpN52r

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load