เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน มีผู้เชื้อเชิญด้วยประโยคว่า

“เมื่อไหร่จะไปนรกคะ”

ฉันนึกถึงบาปผิดที่ก่อไว้แก่คนผู้นี้ไม่ออก มิใยที่เธอจะแก้ประโยคว่า

“หมายถึงเมื่อไหร่จะพาไปนรกน่ะค่ะ”

ซึ่งฉันก็ว่าไม่ได้ทำให้คำถามนั้นดีขึ้นมาอีกสักกี่มากน้อย แต่เมื่อพินิจดูแล้ว เธอน่าจะหมายถึงว่า พาไปรู้จักนรกฝรั่งมากกว่า เพื่อที่จะได้อ่านหรือดู Inferno ของ แดน บราวน์ (Dan Brown) ได้ถึงรสถึงชาติขึ้น กระนั้น ฉันก็ไม่ได้คิดจะ (พาเธอ) ไปนรกอย่างที่เธอขอ เพราะดูมันเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเกินกว่าจะเล่าได้ในไม่กี่หน้า

แต่มาช่วงไม่กี่วันนี้ มีข่าวเรื่องผู้คนอ้างว่าตนได้ผ่านนรก สวรรค์มา แล้วเอามาเล่าให้ฟัง ฉันจึงคิดว่า ชะรอยเทพไทจะอุปถัมภ์นำชักให้ฉันต้องพาเที่ยวนรกจริงๆ เสียแล้ว

จะเริ่มอย่างไรดี เริ่มจากคำว่า Inferno ก่อนแล้วกัน

คำนี้อ่านว่า อิน-แฟร์-โน ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า นรก 

นอกจากนั้นยังเป็นบรรพแรกของวรรณคดีเอกของอิตาลีที่ชื่อ La divina commedia อีกด้วย

La divina commedia หรือชื่อในภาษาสากลว่า The Divine Comedy (เดอะ ดีไวน์ คอมเมดี) รจนาโดยกวีชาวฟลอเรนซ์ นามว่า ดันเต อลิกิแยรี (Dante Alighieri) ในศตวรรษที่ 14 เทียบเวลาแล้วก็ร่วมสมัยกับยุคสุโขทัยของเราโดยประมาณ

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
หน้ากากดันเต
ภาพ : www.flickr.com

วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางของดันเตไปสู่ดินแดนหลังความตายทั้งสามภพภูมิตามคติคริสต์ศาสนาในยุคนั้น ได้แก่ นรก แดนชำระ และสวรรค์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 เล่ม แน่นอนตอนที่ฮอตฮิตที่สุดย่อมเป็นนรก หายนะของคนอื่นย่อมเป็นสิ่งน่าอ่านน่าพูดคุยเสมอ

เล่ารูปพรรณสัณฐานภายนอกของนรกฝรั่งให้ฟังก่อนนะ ว่ามันเป็นทรงกรวย เป็นวงๆ ลู่ลงไปเรื่อยๆ ‘ขุม’ นรกในภาษาอิตาเลียนจึงเป็นคำว่า วง (Cerchio)

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
ผังของนรก วาดโดย บอตติแชลลี (Botticelli)
ภาพ : www.miselli.org

ทำไมนรกถึงเป็นทรงกรวย

ลองนึกภาพโลกกลมๆ นะ วันหนึ่ง เทวดาลูซิเฟอร์นึกคึกฮึกเหิม ตั้งต้นจะเป็นพระเจ้า ท่านจึงพระราชทานรางวัลเป็นการเฉดศีรษะเทวดาหัวแข็งนี้ตกลงมาจากสวรรค์ เมื่อลอยละลิ่วจวนจะถึงพื้นโลกอยู่แล้ว ก็ให้เกิดอัศจรรย์บันดาลดล พื้นแผ่นดินยุบตัวร้องอี๋หนีจนยุบไปถึงแกนโลก นรกทรงกรวยจึงเกิดด้วยเหตุนี้ นอกจากนั้นการยุบตัวนี้ยังทำให้แผ่นดินอีกด้านข้างของโลกนูนขึ้นมาเป็นภูเขา ภูเขาลูกนั้นล่ะคือแดนชำระ ตั้งอยู่กลางทะเลใดทะเลหนึ่ง ส่วนสวรรค์นั้นอยู่บนฟ้า แหงอยู่แล้ว

เอาล่ะ เราจะมาที่ฉากเปิดเรื่องอันเริ่มว่า 

“เมื่อมาถึงกลางกึ่งซึ่งชีวิต

ณ กลางป่ามืดมิด ข้าฯ ยืนเคว้ง

ไม่พบทางที่ควรเดินสุดวังเวง

แสนกลัวเกรงป่ามืดมนจนหนทาง”

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
ฉากเปิดเรื่อง จินตนาการของกุสตาฟ โดเร่
ภาพ : www.taringa.net

สรุปคือ ดันเตซึ่งจับพลัดจับผลูไปอยู่ที่ป่ามืดได้อย่างไรก็ไม่รู้ ยืนหันรีหันขวางอยู่ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงแฮ่ฮื่อ ไม่สิ ยังไม่ผีสิ ผีอะไรร้องเสียงนั้น เป็นสัตว์ป่า 3 ตัวต่างหาก อันมีสิงโต หมาป่า แล้วก็เสือดาว

ในช่วงเวลาความเป็นความตายนั้นเองก็ปรากฏร่างหนึ่งขึ้นมา ซักไซ้ไล่เลียงกันแล้วก็คือ เวอร์จิล (Virgil) มหากวียุคโบราณซึ่งดันเตนับถือเป็นครู เนื่องจากได้เคยอ่านงานของท่านมานั่นเอง

เวอร์จิลได้รับบัญชาจากเบื้องบนให้พาดันเตเดินผ่านนรก ก่อนจะไปต่อแดนชำระและสวรรค์เป็นสถานีสุดท้าย ก่อนจะกลับสู่โลกมนุษย์

แล้วทัวร์นรกก็เริ่มขึ้น โดยมีเวอร์จิลถือธงนำ นับเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่แท้ทรู

เมื่อพ้นปากทางเข้าสู่นรก ก็จะเจอด่านแรก ซึ่งยังไม่นับเป็นนรก เรียกว่าเป็นห้องรับแขกหรือห้องรับวิญญาณจะดีกว่า ณ ห้องนี้เป็นที่อยู่ของผู้ที่ไม่ถือหางทางการเมือง (ในฟลอเรนซ์ยุคนั้น) รวมทั้งเทวดาที่วางตัวเป็นกลางในเหตุการณ์กบฏของลูซิเฟอร์ต่อพระเจ้าด้วย วิญญาณพวกนี้จะแก้ผ้าวิ่งตามธงเปล่าและถูกต่อแตนไล่ตามต่อย

แล้วก็มาถึงริมฝั่งแม่น้ำอาเครอนเต ที่มีเรือรับวิญญาณไปสู่นรก เมื่อถึงฝั่ง ก็มีอมนุษย์เป็นผู้กำหนดว่าจะต้องไปยังขุมไหนโดยดูขดหาง

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
ฉากเวอริจิลพาดันเตล่องเรือข้ามแม่น้ำสตีจ จินตนาการของ เออแฌน เดอลาครัวซ์ (Eugène Delacroix) ศิลปินชาวฝรั่งเศส
ภาพ : allpainters.ru

จากนั้นก็เริ่มที่วงแรก เป็นที่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ล้างบาปหรือเกิดก่อนพระคริสต์ วิญญาณพวกนี้ไม่ได้รับโทษอะไร เพียงแต่ต้องรอคอยพระคริสต์ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง

วงที่ 2 เป็นต้นไปนี้ ถือเป็นนรกจริงๆ แล้ว โดยเรียงตามจากบาปเบาที่สุดไปยังบาปหนักที่สุด

วงที่ 2 สำหรับผู้ที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงใหลมัวเมาไปกับกามคุณ โทษที่ได้รับก็คือ หมุนลอยไปกับพายุที่พัดอื้ออึงอยู่ ณ ที่นี้ไม่มีวันจบสิ้น…อะไรนะ ไม่เจ็บ? ลองนึกถึงตัวเองนั่งม้าหมุนแล้วเพื่อนเหวี่ยงวิ้วๆ ๆ ไม่มีวันจบสิ้นดูสิ

วงที่ 3 สำหรับคนตะกละ โทษคือนอนแผ่หรารอรับฝนเหม็น ลูกเห็บเหม็น และหิมะเหม็น ซึ่งก็จะมาทับถมเป็นโคลนแหยะๆ เหม็นๆ อีก อี๋

วงที่ 4  สำหรับคนงกและคนสุรุ่ยสุร่าย ดูเหมือนคนสองกลุ่มนี้จะเป็นคู่ตรงข้ามกัน แต่ลึกๆ แล้วก็คือคนที่ใช้ทรัพย์ไม่เป็นนั่นเอง โทษของกลุ่มนี้คือ คนสองกลุ่มจะหันหลังให้กัน แล้วเอาอกดันหินก้อนใหญ่เคลื่อนไปข้างหน้า แล้วด้วยความที่ขุมมันเป็นวงกลมใช่ไหม ก็จะดันมาชนกัน ณ จุดหนึ่ง แล้วก็ออกมาทะเลาะกัน แล้วก็กลับหลังหันเอาอกดันกลับไปอีกทาง ซึ่งก็จะไปชนกันอีก วนไป

วงที่ 5 เป็นแม่น้ำสติจ สำหรับคนโมโหร้าย และคนขี้คร้านในการทำดี คนเหล่านี้จะกัดกินกันอยู่ในแม่น้ำอันร้อนจนเดือด

ตรงนี้มีกำแพงกั้น 1 กำแพง

วงที่ 6 เป็นขุมของพวกนักพรตนอกรีต พวกนี้จะนอนอยู่ในโลงหินที่มีไฟลุกโชน

แล้วตรงนี้มีแม่น้ำกั้นอีก 1 สาย จริงๆ ก็แม่น้ำสายเดิมนั่นละ แต่จะเปลี่ยนชื่อไปเรื่อย ๆ ในภาษาอิตาเลียนเรียกแม่น้ำตรงนี้ว่า เฟลเจตอนเต

วงที่ 7 เป็นที่สำหรับผู้ใช้ความรุนแรง วงนี้แบ่งออกเป็น 3 ขุมย่อย 

ขุมแรก คนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และปล้นสะดมทรัพย์สิน อันถือเป็นการทำรุนแรงต่อผู้อื่น

ขุมที่ 2 ผู้ที่ฆ่าตัวตาย อันถือเป็นการทำรุนแรงต่อตนเอง

ขุมที่ 3  ผู้ด่าว่าพระเจ้า / รักร่วมเพศ / ผู้ปล่อยเงินกู้หน้าเลือด อันถือเป็นการกระทำรุนแรงต่อ พระเจ้า / ธรรมชาติ / ศิลปะ ตามลำดับ

วิญญาณเหล่านี้โดยรวมยืนแช่อยู่ในแม่น้ำเลือดเดือด ลำดับความสูงของน้ำก็ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของบาป ใครพยายามจะตะเกียกตะกายหนีขึ้นฝั่งก็จะถูกสัตว์นรกเอาอาวุธปลายแหลมทิ่มแทงโอดโอย

จากนั้นเป็นวงที่ 8 ซึ่งเป็นเหวลึกลงไป แล้วยังแบ่งแยกย่อยไปอีก

นรกวงนี้เป็นที่ของการผู้หลอกลวง แบ่งออกได้เป็น 10 ขุมย่อยทีเดียว เข้าใจว่าฟลอเรนซ์ยุคนั้นคงโกงกันไม่เบา

ขุมย่อยที่ 1 พวกชอบล่อลวงหญิง พวกนี้จะถูกสัตว์นรกเอาเขาขวิด

ขุมย่อยที่ 2 ผู้ที่คบชู้ อยู่ในบ่ออุจจาระมนุษย์ 

ขุมย่อยที่ 3 ผู้ขายสมณะพระ หัวจุ่มลงไปในหลุมไฟ โผล่ขึ้นมาให้เห็นแค่เท้าซึ่งมีไฟลุกโชน

ขุมย่อยที่ 4 หมอดู วิญญาณเหล่านี้จะถูกบิดหัวให้หันไปข้างหลัง โทษฐานที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากรู้อนาคตดีนัก

ขุมย่อยที่ 5 ผู้ที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ วิญญาณจะอยู่ในยางมะตอยเดือด มีปีศาจในนรกคอยเอาปฏักจิกเกี่ยว

ขุมที่ 6 ผู้ที่ตลบตะแลง หน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ ทั้งนรก วิญญาณกลุ่มนี้ดูจะแต่งตัวดีสุด เพราะถ้ามองแต่ไกลแล้วจะเห็นว่าสวมเสื้อคลุมสีทอง ที่ผิดสังเกตคือ การเดินจะเชื่องช้ามากราวกับแบกอะไรเอาไว้ ถูกต้อง ถึงข้างนอกจะเป็นทอง แต่ข้างในเป็นตะกั่วหนักมาก

ขุมที่ 7 ขโมย ถูกมัดมือไพล่หลังด้วยงู งูก็จะฉก แล้วก็จะกลายเป็นเถ้า เป็นมนุษย์ เป็นงู แล้วก็คืนร่างมาอีก วนไปเรื่อย ๆ 

ขุมที่ 8 ให้คำแนะนำที่เลวร้าย โทษของขุมนี้คือ ใช้ชีวิตอยู่ในเปลวไฟ รู้จักเรื่องม้าเมืองทรอยไหม โอดิสเซียสผู้คิดแผนการสร้างม้าไม้เมืองทรอยก็อยู่ในขุมนี้เช่นกัน

ขุมที่ 9 สำหรับผู้เพาะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความร้าวฉาน พวกนี้ถูกฟันด้วยดาบ แล้วพอแผลเริ่มจะสมานกันดี ผู้คุมในนรกก็จะจับแหกออกอีก

ขุมที่ 10 สำหรับผู้ทำของปลอม วิญญาณพวกนี้มีอาการเหมือนคนเป็นโรคเรื้อน ท้องมาน และหนาวสั่นด้วยพิษไข้ตลอดเวลา

และวงสุดท้ายคือวงที่ 9 เรียกกันว่า ‘บ่อแห่งยักษ์’ นี้ เป็นบ่อน้ำแข็งใหญ่สำหรับผู้ที่ทรยศหักหลังผู้ที่ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ แบ่งย่อยไปได้อีก 4 ขุม 

ขุมแรก ผู้เนรคุณญาติพี่น้อง 

ขุมที่ 2 ผู้ทรยศหักทางทางการเมือง หรือพวกคนขายชาติ ขายพวกพ้อง

ขุมที่ 3 ผู้ทรยศหักหลังอาคันตุกะและเพื่อนฝูง

ขุมที่ 4 ผู้ทรยศต่อผู้สร้างคุณงามความดี

ทั้งหมดมีร่างอยู่ในบ่อน้ำแข็ง ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
ขุมสุดท้าย ลูซิเฟอร์ ผลงานของกุสตาฟ โดเร เช่นกัน
ภาพ : www.vice.com

แล้วก้นบึ้งที่สุดของนรกหรือก้นกรวยก็คือ ลูซิเฟอร์ เทวดาตกสวรรค์ที่กล่าวถึงในตอนแรก ลูซิเฟอร์ซึ่งมี 3 หน้าและร่างกายใหญ่โตมาก พยายามโบกปีกมหึมาของตนหวังว่าจะให้พ้นไปจากที่นี้ โดยหารู้ไม่ว่า ลมจากการโบกของตนยิ่งจะทำให้น้ำแข็งแข็งตัวยิ่งขึ้น

ลูซิเฟอร์ไม่ได้โบกอยู่เฉยๆ นะ ปากทั้งสามของแต่ละหน้าให้คาบเคี้ยวคนบาปหนักที่สุดไว้ปากละคน ทั้งสามคนนั้นคือ จูดา ผู้ทรยศพระเยซู คัสเซียสและบรูตัส ผู้สังหารจูเลียส ซีซาร์

พอมาถึงปลายสุดของขุมนรก ก็วาร์ปไหลลงกรวยท่อไปโผล่ที่ภูเขาแห่งการชำระบาป

เอาพอหอมปากหอมคอ ให้พอเห็นว่า นรกไหนๆ ก็ไม่น่าอยู่ทั้งนั้น

แล้วไม่ต้องมาชวนไปแดนชำระล่ะ แต่ถ้าจะชวนไปสวรรค์ล่ะก็…

…ขอคิดดูก่อนนะ… // แกะเสื่อม้วนต้วน

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

คุณจำได้ไหมว่า โรมีโอกับจูเลียต ใช้เมืองอะไรเป็นฉากหลัก

คำตอบคือ เวโรนา อันเป็นเมืองทางเหนือของอิตาลี ใหญ่เป็นอันดับสองของแคว้นเวเนโต อันมีเวนิสเป็นหัวเมืองเอก

กลับมาที่ โรมีโอกับจูเลียต ภาษาอิตาเลียนเรียกเรื่องนี้ว่า Romeo e Giulietta อ่านว่า โรแมโอ เอ จูลีเย็ตต้า แต่เพื่อไม่ให้ดูดัดจริตจนเกินไป ฉันก็จะเรียกหนุ่มสาวสองคนนี้ว่า โรมีโอกับจูเลียต ตามที่ใครๆ เรียกกันก็แล้วกัน

Spoiler Alert!

นอกจากฉากตายตอนจบแล้ว ภาพจำโดยทั่วไปของคนที่มีต่อละครเรื่องนี้ คือฉากพลอดรักหวานฉ่ำระหว่างโรมีโอกับจูเลียตที่ระเบียงบ้านของสาวเจ้า

ผู้คนที่มุ่งมั่นมาเมืองนี้ จึงมาเพื่อดูบ้านจูเลียต และดูระเบียงนั้นแทบทั้งสิ้น

ก่อนจะเลยเถิดไปไหน ขอให้แน่ใจก่อนว่า ทุกท่านรู้จักเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต แล้วจริง ๆ

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

 ภาพ : upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/55/Romeo_and_juliet_brown.jpg/640px-Romeo_and_juliet_brown.jpg

ในเรื่องกล่าวว่า ทั้งสองคนเป็นลูกของตระกูลคู่อริกัน จูเลียตเป็นลูกสาวบ้านคาปูเล็ต ส่วนโรมีโอเป็นผู้บ่าวบ้านมองเตกู

ทั้งสองรักกันปานจะกลืน ในท้ายที่สุดจูเลียตได้ยาแกล้งตายมาจากพ่อหมอ แต่ดันไม่ยอมบอกแฟนตัวเอง รายนี้พอมาเห็นหญิงคนรักนอนตายนิ่ง ก็ฉวยมีดสั้นแทงตัวเองตาย จูเลียตฟื้นขึ้นมาหลังจากยาสิ้นฤทธิ์ เห็นแฟนตัวเองตาย ก็ฉวยมีดมาแทงตัวเองตายตาม อ่านเผินๆ นึกว่าอ้ายขวัญกับอีเรียมแห่งทุ่งบางกะปิยังไงยังงั้น

ปัจจุบัน ผู้คนที่มาเมืองเวโรนาก็จะต้องถามถึงว่าโรมีโอกับจูเลียตมีจริงไหม อยู่ตรงไหน ยังไง ฯลฯ ระเบียงล่ะ ระเบียง!!!

ถึงตรงนี้ นักเรียนวรรณคดีอังกฤษคงยิ้มเย็นพร้อมถอนหายใจเบาๆ

เพราะในวรรณกรรมเรื่องนี้…

เชกสเปียร์ไม่ได้ใส่คำว่าระเบียง หรือ Balcony ไว้แม้แต่คำเดียว

กรี๊ดดดดดดด

นี่มันเป็นความจริงที่ตบหน้ากันฉาดใหญ่ หยามหน้ากันสุดๆ พอๆ กับที่มีคนมาบอกว่า ไม่มีชะลอมในมือของพจมาน พินิจนันท์ ตอนเดินเข้าบ้านทรายทอง ของ ก.สุรางคนางค์ ฉันนั้น

ฟื้นขึ้นมาจากการเป็นลมแล้วมาฟังความจริงอันโหดร้ายต่อ

อันที่จริง พจนานุกรมภาษาอังกฤษในสมัยนั้นไม่มีคำนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนั้นสิ่งก่อสร้างแบบที่ว่านั้นก็ไม่มี และไม่มีวันที่จะมีในอังกฤษยุคนั้นด้วย

เนื่องจากว่าคนอังกฤษนั้นไม่มีเสียละที่จะสร้างอะไรให้ยื่นออกมาจากตัวบ้าน เพื่อมายืนโชว์ร่างกายให้ชาวบ้านชาวเมืองดู ช่างน่าอัปยศอดสูดูอุจาดเสียนี่กระไร มิพักพูดถึงสภาพอากาศที่มิได้เชิญชวนให้ออกมานอกบ้านแม้แต่น้อย

แล้วระเบียงโผล่มาในละครเรื่องนี้ตอนไหน

เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาว

กล่าวคือ หลังจากที่เชกสเปียร์ตายไปไม่นานในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ในช่วงปลายศตวรรษก็เป็นยุคเลิกฮิต ไม่มีใครรู้จักเชกสเปียร์ ไม่มีใครรู้จักบทละครเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต

แล้วในช่วงนี้เอง นักเขียนบทละครคนหนึ่ง (แหล่งข่าวแจ้งว่าชื่อ Thomas Otway) ก็แอบก๊อปเอาพล็อตเรื่องนี้ของเชกสเปียร์มาใช้ โดยเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นยุคโรมันโบราณ บทละครเรื่องนี้ชื่อ The History and Fall of Caius Marius ว่ากันว่ากล้าก็อปจนถึงขนาดมีบทพูดที่ว่า “O Marius, Marius! wherefore art thou Marius?” กันเลยทีเดียว

แล้วในเรื่องนี้แหละ ที่ Otway ได้ให้ตัวละครเอกสองคนพลอดรักกันที่ ‘ระเบียง’ อันเป็นสิ่งที่คนอังกฤษคงจะเริ่มรู้จักกันพอสมควรแล้ว (คนอังกฤษสะกดคำนี้ว่า Balcone ตามภาษาอิตาเลียนในช่วงแรก แต่ออกเสียงเป็นแบบของตน)

และมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ก็มีผู้นำผลงานของเชกสเปียร์มาปัดฝุ่นอีกครั้ง รวมถึงเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต ด้วย และในเวอร์ชันนี้เขาก็ได้เก็บเอา ‘ระเบียง’ มาใส่ไว้ในฉากละครของเขา เขาผู้นี้ชื่อ David Garrick

ไม่เพียงเท่านั้น โรมีโอขวัญใจมหาชนในสมัยนั้นคือ Spranger Barry ก็ได้ออกจากคณะละครของ Garrick ไปอยู่คณะอื่น ไม่ไปเปล่า แต่ยังเสนอให้คณะละครใหม่ของตนทำฉาก ‘ระเบียง’ อีกด้วย

นัยว่า คนอังกฤษแค่เห็น ‘ระเบียง’ ก็คงครางฮือ มันคงดูอิตาเลี๊ยนอิตาเลียน Exotic สุดๆ ไม่ได้ดูในละครก็อย่าหมายว่าจะได้ดูตามถนนรนแคมต่างๆ ในลั้นดั้นหรือเมืองใดๆ ในประเทศฉ่ำฝนแห่งนี้

เมื่อเป็นฉากที่โดดเด่นมากในเรื่องและตัดออกไม่ได้ ประมาณฉากเก็บมะนาวใน แม่นาคพระโขนง ยังไงยังงั้น เมื่อดังถึงขนาดนี้ ก็มีบ้างที่ผู้คนดั้นด้นเดินทางไปถึงเมืองเวโรนาเพื่อไปดูระเบียงอันลือลั่นอันนั้น… ที่บ้านของจูเลียต

กลับมาที่คำถามว่า… บ้านของจูเลียต อ้าว ตกลงมีจริงหรือ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่งหรอกหรือ

แล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านจูเลียตยังไง แล้วระเบียงล่ะ ทำไมมันถึงเหมาะเหม็งอย่างนี้

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ดูแลงานพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองเวโรนาคงสำเหนียกแล้วถึงพลังของติ่งละครที่เฝ้าเพียรมาถามว่า บ้านจูเลียตอยู่ตรงไหน อยากเห็นระเบียงอันลือลั่นนั้น ท่านคงคิดว่า เอาซี้…(เสียงสูงปรี๊ด) อยากได้บ้านนักเจ้าก็จะได้บ้าน อยากได้ระเบียงนักเจ้าก็จะได้ระเบียง จะไปยากอันใด

ว่าพลาง ท่านก็ไปแปลงโฉมโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นบ้านของตระกูลคัปแปลโล (ตราประจำตระกูลรูปหมวกก็ยังหราอยู่ตรงทางเข้าจนถึงวันนี้) ให้เป็นบ้านของจูเลียต ก็ทำไมจะต้องเป็นบ้านหลังนี้ด้วย ก็เพราะว่าคำว่า ‘Cappello’ ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า ‘หมวก’ คำว่า คาปูเล็ต นั้น ถ้าเป็นอิตาเลียนก็ต้องประมาณ คัปปูเล็ตตี้–คัปเปลเล็ตตี้ อะไรเทือกๆ นั้น ซึ่งก็จะแปลว่า หมวกใบเล็ก อะไรนะ บ้านนี้มัน Cappello นี่ ไม่ใช่ Capuleti เสียหน่อย เอาเหอะน่า หมวกใหญ่หมวกเล็กมันก็หมวกเหมือนๆ กันนั่นล่ะ จะมาหาความจริงอะไรกันตรงนี้ ทีเชกสเปียร์สร้างเรื่องขึ้นมาเป็นคุ้งเป็นแควไม่เห็นมีใครไปไล่เบี้ยเล่า

เมื่อได้บ้านมาแล้ว ปัญหาต่อมาคือไม่มีระเบียง อ้าว ทำไงล่ะทีนี้ จะมาอ้างว่าในเรื่องของเชกสเปียร์ไม่มีระเบียงมาก่อนก็อาจจะผิดหูติ่งละคร ผู้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ นอกจากไปให้ถึงฝั่งฝันกับระเบียงอันลือลั่นของจูเลียต แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของท่านภัณฑารักษ์เลย อยากได้ระเบียงเหรอ จริงๆ ท่านก็คิดอยู่แล้วล่ะ เพราะว่ากันว่าทีมงานก็ได้พยายามสร้างทัศนียภาพตรงนั้นให้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์เรื่อง โรมีโอกับจูเลียต เวอร์ชันปี 1936 ให้ใกล้เคียงมากที่สุดด้วย

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ภาพ : http://emanuellevy.com/wp-content/uploads/2013/03/romeo_and_juliet_poster.jpg

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น สายตาท่านก็พลันไปสะดุดที่งานหินอ่อนแกะสลักชิ้นหนึ่งที่วางเขละอยู่ตรงลานบ้านที่ท่านคิดจะทำพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นหินอ่อนที่มีคนพบตอนที่เทศบาลเมืองขุดริมฝั่งแม่น้ำอาดีเจ (Adige) ที่ไหลอยู่กลางเมืองเพื่อเตรียมสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม

เมื่อเห็นว่าเข้าท่า ท่านก็สั่งให้ยกขึ้นไปตั้งให้เป็นระเบียงของจูเลียตเสียอย่างนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะรู้ว่าหินสลักนั้น…เป็นโลงหินโบราณก็ตาม

ปัจจุบัน บ้านจูเลียตเปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมกับมีรูปปั้นสำริดของนางยืนนมวาวอยู่ด้านล่างเยื้องระเบียงซึ่งผู้คนพร้อมใจกันเชื่อว่า เธอได้ออกมาพร่ำเพ้อที่นี่ อันนมที่วาวของเธอนั้นไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์ของรักแท้ใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่มาจากมวลนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่ก็พร้อมใจกันอีกเช่นกันที่จะเชื่อว่า หากได้ลูบนมเธอแล้วจะโชคดี

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ข้อมูลอ้างอิง

www.theatlantic.com/entertainment/archive/2014/10/romeo-and-juliets-balcony-scene-doesnt-exist/381969/ 

www.venetoinside.com/it/aneddoti-e-curiosita/post/il-balcone-di-giulietta-a-verona/

www.ulisseilnavigatore.it/turismo/casa-giulietta-verona.html 

www.shakespeareinitaly.it/verona.html 

Writer & Photographer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load