เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน มีผู้เชื้อเชิญด้วยประโยคว่า

“เมื่อไหร่จะไปนรกคะ”

ฉันนึกถึงบาปผิดที่ก่อไว้แก่คนผู้นี้ไม่ออก มิใยที่เธอจะแก้ประโยคว่า

“หมายถึงเมื่อไหร่จะพาไปนรกน่ะค่ะ”

ซึ่งฉันก็ว่าไม่ได้ทำให้คำถามนั้นดีขึ้นมาอีกสักกี่มากน้อย แต่เมื่อพินิจดูแล้ว เธอน่าจะหมายถึงว่า พาไปรู้จักนรกฝรั่งมากกว่า เพื่อที่จะได้อ่านหรือดู Inferno ของ แดน บราวน์ (Dan Brown) ได้ถึงรสถึงชาติขึ้น กระนั้น ฉันก็ไม่ได้คิดจะ (พาเธอ) ไปนรกอย่างที่เธอขอ เพราะดูมันเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเกินกว่าจะเล่าได้ในไม่กี่หน้า

แต่มาช่วงไม่กี่วันนี้ มีข่าวเรื่องผู้คนอ้างว่าตนได้ผ่านนรก สวรรค์มา แล้วเอามาเล่าให้ฟัง ฉันจึงคิดว่า ชะรอยเทพไทจะอุปถัมภ์นำชักให้ฉันต้องพาเที่ยวนรกจริงๆ เสียแล้ว

จะเริ่มอย่างไรดี เริ่มจากคำว่า Inferno ก่อนแล้วกัน

คำนี้อ่านว่า อิน-แฟร์-โน ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า นรก 

นอกจากนั้นยังเป็นบรรพแรกของวรรณคดีเอกของอิตาลีที่ชื่อ La divina commedia อีกด้วย

La divina commedia หรือชื่อในภาษาสากลว่า The Divine Comedy (เดอะ ดีไวน์ คอมเมดี) รจนาโดยกวีชาวฟลอเรนซ์ นามว่า ดันเต อลิกิแยรี (Dante Alighieri) ในศตวรรษที่ 14 เทียบเวลาแล้วก็ร่วมสมัยกับยุคสุโขทัยของเราโดยประมาณ

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
หน้ากากดันเต
ภาพ : www.flickr.com

วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางของดันเตไปสู่ดินแดนหลังความตายทั้งสามภพภูมิตามคติคริสต์ศาสนาในยุคนั้น ได้แก่ นรก แดนชำระ และสวรรค์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 เล่ม แน่นอนตอนที่ฮอตฮิตที่สุดย่อมเป็นนรก หายนะของคนอื่นย่อมเป็นสิ่งน่าอ่านน่าพูดคุยเสมอ

เล่ารูปพรรณสัณฐานภายนอกของนรกฝรั่งให้ฟังก่อนนะ ว่ามันเป็นทรงกรวย เป็นวงๆ ลู่ลงไปเรื่อยๆ ‘ขุม’ นรกในภาษาอิตาเลียนจึงเป็นคำว่า วง (Cerchio)

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
ผังของนรก วาดโดย บอตติแชลลี (Botticelli)
ภาพ : www.miselli.org

ทำไมนรกถึงเป็นทรงกรวย

ลองนึกภาพโลกกลมๆ นะ วันหนึ่ง เทวดาลูซิเฟอร์นึกคึกฮึกเหิม ตั้งต้นจะเป็นพระเจ้า ท่านจึงพระราชทานรางวัลเป็นการเฉดศีรษะเทวดาหัวแข็งนี้ตกลงมาจากสวรรค์ เมื่อลอยละลิ่วจวนจะถึงพื้นโลกอยู่แล้ว ก็ให้เกิดอัศจรรย์บันดาลดล พื้นแผ่นดินยุบตัวร้องอี๋หนีจนยุบไปถึงแกนโลก นรกทรงกรวยจึงเกิดด้วยเหตุนี้ นอกจากนั้นการยุบตัวนี้ยังทำให้แผ่นดินอีกด้านข้างของโลกนูนขึ้นมาเป็นภูเขา ภูเขาลูกนั้นล่ะคือแดนชำระ ตั้งอยู่กลางทะเลใดทะเลหนึ่ง ส่วนสวรรค์นั้นอยู่บนฟ้า แหงอยู่แล้ว

เอาล่ะ เราจะมาที่ฉากเปิดเรื่องอันเริ่มว่า 

“เมื่อมาถึงกลางกึ่งซึ่งชีวิต

ณ กลางป่ามืดมิด ข้าฯ ยืนเคว้ง

ไม่พบทางที่ควรเดินสุดวังเวง

แสนกลัวเกรงป่ามืดมนจนหนทาง”

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
ฉากเปิดเรื่อง จินตนาการของกุสตาฟ โดเร่
ภาพ : www.taringa.net

สรุปคือ ดันเตซึ่งจับพลัดจับผลูไปอยู่ที่ป่ามืดได้อย่างไรก็ไม่รู้ ยืนหันรีหันขวางอยู่ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงแฮ่ฮื่อ ไม่สิ ยังไม่ผีสิ ผีอะไรร้องเสียงนั้น เป็นสัตว์ป่า 3 ตัวต่างหาก อันมีสิงโต หมาป่า แล้วก็เสือดาว

ในช่วงเวลาความเป็นความตายนั้นเองก็ปรากฏร่างหนึ่งขึ้นมา ซักไซ้ไล่เลียงกันแล้วก็คือ เวอร์จิล (Virgil) มหากวียุคโบราณซึ่งดันเตนับถือเป็นครู เนื่องจากได้เคยอ่านงานของท่านมานั่นเอง

เวอร์จิลได้รับบัญชาจากเบื้องบนให้พาดันเตเดินผ่านนรก ก่อนจะไปต่อแดนชำระและสวรรค์เป็นสถานีสุดท้าย ก่อนจะกลับสู่โลกมนุษย์

แล้วทัวร์นรกก็เริ่มขึ้น โดยมีเวอร์จิลถือธงนำ นับเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่แท้ทรู

เมื่อพ้นปากทางเข้าสู่นรก ก็จะเจอด่านแรก ซึ่งยังไม่นับเป็นนรก เรียกว่าเป็นห้องรับแขกหรือห้องรับวิญญาณจะดีกว่า ณ ห้องนี้เป็นที่อยู่ของผู้ที่ไม่ถือหางทางการเมือง (ในฟลอเรนซ์ยุคนั้น) รวมทั้งเทวดาที่วางตัวเป็นกลางในเหตุการณ์กบฏของลูซิเฟอร์ต่อพระเจ้าด้วย วิญญาณพวกนี้จะแก้ผ้าวิ่งตามธงเปล่าและถูกต่อแตนไล่ตามต่อย

แล้วก็มาถึงริมฝั่งแม่น้ำอาเครอนเต ที่มีเรือรับวิญญาณไปสู่นรก เมื่อถึงฝั่ง ก็มีอมนุษย์เป็นผู้กำหนดว่าจะต้องไปยังขุมไหนโดยดูขดหาง

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
ฉากเวอริจิลพาดันเตล่องเรือข้ามแม่น้ำสตีจ จินตนาการของ เออแฌน เดอลาครัวซ์ (Eugène Delacroix) ศิลปินชาวฝรั่งเศส
ภาพ : allpainters.ru

จากนั้นก็เริ่มที่วงแรก เป็นที่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ล้างบาปหรือเกิดก่อนพระคริสต์ วิญญาณพวกนี้ไม่ได้รับโทษอะไร เพียงแต่ต้องรอคอยพระคริสต์ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง

วงที่ 2 เป็นต้นไปนี้ ถือเป็นนรกจริงๆ แล้ว โดยเรียงตามจากบาปเบาที่สุดไปยังบาปหนักที่สุด

วงที่ 2 สำหรับผู้ที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงใหลมัวเมาไปกับกามคุณ โทษที่ได้รับก็คือ หมุนลอยไปกับพายุที่พัดอื้ออึงอยู่ ณ ที่นี้ไม่มีวันจบสิ้น…อะไรนะ ไม่เจ็บ? ลองนึกถึงตัวเองนั่งม้าหมุนแล้วเพื่อนเหวี่ยงวิ้วๆ ๆ ไม่มีวันจบสิ้นดูสิ

วงที่ 3 สำหรับคนตะกละ โทษคือนอนแผ่หรารอรับฝนเหม็น ลูกเห็บเหม็น และหิมะเหม็น ซึ่งก็จะมาทับถมเป็นโคลนแหยะๆ เหม็นๆ อีก อี๋

วงที่ 4  สำหรับคนงกและคนสุรุ่ยสุร่าย ดูเหมือนคนสองกลุ่มนี้จะเป็นคู่ตรงข้ามกัน แต่ลึกๆ แล้วก็คือคนที่ใช้ทรัพย์ไม่เป็นนั่นเอง โทษของกลุ่มนี้คือ คนสองกลุ่มจะหันหลังให้กัน แล้วเอาอกดันหินก้อนใหญ่เคลื่อนไปข้างหน้า แล้วด้วยความที่ขุมมันเป็นวงกลมใช่ไหม ก็จะดันมาชนกัน ณ จุดหนึ่ง แล้วก็ออกมาทะเลาะกัน แล้วก็กลับหลังหันเอาอกดันกลับไปอีกทาง ซึ่งก็จะไปชนกันอีก วนไป

วงที่ 5 เป็นแม่น้ำสติจ สำหรับคนโมโหร้าย และคนขี้คร้านในการทำดี คนเหล่านี้จะกัดกินกันอยู่ในแม่น้ำอันร้อนจนเดือด

ตรงนี้มีกำแพงกั้น 1 กำแพง

วงที่ 6 เป็นขุมของพวกนักพรตนอกรีต พวกนี้จะนอนอยู่ในโลงหินที่มีไฟลุกโชน

แล้วตรงนี้มีแม่น้ำกั้นอีก 1 สาย จริงๆ ก็แม่น้ำสายเดิมนั่นละ แต่จะเปลี่ยนชื่อไปเรื่อย ๆ ในภาษาอิตาเลียนเรียกแม่น้ำตรงนี้ว่า เฟลเจตอนเต

วงที่ 7 เป็นที่สำหรับผู้ใช้ความรุนแรง วงนี้แบ่งออกเป็น 3 ขุมย่อย 

ขุมแรก คนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และปล้นสะดมทรัพย์สิน อันถือเป็นการทำรุนแรงต่อผู้อื่น

ขุมที่ 2 ผู้ที่ฆ่าตัวตาย อันถือเป็นการทำรุนแรงต่อตนเอง

ขุมที่ 3  ผู้ด่าว่าพระเจ้า / รักร่วมเพศ / ผู้ปล่อยเงินกู้หน้าเลือด อันถือเป็นการกระทำรุนแรงต่อ พระเจ้า / ธรรมชาติ / ศิลปะ ตามลำดับ

วิญญาณเหล่านี้โดยรวมยืนแช่อยู่ในแม่น้ำเลือดเดือด ลำดับความสูงของน้ำก็ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของบาป ใครพยายามจะตะเกียกตะกายหนีขึ้นฝั่งก็จะถูกสัตว์นรกเอาอาวุธปลายแหลมทิ่มแทงโอดโอย

จากนั้นเป็นวงที่ 8 ซึ่งเป็นเหวลึกลงไป แล้วยังแบ่งแยกย่อยไปอีก

นรกวงนี้เป็นที่ของการผู้หลอกลวง แบ่งออกได้เป็น 10 ขุมย่อยทีเดียว เข้าใจว่าฟลอเรนซ์ยุคนั้นคงโกงกันไม่เบา

ขุมย่อยที่ 1 พวกชอบล่อลวงหญิง พวกนี้จะถูกสัตว์นรกเอาเขาขวิด

ขุมย่อยที่ 2 ผู้ที่คบชู้ อยู่ในบ่ออุจจาระมนุษย์ 

ขุมย่อยที่ 3 ผู้ขายสมณะพระ หัวจุ่มลงไปในหลุมไฟ โผล่ขึ้นมาให้เห็นแค่เท้าซึ่งมีไฟลุกโชน

ขุมย่อยที่ 4 หมอดู วิญญาณเหล่านี้จะถูกบิดหัวให้หันไปข้างหลัง โทษฐานที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากรู้อนาคตดีนัก

ขุมย่อยที่ 5 ผู้ที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ วิญญาณจะอยู่ในยางมะตอยเดือด มีปีศาจในนรกคอยเอาปฏักจิกเกี่ยว

ขุมที่ 6 ผู้ที่ตลบตะแลง หน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ ทั้งนรก วิญญาณกลุ่มนี้ดูจะแต่งตัวดีสุด เพราะถ้ามองแต่ไกลแล้วจะเห็นว่าสวมเสื้อคลุมสีทอง ที่ผิดสังเกตคือ การเดินจะเชื่องช้ามากราวกับแบกอะไรเอาไว้ ถูกต้อง ถึงข้างนอกจะเป็นทอง แต่ข้างในเป็นตะกั่วหนักมาก

ขุมที่ 7 ขโมย ถูกมัดมือไพล่หลังด้วยงู งูก็จะฉก แล้วก็จะกลายเป็นเถ้า เป็นมนุษย์ เป็นงู แล้วก็คืนร่างมาอีก วนไปเรื่อย ๆ 

ขุมที่ 8 ให้คำแนะนำที่เลวร้าย โทษของขุมนี้คือ ใช้ชีวิตอยู่ในเปลวไฟ รู้จักเรื่องม้าเมืองทรอยไหม โอดิสเซียสผู้คิดแผนการสร้างม้าไม้เมืองทรอยก็อยู่ในขุมนี้เช่นกัน

ขุมที่ 9 สำหรับผู้เพาะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความร้าวฉาน พวกนี้ถูกฟันด้วยดาบ แล้วพอแผลเริ่มจะสมานกันดี ผู้คุมในนรกก็จะจับแหกออกอีก

ขุมที่ 10 สำหรับผู้ทำของปลอม วิญญาณพวกนี้มีอาการเหมือนคนเป็นโรคเรื้อน ท้องมาน และหนาวสั่นด้วยพิษไข้ตลอดเวลา

และวงสุดท้ายคือวงที่ 9 เรียกกันว่า ‘บ่อแห่งยักษ์’ นี้ เป็นบ่อน้ำแข็งใหญ่สำหรับผู้ที่ทรยศหักหลังผู้ที่ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ แบ่งย่อยไปได้อีก 4 ขุม 

ขุมแรก ผู้เนรคุณญาติพี่น้อง 

ขุมที่ 2 ผู้ทรยศหักทางทางการเมือง หรือพวกคนขายชาติ ขายพวกพ้อง

ขุมที่ 3 ผู้ทรยศหักหลังอาคันตุกะและเพื่อนฝูง

ขุมที่ 4 ผู้ทรยศต่อผู้สร้างคุณงามความดี

ทั้งหมดมีร่างอยู่ในบ่อน้ำแข็ง ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้

เดินทางตาม Dante ไปทัวร์นรกฝรั่งทรงกรวยในวรรณคดีเอกของอิตาลี
ขุมสุดท้าย ลูซิเฟอร์ ผลงานของกุสตาฟ โดเร เช่นกัน
ภาพ : www.vice.com

แล้วก้นบึ้งที่สุดของนรกหรือก้นกรวยก็คือ ลูซิเฟอร์ เทวดาตกสวรรค์ที่กล่าวถึงในตอนแรก ลูซิเฟอร์ซึ่งมี 3 หน้าและร่างกายใหญ่โตมาก พยายามโบกปีกมหึมาของตนหวังว่าจะให้พ้นไปจากที่นี้ โดยหารู้ไม่ว่า ลมจากการโบกของตนยิ่งจะทำให้น้ำแข็งแข็งตัวยิ่งขึ้น

ลูซิเฟอร์ไม่ได้โบกอยู่เฉยๆ นะ ปากทั้งสามของแต่ละหน้าให้คาบเคี้ยวคนบาปหนักที่สุดไว้ปากละคน ทั้งสามคนนั้นคือ จูดา ผู้ทรยศพระเยซู คัสเซียสและบรูตัส ผู้สังหารจูเลียส ซีซาร์

พอมาถึงปลายสุดของขุมนรก ก็วาร์ปไหลลงกรวยท่อไปโผล่ที่ภูเขาแห่งการชำระบาป

เอาพอหอมปากหอมคอ ให้พอเห็นว่า นรกไหนๆ ก็ไม่น่าอยู่ทั้งนั้น

แล้วไม่ต้องมาชวนไปแดนชำระล่ะ แต่ถ้าจะชวนไปสวรรค์ล่ะก็…

…ขอคิดดูก่อนนะ… // แกะเสื่อม้วนต้วน

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเขียนเรื่องนี้ เพราะกลัวการแตะเรื่องศาสนามาก แต่เนื่องจากมีวันหนึ่งสอน ๆ อยู่ ก็คุยกับนักเรียนเรื่องนักบุญ แล้วพบว่านักบุญเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนอิตาเลียนมาก ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

เช่นเดียวกับตอนอื่น ๆ ของบทความนี้ อย่าหาความลึกซึ้งใด ๆ นี่มันยิ่งกว่าวิชา ‘พื้นฐานวัฒนธรรมอิตาเลียน 101’ เสียอีก

นักบุญกับชื่อคนอิตาเลียน

ความสัมพันธ์ประการแรก ได้แก่ ชื่อของคนอิตาเลียน หลายคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า ชื่อของคนอิตาเลียนมักซ้ำไปซ้ำมา ส่วนใหญ่เป็นชื่อของนักบุญแทบทั้งสิ้น นาน ๆ จะเจอคนชื่อแหวกแนวให้เราได้ฮือกัน เช่น ฉันเคยมีเพื่อนใหม่คนหนึ่ง แนะนำตัวในงานปาร์ตี้ว่าชื่อ Rosalba (โรซาลบา อันอาจแปลได้ว่า กุหลาบยามอรุณ) เล่นเอาคนทั้งวงฮือขึ้นมา แล้วบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องที่มาของการตั้งชื่อนี้ทันที หรือครั้งหนึ่งเคยมีเพื่อนถามฉันว่า ที่เมืองไทยมีนักบุญบุสก้าด้วยเหรอ

นักบุญกับวันแต่ละวัน

ปฏิทินในอิตาลี หรืออาจกล่าวได้ว่า ปฏิทินคาทอลิก ในแต่ละวันจะมีชื่อวันประจำนักบุญต่าง ๆ การกำหนดว่าวันไหนเป็นของนักบุญใด เป็นหน้าที่ของทางคริสตจักร การเลือกว่านักบุญไหนอยู่วันใด ก็จะต้องดูความเกี่ยวโยงกับนักบุญท่านนั้น ๆ เช่น นักบุญวาเลนไทน์ เป็นนักบุญประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เพราะตามตำนานท่านมรณภาพในวันนั้น (อ่านเรื่องราวของท่านได้อีกนิดที่คอลัมน์ตอน ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์)

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญวาเลนตีโน
ภาพ : laprensatexas.com

คนอิตาเลียนโบราณจำวันต่าง ๆ ด้วยวันของนักบุญ คงเหมือนเราจำวันเป็นข้างขึ้นข้างแรมในสมัยก่อน พบว่าในเอกสารโบราณของอิตาลี หมายวันกันด้วยชื่อนักบุญ จำกันได้ยังไงก็สุดจะเดา ปัจจุบันแม้คนอิตาเลียนจะเรียกวันเป็นแบบสากลกันแล้ว แต่ก็ยังมีบางวันที่คนอิตาเลียนนิยมเรียกด้วยชื่อนักบุญ เช่น หลังวันคริสต์มาส 1 วัน ที่อังกฤษเรียกว่า Boxing Day นั้น อิตาเลียนเรียกว่า วันซานโต สเตฟาโน (Santo Stefano) วันสิ้นปีเรียกว่า วันซาน ซิลเวสโตร (San Silvestro)

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
รูปปั้นนักบุญซานโต สเตฟาโน
ภาพ : commons.wikimedia.org

หรือบางวันก็ไม่ถึงกับเรียกด้วยชื่อ แต่ก็ระลึกถึงเสมอ เช่น ถ้าถามคนอิตาเลียนว่า วันไหนนะเธอที่ได้ชื่อว่าเป็นวันที่มีดาวตกเยอะสุดในรอบปี คนอิตาเลียนก็มีแนวโน้มสูงที่จะบอกว่า (คืน) วันซาน ลอเรนโซ (San Lorenzo) ไงล่ะ แล้วจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า วันที่ 10 สิงหาคม เป็นต้น (อ่านได้ในคอลัมน์ตอน คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด)

วันฉลองนักบุญวันเกิด

ดังที่ได้บอกไปแล้วว่า คนอิตาเลียนส่วนใหญ่มีชื่อเป็นนักบุญ และทุกวันก็มีนักบุญประจำวัน ด้วยเหตุนี้เด็กอิตาเลียนจึงมีวันฉลองสำคัญอยู่ 2 วัน คือวันเกิด และอีกวันคือวันฉลองนักบุญ หรือที่เรียกว่า โอโนมาสติโค (Onomastico)

ยกตัวอย่างง่าย ๆ น้องวาเลนตีโน ก็จะมีวันสำคัญของตัวเอง 2 วันต่อปี (เป็นอย่างน้อย) นั่นคือวันเกิดของน้อง และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะน้องแก่แดดแก่ลมแต่อย่างใด หากแต่เพราะวันดังกล่าวมีนักบุญประจำวันคือ นักบุญวาเลนตีโน หรือชื่อ วาเลนไทน์ ในภาษาอังกฤษเท่านั้นเอง

ที่เรียกว่า ‘น้อง’ เพราะผู้ที่ดูจะตื่นเต้นกับวันฉลองนักบุญวันเกิด ส่วนใหญ่มักเป็นเด็ก ผู้ใหญ่จะไม่ค่อยฉลองวันเหล่านี้แล้ว อาจลืมไปด้วยซ้ำ เคยมีเด็กมาเล่าให้ฟังว่า ไปอวยพรวันฉลองนักบุญอาจารย์อิตาเลียนท่านหนึ่ง อาจารย์อึ้งไปครู่ใหญ่ แล้วก็รำพึงออกมาว่า “จริงด้วย ฉันลืมไปแล้ว”

นักบุญประจำเมือง

นอกจากนักบุญจะอยู่ในชื่อแล้ว ยังอยู่รอบตัวคนอิตาเลียนในมิติอื่น ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นคาทอลิก แต่ก็มิอาจมิรับรู้ได้ เมืองแต่ละเมืองล้วนมีนักบุญประจำเมือง เมืองโรมคือ นักบุญปีเตอร์ และ นักบุญพอล เมืองโบโลญญาคือ นักบุญปีโตรนัส เมืองเนเปิลส์คือ นักบุญเจนนาโร เมืองมิลานคือ นักบุญอัมบรอโจ ส่วนเมืองฟลอเรนซ์มีนักบุญร่วมกัน คือ นักบุญจอห์น แบปติสต์

ในวันที่นักบุญท่านนั้นปรากฏในปฏิทินคาทอลิก เมืองนั้น ๆ ก็มักจะกำหนดให้เป็นวันหยุด แล้วในเมืองก็จะฉลองกันอย่างเอิกเกริก

ไม่ได้มีแค่นักบุญประจำเมือง นักบุญประจำประเทศอิตาลีก็มีเช่นกัน นั่นคือ นักบุญแคทเธอรีนแห่งเซียน่า (Santa Caterina da Siena) และ นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี (San Francesco d’Assisi)

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญแคทเธอรีนแห่งเซียน่า
ภาพ : en.wikipedia.org
นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี
ภาพ : view.genial.ly

นักบุญประจำกลุ่มคน

คนไทยพุทธ-พราหมณ์ มีพระพิฆเนศเป็นเทพประจำศิลปินฉันใด อิตาเลียนคาทอลิกก็มี นักบุญลูกา ประจำอาชีพศิลปินได้ฉันนั้น แต่ไม่ใช่แค่อาชีพศิลปินเท่านั้น อาชีพใด ๆ ในอิตาลีก็ล้วนแล้วแต่มีนักบุญประจำทั้งสิ้น

การได้รับเลือกเป็นนักบุญประจำอาชีพนั้น มิได้มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการโดยศาสนจักร หากแต่เป็นการเชื่อต่อ ๆ กันมาโดยมิอาจรู้ได้ว่าต้นเรื่องเป็นใคร แต่หากถามว่าด้วยเหตุใดคนเหล่านี้จึงยกนักบุญท่านโน้นท่านนี้ขึ้นมาเป็นนักบุญประจำ ตอบได้ว่าเพราะลักษณะ นิสัย หรือการกระทำในชีวประวัติของท่าน มีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวโยงกับคนกลุ่มนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น นักบุญฟรานซิส นักบุญประจำอาชีพสัตวแพทย์ เพราะเชื่อว่าท่านคุยกับสิงสาราสัตว์ได้ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นนักบุญของพวกขอทานด้วย เพราะท่านใช้ชีวิตสมถะเยี่ยงยาจก หรือ นักบุญโจเซฟ นักบุญประจำอาชีพช่างฝีมือ เพราะท่านเป็นช่างไม้ เป็นอาทิ

อาจยังไม่แปลกหูแปลกตาพอ ลองดูอาชีพเหล่านี้บ้างเป็นไร

นักบุญประจำนักบินอวกาศ ได้แก่ นักบุญโจเซฟแห่งเมืองโคแปร์ตีโน (Giuseppe da Copertino) เพราะเล่ากันว่าปรากฏอัศจรรย์ ท่านลอยตัวขึ้นระหว่างประกอบพิธีมิสซาอยู่มากกว่า 1 ครั้ง

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญโจเซฟแห่งเมืองโคแปร์ตีโน
ภาพ : it.wikipedia.org

นักบุญประจำแอร์โฮสเตสและมัคคุเทศก์คือ นักบุญโบนาดิปิซา (Bona di Pisa) เพราะได้นำทางผู้คนพร้อมทั้งช่วยเหลือทุกอย่าง ระหว่างทางไปจาริกแสวงบุญในสเปนถึง 9 ครั้ง

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญโบนาดิปิซา
ภาพ : insidethevaticanpilgrimages.com

บางอาชีพก็มีนักบุญประจำอาชีพมากกว่า 1 รูป ยกตัวอย่างเช่น ช่างตัดเสื้อ มีนักบุญประจำอาชีพอยู่อย่างน้อย 5 รูป ได้แก่

นักบุญแอน หรือยายพระเยซู อาจเพราะท่านมีภาพความเป็นหญิงที่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เย็บชุนเสื้อผ้า

นักบุญบาร์โตโลเมโอ หนึ่งในอัครสาวก เพราะท่านตายโดยการถูกถลกหนัง อันที่จริงท่านเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของอาชีพที่ใช้มีดหรือของมีคมแทบทั้งสิ้น

นักบุญจอห์น แบปติสต์ อาจเพราะท่านนำหนังเสือมาตัดเย็บเป็นอาภรณ์ แปลว่าต้องมีความรู้เชิงช่างอยู่มิใช่น้อย

นักบุญมาร์ตีโนแห่งเมืองตูร์ เพราะท่านได้ตัดเสื้อคลุมแบ่งให้ขอทาน เพื่อบรรเทาความหนาวเหน็บ

นักบุญโอโมโบโน เนื่องจากท่านเป็นพ่อค้าขายผ้ามาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีนักบุญประจำกลุ่มคนที่ไม่ได้แยกตามอาชีพด้วย เช่น กลุ่มคนตาบอด มี นักบุญลูเซีย (Santa Lucia) เป็นนักบุญผู้ปกป้องพวกตน เนื่องจากตามตำนาน ชายนอกศาสนาผู้มีอิทธิพลบังคับให้ท่านแต่งงาน ด้วยหลงรักในดวงตาคู่งามของท่าน ท่านจึงควักลูกตาออกเสีย

นักบุญลูเซีย
ภาพ : en.wikipedia.org

ไม่แค่นั้น นักบุญประจำ ‘คอ’ ก็ยังมี ได้แก่ นักบุญบียาโจ (San Biagio) เนื่องจากท่านเคยช่วยเด็กที่ก้างปลาติดคอให้รอดชีวิตมาได้

เราจะพบเจอนักบุญได้ที่ไหน

เมื่อคุณไปอิตาลี คุณอดไม่ได้หรอกที่จะไปเดินเยี่ยมชมโบสถ์ วิหาร หรือเดินหอศิลป์ ที่เหล่านี้แหละที่คุณจะได้พบกับนักบุญท่านต่าง ๆ ผ่านบรรดารูปสลักและจิตรกรรม

แล้วเราจะรู้ว่าท่านเป็นใครได้อย่างไร

แน่นอนว่าหากไม่ใช่นักบุญในสมัยใหม่อย่างเช่น นักบุญเทเรซา เราย่อมไม่รู้ว่าท่านหน้าตาเป็นอย่างไร ดังนั้นในการสร้างสรรค์งานศิลปะหรือการอ้างถึงใด ๆ จึงต้องมีตัวบอก เช่น เพศที่ชัดเจน เครื่องแต่งกาย ของที่ถือ สัตว์ที่อยู่แวดล้อม เป็นต้น ของที่บอกจะมีอย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ได้ ต่อไปนี้คือพื้นฐานการดูนักบุญสำหรับมือใหม่ ได้แก่

นักบุญปีเตอร์ ชายแก่มีเครา ถือกุญแจ เพราะท่านเป็นผู้ถือกุญแจประตูสวรรค์

นักบุญพอล ถือดาบ หนังสือ เพราะท่านเป็นหนึ่งในผู้เขียนพระวรสาร และถือว่าเป็นนักรบ (ทางจิตวิญญาณ) ผู้ต่อสู้เพื่อศาสนาคริสต์

นักบุญปีเตอร์กับนักบุญพอล
ภาพ : urbanpost.it

นักบุญลูกา อยู่กับวัวและหนังสือ

นักบุญมาร์ค อยู่กับสิงโต

นักบุญมาร์ค
ภาพ : www.catholicfaithstore.com

นักบุญจอร์จ ถือหอก อยู่กับมังกร

นักบุญแอนดรูว์ อยู่กับไม้กางเขนรูปตัว X เพราะท่านถูกตรึงบนกางเขนรูปนี้

นักบุญแอนดรูว์ ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
ภาพ : michelangelobuonarrotietornato.com

นักบุญเวโรนิกา ถือผ้าที่มีใบหน้าของพระเยซู เนื่องจากท่านเป็นผู้ซับเหงื่อและเลือดของพระเยซู ระหว่างทางเดินไปยังสถานที่ตรึงกางเขน

นักบุญเวโรนิกา ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
ภาพ : michelangelobuonarrotietornato.com

นักบุญโจเซฟ มักอยู่กับพระกุมารเยซู ถือดอกลิลลี่ รอบตัวมักมีอุปกรณ์ช่างไม้

นักบุญโจเซฟ
ภาพ : www.catholicnewsworld.com

ถ้าคิดในใจว่า อุปกรณ์ช่างไม้น่ะเข้าใจได้ แต่ดอกลิลลี่นั้นมาได้ยังไง จริง ๆ ดอกลิลลี่เป็นเครื่องหมายที่บอกว่า นักบุญในรูปนั้นเป็นชายหรือสาวบริสุทธิ์ สัญลักษณ์เช่นนี้ก็จะช่วยให้เราดูออกได้ง่ายขึ้น

เอาล่ะ พอหอมปากหอมคอ ใครจะต้องคบค้าสมาคมกับคนอิตาเลียน หรือใครจะไปอิตาลี ก็จะสนุกขึ้นแล้ว แค่เวลาไปโบสถ์ไหน มองหานักบุญปีเตอร์ในร่างของชายชราถือกุญแจให้เจอก็ตื่นเต้นแล้ว

อ้อ ถ้าอยากรู้เรื่องสัญลักษณ์เหล่านี้ แนะนำหนังสือเล่มนี้เลย ‘เครื่องหมายและสัญลักษณ์ในคริสตศิลป์’ แปลโดย ศาสตราจารย์กุลวดี มกราภิรมย์ อ่านสนุกมาก

ข้อมูลอ้างอิง

www.pitturaomnia.com/pitturaomnia_00012b.htm

it.cathopedia.org/wiki/Lista_di_santi_patroni_cattolici_(professioni)

www.santiebeati.it/dettaglio/35350

www.quatarobpavia.it/san-biagio-pavia/

urbanpost.it/il-santo-del-giorno-29-giugno-santi-pietro-e-paolo/

michelangelobuonarrotietornato.com/2021/01/30/san-pietro-quattro-pilastri-quattro-santi-e-quattro-reliquie/

www.catholicnewsworld.com/2016/03/10-amazing-facts-about-st-joseph-to.html

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load