ด้วยความอนุเคราะห์ของ พลเรือตรีสกล สิริปทุมรัตน์ ผู้อำนวยการอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ผมและเพื่อนๆ จึงได้มีโอกาสเข้ามาเดินดุ่มๆ อยู่ในพื้นที่อันเป็นมรดกสำคัญของชาติ มรดกที่อาจไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ วัด หรือวัง อย่างที่เราคุ้นเคย เพราะที่นี่คืออู่เรือหลวงแห่งแรกของสยามประเทศ และเป็นเขตโบราณสถานประเภทมรดกอุตสาหกรรม (Industrial Heritage) ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 130 ปีก่อน และยังคงยืนหยัดปฏิบัติภารกิจอย่างแข็งขันจนถึงทุกวันนี้

“ไปเดินดูกันให้สนุกนะครับ เครื่องจักรโบราณล้วนมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง” 

พลเรือตรีสกลกล่าวทิ้งท้ายเมื่อเราเข้าไปพบ ก่อนออกเดินตามหาเครื่องจักรรุ่นคุณปู่คุณทวดที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการต่อเรือในประเทศไทย ท่านยังได้กรุณาแนะนำพวกเราว่า หากเราเกิดสงสัยอะไร ก็ให้ถาม ‘พี่ๆ ชุดหมี’ กันได้เลย

ก่อนสำรวจเส้นทาง นาวาโทหญิงรศนา สมพงษ์ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ฯ หรือพี่แต้ว แนะนำเส้นทาง Heritage Walk ที่เราเข้าไปชมในวันนี้ว่า ควรเริ่มเดินที่อู่หมายเลขหนึ่ง แล้วค่อยไปชมเตาและปล่องเหลี่ยม แหล่งพลังงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการต่อเรือมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จากนั้นค่อยไปชมโรงงานต่างๆ โดยพี่แต้วเอื้อเฟื้อพาเราไปเดินชมด้วยตนเอง 

อู่หมายเลขหนึ่ง

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน ‘อู่เรือหลวง’ อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน ‘อู่เรือหลวง’ อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

ที่อู่คอนกรีตขนาดกว้าง ยาว และลึกหลายเมตรนั้น มีเรือหลายลำจอดนิ่งอยู่บนไม้หมอน มีเจ้าหน้าที่กำลังซ่อมแซมและทำความสะอาดเรือเหล่านั้นอยู่

“อู่หมายเลขหนึ่งเป็นอู่ประวัติศาสตร์ ซึ่งรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2433 เดิมเป็นอู่ไม้ที่สร้างขึ้นโดยใช้ไม้ยึดโยงเป็นแนวเขื่อนกันดิน นับเป็นอู่ที่ใหญ่เทียบเท่าอู่ของฝรั่งในขณะนั้น ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2459 ในสมัยรัชกาลที่ 6 เรือหลวงมีจำนวนมากขึ้น ขนาดของเรือก็ใหญ่ขึ้น จึงได้ขยายพื้นที่พร้อมปรับสภาพจากอู่ไม้ให้เป็นอู่คอนกรีตอย่างที่เห็นอยู่ และนี่คืออู่คอนกรีตแห่งแรกของไทย” พี่แต้วอธิบายถึงเหตุการณ์สำคัญบนตำแหน่งที่ผมกำลังยืนอยู่ขณะนี้

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน ‘อู่เรือหลวง’ อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน ‘อู่เรือหลวง’ อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระราชประสงค์ที่จะพัฒนากองทัพเรือไทยให้เข้มแข็งทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกกำลังคืบคลานเข้ามาคุกคามอธิปไตยของสยาม ได้ทรงเลือกพื้นที่พระนิเวศน์เดิมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ให้เป็นที่ตั้งกองอู่เรือหลวง สำหรับซ่อมและสร้างเรือรบไว้ป้องกันประเทศ นับเป็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญของสยาม เมื่อเราสามารถต่อเรือเหล็กคุณภาพใกล้เคียงกับฝรั่งสำเร็จด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเอง

เตาหม้อน้ำ

จากอู่หมายเลขหนึ่ง เราเดินเลาะอาคารโบราณที่ทำจากสังกะสีดูเข้มขลังไปยังอาคารที่อยู่ติดๆ กัน ที่นั่น เราได้พบกับพี่มนัสและพี่เพทาย หรือ มนัส เลี้ยงรักษา และ เพทาย เหมปั้น ในชุดยูนิฟอร์มสีน้ำเงินเข้ม ผมคิดว่านี่แหละคือพี่ๆ ชุดหมีที่ผมเพิ่งได้ยินมาเมื่อสักครู่ พี่ทั้งสองเป็นลูกจ้างประจำ สังกัดโรงงานเชือกรอกและการอู่

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน ‘อู่เรือหลวง’ อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

“มาดูเตาเหรอครับ ทางนี้เลย” พวกเราเดินตามพี่ทั้งสองไปยังอุปกรณ์อะไรบางอย่างที่เหมือน เอ่อ เหมือนอะไรผมก็ไม่แน่ใจ สิ่งที่พอจะอธิบายได้คือ เป็นเตาอิฐสีแดงสองเตาที่มีขนาดใหญ่มากๆ ด้านหน้ามีโลหะทรงกลมสีดำที่ดูเหมือนคนกำลังทำตาปรืออยู่

“นี่คือเตาหม้อน้ำนะครับ เรียกว่าเตายอร์ค ใช้งานครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2532 ตอนนั้นผมมาทำงานที่นี่แล้ว และยังทันเห็นเขาใช้เตาชนิดนี้กันอยู่เลย” พี่มนัสเล่าให้ฟังถึงเตาวินเทจตรงหน้า ทั้งยังอธิบายวิธีการใช้งานเตา ผมล่ะตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ฟังเรื่องราวจากผู้ที่ได้ทันเห็นเหตุการณ์ในอดีตด้วยตาตัวเอง นี่เรากำลังอยู่ใน Living Museum ชัดๆ 

พี่มนัสเล่าว่าเตายอร์คก่อจากอิฐดินเผาและสร้างหุ้มรอบหม้อน้ำ ดังนั้นหม้อน้ำจึงอยู่กลางเตา ส่วนที่เห็นเป็นช่องกลมๆ สีดำๆ นี้เรียกว่า ‘ลูกหมู’ เป็นท่อเหล็กกลวงทรงกระบอก วางเป็นแกนตลอดความยาวของหม้อ ปลายลูกหมูฝั่งหัวเตามีหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง ละอองน้ำมันจะจุดติดเปลวไฟความร้อนสูง และพ่นไปตลอดความยาวของท่อลูกหมู ความร้อนในท่อก็จะกระจายผ่านผิวเหล็กไปต้มน้ำในหม้อจนเดือดเป็นไอ 

ส่วนเปลวไฟนั้น เมื่อพ่นไปสุดปลายท่อลูกหมูแล้วก็จะปะทะกับผนังอิฐที่ท้ายเตา แล้ววกย้อนกลับใต้หม้อน้ำมายังหัวเตาอีกที เพื่อให้ความร้อนอีกครั้ง การวกกลับของเปลวไฟเช่นนี้ ภาษาช่างเขาเรียกว่าไฟสองกลับ เมื่อเปลวไฟวกกลับมาทางด้านหัวเตาแล้วจะเปลี่ยนสภาพเป็นควัน และควันก็จะไหลย้อนกลับไปยังท้ายเตาอีกครั้ง ก่อนระบายไปยังฐานของปล่องเหลี่ยม และระบายสู่อากาศตอนบนในที่สุด 

“ตรงหน้าหม้อต้ม แต่เดิมมีท่อเหล็กต่อกับหลอดแก้ว ซึ่งมีเส้นแสดงปริมาณน้ำภายในหม้อต้มว่ามากหรือน้อยขนาดไหน ส่วนน้ำที่ใช้ก็สูบขึ้นมาจากบ่อเก็บน้ำด้วยเครื่องสูบ ส่วนมากใช้น้ำประปา และเตานี้จุน้ำได้สิบเก้าลูกบาศก์เมตร” นายช่างเก่าแก่อธิบายอย่างคล่องแคล่ว 

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

ในอดีต โรงงานต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในกรมอู่จะแจ้งปริมาณและเวลาที่ต้องการใช้ไอน้ำล่วงหน้ามาเป็นรายวัน แล้วจึงผลิตไอน้ำตามปริมาณและเวลาที่แจ้งมา โรงงานที่ใช้ไอน้ำเยอะ ได้แก่ โรงงานเหล็ก ซึ่งสมัยก่อนยังใช้เครื่องจักรไอน้ำในการตัด พับ ดัดแผ่นเหล็ก หรือโรงงานยาง ที่ใช้ไอน้ำในการอบยาง เป็นต้น

พี่แต้วอธิบายเสริมว่า กรมอู่ทหารเรือเลิกใช้เตาหม้อน้ำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2533 เนื่องจากมีการร้องเรียนเรื่องเขม่าควันจากชุมชนใกล้เคียง ต่อมากรมอู่ทหารเรือก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไอน้ำอีก เพราะมีพลังงานจากเครื่องยนต์ดีเซลและไฟฟ้ามาทดแทน

เกร็ดสนุกของเตาหม้อน้ำที่นี่คือ นอกจากมอบพลังงานให้เครื่องจักรแล้ว ยังทำให้ช่างอิ่มท้องด้วย เพราะช่างสร้างตู้ครอบบริเวณที่ไอน้ำพุ่งออกมาจนเป็นเหมือนตู้นึ่ง ช่างแต่ละคนเอาถ้วยใส่ข้าวสาร เติมน้ำ แล้วนำไปวางไว้ พอพักกลางวัน ข้าวก็สุกพร้อมทานได้ทันที พอพักเที่ยงก็ทานข้าวสวยร้อนๆ กันพร้อมหน้าพร้อมตา ฟังดูเป็นบรรยากาศที่สนุกสนานสามัคคีจริงๆ 

ปล่องเหลี่ยม

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

จากเตาหม้อน้ำ เราเดินตามพี่แต้วไปยังอาคารติดๆ กัน อันเป็นสถานที่ตั้งของปล่องควันหม้อน้ำ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า ปล่องเหลี่ยม แลนด์มาร์กสำคัญของกรมอู่ทหารเรือ เมื่อยุโรปก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แหล่งพลังงานสำคัญคือ ‘ไอน้ำ สำหรับเดินเครื่องจักรทุกชนิด ด้วยเหตุนี้อู่เรือหลวงจึงต้องพัฒนาระบบสร้างพลังงานไอน้ำให้มีครบทั้งหม้อน้ำ (Boiler) และเตา (Furnace) สำหรับผลิตไอน้ำจ่ายไปยังโรงงานต่างๆ รวมทั้งปล่องควัน (Chimney) ที่มีขนาดเหมาะสมเพื่อระบายควันและความร้อนออกสู่บรรยากาศได้ทันท่วงที 

ไม่ปรากฏปีที่ชัดเจนว่าปล่องเหลี่ยมสร้างขึ้นเมื่อใด แต่น่าจะเป็นสมัยรัชกาลที่ 5 จากบันทึกของอู่ทหารเรือธนบุรีระบุว่า ใน พ.ศ. 2448 มีการสร้างปล่องสูงขนาด 23.50 เมตรขึ้น เพื่อใช้ระบายควันและความร้อนให้กับเตาหม้อน้ำแบบแลงแคชไชร์ (Lancashire) อันเป็นเตารุ่นแรก ผลิตโดยบริษัท John Marshall & Co., Ltd. จากลอนดอน

“มาดูปล่องเหลี่ยมเหรอครับ มาแล้วต้องมาดูถังน้ำมันกันด้วยนะ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง” และแล้วคุณพี่ช่างชุดหมีคนที่ 3 ก็ปรากฏตัวขึ้น นั่นคือ พี่สุชาติ หรือ สุชาติ อ่ำสำอางค์ ช่างระดับสาม สังกัดโรงงานเชือกรอกและการอู่ 

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

“เมื่อก่อน เวลาผลิตไอน้ำ จะใช้ฟืนต้มน้ำ ต่อมาก็เป็นถ่านโค้ก จากนั้นจึงเปลี่ยนมาเป็นน้ำมันเตา ก่อนเปลี่ยนมาเป็นน้ำมันดีเซล ถังน้ำมันยังตั้งอยู่ตรงนี้เลยครับ” คำว่าถ่านโค้กนั้น พี่สุชาติหมายถึง Coal หรือถ่านหิน ซึ่งป็นคำที่ช่างกรมอู่ใช้กันโดยทั่วไป เพื่อออกเสียงให้ฟังดูง่ายๆ แบบไทยๆ เมื่อผมลองสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า กรมอู่ทหารเรือได้เปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้น้ำมันตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา

“สองถังนี้ตั้งอยู่ที่นี่มานานแล้ว ถังหนึ่งจุได้สิบสองตัน หรือราวๆ หมื่นสองพันลิตร น้ำมันเตาจะมาทางเรือนะครับ จากนั้นก็ดูดขึ้นมาเก็บไว้ในถังนี้ แล้วก็จะมีท่อต่อไปยังถังสี่เหลี่ยมเพื่อนำไปใช้ที่เตาหม้อน้ำครับ” พี่สุชาติบรรยายพร้อมกับชี้ให้ดูถังสีดำขนาดใหญ่สองถังที่ตั้งอยู่เหนือศีรษะ

เมื่อ พ.ศ. 2543 กรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจโบราณสถานในเขตกรมอู่ทหารเรือ ต่อมาในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า กรมศิลปากรเห็นชอบในการอนุรักษ์ปล่องเหลี่ยม รวมทั้งเตา ไว้ในฐานะโบราณสถานสำคัญประเภทมรดกของอุตสาหกรรม (Industrial Heritage) เพื่อเป็นสมบัติสำคัญของชาติสืบไป

โรงงานยาง โรงงานเครื่องกล และโรงงานช่างต่อเรือไม้และครุภัณฑ์เรือ

การตามหาเครื่องจักรโบราณของเรายังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ จากปล่องเหลี่ยม เราแวะไปที่โรงงานยางในอาคารสุดคลาสสิกที่อยู่ไม่ไกล โรงงานเพดานสูงโปร่งเต็มไปด้วยเครื่องจักรรุ่นเก๋าเช่นเคย และแล้วผมก็ได้เจอกับพี่ช่างชุดหมีคนที่ 4 นั่นคือพี่จรัญ หรือ เรือเอกจรัญ แจ่มปัญญา หัวหน้าช่างโรงงานยาง

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

“ถ้าไปดูเตาหม้อน้ำกับปล่องเหลี่ยมมาแล้ว ผมว่ามาดูท่อที่เคยใช้ส่งไอน้ำกันดีไหมครับ” พี่จรัญชวน “ไอน้ำที่ผลิตจากเตาจะส่งผ่านท่อเหล็กที่หุ้มด้วยฉนวนกันความร้อนชนิดใยหินจำพวกแร่ซิลิเกต โดยภายในกลุ่มโรงงานของกรมอู่ มีท่อไอน้ำแบบนี้เชื่อมต่อกันเป็นระบบ และท่อที่เห็นก็สันนิษฐานว่าเป็นของเดิม” พี่จรัญชี้ให้ดูท่อหุ้มฉนวนที่เคยใช้ส่งไอน้ำมาตั้งแต่แรกและยังปรากฏจนทุกวันนี้

หัวหน้าช่างเล่าว่า เครื่องอัดยางเครื่องใหญ่ระบบไฮโดรลิกเครื่องแรกๆ ของเมืองไทย เป็นการใช้ความร้อนทั้งด้านบนและล่าง อัดยางขนาดความยาวหนึ่งเมตรได้ เครื่องนี้อายุกว่า 50 ปีแล้ว แต่ยังใช้งานได้ดีจนถึงทุกวันนี้ ที่โรงงานยางมีโครงการวิจัยกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อร่วมกันพัฒนายางให้มีคุณภาพดีขึ้นและนำมาใช้ในงานยางทุกประเภทของกองทัพเรือ เช่น การทำยางกันเรือกระแทก การปูพื้นยางเรือในเรือรบ เรือขนส่งกำลังพล รวมทั้งงานอื่นๆ

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

ของดีอีกอย่างที่ติดตั้งอยู่เหนือเครื่องจักรเครื่องนี้ นั่นคือเครนชนิด Overhead Crane จากอังกฤษ ซึ่งรับน้ำหนักได้ถึง 12 ตัน สันนิษฐานว่าเป็นของดั้งเดิมตั้งแต่แรกสร้างโรงงานเช่นกัน เมื่อผมส่งรูปเครนตัวนี้ให้เพื่อนที่เป็นสถาปนิกอนุรักษ์ช่วยตรวจสอบก็ได้ข้อมูลว่า เป็นเครนรุ่นวินเทจของบริษัท Selig Sonnenthal & Co. อันมีชื่อเสียงแห่งกรุงลอนดอน และมีลักษณะคล้ายกับเครนที่ใช้ในโรงงานอีสต์ เอเซียติก (ปัจจุบันคือ Asiatique) ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เช่นกัน ว่าแล้วพี่จรัญก็ขอให้ทีมงานช่วนสาธิตการชักรอกเพื่อดึงเครนให้เคลือนที่ไปมา และแน่นอนว่าเครนรุ่นบุกเบิกนี้ ยังคงใช้งานได้ดีจนถึงปัจจุบัน

จากโรงงานยาง เราเดินต่อไปยังโรงงานเครื่องกลที่อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน และผมก็ได้พบกับพี่วันชัย หรือ วันชัย สร้างเขต ช่างกลโรงงานชั้น 2 สังกัดโรงงานเครื่องกล ซึ่งใครๆ ก็เรียกว่า ครูบัง และเป็นพี่ช่างชุดหมีคนที่ 5 ที่ผมพบในวันนี้

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

“เครื่องดัดเพลาสายพานสามรางนี้มาจากของเยอรมนี เป็นเครื่องช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ดังนั้นเป็นเครื่องจักรรุ่นวินเทจแน่ๆ และทุกวันนี้ก็ยังใช้งานได้ดีครับ เรานำมาใช้ทำงานละเอียดอย่างงานดัดเพลาเรือ เครื่องยนต์เครื่องนี้จะมีรอบเร่งที่พอดี จึงค่อยๆ ดัด ค่อยๆ กลึง ให้งานออกมาละเอียดได้” 

พี่วันชัยเล่าถึงเครื่องจักรเครื่องใหญ่ แต่ใช้กับงานละเอียดได้ ทำให้ผมคิดถึงวลีที่เคยได้ยินมาว่า เรือรบในอดีตนั้นเป็น ‘เรือรบทำมือ’ ที่มีความประณีตสูง 

“นอกจากภารกิจที่ทำให้กองทัพแล้ว เรายังซ่อมทำและผลิตทดแทนอุปกรณ์โลหะพิเศษบางชนิด เช่น กลอนประตู บานพับ โคมไฟ ราวบันใด ฯลฯ ซึ่งใช้สำหรับปรับปรุงห้องต่างๆ ในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วังสระปทุม และวังไกลกังวล เป็นต้น ทั้งนี้เพราะพระตำหนักและวังสร้างขึ้นในรัชกาลก่อนๆ เมื่ออุปกรณ์เกิดชำรุดเสียหาย จำเป็นต้องเปลี่ยน บางทีก็หาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ เพราะเลิกผลิตกันไปแล้ว อีกทั้งรัชกาลที่ 9 มีพระราชประสงค์อนุรักษ์ให้ทุกอย่างคงรูปแบบเดิมไว้ทั้งหมด ทางโรงงานก็จะรับหน้าที่แกะแบบและผลิตขึ้นใหม่ให้เหมือนเดิม นับเป็นงานฝีมือที่ละเอียดมากๆ” พี่วันชัยเล่าด้วยความภูมิใจ 

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

จุดหมายต่อไปของเราคือโรงงานช่างต่อเรือไม้และครุภัณฑ์เรือ ซึ่งตั้งอยู่ติดคลองวัดระฆัง ไม่ไกลจากอู่หมายเลขหนึ่ง สาเหตุที่โรงงานช่างต่อเรือไม้ฯ ตั้งอยู่บริเวณนั้น ก็เพราะในอดีตซุงท่อนใหญ่ๆ จะล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา และต้องลำเลียงซุงจากแม่น้ำเข้ามาเก็บไว้ที่คลองวัดระฆังก่อนจะชักขึ้นมาบนบก และเมื่อเราเดินไปถึงก็พบพี่ช่างชุดหมีคนที่ 6 รออยู่ นั่นคือพี่สุรศักด์ หรือ สุรศักดิ์ เทียนมงคล เจ้าหน้าที่ช่างต่อเรือไม้และครุภัณฑ์เรือที่กำลังทำงานอยู่

“เครื่องพวกนี้อายุหลายปีแล้วครับ แต่สภาพยังดี และมีหลายเครื่องที่ยังใช้งานได้จนถึงทุกวันนี้” 

พี่สุรศักดิ์เล่าให้ฟังพร้อมกับพาชมส่วนต่างๆ ของโรงงานช่างต่อเรือไม้ฯ เครื่องมือวินเทจน่าประทับใจของที่นี่ คือเครื่องเลื่อยไม้สำหรับเปิดปีกไม้และซอยให้เป็นแผ่นๆ ก่อนนำไปแปรรูปเป็นครุภัณฑ์บนเรือ เมื่อก่อนจะลากซุงขึ้นมาตามทางลาดโรงไม้ และซุงทุกต้นต้อผ่านกระบวนการเปิดปีกและซอยเป็นแผ่นก่อนกระบวนการอื่นๆ จากประทับตราอยู่บนเครื่องที่ระบุไว้ว่า พ.ศ. 2479 แสดงว่าเครื่องนี้อายุกว่า 80 ปีแล้ว

“ความจริงยังใช้งานอยู่ได้นะ เครื่องไม่ได้เสีย แต่ทุกวันนี้ก็ไม่มีซุงอีกแล้ว เพราะได้เปลี่ยนมาใช้ไม้แปรรูปแทน”

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

พี่สุรศักดิ์พาเราไปชมเครื่องตัดไม้ทั้งท่อนเล็กท่อนใหญ่ เครื่องลับเลื่อย ฯลฯ ซึ่งล้วนมีอายุกว่า 80 ปีทั้งนั้น และแทบทั้งหมดยังใช้งานได้ดี ไม้เป็นส่วนสำคัญในการต่อเรือ ถึงแม้ลำตัวเรือจะทำจากเหล็ก แต่ส่วนประกอบของดาดฟ้า สะพานเดินเรือ และครุภัณฑ์ทั้งหลายก็ใช้ไม้เป็นส่วนประกอบสำคัญแทบทั้งสิ้น ดังนั้นบทบาทของโรงงานโรงนี้จึงสำคัญมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่า เลื่อย รีด ขัด หรือกลึงไม้ นอกจากนี้ไม้ยังเป็นวัสดุสำคัญในการสร้างต้นแบบ (Mold) สำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น ใบจักร พัดน้ำ เครื่องสูบ ฝาสูบ ฯลฯ เพื่อให้โรงงานหล่อหลอมและไม้แบบนำไปทำงานต่อ

“ที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากๆ เลยนะครับ พวกเศษไม้ ขี้เลื่อย ที่เกิดจากงานไม้ จะมีระบบกัก กรอง และดูด ไปเก็บรวมกันไว้ที่ท้ายโรงงาน เพื่อที่จะได้ไม่ปลิวฟุ้งในอากาศและไม่ไปรบกวนชุมชนใกล้เคียง” 

มิน่าล่ะ เราถึงรู้สึกว่าโรงงานช่างต่อเรือไม้ฯ แห่งนี้จึงสะอาดมาก

โรงหล่อ

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

พี่ช่างชุดหมีคนที่ 7 รอผมอยู่แล้วที่โรงหล่อ เพราะเมื่อเดินไปถึงเราก็ได้พบกับพี่สุทิน หรือ นาวาตรีสุทิน ชื่นชม พอพี่แต้วแนะนำว่าพวกเรามาเดินดูเครื่องจักรวินเทจที่เป็นประวัติศาสตร์ของที่นี่ พี่สุทินจึงพาไปดูสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของโรงงานหล่อหลอมและไม้แบบ เตาคิวโพล่า (Cupola Furnace) ซึ่งเรียงกันเป็นแท่งอยู่ 3 เตาใกล้ๆ กัน โดยเตาซ้ายสุดมีพวงมาลัยดอกดาวเรืองแขวนอยู่

เตาคิวโพล่าเป็นเตาที่ใช้ในการผลิตเหล็กหล่อ โดยการนำเหล็กดิบมาหลอมละลายภายในเตาทรงสูงที่เปลือกรอบนอกทำจากเหล็ก ส่วนภายในก่ออิฐทนไฟโดยรอบ การทำงานของเตาคิวโพล่าเริ่มต้นจากการจุดถ่านโค้กให้ติดไฟ เป่าลมเข้าไปภายในเตา แล้วเติมเหล็กดิบลงไปหลอม เมื่อเหล็กละลายก็จะไหลลงสู่บริเวณก้นเตา จากนั้นก็เจาะรูให้น้ำเหล็กไหลออกลงสู่เบ้ารับน้ำโลหะต่อไป

“ปัจจุบันเตานี้ไม่ได้ใช้แล้วครับ อายุมากกว่าห้าสิบปี เป็นเตารุ่นเก๋าแน่ๆ ผมคิดว่าเตารุ่นนี้มีเฉพาะที่นี่และที่สถาบันเหล็กตรงกล้วยน้ำไทเท่านั้น เราใช้ถ่านโค้กเป็นเชื้อเพลิงครั้งสุดท้ายเมื่อสามสิบปีก่อน แล้วเลิกไปเพราะควันและเขม่ารบกวนชุมชน ก็เลยใช้เตาไฟฟ้าแทน การบูชาเตาคิวโพล่าก็เหมือนการบูชาครู บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเราจะทำปีละครั้ง ช่วงเดือนธันวาคม พวกเราเป็นช่างหลอมโลหะ การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรกระทำที่หน้าเตาหลอม ซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญที่อยู่คู่กับโรงงานแห่งนี้” พี่สุทินเล่าเรื่องพิธีพิเศษของเตานี้ให้ฟัง 

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

เราตามพี่สุทินไปเดินดูกระบวนการทำงานของโรงงานหล่อหลอมฯ ทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การรับต้นแบบที่แกะขึ้นจากไม้ นำแบบมากดในแม่พิมพ์ที่ทำจากทรายพิเศษซึ่งมีส่วนผสมของโซเดียมซิลิเกต โดยฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อช่วยให้ทรายเกาะตัวแน่น ไม่ร่วน และแข็งแรง เมื่อแกะต้นแบบออก ก็จะได้เบ้ารับน้ำโลหะ จากนั้นก็เทโลหะลงในเบ้า รอจนโลหะเย็นตัวลงจึงค่อยๆ แกะออกจากเบ้า ในที่สุดเราก็จะได้อุปกรณ์โลหะต่างๆ ตามต้องการ

“งานจากโรงหล่อหลอมฯ ต้องนำไปกลึงเพื่อปรับแต่งความหนา องศา และขนาดอีกเล็กน้อยครับ เรียกว่าเก็บรายละเอียด เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่ถูกต้องสมบูรณ์ทุกประการ ซึ่งการที่เราผลิตทุกอย่างได้เองโดยไม่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศเช่นนี้ ช่วยประหยัดงบประมาณไปได้ปีละมากๆ เลยทีเดียว” นายช่างโรงหล่อกล่าวทิ้งท้าย

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาฯ 

“ไปชมพิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติฯ กันก่อนกลับนะคะ คราวนี้ไม่มีเครื่องจักรรุ่นวินเทจและพี่ๆ ช่างชุดหมีแล้วนะ เดี๋ยวพี่นำชมเอง” พี่แต้วชวนพวกเราไปปิดท้ายกันด้วยนิทรรศการในอาคารแบบเรือนขนมปังขิงที่มีอายุมากกว่าร้อยปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตัวอาคารนั้นได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำ พ.ศ. 2557 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีเนื้อที่น่าสนใจหลายประการ เช่น รัชกาลที่ 9 กับงานนาวาสถาปัตย์ ซึ่งแสดงถึงพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบและต่อเรือด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงกีฬาแล่นใบ อันนำมาซึ่งพระราชดำริที่พระราชทานให้กรมอู่ทหารเรือ โดยอู่ทหารเรือธนบุรีแห่งนี้ได้ริเริ่มต่อเรือด้วยตนเอง จนสามารถสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต. 91 ขยายผลสู่ชุดเรือ ต. 991 และชุดเรือ ต. 994 ตามลำดับ จนปัจจุบันสามารถต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ประหยัดงบประมาณของแผ่นดินเป็นอย่างมาก 

นอกจากนั้นยังได้ประมวลความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย การต่อเรือรบ การต่อเรือพระที่นั่ง เช่น เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งลำแรกที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ท่าน รวมทั้งงานอู่เรือ กระบวนการซ่อมทำเรือรบ ผลงานการซ่อมทำเรือสำคัญๆ งานฝีมือช่างที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และเนื้อหาที่สำคัญที่สุดก็คือ การสรุปเรื่องราวความเป็นมาของอู่เรือหลวงที่เรามาชมกันในวันนี้ได้อย่างครบถ้วน

ความจริงไทยเราเป็นชาติที่มีฝีมือในการต่อเรือมานานแสนนาน จากรายงานของ จอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Crawford) ราชทูตอังกฤษที่เดินทางมาสู่ประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 2 ระบุว่า เรือสำเภาที่แล่นค้าขายระหว่างหมู่เกาะอินเดียและจีนล้วนต่อขึ้นจากบางกอกแทบทุกลำ เพราะไทยมีทรัพยากรไม้อุดมสมบูรณ์ มีแรงงานฝีมือดี และราคาก็เป็นมิตร เรือสำเภาทำหน้าที่เป็นพาหนะหลักมาจนปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ก็ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง เพราะมี ‘เรือกำปั่น’ แบบฝรั่งที่มีคุณสมบัติดีกว่าเริ่มเข้ามาแทนที่

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เรือกำปั่นเริ่มทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะในเชิงการค้า แต่รวมถึงการป้องกันพระราชอาณาจักร รวมทั้งการคมนาคมขนส่งที่เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ อู่ต่อเรือจึงมีบทบาทมากขึ้นตามไปด้วย อู่เรือในสมัยก่อนเป็นอู่ที่สร้างขึ้นโดยการขุดแอ่งเข้าไปจากฝั่งแม่น้ำ พื้นอู่จึงเป็นดินโคลน ฝรั่งเรียกว่า Mud Dock เมื่อต้องเปลี่ยนมาต่อเรือขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากขึ้น จึงต้องพัฒนาการก่อสร้างโดยยกพื้นอู่ให้แห้งสะอาด แข็งแรง และสร้างเป็นโรงงานเต็มรูปแบบ

แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ
แกะรอยเครื่องจักรวินเทจใน อู่เรือหลวง อู่กองทัพเรืออายุ 130 ปี, อู่เรือหลวงแห่งแรกของไทย, กรมอู่ทหารเรือ

ในสมัยนั้น อู่เรือที่ต่อเรือกำปั่นได้มักเป็นอู่เรือส่วนตัว ได้แก่ อู่เรือวังหน้า ที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดสร้างขึ้นเพื่อซ่อมและสร้างเรือพระที่นั่งของวังหน้า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันคือที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรืออู่เรือบ้านสมเด็จที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยงวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สร้างขึ้นอยู่ตรงหน้าวัดอนงคาราม อันเป็นอู่สำคัญที่ได้ต่อเรือกลไฟพระที่นั่งถวายรัชกาลที่ 5 มีนามว่าเรือสยามอรสุมพล ถือเป็นเรือกลไฟลำแรกที่ต่อขึ้นทั้งลำในประเทศได้สำเร็จ นอกจากนั้นยังมีอู่เรือของบริษัทต่างชาติอีกจำนวนหนึ่ง เช่น อู่แมคลีน และอู่บางกอกด๊อก

ส่วนอู่ทางราชการ ก็คืออู่กำปั่นวัดระฆัง ตั้งอยู่ทางใต้วัดระฆังโฆษิตาราม ตรงข้ามท่าราชวรดิศ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่อุตสาหกรรมมาแต่โบราณ ด้วยเป็นที่ตั้งของโรงหล่ออันเป็นแหล่งหล่อโลหะสำคัญของพระราชอาณาจักรมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี เช่น เพื่อสร้างพระพุทธรูปสำหรับนำไปประดิษฐานยังวัดวาอารามต่างๆ เพื่อผลิตยุทโธปกรณ์อย่าง ปืนใหญ่ ลูกปืนใหญ่ กระสุน มีด ดาบ และศาสตราวุธต่างๆ

เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 การต่อเรือกำปั่นมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะอุตสาหกรรมการต่อเรือได้พัฒนาจากไม้ไปสู่เหล็ก ดังนั้นโรงหล่อจึงต้องอยู่ในพื้นที่เดียวกับอู่ต่อเรือ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อการเผยแพร่ลัทธิจักรวรรดินิยมจากชาติตะวันตกทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยต้องนำเข้าเรือรบที่สร้างจากเหล็กเป็นจำนวนมาก อู่เดิมๆ ที่มีอยู่ล้วนขาดความทันสมัย รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ผู้บังคับบัญชากรมทหารเรือ ทำการซ่อมแปลงบริเวณโรงหล่อให้เป็นอู่เรือหลวงขนาดใหญ่ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอู่เรือหลวงแห่งนี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อ พ.ศ. 2433 นั่นคือกำเนิดของอู่หมายเลขหนึ่งที่เราไปชมกันมาเมื่อเช้า

ใน พ.ศ. 2479 ได้มีการจัดสร้างอู่ใหม่ขึ้น เพื่อรองรับการซ่อมเรือที่เพิ่มปริมาณขึ้น ปัจจุบันอู่นี้เรียกว่าอู่หมายเลขสอง สถานะของกองอู่เรือหลวงก็ปรับเป็นกรมอู่ทหารเรือมาตั้งแต่ พ.ศ. 2476 พร้อมกับรับผิดชอบภารกิจสำคัญนี้ต่อมา

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามากมาย เช่น สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน สะพานกรุงเทพฯ ส่วนสะพานพระพุทธยอดฟ้า หรือสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ก็ปิดอย่างถาวร ไม่มีการยกสะพานเปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ทำให้เรือรุ่นใหม่ๆ ที่มีขนาดใหญ่และมาซ่อมบำรุงที่นี่ไม่ได้อีกต่อไป กอปรกับความจำกัดของพื้นที่ที่มีพียง 40 ไร่ และไม่สามารถขยายให้กว้างขึ้นด้วยติดโบราณสถานสำคัญ กองทัพเรือจึงได้สร้างอู่ใหม่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้าได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2524 และต่อมาใน พ.ศ. 2544 อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดชก็เปิดดำเนินการขึ้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

สำหรับอู่เรือหลวงที่ปัจจุบัน คืออู่ทหารเรือธนบุรีนั้นยังคงปฏิบัติหน้าที่ซ่อมทำเรือต่างๆ อยู่จนทุกวันนี้ โดยเน้นเรือที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ เช่น เรือลาดตระเวนของกองเรือลำน้ำ เรือใช้สอยต่างๆ ของกรมการขนส่งทหารเรือ ฯลฯ ซ่อมและจัดทำอะไหล่ รวมทั้งชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับใช้ในราชการ เพื่อช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ โดยไม่ต้องจัดซื้อจากต่างประเทศ จัดสร้างนวัตกรรมทางเรือเพื่อสนับสนุนงานบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ เช่น เรือผลักดันน้ำ เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือบำรุง รักษา และซ่อมแซมเรือพระที่นั่ง และเรือพระราชพิธีทุกลำ ซึ่งจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่งก่อนมีพระราชพิธี โดยกรมอู่ทหารเรือธนบุรีจะรับหน้าที่ตลอดกระบวนการ นับตั้งแต่ซ่อมสภาพเรือ เปลี่ยนแผ่นไม้ อุดเรือ และร่วมกับกรมศิลปากรในการประดับกระจก ลงสี ลงลาย และในอดีตก็เคยเป็นสถานที่ฝึกซ้อมการเห่และการพายกระบวนเรือพระราชพิธีด้วยเช่นกัน

และแล้วการเดินตามหาเครื่องจักรโบราณในกรมอู่เรือหลวงแห่งแรกของประเทศก็จบลง การได้เห็นเครื่องจักรรุ่นปู่รุ่นทวดหลายต่อหลายเครื่องยังตั้งอยู่ในที่เดิมนั้น สร้างความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญคือมีพี่ๆ ชุดหมีที่พร้อมจะทำหน้าที่วิทยากร (จำเป็น) เพื่อให้ความรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร ใช้งานอย่างไร ช่วยสร้างความเข้าใจแบบทะลุปรุโปร่ง ความเป็น Living Museum ได้คืนชีวิตให้กับปล่องควัน เตา เครน และเครื่องจักรทุกๆ เครื่องในวันนี้ 

ผมคิดว่าสิ่งที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้ ไม่ว่าด้วยภาพ เสียง หรือตัวอักษร ก็คือคำบอกเล่าของพี่ๆ ทุกคนที่ผมได้มีโอกาสพบตลอดทั้งวันในวันนี้ เพื่อให้เรื่องราวอันทรงคุณค่าจะไม่สูญหายไปไหน

ขอบพระคุณพี่ๆ ทุกคนมากที่มอบประสบการณ์ Living Museum ให้กับผม


สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชม 

รับเข้าชมเป็นหมู่คณะ ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ติดต่อ นาวาโทหญิง รศนา สมพงษ์ (พี่แต้ว) โทร. 08 6301 7736

ขอความกรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อน อย่างน้อย 5 วันทำงาน

ขอขอบพระคุณ

  • พลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
  • พลเรือโทธานี แก้วเก้า เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ 
  • พลเรือตรีสกล สิริปทุมรัตน์ ผู้อำนวยการอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ
  • พลเรือตรีหญิงอารยา อัมระปาล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ
  • นาวาโทหญิง รศนา สมพงษ์ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ ฯ 
  • นาวาตรีสุทิน ชื่นชม สังกัดโรงงานหล่อหลอมและไม้แบบ
  • เรือเอกจรัญ แจ่มปัญญา หัวหน้าช่าง สังกัดโรงงานยาง
  • คุณสุชาติ อ่ำสำอางค์ ช่างระดับสาม คุณมนัส เลี้ยงรักษา และคุณเพทาย เหมปั้น ลูกจ้างประจำ สังกัดโรงงานเชือกรอกและการอู่
  • คุณวันชัย สร้างเขต ช่างกลโรงงานชั้นสอง สังกัดโรงงานเครื่องกล 
  • คุณสุรศักดิ์ เทียนมงคล เจ้าหน้าที่ช่างต่อเรือไม้และครุภัณฑ์เรือ และพี่ๆ ช่างในชุดหมีทุกท่าน
  • คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอกสารอ้างอิง

  1. หนังสือ 100 ปีกรมอู่ทหารเรือ (อรุณการพิมพ์ พ.ศ. 2533)
  2. หนังสือ อู่เรือหลวง 123 ปี เรื่องดี ๆ ที่ฝั่งธน (สำนักพิมพ์พยัญชนะ พ.ศ. 2556)
  3. หนังสือ ไตรภูมิโลกวินิจฉัย จำลองจากฉบับหลวง อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงพระศพพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ (โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร ร.ศ. 131)
  4. ประวัติการทหารเรือไทย โดยพลเรือตรีแชน ปัจจุสานนท์ (โรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารเรือ พ.ศ. 2519)
    เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย คุณวทัญญู เทพหัตถี

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

พี่สมชัย กวางทองพานิชย์ ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ก้วงเฮงเส็ง อันเก่าแก่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือผู้จุดประกายความคิดให้กับผมว่า การใส่ใจศึกษาเรื่องราวจากสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับเราเสมอ คราวก่อนพี่สมชัยพาผมไปเยือนร้าน ไทยย่งฮั่วเชียง อันเก่าแก่คู่สำเพ็ง และเรื่องราวจากร้านเชือกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ช่วยทำให้ผมได้รู้จักสำเพ็งขึ้นอีกมากมาย

“หลังจากเชือกแล้วจะเป็นอะไรต่อดีครับ” ผมถามพี่สมชัย

“ถังไม้กับเหล็กดีไหม” พี่สมชัยเสนอ

สำเพ็งเป็นย่านการค้าสำคัญของไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นการค้าระดับนานาชาติ เพราะมีเรือขนส่งสินค้าหลายสัญชาติ หลายขนาด และหลายประเภทจอดเรียงราย ตั้งแต่ท่าน้ำจักรวรรดิ ราชวงศ์ ตลอดแนวถนนทรงวาดจนถึงตลาดน้อย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เราเริ่มที่เชือก เพราะสำเพ็งเป็นย่านการค้า เชือกจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผูกโยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ต่อจากเชือก เราควรจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับถังไม้ เพราะเมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางค้าขายรอนแรมในทะเลกว้าง แล้วก็ตามด้วยเหล็ก เพราะเป็นวัสดุที่ใช้ทำโซ่ ทำสมอเรือ ฯลฯ เฮียว่าถ้าเรายึดเอาเรือเป็นแกนกลาง เราก็ควรลองทำความรู้จักสำเพ็งผ่านเชือก ถังไม้ และเหล็กให้ครบ” พี่สมชัยสรุปและผมก็เห็นด้วย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถังไม้และเหล็กจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง มาร่วมเดินตามพี่สมชัยไปพร้อมกับผมนะครับ

ถังถ่ายทางอากาศ

พี่สมชัยนัดพบผมที่สำนักงานแต่เช้าเพื่อให้ดูภาพสำคัญ

“อ้า… นี่คือวัดปทุมคงคาครับ เมื่อก่อนคือวัดสำเพ็ง” ผมรีบบอกเมื่อภาพโบราณภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พี่สมชัยรีบขยายภาพนี้ให้ใหญ่ขึ้นหลายเท่า และแล้วผมก็สังเกตเห็นปากถังไม้ใบใหญ่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมหลายต่อหลายวงวางเรียงต่อกันเต็มพื้นที่บริเวณแนวพระเจดีย์ ดูน่าตื่นตามาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดปทุมคงคาโดย Peter Williams-Hunt
แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ภาพเดียวกันเมื่อขยายขึ้นจะพบภาพปากถังไม้เป็นจำนวนมาก เป็นวงกลมวางเรียงรายกันอยู่ตามแนวพระเจดีย์และบริเวณอื่น ๆ

“ภาพนี้ระบุว่าถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2489 ตรงกับ ค.ศ. 1946 เป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เผยให้เห็นวัดปทุมคงคาและถังไม้ตั้งวางอยู่เต็มไปหมด ส่วนอาคารปูนมุงกระเบื้องใกล้กับหัวมุมถนน คือที่ตั้งของร้านซุ้ยล้ง ร้านถังไม้เก่าแก่ที่เราจะเดินไปด้วยกันเช้านี้ เฮียขอสำเนาภาพนี้มาจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นภาพถ่ายของ ปีเตอร์ วิลเลียมส์-ฮันท์ ” พี่สมชัยเอ่ย

Peter Williams-Hunt เป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ายังประเทศไทย เพื่อบันทึกภาพถ่ายทางอากาศเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใน พ.ศ. 2489 และเป็นภาพที่ช่วยเผยให้เห็นสภาพบ้านเมืองในอดีตได้อย่างชัดเจน และภาพที่เรากำลังดูอยู่นี้เป็น 1 ใน 1,671 ภาพ ที่เขาบันทึกไว้ทั้งหมด

“ภาพนี้บอกเฮียว่าถังไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญของคนจีนในสำเพ็ง เห็นไหมว่ามีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่เยอะมาก ๆ” พี่สมชัยชี้

“ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวคนจีนมีถังไว้ใช้ในชีวิตประจำวันหลายใบ ได้แก่ ถังซักผ้า ถังล้างหน้า ถังเก็บข้าวสาร ถังเก็บน้ำ ถังเก็บของเสีย ไม่ว่าจะถ่ายหนักถ่ายเบา และยังมีถังประเภทต่าง ๆ ที่แต่ละครอบครัวต้องตระเตรียมไว้ ถังไม้เป็นของสำคัญคู่ครอบครัวชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ”

เมื่อดูภาพเสร็จ เราเริ่มออกเดินไปยังร้านถังไม้ซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันไปเรื่อย ๆ 

“ชีวิตเฮียก็เกี่ยวพันกับถังไม้มาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนไม่มีหรอกถังพลาสติก อาจมีถังสังกะสีบ้าง แต่ใคร ๆ ก็ใช้ถังไม้กันทั้งนั้น ที่จำได้คือถังล้างจาน เป็นถังไม้ตื้น ๆ ปากกว้าง ถังไม้ไม่เป็นสนิม ใช้ได้นาน ถังไม้อีกประเภทที่คุ้นเคยคือถังไม้ใบใหญ่ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตร สำหรับหมักน้ำปลา ทำกันจริงจังมาก นอกจากใช้เองแล้วก็ทำไว้ขายด้วย น้ำปลาที่หมักในถังไม้จะมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ”

ร้านซุ้ยล้ง

เราเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงร้านซุ้ยล้งพอดี สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นก็คือสภาพร้านปัจจุบันนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพถ่าย พ.ศ. 2489 ที่ผมเพิ่งดูเมื่อสักครู่ เรียกว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ร้านซุ่ยล้งตั้งอยู่บนเขตทับซ้อนของซอยวานิช 1 กับถนนทรงวาด บริเวณนี้เป็นบริเวณที่เหลือรอดจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 และอัคคีภัยครั้งนั้นได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะตัดถนนทรงวาดขึ้น พร้อมกับขยายพื้นที่ทางเดินในซอยวานิช 1 ให้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน ได้ทรงตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนดให้อาคารที่สร้างในเขตสำเพ็ง จะต้องเป็นอาคารปูนหลังคามุงกระเบื้องแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ภาพถ่ายทางอากาศที่เราเห็นเมื่อสักครู่ ช่วยยืนยันได้ว่าอาคารนี้เป็นอาคารปูนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2489 แต่เฮียสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารปูนมาก่อนหน้านั้น น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนทรงวาด แม้ว่าบริเวณนี้จะไม่โดนไฟไหม้ แต่เมื่อทรงตราพระราชบัญญัติให้สร้างอาคารปูนแทนอาคารไม้ เฮียคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่ออาคารในย่านนี้เป็นอย่างมาก ขอเรียกว่าได้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบพิมพ์นิยมก็แล้วกัน 

“เพราะเมื่อทรงตราพระราชบัญญัติขึ้น อาคารในสำเพ็งจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารปูนสองชั้น ลักษณะเป็นห้องแถวเรียงต่อ ๆ กัน นอกจากนั้นยังมีคันกันไฟเพื่อชะลอไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบอาคารจึงออกมาเป็นลักษณะเดียวกันหมดทั้งย่าน เฮียเลยเรียกว่าเป็นอาคารแบบพิมพ์นิยม แต่อย่างไรก็ตาม เฮียไม่ใช่สถาปนิก และที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ถือเป็นข้อสันนิษฐานของเฮีย นอกจากนี้อาคารปูนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงเดียวกัน สังเกตได้จากรูปทรงอาคารและลายฉลุที่ประดับอาคารอยู่พอให้ได้กลิ่นอาย”

พี่สมชัยบรรยายสิ่งที่กำลังคิด การศึกษาเรื่องราวในอดีตเริ่มได้โดยการตั้งสมมติฐานจากหลักฐานและความรู้เบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันข้อสันนิษฐานเหล่านี้ต่อผู้อื่น เมื่อใดที่มีการค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ ก็นำมาแบ่งปันกันได้ ในที่สุดทุกคนก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากภายนอก เราเดินเข้าไปในร้านซุ้ยล้ง พร้อมคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ

“นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว เฮียอยากชวนสังเกตการตกแต่งภายในด้วย ตรงมุมนี้ ถือว่าเป็นการตกแต่งภายในแบบพิมพ์นิยมสำหรับร้านค้าของคนจีนที่มาจากกวางตุ้ง เป็น Heritage ด้วยเช่นกัน” พี่สมชัยกล่าวพร้อมกับชวนผมให้ผมมองผ่านถังไม้หลายใบหลายขนาด ไปยังบริเวณที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในร้าน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ที่ประดิษฐานปึงเถ่า จัดตามธรรมเนียมกวางตุ้ง

“ดูด้านบนก่อนนะครับ นั่นคือที่ประดิษฐานปึงเถ่า ท่านเป็นเทพเจ้าคุ้มครองทั้งบ้านและผู้อยู่อาศัย ร้านนี้เป็นร้านคนกวางตุ้ง สังเกตได้จากโบว์แดงที่ทำจากผ้าดิบ หากเป็นคนแต้จิ๋ว จะใช้ผ้าอีกอย่าง คนแต้จิ๋วมักใช้ผ้าบาง ๆ ฟู ๆ แทน พอนึกออกใช่ไหมครับ ร้านซุ้ยล้งยังจัดแท่นบูชาปึงเถ่าตามแบบโบราณอย่างแท้จริง เพราะมีโลหะประดับอยู่ตรงกลางแบบนี้ แล้วการนำผ้ามาจับจีบรอบโลหะทรงกลม ซึ่งพบเห็นได้ในครอบครัวที่มาจากกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
แกซิ้งหรือป้ายบรรพชน เป็นแกซิ้งรุ่นใหม่ที่ปรากฏภาพถ่ายบนป้าย   

“ด้านซ้ายเป็นป้ายบรรจุคำมงคล เรียกว่าตุ้ยเลี้ยง เป็นเหมือนคำอวยพรให้ผู้อยู่อาศัยร่วมกันสืบทอดกิจการให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าต่อไป ถัดลงมาคือป้ายบรรพชน เรียกว่าแกซิ้ง เป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แกซิ้งที่เห็นอยู่นี้เป็นแกซิ้งที่มาในยุคหลัง ๆ เพราะปรากฏรูปภาพถ่ายของบรรพบุรุษรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่อยู่ด้วย ถ้าเป็นสมัยก่อนในเมืองจีนจะไม่มีภาพถ่ายเช่นนี้ แกซิ้งป้ายนี้บอกทั้งชื่อและสถานที่เกิดของท่านในเมืองจีน และยังมีคำอวยพรให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน” ผมฟังพี่สมชัยบรรยายอย่างเพลิดเพลิน สิ่งที่สังเกตได้คือจะมีคำอวยพรคู่กับทุกป้ายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมอบขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานรักษาธุรกิจของครอบครัวสืบต่อไป

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ตี่จู้เอี๊ยะหรือเจ้าที่

“ส่วนด้านล่างคือตี่จู้เอี๊ยะ แปลง่าย ๆ คือเจ้าที่ เมื่อก่อนคนจีนโพ้นทะเลเดินทางมาตั้งรกรากในสยาม ส่วนมากจะมีความคิดว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เข้ามายังพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่มาแต่เก่าก่อน จึงสมควรที่จะตั้งศาลเพื่อแสดงการเคารพบูชาเจ้าที่ดั้งเดิม เฮียว่าใคร ๆ ก็รู้จักตี่จู้เอี๊ยะดีเพราะเรามักเห็นกันอยู่เสมอ แต่วันนี้เราได้เห็นทั้งปึงเถ่า ตุ้ยเลี้ยง และแกซิ้งพร้อมกับตี่จู้เอี๊ยะด้วยเลย ร้านคนกวางตุ้งในสำเพ็งก็มักจะตกแต่งด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้คู่กับร้านมาหลายรุ่น เพื่อเป็นมงคลต่อทั้งสมาชิกครอบครัวและธุรกิจ คนจีนเป็นคนมุมานะ ทำงานหนัก ต้องการพลังใจให้ฝ่าฟันไปข้างหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้เสมอ”

ผมว่านี่คือการให้คุณค่ากับสิ่งประดับตกแต่งร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในร้าน ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมความคิดความเชื่อของผู้คนในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องถังไม้

ในที่สุดผมก็ได้พบกับ คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้สืบทอดธุรกิจถังไม้ต่อจากบรรพบุรุษ และเป็นคนสำคัญที่เราอยากชวนคุยในวันนี้

“สวัสดีครับ เข้ามา เข้ามา ร้านซุ้ยล้งเป็นร้านเก่า เฮียทำต่อมาจากรุ่นเตี่ย ทำมานานแค่ไหนเหรอ…หลายสิบปีแล้ว อย่านับเลย (หัวเราะ)” เฮียชูศักดิ์คุยอย่างสนุกสนาน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ถังไม้เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง เฮียว่ามีอายุนับพัน ๆ แล้วปีนะ มันมากับพวกไห พวกโอ่ง ที่ทำจากดิน สมัยก่อนไม่มีถังพลาสติกนะ อาจมีกาละมังสังกะสีบ้าง แต่สนิมขึ้นแล้วก็บุบง่าย เมื่อก่อนคนสำเพ็งใช้ถังไม้กันทั้งนั้น”

ถังไม้มีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่อดีต การขนส่งสินค้าต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือสำเภาหรือเรือกลไฟ นอกจากจะใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดบรรจุไว้บนเรือก่อนออกเดินทางแล้ว คนแถวสำเพ็งและทรงวาดยังค้าขายข้าวและผลิตผลทางการเกษตรกันเป็นหลักมานับร้อย ๆ ปี พ่อค้านิยมใช้ถังไม้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสาร ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมตักแบ่งขายทันทีที่ลูกค้าแวะมา

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังตวงข้าวสารพร้อมที่ปาด

“อย่างถังนี้เป็นถังตวงข้าวสาร เมื่อก่อนเวลาใครมาซื้อข้าวสารที่สำเพ็ง ก็จะใช้ถังแบบนี้ตวงข้าวสารขึ้นมาจากถังไม้ใหญ่ ๆ แล้วก็เอาไม้ปาดให้ข้าวสารเสมอปากถัง ไม่ให้ข้าวล้นขึ้นมา เวลาคนมาสั่งว่า ‘ซื้อข้าวสารถังนึง’ คนขายก็จะตวงด้วยถังแบบนี้ บางถังมีตราครุฑประทับไว้ด้วย เพื่อรับรองว่าเป็นถังมาตรฐาน (หัวเราะ)”

นอกจากถังไม้จะมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันของคนสำเพ็งด้วย

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังล้างจาน ถังซักผ้า ไปจนถัง (อ่าง) อาบน้ำ

“ถังตื้น ๆ ที่ปากกว้างนี่ก็มักจะเป็นถังล้างจาน ถังซักผ้า สำหรับครอบครัวขนาดกลางก็ขนาดนี้ ถ้าครอบครัวใหญ่หน่อย ขนาดปากถังก็กว้างขึ้น”

ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือคนไทยสมัยก่อนมักปลูกบ้านริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในแพ และมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่คนจีนสำเพ็งเป็นคนค้าขาย ปลูกบ้านร้านค้าอยู่บนบก คนไทยซักผ้าล้างชามกันได้ริมน้ำ ขณะที่คนจีนในสำเพ็งอยู่ลึกเข้ามา ต้องอาศัยถังไม้ไปหาบน้ำจากแหล่งน้ำกลับมาบ้าน จะซักผ้าล้างจานก็ต้องอาศัยถังไม้เช่นกัน ถังไม้จึงมีบทบาทต่อคนสำเพ็งมากทีเดียว

“ถังมีหลายขนาดและมีรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น ปากถังก็มีทั้งกว้างและแคบ อย่างเรื่องความจุ มีทั้งแบบตื้นและลึก หรือรูปทรง ก็มีทั้งทรงกลมและทรงรี มีทั้งกว้างเสมอกัน หรือกว้างด้านบนแต่แคบลงด้านล่าง หรือแคบด้านบนแล้วบานออกด้านล่าง การนำถังไม้ไปใช้มีหลายวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ถ้าสั่งถังไม้ไปใช้หมักใช้ดองของกิน เราจะไม่รัดถังด้วยโลหะ ต้องใช้หวายรัด ไม่อย่างนั้นอันตราย น้ำส้มมันกัดเหล็กได้” เฮียชูศักดิ์อธิบาย การทำถังไม้ก็มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายอย่างทีเดียว

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
ถังไอศกรีม

“ถังทรงนี้เมื่อก่อนเป็นถังไอศกรีม เขาจะเอาถังโลหะอีกใบที่ใส่ส่วนผสมไอศกรีมแช่ลงในถังไม้ทรงนี้ ในถังไม้ก็อัดน้ำแข็งกับเกลือเม็ดจนเต็ม แล้วก็มีเครื่องปั่นไอศกรีมที่มีมอเตอร์เชื่อมกับใบพัด จากนั้นก็เอาใบพัดกับมอเตอร์มาประกบด้านบน พอเดินเครื่องให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์ก็จะหมุนใบพัดเพื่อปั่นส่วนผสมไอศกรีมที่อยู่ในหม้อโลหะไปเรื่อย ๆ ความเย็นจากน้ำแข็งและเกลือในถังไม้จะค่อย ๆ ซึมผ่านถังโลหะไปยังส่วนผสมจนทำให้กลายเป็นไอศกรีม แต่เดี๋ยวนี้ถังไอศกรีมเป็นถังสเตนเลสหมดแล้ว ถังแบบนี้เลยกลายเป็นถังประดับแทน บางคนก็นำไปเป็นถังใส่ของ ใส่ต้นไม้ หรือไปใช้ตกแต่ง”

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
พิมพ์เต้าหู้

ร้านซุ้ยล้งไม่ได้ทำแต่ถังไม้ แต่ยังมีของเด็ดอื่น ๆ ที่ทำจากไม้ด้วย

“ที่เห็นเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมนี้คือพิมพ์สำหรับผลิตเต้าหู้ เทส่วนผสมสำหรับทำเต้าหู้ลงไปในพิมพ์เหลี่ยมนี้ แล้วเอาไม้ปิดทับด้านบนเพื่อกดส่วนผสมที่ทำจากถั่วเหลืองและรีดเอาน้ำออก ด้านล่างก็มีแผ่นไม้อีกแผ่นรองไว้ ซึ่งมักทำเป็นลายตารางเส้น ๆ เมื่อรีดน้ำออกไปหมดแล้ว ส่วนผสมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเต้าหู้ แล้วเราจึงค่อยแคะเต้าหู้ออกจากพิมพ์ ถ้าพลิกด้านล่างเต้าหู้ดูก็จะเห็นลายตารางเส้น ๆ แบบเดียวกับลายบนแผ่นไม้ เมื่อก่อนคนสำเพ็งทำอาหารเอง ทำเต้าหู้เอง หมักน้ำปลา หมักซอสถั่วเหลืองเอง ดองผักเอง ใช้ถังไม้ทั้งนั้น”

ในวันนี้ที่วิถีชีวิตคนสำเพ็งเปลี่ยนไป ร้านซุ้ยล้งต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เรามีทั้งกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ กลุ่มเดิมคือคนที่ยังชินกับการใช้ถังไม้ทำอะไรต่าง ๆ เช่น ใช้ถังไม้เก็บข้าวสาร เพราะช่วยรักษาไม่ให้มอดขึ้น ดูดซับความชื้นได้ดี ข้าวสารไม่แตกหักเสียหาย หรือใช้ถังไม้ใส่ของหมักดอง เพราะปลอดภัยกว่าดองในถังพลาสติกหรือถังโลหะ ให้สี กลิ่น และรสดีกว่า หรือถังไม้ใส่เฉาก๊วยหรือกวยจั๊บ เคยเห็นใช่ไหม คนทำก็รู้สึกว่าถังไม้ทำให้ของกินพวกนี้รสดีกว่า คนทานก็รู้สึกปลอดภัยกว่า เวลาเห็นคนตักเฉาก๊วยจากถังไม้ มันดูขลังกว่าเยอะ (หัวเราะ) 

“เแต่ก็นับว่าคนใช้น้อยลงนะ เพราะมีอุปกรณ์อื่น ๆ มาทดแทน นอกจากลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบนำถังไม้ไปใช้ประดับ อย่างนำไปปลูกต้นไม้ ไปประดับบ้านตามมุมต่าง ๆ หรือถังสำหรับใช้ในห้องอบไอน้ำ หรือเซาน่าในพวกสปา โรงแรม หรือรีสอร์ต ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean กำลังฮิต ถังไม้ขายดีเลย (หัวเราะ)”

เฮียชูศักดิ์ยังคงสืบสานธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นให้ถังไม้ยังเป็นสินค้าคู่สำเพ็งต่อไป ผมแอบเห็นภาพถังไม้ใส่ต้นไม้หลายชนิดประดับอยู่บนระเบียงบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว วันหลังต้องมาอุดหนุนเฮียเสียหน่อย

“มาเลย ถังไม้ร้านเฮียส่วนมากทำจากไม้สัก คุณภาพดีเยี่ยม” เฮียชูศักดิ์ยืนยันเป็นการส่งท้ายก่อนเราร่ำลากัน

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ว่าด้วยเหล็ก

จากร้านซุ้ยล้ง ผมเดินต่อไปตามซอยวานิช 2 ออกจากย่านสำพ็งสู่ตลาดน้อย บริเวณนี้คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า ‘เซียงกง’ เป็นแหล่งรวมชิ้นส่วนเหล็กนานาชนิด อะไหล่รถ อะไหล่เครื่องจักรสารพัด เราเดินไปจนถึงบริเวณท่าเรือภาณุรังษี ซึ่งได้มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย เดิมพื้นที่นี้เป็นของราชพัสดุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงกลางคลัง พี่สมชัยชี้ให้ผมดูอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในบริเวณนั้น

แกะรอยประวัติสำเพ็ง-เยาวราช ผ่านร้านถังไม้ซุ่ยล้ง และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อดีตโรงกลึงขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือ

“ตลาดน้อยเคยเป็นแหล่งซ่อมเรือขนาดใหญ่มาก่อน อาคารไม้เหล่านี้เดิมเป็นโรงกลึงสำหรับทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ และยังเป็นโรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเรือที่มีคุณภาพ ซ่อมเพลาเรือใหญ่ ๆ ได้เลย อันนี้คืออีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชุมชน และถ้ามองดี ๆ เราจะเห็นจุดเชื่อมของการที่ช่างตีเหล็กจากจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในย่านนี้มาแต่โบราณ” พี่สมชัยเริ่มเล่า

“ช่างตีเหล็กในย่านนี้ส่วนมากเป็นชาวแคะที่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน สังเกตได้จากศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ แล้วถ้าเราไปเดินคุยกับช่างตีเหล็กที่นี่ ก็จะพบว่าบรรพบุรุษของหลายต่อหลายคนมาจากหย่งติ้ง ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนแคะในมณฑลฮกเกี้ยน” 

เมื่อผมกลับไปสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับหย่งติ้ง ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า หย่งติ้งมีหมู่บ้านที่สร้างบ้านจากดิน ชื่อว่าหมู่บ้านดินถู่โหลว ลักษณะบ้านดินนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะเป็นทรงวงแหวนขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณของชาวจีนแคะอายุกว่า 300 ปี ที่วันนี้รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
หมู่บ้านถู่โหลว หย่งติ้ง
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Earth_buildings-Tianluokeng.jpg

“คนไทยแต่เดิมมีทักษะการตีเหล็กเพื่อเป็นอาวุธ อย่างดาบสั้น ดาบยาว ง้าว หรืออุปกรณ์การเกษตรอย่างเคียวเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสังคมไทยมาเนิ่นนาน พอช่างตีเหล็กจากจีนเดินทางเข้ามา ก็นำทักษะการตีเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาด้วย อุปกรณ์การครัวก็เช่น มีดอีโต้ มีดปังตอ หรือตะขอแขวนหมู เป็นต้น อาวุธก็เป็นหอกและทวน ซึ่งต่างจากไทย 

“เมื่อความเจริญทางการค้าพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 บริเวณนี้กลายเป็นท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยฝีมือของช่างตีเหล็กในหลาย ๆ ด้าน อย่างการผลิตโซ่และสมอ การตีเหล็กเพื่อทำบานพับ กลอน หรือที่จับประตูและหน้าต่าง สำหรับสร้างและซ่อมห้องพักบนเรือกลไฟ การตีเหล็กเพื่อทำแนวระเบียงกั้นบนดาดฟ้าเรือ การตีเหล็กเพื่อผลิตตะปูและสลักที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือ เป็นต้น ซึ่งช่างตีเหล็กที่อพยพมาจากจีนคือแรงงานสำคัญในกระบวนการดังกล่าว เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะมากกว่า”

แล้วความสามารถในการตีเหล็กของบรรพบุรุษจากฮกเกี้ยน ส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาเซียงกงให้กลายเป็นแหล่งชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเครื่องจักรนานาประเภทในปัจจุบัน

“การตีเหล็กทำให้เข้าใจเรื่องเหล็กเป็นอย่างดีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ความเชี่ยวชาญในการตีเหล็กมักเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน อย่างใครตีมีดเก่ง ก็ทำแต่มีด ใครตีโซ่เก่ง ก็ทำเฉพาะโซ่ ใครทำบานพับหรือที่จับเก่ง ก็ทำแต่สิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจเรื่องชิ้นส่วนประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุหรือเครื่องจักรอะไรบางอย่าง เขาจึงแยกอะไหล่ ถอดอะไหล่ แกะอะไหล่ออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ 

“ถ้าลองสังเกตดี ๆ ร้านขายอะไหล่ในตลาดน้อยเป็นร้านที่ขายอะไหล่เฉพาะส่วน แต่ละร้านก็จะมีชิ้นส่วนนั้นชิ้นส่วนนี้ไม่เหมือนกัน คนนี้เชี่ยวชาญเฟืองท้าย คนนี้เชี่ยวชาญแหนบ คนนี้เชี่ยวชาญเกียร์ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน ซึ่งทักษะเช่นนี้มาจากการที่ย่านนี้เป็นที่รวมช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญต่อวัสดุแต่ละชิ้น จนแยกแยะส่วนประกอบได้”

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

จากท่าเรือภาณุรังษี เราเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ไล่ไปตามซอยวานิช 2 ผ่านกองชิ้นส่วนอะไหล่สารพัดชนิด เพื่อตามหาช่างตีเหล็กที่กล่าวกันว่าเป็นช่างคนสุดท้ายของตลาดน้อย

ร้านตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

“สวัสดีครับ เฮียชื่อ เกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เป็นช่างตีเหล็กมานานกว่า 50 ปีแล้ว สืบทอดต่อจากพ่อ” เป็นความโชคดีของพี่สมชัยและผมมากที่พบเฮียเกรียงศักดิ์อยู่ในร้านพอดี ร้านของเฮียอยู่ในซอยย่อยที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหาเท่านั้น

ผมรีบแนะนำตัวเองทันทีและขออนุญาตคุยกับเฮียไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เฮียกำลังทำงานในบ่ายวันนั้น และเฮียเกรียงศักดิ์ก็ใจดีมาก ๆ ที่กรุณาอนุญาตตามคำขอ

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เมื่อก่อนไม่มีใครเป็นลูกมือให้พ่อ เฮียก็ไม่ใช่เด็กเรียนหนังสือเก่ง เลยมาเป็นลูกมือพ่อเอาดีทางตีเหล็ก และเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 เฮียว่าตีเหล็กไม่ยากนะ แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนสูง แน่นอนว่าต้องทนร้อน ทนพวกเขม่าและควันเวลาจุดเตาหลอม ทนความเมื่อย ค้อนหนักราว ๆ 2 กิโล เราต้องออกแรงตีทั้งวัน ทนต่อเสียงดังเวลาค้อนกระทบบนโลหะ โป๊ก ๆๆ” เฮียเกรียงศักดิ์บรรยายได้อรรถรสครบทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก

ตึกแถวอันเป็นที่ตั้งของร้านตีเหล็กนั้นไม่ใช่ตึกโบราณอย่างร้านซุ้ยล้งที่เราไปแวะมาเมื่อสักครู่ แต่ก็เป็นตึกที่เฮียอาศัยประกอบอาชีพช่างตีเหล็กมานานหลายสิบปี สิ่งที่เฮียบอกว่าเป็น Heritage แน่ ๆ ก็คือการจัดสภาพร้านและอุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมด

“ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็สร้างเหมือนร้านเฮียทั้งหมดนั่นแหละ แบบนี้เลย เข้ามามีเตาหลอมวางมุมหนึ่ง ใกล้ ๆ ถุงถ่าน มีทั่งวางตรงกลาง เพราะต้องการพื้นที่ตีหรือดัดเหล็ก แล้วร้านก็จะมีสีออกเทา ๆ เพราะมีควันและเขม่าจับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เฮียก็เห็นเตี่ยทำงานในสภาพแบบนี้ ร้านตีเหล็กในย่านนี้ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว” เฮียเกรียงศักดิ์เล่า ภาพร้านเล็ก ๆ ของเฮียเพียงร้านเดียวช่วยให้ผมพอจินตนาการสภาพของตลาดน้อยสมัยที่เคยอุดมไปด้วยร้านตีเหล็กแบบนี้ได้

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

ต่อจากนั้นไม่นานเฮียเกรียงศักดิ์ก็เริ่มจุดเตาหลอม ซึ่งเป็นของเก่าคู่ร้านมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการตักถ่านมาใส่ในเตาก่อนจุดไฟ

“ถ่านต้องเป็นถ่านไม้ไผ่ด้วยนะ ถ่านไม้ไผ่ร้อนเร็วและให้ความร้อนสูง เป็นถ่านที่เผาดี ไม่กัดเหล็ก”

วลีที่ว่า “เผาดี ไม่กัดเหล็ก” นั้น เป็นภาษาช่างตีเหล็กที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ เพราะถ่านไม้ไผ่จะให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ นั่นคือการรักษาอุณหภูมิที่ต้องการไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้าหากอุณหภูมิไม่คงที่ ปล่อยความร้อนออกมามากเกินไป ก็อาจหลอมละลายโลหะประเภทนั้น ๆ ไปได้ นอกจากนั้นยังไม่มีเขม่าขี้เถ้าจากถ่านมาติดกับเนื้อเหล็กจนทำให้ชิ้นงานไม่สวย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“อุณหภูมิเตาหลอมจะมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตีโลหะอะไร อย่างหัวแร้งบัดกรี ทำจากทองแดง ก็จะร้อนไม่มากเท่าเหล็ก ไม่งั้นละลายหมด ถ้าตีเหล็ก ก็ต้องอุณหภูมิสูงกว่า เฮียไม่มีปรอทวัดอุณหภูมิหรอกนะ เฮียกะเอา ร่างกายเรานี่แหละบอกอุณหภูมิได้ดีที่สุด” 

เสียงมอเตอร์พัดลมข้างเตาหลอมดังขึ้นเบา ๆ พัดลมถือเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้ถ่านติดไฟง่ายและเร่งความร้อนได้เร็วขึ้น แทนที่กระบอกลมที่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

เมื่อร้อนได้ที่ เฮียเกรียงศักดิ์ก็นำแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งมาวางไว้บนเตาหลอม รอจนเนื้อเหล็กหลอมกลายเป็นสีแดง ก่อนนำคีมคีบออกมาตีบนทั่งที่ตั้งอยู่ข้างเตา

“อุปกรณ์สำคัญคือทั่ง มันคือแท่งเหล็กกล้าสำหรับรองรับการตีเหล็ก อันนี้เป็นเหล็กจากเยอรมนี เมื่อก่อนร้านตีเหล็กแถวนี้ใช้ทั่งจากเยอรมนีบ้าง จากอังกฤษบ้าง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเลือกให้ดีทั้งความแข็งแรงและขนาด ทั่งนี้เป็นของเตี่ย พอเฮียรับช่วงมา เฮียก็ซื้อต่อจากเตี่ยอีกที” เฮียเกรียงศักดิ์เล่าไปพร้อมกับสาธิตวิธีการตีเหล็กไป วันนี้เฮียกำลังตีคีมเหล็กคีบเบ้าหลอมสำหรับหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีลูกค้ารอคิวอยู่มากมาย

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“เฮียทำพวกอุปกรณ์หล่อพระพุทธรูป อย่างเหล็กคีบเบ้าหลอม ช้อนสำหรับเททอง แล้วก็เหล็กอุ้มหม้อหลอม นอกจากนั้นก็มีคอแร้งบัดกรี แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้เฮียทำคนเดียวเลย ไม่มีคนงานช่วย เมื่อก่อนมีลูกมืออยู่คน แต่หายไปเฉย ๆ ความจริงการตีเหล็กควรทำ 2 คนนะ จะได้ช่วยกัน จะง่ายขึ้นเยอะ พอเหลือคนเดียว เฮียก็ต้องดัดแปลงวิธีหน่อย แต่คุณภาพไม่เปลี่ยนนะ ทุกอย่างคงทนเหมือนเดิม ก็อาจจะผลิตงานได้ช้าลงบ้างเท่านั้น” 

เสียงค้อนตีเหล็กดังขึ้นเป็นระยะ เฮียเกรียงศักดิ์หยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วพร้อมพูดคุยกับเราไปเรื่อย ๆ ความร้อนจากเหล็กและเตาหลอมส่งผ่านมายังตัวผมจนรู้สึกได้ คนที่ทำงานแบบนี้ต้องมีความรักในงานอย่างแท้จริง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง
อุปกรณ์เททองหล่อพระพุทธรูป

ไม่นานเฮียเกรียงศักด์ก็ตีเหล็กได้จำนวนหนึ่ง เฮียพักเติมถ่านไม้ไผ่ลงไปในเตา เปิดพัดลมเร่งไฟอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็หันมาชวนผมให้ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน

“อันนี้เรียกปากกาจับเหล็ก มันจะช่วยดัดเหล็กไปตามที่เราต้องการ อันนี้ก็อยู่มานานหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน เฮียว่าพอ ๆ กันกับทั่ง นอกจากนั้นก็มีชะแลง สำหรับใช้ในเจาะ ตอก แซะ และงัด อุปกรณ์ก็ประมาณนี้ เมื่อก่อนได้ยินเสียงตีเหล็กดังไปทั่ว ตอนนี้มีไม่มีแล้ว” พูดจบเฮียเกรียงศักดิ์ก็หันไปหยิบแท่งเหล็กจำนวนหนึ่งวางบนเตาหลอมเพื่อจะตีอีกครั้ง

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ข้างบ้านก็เคยตีเหล็ก แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ร้านตีเหล็กรอบ ๆ เซียงกงเริ่มทยอยปิดตัวลง เขาไปทำอย่างอื่นกันหมดเลย เฮียคิดว่าเฮียเป็นช่างตีเหล็กที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ลูกชายเฮียเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศ เฮียให้เขาเลือกว่าจะทำอะไร อนาคตเป็นของเขา เขาต้องเลือกเอง” 

คำกล่าวของเฮียทำให้ผมนึกถึงผู้สืบทอดธุรกิจต่าง ๆ ในย่านนี้ ไม่ว่าเชือก ถังไม้ หรือเหล็ก ทุกคนเป็นคนใจกว้างที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองตามความสมัครใจทั้งสิ้น

  แล้วบรรพบุรุษเฮียมาจากหย่งติ้งด้วยรึเปล่าครับ – ผมนึกถึงข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่ แล้วลองถามเฮียเกรียงศักดิ์เป็นคำถามสุดท้าย

“ใช่ ๆ มาจากหย่งติ้งในฮกเกี้ยน แถวนี้มาจากหย่งติ้งกันหลายคน” 

พี่สมชัยและผมกล่าวขอบคุณเฮียเกรียงศักดิ์หลังจากใช้เวลาอยู่นานจนรู้สึกเกรงใจ แต่ก่อนจะพ้นประตูไป พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกตผนังด้านขวาของร้าน ซึ่งประดิษฐานรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“รูปศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นเทพประจำร้านตีเหล็กในย่านตลาดน้อย เป็นที่เคารพมากของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ และยังเป็นที่เคารพจนทุกวันนี้” พี่สมชัยให้ข้อมูล

“ลี้ทิก๊วยหรือหลีทิก๊วย ท่านเป็นหนึ่งในเทพ 8 เซียน คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเรื่องเหล็กจะบูชาท่านเป็นเทพสำคัญ เพราะว่านามของท่าน มีคำว่าเหล็กอยู่ด้วย นั่นคือคำว่า ทิ” 

ก่อนกลับออกจาตลาดน้อย พี่สมชัยพาผมเดินไปสักการะศาลของท่านหลีทิก๊วย ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่งในตลาดน้อย ผมจึงไปจดประวัติของท่านและนำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ เพื่อให้เราทราบประวัติของท่านกันสักหน่อย 

หลีทิก๊วยมีนามเดิมว่าหลีเหียน เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำพร้าบิดามารดา แต่จิตใจใฝ่ดี สนใจท่องพระคัมภีร์และมีน้ำใจฝักใฝ่ธรรมะ ไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นคนรักสันโดษ ต่อมาท่านได้เดินทางไปเขาฮั่วซัวเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุล ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ พร้อมกับบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครตัวเป็นศิษย์มากมาย จนมีศิษย์ก้นกุฏิผู้หนึ่งนามว่าเอี้ยวจื้อ

วันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อเดินทางไปพบอาจารย์หลีเล่ากุล ท่านฝากให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างของท่านไว้ให้ดี พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อก็เจ็บหนัก เอี้ยวจื้อรออาจารย์ของตนไม่เห็นกลับมาเข้าร่างสักทีก็คิดว่าตายไปแล้ว จึงเผาร่างอาจารย์แล้วรีบเดินทางไปหามารดาของตน แต่มารดาได้สิ้นชีวิตไปเสียก่อนแล้ว ฝ่ายหลีเหียนนั้น เมื่อถอดวิญญาณไปพบอาจารย์แล้วก็ได้ไปศึกษาวิชาเซียนจาก 36 สำนักจนสำเร็จ พอเดินทางกลับมาก็ไม่พบร่างตน พบแต่กองขี้เถ้า 

วิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัย เมื่อไปพบศพขอทานขาพิการมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้าง ๆ จึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ร่างนั้น และได้เสกไม้เท้าให้เป็นไม้เท้าเหล็ก และถุงข้าวสารให้เป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารนั้นก็กลายเป็นยารักษาโรค และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยมาตั้งแต่วันนั้น จากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตให้มารดาของเอี้ยวจื้อผู้เป็นศิษย์เอก ก่อนกลับไปอยู่ที่สำนักของอาจารย์หลีเล่ากุลต่อไป 

ตามหลังชาวสำเพ็งไปสืบประวัติไชน่าทาวน์ ผ่าน ‘ซุ้ยล้ง’ ร้านถังไม้เก่าแก่ และช่างตีเหล็กคนสุดท้ายในเซียงกง

“ร้านเหล็ก ร้านชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เครื่องจักรในเซียงกง มักจะมีชื่อร้านนำด้วยคำว่าลี้หรือหลี แล้วช่างเหล็กแถวนี้จะแซ่ลี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะเทพลี้ทิก๊วยก็แช่ลี้เหมือนกัน ท่านเป็นเหมือนเทพของคนตระกูลลี้พร้อมกับเทพของผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับเหล็กด้วย” พี่สมชัยเล่าขณะที่เราเดินกลับออกมาจากย่าน ผมเดินไล่อ่านป้ายร้านชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และผมก็เห็นป้ายชื่อร้านที่มีคำว่าลี้อยู่หลายร้านจริง ๆ ด้วย 

ผมอำลาพี่สมชัยในเย็นวันนั้นเมื่อการเยี่ยมร้านถังไม้ซุ้ยล้งและร้านตีเหล็กของเฮียเกรียงศักดิ์สิ้นสุดลง

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ เรื่องของเชือก ถังไม้ และเหล็ก ช่วยให้ผมรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด และตลาดน้อยมากขึ้น การได้เดินไป ดูไป และคุยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทำให้ผมได้เห็น ได้สัมผัสไปพร้อมกันด้วย” ผมกล่าวกับพี่สมชัยก่อนร่ำลา

ความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง ณ ตอนนั้น แล้วเลยทำให้ผมเอ่ยปากถามพี่สมชัยไป

“ถ้า The Cloud จะจัด Walk เพื่อชวนผู้อ่านมาลองเดินสำรวจและทำความรู้จักสำเพ็ง ทรงวาด ตลาดน้อย ผ่านสรรพสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้บ้าง พี่สมชัยพร้อมไหมครับ” 

พี่สมชัยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินจากไป ถ้าอย่างนั้นผมถือว่าพี่พร้อมนะครับ

ขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณชูศักดิ์ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการร้านซุ้ยล้ง (ถังไม้)
  • คุณเกรียงศักดิ์ เกิดผลเจริญยิ่ง เจ้าของและช่างตีเหล็กแห่งโรงตีเหล็กเฮียเกรียงศักดิ์

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load