2 กุมภาพันธ์ 2564
12 K

งานแต่งในสวนพร้อมชายที่รัก ซุ้มดอกไม้จริงกลิ่นหอม ครอบครัวพร้อมหน้า ญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว เพื่อนสมัยมัธยมที่เตรียมเพลงมาร้องบนเวที ช่อดอกไม้ที่โยนแล้วจะแตกเป็น 3 ช่อให้สาวๆ ที่จะได้แต่งงานคนต่อไป และชุดกระโปรงยาวสีขาวแบบที่ไม่มีทางได้ใส่ในโอกาสอื่น คือองค์ประกอบในความฝันวัยเด็กของผู้หญิงหลายๆ คน

ยกมือถ้าคุณแอบยิ้มอยู่

แต่รู้ไหมว่าในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ กระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Fast Fashion ได้รับความนิยมน้อยลง เปอร์เซ็นต์การซื้อเสื้อผ้ามือสองโตขึ้น หลายคนเริ่มลดการซื้อเสื้อผ้าที่ตั้งใจใส่แค่ครั้งเดียว และชุดแต่งงานก็ไม่มีข้อยกเว้น

นั่นคือความตั้งใจเมื่อ 5 ปีก่อนของ ต้นสน-ญานิศา สันธนาภรณ์ เจ้าของ Indigo Bride แบรนด์ชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าธรรมชาติ ตั้งแต่ผ้าทอมือท้องถิ่น ผ้าคอตตอน และผ้าลินิน ไปจนถึงผ้าย้อมครามสีน้ำเงินเข้ม เพราะเธอเชื่อว่า ชุดเจ้าสาวคือตัวตนของผู้ใส่ และไม่จำเป็นต้องสีขาวเสมอไป 

 ต้นสน-ญานิศา สันธนาภรณ์ Indigo Bride แบรนด์ชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าธรรมชาติ ตั้งแต่ผ้าทอมือท้องถิ่น ผ้าคอตตอน และผ้าลินิน ไปจนถึงผ้าย้อมครามสีน้ำเงินเข้ม

เธอออกแบบทุกชุดให้เจ้าสาวนำกลับมาใส่ในโอกาสต่างๆ ได้อีก บ้างนำเสื้อลูกไม้มาใส่กับกางเกงยีนส์ บ้างนำกระโปรงบานมาใส่กับเสื้อยืด จากชุดเจ้าสาวที่ใส่ครั้งเดียวแล้วต้องนอนเหงาอยู่ในตู้ ก็กลายเป็นเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ พร้อมนำกลับมาใช้ได้ทุกเมื่อ

‘สวยด้วย สบายด้วย ใส่ได้อีกด้วย’

นั่นไม่ใช่สโลแกนของ Indigo Bride หรอก แต่บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้ดีทีเดียว

และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยกมือเมื่อสักครู่ เราอยากชวนอ่านเรื่องแบรนด์ของต้นสน ที่เชื่อว่าอ่านจบจะต้องหลุดปากพูดว่า “รับค่ะ/ครับ” โดยไม่รู้ตัว

Something Old

ต้นสนเรียนมหาวิทยาลัยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขา Industrial Design หลังเรียนจบเธอไม่ได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพนักออกแบบทันทีเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่ตัดสินใจเปิดร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ ในปีที่ร้านแบบนี้ยังมีจำนวนน้อยแบบนับนิ้วได้

“วิธีที่ง่ายที่สุดคือการไปเลือกมาขาย มีทั้งขายออนไลน์บนเฟซบุ๊ก และมีหน้าร้านอยู่ที่ซีคอนสแควร์ เราชอบเสื้อผ้าอยู่แล้ว พอทำร้านก็ต้องคัดสินค้าอย่างจริงจัง ได้เห็นดีเทลต่างๆ ตะเข็บ เนื้อผ้า ตอนเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์เราเรียนกว้างมาก มีทั้งเซรามิก มีเรื่อง Textile แต่ไม่เคยเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า เปิดร้านได้ประมาณสามปี พอรู้ว่าสนใจสิ่งนี้ เลยไปเรียน Pattern หนึ่งปีเต็มๆ จันทร์ถึงศุกร์”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

ต้นสนเรียนการทำแพตเทิร์นทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง และเสื้อผ้าเด็ก ผ่านการลองผิดลองถูกมาตลอด จนกระทั่งสามีตัดสินใจไปเรียนต่อที่สหราชอาณาจักร เธอขอติดตามไปด้วย

“แต่ไม่อยากไปเรียน เราอยากไปค้นหาว่าตัวเองชอบเสื้อผ้าแบบไหน ก็เลยอีเมลไปขอฝึกงานที่แบรนด์เสื้อผ้าชื่อ Tata Naka เป็นสตูดิโอเล็กๆ อยู่ในลอนดอน ฝึกอยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็ย้ายไปฝึกกับคนจีนที่กำลังจะเริ่มทำแบรนด์ เราไปช่วยเขาทำ Sample เตรียมไปถ่ายแบบคอลเลกชันเขา ก็ทำที่บ้านเขาเลย ทำให้เรารู้ว่าถ้าจะสร้างแบรนด์ก็ไม่ต้องเริ่มจากใหญ่ก็ได้ เขาทำเองหมด เย็บเอง ขึ้นแพตเทิร์นเอง ไปจนถึงถ่ายแบบ ออกคอลเลกชัน เราก็เลยได้เห็นร้านสเกลไม่ใหญ่ที่ทำเองได้ แล้วก็กลับมาไทย”

เพราะทำร้านวินเทจอยู่ถึง 3 ปี ทำให้มีลูกค้าประจำที่สนิทกันและยังคุยกันจนถึงวันนี้ หลายคนรู้ว่าตอนแต่งงาน เธอตัดชุดแต่งงานด้วยตัวเอง จึงมาขอให้ตัดชุดให้เขาบ้าง 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอตัดชุดแต่งงานให้คนอื่น

“หลังจากนั้นก็มีตัดชุดหมั้นให้เพื่อน มีชุดราตรีบ้าง อย่างอื่นไม่มีใครมาขอให้ตัดเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่าชุดอื่นๆ ไปซื้อได้ แต่ชุดไปงานมันต้องพอดีตัว ต้องเป็นไซส์เขา แค่หลังโค้งเข้านิดหนึ่ง เสื้อมันก็อ้าแล้ว ตอนนั้นผ้าอะไรก็รับ ลองดู เก็บเกี่ยวแพตเทิร์น ทักษะการวัดตัว เก็บเกี่ยวความรู้ไปก่อน

“ส่วนสไตล์ก็เป็นสไตล์ทั่วไปเลย ใช้ผ้าเงาๆ ผ้าซาติน ผ้าคอตตอน ผ้าลินิน ผ้ากากเพชรยังเคยมีเลย พอผ่านผ้ามาเยอะ ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าถ้าจะสร้างแบรนด์จริงๆ มันควรออกมาในรูปแบบที่เราชอบ ซึ่งตัวเองชอบตัดผ้าธรรมชาติ”

Something New

ผ้าธรรมชาติที่เคยใช้คือ คอตตอนหรือลินิน แต่เธออยากให้ผ้ามีที่มา มีคุณค่า และมีความหมายมากกว่านั้น 

“สมัยเรียนเคยไป Textile Trip ได้เห็นว่าประเทศไทยมีกลุ่มทอผ้าทางภาคเหนือเยอะมาก เราอยากโฟกัสที่กลุ่มทอผ้า เลยเริ่มจากไปเดินงาน OTOP เพื่อดูว่าประเทศเรามีผ้าทอมือแบบไหนบ้าง เจอพี่คนหนึ่งจากจังหวัดลำพูนเขาทำผ้าฝ้ายทอมือและย้อมสีธรรมชาติ โดยเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวมาย้อมนี่แหละ พอได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านเขาก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่า มันคงจะดีมากถ้าเราเอาผ้าเหล่านี้มาตัดชุดแต่งงาน” 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

สำหรับต้นสน การแต่งงานอาจไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนเสียทีเดียว แต่เป็นครอบครัว มันคือพิธีการที่ทำให้ทุกคนมีความสุข งานอาจไม่ต้องใหญ่โต เพราะความสุขจริงๆ คือการได้อยู่กับคนที่รัก ครอบครัว และเพื่อน ในขณะเดียวกันบ่าวสาวก็ยังมีความเป็นตัวเองในงานแต่ง 

“พอคิดแบบนี้ ชุดแต่งงานก็ไม่น่าจะใส่ได้แค่ครั้งเดียวนะ”

หัวใจสำคัญของแบรนด์ Indigo Bride นอกจากจะใช้ผ้าธรรมชาติและผ้าทอมือแล้ว ยังออกแบบให้เป็นชุดที่ใส่ได้อีกครั้ง 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ยิ่งมันเป็นความทรงจำดีๆ ก็ยิ่งต้องกลับมาใช้บ่อยๆ สมมติเป็นชุดแต่งงานสองชิ้น เราใส่ทั้งเสื้อทั้งกระโปรงในวันแต่ง ต่อไปเราอาจจะเอาแค่เสื้อไปใส่กับกางเกงยีนส์ หรือใส่ไปฉลองวันครบรอบกับสามีได้อีก

“เสื้อผ้ามันไม่ควรจะผลิตมาเยอะๆ รอคนมาซื้อ ตอนขายเสื้อผ้าวินเทจก็เป็นการช่วยอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราจะทำเสื้อผ้าแบบผลิตใหม่ล่ะ เราจะทำยังไงที่จะให้มันยั่งยืนที่สุด”

เมื่อปักธงแล้ว ต้นสนเริ่มกระบวนการทุกอย่างเหมือนสมัยฝึกงานที่ลอนดอน ตั้งแต่สั่งผ้าทอจากชุมชน ขึ้นแบบ 15 ชุด ลงมือตัดเย็บด้วยตัวเอง ก่อนจะนำชุดไปถ่ายแบบลงอินสตาแกรมของร้าน และ Indigo Bride ก็มีลูกค้าคนแรกในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง 

Something Borrowed

เมื่อย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2016 ที่ Indigo Bride ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก แบรนด์ชุดแต่งงานที่ให้ความด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่มีให้เห็นในประเทศมากนัก ในขณะที่ต่างประเทศเริ่มมีหลายแบรนด์เกิดขึ้น อย่างที่ออสเตรเลียก็มีการใช้ผ้าออร์แกนิก หรือที่ฝรั่งเศสมีคอนเซปต์นำผ้าลูกไม้วินเทจกลับมาใช้ใหม่เพื่อตัดเป็นชุดแต่งงาน 

“พอเราเห็นตัวผ้าจะนึกแบบออกขึ้นมาเลย ชุดแต่งงานปกติจะเป็นโทนสีขาว ถ้าสีงาช้างก็จะวินเทจๆ หน่อย อย่างผ้าทอก็เป็นโทนครีมๆ ออกงาช้าง ใส่เป็นชุดแต่งงานได้ แต่ละกลุ่มก็จะมีโทนสีที่ทำได้ในพื้นที่ของเขา เราจะไม่ไปเปลี่ยนเขา ไม่ไปบอกให้เขาทำแบบที่เราต้องการ แต่จะดูว่าเขาทำอะไรอยู่แล้ว ถนัดอะไรอยู่แล้ว อย่างชุดสีชมพูที่เพิ่งทำเป็นผ้าย้อมฝาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว”

ชุดเจ้าสาวของ Indigo Bride จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวเสมอ

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ตอนไปดูแหล่งผ้าย้อมครามที่ลำปางก็เกิดไอเดียอีกว่า งานแต่งงานสมัยนี้มีเล็กๆ เหมือนกินข้าวกันในครอบครัว ซึ่งจริงๆ ใส่สีย้อมครามก็ได้นี่ แล้วก็มีเจ้าสาวใส่สีย้อมครามจริงๆ บางคนงานไม่ได้เล็กมากด้วย แต่ละคนเขามีความยูนีกของตัวเอง สมัยนี้มันไม่มีข้อจำกัดแล้ว เขาอยากใส่แบบนี้ สีนี้ ก็ใส่”

ลูกค้าเจ้าสาวที่เข้ามามี 2 แบบ แบบที่มีไอเดียอยู่แล้ว และแบบที่ยังอยากได้ไอเดียเพิ่มเติม บางคนชอบเรียบๆ ก็เลือกแบบเรียบๆ แต่บางคนเปิดรับเต็มที่ ต้นสนจะเสนอไอเดียใหม่ๆ โดยให้ความสำคัญกับรูปร่างของเจ้าสาวแต่ละคน เพราะถ้าเลือกทรงชุดถูกกับรูปร่าง จะใส่ออกมาแล้วสวย 

“เราไม่ได้ออกแบบแต่โปรดักต์ แต่ออกแบบเซอร์วิสเท่าๆ กันเลย เพราะเจ้าสาวต้องรู้สึกสบายใจและมั่นใจในชุดแต่งงานของเขา ในฐานะดีไซเนอร์ เราใส่ความเป็นตัวเองไปในการออกแบบอยู่แล้ว แต่เราอยากให้ลูกค้ามีความเป็นตัวเองในชุดของเขาด้วยเหมือนกัน เวลาคุยกันเลยยืดหยุ่นมาก เขาอยากได้แบบไหนก็เสนอมาได้ บางคนอยากมีดอกไม้ บางคนอยากให้ข้างหลังเป็นลูกไม้ เราอยากให้ลูกค้ามีความเป็นตัวเองอยู่ในชุด ไม่อยากให้ทุกคนใส่เหมือนกันหมด

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“เรามองฟังก์ชันเยอะ อาจเพราะเรียนโปรดักต์ดีไซน์มาด้วย ถ้าเป็นสายแฟชั่นเลย เขาอาจจะมอง Aesthetic มากกว่า มองความสวยงาม ดีเทล เป็นหลัก แต่ของเราที่เห็นชุดมันเรียบขนาดนี้ เป็นเพราะเรายึดฟังก์ชันเป็นหลัก เอาเบสิก แต่คัตติ้งดีๆ ผ้าดี ใส่สบาย เราชอบแง่คิดของแบรนด์ อย่าง Muji ที่เน้นฟังก์ชันไว้ก่อน แต่สุดท้ายใส่ออกมาก็สวยเพราะของคุณภาพดี เข้ากับผู้ใส่”

ราคาชุดเจ้าสาวมีตั้งแต่ 3,000 ถึงหลักหมื่นบาท ชุดที่ใช้ผ้าลูกไม้หรือออกแบบแบบ Custom-made จะมีราคาสูงกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณผ้าที่ใช้และความซับซ้อนในการออกแบบด้วย

ต้นสนเล่าว่า ลูกค้าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของ Indigo Bride จัดงานแต่งกึ่งเอาต์ดอร์ ผ้าธรรมชาติเลยตอบโจทย์หลายอย่างตามสภาพอากาศของเมืองไทย ใส่แล้วเย็นสบาย ยืดหยุ่น ไม่เหมือนผ้าใยสังเคราะห์ 

“ใส่แล้วเจ้าสาวแฮปปี้ทุกด้านไม่ใช่แค่สวย เพราะมันคือประสบการณ์ สวยด้วย ใส่สบายด้วย ใส่ได้อีกด้วย” 

Something Blue

Indigo Bride คือส่วนผสมของประสบการณ์จากการเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ ร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ และการฝึกงานในกับแบรนด์เล็กในกรุงลอนดอน ของต้นสน

เป็นทั้งลูกที่ต้องคอยดูแล ประคบประหงม และครูที่คอยสอนเรื่องราวต่างๆ ให้เธอในเวลาเดียวกัน

“ตอนเรียนเราเรียนเยอะมาก ทอผ้าก็ต้องทอเป็น เซรามิกก็ต้องปั้นเป็น ขัดโมเดล เลื่อยไม้ ออกแบบอินทีเรียด้วยนะ”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ทำไมมันถึงเกี่ยวกันหมด” -เราถาม 

“เราว่าเขาอยากให้นิสิตมองโปรดักต์ออกทั้งหมด โปรดักต์มันไม่ใช่แค่ชิ้นงาน เราต้องมองว่าคนที่จะใช้โปรดักต์ เขาอยู่ในอะไร เขาอยู่ในบรรยากาศแบบไหน สมมติโปรดักต์ใช้ดีแล้ว แล้วอินทีเรียที่โปรดักต์ตั้งอยู่ล่ะ ความรู้สึก บรรยากาศล่ะ คุณไม่ได้ขายโปรดักต์อย่างเดียว แต่คุณขายประสบการณ์ 

“ตอนเรียนมันทำให้เรามองภาพรวม คิดโปรดักต์เสร็จแล้วก็ต้องคิดต่อ อย่างเราทำสตูดิโอตรงนี้ ลูกค้าจะมาไหม เดินเข้ามาเจออะไร ถ้ามันขนาดเล็กขนาดนี้ ลูกค้าจะรู้สึกยังไง จะรู้สึกอบอุ่น รู้สึกสบายๆ ไหม ถ้าใช่ก็ตรงกับความตั้งใจของเรา เราต้องดูภาพรวมเพื่อให้ทุกอย่างเป็นเรื่องราวเดียวกัน”

เธอไม่อยากให้ร้านชุดแต่งงานเป็นความกดดันของเจ้าสาว แต่อยากให้เจ้าสาวรู้สึกเหมือนได้มาหาเพื่อน เป็นประสบการณ์ที่ดี จึงไม่รบเร้าให้ลูกค้าตัดสินใจทันที ถ้ายังลังเลจะบอกให้ถ่ายรูปกลับไปคิดต่อที่บ้าน

ร้านเสื้อผ้าวินเทจช่วยเธอ 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือการดูรายละเอียดของเสื้อผ้าที่ผ่านการคิดมาอย่างดี และเรื่องที่สองคือ การบริการ

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว
Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“เราได้รู้จักลูกค้า ได้รู้ว่าถ้าลูกค้าไม่โอเค เราต้องจัดการกับมันยังไง แก้ปัญหายังไง ทุกวันนี้ Indigo Bride ก็ยังต้องแก้ปัญหาอยู่ ส่วนใหญ่เราจะเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ประนีประนอมที่สุด เพราะสุดท้ายลูกค้ามีกำหนดการ เราต้องทำชุดเขาให้เสร็จตรงเวลา แล้วถ้าระหว่างทางมีความรู้สึกแย่ๆ เกิดขึ้น ก็คงจะจบไม่ดี ถ้ามีปัญหาอะไรต้องรีบแก้ ต้องมีการตกลงกัน เขียนเงื่อนไขว่าปรับแก้ได้ถึงเมื่อไหร่ ถ้ามีนอกเหนือหรือเกินเวลาจากที่ตกลงกัน อาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะเราต้องทำชุดเขาให้เสร็จไม่ว่ายังไงก็ตาม”

ส่วนการฝึกงานที่ลอนดอนทำให้เธอรู้จักการทำงานด้วยตัวเองทั้งหมด ได้เรียนรู้และปรับปรุงไปเลย

“เรารู้สึกว่าการทำแบรนด์ร้านตัดชุด เซอร์วิสลูกค้าเองดีที่สุด ตอนทำร้านเสื้อผ้าวินเทจ มีปีหนึ่งที่เราจ้างคนมาเฝ้าร้านแทน กลายเป็นว่ายอดขายตกลง เพราะเขาไม่อิน เขาไม่มีใจ ก็เลยคิดว่าถ้าเจอลูกค้า เราต้องเจอเอง แต่การเย็บอาจจะพอให้คนอื่นช่วยได้ แล้ว Indigo Bride เป็นแบรนด์ขนาดไม่ใหญ่ เราทำเองดีกว่า”

เสน่ห์ของผ้าทอมือคือความไม่สมบูรณ์แบบ คือรอยยับที่จะไม่ได้จากผ้าใยสังเคราะห์ตัวไป คือสีที่จะจางลงเรื่อยๆ เมื่อผ่านการซักหลายๆ ครั้ง เพราะไม่ได้ใช้น้ำยาเคมี ซึ่งลูกค้าของเธอเข้าใจเป็นอย่างดี

แต่การทำธุรกิจชุดเจ้าสาวคือการซื้อครั้งเดียวแล้วจบ โอกาสน้อยมากที่ลูกค้าคนเดิมจะกลับมาซื้ออีกครั้ง

“เราก็ยังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงให้เขากลับมา พยายามทำชุดสีๆ หรือในอนาคตก็อยากทำชุดไปงานอื่นๆ ด้วย อยากลองเอาผ้าธรรมชาติที่ผลิตในไทยแบบอื่นมาใช้อีก เช่น ผ้าไหมไทย เพราะกลุ่มทอผ้าไหม กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็เยอะ เราอยากสนับสนุนเขา แต่ไม่ได้คิดว่ามันจะขับเคลื่อนอะไรได้หรอก เพราะเราไม่ได้ผลิตจำนวนมาก มันอาจจะไม่ได้สร้างงาน แต่เราก็หวังว่าจะช่วยได้บ้าง

“อย่างชุดเสื้อกระโปรงย้อมฝาง ก็มีเจ้าสาวที่เคยทำชุดกับเรามาซื้อไป แล้วเอาเสื้อลูกไม้ในวันแต่งงานมาใส่กับกระโปรงตัวนี้ หรือบางคนกลับมาจะมีลูกค้ามาให้เราตัดชายกระโปรงชุดแต่งงานให้หน่อย ชุดเขาเป็นแบบเรียบๆ คอปาด สไตล์ ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) มีหางปลา เขาก็ขอให้ตัดหางปลาออก มันก็กลายเป็นชุดเรียบๆ เข้ารูป

“ความสุขเลยไม่ใช่แค่เห็นเขาใส่ชุดของเราใส่วันแต่งงาน แต่เอาชุดของเราไปใช้ในวันอื่นๆ ด้วยเช่นกัน”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

Lesson Learned

“ถ้าจะสร้างแบรนด์ ก่อนอื่นต้องคิดก่อนว่า คุณจะขายอะไร สมมติจะขายโปรดักต์อย่างเดียว คุณก็ต้องทำโปรดักต์นั้นให้ดีมากๆ ถึงจะขายได้ เพราะบนโลกนี้ก็มีโปรดักต์ที่ดีมากมาย 

“Indigo Bride คือการขายทั้งโปรดักต์และเซอร์วิส อุปสรรคของเราก็จะประกอบด้วยสองอย่างนี้ ด้านโปรดักต์ เราต้องแก้ปัญหาด้านฟิตติ้ง ทำแพตเทิร์นให้สวยเป๊ะ เราต้องฝึกฝนพัฒนาไปเรื่อยๆ ส่วนเซอร์วิส เราก็ต้องหาทางออกที่ Smooth ที่สุดเพื่อทำงานกับลูกค้า 

“เรื่องเซอร์วิสจึงสำคัญมากๆ สำหรับแบรนด์ชุดแต่งงานหรือร้านตัดเสื้อ เราไม่ได้มองว่าเขาจะมาตัดแค่ชุดแต่งงาน อนาคตเวลาเขาอยากไปงาน เขาก็ยังนึกถึงเรา เพราะมันคือประสบการณ์ เหมือนกับธุรกิจร้านกาแฟที่ตอนนี้มีเยอะมาก อะไรที่ทำให้ลูกค้ากลับมา นอกจากกาแฟก็คือประสบการณ์ที่เขาได้จากตรงนั้น เราอาจจะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่พยายามทำให้ทุกอย่างและทุกคนที่เกี่ยวข้องแฮปปี้ที่สุด”

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

Merry Christmas! สุขสันต์วันคริสต์มาสล่วงหน้า

ใครกันเล่าจะไม่ชอบคริสต์มาส เทศกาลส่งท้ายปีที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก หากย้อนกลับไปตอนเป็นเด็ก หลายคนอาจจะเคยไปเดินตามห้างสรรพสินค้ากับครอบครัว ภายในห้างจะตกแต่งต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยของตกแต่งชิ้นน้อยใหญ่หลากสีสัน ทั้งถุงมือ ถุงเท้า ลุงซานตาคลอส ลูกกวาด กวางเรนเดียร์ สายรุ้ง กล่องของขวัญ และอีกมากมาย

แต่เคยสงสัยไหมว่า ของตกแต่งที่สร้างความสุข และความสุนทรีในช่วงเทศกาลนี้มาจากไหน ใช่คุณลุงซานต้าหรือเปล่า ที่เป็นผู้เนรมิตสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหมดขึ้นมา 

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

เปล่าเลยครับ ความจริงแล้วต้นคริสต์มาสสุดอลังการที่เราเห็นกันในหลายศูนย์การค้าชั้นนำ มีจุดเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ‘ของชำร่วยประดับรถ’ เมื่อ 35 ปีที่แล้วต่างหาก

ต้นคริสต์มาสและลุงซานตาคลอสมากมายเรียงรายอยู่ด้านหน้าอาคาร 4 ชั้นของโกดังของ Bangkok Christmas บริษัทส่งออกและขายของตกแต่งคริสต์มาสแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเดินเข้ามาภายในถึงกลับต้องอุทานใจว่า ว้าว! นี่มันคนละโลกกันเลย 

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

เรามีโอกาสมาพูดคุยกับ แม่วิไลวัลย์ วัชสิริเสรี ผู้ก่อตั้งดินแดนแห่งนี้ และ แนน-ศรีวิตตา วัชสิริเสรี ทายาทรุ่นสองที่มุ่งมั่นให้ธุรกิจครอบครัว จากที่เคยเป็นเพียงร้านขายของตกแต่งหน้าเทศกาล มาเป็น One-stop Service โดยเพิ่มบริการรับออกแบบและตกแต่งเข้าไป เพื่อให้ลูกค้าได้สินค้าทุกอย่างตามต้องการ

เรื่องราวต่อไปนี้คือการทำธุรกิจเพื่อส่งมอบความสุข ในช่วงเวลารื่นรมย์ที่สุดของปี

จากพาหุรัด สู่บางกอกคริสมัส

ปี 1987 คือจุดกำเนิดของ Bangkok Christmas Decoration

“โรงงานนี้เปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2530 นะคะ 30 กว่าปีแล้วค่ะ” แม่วิไลวัลย์เล่า

จุดเริ่มต้นมาจากแม่วิไลวัลย์ผู้เคยทำของชำร่วยสำหรับตกแต่งรถหรืองานแต่งเพื่อนำส่งตลาดพาหุรัด ในเวลาต่อมา เพื่อนชาวไต้หวันที่เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องจักรและการทำโรงงาน เสนอให้พัฒนาเป็นโรงงานทำของตกแต่งคริสต์มาส ประกอบกับด้วยความที่ว่า ณ เวลานั้น เมืองไทยยังไม่มีธุรกิจประเภทนี้ คุณแม่และคุณพ่อจึงตัดสินใจเริ่มต้นกิจการ โดยเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจต่าง ๆ มาจากเพื่อนชาวไต้หวันคนนั้น

ในช่วงแรกพวกเขาเน้นทำธุรกิจส่งออกเป็นหลัก เป็นธุรกิจแบบ B2B ส่งออกตั้งแต่ของตกแต่งต้นคริสต์มาส เครื่องประดับต่าง ๆ สู่ห้างร้านในต่างประเทศ เช่น Kmart และ Walmart ที่สหรัฐอเมริกา เพราะตลาดคริสต์มาสในเมืองไทยตอนนั้นยังไม่บูมเท่าไหร่

“ส่ง Kmart นี่ทำกันทั้งวันทั้งคืนเลย ตอนเรายังเด็ก ๆ ขายดีมาก” แนนเล่าความหลังวัยเด็กด้วยรอยยิ้ม

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

ทว่าภายหลังจากที่โรงงานเปิดได้ไม่กี่ปี ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเปิดประเทศ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่น ๆ ธุรกิจการทำของตกแต่งคริสต์มาสเพื่อส่งออกก็ผุดขึ้นมามากมายในเมืองจีน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโรงงานขนาดใหญ่และมีค่าแรงถูก ยากที่จะสู้ หลายโรงงานจึงต้องปิดตัวลง

บางกอกคริสมัสต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ จากที่เน้นส่งออกเป็นหลักในช่วงแรก ผันมาตีตลาดในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งโชคดีที่ช่วงเวลาเดียวกัน มีการเกิดขึ้นของธุรกิจการค้าขายสินค้าและบริการอย่างทันสมัย (Modern Trade) ในบ้านเรา

ธุรกิจอย่างห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เพิ่งเริ่มเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย บางกอกคริสมัสส่งสินค้าไปตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ทั่วประเทศ 

ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าในประเทศ ทำให้ในเวลาต่อมา แม่วิไลวัลย์ได้มีการขยับขยายไปเปิดโรงงานแห่งที่สอง ที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

จุดเปลี่ยน

“พอเขาจบธรรมศาสตร์ ก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ ตอนหลังแม่บอกว่า พอแล้ว ให้กลับมา ไม่ต้องเรียนแล้ว จบโทก็พอแล้ว” คุุณแม่วิไลวัลย์พูดด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกสาว

แนนเรียนจบปริญญาตรีบัญชีและบริหารธุรกิจหลักสูตรนานาชาติ (BBA) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นเรียนต่อปริญญาโทหลักสูตรบริหารธุรกิจ (MBA) ที่มหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน ประเทศอังกฤษ กระทั่งช่วงปี 2004 – 2005 ก็กลับเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจของคุณแม่ และมองเห็นถึงโอกาสในการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

กล่าวคือ ช่วงเวลานั้นบางกอกคริสมัสเพิ่มบริการรับจัดตกแต่งดิสเพลย์ตามห้างสรรพสินค้าและโรงแรม เนื่องจากคนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเทศกาลคริสต์มาส เราจึงเริ่มเห็นต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ตามสถานที่โอ่อ่าเหล่านั้น 

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

“คนไทยเริ่มเห็นความสำคัญของเทศกาลคริสต์มาสมากขึ้น แม้ไม่ใช่ชาวคริสต์ แต่ก็พร้อมที่จะเฉลิมฉลองทุกซีซั่น โดยเฉพาะคริสต์มาสซึ่งพอดีเป็นช่วงท้ายปี คนก็อยากเฉลิมฉลอง”

นับว่าเป็นความโชคดีที่โมเดิร์นเทรดเข้ามาในช่วงนั้น นอกจากจะนำสินค้าไปวางขาย ยังได้ให้บริการตกแต่งสถานที่แบบ One-stop Service ซึ่งส่งเสริมวัฒนธรรมการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ในสังคมบ้านเรา

“ปกติสมัยก่อนไม่มีใครตั้งต้นคริสต์มาสในบ้านหรอก” แนนเล่า “เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเทรนด์ คนก็อยากจะซื้อมาตั้งให้มีบรรยากาศ ร้านอาหาร คาเฟ่ ก็มีหมดค่ะ”

สินค้าเกือบทั้งหมดของบางกอกคริสมัสเป็นงานคราฟต์คุณภาพ ทางโรงงานนำไอเดียหรือรูปแบบของสินค้าตกแต่งที่ต้องการ ให้กลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนต่าง ๆ ในภาคเหนือและภาคกลางเป็นผู้ผลิต เพื่อให้ได้งานฝีมือที่มีคุณภาพ และยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน

เกือบทั้งหมดจึงได้ชื่อว่า Made in Thailand มีบางส่วนที่นำเข้ามาเพราะอยากให้สินค้าหลากหลาย ทั้งรูปแบบที่เรียบง่าย ไปจนถึงลวดลายสุดอลังการ

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ
Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ

เอกลักษณ์คือแตกต่าง

ธุรกิจผลิตของตกแต่งคริสต์มาสที่คล้ายคลึงกันก็มีอยู่บ้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ บางกอกคริสมัสจึงต้องมีการดึงเอาความแตกต่างและเอกลักษณ์ของตัวเองออกมา เพื่อสู้กับการผลิตในแถบอี้อู (Yiwu) เจ้อเจียง (Zhejiang) ที่เป็นเมืองทำของตกแต่งคริสต์มาสโดยเฉพาะในประเทศจีน

เมื่อวางตัวเป็น One-stop Service จึงมั่นใจได้เลยว่า หากมาที่บางกอกคริสมัส ทุกคนจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน เพราะสินค้าทั้งหมดทำจากวัสดุคุณภาพสูง ยกตัวอย่างเช่น ของตกแต่งต้นคริสต์มาสทำจาก PVC ที่ป้องกันการติดไฟแบบฉับพลัน คงทน เก็บไว้ใช้ซ้ำในปีต่อไปได้ ไม่ต้องทิ้งพลาสติกทุุกปี รวมไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างสีสันและสัมผัสของกระดาษ หรือสินค้าบางชนิดที่บริษัทอื่นไม่ทำ แต่ที่นี่ทำ

ถึงแม้ว่าในหนึ่งปีจะมีเทศกาลคริสต์มาสเพียงหนึ่งครั้ง แต่ความต้องการของลูกค้าต่างประเทศก็ยังคงมีอยู่พอสมควร เพราะเอกลักษณ์ที่แตกต่าง งานคราฟต์แบบไม่เหมือนที่อื่น คุณภาพของวัสดุที่ใช้ หรือแม้แต่ไอเดียใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ สิ่งเหล่านี้ตอบสนองความต้องการแทบจะตลอดทั้งปี โดยเฉพาะสินค้าส่งออกเมืองนอกปิดการขายตั้งแต่ต้นปี แล้วใช้ช่วงเวลาระหว่างปีผลิตและขนส่ง

“เราแตกต่างในเรื่องของคุณภาพ เน้น Niche Market มากกว่า เราไม่ได้เน้น Volume เยอะเป็นหลักร้อยล้านอยู่แล้ว เราทำเพื่อให้พนักงานมีงานทำ ให้ธุรกิจอยู่รอด 

“เราจะไม่ลดคุณภาพ นั่นไม่ใช่แนวเรา เพราะเน้นตลาด Niche ที่คนมองหาสินค้าที่คุณภาพสูงมากกว่า ต่อให้ลดคุณภาพ ราคาก็สู้เขาไม่ได้ แล้วก็จะพากันสู่แนวล่างทั้งตลาด ซึ่งเราไม่ใช่แนวนั้น เราควรรักษาคุณภาพไว้และทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ”

นอกจากความแตกต่างแล้ว ดีไซน์ที่หลากหลายของสินค้ายังเป็นเอกลักษณ์ที่ต่างจากที่อื่นในเมืองไทยหรือเมืองจีน ซึ่งมัดใจลูกค้าทั้งไทยและเทศให้กลับมาซื้อใหม่ในทุก ๆ ปี ได้อีกด้วย

Bangkok Christmas ธุรกิจขายของคริสต์มาสที่มอบความสุขให้ผู้คนมากว่า 3 ทศวรรษ
โรงงานขายของตกแต่งคริสต์มาส Bangkok Christmas เทศกาลส่งท้ายปีที่ส่งมอบความสุขให้ผู้คนมานานกว่า 3 ทศวรรษ

สู้และยืนหยัด

ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปีที่บริษัท Bangkok Christmas Decoration ดำเนินกิจการสร้างความสุขให้กับผู้คนทุกสิ้นปี ธุรกิจผ่านวิกฤตมากมาย ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง (Asian Financial Crisis) วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime Mortgage Crisis) วิกฤตน้ำท่วม พ.ศ. 2554 แต่ไม่มีครั้งไหนรุนแรงเท่าวิกฤตโควิด-19

“ช่วงวิกฤตนั้นเราไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าส่งออกไม่เยอะ ที่สำคัญเรามีการจ่ายมัดจำก่อน มี Fixed Term ที่กระทบหนักสุดก็โควิดนี่แหละ หนักที่สุดเท่าที่เคยเจอมา” 

ภายหลังจากวิกฤตโควิด-19 ผู้คนในสังคม รวมถึงธุรกิจน้อยใหญ่ต่างได้รับผลกระทบ บางกอกคริสมัสก็เช่นเดียวกัน จากที่เน้นตีตลาดในประเทศ ไปจนถึงบริการรับจัดตกแต่งตามห้างสรรพสินค้าและโรงแรมต่าง ๆ พอเจอมรสุมของโรคระบาดใหญ่เข้าปกคลุม ธุรกิจที่เป็นลูกค้าหลักก็ดำเนินการต่อไปไม่ได้ ผู้คนก็ไม่มีอารมณ์จะออกมาเดินจับจ่ายใช้สอย หลายกลุ่มเริ่มหันไปช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น 

บางกอกคริสมัสต้องปรับเปลี่ยนมาจัดจำหน่ายผ่านออนไลน์ผสมผสานไปด้วยเช่นกัน

กระทั่งใน 2022 เมื่อสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะเกือบเป็นปกติ ลูกค้าเริ่มกลับมาซื้อสินค้า มีการจัดงานตามห้างสรรพสินค้าและโรงแรมมากขึ้น แนนบอกกับเราว่า มีโปรเจกต์จัดตกแต่งใหญ่ ๆ มากกว่า 20 โปรเจกต์ 

แต่การทำธุรกิจมาพร้อมอุปสรรค บางกอกคริสมัสยังคงเผชิญปัญหาคู่แข่งที่หลากหลายมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นคู่แข่งที่มีการรับพรีออร์เดอร์จากต่างประเทศเข้ามาขาย การตัดราคาสินค้าของโรงงานผลิต ซึ่งทำให้ราคาการขายของตลาดโดยรวมควบคุมยาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและยืนหยัดในคุณภาพ ประกอบกับการขายที่เน้นเฉพาะกลุ่ม ธุรกิจจึงยังคงยืนหยัดอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้

โรงงานขายของตกแต่งคริสต์มาส Bangkok Christmas เทศกาลส่งท้ายปีที่ส่งมอบความสุขให้ผู้คนมานานกว่า 3 ทศวรรษ

ต้นคริสต์มาสที่เติบโต

แล้วความสำเร็จของ Bangkok Christmas Decoration คืออะไร – เราถาม

จากของชำร่วยแขวนรถ ทำด้วยมือส่งตลาดพาหุรัด สำหรับแม่วิไลวัลย์ ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเพราะเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่ได้สลักสำคัญอะไร กระทั่งเปลี่ยนผ่านมาสู่การทำธุรกิจของตกแต่งคริสต์มาสรายใหญ่แห่งแรกในเมืองไทย

ส่วนแนนมองอีกมุม

“ถ้าถาม Organizer หรือคนจัดงานคริสต์มาส เขาจะนึกถึงเราเป็นอันดับแรก ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เพราะเราพัฒนามาจนมีชื่อเสียงในด้านการจัด Display เขาก็บอกต่อกันมา ดาราที่มาซื้อ เราก็ไม่เคยชวนหรือจ้างเขามาเลย เกิดจากการบอกต่อทั้งหมด 

“ในแง่นั้น เรามองว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่ยังอยากทำให้ดีกว่านี้ อาจจะมีการต่อยอดทำอะไรที่กว้างขึ้น จริง ๆ ก็คิดอยากจะทำคาเฟ่คริสต์มาสนะคะ”

ฟังแล้วก็อยากเห็นคาเฟ่คริสต์มาสเกิดขึ้นจริง ๆ ในเมืองไทย

โรงงานขายของตกแต่งคริสต์มาส Bangkok Christmas เทศกาลส่งท้ายปีที่ส่งมอบความสุขให้ผู้คนมานานกว่า 3 ทศวรรษ

ธุรกิจแห่งการสร้างความสุข

ท้ายที่สุดแล้วสำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจ บทเรียนจากการเรียนรู้ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่แนนอยากส่งต่อคือ

“เราต้องหาตัวเราให้เจอว่าถนัดแนวไหน เราจะสร้างความแตกต่างของเราให้แตกต่างจากคนอื่นได้อย่างไร คนทำธุรกิจ อย่าทำอะไรตามคนอื่น พยายามหาจุดของตัวเองให้ได้ ถ้าทำตามคนอื่น เราก็ต้องตามเขาไปเรื่อย ๆ”

สำคัญที่สุดคือคุณภาพของสินค้า ความสุขที่อยากส่งต่อ และคุณค่าในทางธุรกิจที่ไม่ใช่เพียงเงินตรา

ความสุขของแนนคือการได้เห็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปตกแต่งแล้วมีความสุข เขาชมว่าสวย หรือเวลาเดินผ่านไป มองไปเห็นแล้วก็มีความสุข แนนเองก็มีความสุขไปด้วย เพราะเธอบอกว่าสินค้าของบางกอกคริสมัสเป็นสินค้าที่สร้างความสุขในตัวอยู่แล้ว จะมีอะไรที่สุขไปกว่าการได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างความสุข แล้วตัวเองก็มีความสุขไปด้วย

และนี่คือ Bangkok Christmas Decoration

คริสต์มาสปี 2022 นี้ ทุกคนมีของตกแต่งต้นคริสต์มาสกันหรือยังครับ

โรงงานขายของตกแต่งคริสต์มาส Bangkok Christmas เทศกาลส่งท้ายปีที่ส่งมอบความสุขให้ผู้คนมานานกว่า 3 ทศวรรษ

Lessons Learned

  • การเริ่มต้นทำธุรกิจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม อย่าทำตามคนอื่น หาจุดยืนของตัวเองแล้วลงมือทำ
  • ความสุขและความสำเร็จอยู่ที่มุมมองของปัจเจกบุคคล ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวใด ๆ
  • คุณค่าที่มากกว่าเงินตรา เป็นได้ทั้งการทำสินค้าคุณภาพ ความพอใจของลูกค้า และประสบการณ์ใหม่ที่ลูกค้าจะได้รับ

Writer

Avatar

เสฎฐวุฒิ สุขสวัสดิ์

นักฝึกเขียน ผู้เป็นทาสแมว ชอบฟังเพลงป๊อป หลงใหลในประวัติศาสตร์ ภาษา และแนวคิดยุโรปสมัยใหม่ พยายามรักการอ่าน และชอบเรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่นผ่านสื่อสารคดีการท่องเที่ยว

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load