2 กุมภาพันธ์ 2564
11 K

งานแต่งในสวนพร้อมชายที่รัก ซุ้มดอกไม้จริงกลิ่นหอม ครอบครัวพร้อมหน้า ญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว เพื่อนสมัยมัธยมที่เตรียมเพลงมาร้องบนเวที ช่อดอกไม้ที่โยนแล้วจะแตกเป็น 3 ช่อให้สาวๆ ที่จะได้แต่งงานคนต่อไป และชุดกระโปรงยาวสีขาวแบบที่ไม่มีทางได้ใส่ในโอกาสอื่น คือองค์ประกอบในความฝันวัยเด็กของผู้หญิงหลายๆ คน

ยกมือถ้าคุณแอบยิ้มอยู่

แต่รู้ไหมว่าในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ กระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Fast Fashion ได้รับความนิยมน้อยลง เปอร์เซ็นต์การซื้อเสื้อผ้ามือสองโตขึ้น หลายคนเริ่มลดการซื้อเสื้อผ้าที่ตั้งใจใส่แค่ครั้งเดียว และชุดแต่งงานก็ไม่มีข้อยกเว้น

นั่นคือความตั้งใจเมื่อ 5 ปีก่อนของ ต้นสน-ญานิศา สันธนาภรณ์ เจ้าของ Indigo Bride แบรนด์ชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าธรรมชาติ ตั้งแต่ผ้าทอมือท้องถิ่น ผ้าคอตตอน และผ้าลินิน ไปจนถึงผ้าย้อมครามสีน้ำเงินเข้ม เพราะเธอเชื่อว่า ชุดเจ้าสาวคือตัวตนของผู้ใส่ และไม่จำเป็นต้องสีขาวเสมอไป 

 ต้นสน-ญานิศา สันธนาภรณ์ Indigo Bride แบรนด์ชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าธรรมชาติ ตั้งแต่ผ้าทอมือท้องถิ่น ผ้าคอตตอน และผ้าลินิน ไปจนถึงผ้าย้อมครามสีน้ำเงินเข้ม

เธอออกแบบทุกชุดให้เจ้าสาวนำกลับมาใส่ในโอกาสต่างๆ ได้อีก บ้างนำเสื้อลูกไม้มาใส่กับกางเกงยีนส์ บ้างนำกระโปรงบานมาใส่กับเสื้อยืด จากชุดเจ้าสาวที่ใส่ครั้งเดียวแล้วต้องนอนเหงาอยู่ในตู้ ก็กลายเป็นเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ พร้อมนำกลับมาใช้ได้ทุกเมื่อ

‘สวยด้วย สบายด้วย ใส่ได้อีกด้วย’

นั่นไม่ใช่สโลแกนของ Indigo Bride หรอก แต่บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้ดีทีเดียว

และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยกมือเมื่อสักครู่ เราอยากชวนอ่านเรื่องแบรนด์ของต้นสน ที่เชื่อว่าอ่านจบจะต้องหลุดปากพูดว่า “รับค่ะ/ครับ” โดยไม่รู้ตัว

Something Old

ต้นสนเรียนมหาวิทยาลัยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขา Industrial Design หลังเรียนจบเธอไม่ได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพนักออกแบบทันทีเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่ตัดสินใจเปิดร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ ในปีที่ร้านแบบนี้ยังมีจำนวนน้อยแบบนับนิ้วได้

“วิธีที่ง่ายที่สุดคือการไปเลือกมาขาย มีทั้งขายออนไลน์บนเฟซบุ๊ก และมีหน้าร้านอยู่ที่ซีคอนสแควร์ เราชอบเสื้อผ้าอยู่แล้ว พอทำร้านก็ต้องคัดสินค้าอย่างจริงจัง ได้เห็นดีเทลต่างๆ ตะเข็บ เนื้อผ้า ตอนเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์เราเรียนกว้างมาก มีทั้งเซรามิก มีเรื่อง Textile แต่ไม่เคยเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า เปิดร้านได้ประมาณสามปี พอรู้ว่าสนใจสิ่งนี้ เลยไปเรียน Pattern หนึ่งปีเต็มๆ จันทร์ถึงศุกร์”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

ต้นสนเรียนการทำแพตเทิร์นทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง และเสื้อผ้าเด็ก ผ่านการลองผิดลองถูกมาตลอด จนกระทั่งสามีตัดสินใจไปเรียนต่อที่สหราชอาณาจักร เธอขอติดตามไปด้วย

“แต่ไม่อยากไปเรียน เราอยากไปค้นหาว่าตัวเองชอบเสื้อผ้าแบบไหน ก็เลยอีเมลไปขอฝึกงานที่แบรนด์เสื้อผ้าชื่อ Tata Naka เป็นสตูดิโอเล็กๆ อยู่ในลอนดอน ฝึกอยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็ย้ายไปฝึกกับคนจีนที่กำลังจะเริ่มทำแบรนด์ เราไปช่วยเขาทำ Sample เตรียมไปถ่ายแบบคอลเลกชันเขา ก็ทำที่บ้านเขาเลย ทำให้เรารู้ว่าถ้าจะสร้างแบรนด์ก็ไม่ต้องเริ่มจากใหญ่ก็ได้ เขาทำเองหมด เย็บเอง ขึ้นแพตเทิร์นเอง ไปจนถึงถ่ายแบบ ออกคอลเลกชัน เราก็เลยได้เห็นร้านสเกลไม่ใหญ่ที่ทำเองได้ แล้วก็กลับมาไทย”

เพราะทำร้านวินเทจอยู่ถึง 3 ปี ทำให้มีลูกค้าประจำที่สนิทกันและยังคุยกันจนถึงวันนี้ หลายคนรู้ว่าตอนแต่งงาน เธอตัดชุดแต่งงานด้วยตัวเอง จึงมาขอให้ตัดชุดให้เขาบ้าง 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอตัดชุดแต่งงานให้คนอื่น

“หลังจากนั้นก็มีตัดชุดหมั้นให้เพื่อน มีชุดราตรีบ้าง อย่างอื่นไม่มีใครมาขอให้ตัดเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่าชุดอื่นๆ ไปซื้อได้ แต่ชุดไปงานมันต้องพอดีตัว ต้องเป็นไซส์เขา แค่หลังโค้งเข้านิดหนึ่ง เสื้อมันก็อ้าแล้ว ตอนนั้นผ้าอะไรก็รับ ลองดู เก็บเกี่ยวแพตเทิร์น ทักษะการวัดตัว เก็บเกี่ยวความรู้ไปก่อน

“ส่วนสไตล์ก็เป็นสไตล์ทั่วไปเลย ใช้ผ้าเงาๆ ผ้าซาติน ผ้าคอตตอน ผ้าลินิน ผ้ากากเพชรยังเคยมีเลย พอผ่านผ้ามาเยอะ ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าถ้าจะสร้างแบรนด์จริงๆ มันควรออกมาในรูปแบบที่เราชอบ ซึ่งตัวเองชอบตัดผ้าธรรมชาติ”

Something New

ผ้าธรรมชาติที่เคยใช้คือ คอตตอนหรือลินิน แต่เธออยากให้ผ้ามีที่มา มีคุณค่า และมีความหมายมากกว่านั้น 

“สมัยเรียนเคยไป Textile Trip ได้เห็นว่าประเทศไทยมีกลุ่มทอผ้าทางภาคเหนือเยอะมาก เราอยากโฟกัสที่กลุ่มทอผ้า เลยเริ่มจากไปเดินงาน OTOP เพื่อดูว่าประเทศเรามีผ้าทอมือแบบไหนบ้าง เจอพี่คนหนึ่งจากจังหวัดลำพูนเขาทำผ้าฝ้ายทอมือและย้อมสีธรรมชาติ โดยเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวมาย้อมนี่แหละ พอได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านเขาก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่า มันคงจะดีมากถ้าเราเอาผ้าเหล่านี้มาตัดชุดแต่งงาน” 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

สำหรับต้นสน การแต่งงานอาจไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนเสียทีเดียว แต่เป็นครอบครัว มันคือพิธีการที่ทำให้ทุกคนมีความสุข งานอาจไม่ต้องใหญ่โต เพราะความสุขจริงๆ คือการได้อยู่กับคนที่รัก ครอบครัว และเพื่อน ในขณะเดียวกันบ่าวสาวก็ยังมีความเป็นตัวเองในงานแต่ง 

“พอคิดแบบนี้ ชุดแต่งงานก็ไม่น่าจะใส่ได้แค่ครั้งเดียวนะ”

หัวใจสำคัญของแบรนด์ Indigo Bride นอกจากจะใช้ผ้าธรรมชาติและผ้าทอมือแล้ว ยังออกแบบให้เป็นชุดที่ใส่ได้อีกครั้ง 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ยิ่งมันเป็นความทรงจำดีๆ ก็ยิ่งต้องกลับมาใช้บ่อยๆ สมมติเป็นชุดแต่งงานสองชิ้น เราใส่ทั้งเสื้อทั้งกระโปรงในวันแต่ง ต่อไปเราอาจจะเอาแค่เสื้อไปใส่กับกางเกงยีนส์ หรือใส่ไปฉลองวันครบรอบกับสามีได้อีก

“เสื้อผ้ามันไม่ควรจะผลิตมาเยอะๆ รอคนมาซื้อ ตอนขายเสื้อผ้าวินเทจก็เป็นการช่วยอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราจะทำเสื้อผ้าแบบผลิตใหม่ล่ะ เราจะทำยังไงที่จะให้มันยั่งยืนที่สุด”

เมื่อปักธงแล้ว ต้นสนเริ่มกระบวนการทุกอย่างเหมือนสมัยฝึกงานที่ลอนดอน ตั้งแต่สั่งผ้าทอจากชุมชน ขึ้นแบบ 15 ชุด ลงมือตัดเย็บด้วยตัวเอง ก่อนจะนำชุดไปถ่ายแบบลงอินสตาแกรมของร้าน และ Indigo Bride ก็มีลูกค้าคนแรกในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง 

Something Borrowed

เมื่อย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2016 ที่ Indigo Bride ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก แบรนด์ชุดแต่งงานที่ให้ความด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่มีให้เห็นในประเทศมากนัก ในขณะที่ต่างประเทศเริ่มมีหลายแบรนด์เกิดขึ้น อย่างที่ออสเตรเลียก็มีการใช้ผ้าออร์แกนิก หรือที่ฝรั่งเศสมีคอนเซปต์นำผ้าลูกไม้วินเทจกลับมาใช้ใหม่เพื่อตัดเป็นชุดแต่งงาน 

“พอเราเห็นตัวผ้าจะนึกแบบออกขึ้นมาเลย ชุดแต่งงานปกติจะเป็นโทนสีขาว ถ้าสีงาช้างก็จะวินเทจๆ หน่อย อย่างผ้าทอก็เป็นโทนครีมๆ ออกงาช้าง ใส่เป็นชุดแต่งงานได้ แต่ละกลุ่มก็จะมีโทนสีที่ทำได้ในพื้นที่ของเขา เราจะไม่ไปเปลี่ยนเขา ไม่ไปบอกให้เขาทำแบบที่เราต้องการ แต่จะดูว่าเขาทำอะไรอยู่แล้ว ถนัดอะไรอยู่แล้ว อย่างชุดสีชมพูที่เพิ่งทำเป็นผ้าย้อมฝาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว”

ชุดเจ้าสาวของ Indigo Bride จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวเสมอ

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ตอนไปดูแหล่งผ้าย้อมครามที่ลำปางก็เกิดไอเดียอีกว่า งานแต่งงานสมัยนี้มีเล็กๆ เหมือนกินข้าวกันในครอบครัว ซึ่งจริงๆ ใส่สีย้อมครามก็ได้นี่ แล้วก็มีเจ้าสาวใส่สีย้อมครามจริงๆ บางคนงานไม่ได้เล็กมากด้วย แต่ละคนเขามีความยูนีกของตัวเอง สมัยนี้มันไม่มีข้อจำกัดแล้ว เขาอยากใส่แบบนี้ สีนี้ ก็ใส่”

ลูกค้าเจ้าสาวที่เข้ามามี 2 แบบ แบบที่มีไอเดียอยู่แล้ว และแบบที่ยังอยากได้ไอเดียเพิ่มเติม บางคนชอบเรียบๆ ก็เลือกแบบเรียบๆ แต่บางคนเปิดรับเต็มที่ ต้นสนจะเสนอไอเดียใหม่ๆ โดยให้ความสำคัญกับรูปร่างของเจ้าสาวแต่ละคน เพราะถ้าเลือกทรงชุดถูกกับรูปร่าง จะใส่ออกมาแล้วสวย 

“เราไม่ได้ออกแบบแต่โปรดักต์ แต่ออกแบบเซอร์วิสเท่าๆ กันเลย เพราะเจ้าสาวต้องรู้สึกสบายใจและมั่นใจในชุดแต่งงานของเขา ในฐานะดีไซเนอร์ เราใส่ความเป็นตัวเองไปในการออกแบบอยู่แล้ว แต่เราอยากให้ลูกค้ามีความเป็นตัวเองในชุดของเขาด้วยเหมือนกัน เวลาคุยกันเลยยืดหยุ่นมาก เขาอยากได้แบบไหนก็เสนอมาได้ บางคนอยากมีดอกไม้ บางคนอยากให้ข้างหลังเป็นลูกไม้ เราอยากให้ลูกค้ามีความเป็นตัวเองอยู่ในชุด ไม่อยากให้ทุกคนใส่เหมือนกันหมด

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“เรามองฟังก์ชันเยอะ อาจเพราะเรียนโปรดักต์ดีไซน์มาด้วย ถ้าเป็นสายแฟชั่นเลย เขาอาจจะมอง Aesthetic มากกว่า มองความสวยงาม ดีเทล เป็นหลัก แต่ของเราที่เห็นชุดมันเรียบขนาดนี้ เป็นเพราะเรายึดฟังก์ชันเป็นหลัก เอาเบสิก แต่คัตติ้งดีๆ ผ้าดี ใส่สบาย เราชอบแง่คิดของแบรนด์ อย่าง Muji ที่เน้นฟังก์ชันไว้ก่อน แต่สุดท้ายใส่ออกมาก็สวยเพราะของคุณภาพดี เข้ากับผู้ใส่”

ราคาชุดเจ้าสาวมีตั้งแต่ 3,000 ถึงหลักหมื่นบาท ชุดที่ใช้ผ้าลูกไม้หรือออกแบบแบบ Custom-made จะมีราคาสูงกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณผ้าที่ใช้และความซับซ้อนในการออกแบบด้วย

ต้นสนเล่าว่า ลูกค้าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของ Indigo Bride จัดงานแต่งกึ่งเอาต์ดอร์ ผ้าธรรมชาติเลยตอบโจทย์หลายอย่างตามสภาพอากาศของเมืองไทย ใส่แล้วเย็นสบาย ยืดหยุ่น ไม่เหมือนผ้าใยสังเคราะห์ 

“ใส่แล้วเจ้าสาวแฮปปี้ทุกด้านไม่ใช่แค่สวย เพราะมันคือประสบการณ์ สวยด้วย ใส่สบายด้วย ใส่ได้อีกด้วย” 

Something Blue

Indigo Bride คือส่วนผสมของประสบการณ์จากการเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ ร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ และการฝึกงานในกับแบรนด์เล็กในกรุงลอนดอน ของต้นสน

เป็นทั้งลูกที่ต้องคอยดูแล ประคบประหงม และครูที่คอยสอนเรื่องราวต่างๆ ให้เธอในเวลาเดียวกัน

“ตอนเรียนเราเรียนเยอะมาก ทอผ้าก็ต้องทอเป็น เซรามิกก็ต้องปั้นเป็น ขัดโมเดล เลื่อยไม้ ออกแบบอินทีเรียด้วยนะ”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ทำไมมันถึงเกี่ยวกันหมด” -เราถาม 

“เราว่าเขาอยากให้นิสิตมองโปรดักต์ออกทั้งหมด โปรดักต์มันไม่ใช่แค่ชิ้นงาน เราต้องมองว่าคนที่จะใช้โปรดักต์ เขาอยู่ในอะไร เขาอยู่ในบรรยากาศแบบไหน สมมติโปรดักต์ใช้ดีแล้ว แล้วอินทีเรียที่โปรดักต์ตั้งอยู่ล่ะ ความรู้สึก บรรยากาศล่ะ คุณไม่ได้ขายโปรดักต์อย่างเดียว แต่คุณขายประสบการณ์ 

“ตอนเรียนมันทำให้เรามองภาพรวม คิดโปรดักต์เสร็จแล้วก็ต้องคิดต่อ อย่างเราทำสตูดิโอตรงนี้ ลูกค้าจะมาไหม เดินเข้ามาเจออะไร ถ้ามันขนาดเล็กขนาดนี้ ลูกค้าจะรู้สึกยังไง จะรู้สึกอบอุ่น รู้สึกสบายๆ ไหม ถ้าใช่ก็ตรงกับความตั้งใจของเรา เราต้องดูภาพรวมเพื่อให้ทุกอย่างเป็นเรื่องราวเดียวกัน”

เธอไม่อยากให้ร้านชุดแต่งงานเป็นความกดดันของเจ้าสาว แต่อยากให้เจ้าสาวรู้สึกเหมือนได้มาหาเพื่อน เป็นประสบการณ์ที่ดี จึงไม่รบเร้าให้ลูกค้าตัดสินใจทันที ถ้ายังลังเลจะบอกให้ถ่ายรูปกลับไปคิดต่อที่บ้าน

ร้านเสื้อผ้าวินเทจช่วยเธอ 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือการดูรายละเอียดของเสื้อผ้าที่ผ่านการคิดมาอย่างดี และเรื่องที่สองคือ การบริการ

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว
Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“เราได้รู้จักลูกค้า ได้รู้ว่าถ้าลูกค้าไม่โอเค เราต้องจัดการกับมันยังไง แก้ปัญหายังไง ทุกวันนี้ Indigo Bride ก็ยังต้องแก้ปัญหาอยู่ ส่วนใหญ่เราจะเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ประนีประนอมที่สุด เพราะสุดท้ายลูกค้ามีกำหนดการ เราต้องทำชุดเขาให้เสร็จตรงเวลา แล้วถ้าระหว่างทางมีความรู้สึกแย่ๆ เกิดขึ้น ก็คงจะจบไม่ดี ถ้ามีปัญหาอะไรต้องรีบแก้ ต้องมีการตกลงกัน เขียนเงื่อนไขว่าปรับแก้ได้ถึงเมื่อไหร่ ถ้ามีนอกเหนือหรือเกินเวลาจากที่ตกลงกัน อาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะเราต้องทำชุดเขาให้เสร็จไม่ว่ายังไงก็ตาม”

ส่วนการฝึกงานที่ลอนดอนทำให้เธอรู้จักการทำงานด้วยตัวเองทั้งหมด ได้เรียนรู้และปรับปรุงไปเลย

“เรารู้สึกว่าการทำแบรนด์ร้านตัดชุด เซอร์วิสลูกค้าเองดีที่สุด ตอนทำร้านเสื้อผ้าวินเทจ มีปีหนึ่งที่เราจ้างคนมาเฝ้าร้านแทน กลายเป็นว่ายอดขายตกลง เพราะเขาไม่อิน เขาไม่มีใจ ก็เลยคิดว่าถ้าเจอลูกค้า เราต้องเจอเอง แต่การเย็บอาจจะพอให้คนอื่นช่วยได้ แล้ว Indigo Bride เป็นแบรนด์ขนาดไม่ใหญ่ เราทำเองดีกว่า”

เสน่ห์ของผ้าทอมือคือความไม่สมบูรณ์แบบ คือรอยยับที่จะไม่ได้จากผ้าใยสังเคราะห์ตัวไป คือสีที่จะจางลงเรื่อยๆ เมื่อผ่านการซักหลายๆ ครั้ง เพราะไม่ได้ใช้น้ำยาเคมี ซึ่งลูกค้าของเธอเข้าใจเป็นอย่างดี

แต่การทำธุรกิจชุดเจ้าสาวคือการซื้อครั้งเดียวแล้วจบ โอกาสน้อยมากที่ลูกค้าคนเดิมจะกลับมาซื้ออีกครั้ง

“เราก็ยังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงให้เขากลับมา พยายามทำชุดสีๆ หรือในอนาคตก็อยากทำชุดไปงานอื่นๆ ด้วย อยากลองเอาผ้าธรรมชาติที่ผลิตในไทยแบบอื่นมาใช้อีก เช่น ผ้าไหมไทย เพราะกลุ่มทอผ้าไหม กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็เยอะ เราอยากสนับสนุนเขา แต่ไม่ได้คิดว่ามันจะขับเคลื่อนอะไรได้หรอก เพราะเราไม่ได้ผลิตจำนวนมาก มันอาจจะไม่ได้สร้างงาน แต่เราก็หวังว่าจะช่วยได้บ้าง

“อย่างชุดเสื้อกระโปรงย้อมฝาง ก็มีเจ้าสาวที่เคยทำชุดกับเรามาซื้อไป แล้วเอาเสื้อลูกไม้ในวันแต่งงานมาใส่กับกระโปรงตัวนี้ หรือบางคนกลับมาจะมีลูกค้ามาให้เราตัดชายกระโปรงชุดแต่งงานให้หน่อย ชุดเขาเป็นแบบเรียบๆ คอปาด สไตล์ ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) มีหางปลา เขาก็ขอให้ตัดหางปลาออก มันก็กลายเป็นชุดเรียบๆ เข้ารูป

“ความสุขเลยไม่ใช่แค่เห็นเขาใส่ชุดของเราใส่วันแต่งงาน แต่เอาชุดของเราไปใช้ในวันอื่นๆ ด้วยเช่นกัน”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

Lesson Learned

“ถ้าจะสร้างแบรนด์ ก่อนอื่นต้องคิดก่อนว่า คุณจะขายอะไร สมมติจะขายโปรดักต์อย่างเดียว คุณก็ต้องทำโปรดักต์นั้นให้ดีมากๆ ถึงจะขายได้ เพราะบนโลกนี้ก็มีโปรดักต์ที่ดีมากมาย 

“Indigo Bride คือการขายทั้งโปรดักต์และเซอร์วิส อุปสรรคของเราก็จะประกอบด้วยสองอย่างนี้ ด้านโปรดักต์ เราต้องแก้ปัญหาด้านฟิตติ้ง ทำแพตเทิร์นให้สวยเป๊ะ เราต้องฝึกฝนพัฒนาไปเรื่อยๆ ส่วนเซอร์วิส เราก็ต้องหาทางออกที่ Smooth ที่สุดเพื่อทำงานกับลูกค้า 

“เรื่องเซอร์วิสจึงสำคัญมากๆ สำหรับแบรนด์ชุดแต่งงานหรือร้านตัดเสื้อ เราไม่ได้มองว่าเขาจะมาตัดแค่ชุดแต่งงาน อนาคตเวลาเขาอยากไปงาน เขาก็ยังนึกถึงเรา เพราะมันคือประสบการณ์ เหมือนกับธุรกิจร้านกาแฟที่ตอนนี้มีเยอะมาก อะไรที่ทำให้ลูกค้ากลับมา นอกจากกาแฟก็คือประสบการณ์ที่เขาได้จากตรงนั้น เราอาจจะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่พยายามทำให้ทุกอย่างและทุกคนที่เกี่ยวข้องแฮปปี้ที่สุด”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ กระแสของโพรไบโอติกทั้งในไทยและต่างประเทศได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ อาหารเสริม หรือเครื่องดื่มอย่างคอมบูชาที่เริ่มคุ้นหูและหาซื้อได้สะดวกขึ้น ลามมาถึงใครที่มีอาการ Long Covid หรือภาวะที่ต่อเนื่องจากการได้รับเชื้อโควิด-19 ในระยะยาว ก็มีกรมอนามัยแนะนำให้ทานโพรไบโอติก 

สรรพคุณที่ฟังดูเหมือนจะครอบจักรวาล แต่จริง ๆ แล้วโพรไบโอติกคืออะไรกันแน่

วันนี้เราจึงมีนัดสนทนากับผู้ก่อตั้งทั้งสามอย่าง ฐีระวิตต์ ลี้ถาวร, เปา-จิโรจ พิสุธิกูล และ โท-เรืองยศ มหาวรมากร ถึงที่มาที่ไปและเบื้องหลังความตั้งใจทั้งหมดของ Tibicos น้ำคีเฟอร์เจ้าแรกในประเทศไทยที่ทำขายในรูปแบบพร้อมดื่ม และกล้าเคลมว่ามีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้มากถึง 30,000 ล้าน CFU (Colony Forming Unit หรือหน่วยที่ได้จากวิธีตรวจนับปริมาณจุลินทรีย์) 

น้ำคีเฟอร์ผสมน้ำผลไม้ของพวกเขามีจุดเด่นคือ ความซ่าที่มีฟองละเอียดราวกับแชมเปญ และมีให้เลือกดื่มถึง 9 รสชาติด้วยกัน ที่สำคัญคือมีส่วนช่วยให้สุขภาพดีเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการเติมจุลินทรีย์ที่ดีให้ระบบในช่องท้อง

มาเริ่มอ่านเรื่องราวที่จะทำให้คุณสุขภาพดีอย่างยั่งยืนกันได้เลย

Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ เทรนด์ใหม่ของน้ำซ่าเพื่อสุขภาพทดแทนน้ำอัดลม

จากการทดลองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ให้ตัวเอง

ทั้งสามคนรู้จักคุ้นเคยกันดี เปาเคยทำงานเป็นลูกน้องของฐีระวิตต์เมื่อนานมาแล้ว และรู้จักกับโทจากการเริ่มวิ่งมาราธอนแบบจริงจังทั้งในและต่างประเทศ ทั้งสามคนมีความสนใจร่วมกัน คือ เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพตามประสาคนชอบออกกำลังกาย

เมื่อราว 2 ปีก่อน ในช่วงล็อกดาวน์เพราะสถานการณ์โรคระบาด เปาทดลองทำคอมบูชาเองที่บ้าน และเอามาให้ฐีระวิตต์ลองชิมก่อน

“ผมเคยไปอเมริกากับแคนาดา ซื้อของที่นู่นมาลองดื่มแล้วชอบ คือที่นู่นมีรสชาติให้เลือกเต็มไปหมด ส่วนตัวผมเองเคยมีประสบการณ์ด้านการทำเครื่องดื่มเลยลองทำดู ก็รู้สึกว่ามันดีกว่าดื่มน้ำอัดลมหรือชาปกติ พอกลับมาที่ไทย ผมก็ดูว่ามีคนทำรึยัง เห็นว่าพอมีอยู่บ้าง เลยลองทำเองดู ผสมนู่นนี่ แต่พอคุยกันจริง ๆ ท่านอื่นไม่ชอบกลิ่นหมัก แถมมีความเป็นกรดด้วย มีคนกลุ่มน้อยมากที่จะชอบหรือกินของพวกนี้ได้” เปาเริ่มเล่าให้ฟัง

ฐีระวิตต์ก็เลยลองหาอย่างอื่นที่คล้ายกันจนเจอคีเฟอร์นมก่อน แต่สำหรับคนออกกำลังกาย คีเฟอร์นมไม่ตอบโจทย์ เพราะดื่มแล้วค่อนข้างแน่นท้อง

“ดูต่อไปก็เจอ Water Kefir หรือน้ำคีเฟอร์ เลยลองมาทำเองที่บ้านแล้วส่งให้คุณเปากับคุณโทดื่ม มันสดชื่น มีความซ่าแล้วก็มีโพรไบโอติกด้วย สามารถเติมความสดชื่นหลังออกกำลังกายเสร็จ ดื่มดับกระหาย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ”

“ผมโวยวายเลยครับ ตอนระหว่างพัฒนาสูตร ผมบอกว่าคอมบูชามันมีกลิ่นเปรี้ยว มันเหม็นสำหรับผม เล่นกีฬามาแล้วไม่ได้อยากกินของแบบนี้ เหมือนกินน้ำส้มสายชู ก็เลยบอกว่ามันไม่น่าเวิร์กหรอก เลยมีอีกทางเลือกหนึ่งคือน้ำคีเฟอร์ ทำมาก็ลองชิมดู เออ อันนี้เวิร์ก” โทเสริม

ใครจะคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์พร้อมดื่มเจ้าแรกในประเทศไทยที่เริ่มมาจากการทดลองในบ้าน โทเล่าว่าทั้งสามคนช่วยกันทำทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น จนเริ่มตั้งแบรนด์และมียอดขายมากขึ้น ก็เริ่มเห็นแนวทางและแบ่งหน้าที่กัน ฐีระวิตต์ดูทิศทางกลยุทธ์ทั้งหมดว่าจะเดินไปทางไหน โทช่วยดูการตลาดว่าควรเจาะที่กลุ่มไหน ควรสื่อสารผ่านวิธีการและเครื่องมือแบบไหนบ้าง ส่วนเปารับหน้าที่ดูแลเรื่องวิจัยและพัฒนา รวมถึงเรื่องจัดซื้อ ติดต่อซัพพลายเออร์ต่าง ๆ

Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ เทรนด์ใหม่ของน้ำซ่าเพื่อสุขภาพทดแทนน้ำอัดลม
Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ที่เชื่อว่าระบบช่องท้องที่ดี นำไปสู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

ความต่างระหว่างคอมบูชาและน้ำคีเฟอร์

เครื่องดื่มลักษณะคล้ายกันอย่างคอมบูชาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายและอาจจะคุ้นหูมากกว่าเป็นเพราะมีขั้นตอนการทำง่ายกว่า คือใช้ชาดำ 1 ส่วน ผสมกับน้ำตาลอีก 5 ส่วน เติมน้ำแล้วปล่อยเอาไว้ 5 วัน จะเกิดเจลแผ่นเป็นเชื้อที่มีโพรไบโอติก เรียกว่า Scoby เมื่อจะใช้งานก็เพียงเทน้ำออกแล้วเก็บ Scoby ไว้ใช้ทำคอมบูชาในล็อตต่อ ๆ ไป และนำน้ำที่ได้ไปผสมกับน้ำผลไม้ตามสูตร

ต่างกับการทำน้ำคีเฟอร์ที่ต้องใช้ Kefir Grain หรือเม็ดคีเฟอร์ที่ต้องนำเข้ามาจากอเมริกา เติมน้ำตาลและน้ำเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสม ทิ้งไว้ 3 วัน ก็จะได้น้ำคีเฟอร์เพื่อเอาไปผสมกับน้ำผลไม้ ซึ่งเม็ดหัวเชื้อนี้ใช้เลี้ยงได้แค่เพียง 5 ครั้งก็ต้องเปลี่ยน เพื่อคงคุณภาพให้เชื้อแลคโตบาซิลลัสมีปริมาณตามที่ต้องการในทุก ๆ ขวด

ว่าง่าย ๆ ก็คือ คอมบูชาเก็บหัวเชื้อไว้ใช้ได้ตลอด ไม่หายไปไหน แต่น้ำคีเฟอร์ต้องเปลี่ยนอยู่เสมอ

Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ที่เชื่อว่าระบบช่องท้องที่ดี นำไปสู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ที่เชื่อว่าระบบช่องท้องที่ดี นำไปสู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

“จริง ๆ เราใช้ต่อไปได้เรื่อย ๆ ความซ่าก็ยังมี แต่ว่าตัวเชื้อจะค่อย ๆ ลดประสิทธิภาพลงไป ในประเทศไทยก็หาซื้อเชื้อได้ แต่ปัญหาคือเราไม่แน่ใจคุณภาพเชื้อที่ได้มา ถ้าทำดื่มเองไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องการันตีปริมาณเชื้อได้ว่ามีเท่าไหร่ รวมถึงมีสิ่งแวดล้อมมาเป็นปัจจัยส่งผล กลัวที่สุดคืออาจจะมีเชื้อตัวที่ไม่ดีเกิดขึ้น ถ้าเพาะเชื้อมาไม่ดีและไม่ได้เก็บในที่ที่สะอาดก็อาจเกิดสิ่งปนเปื้อนได้ 

“เราเลยนำกลับไปทดสอบที่อเมริกามา พบว่า Tibicos มีเชื้อแลคโตบาซิลลัสถึง 30,000 ล้าน CFU ถ้าคุณไปดูพวกตัวโพรไบโอติกที่เป็นซองหรือเม็ด เชื้อที่มีสัดส่วนเยอะที่สุดจะเป็นแลคโตบาซิลลัส ซึ่งเป็นเชื้อสังเคราะห์ ในขณะที่ของเราเป็นเชื้อธรรมชาติที่ยังมีชีวิตอยู่ เราเลยเน้นมากว่าถ้าพูดแล้วว่ามีโพรไบโอติกจำนวนนี้ ๆ ผมต้องเอาไปทดสอบดูก่อนว่าจริง เรามีใบรับรองจากสถาบันชั้นนำที่อเมริกาอย่าง Zymo Research กับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เลยว่า เรามี 30,000 ล้าน CFU แน่นอน ไม่มีการเจือปนใด ๆ เลย” ฐีระวิตต์ขยายความให้ฟังถึงรายละเอียด

“อีกอย่างคือ 99 เปอร์เซ็นต์ของคอมบูชาเป็น Acetic Acid หรือกรดน้ำส้มสายชู รสชาติมันเลยออกมาเป็นแบบนั้น จากการเช็กค่าความเป็นกรดในน้ำ ของเรามีค่า pH ที่ประมาณ 2.7 ซึ่งเท่ากับคอมบูชา แต่รสชาติของน้ำคีเฟอร์จะกลมกล่อม นุ่มนวล ดื่มง่ายกว่ามาก”

Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ที่เชื่อว่าระบบช่องท้องที่ดี นำไปสู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

เหตุผลว่าทำไมต้องเป็นน้ำคีเฟอร์

คีเฟอร์มี 2 ประเภท คือ นมคีเฟอร์และน้ำคีเฟอร์ เราจึงสงสัยว่ามันต่างกันแค่ไหน และต่างกันอย่างไร โทบอกว่าเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน เพื่อเพิ่มโอกาสในการดื่ม พวกเขาจึงตัดสินใจทำให้เป็นแบบน้ำ

“มันตอบโจทย์มากกว่า ดื่มง่ายกว่า คีเฟอร์นมมันไม่รู้จะดื่มโอกาสไหน คือดื่มเพื่อสุขภาพได้ แต่ถ้าทำเป็นน้ำคีเฟอร์จะดื่มได้ตลอด สดชื่นและอร่อย นั่งคุยงานกันกินนมคีเฟอร์ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นน้ำก็มีวาระโอกาสกินได้มากกว่า” โทเล่า

“พอออกกำลังกายเสร็จก็อยากดื่มอะไรสดชื่น ๆ เปิดตู้เย็นมาเจอแต่น้ำอัดลมแบบไร้น้ำตาลกับเกลือแร่ มีแต่อะไรหวาน ๆ ทั้งนั้นเลย ตอนแรกก็ไม่เชื่อว่าหมักออกมาจะมีความซ่าแบบนี้ ตอนทำครั้งแรก เทออกมาผสมกับน้ำผลไม้แล้วแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น ฟองมันเนียนละเอียดมาก เหมือนแชมเปญเลย ไม่เหมือนฟองอัดก๊าซที่จะหยาบกว่า เลยรู้สึกว่ามันใช้ได้ 

“ผมลองให้ภรรยาดื่มด้วย ปกติเขาจะมีปัญหาเรื่องระบบช่องท้องเหมือนกัน ดื่มไปสักพักก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง เข้าห้องน้ำง่ายขึ้น สุขภาพดีขึ้น ตอนนั้นผมอ่านหนังสือเป็นสิบ ๆ เล่มเลยครับ เกี่ยวกับเรื่องคีเฟอร์ โพรไบโอติก สุขภาพช่องท้อง ค้นคว้าทุกอย่างว่ามีส่วนช่วยให้สุขภาพดีขึ้นยังไง ก็เลยตั้งขึ้นมาเป็นโปรเจกต์นี้ ไปปรึกษานักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร อาจารย์ หมอต่าง ๆ เขาก็บอกว่าดี และกลายมาเป็นลูกค้าปัจจุบันของเราด้วย” ฐีระวิตต์เสริม

เราสงสัยว่าทำไม Tibicos เพิ่งก่อตั้งมาได้ 7 เดือน แต่เลือกทำรสชาติเยอะถึง 9 รส ทั้งที่ปกติแบรนด์ใหม่จะเริ่มแค่รสสองรสเพื่อลองตลาดก่อนเท่านั้น

คำตอบของฐีระวิตต์คือ พาร์ตเนอร์แต่ละคนชอบรสต่างกันหมดเลย และอยากให้ทุกคนดื่ม Tibicos ทุกวันได้โดยไม่เบื่อ แถมพอวางขาย ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ชอบสั่งคละรสอีกด้วย

“เราเชื่อว่าต้องดื่ม Tibicos ต่อเนื่องอย่างน้อยวันละขวด อย่างน้อยเราจึงต้องมี 7 รส ทานควบคู่ไปกับทุกมื้ออาหารได้เลย ถ้าทานกับอาหารรสเผ็ด ผมแนะนำเป็นรสลิ้นจี่หรือสตรอว์เบอร์รีที่หวานหน่อย หรือทานก่อนมื้อกลางวันหรือเย็น แนะนำ Honey Lemon เพราะมีความเปรี้ยวนิด ๆ ช่วยเปิดให้เรารับรสได้ดีขึ้นก่อนทานอาหาร ช่วงบ่ายที่อยากได้อะไรสดชื่นให้ตื่น รสบ๊วยก็น่าจะเหมาะ ก็เลือกตามวาระโอกาสไป และยังจะมีรสใหม่ ๆ มาเรื่อย ๆ ครับ”  

Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ที่เชื่อว่าระบบช่องท้องที่ดี นำไปสู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

หากลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนให้เจอ

ด้วยความที่น้ำคีเฟอร์เป็นของที่ค่อนข้างใหม่ ในตอนแรกพวกเขาจึงกังวลว่า แล้วใครจะมาเป็นกลุ่มลูกค้าที่ควรเจาะตลาด การขายครั้งแรกจึงเป็นการลองเสี่ยงดูเพื่อหาว่าใครที่สนใจ แต่กลับได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาดคิด

“ผมโพสต์ขายในกลุ่มจุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส นานมากแล้ว ตอนนั้นทำได้ 200 ขวด แต่ขายหมดภายในวันเดียว ไม่ได้มีช่องทางการจัดจำหน่าย เลยบอกว่าพรุ่งนี้จะไปสามย่านมิตรทาวน์ ใครสนใจไปถึงค่อยจ่ายเงิน ปรากฏว่าผมกลับบ้านตัวเปล่า แล้วก็มีฟีดแบ็กกลับมาตลอดเลยว่า คนชอบ ขอซื้ออีกเรื่อย ๆ” เปาเล่า

ต่อด้วยโทเสริมให้ฟังว่า ในกลุ่มจุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส ในยุคแรกค่อนข้าง Niche คือมีกลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพมาก ๆ อยู่จำนวนหนึ่ง เลยมีคนพอรู้จักคีเฟอร์อยู่บ้าง

“เราเลยเห็นว่ามันมีตลาดนี่นา ผมเองเป็นนักกีฬา พอมีคนรู้จักในแวดวงคนที่เล่นกีฬาอยู่ค่อนข้างเยอะ เลยคุยกับทั้งสองท่านว่า ผมเองก็อยากทำสินค้าออกมา เพราะผมทานโพรไบโอติกแบบซองตลอดเหมือนกัน แล้วก็ทราบว่าจุดเริ่มต้นที่ดีต้องมาจากลำไส้ กินอะไรดีแค่ไหนแต่ถ้าลำไส้ดูดซึมไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ ประกอบกับว่าพี่เปาพิสูจน์ให้เห็นว่ามันมีตลาดจริง ๆ ก็เลยเอาตัวนี้แหละ เริ่มเปิดตัว Tibicos กับกลุ่มคนรักสุขภาพและชอบออกกำลังกายดู ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมากครับ

“อีกกลุ่มหนึ่งที่เจอคือ กลุ่มคนที่พยายามลดการบริโภคน้ำอัดลมวันละ 3 – 4 กระป๋อง เขารู้แหละว่ามันไม่ดี ก็เลยหันมาเอา Tibicos ไปทดแทน กับอีกกลุ่มคือกลุ่มวัยกลางคนที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะ ท้องอืดง่าย เข้าห้องน้ำยาก ก็หันมาดื่มเหมือนกัน 

“มีลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่บอกเราว่า น้องห้ามหยุดขายเลยนะ เพราะวันหนึ่งต้องดื่มเช้าเย็น ทำให้สบายตัว ทานอาหารอร่อยขึ้น และมีกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพช่องท้องกับกลุ่มนักกีฬาของโท จากนั้นก็พยายามหากลุ่มตรงกลางระหว่างสองกลุ่มนี้ เลยอยากสร้าง Awareness ให้วัยที่เด็กลงมาเริ่มมาสนใจดูแลสุขภาพช่องท้องและสุขภาพโดยทั่วไปด้วย” ฐีระวิตต์ปิดท้าย

Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ที่เชื่อว่าระบบช่องท้องที่ดี นำไปสู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

ทิศทางตามกระแสนิยม

สำหรับเทรนด์ของโพรไบโอติกที่กำลังมาในช่วงนี้ เรามีคำถามว่าขนาดคอมบูชาที่ค่อนข้างแมสกว่ายังไม่ค่อยได้รับความนิยมเลย แต่ทำไมถึงเลือกมาทำคีเฟอร์ที่คนยิ่งไม่รู้จักเข้าไปใหญ่ จึงอยากรู้ว่าผู้บริหารมองว่า Tibicos จะไปได้ไกลแค่ไหน

ฐีระวิตต์เล่าว่าปัญหาของสินค้าที่มีส่วนประกอบของโพรไบโอติกคือ เรื่องความเข้าใจของผู้บริโภคที่ไม่ชัดเจน แบรนด์ต่าง ๆ สื่อสารถึงสรรพคุณในแต่ละช่องทางหลากหลายมาก แต่ไม่มีใครไปในทิศทางเดียวกันเลยจนน่าสับสน

โทจึงอธิบายต่ออีกว่า ในช่วงแรกที่เริ่มต้นแบรนด์จึงพยายามทำคอนเทนต์ทางโซเชียลมีเดีย ให้ความรู้เพราะเทรนด์กำลังมา แต่ความเข้าใจของผู้บริโภคคือ โพรไบโอติกเท่ากับตัวช่วยเรื่องการขับถ่ายอย่างเดียว

“ฟีดแบ็กลูกค้าคือ ถามเราว่ากินแล้วจะถ่ายดีมั้ย อันนั้นคือผลพลอยได้ครับ เมื่อไหร่ที่สมดุลลำไส้ดี การขับถ่ายคุณก็ดีแน่นอน ผู้บริโภคก็กังวลเรื่องประมาณนี้ รองลงมาคือเรื่องน้ำตาลและแคลอรี่ที่สงสัยว่ามีแค่ไหน คือเราจะตอบเขาว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่สมดุลลำไส้คุณดี แปลว่ามีจุลินทรีย์ที่ดีมากกว่าไม่ดี ระบบเผาผลาญต่าง ๆ ก็ย่อมดีขึ้น ดังนั้น น้ำตาลที่ได้จากน้ำผลไม้ธรรมชาติก็แทบจะไม่ต้องกังวลเลยครับ 

“ส่วนอีกตัวที่เราเน้นกับผู้บริโภคมาก ๆ คือเรื่องภูมิต้านทาน เพราะกว่า 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ของภูมิต้านทานของเราเกิดจากลำไส้ใหญ่ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีจุลินทรีย์ที่ดีมากกว่าไม่ดี ภูมิต้านทานก็จะแข็งแรงไปด้วย ถึงเริ่มมีเทรนด์ว่าถ้าเป็น Long Covid ต้องทานโพรไบโอติกเสริมภูมิต้านทาน”

ถามถึงเสียงตอบรับจากผู้บริโภค ฐีระวิตต์บอกว่าได้เกินจากที่คาดไว้มาก

“ในเชิงของการตอบรับ ทุกคนชมว่ามันดีมากเลย กลายเป็นสินค้าที่ให้คุณค่ากับลูกค้าจริง ๆ สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้ คือการขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น ถามว่าอยากขยายให้เร็วกว่านี้มั้ย ก็แน่นอนครับในแง่ธุรกิจ แต่เราก็อยากคงคุณภาพให้คงที่ก่อน ทุกคนช่วยกันทำทุกอย่าง เข้าไปในโรงงานผลิต ทุกคนก็ต้องดูได้ว่าขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ต้องควบคุมดูแลยังไงเหมือนกันหมด ถ้าใครหายไปก็ต้องทำหน้าที่ทดแทนกันได้ เพราะช่วงโควิดอีกสองท่านไปเจอซัพพลายเออร์พร้อมกัน ลืมคิดไปต้องกักตัวกันหมด เลยเหลือผมคนเดียวที่ต้องคอยดูแลการผลิต คือเราต้องจับมัน คลุกคลี รู้ไส้ เข้าใจทุกอย่างทุกขั้นตอน”

Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ที่เชื่อว่าระบบช่องท้องที่ดี นำไปสู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

ตั้งใจทำให้ดี เหมือนให้คนที่รักได้ดื่ม

ก้าวต่อไปของ Tibicos คืออยากสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง และสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ ให้รู้จักว่าคีเฟอร์คืออะไรได้มากขึ้น รวมถึงมีแพลนเพิ่มช่องทางการขายแบบออฟไลน์ และแตกไลน์สินค้าด้านสุขภาพที่ได้มาจากธรรมชาติในอนาคต

“อยากสื่อสารกับผู้บริโภคให้มากขึ้น น้อยคนที่จะรู้จักคีเฟอร์ เขานึกรสชาติไม่ออก เราก็พยายามจะเข้าถึงกลุ่มตรงนี้ให้มากขึ้นว่า มันดื่มง่ายนะ รสชาติเป็นยังไง เราสามคนตั้งใจที่จะทำ Tibicos ออกมาให้ดีจริง ๆ เป็นสินค้าดื่มกันเองทุกวัน แล้วก็ให้คนในครอบครัว ให้ลูกพวกเราดื่มด้วย เราเลยมั่นใจว่า เราทำให้คนที่เรารักดื่ม กับลูกค้าก็น่าจะได้ความมั่นใจตรงนี้ไปด้วยครับ”

Tibicos เครื่องดื่มน้ำคีเฟอร์ที่เชื่อว่าระบบช่องท้องที่ดี นำไปสู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

Lesson Learned

  • ต้องหาให้เจอว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงคือใคร เพราะการสื่อสารต้องปรับตามความเข้าใจและความสนใจของกลุ่มตามไปด้วย
  • การทดลองตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะได้ฟีดแบ็กที่น่าสนใจกลับมาไม่มากก็น้อย จงเอามันไปพัฒนาต่อให้สินค้าและบริการดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
  • ถ้ามีพาร์ตเนอร์หลายคน ควรแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เพราะทุกคนเก่งในด้านที่ต่างกัน แต่สำคัญคือ ทุกคนต้องเข้าใจการทำงานทั้งหมดเท่ากันด้วย
  • การสร้างหรือเพิ่มโอกาสให้เกิดการใช้สินค้าให้บ่อยขึ้น เป็นวิธีที่จะทำให้ผู้บริโภคจัดว่าสินค้าของเราเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตประจำวันของเขา

สั่งซื้อน้ำคีเฟอร์ได้ที่ Facebook : Tibicos และ Line : https://lin.ee/NOHSjjG

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load