2 กุมภาพันธ์ 2564
11.09 K

งานแต่งในสวนพร้อมชายที่รัก ซุ้มดอกไม้จริงกลิ่นหอม ครอบครัวพร้อมหน้า ญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว เพื่อนสมัยมัธยมที่เตรียมเพลงมาร้องบนเวที ช่อดอกไม้ที่โยนแล้วจะแตกเป็น 3 ช่อให้สาวๆ ที่จะได้แต่งงานคนต่อไป และชุดกระโปรงยาวสีขาวแบบที่ไม่มีทางได้ใส่ในโอกาสอื่น คือองค์ประกอบในความฝันวัยเด็กของผู้หญิงหลายๆ คน

ยกมือถ้าคุณแอบยิ้มอยู่

แต่รู้ไหมว่าในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ กระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Fast Fashion ได้รับความนิยมน้อยลง เปอร์เซ็นต์การซื้อเสื้อผ้ามือสองโตขึ้น หลายคนเริ่มลดการซื้อเสื้อผ้าที่ตั้งใจใส่แค่ครั้งเดียว และชุดแต่งงานก็ไม่มีข้อยกเว้น

นั่นคือความตั้งใจเมื่อ 5 ปีก่อนของ ต้นสน-ญานิศา สันธนาภรณ์ เจ้าของ Indigo Bride แบรนด์ชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าธรรมชาติ ตั้งแต่ผ้าทอมือท้องถิ่น ผ้าคอตตอน และผ้าลินิน ไปจนถึงผ้าย้อมครามสีน้ำเงินเข้ม เพราะเธอเชื่อว่า ชุดเจ้าสาวคือตัวตนของผู้ใส่ และไม่จำเป็นต้องสีขาวเสมอไป 

 ต้นสน-ญานิศา สันธนาภรณ์ Indigo Bride แบรนด์ชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าธรรมชาติ ตั้งแต่ผ้าทอมือท้องถิ่น ผ้าคอตตอน และผ้าลินิน ไปจนถึงผ้าย้อมครามสีน้ำเงินเข้ม

เธอออกแบบทุกชุดให้เจ้าสาวนำกลับมาใส่ในโอกาสต่างๆ ได้อีก บ้างนำเสื้อลูกไม้มาใส่กับกางเกงยีนส์ บ้างนำกระโปรงบานมาใส่กับเสื้อยืด จากชุดเจ้าสาวที่ใส่ครั้งเดียวแล้วต้องนอนเหงาอยู่ในตู้ ก็กลายเป็นเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ พร้อมนำกลับมาใช้ได้ทุกเมื่อ

‘สวยด้วย สบายด้วย ใส่ได้อีกด้วย’

นั่นไม่ใช่สโลแกนของ Indigo Bride หรอก แต่บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้ดีทีเดียว

และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยกมือเมื่อสักครู่ เราอยากชวนอ่านเรื่องแบรนด์ของต้นสน ที่เชื่อว่าอ่านจบจะต้องหลุดปากพูดว่า “รับค่ะ/ครับ” โดยไม่รู้ตัว

Something Old

ต้นสนเรียนมหาวิทยาลัยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขา Industrial Design หลังเรียนจบเธอไม่ได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพนักออกแบบทันทีเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่ตัดสินใจเปิดร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ ในปีที่ร้านแบบนี้ยังมีจำนวนน้อยแบบนับนิ้วได้

“วิธีที่ง่ายที่สุดคือการไปเลือกมาขาย มีทั้งขายออนไลน์บนเฟซบุ๊ก และมีหน้าร้านอยู่ที่ซีคอนสแควร์ เราชอบเสื้อผ้าอยู่แล้ว พอทำร้านก็ต้องคัดสินค้าอย่างจริงจัง ได้เห็นดีเทลต่างๆ ตะเข็บ เนื้อผ้า ตอนเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์เราเรียนกว้างมาก มีทั้งเซรามิก มีเรื่อง Textile แต่ไม่เคยเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า เปิดร้านได้ประมาณสามปี พอรู้ว่าสนใจสิ่งนี้ เลยไปเรียน Pattern หนึ่งปีเต็มๆ จันทร์ถึงศุกร์”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

ต้นสนเรียนการทำแพตเทิร์นทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง และเสื้อผ้าเด็ก ผ่านการลองผิดลองถูกมาตลอด จนกระทั่งสามีตัดสินใจไปเรียนต่อที่สหราชอาณาจักร เธอขอติดตามไปด้วย

“แต่ไม่อยากไปเรียน เราอยากไปค้นหาว่าตัวเองชอบเสื้อผ้าแบบไหน ก็เลยอีเมลไปขอฝึกงานที่แบรนด์เสื้อผ้าชื่อ Tata Naka เป็นสตูดิโอเล็กๆ อยู่ในลอนดอน ฝึกอยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็ย้ายไปฝึกกับคนจีนที่กำลังจะเริ่มทำแบรนด์ เราไปช่วยเขาทำ Sample เตรียมไปถ่ายแบบคอลเลกชันเขา ก็ทำที่บ้านเขาเลย ทำให้เรารู้ว่าถ้าจะสร้างแบรนด์ก็ไม่ต้องเริ่มจากใหญ่ก็ได้ เขาทำเองหมด เย็บเอง ขึ้นแพตเทิร์นเอง ไปจนถึงถ่ายแบบ ออกคอลเลกชัน เราก็เลยได้เห็นร้านสเกลไม่ใหญ่ที่ทำเองได้ แล้วก็กลับมาไทย”

เพราะทำร้านวินเทจอยู่ถึง 3 ปี ทำให้มีลูกค้าประจำที่สนิทกันและยังคุยกันจนถึงวันนี้ หลายคนรู้ว่าตอนแต่งงาน เธอตัดชุดแต่งงานด้วยตัวเอง จึงมาขอให้ตัดชุดให้เขาบ้าง 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอตัดชุดแต่งงานให้คนอื่น

“หลังจากนั้นก็มีตัดชุดหมั้นให้เพื่อน มีชุดราตรีบ้าง อย่างอื่นไม่มีใครมาขอให้ตัดเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่าชุดอื่นๆ ไปซื้อได้ แต่ชุดไปงานมันต้องพอดีตัว ต้องเป็นไซส์เขา แค่หลังโค้งเข้านิดหนึ่ง เสื้อมันก็อ้าแล้ว ตอนนั้นผ้าอะไรก็รับ ลองดู เก็บเกี่ยวแพตเทิร์น ทักษะการวัดตัว เก็บเกี่ยวความรู้ไปก่อน

“ส่วนสไตล์ก็เป็นสไตล์ทั่วไปเลย ใช้ผ้าเงาๆ ผ้าซาติน ผ้าคอตตอน ผ้าลินิน ผ้ากากเพชรยังเคยมีเลย พอผ่านผ้ามาเยอะ ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าถ้าจะสร้างแบรนด์จริงๆ มันควรออกมาในรูปแบบที่เราชอบ ซึ่งตัวเองชอบตัดผ้าธรรมชาติ”

Something New

ผ้าธรรมชาติที่เคยใช้คือ คอตตอนหรือลินิน แต่เธออยากให้ผ้ามีที่มา มีคุณค่า และมีความหมายมากกว่านั้น 

“สมัยเรียนเคยไป Textile Trip ได้เห็นว่าประเทศไทยมีกลุ่มทอผ้าทางภาคเหนือเยอะมาก เราอยากโฟกัสที่กลุ่มทอผ้า เลยเริ่มจากไปเดินงาน OTOP เพื่อดูว่าประเทศเรามีผ้าทอมือแบบไหนบ้าง เจอพี่คนหนึ่งจากจังหวัดลำพูนเขาทำผ้าฝ้ายทอมือและย้อมสีธรรมชาติ โดยเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวมาย้อมนี่แหละ พอได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านเขาก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่า มันคงจะดีมากถ้าเราเอาผ้าเหล่านี้มาตัดชุดแต่งงาน” 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

สำหรับต้นสน การแต่งงานอาจไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนเสียทีเดียว แต่เป็นครอบครัว มันคือพิธีการที่ทำให้ทุกคนมีความสุข งานอาจไม่ต้องใหญ่โต เพราะความสุขจริงๆ คือการได้อยู่กับคนที่รัก ครอบครัว และเพื่อน ในขณะเดียวกันบ่าวสาวก็ยังมีความเป็นตัวเองในงานแต่ง 

“พอคิดแบบนี้ ชุดแต่งงานก็ไม่น่าจะใส่ได้แค่ครั้งเดียวนะ”

หัวใจสำคัญของแบรนด์ Indigo Bride นอกจากจะใช้ผ้าธรรมชาติและผ้าทอมือแล้ว ยังออกแบบให้เป็นชุดที่ใส่ได้อีกครั้ง 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ยิ่งมันเป็นความทรงจำดีๆ ก็ยิ่งต้องกลับมาใช้บ่อยๆ สมมติเป็นชุดแต่งงานสองชิ้น เราใส่ทั้งเสื้อทั้งกระโปรงในวันแต่ง ต่อไปเราอาจจะเอาแค่เสื้อไปใส่กับกางเกงยีนส์ หรือใส่ไปฉลองวันครบรอบกับสามีได้อีก

“เสื้อผ้ามันไม่ควรจะผลิตมาเยอะๆ รอคนมาซื้อ ตอนขายเสื้อผ้าวินเทจก็เป็นการช่วยอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราจะทำเสื้อผ้าแบบผลิตใหม่ล่ะ เราจะทำยังไงที่จะให้มันยั่งยืนที่สุด”

เมื่อปักธงแล้ว ต้นสนเริ่มกระบวนการทุกอย่างเหมือนสมัยฝึกงานที่ลอนดอน ตั้งแต่สั่งผ้าทอจากชุมชน ขึ้นแบบ 15 ชุด ลงมือตัดเย็บด้วยตัวเอง ก่อนจะนำชุดไปถ่ายแบบลงอินสตาแกรมของร้าน และ Indigo Bride ก็มีลูกค้าคนแรกในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง 

Something Borrowed

เมื่อย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2016 ที่ Indigo Bride ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก แบรนด์ชุดแต่งงานที่ให้ความด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่มีให้เห็นในประเทศมากนัก ในขณะที่ต่างประเทศเริ่มมีหลายแบรนด์เกิดขึ้น อย่างที่ออสเตรเลียก็มีการใช้ผ้าออร์แกนิก หรือที่ฝรั่งเศสมีคอนเซปต์นำผ้าลูกไม้วินเทจกลับมาใช้ใหม่เพื่อตัดเป็นชุดแต่งงาน 

“พอเราเห็นตัวผ้าจะนึกแบบออกขึ้นมาเลย ชุดแต่งงานปกติจะเป็นโทนสีขาว ถ้าสีงาช้างก็จะวินเทจๆ หน่อย อย่างผ้าทอก็เป็นโทนครีมๆ ออกงาช้าง ใส่เป็นชุดแต่งงานได้ แต่ละกลุ่มก็จะมีโทนสีที่ทำได้ในพื้นที่ของเขา เราจะไม่ไปเปลี่ยนเขา ไม่ไปบอกให้เขาทำแบบที่เราต้องการ แต่จะดูว่าเขาทำอะไรอยู่แล้ว ถนัดอะไรอยู่แล้ว อย่างชุดสีชมพูที่เพิ่งทำเป็นผ้าย้อมฝาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว”

ชุดเจ้าสาวของ Indigo Bride จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวเสมอ

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ตอนไปดูแหล่งผ้าย้อมครามที่ลำปางก็เกิดไอเดียอีกว่า งานแต่งงานสมัยนี้มีเล็กๆ เหมือนกินข้าวกันในครอบครัว ซึ่งจริงๆ ใส่สีย้อมครามก็ได้นี่ แล้วก็มีเจ้าสาวใส่สีย้อมครามจริงๆ บางคนงานไม่ได้เล็กมากด้วย แต่ละคนเขามีความยูนีกของตัวเอง สมัยนี้มันไม่มีข้อจำกัดแล้ว เขาอยากใส่แบบนี้ สีนี้ ก็ใส่”

ลูกค้าเจ้าสาวที่เข้ามามี 2 แบบ แบบที่มีไอเดียอยู่แล้ว และแบบที่ยังอยากได้ไอเดียเพิ่มเติม บางคนชอบเรียบๆ ก็เลือกแบบเรียบๆ แต่บางคนเปิดรับเต็มที่ ต้นสนจะเสนอไอเดียใหม่ๆ โดยให้ความสำคัญกับรูปร่างของเจ้าสาวแต่ละคน เพราะถ้าเลือกทรงชุดถูกกับรูปร่าง จะใส่ออกมาแล้วสวย 

“เราไม่ได้ออกแบบแต่โปรดักต์ แต่ออกแบบเซอร์วิสเท่าๆ กันเลย เพราะเจ้าสาวต้องรู้สึกสบายใจและมั่นใจในชุดแต่งงานของเขา ในฐานะดีไซเนอร์ เราใส่ความเป็นตัวเองไปในการออกแบบอยู่แล้ว แต่เราอยากให้ลูกค้ามีความเป็นตัวเองในชุดของเขาด้วยเหมือนกัน เวลาคุยกันเลยยืดหยุ่นมาก เขาอยากได้แบบไหนก็เสนอมาได้ บางคนอยากมีดอกไม้ บางคนอยากให้ข้างหลังเป็นลูกไม้ เราอยากให้ลูกค้ามีความเป็นตัวเองอยู่ในชุด ไม่อยากให้ทุกคนใส่เหมือนกันหมด

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“เรามองฟังก์ชันเยอะ อาจเพราะเรียนโปรดักต์ดีไซน์มาด้วย ถ้าเป็นสายแฟชั่นเลย เขาอาจจะมอง Aesthetic มากกว่า มองความสวยงาม ดีเทล เป็นหลัก แต่ของเราที่เห็นชุดมันเรียบขนาดนี้ เป็นเพราะเรายึดฟังก์ชันเป็นหลัก เอาเบสิก แต่คัตติ้งดีๆ ผ้าดี ใส่สบาย เราชอบแง่คิดของแบรนด์ อย่าง Muji ที่เน้นฟังก์ชันไว้ก่อน แต่สุดท้ายใส่ออกมาก็สวยเพราะของคุณภาพดี เข้ากับผู้ใส่”

ราคาชุดเจ้าสาวมีตั้งแต่ 3,000 ถึงหลักหมื่นบาท ชุดที่ใช้ผ้าลูกไม้หรือออกแบบแบบ Custom-made จะมีราคาสูงกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณผ้าที่ใช้และความซับซ้อนในการออกแบบด้วย

ต้นสนเล่าว่า ลูกค้าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของ Indigo Bride จัดงานแต่งกึ่งเอาต์ดอร์ ผ้าธรรมชาติเลยตอบโจทย์หลายอย่างตามสภาพอากาศของเมืองไทย ใส่แล้วเย็นสบาย ยืดหยุ่น ไม่เหมือนผ้าใยสังเคราะห์ 

“ใส่แล้วเจ้าสาวแฮปปี้ทุกด้านไม่ใช่แค่สวย เพราะมันคือประสบการณ์ สวยด้วย ใส่สบายด้วย ใส่ได้อีกด้วย” 

Something Blue

Indigo Bride คือส่วนผสมของประสบการณ์จากการเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ ร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ และการฝึกงานในกับแบรนด์เล็กในกรุงลอนดอน ของต้นสน

เป็นทั้งลูกที่ต้องคอยดูแล ประคบประหงม และครูที่คอยสอนเรื่องราวต่างๆ ให้เธอในเวลาเดียวกัน

“ตอนเรียนเราเรียนเยอะมาก ทอผ้าก็ต้องทอเป็น เซรามิกก็ต้องปั้นเป็น ขัดโมเดล เลื่อยไม้ ออกแบบอินทีเรียด้วยนะ”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ทำไมมันถึงเกี่ยวกันหมด” -เราถาม 

“เราว่าเขาอยากให้นิสิตมองโปรดักต์ออกทั้งหมด โปรดักต์มันไม่ใช่แค่ชิ้นงาน เราต้องมองว่าคนที่จะใช้โปรดักต์ เขาอยู่ในอะไร เขาอยู่ในบรรยากาศแบบไหน สมมติโปรดักต์ใช้ดีแล้ว แล้วอินทีเรียที่โปรดักต์ตั้งอยู่ล่ะ ความรู้สึก บรรยากาศล่ะ คุณไม่ได้ขายโปรดักต์อย่างเดียว แต่คุณขายประสบการณ์ 

“ตอนเรียนมันทำให้เรามองภาพรวม คิดโปรดักต์เสร็จแล้วก็ต้องคิดต่อ อย่างเราทำสตูดิโอตรงนี้ ลูกค้าจะมาไหม เดินเข้ามาเจออะไร ถ้ามันขนาดเล็กขนาดนี้ ลูกค้าจะรู้สึกยังไง จะรู้สึกอบอุ่น รู้สึกสบายๆ ไหม ถ้าใช่ก็ตรงกับความตั้งใจของเรา เราต้องดูภาพรวมเพื่อให้ทุกอย่างเป็นเรื่องราวเดียวกัน”

เธอไม่อยากให้ร้านชุดแต่งงานเป็นความกดดันของเจ้าสาว แต่อยากให้เจ้าสาวรู้สึกเหมือนได้มาหาเพื่อน เป็นประสบการณ์ที่ดี จึงไม่รบเร้าให้ลูกค้าตัดสินใจทันที ถ้ายังลังเลจะบอกให้ถ่ายรูปกลับไปคิดต่อที่บ้าน

ร้านเสื้อผ้าวินเทจช่วยเธอ 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือการดูรายละเอียดของเสื้อผ้าที่ผ่านการคิดมาอย่างดี และเรื่องที่สองคือ การบริการ

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว
Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“เราได้รู้จักลูกค้า ได้รู้ว่าถ้าลูกค้าไม่โอเค เราต้องจัดการกับมันยังไง แก้ปัญหายังไง ทุกวันนี้ Indigo Bride ก็ยังต้องแก้ปัญหาอยู่ ส่วนใหญ่เราจะเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ประนีประนอมที่สุด เพราะสุดท้ายลูกค้ามีกำหนดการ เราต้องทำชุดเขาให้เสร็จตรงเวลา แล้วถ้าระหว่างทางมีความรู้สึกแย่ๆ เกิดขึ้น ก็คงจะจบไม่ดี ถ้ามีปัญหาอะไรต้องรีบแก้ ต้องมีการตกลงกัน เขียนเงื่อนไขว่าปรับแก้ได้ถึงเมื่อไหร่ ถ้ามีนอกเหนือหรือเกินเวลาจากที่ตกลงกัน อาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะเราต้องทำชุดเขาให้เสร็จไม่ว่ายังไงก็ตาม”

ส่วนการฝึกงานที่ลอนดอนทำให้เธอรู้จักการทำงานด้วยตัวเองทั้งหมด ได้เรียนรู้และปรับปรุงไปเลย

“เรารู้สึกว่าการทำแบรนด์ร้านตัดชุด เซอร์วิสลูกค้าเองดีที่สุด ตอนทำร้านเสื้อผ้าวินเทจ มีปีหนึ่งที่เราจ้างคนมาเฝ้าร้านแทน กลายเป็นว่ายอดขายตกลง เพราะเขาไม่อิน เขาไม่มีใจ ก็เลยคิดว่าถ้าเจอลูกค้า เราต้องเจอเอง แต่การเย็บอาจจะพอให้คนอื่นช่วยได้ แล้ว Indigo Bride เป็นแบรนด์ขนาดไม่ใหญ่ เราทำเองดีกว่า”

เสน่ห์ของผ้าทอมือคือความไม่สมบูรณ์แบบ คือรอยยับที่จะไม่ได้จากผ้าใยสังเคราะห์ตัวไป คือสีที่จะจางลงเรื่อยๆ เมื่อผ่านการซักหลายๆ ครั้ง เพราะไม่ได้ใช้น้ำยาเคมี ซึ่งลูกค้าของเธอเข้าใจเป็นอย่างดี

แต่การทำธุรกิจชุดเจ้าสาวคือการซื้อครั้งเดียวแล้วจบ โอกาสน้อยมากที่ลูกค้าคนเดิมจะกลับมาซื้ออีกครั้ง

“เราก็ยังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงให้เขากลับมา พยายามทำชุดสีๆ หรือในอนาคตก็อยากทำชุดไปงานอื่นๆ ด้วย อยากลองเอาผ้าธรรมชาติที่ผลิตในไทยแบบอื่นมาใช้อีก เช่น ผ้าไหมไทย เพราะกลุ่มทอผ้าไหม กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็เยอะ เราอยากสนับสนุนเขา แต่ไม่ได้คิดว่ามันจะขับเคลื่อนอะไรได้หรอก เพราะเราไม่ได้ผลิตจำนวนมาก มันอาจจะไม่ได้สร้างงาน แต่เราก็หวังว่าจะช่วยได้บ้าง

“อย่างชุดเสื้อกระโปรงย้อมฝาง ก็มีเจ้าสาวที่เคยทำชุดกับเรามาซื้อไป แล้วเอาเสื้อลูกไม้ในวันแต่งงานมาใส่กับกระโปรงตัวนี้ หรือบางคนกลับมาจะมีลูกค้ามาให้เราตัดชายกระโปรงชุดแต่งงานให้หน่อย ชุดเขาเป็นแบบเรียบๆ คอปาด สไตล์ ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) มีหางปลา เขาก็ขอให้ตัดหางปลาออก มันก็กลายเป็นชุดเรียบๆ เข้ารูป

“ความสุขเลยไม่ใช่แค่เห็นเขาใส่ชุดของเราใส่วันแต่งงาน แต่เอาชุดของเราไปใช้ในวันอื่นๆ ด้วยเช่นกัน”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

Lesson Learned

“ถ้าจะสร้างแบรนด์ ก่อนอื่นต้องคิดก่อนว่า คุณจะขายอะไร สมมติจะขายโปรดักต์อย่างเดียว คุณก็ต้องทำโปรดักต์นั้นให้ดีมากๆ ถึงจะขายได้ เพราะบนโลกนี้ก็มีโปรดักต์ที่ดีมากมาย 

“Indigo Bride คือการขายทั้งโปรดักต์และเซอร์วิส อุปสรรคของเราก็จะประกอบด้วยสองอย่างนี้ ด้านโปรดักต์ เราต้องแก้ปัญหาด้านฟิตติ้ง ทำแพตเทิร์นให้สวยเป๊ะ เราต้องฝึกฝนพัฒนาไปเรื่อยๆ ส่วนเซอร์วิส เราก็ต้องหาทางออกที่ Smooth ที่สุดเพื่อทำงานกับลูกค้า 

“เรื่องเซอร์วิสจึงสำคัญมากๆ สำหรับแบรนด์ชุดแต่งงานหรือร้านตัดเสื้อ เราไม่ได้มองว่าเขาจะมาตัดแค่ชุดแต่งงาน อนาคตเวลาเขาอยากไปงาน เขาก็ยังนึกถึงเรา เพราะมันคือประสบการณ์ เหมือนกับธุรกิจร้านกาแฟที่ตอนนี้มีเยอะมาก อะไรที่ทำให้ลูกค้ากลับมา นอกจากกาแฟก็คือประสบการณ์ที่เขาได้จากตรงนั้น เราอาจจะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่พยายามทำให้ทุกอย่างและทุกคนที่เกี่ยวข้องแฮปปี้ที่สุด”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

พลังของหนุ่มสาวเป็นสิ่งมหัศจรรย์

ผมคิดอย่างนั้นเมื่อเห็นสิ่งที่ วิว-วิมลพร รัชตกนก และ ภูภู่-วิศรุต วิสิทธิ์ ได้ทำในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองคือผู้ก่อตั้ง Spacebar Design Studio ที่เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ในบทบาทของตัวละครสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการ Zine อย่างแข็งขัน

หากใครได้ไปเดินงาน Bangkok Art Book Fair 2017 หรือ เทศกาลหนังสือศิลปะกรุงเทพฯ แล้วเห็นบูทที่คนมุงเยอะที่สุด-นั่นแหละบูทพวกเขา

จุดเด่นของวิวและภูภู่จากการสังเกตของผมคือเขาและเธอมีทั้งวิญญาณของศิลปินและผู้ประกอบการ มีทั้งเซนส์ของคนทำงานศิลปะและคนที่เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้สตูดิโอของพวกเขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ แต่มั่นคงและลงลึก

ซึ่งคำว่า ‘เติบโต’ ในที่นี้ ผมไม่ได้ว่าหมายความเพียงขนาดของสตูดิโอที่วันนี้กว้างขวางขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่เปิดวันแรก และไม่ใช่หมายถึงจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น แต่เติบโตในที่นี้ ผมหมายถึงสิ่งที่พวกเขาได้หว่านเมล็ดเอาไว้เริ่มงอกงาม

ไม่ว่าจะเป็นการทำเว็บไซต์ที่เริ่มมีการบอกปากต่อปากจนงานเริ่มล้นมือ หรือการเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนวงการ Zine จนทุกวันนี้ Spacebar Design Studio น่าจะเป็นชื่อแรกๆ–หรืออาจเป็นชื่อเดียวด้วยซ้ำ เมื่อเรานึกถึงสถานที่ที่เปิดพื้นที่ให้ Zine โดยไม่ต้องรองานเทศกาลที่จัดปีละไม่กี่ครั้ง

คงอย่างที่ว่าไปในย่อหน้าแรก พลังของหนุ่มสาวเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเดินทางมาคุยกับเขาทั้งสอง

วิว-วิมลพร รัชตกนก และ ภูภู่-วิศรุต วิสิทธิ์

1.

ซีนเปิดตัว

หลังจากผลักประตูเข้าไป หญิงสาวผู้ก่อตั้งก็นั่งรอผมอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อกวาดสายตาสังเกต ด้านหน้า-ผมเห็นนิทรรศการของศิลปินชื่อดังชาวไต้หวันนามว่า Enzo ที่กำลังจัดแสดงอยู่เป็นวันสุดท้าย ฝั่งซ้าย-เป็นเคาน์เตอร์ของร้าน ส่วนฝั่งขวา-อัดแน่นไปด้วย Zine หรือที่วิวขอนิยามง่ายๆ ด้วยคำไทยว่า ‘สิ่งพิมพ์อิสระ’ แทนคำว่า ‘หนังสือทำมือ’ ด้วยกลัวคนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าต้องเย็บมือเท่านั้นหรือเปล่า

นิทรรศการ

ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่วิวจะตัดสินใจเปิดสตูดิโอ เธอทำงานประจำอยู่ที่สื่อสำนักหนึ่งโดยมีงานเสริมที่ทำควบคู่ไปด้วยคือรับทำเว็บไซต์ ซึ่งเป็นทักษะที่ต่อยอดมาจากความสนใจส่วนตัวสมัยเรียน นับจนถึงวันนี้เธอทำมาแล้วกว่า 10 ปี จนวันหนึ่งเธอพบข้อเสียของการไม่มีออฟฟิศเป็นหลักเป็นแหล่งคือขาดความน่าเชื่อถือ เธอจึงตัดสินใจหาทำเลที่พอรับค่าเช่าไหวเป็นที่ปักหลักเปิดสตูดิโอ จนขยับขยายกลายมาเป็นสถานที่ที่เรานั่งคุยกันตอนนี้

หญิงสาวเล่าว่าสตูดิโอของเธอแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Space Bar Online, Space Bar Zine และ Space Shop โดยส่วนที่เป็นรายได้หลักและหล่อเลี้ยงให้สตูดิโอของเธอให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้คือ Space Bar Online ซึ่งรับทำเว็บไซต์

ลูกค้าที่มาจ้างเธอทำเว็บไซต์นั้นหลากหลาย ไล่ตั้งศิลปินยันนักธุรกิจ ไล่ตั้งแต่ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ยันบริษัทขายอุปกรณ์ภาคพื้นท่าอากาศยาน

เว็บไซต์

ด้วยความที่ขาข้างหนึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการสร้างสรรค์อยู่แล้ว ในขณะที่อีกขาหนึ่งก็คลุกคลีอยู่กับเหล่าโปรแกรมเมอร์ ทำให้เธอมีสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในบริษัทที่รับทำเว็บไซต์ นั่นคือสามารถเป็นตัวกลางคอยสมดุลระหว่างฝั่งดีไซเนอร์และฝั่งโปรแกรมเมอร์

“เหมือนเราเป็นล่ามระหว่างฝั่งนักออกแบบและฝั่งคนเขียนเว็บ” วิวเปรียบเทียบบทบาทของตัวเองให้เห็นภาพ “สมมตินักออกแบบเขาออกแบบเว็บไซต์มา เราจะเป็นคนดูว่าอันไหนใช้ได้หรือไม่ เพราะเราจะรู้ว่าฟังก์ชันที่นักออกแบบออกแบบมา ในเทคโนโลยีปัจจุบันอันไหนทำได้หรือไม่ได้ เราทำเว็บมาเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ที่หลายคนวิ่งจากสื่อสิ่งพิมพ์ไปโลกออนไลน์”

เมื่อดูจากสิ่งที่เธอทำอย่างเว็บไซต์และ Zine ลึกๆ ผมค่อนข้างแปลกใจที่เห็นส่วนผสมทั้งสองนี้อยู่ในตัวคนคนเดียว

อันที่จริงเธอเชื่อในพลังของสิ่งพิมพ์หรือพลังของโลกออนไลน์กันแน่-ผมสงสัย

“เรารู้สึกว่ามันเกื้อกัน พอเราทำงานออนไลน์ เรารู้สึกว่ามัน transform กันไปมา ถ้าเราทำสิ่งพิมพ์เราจะได้ยินคนที่บอกเราว่า สิ่งพิมพ์มันตาย สิ่งพิมพ์ขายไม่ได้ แต่ถ้าคุณเอาสิ่งพิมพ์มาขายในออนไลน์มันขายได้นะ

“แล้วมีบางคนถามเราว่า ทำเว็บไซต์ได้เงินหลักแสน ทำซีนได้แค่เล่มละสองร้อย ทำไปทำไม เราก็ตอบว่ามันมีสิ่งที่ออนไลน์ให้เราไม่ได้เหมือนกัน เช่น ออนไลน์มันไม่ได้หยิบจับเป็นชิ้นเป็นอันออกมา ไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นการสะสม อย่างเราทำเว็บเราไม่ได้มองมันเป็นของสะสม มันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง แต่อย่างสิ่งพิมพ์ เราสามารถพูดได้ว่านี่คือสิ่งที่เราซื้อมาจาก Tokyo Art Book Fair เราเอามาหยิบ เอามาโชว์ได้ มันเป็นอารมณ์ของคนรักสิ่งพิมพ์แหละ ได้จับ ได้เปิด ได้เก็บขึ้นชั้น

“มันดูเป็นเรื่องง่ายมากเลยนะ แต่เราก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ออนไลน์ให้เราไม่ได้”

Zine

Zine

2.

กำแพงเมืองซีน

หลังบทสนทนาเคลื่อนผ่านมาถึงเรื่อง Zine สายตาผมพยายามสังเกตที่ผนังซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือขนาดกะทัดรัด-จะเรียกมันว่ากำแพงเมืองซีนก็คงไม่ผิดนัก เพื่อพยายามนับว่า Zine บนชั้นมีกี่เล่ม

“ถ้านับจากวันแรกตอนนี้ เรามี Zine เกิน 50 ปกแล้วที่เคยวางขายที่ร้าน ส่วนตอนนี้ก็มีประมาณ 30 กว่าปก” หญิงสาวคลี่คลายเมื่อผมตัดสินใจถามทันทีที่เห็นว่านิ้วมือไม่พอนับ

ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรยาก ก็แค่รับมาขาย แต่ถ้ามันง่ายดายขนาดนั้นคงมีร้านแบบนี้เกลื่อนเมืองไปแล้ว

หลายคนอาจนึกไม่ออกว่ายากยังไง เลยขอพูดให้เห็นภาพ สมมติเราอยากเปิดร้านขายเสื้อผ้า เรายังพอรู้ว่าไปรับเสื้อผ้าราคาถูกจากที่ไหนมาขายได้ หรือถ้าจะเปิดแผงขายผักผลไม้ เราก็รู้ว่าต้องไปซื้อหาวัตถุดิบราคาส่งจากตลาดใด แต่กับ Zine สมมติเรามีใจอยากขาย คุณนึกออกไหมว่าเราจะไปหา Zine จากไหน

ยิ่งย้อนกลับไป 2 ปีก่อนตอนที่ Zine ยังเป็นคำแปลกหูในบ้านเรายิ่งยากเข้าไปใหญ่

สิ่งที่จุดประกายให้หญิงสาวเห็นแสงสว่างบนเส้นทางนี้คือ การได้ไปร่วมงาน Make A Zine ทั้งสองครั้ง ซึ่งจัดโดยนิตยสาร a day ท่ามกลางคนธรรมดามากมายที่ทำหนังสือทำมือมาแลกมาขาย เธอเห็นความเป็นไปได้ที่เริ่มก่อตัว

“โชคดีที่เจองาน Make A Zine เราเห็นเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของมันคือ ใครก็เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้” วิวเริ่มเล่าเมื่อผมย้อนถามถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาสนใจขับเคลื่อนวงการ Zine ในบ้านเรา “หมายถึงว่าเมื่อก่อน คนเราหรือแม้กระทั่งตัวเราเอง เวลาทำงานอะไรสักอย่างแล้วจะโพสต์ลงเพจจะกลัวว่าจะโดนตัดสิน กลัวว่าคนจะถามว่ามึงเป็นใครวะ ทำไมกล้าเอางานตัวเองมาโพสต์ แต่จากงานนั้นทำให้เรารู้สึกว่าเป็นไปได้ ครั้งที่ 1 เราทำ Zine ไปแลก ปรากฏว่าหมดเกลี้ยง แล้วยังมีคนหลังค์ไมค์มาถามอีกว่ายังเหลืออยู่ไหม ก็เลยรู้สึกว่าเป็นไปได้ว่ะ พองานจัดครั้งที่ 2 เราทำไปขาย 100 เล่ม ก็ขายหมดเลย เฮ้ย มันเป็นไปได้ว่ะ

“แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าคนยังต้องพึ่งกับเทศกาลทุกครั้ง ต้องรอว่าเมื่อไหร่จะมีใครจัดงาน Zine อีก เพราะอยากปล่อยของ เราก็เลยคิดว่าจริงๆ มันไม่ต้องเป็นเทศกาลก็ได้นี่หว่า และเราก็ถามตัวเองว่าในไทยมีที่ไหนบ้างที่ทำหน้าที่นี้ เฮ้ย ไม่มีว่ะ

“ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่ที่เมื่อไหร่ก็มี Zine”

วิมลพร รัชตกนก

วิมลพร รัชตกนก

และเป็นคำถามนั้นเอง ที่ทำให้เกิด Space Bar Zine ซึ่งทำครบวงจรเกี่ยวกับการ Zine ไม่ว่าจะเป็น หนึ่ง-รับฝากขาย สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าทำเสร็จแล้วจะไปวางจำหน่ายที่ไหน สอง-รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและช่วยผลิต Zine ในฐานะโปรดิวเซอร์ สำหรับคนที่มีเรื่องเล่า มีไอเดีย แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง สาม-จัดเวิร์กช็อป เพื่อสร้างคอมมูนิตี้คนทำ Zine ให้แข็งแรงขึ้น

ในเมื่อ Zine ไม่ใช่สินค้าที่อยู่ๆ นึกจะขายก็ไปรับมาขายอย่างที่ว่าไป เธอจึงต้องทำหน้าที่ส่งเสริมการผลิตไปด้วย

“เราได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงที่เราไปตามร้าน Zine ที่ญี่ปุ่น ที่นั่นมีวัฒนธรรมของ Zine ที่ดีมาก มีสตูดิโอเล็กๆ แห่งหนึ่งเขาตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาว่าแต่ละเดือนจะคิดธีมขึ้นมา แล้วชวนแม่บ้าน ลูกเด็กเล็กแดงมาร่วมเวิร์กช็อป พิมพ์ Zine ขายกันที่ร้าน โดยที่ร้านจะหักเปอร์เซ็นต์จากการขาย แล้วที่ร้านมี Zine วางขายเยอะมาก

“ทุกวันนี้เราก็พยายามมากที่จะ educate คน แต่การ educate ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไปยืนอธิบายหรือทำคอนเทนต์ออกมาสอน แต่ว่าการที่เราเอางานมาปล่อย หรือกระทั่งการที่ใครสักคนหยิบ Zine สักเล่มขึ้นมาเปิดู มันก็เป็นวิธีการหนึ่งที่เขาจะเข้าใจ Zine เหมือนกันนะ”

แล้วถ้าเป็นอย่างที่เธอว่า คุณลองคิดเอาเองว่า ร้านที่มี Zine จำนวนเกือบครึ่งร้อยวางเรียงบนผนังจะทำให้เราเข้าใจ Zine ได้มากขึ้นแค่ไหน

Zine

3.

ขโมยซีน

หนึ่งอุปสรรคที่ทำให้คนยังมอง Zine เป็นเรื่องไกลตัว คือการที่ใครบางคนยังมองว่าคนทำซีนต้องเป็นคนทำงานศิลปะ เป็นนักออกแบบ-คนธรรมดาอย่างฉันทำไม่ได้หรอก

แต่จากยอดขายที่ท่วมท้นถล่มทลายในงาน Bangkok Art Book Fair 2017 จนแทบจะเรียกว่าขโมยซีนในงานก็ไม่ผิดนัก ก็ช่วยยืนยันว่า เรื่องเล่าจากคนธรรมดาที่อาจจะสนใจการเขียนหรือมีเรื่องเล่า ก็ทำออกมาเป็น Zine ที่ผู้คนสนใจได้

“ก่อนหน้านี้คนจะมองว่า Zine จับต้องยาก แล้วมันจะมีความงงนิดนึงว่าข้อจำกัดของ Zine คืออะไร เราก็เลยเอาทักษะของการที่เราสื่อสารบนออนไลน์มาเล่า ว่า Zine คือเรื่องง่ายมากนะคะ มันคือสิ่งพิมพ์อิสระที่คุณจะพิมพ์อะไรก็ได้ รูปแบบ Zine ของสเปซบาร์เราจะพยายามทำให้ง่าย เป็นขนาด A4 ที่พับครึ่งเป็น A5 แล้วเย็บแบบมุงหลังคาเสียเยอะ เราทำวิธีการให้มันจับต้องง่าย ทำให้เขาเห็นว่ามันเกิดขึ้นได้จริง อาจจะด้วยสกิลล์การขี้ขาย เราก็เลยรู้เลยว่าเราจะทำให้คนเข้าใจได้ยังไง เข้ามาถึงก็จะอธิบายว่าซีนคืออะไร ถ้าจะทำซีนเริ่มต้นยังไง เรามีกระดาษอะไรให้เลือกบ้าง ช่วยเขาทำมันขึ้นมา เราพยายามทำให้เป็นมิตรมากขึ้น”

Zine Zine

“แล้วทำไมเราต้องทำ Zine ในเมื่อก็มีสิ่งพิมพ์ประเภทอื่นอย่างหนังสือเล่มหรือนิตยสารให้เสพมากมายอยู่แล้ว” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“เราชอบเสน่ห์ของมันตรงที่ใครๆ ก็ทำได้ แล้วมันทำให้เราเป็นคนที่กล้าโชว์สิ่งที่เราทำโดยที่ไม่ต้องยึดติดกับกรอบว่าคนจะมองยังไง แล้วเสน่ห์อีกอย่างของ Zine คือมันจะส่วนตัวแค่ไหนก็ได้ สมมติเราจะออกหนังสือสักเล่มเราก็จะคิดเยอะว่าเราจะเล่าเรื่องนี้ดีไหม แต่ Zine เราเล่าได้หมด ที่ร้านมีแม้กระทั่ง Zine เรื่องเซ็กซ์ครั้งแรก ซึ่งมันส่วนตัวมาก แต่ก็ทำออกมาได้

“หรืออย่างพี่โลเล (ทวีศักดิ์ ศรีทองดี) เขาทำโปรเจกต์ศิลปะ วาดตัว Monster เอาไปไว้ในหมู่บ้านที่ญี่ปุ่น แล้วให้คนแก่ถือแล้วถ่ายรูปเพื่อส่งให้ลูกๆ ดูว่าพ่อแม่โดน Monster โจมตี กลับมาบ้านบ้างนะ ซึ่งมันเป็นโปรเจกต์ที่น่ารักมาก ซึ่งเขาบอกว่าถ้าไปเสนอสำนักพิมพ์มันก็จะสั้นเกินไป แต่พอเป็น Zine มันทำได้ ก็เลยออกมาเป็น Zine ชื่อ Monslolita

เพราะฉะนั้น ถ้าให้เรานิยาม Zine เราว่ามันคือสิ่งที่เราชอบและอยากทำ และเมื่อใดที่มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยากทำแต่ต้องทำ มันก็อาจจะไม่ใช่ Zine”

Zine

Zine

Zine

4.

เลิฟซีน

นับจากวันที่เปิดร้านในทำเลแรกจนถึงตอนนี้ ผมพอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นขนาดของร้านที่กว้างขวางขึ้นแบบเท่าตัว จำนวน Zine ที่เพิ่มขึ้น วงการ Zine ที่คึกคักขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น เครื่องพรินต์ที่ใหญ่ขึ้น แพงขึ้น เพื่อช่วยให้ผลิต Zine ได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ก็ถี่ขึ้น

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากชมเชยสิ่งที่ Spacebar Design Studio ได้ทำ หญิงสาวผู้ก่อตั้งก็รีบออกตัว

“คนจะมองเหมือนว่าเราเล่นใหญ่มาก จะทำคอมมูนิตี้ อยากให้มันเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งจริงๆ เราสารภาพว่าเราเป็นคนที่ชอบทำงานเฉยๆ เราไม่มีจุดหมายเลยว่าฉันจะทำให้สังคมของ Zine เกิดขึ้น พูดตรงๆ ว่าเรากับภูภู่แค่ชอบทำงาน เห็นอะไรที่หยิบจับมาทำงานได้เราก็ทำ”

“ทำแล้วได้อะไร” ผมชวนเขาทั้งสองทบทวน

“คงแล้วแต่ประเภทของคนมั้ง เราแค่เป็นคนที่ชอบชาเลนจ์ตัวเองมากๆ สมมติทำอะไรจะต้องทำให้เสร็จ ทำให้ได้ พอเริ่มทำ Zine ก็อยากจะทำให้ได้

Zine

Zine

“สิ่งที่ได้สำหรับเราคงเป็นการที่รู้สึกว่างานที่ตัวเองทำมันมีคุณค่า รู้สึกว่ามันไม่ได้ปล่อยไปเฉยๆ มีคนที่เห็นในสิ่งที่เราทำ เราว่ามันก็เป็นสิ่งที่คนทำงานทั่วไปรู้สึกภูมิใจ

“รางวัลของการทำร้านคือการเห็นคนตัวเล็กๆ ได้มีสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ในขณะที่เขาไม่กล้าไปทำที่อื่น นี่เป็นเรื่องที่เราภูมิใจที่สุด เรารู้สึกว่าเราสามารถทำให้คนตัวเล็กๆ มี Zine ของตัวเอง เราได้เห็นสายตาของเขาตอนที่เขาบอกว่า ‘ขอบคุณมากเลยนะครับ’ เหมือนเราได้สร้างโอกาสให้คน รู้สึกว่างานที่ทำเราไม่ได้ตอบแค่ตัวเองแล้ว แต่เราทำแล้วเราได้ให้คนอื่นด้วย

“นี่เป็นสิ่งพิเศษอีกขั้นของการทำงานนะ จากที่เราทำงานแล้วรู้สึกเติมเต็มตัวเอง แต่นี่เหมือนเราเติมให้คนอื่น แล้วเราก็ได้รับกลับมาด้วย”

โพลารอยด์Zine

The Rule

  1. สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ทำเงิน ถ้าเราทำให้ทั้งสองอย่างนี้ไปด้วยกันหรือเกื้อหนุนกันได้ เราจะไปต่อได้
  2. ถ้าเรามองธุรกิจให้เป็นการใช้ชีวิตและเรียนรู้ มันก็จะไม่มีวันเจ๊ง
  3. หาชาเลนจ์ให้กับงานอยู่เสมอ รู้จักปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวงานไปเรื่อยๆ อย่าหยุดนิ่ง

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load