2 กุมภาพันธ์ 2564
4 PAGES
10 K

งานแต่งในสวนพร้อมชายที่รัก ซุ้มดอกไม้จริงกลิ่นหอม ครอบครัวพร้อมหน้า ญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว เพื่อนสมัยมัธยมที่เตรียมเพลงมาร้องบนเวที ช่อดอกไม้ที่โยนแล้วจะแตกเป็น 3 ช่อให้สาวๆ ที่จะได้แต่งงานคนต่อไป และชุดกระโปรงยาวสีขาวแบบที่ไม่มีทางได้ใส่ในโอกาสอื่น คือองค์ประกอบในความฝันวัยเด็กของผู้หญิงหลายๆ คน

ยกมือถ้าคุณแอบยิ้มอยู่

แต่รู้ไหมว่าในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ กระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Fast Fashion ได้รับความนิยมน้อยลง เปอร์เซ็นต์การซื้อเสื้อผ้ามือสองโตขึ้น หลายคนเริ่มลดการซื้อเสื้อผ้าที่ตั้งใจใส่แค่ครั้งเดียว และชุดแต่งงานก็ไม่มีข้อยกเว้น

นั่นคือความตั้งใจเมื่อ 5 ปีก่อนของ ต้นสน-ญานิศา สันธนาภรณ์ เจ้าของ Indigo Bride แบรนด์ชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าธรรมชาติ ตั้งแต่ผ้าทอมือท้องถิ่น ผ้าคอตตอน และผ้าลินิน ไปจนถึงผ้าย้อมครามสีน้ำเงินเข้ม เพราะเธอเชื่อว่า ชุดเจ้าสาวคือตัวตนของผู้ใส่ และไม่จำเป็นต้องสีขาวเสมอไป 

 ต้นสน-ญานิศา สันธนาภรณ์ Indigo Bride แบรนด์ชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าธรรมชาติ ตั้งแต่ผ้าทอมือท้องถิ่น ผ้าคอตตอน และผ้าลินิน ไปจนถึงผ้าย้อมครามสีน้ำเงินเข้ม

เธอออกแบบทุกชุดให้เจ้าสาวนำกลับมาใส่ในโอกาสต่างๆ ได้อีก บ้างนำเสื้อลูกไม้มาใส่กับกางเกงยีนส์ บ้างนำกระโปรงบานมาใส่กับเสื้อยืด จากชุดเจ้าสาวที่ใส่ครั้งเดียวแล้วต้องนอนเหงาอยู่ในตู้ ก็กลายเป็นเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ พร้อมนำกลับมาใช้ได้ทุกเมื่อ

‘สวยด้วย สบายด้วย ใส่ได้อีกด้วย’

นั่นไม่ใช่สโลแกนของ Indigo Bride หรอก แต่บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้ดีทีเดียว

และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยกมือเมื่อสักครู่ เราอยากชวนอ่านเรื่องแบรนด์ของต้นสน ที่เชื่อว่าอ่านจบจะต้องหลุดปากพูดว่า “รับค่ะ/ครับ” โดยไม่รู้ตัว

Something Old

ต้นสนเรียนมหาวิทยาลัยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขา Industrial Design หลังเรียนจบเธอไม่ได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพนักออกแบบทันทีเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่ตัดสินใจเปิดร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ ในปีที่ร้านแบบนี้ยังมีจำนวนน้อยแบบนับนิ้วได้

“วิธีที่ง่ายที่สุดคือการไปเลือกมาขาย มีทั้งขายออนไลน์บนเฟซบุ๊ก และมีหน้าร้านอยู่ที่ซีคอนสแควร์ เราชอบเสื้อผ้าอยู่แล้ว พอทำร้านก็ต้องคัดสินค้าอย่างจริงจัง ได้เห็นดีเทลต่างๆ ตะเข็บ เนื้อผ้า ตอนเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์เราเรียนกว้างมาก มีทั้งเซรามิก มีเรื่อง Textile แต่ไม่เคยเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า เปิดร้านได้ประมาณสามปี พอรู้ว่าสนใจสิ่งนี้ เลยไปเรียน Pattern หนึ่งปีเต็มๆ จันทร์ถึงศุกร์”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

ต้นสนเรียนการทำแพตเทิร์นทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง และเสื้อผ้าเด็ก ผ่านการลองผิดลองถูกมาตลอด จนกระทั่งสามีตัดสินใจไปเรียนต่อที่สหราชอาณาจักร เธอขอติดตามไปด้วย

“แต่ไม่อยากไปเรียน เราอยากไปค้นหาว่าตัวเองชอบเสื้อผ้าแบบไหน ก็เลยอีเมลไปขอฝึกงานที่แบรนด์เสื้อผ้าชื่อ Tata Naka เป็นสตูดิโอเล็กๆ อยู่ในลอนดอน ฝึกอยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็ย้ายไปฝึกกับคนจีนที่กำลังจะเริ่มทำแบรนด์ เราไปช่วยเขาทำ Sample เตรียมไปถ่ายแบบคอลเลกชันเขา ก็ทำที่บ้านเขาเลย ทำให้เรารู้ว่าถ้าจะสร้างแบรนด์ก็ไม่ต้องเริ่มจากใหญ่ก็ได้ เขาทำเองหมด เย็บเอง ขึ้นแพตเทิร์นเอง ไปจนถึงถ่ายแบบ ออกคอลเลกชัน เราก็เลยได้เห็นร้านสเกลไม่ใหญ่ที่ทำเองได้ แล้วก็กลับมาไทย”

เพราะทำร้านวินเทจอยู่ถึง 3 ปี ทำให้มีลูกค้าประจำที่สนิทกันและยังคุยกันจนถึงวันนี้ หลายคนรู้ว่าตอนแต่งงาน เธอตัดชุดแต่งงานด้วยตัวเอง จึงมาขอให้ตัดชุดให้เขาบ้าง 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอตัดชุดแต่งงานให้คนอื่น

“หลังจากนั้นก็มีตัดชุดหมั้นให้เพื่อน มีชุดราตรีบ้าง อย่างอื่นไม่มีใครมาขอให้ตัดเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่าชุดอื่นๆ ไปซื้อได้ แต่ชุดไปงานมันต้องพอดีตัว ต้องเป็นไซส์เขา แค่หลังโค้งเข้านิดหนึ่ง เสื้อมันก็อ้าแล้ว ตอนนั้นผ้าอะไรก็รับ ลองดู เก็บเกี่ยวแพตเทิร์น ทักษะการวัดตัว เก็บเกี่ยวความรู้ไปก่อน

“ส่วนสไตล์ก็เป็นสไตล์ทั่วไปเลย ใช้ผ้าเงาๆ ผ้าซาติน ผ้าคอตตอน ผ้าลินิน ผ้ากากเพชรยังเคยมีเลย พอผ่านผ้ามาเยอะ ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าถ้าจะสร้างแบรนด์จริงๆ มันควรออกมาในรูปแบบที่เราชอบ ซึ่งตัวเองชอบตัดผ้าธรรมชาติ”

Something New

ผ้าธรรมชาติที่เคยใช้คือ คอตตอนหรือลินิน แต่เธออยากให้ผ้ามีที่มา มีคุณค่า และมีความหมายมากกว่านั้น 

“สมัยเรียนเคยไป Textile Trip ได้เห็นว่าประเทศไทยมีกลุ่มทอผ้าทางภาคเหนือเยอะมาก เราอยากโฟกัสที่กลุ่มทอผ้า เลยเริ่มจากไปเดินงาน OTOP เพื่อดูว่าประเทศเรามีผ้าทอมือแบบไหนบ้าง เจอพี่คนหนึ่งจากจังหวัดลำพูนเขาทำผ้าฝ้ายทอมือและย้อมสีธรรมชาติ โดยเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวมาย้อมนี่แหละ พอได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านเขาก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่า มันคงจะดีมากถ้าเราเอาผ้าเหล่านี้มาตัดชุดแต่งงาน” 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

สำหรับต้นสน การแต่งงานอาจไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนเสียทีเดียว แต่เป็นครอบครัว มันคือพิธีการที่ทำให้ทุกคนมีความสุข งานอาจไม่ต้องใหญ่โต เพราะความสุขจริงๆ คือการได้อยู่กับคนที่รัก ครอบครัว และเพื่อน ในขณะเดียวกันบ่าวสาวก็ยังมีความเป็นตัวเองในงานแต่ง 

“พอคิดแบบนี้ ชุดแต่งงานก็ไม่น่าจะใส่ได้แค่ครั้งเดียวนะ”

หัวใจสำคัญของแบรนด์ Indigo Bride นอกจากจะใช้ผ้าธรรมชาติและผ้าทอมือแล้ว ยังออกแบบให้เป็นชุดที่ใส่ได้อีกครั้ง 

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ยิ่งมันเป็นความทรงจำดีๆ ก็ยิ่งต้องกลับมาใช้บ่อยๆ สมมติเป็นชุดแต่งงานสองชิ้น เราใส่ทั้งเสื้อทั้งกระโปรงในวันแต่ง ต่อไปเราอาจจะเอาแค่เสื้อไปใส่กับกางเกงยีนส์ หรือใส่ไปฉลองวันครบรอบกับสามีได้อีก

“เสื้อผ้ามันไม่ควรจะผลิตมาเยอะๆ รอคนมาซื้อ ตอนขายเสื้อผ้าวินเทจก็เป็นการช่วยอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราจะทำเสื้อผ้าแบบผลิตใหม่ล่ะ เราจะทำยังไงที่จะให้มันยั่งยืนที่สุด”

เมื่อปักธงแล้ว ต้นสนเริ่มกระบวนการทุกอย่างเหมือนสมัยฝึกงานที่ลอนดอน ตั้งแต่สั่งผ้าทอจากชุมชน ขึ้นแบบ 15 ชุด ลงมือตัดเย็บด้วยตัวเอง ก่อนจะนำชุดไปถ่ายแบบลงอินสตาแกรมของร้าน และ Indigo Bride ก็มีลูกค้าคนแรกในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง 

Something Borrowed

เมื่อย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2016 ที่ Indigo Bride ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก แบรนด์ชุดแต่งงานที่ให้ความด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่มีให้เห็นในประเทศมากนัก ในขณะที่ต่างประเทศเริ่มมีหลายแบรนด์เกิดขึ้น อย่างที่ออสเตรเลียก็มีการใช้ผ้าออร์แกนิก หรือที่ฝรั่งเศสมีคอนเซปต์นำผ้าลูกไม้วินเทจกลับมาใช้ใหม่เพื่อตัดเป็นชุดแต่งงาน 

“พอเราเห็นตัวผ้าจะนึกแบบออกขึ้นมาเลย ชุดแต่งงานปกติจะเป็นโทนสีขาว ถ้าสีงาช้างก็จะวินเทจๆ หน่อย อย่างผ้าทอก็เป็นโทนครีมๆ ออกงาช้าง ใส่เป็นชุดแต่งงานได้ แต่ละกลุ่มก็จะมีโทนสีที่ทำได้ในพื้นที่ของเขา เราจะไม่ไปเปลี่ยนเขา ไม่ไปบอกให้เขาทำแบบที่เราต้องการ แต่จะดูว่าเขาทำอะไรอยู่แล้ว ถนัดอะไรอยู่แล้ว อย่างชุดสีชมพูที่เพิ่งทำเป็นผ้าย้อมฝาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว”

ชุดเจ้าสาวของ Indigo Bride จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวเสมอ

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ตอนไปดูแหล่งผ้าย้อมครามที่ลำปางก็เกิดไอเดียอีกว่า งานแต่งงานสมัยนี้มีเล็กๆ เหมือนกินข้าวกันในครอบครัว ซึ่งจริงๆ ใส่สีย้อมครามก็ได้นี่ แล้วก็มีเจ้าสาวใส่สีย้อมครามจริงๆ บางคนงานไม่ได้เล็กมากด้วย แต่ละคนเขามีความยูนีกของตัวเอง สมัยนี้มันไม่มีข้อจำกัดแล้ว เขาอยากใส่แบบนี้ สีนี้ ก็ใส่”

ลูกค้าเจ้าสาวที่เข้ามามี 2 แบบ แบบที่มีไอเดียอยู่แล้ว และแบบที่ยังอยากได้ไอเดียเพิ่มเติม บางคนชอบเรียบๆ ก็เลือกแบบเรียบๆ แต่บางคนเปิดรับเต็มที่ ต้นสนจะเสนอไอเดียใหม่ๆ โดยให้ความสำคัญกับรูปร่างของเจ้าสาวแต่ละคน เพราะถ้าเลือกทรงชุดถูกกับรูปร่าง จะใส่ออกมาแล้วสวย 

“เราไม่ได้ออกแบบแต่โปรดักต์ แต่ออกแบบเซอร์วิสเท่าๆ กันเลย เพราะเจ้าสาวต้องรู้สึกสบายใจและมั่นใจในชุดแต่งงานของเขา ในฐานะดีไซเนอร์ เราใส่ความเป็นตัวเองไปในการออกแบบอยู่แล้ว แต่เราอยากให้ลูกค้ามีความเป็นตัวเองในชุดของเขาด้วยเหมือนกัน เวลาคุยกันเลยยืดหยุ่นมาก เขาอยากได้แบบไหนก็เสนอมาได้ บางคนอยากมีดอกไม้ บางคนอยากให้ข้างหลังเป็นลูกไม้ เราอยากให้ลูกค้ามีความเป็นตัวเองอยู่ในชุด ไม่อยากให้ทุกคนใส่เหมือนกันหมด

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“เรามองฟังก์ชันเยอะ อาจเพราะเรียนโปรดักต์ดีไซน์มาด้วย ถ้าเป็นสายแฟชั่นเลย เขาอาจจะมอง Aesthetic มากกว่า มองความสวยงาม ดีเทล เป็นหลัก แต่ของเราที่เห็นชุดมันเรียบขนาดนี้ เป็นเพราะเรายึดฟังก์ชันเป็นหลัก เอาเบสิก แต่คัตติ้งดีๆ ผ้าดี ใส่สบาย เราชอบแง่คิดของแบรนด์ อย่าง Muji ที่เน้นฟังก์ชันไว้ก่อน แต่สุดท้ายใส่ออกมาก็สวยเพราะของคุณภาพดี เข้ากับผู้ใส่”

ราคาชุดเจ้าสาวมีตั้งแต่ 3,000 ถึงหลักหมื่นบาท ชุดที่ใช้ผ้าลูกไม้หรือออกแบบแบบ Custom-made จะมีราคาสูงกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณผ้าที่ใช้และความซับซ้อนในการออกแบบด้วย

ต้นสนเล่าว่า ลูกค้าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของ Indigo Bride จัดงานแต่งกึ่งเอาต์ดอร์ ผ้าธรรมชาติเลยตอบโจทย์หลายอย่างตามสภาพอากาศของเมืองไทย ใส่แล้วเย็นสบาย ยืดหยุ่น ไม่เหมือนผ้าใยสังเคราะห์ 

“ใส่แล้วเจ้าสาวแฮปปี้ทุกด้านไม่ใช่แค่สวย เพราะมันคือประสบการณ์ สวยด้วย ใส่สบายด้วย ใส่ได้อีกด้วย” 

Something Blue

Indigo Bride คือส่วนผสมของประสบการณ์จากการเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ ร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ และการฝึกงานในกับแบรนด์เล็กในกรุงลอนดอน ของต้นสน

เป็นทั้งลูกที่ต้องคอยดูแล ประคบประหงม และครูที่คอยสอนเรื่องราวต่างๆ ให้เธอในเวลาเดียวกัน

“ตอนเรียนเราเรียนเยอะมาก ทอผ้าก็ต้องทอเป็น เซรามิกก็ต้องปั้นเป็น ขัดโมเดล เลื่อยไม้ ออกแบบอินทีเรียด้วยนะ”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“ทำไมมันถึงเกี่ยวกันหมด” -เราถาม 

“เราว่าเขาอยากให้นิสิตมองโปรดักต์ออกทั้งหมด โปรดักต์มันไม่ใช่แค่ชิ้นงาน เราต้องมองว่าคนที่จะใช้โปรดักต์ เขาอยู่ในอะไร เขาอยู่ในบรรยากาศแบบไหน สมมติโปรดักต์ใช้ดีแล้ว แล้วอินทีเรียที่โปรดักต์ตั้งอยู่ล่ะ ความรู้สึก บรรยากาศล่ะ คุณไม่ได้ขายโปรดักต์อย่างเดียว แต่คุณขายประสบการณ์ 

“ตอนเรียนมันทำให้เรามองภาพรวม คิดโปรดักต์เสร็จแล้วก็ต้องคิดต่อ อย่างเราทำสตูดิโอตรงนี้ ลูกค้าจะมาไหม เดินเข้ามาเจออะไร ถ้ามันขนาดเล็กขนาดนี้ ลูกค้าจะรู้สึกยังไง จะรู้สึกอบอุ่น รู้สึกสบายๆ ไหม ถ้าใช่ก็ตรงกับความตั้งใจของเรา เราต้องดูภาพรวมเพื่อให้ทุกอย่างเป็นเรื่องราวเดียวกัน”

เธอไม่อยากให้ร้านชุดแต่งงานเป็นความกดดันของเจ้าสาว แต่อยากให้เจ้าสาวรู้สึกเหมือนได้มาหาเพื่อน เป็นประสบการณ์ที่ดี จึงไม่รบเร้าให้ลูกค้าตัดสินใจทันที ถ้ายังลังเลจะบอกให้ถ่ายรูปกลับไปคิดต่อที่บ้าน

ร้านเสื้อผ้าวินเทจช่วยเธอ 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือการดูรายละเอียดของเสื้อผ้าที่ผ่านการคิดมาอย่างดี และเรื่องที่สองคือ การบริการ

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว
Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

“เราได้รู้จักลูกค้า ได้รู้ว่าถ้าลูกค้าไม่โอเค เราต้องจัดการกับมันยังไง แก้ปัญหายังไง ทุกวันนี้ Indigo Bride ก็ยังต้องแก้ปัญหาอยู่ ส่วนใหญ่เราจะเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ประนีประนอมที่สุด เพราะสุดท้ายลูกค้ามีกำหนดการ เราต้องทำชุดเขาให้เสร็จตรงเวลา แล้วถ้าระหว่างทางมีความรู้สึกแย่ๆ เกิดขึ้น ก็คงจะจบไม่ดี ถ้ามีปัญหาอะไรต้องรีบแก้ ต้องมีการตกลงกัน เขียนเงื่อนไขว่าปรับแก้ได้ถึงเมื่อไหร่ ถ้ามีนอกเหนือหรือเกินเวลาจากที่ตกลงกัน อาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะเราต้องทำชุดเขาให้เสร็จไม่ว่ายังไงก็ตาม”

ส่วนการฝึกงานที่ลอนดอนทำให้เธอรู้จักการทำงานด้วยตัวเองทั้งหมด ได้เรียนรู้และปรับปรุงไปเลย

“เรารู้สึกว่าการทำแบรนด์ร้านตัดชุด เซอร์วิสลูกค้าเองดีที่สุด ตอนทำร้านเสื้อผ้าวินเทจ มีปีหนึ่งที่เราจ้างคนมาเฝ้าร้านแทน กลายเป็นว่ายอดขายตกลง เพราะเขาไม่อิน เขาไม่มีใจ ก็เลยคิดว่าถ้าเจอลูกค้า เราต้องเจอเอง แต่การเย็บอาจจะพอให้คนอื่นช่วยได้ แล้ว Indigo Bride เป็นแบรนด์ขนาดไม่ใหญ่ เราทำเองดีกว่า”

เสน่ห์ของผ้าทอมือคือความไม่สมบูรณ์แบบ คือรอยยับที่จะไม่ได้จากผ้าใยสังเคราะห์ตัวไป คือสีที่จะจางลงเรื่อยๆ เมื่อผ่านการซักหลายๆ ครั้ง เพราะไม่ได้ใช้น้ำยาเคมี ซึ่งลูกค้าของเธอเข้าใจเป็นอย่างดี

แต่การทำธุรกิจชุดเจ้าสาวคือการซื้อครั้งเดียวแล้วจบ โอกาสน้อยมากที่ลูกค้าคนเดิมจะกลับมาซื้ออีกครั้ง

“เราก็ยังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงให้เขากลับมา พยายามทำชุดสีๆ หรือในอนาคตก็อยากทำชุดไปงานอื่นๆ ด้วย อยากลองเอาผ้าธรรมชาติที่ผลิตในไทยแบบอื่นมาใช้อีก เช่น ผ้าไหมไทย เพราะกลุ่มทอผ้าไหม กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็เยอะ เราอยากสนับสนุนเขา แต่ไม่ได้คิดว่ามันจะขับเคลื่อนอะไรได้หรอก เพราะเราไม่ได้ผลิตจำนวนมาก มันอาจจะไม่ได้สร้างงาน แต่เราก็หวังว่าจะช่วยได้บ้าง

“อย่างชุดเสื้อกระโปรงย้อมฝาง ก็มีเจ้าสาวที่เคยทำชุดกับเรามาซื้อไป แล้วเอาเสื้อลูกไม้ในวันแต่งงานมาใส่กับกระโปรงตัวนี้ หรือบางคนกลับมาจะมีลูกค้ามาให้เราตัดชายกระโปรงชุดแต่งงานให้หน่อย ชุดเขาเป็นแบบเรียบๆ คอปาด สไตล์ ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) มีหางปลา เขาก็ขอให้ตัดหางปลาออก มันก็กลายเป็นชุดเรียบๆ เข้ารูป

“ความสุขเลยไม่ใช่แค่เห็นเขาใส่ชุดของเราใส่วันแต่งงาน แต่เอาชุดของเราไปใช้ในวันอื่นๆ ด้วยเช่นกัน”

Indigo Bride ชุดเจ้าสาวจากผ้าธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวและใส่ได้แค่ครั้งเดียว

Lesson Learned

“ถ้าจะสร้างแบรนด์ ก่อนอื่นต้องคิดก่อนว่า คุณจะขายอะไร สมมติจะขายโปรดักต์อย่างเดียว คุณก็ต้องทำโปรดักต์นั้นให้ดีมากๆ ถึงจะขายได้ เพราะบนโลกนี้ก็มีโปรดักต์ที่ดีมากมาย 

“Indigo Bride คือการขายทั้งโปรดักต์และเซอร์วิส อุปสรรคของเราก็จะประกอบด้วยสองอย่างนี้ ด้านโปรดักต์ เราต้องแก้ปัญหาด้านฟิตติ้ง ทำแพตเทิร์นให้สวยเป๊ะ เราต้องฝึกฝนพัฒนาไปเรื่อยๆ ส่วนเซอร์วิส เราก็ต้องหาทางออกที่ Smooth ที่สุดเพื่อทำงานกับลูกค้า 

“เรื่องเซอร์วิสจึงสำคัญมากๆ สำหรับแบรนด์ชุดแต่งงานหรือร้านตัดเสื้อ เราไม่ได้มองว่าเขาจะมาตัดแค่ชุดแต่งงาน อนาคตเวลาเขาอยากไปงาน เขาก็ยังนึกถึงเรา เพราะมันคือประสบการณ์ เหมือนกับธุรกิจร้านกาแฟที่ตอนนี้มีเยอะมาก อะไรที่ทำให้ลูกค้ากลับมา นอกจากกาแฟก็คือประสบการณ์ที่เขาได้จากตรงนั้น เราอาจจะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่พยายามทำให้ทุกอย่างและทุกคนที่เกี่ยวข้องแฮปปี้ที่สุด”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว