ผมจำได้ว่าเคยเห็นโปสเตอร์รูปชาวอินเดียน (หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า อินเดียนแดง) รูปหนึ่งที่ไหนสักแห่งในเมืองเชียงใหม่

ภาพผู้เฒ่าหน้าตาเคร่งขรึม มีขนนกประดับบนหัว ดวงตาคู่นั้นซ่อนเรื่องราวไว้มากมาย ผมใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งผมอยากพบกับชาวอินเดียนสักครั้ง

เวลาผ่านไป ความฝันนั้นถูกพับเก็บไว้จนเกือบถูกลืม ด้วยความคิดที่ว่าต้นทุนอันน้อยนิดที่มีจะทำให้ความฝันเป็นจริงได้อย่างไร

แต่แล้ววันหนึ่งความฝันและโอกาสได้มาบรรจบพบกัน สองเท้าของผมที่เคยท่องไปในภูเขาของแผ่นดินขวานทอง จึงได้สัมผัสกับแผ่นดินของอินเดียน แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนที่สงบ พวกเขาเคยอยู่อาศัยกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน มีวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพและเรียบง่าย

การเดินทางไกลครั้งนี้ผมกลับไม่ได้รู้สึกว่าไกลบ้าน เพราะดวงตาของผู้เฒ่าที่ผมจากมา กับผู้เฒ่าอินเดียน มองเห็นอะไรคล้ายกัน

ขนนกที่ชี้ขึ้นฟ้า ไผ่ที่ปักลงดิน คำขอบคุณธรรมชาติของอินเดียนและปกาเกอะญอ

เพื่อนๆ และผมพักในเมืองมิสซูลา (Missoula) ในรัฐมอนแทนา (Montana) เมืองที่สงบมาก ไม่มีรถติดเป็นทางยาว จังหวะชีวิตไม่เร่งรีบนัก ในเมืองมีต้นไม้มากมาย บ้านเมืองสะอาด มีภูเขาแวดล้อม ทำให้นึกถึงเชียงใหม่นิดๆ

หนุ่ม ปกาเกอะญอ ผู้เดินทางไปร่วมพิธีขอบคุณแม่น้ำและฟังนิทานจากผู้เฒ่าอินเดียนแดง

ห่างออกไปราว 1 ชั่วโมงเป็นเมืองพาโบล (Pablo) เมืองเล็กๆ ในเขตสงวนของ Flathead Nation ซึ่งเป็นเขตสงวนของเผ่าเซลิชและกูเตไน เรากำลังจะได้เห็นการมาชุมนุมกันของพี่น้องอินเดียนในวันขอบคุณแม่น้ำที่จัดขึ้นทุกปี

ที่ลานกว้างริมแม่น้ำแฟลตเฮดที่ไหลอย่างช้าๆ ดูสงบ เกลียวคลื่นสีเขียวเหมือนหยกดูงดงาม อากาศกำลังสดใสเย็นสบาย ท้องฟ้าโปร่ง ต้นสนบนภูเขาเด่นตระหง่าน อีกฟากแม่น้ำมีทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างสุดตา Tipi กระโจมอินเดียนสีขาวกางเรียงราย จัดเป็นฐานเรียนรู้เตรียมไว้สำหรับเด็กๆ และพวกเราทุกคน มีการสอนองค์ความรู้ทั้งเก่าและใหม่ในฐานต่างๆ เช่น การนำเปลือกต้นไม้มาใช้บรรจุของ การจับปลาด้วยวิธีต่างๆ การนำปอดของสัตว์มาเป็นถุงเก็บน้ำ การเรียนรู้การดับไฟ การรู้จักสัตว์และพืชชนิดต่างๆ อีกทั้งยังมีเกมให้เล่นด้วย เป็นห้องเรียนที่สนุกมากทีเดียว

หนุ่ม ปกาเกอะญอ ผู้เดินทางไปร่วมพิธีขอบคุณแม่น้ำและฟังนิทานจากผู้เฒ่าอินเดียนแดง

พิธีขอบคุณแม่น้ำกำลังจะเริ่ม มีการปล่อยนกอินทรีตัวหนึ่งคืนสู่ธรรมชาติหลังจากมันบาดเจ็บและถูกรักษาจนหายดี

คนหนุ่มและผู้เฒ่ายืนห้อมล้อมรอบกลองใบหนึ่ง เสียงตีกลองดังพร้อมเสียงร้อง “เว อา เว เฮ ฮา ยา” วนไปมานับครั้งไม่ถ้วน

เสียงร้องเคล้าเสียงกลองดังฟังดูราวฝูงนักรบบนหลังม้ากำลังเคลื่อนทัพไปข้างหน้า กระทั่งเสียงกลองค่อยๆ เบาเสียงและหยุดลง โทนี่ ผู้เฒ่าชาวเซลิช ชวนพวกเรายืนเป็นวงกลมก่อนกล่าวขึ้นว่า

“ขอขอบคุณพวกเราทุกคนที่ช่วยกันดูแลแม่น้ำให้สมาชิกชนเผ่าทุกคนในเขตสงวนของเรา พวกเราได้ช่วยกันดูแลรักษาในสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ไว้เพื่อเด็กและคนรุ่นต่อไป สิ่งที่พวกเราช่วยกันทำจะกลับคืนมาหาเรา เมื่อลูกหลานเติบโตและเข้าใจว่าแม่น้ำสำคัญ พวกเขาจะดูแลมันเช่นเดียวกับที่เราทำไว้ แม้สิ่งที่เราทำอาจเป็นสิ่งเล็กๆ แต่ผมก็ขอชื่นชมและขอบคุณพวกเราทุกคน”

ผู้เฒ่าอีกคนเดินเข้าไปในวงกลมพร้อมขนนกในมือ เขาชูขนนกขึ้นฟ้า แล้วหันไปกล่าวขอบคุณทิศทั้งสี่ด้วยท่าทีอ่อนน้อม

ผู้เฒ่าท่านนี้ชวนให้นึกถึงพิธีขอบคุณธรรมชาติในไร่นาของผู้เฒ่าปกาเกอะญอทั้งหลาย ที่ใช้ ‘ต่าหลื่อ’ ซึ่งทำจากต้นไผ่ ปักในไร่ในนา เพื่อใช้ส่งสารขอบคุณธรรมชาติในเดือนสิงหาคมของทุกปี ขนนกและต่าหลื่อมีเจตนาที่เหมือนกัน

ผู้เฒ่าอินเดียนกับผู้เฒ่าปกาเกอะญอเชื่อและรู้สึกเหมือนกันว่า ธรรมชาติมอบชีวิตให้เรา เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแยกไม่ออก การขอบคุณและการดูแลธรรมชาติอยู่เสมอๆ คือการดูแลชีวิตของตัวเอง

นิทานของชาวอินเดียน

ชาวอินเดียนเป็นนักเล่านิทานตัวยง ในอดีต เมื่อฤดูหนาวมาถึง พวกเขาจะก่อกองไฟในกระโจม ผู้หญิงจะเย็บผ้าที่ได้จากหนังสัตว์ที่เก็บสะสมไว้ ส่วนผู้ชายก็จะทำเครื่องมือเตรียมไว้สำหรับล่าสัตว์และหาของป่า เด็กๆ จะช่วยทำงานที่ทำได้ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง ทุกวันนี้ยังมีการเล่านิทานให้เด็กฟัง แต่ใช้ภาษาอังกฤษมากกว่า เพราะเด็กพูดภาษาของตัวเองได้น้อยมาก

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างคนอินเดียนกับคนปกาเกอะญอคือ ระหว่างการพูดคุยกันมักจะมีนิทานแทรกเข้ามาในบทสนทนาเสมอ

หนุ่มปกาเกอะญอผู้เดินทางไปร่วมพิธีขอบคุณแม่น้ำและฟังนิทานจากผู้เฒ่าอินเดียนแดง

ในวันที่เราไปเยี่ยมเวอร์นอน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานสหพันธ์ชนเผ่าในเขตสงวนของ Flathead Nation เขาต้องไปร่วมประชุมเพื่อนำข้อเสนอของสหพันธ์ เสนอต่อสภากลางที่วอชิงตัน ดี.ซี. ขณะที่เวอร์นอนกำลังพูดอยู่ เขาได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เราฟัง เรื่องมีอยู่ว่า

มีพี่น้องสามคน ทั้งหมดเป็นคนหาฟืนเพื่อนำไปแลกอาหาร อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาชวนกันไปหาฟืนในป่าเหมือนเช่นเคย ขณะที่พวกเขากำลังหาฟืนอยู่นั้น เขาไม่ได้สังเกตว่ามียักษ์ที่อาศัยในน้ำตนหนึ่งชื่อ ยามูนิค กำลังจ้องดูพวกเขาอยู่อย่างไม่ละสายตา ทันใดนั้นเอง เจ้ายักษ์ยามูนิคได้จับน้องสุดท้องแล้วกินเข้าไปทันที

พี่ทั้งสองรีบวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตแล้วกลับไปบอกคนที่หมู่บ้าน พวกเขาช่วยกันคิดหาวิธีช่วยน้องสุดท้องกลับมา ใครบางคนในหมู่บ้านรู้มาว่ามียักษ์อีกตนหนึ่งชื่อ โมนุสกิน เป็นยักษ์ตัวใหญ่ที่ยืนไม่ได้ เพราะมันกลัวหัวของมันชนท้องฟ้า จึงต้องคลานตลอดเวลา ชาวบ้านจึงไปขอให้เจ้าโมนุสกินช่วยน้องสุดท้องที่ตอนนี้กำลังอยู่ในกระเพาะของเจ้ายักษ์ยามูนิค

“เมื่อยักษ์ทั้งสองเผชิญหน้ากัน การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น ไม่นานนักยักษ์ยามูนิคก็เพลี่ยงพล้ำให้ยักษ์โมนุสกิน โมนุสกินไม่รีรอ รีบจัดการชำแหละร่างของยามูนิค โดยเอาหัวของยามูนิคโยนทิ้งไปทางตะวันตก เอาอัณฑะโยนไปทางตะวันออก โยนไส้พุงทิ้งไปทางทิศเหนือ และกระดูกไปทางทิศใต้ ส่วนที่เหลือเป็นเลือด โมนุสกินได้เอาฝ่ามือฉาบทาทั่วแผ่นดินตรงนั้น

เมื่อน้องสุดท้องถูกช่วยเหลือจนปลอดภัยดีแล้ว พี่ทั้งสองและชาวบ้านจึงขอบคุณโมนุสกินที่มีเมตตาต่อมนุษย์ตัวเล็กๆ เมื่อหมดหน้าที่แล้ว ยักษ์โมนุสกินจึงขอตัวกลับ ในระหว่างที่กำลังคลานกลับ มันเผลอยืนขึ้น ทันใดนั้นเอง หัวของโมนุสกินก็ชนกับฟ้าอย่างจัง ทำให้มันล้มลงและเสียชีวิตทันที

ชาวอินเดียนเชื่อว่าบริเวณที่ยักษ์โมนุสกินล้มลง ปัจจุบันคือ Grand Prismatic Spring บ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงในอุทยานแห่งชาติ Yellowstone และยังมีความเชื่อว่าน้ำพุร้อนที่ไหลออกมาคือสมองของยักษ์โมนุสกิน

เวอร์นอนเล่าว่า เลือดที่ฉาบทาแผ่นดินในนิทานนั้นไม่ได้ต่างไปจากประวัติศาสตร์ของชาวอินเดียนเลย

หลังจากชาวยุโรปมุ่งหน้าสู่แผ่นดินของอินเดียนพร้อมม้า ปืน และโรค ทำให้อินเดียนต้องพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวด พวกเขาสูญเสียอะไรมากมาย อย่างน้อยก็ภาษา

เผ่ากูเตไนในปัจจุบันมีประชากรราว 3,000 คน ในรัฐมอนแทนา รัฐดาโคตา และในแคนาดา มีประชากรเพียง 30 คนเท่านั้นที่สื่อสารภาษาของตัวเองได้เป็นอย่างดี ที่น่าใจหายคือ ใน 30 คนนั้น คนที่อายุน้อยที่สุดมีอายุ 78 ปี เข้าไปแล้ว

ทุกวันนี้ ทางสหพันธ์ชนเผ่ากำลังรื้อฟื้นภาษาของพวกเขา โดยทำโรงเรียนและสอนภูมิปัญญาให้แก่เด็กรุ่นใหม่ เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติผ่านมุมมองของผู้เฒ่าที่เรียนง่ายไม่ซับซ้อน

หนุ่มปกาเกอะญอผู้เดินทางไปร่วมพิธีขอบคุณแม่น้ำและฟังนิทานจากผู้เฒ่าอินเดียนแดง

รอยเท้าอินเดียนที่เรากำลังย่ำไป

เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมอุทยานแห่งชาติ Yellowstone และอุทยานแห่งชาติ Glacier อุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

ธรรมชาติที่ร่ำรวยด้วยต้นไม้พืชพรรณและเหล่าสัตว์มากมายขนาดนี้ ดูน่ายินดี ไม่มีอะไรขัดหูขัดตา ยกเว้นลูกควายป่าตัวหนึ่งที่ถูกแม่ทิ้ง เพราะมีคนเข้าใจว่ามันอาจจะหนาวตายจึงเข้าไปช่วย แต่สิ่งที่มนุษย์คนนั้นเข้าใจกลับทำให้ลูกควายโชคร้ายกว่าเดิม เพราะกลิ่นของมนุษย์ทำให้แม่ควายคิดว่ามันไม่ใช่ลูกของตน แม่ควายจึงเดินจากไป ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ของที่นี่ ผมจึงคิดถึงคำพูดของคุณลุงโทนี่ที่แกเคยบอกว่า

“ความไม่เข้าใจของคนทำให้เกิดความกลัวและความเกลียดชังได้ เหมือนที่ชาวตะวันตกยึดครองแผ่นดินของอินเดียนแดง เพราะความไม่เข้าใจของคนผิวขาวที่คิดว่าอินเดียนเป็นศัตรู คิดว่าเป็นพวกล้าหลัง จึงคิดจะเปลี่ยนแปลงพวกเขา ทำให้เกิดความทุกข์มากมาย เราต้องสอนให้ลูกหลานของเราเข้าใจผู้อื่น พวกเขาจะได้ไม่กลัว”

ที่มอนแทนา คนอินเดียนเข้าไปในอุทยานแห่งชาติได้ฟรี เพียงแค่แสดงบัตร ต่างกับคนอเมริกันที่ต้องจ่ายค่าบำรุง ซึ่งไม่มากนัก น้ำใจเล็กน้อยของรัฐบาลดูน่าชื่นชม แต่ในความเป็นจริง วิถีชีวิตของอินเดียนเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง จนมาถึงจุดที่พวกเขาปรับตัวกับโลกสมัยใหม่ได้แล้ว แม้ต้องแลกกับความสูญเสียที่ไม่อาจได้รับกลับคืน

หนุ่ม ปกาเกอะญอ ผู้เดินทางไปร่วมพิธีขอบคุณแม่น้ำและฟังนิทานจากผู้เฒ่าอินเดียนแดง

ลึกๆ ข้างในมีเสียงเรียกของอินเดียนที่พวกเขาไม่อาจเมินเฉยได้ ความเรียบง่ายของอินเดียนไม่ใช่ความล้าหลัง แต่เป็นความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ คนรุ่นใหม่มากมายที่ไปทำงานในเมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิสและเมืองอื่นๆ ตัดสินใจกลับบ้านมาอยู่ในเขตสงวน พวกเขาเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่เร่งรีบ แข่งขันตลอดเวลา สำหรับใครหลายคน การถอยออกมาน่าจะเหมาะมากกว่า

มองย้อนกลับมาที่เมืองไทย เรารับเอาความรู้แบบตะวันตกจำนวนมากมาใช้จัดการทรัพยากรธรรมชาติ ถามว่าใช้ได้หรือเปล่า ถ้าดูจากสถิติการลดฮวบลงของพื้นที่ป่า หลายคนอาจส่ายหน้าตามๆ กัน การจัดการป่ายุคแรกๆ ในไทยก็เป็นไปเพื่อขายไม้ ไม่ใช่เพื่อการอนุรักษ์อย่างรูปแบบของอุทยาน

คำถามก็คือ การอนุรักษ์แบบตะวันตกที่เราเอามาใช้ เหมาะกับบริบทของประเทศไทยมากแค่ไหน ในเมื่อมีชุมชนมากมายที่ตั้งอยู่ในเขตป่าที่พวกเขาอยู่มาอย่างยาวนานก่อน ‘ความถูกต้อง จะถูกประกาศใช้ ชุมชนดั้งเดิมต่างมีภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกับป่า ต้นไม้บนภูเขาก็เป็นพยานได้ดีมาช้านาน

เราจะมีส่วนร่วม พูดคุยกันได้อย่างไร ในเมื่อป่าเป็นของทุกคน และทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน วิถีชีวิตอาจแตกต่างกัน ภาษาต่างกัน วัฒนธรรมต่างกัน ผมเชื่อเหลือเกินว่าแค่ความรู้ของคนในประเทศไทยก็เพียงพอแล้วในการดูแลแผ่นดินถิ่นเกิดของเรา

การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมได้รู้ว่ายักษ์ใจดีไม่มีอยู่จริง ไม่มีคนผิวขาว ไม่มีอินเดียน ไม่มีปกาเกอะญอ ไม่มีคนอเมริกัน ไม่มีคนไทย

มีเพียงเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกใบเดียวกันเท่านั้น ที่เฝ้ารอการรับฟังซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

ใบไม้ต้องร่วงอีกกี่ใบ คนและป่าจึงจะอยู่ด้วยกันได้ ใบไม้ต้องร่วงอีกกี่ใบ เราถึงจะยอมรับวิถีที่หลากหลาย ใบไม้ต้องร่วงอีกกี่ใบ มนุษย์ถึงจะเท่าเทียมกัน

แด่ บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load