ในวาระงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เราเห็นหนังสือใหม่ๆ หลายร้อยปกอวดเนื้อตัวและเนื้อหาด้านในกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้อ่านได้เลือกอ่านเลือกซื้อกลับบ้าน

ในจำนวนหนังสือมากมายเหล่านั้น มีปกหนังสือจำนวนไม่น้อยที่ถูกออกแบบโดยนักออกแบบปกหนังสือมืออาชีพคนหนึ่ง-ใช่, ประเทศนี้นั้นมีอาชีพนี้อยู่ หรือถึงแม้ว่ายังไม่มีเวลาไปเดินงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติหรือร้านหนังสือ ด้วยผลงานการออกแบบปกหนังสือมากว่า 15 ปี ออกแบบปกมาแล้วรวมกว่า 500 ปก ครอบคลุมมากมายหลากหลายประเภท ทั้งการ์ตูน นิยาย วรรณกรรม Non-fiction ประวัติศาสตร์ เรื่องสั้น และอีกมากมาย ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าในชั้นหนังสือที่บ้านเราแทบทุกคนน่าจะมีผลงานการออกแบบปกของ Wrongdesign หรือ เบิ้ม-กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล วางบนชั้นอยู่อย่างแน่นอน

Wrongdesign Wrongdesign

นอกจากการเป็นนักออกแบบปกหนังสือที่ทำงานสร้างสรรค์ต่อเนื่องยาวนานแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือเรื่องราวความเป็นมาก่อนจะมาเป็นนักออกแบบของเขา นักเขียนบางคนกล่าวไว้ว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้พ่ายแพ้ ชีวิตของเบิ้มก็คงเป็นเช่นนั้น

จากนักศึกษาคนหนึ่งที่ไม่เคยทำงานออกแบบ ทำหนังสือไม่เป็น หางานทำไม่ได้ จนจับพลัดจับผลูมาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในนิตยสาร ช่วงทำงานเดือนแรกก็ทำงานไม่ได้จนเกือบจะถูกไล่ออก จนวันหนึ่งกลับกลายมาเป็นนักออกแบบปกหนังสืออันดับต้นๆ ของบ้านเราได้ ด้วยผลงานที่โดดเด่นและมีสมดุลที่ดีระหว่างงานศิลปะกับพาณิชย์บนพื้นที่ของปกหนังสือเล่มอยู่เสมอ

ก็อย่างประโยคทองของวงการหนังสือนั่นแหละ Don’t judge a book by its cover. สำหรับนักออกแบบปกก็คงจะไม่ต่างกัน ถ้าเราอยากจะรู้จักนักออกแบบปกหนังสือให้ดีกว่านี้ ก็คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าลองเปิดหน้าปกแล้วเริ่มต้นอ่านความคิดและชีวิตของเขาดูกัน

WRONGDESIGN

‘a cover design studio & a single room with many books’

สติกเกอร์ที่แปะอยู่หน้ากระจกออฟฟิศแถวประดิพัทธ์บอกว่าผมมาไม่ผิดที่ หลังจากเข้าไปทักทายกับเบิ้ม และรอเจ้าบ้านที่กำลังชงชาร้อนมาให้ ผมมองสำรวจรอบๆ ห้องขนาดเล็กที่เปี่ยมไปด้วยหนังสือจำนวนมหาศาลรอบๆ ตัว ใช่-นี่คือผลงานการออกแบบที่เบิ้มทำมาตลอด 15 ปี ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครในยุคสมัยนี้ที่ออกแบบปกหนังสือจำนวนมากกว่านี้อีกหรือเปล่า ถ้าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ค่าของนักออกแบบชื่อ Wrongdesign นี้ก็ควรได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ หลังจากจิบชาร้อนรสชาติดี ก็ถึงเวลาที่จะได้เริ่มพูดคุยกับนักออกแบบปกหนังสือคนนี้

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล

ห้องทำงาน

Wrongdesign ไม่ว่าอ่านยังไงก็แปลออกมาได้ว่า ‘ออกแบบผิด’ ถือว่าเป็นชื่อที่ดูไม่ค่อยจะเป็นมงคลเท่าไหร่กับอาชีพนักออกแบบ ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องอื่น ผมจึงขอสอบถามถึงที่มาของชื่อนี้

“เวลาเรารับงานนอกตอนทำงานประจำที่ Open ทางสำนักพิมพ์อื่นที่ติดต่อมาเขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าใช้คนที่ Open ทำงานให้ เลยอยากให้ใช้นามปากกาแทน แล้วทีนี้งานครั้งแรกที่ทำตอนนั้นมันไม่ค่อยดี คือถูกแก้อยู่เจ็ดหรือแปดรอบ จนสุดท้ายเขาก็เลือกแบบแรกสุดที่ทำไป ตอนที่พี่เขามาขอให้ใส่นามปากกาก็เลยใส่ไปในไฟล์ โดยไม่บอกเขาว่า Wrongdesign-ดีไซน์ผิด ก็ตั้งใจกวนตีนเขาแหละ และไม่คิดว่าเขาจะติดต่อให้เราทำงานให้อีกนะ แต่เขาก็ติดต่อมา เลยใช้มาเรื่อยๆ คิดว่าถึงจะเป็นชื่อที่แปลกๆ หน่อย แต่มันก็อยู่หลังปก คงไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่มั้ง (หัวเราะ)”

ลองผิด

จากที่เป็นคนไม่ค่อยอ่านหนังสือ ไม่เคยทำหนังสือ ไม่เคยทำงานออกแบบ จนได้งานแบบบังเอิญ ซึ่งตอนทำงานเดือนแรกก็เกือบถูกไล่ออก แล้วสุดท้ายกลับกลายมาเป็นนักออกแบบปกหนังสือมืออาชีพได้ยังไง

“เราเป็นตัวอย่างหนึ่งของผลผลิตที่ล้มเหลวจากระบบการศึกษาไทย ที่จบมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร”

เบิ้มเล่าอดีตสมัยเรียนจบให้เราฟังว่า หลังจากที่เรียนจบจากสาขาโฆษณาและเริ่มหางานทำ ก็เจอกับปัญหาใหญ่ของชีวิตตอนนั้น คือนอกจากจะไม่รู้ว่าชอบอะไรแล้ว ตัวเองยังไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ ความถนัดอะไร กับสิ่งที่เรียนมา ผสมกับเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เบิ้มก็เลยหางานทำไม่ได้ ช่วงที่ว่างก็ไปลงเรียนคอร์สโปรแกรมออกแบบบนคอมพิวเตอร์ ด้วยความคิดที่ว่าสิ่งนี้จะช่วยให้หางานง่ายขึ้น

พอเรียนจบคอร์สก็โชคดีที่เจอเพื่อนที่ทำงานอยู่นิตยสาร Open ซึ่งกำลังหากราฟิกดีไซเนอร์อยู่ เลยชวนให้มาสมัครงาน แล้วหลังจากยื่นพอร์ตก็ได้ทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์คนเดียวของนิตยสารทางเลือกแห่งยุคนั้น ซึ่งในเดือนแรกก็มีปัญหา เพราะเขาไม่ถนัดใช้เครื่อง Mac ทำงาน แต่สุดท้ายด้วยความตั้งใจและทำงานอย่างหนัก เลยทำให้เบิ้มผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

“เราจับพลัดจับผลูมาทำงานแมกกาซีน เรารู้สึกว่ามันคือโลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ เพราะได้อ่านเรื่องราว ได้อ่านบทสัมภาษณ์ ได้แรงบันดาลใจ ได้ค้นหาชีวิตใหม่ เรารู้สึกอินและเชื่อมโยงกับเรื่องพวกนี้ เลยทำให้ยอมลงทุน ทุ่มเททำงานหนัก และให้เวลากับมัน นอกจากตัวงานแล้ว บรรยากาศสิ่งแวดล้อมของที่ Open มันก็ไม่เหมือนกับการทำงานที่อื่น

“สำหรับเรา ทุกๆ วันที่ไปทำงานคือการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ทั้งงานที่ได้คุย ประชุมกองฯ คำถามที่ได้เจอในชีวิตมันมักจะมีคำตอบออกมาเสมอ เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นที่ทำงานที่แรกที่ดี เลยเป็นคำตอบของปัจจุบันว่า จากคนที่ทำงานไม่เป็น เรามาจนถึงปัจจุบันได้ก็เพราะเราทำงานหนักมาก (เน้นเสียง) เรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดในทุกๆ วัน และอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องกับชีวิตตั้งแต่ตอนนั้น”

คำว่าเส้นทางที่ถูกต้องนั้นเป็นยังไง แล้วรู้ได้ยังไงว่าเส้นทางไหนคือเส้นทางที่ถูกต้อง-ผมถาม

“คือตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้หรอกว่าเราชอบอะไร แต่คนในวัยนั้นทุกคนน่าจะตอบได้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไร สำหรับเรา เราเป็นคนไม่ชอบทำงานกับคนเยอะๆ ประสานงานไม่เก่ง ตัวเลขก็ไม่ถนัด พอมาทำงานออกแบบ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ มันอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องรึเปล่า แต่รู้สึกว่างานแบบนี้มันไม่ฝืนกับธรรมชาติของเรา

“พอเราได้งานเขียนกับรูปมาก็มานั่งทำงานอยู่หน้าคอมฯ ได้อ่านเนื้อหาก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะออกแบบออกมายังไง ได้โฟกัสกับงานโดยไม่มีใครมาจับจ้องดูผลงานของเรา อันไหนทำไม่เป็นก็ค่อยๆ หัดลองทำ ด้วยความที่งานหนังสือหรือนิตยสารมันมีรอบเวลาของมัน ทำให้ไม่ต้องเร่งอะไรมาก ถึงแม้ตัวตนที่ผ่านมาของเราอาจจะไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือนัก แต่ว่าเราสามารถทำงานละเอียดๆ พวกนี้ได้ เลยรู้สึกว่าอยู่ในที่ทางที่เหมาะสม”

แต่การเป็นดีไซเนอร์เพียงคนเดียวในองค์กรนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ทั้งในส่วนของการคิดออกแบบ ไปจนถึงการพัฒนาความสามารถในระยะยาว ซึ่งความโชคดีอีกอย่างที่เบิ้มได้เจอในตอนนั้นก็คือ การเข้ามาร่วมทุนใน Open ของผู้ชายที่ชื่อ ปราบดา หยุ่น

“ตอนเราทำงานได้ประมาณ 7 เดือนก็เริ่มเกิดการตันทางด้านความคิด เราไม่สามารถแปลงข้อความมาเป็นภาพได้ ต้องบอกว่าเราโชคดี เพราะตอนนั้น พี่คุ่น-ปราบดา หยุ่น เข้ามาเป็นหุ้นกับ Open พอดี และแกก็มาดูแลด้านการออกแบบ เรานี่เหมือนถูกลอตเตอรี่เลย เพราะพี่คุ่นแกเรียนออกแบบมา เป็นนักเขียน อ่านหนังสือมาเยอะ เราเลยสามารถเรียนรู้จากงานที่แกทำได้โดยใช้วิธีแบบครูพักลักจำ สิ่งที่ช่วยให้เราพัฒนาอย่างมากก็คือไฟล์งานของพี่คุ่น เราจะเอามาแกะดูเหมือนคนแกะคอร์ดดนตรี นั่งดูไฟล์ นั่งแยกเลเยอร์ ดูองค์ประกอบ ดูฟอนต์ที่แกใช้ ถ้าสงสัยว่าทำยังไงอีกวันหนึ่งก็ถามแก มันช่วยเราได้มากเหมือนเจอกับทางลัด”

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล หนังสือ

ลองถูก

หลังจากทำงานกับนิตยสารอยู่สักพัก เบิ้มก็เริ่มจับงานพ็อกเก็ตบุ๊ก เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของนิตยสารนั้นไม่ได้เยอะมาก หลายๆ สำนักพิมพ์ที่ทำนิตยสารจึงเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ในการนำบทความในนิตยสารมารวมเล่มพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กขาย

“ตอนแรกที่ทำนิตยสารก็ว่ายากแล้วนะ พอมาเริ่มทำพ็อกเก็ตบุ๊กนี่มันกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เหมือนเป็นโจทย์งานใหม่ เพราะเป็นสื่อคนละธรรมชาติกัน การออกแบบก็กลายเป็นอีกแบบหนึ่ง จังหวะการอ่าน การวางภาพประกอบก็แตกต่างกัน แล้วตอนนั้นนิตยสาร Open และ openbooks จะพิมพ์ปกที่แตกต่างจากสำนักพิมพ์อื่นๆ ก็คือ พิมพ์ปกแบบ 2 สี เพราะต้องการให้ต้นทุนต่ำที่สุด การออกแบบก็จะใช้ภาพขาวดำผสมกับสีอะไรอีกสีหนึ่ง

“ปกแรกที่ทำเป็นหนังสือรวมบทสารคดีของนักเขียนชื่อ ชายขายตัว บาร์เกย์ หญิงคาบาเรท์ ตลกคาเฟ่ กะหรี่สนามหลวง หลังจากได้ลองออกแบบปกพ็อกเก็ตบุ๊กไปสักพักก็เริ่มอยู่มือ จนทำมาเรื่อยๆ แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่มีคนข้างนอกติดต่อมาให้ออกแบบปกหนังสือด้วย ทีนี้ด้วยความเป็นสำนักพิมพ์เล็กของ Open ทำให้เรามีพื้นที่ในการออกแบบในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน งานที่ Open มันก็เลยส่งเสริมเรา ทำให้มีคนเริ่มติดต่อให้ออกแบบปกหนังสือเยอะขึ้น เหมือนเราเริ่มจับต้นชนปลายเอาส่วนผสมบางอย่างในการออกแบบมาผสมกันจนเริ่มเจอวิธีการออกแบบปกอย่างมีศิลปะ”

พอพูดถึงเรื่องศิลปะ ผมสนใจที่เบิ้มเรียกขานพื้นที่บนปกหนังสือว่า ‘พื้นที่สุดท้ายของงานออกแบบกราฟิก ที่ยังคงเอื้อให้ศิลปะอยู่ควบคู่ไปกับงานพาณิชย์ได้ในพื้นที่เดียวกัน’ หลังจากที่พื้นที่แบบนี้ค่อยๆ หายไปจากทั้งอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดนตรี ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์หนังหรือปกซีดีเพลง แล้วสำหรับในยุคสมัยนี้ ดูเหมือนพื้นที่ของปกหนังสือดูจะเน้นไปที่ความงามและศิลปะมากยิ่งกว่าเดิมเสียด้วย ผมจึงถามนักออกแบบปกหนังสือถึงสาเหตุของสิ่งนี้

“โครงสร้างของสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือเล่มมันไม่ได้มีขนาดใหญ่โตแบบอุตสาหกรรมหนังหรือเพลงที่มีคนจำนวนมากมาเกี่ยวข้อง ซึ่งพอมีคนจำนวนมากมาแชร์ไอเดียกันมากก็มีโอกาสสูงที่ปกแบบที่มีศิลปะจะถูกแทนที่ด้วยปกที่มันสื่อสารกับคนหมู่มากแทนได้ อย่างพ็อกเก็ตบุ๊ก 1 เล่มมันสามารถใช้คนแค่ 3 – 4 คนในการทำให้จบออกมาเป็นเล่มได้ คือมีแค่บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล กราฟิกดีไซเนอร์ ช่างภาพ แค่นี้เอง

“ถ้าเทียบให้เห็นสเกลของมันก็คือ ในการพิมพ์หนังสือเล่ม 1 ครั้ง จำนวนพิมพ์มาตรฐานมักจะอยู่ที่ 3,000 เล่ม ถ้าขายดีมากๆ ก็ 10,000 เล่ม เทียบกับภาพยนต์ที่ประสบความสำเร็จคือระดับร้อยล้านบาทนั้นก็คือมีคนดูอยู่ห้าแสนคน จะเห็นเลยว่าขนาดของตลาดมันแตกต่างกันเยอะมาก แล้วธรรมชาติของธุรกิจนี้มันไม่ได้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วแบบนั้น ค่อนข้างจะเป็นเหมือนนิชมาร์เก็ต มันเลยเอื้อให้พื้นที่ของงานศิลปะยังคงอยู่บนปกหนังสือและค่อยๆ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย”

ลองดีไซน์

หลังจากถามเบิ้มถึงธรรมชาติและทิศทางของการออกแบบปกหนังสือแล้ว อีกเรื่องที่น่าสนใจคือวิธีการออกแบบปกหนังสือของนักออกแบบอย่างเขา ผมอยากรู้วีธีทำงานและขั้นตอนการออกแบบของเขาในการออกแบบปกหนังสือเล่มหนึ่งๆ ว่ามีขั้นตอนและวิธีทำอย่างไร

“ขั้นตอนการออกแบบมักจะไม่ค่อยเปลี่ยน อย่างแรกเลยคือเราจะเริ่มด้วยการอ่านบทคัดย่อ หรืออ่านหนังสือทั้งเล่มถ้าเป็นไปได้ พูดคุยกับบรรณาธิการซึ่งเป็นคนดูแลหนังสือเล่มนั้นๆ ว่าเห็นภาพหนังสือเล่มนี้ไปในทางไหน แล้วเราก็จะร่างปกขึ้นมา หนังสือบางประเภทเราจะเห็นภาพชัด อย่างพวกประวัติศาสตร์ก็อ่านสนุก เพราะเราเห็นทั้งคนอ่าน ต้นฉบับ ไปจนถึงคนทำ ภาพปกในหัวมักจะชัดเสมอ พอภาพมันชัดเราก็จะไม่ใช้เวลาดีไซน์ปกหลายแบบ เพื่อเอาเวลามาลงลงรายละเอียด ไดคัตรูป เลือกองค์ประกอบมาวางบนปกแทน

“แต่โจทย์บางอย่างที่เป็นนามธรรม เช่น ความเท่าเทียม ความยุติธรรม พวกนี้ เราจะทำดราฟต์ดีไซน์ขึ้นมาก่อนสัก 4 – 5 แบบ แล้วเอาไปคุยกับทางทีมงานก่อน และจะพยายามทำให้มันหลากหลาย คือใช้ทั้งตัวหนังสือ ทั้งภาพถ่าย กราฟิก ให้แบบมันมีความหลากหลายมากที่สุด ทีนี้ด้วยความที่เราไม่ได้เรียนออกแบบมา เราเลยไม่ได้มีวิธีคิดแบบคนที่เรียนออกแบบ เราไม่มีสมุดสเกตช์ แต่เรามักจะเปิดคอมแล้วทำงานเลย ไม่มีการสเกตช์ก่อน

“แต่ก็ไม่ได้แปลว่าภาพแรกที่โผล่ขึ้นมาจะเป็นปกเสมอนะ เราให้เวลางานค่อนข้างเยอะ อยู่กับมันนาน หลายๆ ปกบางทีก็เพี้ยนเปลี่ยนไปเป็นแบบอื่นเยอะ ด้วยธรรมชาติของการทำหนังสือมันเอื้อให้เราได้สะสมงานชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปเรื่อยๆ ปกหลายปกที่เราทำเกิดจากการหยิบเอาชิ้นส่วนที่ไม่ได้ใช้ในงานชิ้นก่อนๆ มาผสมรวมกันออกมาเป็นปกใหม่ เวลาทำงานเราเป็นคนไม่เซฟไฟล์ทับเลย เวลาทำแบบเพิ่มจะเซฟแยกไว้ต่างหาก และเราเป็นคนจำชิ้นงานตัวเองได้ เวลามีโจทย์ที่ต้องการชิ้นส่วนแบบนี้เราจึงรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน แล้วเอามาใช้งาน”

ปกหนังสือ

ถ้าการอ่านหนังสือเล่มที่จะต้องออกแบบปกเป็นสิ่งสำคัญ หนังสือบางเล่มที่อ่านไม่รู้เรื่องหรือรู้เรื่อง ปกหนังสืออาจจะไม่ตรงกับที่คนเขียนคิดไว้ แล้วจะออกแบบได้ยังไง-ผมสงสัย เพราะนึกถึงเวลาที่ตัวเองอ่านงานวรรณกรรมแล้วพบว่าไม่รู้เรื่องเลย

“บางทีเราไม่ได้อ่านวรรณกรรมเพื่อเอาความเข้าใจ แต่เราอ่านเพื่อเอาความรู้สึก ซึ่งมันจะต่างกับพวก Non-fiction ที่ต้องอ่านเพื่อจับประเด็น ซึ่งเราถูกฝึกมาตั้งแต่ตอนทำนิตยสาร มันจำเป็นต้องอ่านทุกเรื่องและต้องอ่านอย่างเร็ว พอมาทำหนังสือ Non-fiction ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหา ทีนี้เวลาเจอวรรณกรรมหรือนิยาย ซึ่งโดยธรรมชาติเราไม่ค่อยชอบอ่านนิยาย เราเลยรู้สึกว่ามันยากเสมอ

“เวลามีหมวดนี้ติดต่อมาจะเกร็งทุกครั้ง สิ่งที่ช่วยในการทำงานก็คือการคุยกับทางบรรณาธิการ เพราะเขาคือคนที่เห็นต้นฉบับทั้งเล่ม หรือไม่ก็คุยกับคนแปล หลังจากนั้นก็จะอ่านแล้วพยายามหา Mood & Tone ที่อยู่ในเล่มนั้นๆ โดยจะพยายามแปลข้อความและตัวอักษรให้เป็นภาพที่มันยังดูเข้าใจได้อยู่ โดยมากปกที่เราออกแบบมักจะไม่ออกมาเป็นภาพนามธรรมสักเท่าไหร่ ไม่ใช่ไม่อยากทำนะ เราก็อยากทำ แต่สมองเราทำงานออกมาเป็นภาพที่ชัดมากกว่าเป็นแบบนามธรรม”

ด้วยความที่เบิ้มออกแบบหนังสือหลายประเภทหลายหมวดหมู่มานาน ผมจึงก็สังเกตเห็นเอกลักษณ์บางอย่างในการออกแบบของเบิ้มบนปกหนังสือเหล่านั้นอยู่เสมอ ทั้งการจัดวาง องค์ประกอบ ลวดลาย สีสัน ผมจึงชวนเขาคุยถึงแนวคิดในการออกแบบ ที่แม้บางครั้งจะเป็นหนังสือคนละประเภทกันแต่ก็มีลายเซ็นหรือเอกลักษณ์ของคนออกแบบอยู่ในนั้นแทบทั้งหมด

“เราคิดว่าน่าจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ดีไซเนอร์คนหนึ่งสะสมมาตลอดชีวิต เวลาเราทำอาชีพอะไรก็ตาม พอเราอยู่กับอาชีพนั้นนานๆ วิธีคิดของเราก็จะเปลี่ยนตามอาชีพมาเรื่อยๆ เวลามีคนมาถามหรือสัมภาษณ์ว่าอะไรคือลายเซ็นของงานเรา เรามักจะตอบไม่ได้ แต่คิดว่ามันคือ ‘การออกแบบปกให้สวยงามอย่างเรียบง่าย’ เพราะเรามักให้ความสำคัญกับ ‘ที่ว่าง’ เสมอ ที่ว่างไม่ได้แปลว่าพื้นที่ขาวๆ นะ แต่อาจจะเป็นพื้นสีเรียบๆ หรือองค์ประกอบเล็กๆที่ไม่ได้ฉูดฉาดนำสายตา เราจะพยายามมองหาสมดุลให้มันไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ระหว่างชื่อหนังสือและที่ว่างเหล่านี้อยู่เสมอ”

ปกหนังสือ

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล

ลองเป็นสำนักพิมพ์ควบคู่กับนักออกแบบปก

นอกจากขาข้างหนึ่งจะเหยียบบนส่วนของการเป็นนักออกแบบปกหนังสือแล้ว ขาอีกข้างหนึ่งของเบิ้มเหยียบอยู่บนส่วนของการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ openworlds อีกด้วย การที่เป็นทั้งนักออกแบบปกหนังสือและเจ้าของสำนักพิมพ์นั้น มันส่งผลกระทบหรือให้แนวคิดอะไรในการออกแบบปกหนังสือบ้างหรือเปล่า-เราถาม

“การเป็นทั้งนักออกแบบและเจ้าของสำนักพิมพ์นั้นส่งผลต่อการออกแบบของเราอยู่พอสมควร เพราะมันคือการที่นักออกแบบที่ออกแบบของขึ้นมาแล้วต้องมาขายของที่เราออกแบบด้วย โดยปกตินักออกแบบส่วนมากจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของความสวยไม่สวย และจะจบงานเมื่อชิ้นงานเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต แต่เราต้องแบกมันออกไปขายให้กับคนอ่าน แล้วเราก็จะได้เห็นชีวิตจริงๆ ของหนังสือที่เราทำ

“ธุรกิจหนังสือเล่มมันเป็นธุรกิจที่อยู่บนตัวโปรดักต์โดยแท้จริง ตรงไปตรงมา อย่างหนังสือที่เนื้อหาไม่หนีกันแต่ดีไซน์ของปกต่างกัน บางทีตัวเลขยอดขายก็ออกมาต่างกันโดยสิ้นเชิง หรือแม้แต่การออกแบบปกที่นักออกแบบเห็นมันอยู่บนจอคอมพิวเตอร์เพียงปกเดียว แต่พอพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้วก็ต้องไปอยู่บนชั้นหนังสือที่มีเล่มอื่นๆ จากสำนักพิมพ์อื่นประกบซ้ายขวาเต็มไปหมด แล้วพอผ่านไป 2 อาทิตย์มันก็จะถูกพลิกเอาสันออกมาแทนปก รวมไปถึงการได้เจอคนอ่านเองด้วย เพราะพอทำสำนักพิมพ์เองก็ต้องไปงานหนังสือเอง ก็จะได้พบเจอคนอ่าน คนที่มาซื้อ คนที่มาหยิบ โดยปกติดีไซเนอร์มีโอกาสน้อยมากที่จะเห็นคนซื้อ ข้อมูลในการออกแบบพวกนี้มันจะถูกเอามาปรับใช้ในการออกแบบปกอยู่ตลอด

“เรามองว่าการเป็นนักออกแบบควรจะทำตัวเป็นพาร์ตเนอร์ให้กับคนจ้างมากกว่า คือสามารถแชร์ไอเดียกันได้ในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ออกแบบอย่างเดียว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ โปรยปก (ตัวหนังสือที่อยู่บนหน้าปกเพื่ออธิบายเล่าเรื่องเนื้อหาภายในเล่ม) เมื่อก่อนปกหนังสือจำเป็นต้องมีโปรยปกอยู่ 4 – 5 บรรทัด

“ทุกวันนี้เราพบว่าโปรยปกไม่ได้ทำงานในแง่การขายเสมอไป แต่เราก็ไปพูดกับสำนักพิมพ์ไม่ได้หรอกว่า พี่เอาโปรยปกออกเถอะ มันรก ไม่สวย พูดแบบนี้มันจะเถียงกันไม่รู้จบ แต่เราจะบอกเขาว่า โลกการสื่อสารมันเปลี่ยนไป สำนักพิมพ์สามารถหยิบเอาโปรยปกของหนังสือไปเล่าในโซเชียลมีเดียก่อนที่หนังสือจะไปถึงแผงได้ กว่าหนังสือจะวางแผงคนอ่านก็ตัดสินใจซื้อได้ล่วงหน้าแล้ว เราอธิบายให้เห็นว่าโครงสร้างการใช้สื่อมันเปลี่ยน การออกแบบปกจึงสามารถลดทอนองค์ประกอบอย่างโปรยปกให้น้อยลงได้ จนเหลือแต่พื้นที่ในการทำงานเชิงศิลปะ เพื่อให้ปกมันสื่อสารและทำงานให้ดีที่สุด”

ปกหนังสือที่อธิบายการทำงานของ Wrongdesign ในแต่ละช่วงที่ผ่านมา

ชายขายตัว บาร์เกย์ หญิงคาบาเรท์ ตลกคาเฟ่ กะหรี่สนามหลวง (openbooks, 2545)

ชายขายตัว บาร์เกย์ หญิงคาบาเรท์ ตลกคาเฟ่ กะหรี่สนามหลวง

ปกพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกที่ได้รับมอบหมายให้ทำ หมายถึงทำไฟล์งานปกตามมอบหมาย ไม่เข้าใกล้คำว่าออกแบบแม้แต่น้อย แต่ก็เป็นงานที่ทำให้เริ่มเข้าใจธรรมชาติของหนังสือเล่ม ได้เรียนรู้พื้นฐานของงานปกหนังสือ ไม่ต่างอะไรกับนักฟุตบอลที่ก่อนจะคิดโชว์ลีลาก็ควรผ่านการฝึกทักษะพื้นฐาน การจับบอล ควบคุมบอล วิ่งไปกับลูกบอล ฯลฯ ปกนี้ให้คุณค่าและความหมายแบบนั้น

อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน (ออกแบบโดย ปราบดา หยุ่น, openbooks, 2545)

อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน

ตอนนั้นพี่คุ่น (ปราบดา หยุ่น) เริ่มเป็นแขกประจำของนิตยสาร Open วันหนึ่งพี่คุ่นแวะมาพร้อมกับอาร์ตเวิร์กปกหนังสือรวมบทความที่จะตีพิมพ์กับ openbooks เราเห็นครั้งแรกแล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก มันสวยอย่างประหลาด จึงเริ่มมองดีไซน์ของปกหนังสือด้วยการศึกษาโครงสร้าง เช่น สามารถใช้ตัวอักษรขนาดเล็กกับชื่อหนังสือก็ได้ มีกราฟิกทับหน้าก็เป็นภาพปกได้ ข้อความโปรยปกวางตั้งฉากอ่านยากก็ทำได้ ปกนี้มันทำให้เราเห็นพื้นที่ที่กว้างขึ้นของการดีไซน์ปกหนังสือ การได้มีโอกาสเรียนรู้งานออกแบบจากพี่คุ่นก็คือการได้พบครูแห่งหน้าที่การงาน

FUTURE WAR (มติชน, 2547)

FUTURE WAR

.. เล่มบอกว่าไม่อยากให้ใช้ชื่อจริงในเครดิตงานออกแบบ ไม่ค่อยอยากให้คนรู้ว่าใช้คน openbooks มาออกแบบให้ คิดชื่ออยู่ 2 – 3 วัน สุดท้ายก็ส่งไฟล์งานไปพร้อมกับชื่อคนออกแบบปกในหน้าเครดิตว่า ‘Wrongdesign’

ผู้ชายที่กำลังสืบพันธ์ และ หูหาเรื่อง (openbooks, 2549)

ผู้ชายที่กำลังสืบพันธ์ และ หูหาเรื่อง

2 ปกนี้เป็นผลลัพธ์จากการทำงานหนักและทุ่มเทเรียนรู้งานออกแบบปกหนังสือในช่วงเริ่มต้น มีการทดลองใช้ทางเลือกใหม่ๆ ในการดีไซน์ภาพ เช่นการใช้ภาพเทกซเจอร์ของผิวไม้แทนการใช้สีพื้นในโปรแกรม การออกแบบ Typography ของชื่อหนังสือภาษาไทย การใช้กระดาษพิเศษสำหรับพิมพ์ปก การไม่ใช้ข้อความโปรยปกในการสื่อสาร ฯลฯ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของงานออกแบบแบบ Wrongdesign แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็น 2 ปกสุดท้ายที่ออกแบบไว้ก่อนหยุดทำงานออกแบบไป 3 ปี

ไม่มีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ (openbooks, 2549)

ไม่มีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ

หนังสือเล่มที่ 8 หนังสือเล่มที่สวยที่สุดตั้งแต่ทำมา ดีใจที่ได้ทำด้วยกัน
พี่หนึ่ง วรพจน์

06.11.49

JUSTICE (openworlds, 2554)

JUSTICE

หนังสือก็จัดว่าเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็วัดความสำเร็จจากยอดขาย เพียงแต่กับหนังสือที่ขายดีคนก็จะสรรเสริญว่าเพราะหนังสือดีเนื้อหามันดี แต่กับหนังสือที่ขายไม่ได้ คนก็จะสรรเสริญว่าเพราะปกหนังสือเล่มนั้นมันห่วย โชคดีที่ JUSTICE เล่มนี้ผลลัพธ์คืออย่างแรก แน่นอนว่ามันเป็นหนังสือที่เนื้อหาดี แต่ส่วนหนึ่งที่คนออกแบบเชื่อว่าคือครึ่งหนึ่ง ก็คือการตัดสินใจให้น้ำหนักของงานออกแบบปก (ฉบับพิมพ์ครั้งแรกภาพซ้าย) ไปที่การสื่อสารมากกว่าการพยายามดีไซน์พอหนังสือมันขายดีถึงได้มีโอกาสในการเปลี่ยนปก แล้วค่อยวนมาใช้น้ำหนักแบบดีไซน์ในปก edition ต่อมา (ภาพขวา)

What Caesar Did for My Salad (openworlds, 2557)

What Caesar Did for My Salad

การออกแบบปกหนังสือคือการออกแบบภาพให้กับตัวอักษร

Ernest Hemingway: อหังการแห่งชีวิตห้าว (แสงดาว, 2559)

Ernest Hemingway: อหังการแห่งชีวิตห้าว

สำนักพิมพ์แสงดาวเป็นสำนักพิมพ์เก่าแก่ ยืนหยัดในวงการมามากกว่า 30 ปี การได้มีโอกาสเข้าไปออกแบบปกหนังสือให้กับแสงดาว ทำให้เราเจอสมดุลอีกแบบในงานออกแบบปกหนังสือ เพราะฐานคนอ่านของแสงดาวนั้นคือผู้ใหญ่ที่หลายคนก็อายุราว 40 – 50 ปี ในขณะที่อีกฝั่งก็คือการสร้างคนอ่านรุ่นใหม่ที่อายุราว 20 ปีขึ้นไป บ่อยครั้งที่คนอ่าน 2 กลุ่มของแสงดาวคือพ่อกับลูก การออกแบบปกให้กับแสงดาวก็คือการพยายามออกแบบให้ปกหนังสือเล่มหนึ่งสามารถพูดคุยกับคนได้ทั้งบ้าน วัยผู้ใหญ่ก็ยังสนใจจะหยิบอ่าน และวัยลูกหลานก็ถือปกพกพาได้อย่างไม่เขินอาย เป็นโจทย์ที่ท้าทายการออกแบบปกหนังสือมาก

A Very Short Introduction Book Series (openworlds, 2553-ปัจจุบัน)

A Very Short Introduction Book Series

วิธีคิดของการออกแบบปกหนังสือชุดนั้นไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย คือนอกจากออกแบบให้สวยเมื่อวางอยู่เล่มเดียว หนังสือเล่มนั้นยังควรจะต้องทำงานร่วมกันเมื่อวางร่วมกับเล่มอื่น เข้าใจง่ายแต่ก็ทำให้สำเร็จในการขายได้ค่อนข้างยาก เพราะถึงจะออกแบบให้เข้าชุด แต่เนื้อหาของแต่ละเล่มก็ต่างกลุ่มความสนใจ สำหรับหนังสือชุด VSI นี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จในการสื่อสารและการขาย เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่มักจะมีครอบครองราวคนละ 3 เล่มขึ้นไป ซึ่งซื้อเกิน 2 เล่มก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับหนังสือชุดแบบนี้

พระมหาชนก เวอร์ชันอักษรเบรลล์  (2561)

พระมหาชนก

ทำงานมาระยะหนึ่ง มีความมั่นใจว่าได้ออกแบบหนังสือมาทุกหมวดหมู่แล้ว เจอคนอ่านทุกรูปแบบแล้ว เข้าใจงานออกแบบปกหนังสือ (เกือบ) ทุกประเภท แต่เมื่อมีโอกาสได้ออกแบบปกหนังสือ พระมหาชนก เวอร์ชันอักษรเบรลล์ ก็ทำให้ได้ทบทวนว่าโลกของการอ่านนั้นยังกว้างกว่าที่มั่นใจ ยังมีอีกหลายพื้นที่หรือกลุ่มคนอ่านที่งานออกแบบปกหนังสือยังไม่เคยไปถึง เช่น การออกแบบปกหนังสือสำหรับผู้พิการทางสายตา การออกแบบปกหนังสือเล่มนี้ช่วยดึงเรากลับไปสู่พื้นฐานของการออกแบบปกหนังสือ การทำความเข้าใจกับผู้อ่านของหนังสือเล่มนั้นๆ การศึกษาธรรมชาติการใช้งาน และการพยายามคงไว้ซึ่งความสวยงามของงานออกแบบปกแม้ผู้ที่อ่านไม่มีโอกาสเห็น

นักออกแบบที่เชี่ยวชาญเรื่องของกระบวนการพิมพ์

ปกหนังสือหลายๆ เล่มที่ออกแบบโดยเบิ้มนั้น เรามักจะเห็นความชำนาญในระบบการพิมพ์สะท้อนออกมาอยู่เสมอ อย่างปกหนังสือพิมพ์สองสีที่เลือกจะพิมพ์ด้วยสีที่ต่างกัน 2 เฉด การใช้สีพิเศษที่โดดเด่นมากๆ หรือการใช้เทคนิคการพิมพ์ต่างๆ ที่ค่อนข้างน่าสนใจ ผมถามถึงความสนใจในกระบวนการผลิตจากเบิ้มดูว่ามีที่มาจากอะไร

“เราเชื่อว่าพ่อครัวควรจะรู้จักวัตถุดิบพื้นฐานที่ตัวเองทำ” เบิ้มยกตัวอย่างให้เราฟังก่อนจะเล่าถึงความบังเอิญที่ช่างพิมพ์ทำงานตัวอย่างออกมาสีเพี้ยนจากที่คุยกัน ทำให้เบิ้มขอไปดูที่โรงพิมพ์ว่าเกิดอะไรขึ้น โชคดีที่โรงพิมพ์ที่เบิ้มใช้งานเป็นประจำอย่างโรงพิมพ์ที่ชื่อ ภาพพิมพ์ หรือที่อื่นๆ ต่างเป็นโรงพิมพ์ขนาดเล็กทั้งหมด ซึ่งต่างจากโรงพิมพ์ใหญ่ๆ ที่ต้องควบคุมการผลิตให้ออกมาเยอะตรงตามเป้าหมาย และไม่มีเวลามาคุยกับนักออกแบบ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่ จ๊อก-ชัยพร อินทุวิศาลกุล (เจ้าของโรงพิมพ์ภาพพิมพ์คนปัจจุบัน) มารับช่วงกิจการต่อจากที่บ้านพอดี ซึ่งจ๊อกเป็นคนที่อ่านหนังสือและอยากเห็นงานพิมพ์คุณภาพสูงเกิดขึ้น เลยทำให้มีการแชร์ไอเดียกันระหว่างนักออกแบบปกและโรงพิมพ์

ปกหนังสือ

ปกหนังสือ

“พอเราไปโรงพิมพ์ก็ได้เห็นเครื่องจักรและการทำงานต่างๆ ไปคุยกับช่างพิมพ์ ได้คุยขั้นตอนการทำงาน เพลตหรือแม่พิมพ์ว่าเป็นยังไง ทำงานยังไง บางครั้งเราก็จะสามารถหาเทคนิคการพิมพ์ใหม่ๆ ได้จากขั้นตอนนี้ ซึ่งความคิดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเราไมไ่ด้ไปเห็นขั้นตอนการทำงานจริง แล้วโรงพิมพ์อย่างภาพพิมพ์เขาก็อยากเรียนรู้งานใหม่ๆ เหมือนเรา เขาอยากทำงานที่มันท้าทายช่างของเขา หรือสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเช่นเดียวกัน

“เวลามีกระดาษตัวใหม่มาก็มักจะส่งมาให้เราดูเสมอๆ เราก็เลยได้ทำงานลองผิดลองถูกกันมาเยอะมาก ซึ่งการลองผิดลองถูกพวกนี้ทำให้หนังสือของ openbooks หน้าตาแตกต่างจากชาวบ้าน ทั้งจากการออกแบบ การใช้กระดาษแปลกใหม่ การเข้าเล่ม ซึ่งพอพิมพ์ออกมามันก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบของหนังสือไปอย่างสิ้นเชิง แล้วเวลาหนังสือขึ้นบนแผง ตัวกระดาษและการพิมพ์มันก็สื่อสารกับคนอ่านและสะท้อนผลลัพธ์ของการออกแบบได้ดี เหมือนมันสร้างความหมายของสำนักพิมพ์ทางเลือกได้อย่างแท้จริง”

แพสชันในการทำงานออกแบบปกหนังสือในขวบปีที่ 15

“หนังสือไม่ใช่สิ่งที่เป็นแพสชันหรือความสนใจของเรา”

คำตอบที่เบิ้มพูดออกมาเมื่อเราถามเขาถึงเรื่องแพสชันในงานที่ทำ ทำเอาผมประหลาดใจ

“บางทีคนก็สะดุ้งเวลาเราพูดว่าหนังสือไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจ เราแค่อยู่กับธรรมชาติของมันได้ เพราะเรามักจะถูกสื่อพูดกรอกหูว่าให้ทำงานที่ตัวเองรักจะได้มีความสุขเหมือนไม่ได้ทำงาน เรื่องแพสชันสำหรับเราในปัจจุบันมันเปลี่ยนรูปไปมากจากในช่วงแรกๆ ที่เราทำงานหนักมากแบบเอาเป็นเอาตาย

“แต่หลังจากกลับจากไปเรียนต่อ เรารู้สึกว่าแพสชันสำหรับเราคือการทำงานอย่างมืออาชีพ แค่เอาตัวเองไปอยู่หน้าคอมแล้วก็ทำงานออกมา ต้นทุนและแรงบันดาลใจทุกอย่างก็อยู่ในหนังสือเล่มที่เราจะออกแบบนี่แหละ คิดไม่ออกก็เปิดอ่านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ และเราก็พยายามตั้งคำถามในงานออกแบบปกหนังสือที่ทำอยู่เสมอว่า ทำมาแล้วเรายังตื่นตาตื่นใจกับมันรึเปล่า ถ้างานที่ออกมามันสวยแบบธรรมดาๆ เราจะพยายามไม่ใช้งานชิ้นนั้น เราจะพยายามสำรวจหาความเป็นไปได้ใหม่ ตั้งคำถามใหม่ และพยายามหาทิศทางใหม่ๆ ในการออกแบบปกหนังสืออยู่ตลอดเวลา”

ก่อนจากกันเราชวนเขาคุยถึงอนาคตของหนังสือ เบิ้มนิ่งคิดไม่นานก่อนตอบ

“เราเคยคุยกับพี่ๆ ในวงการหลายๆ คน เราคิดว่าหนังสือไม่ควรถูกจัดให้เป็นของสูงส่ง คือเราก็ขายของแหละ ไม่ได้ทำอะไรที่พิเศษหรือทางคุณค่า แต่สิ่งที่เราทำขายกันนั้นเป็นของที่มีคุณค่าและพัฒนาความคิด พื้นฐานจิตใจของคน เราควรจะปรับทัศนคติการอ่านหนังสือให้มันยืดหยุ่นมากขึ้น ปัญหาของประเทศนี้คือใครที่อ่านหนังสือจะดูฉลาดทรงภูมิ อาจเพราะทุกคนมักถูกสั่งให้อ่านหนังสือตั้งแต่วัยเด็ก สังเกตดู ถ้ามีใครอ่านหนังสือในมหาวิทยาลัยจะถูกแซวว่าฉลาดทรงภูมิ ใช่มั้ย

“หนังสือไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหรือคำตอบสูงสุดของการอยากเป็นคนดีหรือมีความรู้ทั้งนั้นแหละ หนังสือมันควรจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการศึกษาหาความรู้หรือความบันเทิงให้กับชีวิต ไม่ต่างจากเพลงหรือหนัง

“เราควรทำให้หนังสือมันเรียบง่าย มองหนังสือเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งในชีวิต เป็นความสนุกแบบพื้นฐาน ถ้าหนังยังให้แรงบันดาลใจไม่พอ หนังสือคือสิ่งที่จะให้คำตอบกับคุณได้ เรื่องพวกนี้ต่างหากคือเรื่องที่คนในวงการควรจะสื่อสารออกมาให้มากๆ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ข้อความ การอ่าน ความรู้สึก มันจะไม่เปลี่ยนไป แล้วเราจะออกแบบและผลิตหนังสือออกมายังไงให้ตอบโจทย์ของคนอ่านให้มากขึ้น ถ้าทุกคนทำแบบนั้นได้ หนังสือก็จะมีที่ทางของมันและอยู่ได้อย่างเข้มแข็งต่อไป”

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล

ลองมาดูอุปกรณ์ประจำโต๊ะทำงานของนักออกแบบปก

 

1. iPod Classic Gen 2

เราเอาไว้ฟังเพลงด้วย แล้วก็ใช้เก็บไฟล์งาน เป็นเหมือน External Harddrive ไปในตัว

2. กาน้ำชา

เราเป็นคนชอบกินชากินกาแฟ ก็เอาไว้ชงกินเวลาทำงาน แล้วงานอย่างเรามันเป็นงานนั่งติดโต๊ะ

ทำงานหน้าคอมนานๆ ก็เอาไว้เบรกให้ตัวเองไม่นั่งทำงานนานเกินไป

3. CD เพลง

เราฟังเพลงเยอะ แล้วงานออกแบบที่เห็นแรกๆ ก็คือแผ่นซีดี เวลาชอบเพลงที่ฟังก็จะเอาปกมาดูอาร์ตเวิร์ก ดูดีไซน์ แล้วเวลาทำงานไปด้วยฟังเพลงไปด้วยมันก็ช่วยให้ทำงานออกมาง่ายขึ้น

 

4. หนังสือออกแบบ

ช่วงหลังๆ พอมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศมากขึ้นก็มักจะแวะเข้าไปร้านหนังสือ พลิกดูปกหนังสือเล่มต่างๆ ว่าใครออกแบบ ก็เริ่มเห็นคนออกแบบปกหนังสือแบบเดียวกันในประเทศอื่นๆ เราชื่นชอบนักออกแบบอยู่สองสามคนที่เหมือนเป็นครูบางอย่างของการทำงาน คือ Wang Zhi Hong  คนไต้หวันที่เป็นเหมือนตัวแทนนักออกแบบจากตะวันออก กับ Peter Mendelsund ที่เหมือนเป็นนักออกแบบจากฝั่งตะวันตก พอได้เห็นทั้งสองคนก็เหมือนได้เห็นวิธีคิดและประวัติศาสตร์ของการออกแบบหนังสือ

5. เลโก้

เราเป็นเด็กที่ชอบเล่นเลโก้ โชคดีที่ที่บ้านซื้อเลโก้ให้เล่น เรารู้สึกว่ามันช่วยเชฟไอเดียและความคิดในการออกแบบ เราเพิ่งค้นพบตอนโตว่าอาชีพที่เราอยากเป็นคือสถาปนิก เวลาเห็นตึกเห็นโครงสร้างหรือรายละเอียดของอาคารเรารู้สึกว่าคล้ายกับงานออกแบบหนังสือเลย เวลาไปต่างประเทศเราก็ดูอยู่ 2 อย่าง คือบ้านเมืองเก่ากับร้านหนังสือ แล้วทุกวันนี้ถ้ามีโอกาสและเป็นไปได้ เวลาเจอเลโก้คอลเลกชันต่างๆ ก็จะซื้อเก็บไว้

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

“คนนั้นไง อาจารย์สิงห์” 

พี่ที่นั่งอยู่ด้วยกันชี้ให้ดูหนึ่งในสปีกเกอร์ที่กำลังพูดอยู่บนเวที เขาดูเป็นคนมีความรู้ มั่นอกมั่นใจ และ ‘ไนซ์’ ในขณะเดียวกัน

เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เราได้ไปงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ซึ่งจัดเป็นปีที่ 3 และตั้งใจสื่อสารเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านความยั่งยืน ด้วยการต่อยอดการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ ควบคู่ไปกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์

สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พา Upcycled Material โลดแล่นในวงการอสังหาฯ

หลังจากอาจารย์สิงห์พูดจบ เราได้พูดคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว จึงได้มีโอกาสได้นัดหมายมาเยี่ยมเยือนเขาที่ RISC หรือ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ในวันนี้

ณ ออฟฟิศบนตึกสูงใจกลางเมืองที่มีบรรยากาศของนวัตกรรมล้ำสมัยแห่งนี้ เราจะมาคุยถึงประวัติชีวิต การทำงานกับ Upcycled Material และมุมมองเกี่ยวกับโลกของ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ดีไซเนอร์ที่มีแพสชันกับสิ่งแวดล้อมอย่างแรงกล้า ในคอลัมน์ In Design

สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พา Upcycled Material โลดแล่นในวงการอสังหาฯ

อยู่อย่างสิงห์

‘สิงห์’ เป็นคนหลายบทบาท เขาเป็นสถาปนิก เป็นอาจารย์ประจำภาควิชานวัตกรรมอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ มีศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (SCRAP LAB) อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาอยู่ที่ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) ที่ที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ตอนนี้

“ผมเคยเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่งมาก่อนในระบบการศึกษาไทย” อาจารย์เล่าให้ฟังถึงชีวิตในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยที่เขาสอนอยู่ นึกไม่ถึงเลยว่าคนเก่งอย่างเขาจะเคยมีช่วงเวลาแบบนั้นด้วย “พอย้ายไปเรียนเมืองนอก ชีวิตก็เปลี่ยนไปเลย เราเจอสิ่งที่เราทำได้”

15 ปีในประเทศไทยไม่ได้ทำให้เขาค้นพบตัวเอง แต่อเมริกากลับให้สิ่งนั้น เขาได้เรียนสถาปัตยกรรม วิชาที่เขาชอบในระดับปริญญาตรี แล้วไปต่อ Building Assembly หรือการประกอบอาคารที่เยอรมนีในระดับปริญญาโท ส่วนปริญญาเอกที่ MIT เขาทำวิจัยเกี่ยวกับการนำความยั่งยืนเข้าไปใช้ในโครงการตามความสนใจของตัวเอง

สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พา Upcycled Material โลดแล่นในวงการอสังหาฯ

“ผมสนใจเรื่องการออกแบบที่คำนึงเรื่องสิ่งแวดล้อม และศึกษานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างที่ผมทำมันจะลิงก์อยู่กับแกนนี้”

ทำไมถึงมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ – เราถามด้วยความสงสัย เขาดูอินมากจริง ๆ

“ซีแอตเทิล วอชิงตัน ที่ผมไปอยู่ สิ่งแวดล้อมมันดี๊ดีครับ ผมอยู่ในหุบเขา แล้วออกไปทำกิจกรรมเอาต์ท์ดอร์ทุกสุดสัปดาห์ ทั้งพายเรือแคนู ไปแคมป์ปิ้ง ไปปินเขา ไปเล่นสโนว์บอร์ด เล่นสกี ผมไม่รู้สึกว่าธรรมชาติเป็นเรื่องไกลตัว” อาจารย์สิงห์รำลึกความหลัง “เรื่องสิ่งแวดล้อมมันเป็นสามัญสำนึก”

“ป่าหลังบ้านผมที่นู่นยังสวยกว่าสวนสาธารณะที่นี่เลย” คือประโยคที่อาจารย์สิงห์พูดแล้วเรารู้สึกจี๊ดในใจที่สุด

เขามองว่าคนไทยไม่ค่อยซาบซึ้งกับธรรมชาติ ต้นไม้เพื่อนบ้านแผ่เกินรั้วมาก็เป็นเรื่องผิด ใบไม้ร่วงตามพื้นหน้าบ้านก็พาให้อึดอัดใจ แต่กลับกัน บ้านของอาจารย์สิงห์ที่วอชิงตัน ถึงเป็นต้นไม้สาธารณะ เจ้าของบ้านที่อยู่ตรงนั้นก็ยังช่วยดูแลให้งอกงาม

ในปี 2006 อาจารย์สิงห์กับเพื่อน วีรนุช ตันชูเกียรติ ได้ช่วยกันก่อตั้ง OSISU แบรนด์ที่ทำผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุขึ้นมา เมื่อแบรนด์ไปได้ดี โด่งดังจนได้ส่งขายต่างประเทศ ไปลอสแอนเจลิส ไปฮอลลีวูด รศ.ดร.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น ก็ขอให้ช่วยนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาสอนนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยบ้าง ด้วยเหตุนั้น ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ SCRAP LAB จึงถือกำเนิดขึ้น

“เราถอดรหัส OSISU มา เอาของที่เราทำขายมาสอนเด็ก ๆ เป็นขั้นตอน เราจะเน้นเรื่องการ Upcycling การแปลงขยะ บางเทอมเน้นขยะชุมชน บางเทอมเน้นขยะไม้ ขยะอาหาร ขยะโรงพยาบาล แล้วแต่ว่าสปอนเซอร์คือใคร เช่น สปอนเซอร์เป็นกรมหม่อนไหม ก็จะเป็นเศษไหม ขี้ไหม สารพัดไหมค้างสต็อก”

สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พา Upcycled Material โลดแล่นในวงการอสังหาฯ

ถัดมาก็ถือคราวของศูนย์วิจัยที่ 2 อย่างศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนหรือ RISC by MQDC

“ตอนนั้นผมสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มา 14 ปี แล้วก็คิดว่ามีคนพูดเรื่อง Green Buiding เยอะแยะ แต่ทำไมเมืองมันยังพังวะ” เขาใส่อารมณ์ “ไม่ใช่แค่ผม หลายคนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีงานวิจัยดี ๆ เต็มเลย แต่สุดท้ายไม่เห็นมีใครเอางานไปใช้ ไม่มีเลย ที่ผ่านมา 40 – 50 ปี การตัดสินใจเหมือนเดิม การเลือกวัสดุเหมือนเดิม แนวคิดก็เดิม ๆ

“ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้ เราต้องการยกระดับอุตสาหกรรมการออกแบบและการก่อสร้างให้ดีขึ้น

“ผมอยากทำ ก็เลยต้องกล้าก้าวออกมาจากมหาวิทยาลัยมาทำให้เห็นจริง”

อาจารย์สิงห์ได้คุยกับ ทิพพาภรณ์ (เจียรวนนท์) อริยวรารมย์ และ คุณวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ผู้บริหารบริษัท MQDC แล้วเห็นตรงกัน RISC จึงเกิดขึ้นด้วยงบประมาณของ MQDC และกลายเป็นเหมือน ‘สนามเด็กเล่น’ ให้นวัตกรรมต่าง ๆ เข้าสู่โครงการจริง เพื่อยกระดับคุณภาพการก่อสร้างและเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ใช่แค่โครงการของ MQDC ที่ได้นวัตกรรมไปใช้ แต่บริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ หรือองค์กรอื่น ๆ ก็ได้ทั้งนั้น

RISC ทำอยู่ 5 Hub ด้วยกัน

Hub แรก คือการดูแลเรื่อง Air Quality (ทั้งภายในและภายนอกอาคาร)

Hub ที่ 2 คือ Material and Resources พัฒนาวัสดุ และกำลังเน้นเรื่อง Low-carbon Material, Carbon-negative Material หรือ Upcycled Material

Hub ที่ 3 คือ Happiness Science หรือการเข้าใจความสุข ความเครียด และการมองสิ่งแวดล้อมของคนผ่านคลื่นสมอง

Hub ที่ 4 คือ Biodiversity ที่มองไปไกลมากกว่ามนุษย์ วิจัยเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศเมือง

และ Lab ที่ 5 คือ Resilience Science การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อให้เราอยู่รอดและพัฒนาต่อเนื่องได้ในอนาคต

“เราไม่มี Energy Lab แม้จะมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาเมือง เพราะมี Expertise ด้านนี้มากแล้ว” อาจารย์สิงห์พูด “เราอยากเติมเต็มช่องว่างเพื่อพัฒนาไปอย่างยั่งยืน เครื่องมือที่เรามีในแต่ละ Hub จะเป็นเครื่องมือที่สถาบันอื่น ๆ ยังไม่มีหรือมีไม่ครบครับ”

สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พา Upcycled Material โลดแล่นในวงการอสังหาฯ

วันนี้ที่เราจะคุยกันเรื่อง Upcycled Material เกี่ยวข้องกับ Lab ที่ 2 ของ RISC และ SCRAP LAB

แล้ว Upcycling นี่มันคืออะไรกันนะ

“Good Question” นักเรียนนอกยิ้ม “มันก็เป็นสับเซตของ Recycling แหละครับ ปกติการรีไซเคิล เราจะได้วัสดุที่คุณภาพต่ำลง แต่ Upcycling คือมาแปรให้มีมูลค่ามากขึ้น น่าใช้ขึ้น คนอยากใช้นานขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน Life Cycle ก็ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเช่นกัน”

ฟังดูเป็นศาสตร์แห่งปัจจุบันและอนาคตทีเดียว

4 นวัตกรรมในวงการอสังหาฯ ที่ Upcycle จากเศษขยะ

01 UPCYCLING CARPET

สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พา Upcycled Material โลดแล่นในวงการอสังหาฯ

“2 – 3 ปีที่แล้วประเทศเราเป็นอันดับ 6 ของโลกที่ทิ้งพลาสติกลงทะเล เลยคิดว่าถ้าจะสร้างโครงการที่ช่วยเหลือโลกให้ได้ผลจริง ๆ จะทำยังไงได้บ้าง

“เราเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นพื้นที่รองรับวัสดุกลุ่มนี้ได้ไหม” เป็นคำถามที่พวกเขาคุยกัน

โครงการของ MQDC เป็น Luxury และ Ultra luxury ของที่จะเข้าไปอยู่ในนั้นได้ อาจถึงขั้น ‘หรูหรา’ ในการจะทำผลิตภัณฑ์หรือวัสดุสักอย่างขึ้นมา อาจารย์สิงห์คิดถึงหลายตัวเลือก ตั้งแต่ปลอกหมอนไปจนถึงฝ้าเพดาน

“ผมรู้สึกว่าผมเป็นสถาปนิก ฉะนั้น ถ้าเราทำอะไรทั้งที ผมตั้งใจให้มันกลับมาสู่สถาปัตยกรรม” อาจารย์สิงห์มุ่งมั่น “แล้วผมก็คิดว่าถ้าจะรองรับขยะจำนวนมากได้มันต้องเป็นอะไร จะเป็นชุดพนักงานก็ได้อยู่หรอก เป็นม่านก็ได้ แต่พอชั่งน้ำหนักดูแล้วมันก็ไม่เยอะเท่าการเอามาทำพรม เลยตัดสินใจทำเรื่องพรม Upcycle สำหรับอาคาร”

ตรงกับที่ GC ได้มีการขับเคลื่อนการทำงานด้านความยั่งยืน มีความสนใจเรื่อง Upcycling และ Circular Economy อยู่ด้วย จึงมีการทำ MOU ร่วมกันเพื่อทำโครงการ Upcycling  และได้ร่วมกับชุมชนและกลุ่มประมงไปเก็บขยะทะเล เก็บขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ มาทำโครงการกับ RISC ใช้ทำพรม

วิธีการทำพรมเริ่มตั้งแต่กระบวนการสับหรือการหั่นเป็นฝอย จากนั้นก็นำไปหลอม ขึ้นเส้นใยด้วยเครื่องเป็น PET Fiber ตามขนาดและสเปกต่าง ๆ ย้อมตามสีที่เราต้องการ แล้วเลือกเทคนิคถักทอสุดท้ายว่าอยากใช้แบบไหน มีทั้งแบบ Cut Pile และ Loop Pile รวมทั้งการถักด้วย โดยวัสดุที่ใช้ทั้งหมดก็คือพลาสติก rPET 100% 

“แต่ละบริษัทใน Supply Chain มีหน้าที่กันแต่ละขั้นตอน” งานแบบนี้เครือข่ายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่ง “บริษัทที่ทำเส้น Fiber ให้คืออังไถ่ ส่วนขั้นตอนทำพรมนี่ ทำโดยทำโดยช่างฝีมือจากขอนแก่น บริษัท Carpet Maker”

สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พา Upcycled Material โลดแล่นในวงการอสังหาฯ

พรมเส้นใยแปรรูปจากขวดพลาสติกนี้ นอกจากสวยงามเหมือนพรมพรมชั้นดีแล้ว (เราตกใจมากว่านี่คือพลาสติก 100% จริงเหรอ ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ) ยังมีคุณภาพที่ดีกว่าพรมทั่วไปในท้องตลาด เช่น ป้องกันคราบสกปรก ไม่เกิดเชื้อรา ไม่ดูดซึมน้ำ นุ่ม ดูแลง่าย และไม่สะสมฝุ่นด้วย

“ตอนนี้ Magnolia ก็ใช้ Fendi หรือ Chanel ก็ใช้ และอีกหลายแบรนด์ใหญ่ก็ใช้ ไปไกลแล้วครับ” อาจารย์สิงห์เล่าด้วยรอยยิ้ม

02 SONITE SCAPA วัสดุจากเศษกระดุม

สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พา Upcycled Material โลดแล่นในวงการอสังหาฯ

“วุ้นมะพร้าวเป็นอันแรกที่ผมเข้าไปทำงานกับ Sonite ตอนผมกลับมาจากต่างประเทศใหม่ ๆ แล้วก็ตั้ง SCRAP LAB” อาจารย์สิงห์เรียกแผ่นแรกซึ่งเป็นสีขาวด้วยชื่อเล่นที่ทุกคนเรียกกันว่า ‘วุ้นมะพร้าว’ 

“ตอนนั้นไปเยี่ยมโรงงานผลิตกระดุม แล้วได้เห็นการผลิตกระดุม พอเม็ดกระดุมร่วงออกมาจากแผงเหมือนรังผึ้ง เราสงสัยว่าเอาไปทำอะไร เขาก็บอกว่าเอาไปใช้อะไรไม่ค่อยได้ เพราะเป็นพลาสติกที่ไม่หลอมละลาย แปลว่าต้องฝังกลบเยอะในที่สุด ก็เลยคุยกันว่างั้นเอามาทำเป็นวัสดุใหม่อีกไหม เห็นมีโรงงานผลิตหินเทียมอยู่”

กระบวนการเปลี่ยนเศษกระดุมเป็นหินเทียม เริ่มจากการคัดแยกสีกระดุมออกเป็นกลุ่ม ๆ จากนั้นนำไปบด หากบดละเอียดมาก ก็เปลืองพลังงานและต้นทุนมาก สุดท้ายจึงมาจบลงที่บดหยาบแบบที่เห็น ซึ่งอาจารย์บอกว่าใช้พลังงานไม่มาก และยังพอเห็นเท็กซ์เจอร์ของเศษกระดุมอยู่

พวกเขานำเศษที่บดหยาบแล้ว มาผสมกับวัสดุที่ใช้ทำหินเทียมในถังกวน ด้วยปริมาณและความเร็วรอบที่เหมาะสม เทหล่อขึ้นรูป แล้วนำไปขัด การขัดจะมีฝุ่นออกมา แต่ก็พยายามนำฝุ่นนั้นไปทำอย่างอื่นต่อไม่ให้เหลือ Waste

“เราทดลองหลายวิธี อัดเศษกระดุมได้ไหม ขึ้นเป็นชิ้นงานโมเสกได้ไหม แล้วก็มานั่งสนทนากันว่าอันไหนมีตลาด ต้นน้ำ-ปลายน้ำเป็นยังไง ต้นทุนเท่าไหร่ถ้าทำแบบนี้ วางแผนยังไง ใช้ปริมาณเท่าไหร่ และจะขายใคร”

SONITE SCAPA ที่ได้ออกมานั้นช่วยลดภาระของสิ่งแวดล้อม เบากว่าหิน ตัดง่าย ช่างทั่วไปก็จัดการได้ และไม่มีรูพรุนแบบหินธรรมชาติ การไม่มีรูพรุนนี่แหละช่วยลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ ซึ่งวัสดุนี้นำไปใช้ได้หลายอย่าง ทั้งเก้าอี้ โต๊ะประชุม โต๊ะทำงาน เคาน์เตอร์ครัว เคาน์เตอร์ห้องน้ำ “ถ้าจะขายโรงพยาบาล เขาไม่ได้สนใจเรื่องกรีน เขาสนใจว่ามันจะเกิดเชื้อโรคสะสมในพื้นผิวรึเปล่า และรูปลักษณ์ดูดีรึเปล่า”

03 EMARBLE นวัตกรรมวัสดุหินเทียมจากเปลือกไข่ไก่เหลือทิ้ง

สนทนากับ ‘สิงห์ อินทรชูโต’ แห่ง ม.เกษตรศาสตร์ เรื่องนวัตกรรมของ RISC ที่ Upcycle จากเศษขยะ

ปัญหาหลักของโรงงาน คือเขาทิ้งเปลือกไข่วันหนึ่งหลายสิบตัน เวลาเขาทำพวกไข่เหลว ไข่ผง ส่งเบเกอรี่ ส่งโรงแรม เขาจะตอกแล้วเอาเปลือกไข่ทิ้ง” อาจารย์สิงห์พูดถึงอีกโรงงานที่ได้ไปเยี่ยมชมมา “เปลือกไข่ใช้งานอะไรไม่ได้มาก บางคนขอไปทำปุ๋ย แต่ด้วยความที่มันเป็นตัน ๆ ทำปุ๋ยเท่าไหร่ก็ยังเหลือ”

เขาบอกว่าเปลือกไข่เป็นทรัพยากรที่มนุษย์สร้างใหม่ได้ แบบเดียวกับต้นไม้ เล็บหมู หรือเขาควาย จึงอยากนำมาทำเป็นวัสดุก่อสร้าง ด้วยความที่เป็นแคลเซียมคาร์บอเนตถึง 99% แข็งมาก จึงมาลงเอยที่การนำมาทำหินเทียม

สนทนากับ ‘สิงห์ อินทรชูโต’ แห่ง ม.เกษตรศาสตร์ เรื่องนวัตกรรมของ RISC ที่ Upcycle จากเศษขยะ

เปลือกไข่มีโปรตีนเมือกเหลว ๆ เป็นชั้นขาว ๆ บาง ๆ ข้างใต้เปลือก การจัดการกับเปลือกไข่ในขั้นต้นจึงต้องใช้เครื่องแยกระหว่างแคลเซียมคาร์บอเนตกับชั้นโปรตีนขาว ๆ ที่มีเมือกนั้น ส่งเมือกไปทำเครื่องสำอาง แล้วนำเปลือกมาดำเนินการต่อกับบริษัท Sonite เจ้าเก่าเจ้าเดิม โดยใช้เปลือกไข่ 1600 ฟองต่อ 1 ตารางเมตร

“เปลือกไข่นี่แข็งจนใบเลื่อยทื่อเลยนะ” นวัตกรหัวเราะ ก่อนบอกว่าช่างชอบทำเปลือกข้าวที่นิ่มกว่าเปลือกไข่

ข้อดีของ EMARBLE ก็คล้ายผลิตภัณฑ์ก่อนหน้าอย่าง SONITE SCAPA คือไม่มีรูพรุน เชื้อโรคลงไปอยู่ไม่ได้ ทำความสะอาดง่าย ใช้กับโรงพยาบาลได้ดี

“ผมว่าสวยมาก ถ้าใช้ตามรีสอร์ตชายทะเลนี่ก็จะเลิศเลย มันเหมือนทราย” เขาพูดพลางชี้ให้ดูแบบขัดด้านและแบบขัดมัน

04 UPCYCLED WALKWAY

สนทนากับ ‘สิงห์ อินทรชูโต’ แห่ง ม.เกษตรศาสตร์ เรื่องนวัตกรรมของ RISC ที่ Upcycle จากเศษขยะ

“ข้างหลังนั่น My Pride เลย ดูไม่สวยแต่ใช้เยอะมาก” อาจารย์สิงห์เดินอย่างกระตือรือร้นออกมาจากโต๊ะที่วางวัสดุต่าง ๆ เมื่อครู่ 

“นี่คือขอบถนนทำด้วยพลาสติก ปริมาณทำขอบถนนเยอะพอกับถนนเลย ถนนยาวกี่เมตรก็ยาวควบคู่กันไป”

วิธีทำ จะผสมเศษพลาสติกที่ได้จากหลุมฝังกลบ เข้ากับซีเมนต์ ทราย น้ำ โดยน้ำหนักของพลาสติกเหล่านี้อยู่ที่ 12 – 13% แต่หากพูดถึงปริมาตร พลาสติกเหล่านี้กินถึงไป 50% เรียกว่าช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้เป็นอย่างดี

“นี่เป็นเศษพลาสติก Low Grade เหม็นหึ่งครับ เขาจะฝังกลบหรือเผาถ้าเราไม่ทำอะไร”

แล้วคุณสมบัติต่างกับบล็อกปกติมั้ย

“ต้องได้มาตรฐาน มอก. ห้ามแตกต่างมาก” อาจารย์พูดจนเรามั่นใจในคุณภาพของบล็อกที่ผลิตโดยหนึ่งใน Supply Chain อย่าง ส.อรุณ “แต่เบากว่านะ เรื่องน้ำหนักเขาไม่ได้ว่าอะไร”

ไม่เพียงแต่ขอบถนน นวัตกรรมนี้ยังปรับได้หลายสูตร แล้วนำไปใช้ประโยชน์ต่างกัน ที่วางกองอยู่บนพื้นตรงหน้าเรานี้มีทั้งบล็อกไม่รับน้ำหนัก บล็อกระบายอากาศ (Ventilation Block) และบล็อกทางเดิน ซึ่งอาจารย์สิงห์บอกว่าบล็อกระบายอากาศและบล็อกขอบถนนจะใส่พลาสติกได้เยอะกว่าบล็อกทางเดิน เนื่องจากไม่ต้องกังวลว่าจะพังเท่าไรนัก

สนทนากับ ‘สิงห์ อินทรชูโต’ แห่ง ม.เกษตรศาสตร์ เรื่องนวัตกรรมของ RISC ที่ Upcycle จากเศษขยะ

ในนามของความยั่งยืน

SDGs มีทั้งหมด 17 เป้าหมาย และที่สำคัญไม่แพ้เรื่องสิ่งแวดล้อม ก็คือมนุษย์ สิงห์สนใจความยั่งยืนของมนุษย์ด้วยเช่นกัน 

SCRAP LAB เป็นศูนย์ที่ทำงานกับชุมชนอยู่เสมอ เราได้ฟังเขายกตัวอย่างงานหนึ่งที่น่าสนใจมา ก็คือ ‘กระเป๋าถุงน้ำยาล้างไต’

“เราทำงานกับโรงพยาบาลกลาง” เขาเล่า “เวลาผู้ป่วยฟอกไต ถุงน้ำยาล้างไตด้านบนจะสะอาดมาก ส่วนถุงล่างจะสกปรก ผู้ป่วยมักทิ้งรวมกันไปเลย กลายเป็นขยะติดเชื้อไปหมด เราเลยแยกถุงบนออกมา แล้วหารายได้จากตรงนี้คืนกลับไปที่โรงพยาบาล”

สิ่งที่เขาทำคือรับซื้อถุงเหล่านั้นมาจากโรงพยาบาล แล้วไปสอนชุมชนต่าง ๆ ตัดเย็บเป็นกระเป๋า ชุมชนที่ SCRAP LAB ทำงานด้วยโดยตรงจะอยู่ที่ดินแดง ส่วนชุมชนอื่น ๆ เป็นเครือข่ายของโรงพยาบาล ซึ่งนอกจากโรงพยาบาลกลาง ตอนนี้ก็ขยายผลไปทั่วประเทศแล้ว

“พวกเรา SCRAP LAB จะส่งทีมไปสอน บางทีพยาบาลมาเรียน บางทีก็เป็นแขกในชุมชนมาเรียน บางทีก็เป็นคุณแม่วัยใส บางทีก็เป็นคนในเรือนจำ” เขาบอกว่า ในบรรดางานคราฟต์ กระเป๋าแฟชั่นเป็นสิ่งที่ขายดีและขายง่ายที่สุด

สนทนากับ ‘สิงห์ อินทรชูโต’ แห่ง ม.เกษตรศาสตร์ เรื่องนวัตกรรมของ RISC ที่ Upcycle จากเศษขยะ

นอกจากกลุ่มคนที่ว่ามา ถ้าคนทั่วไปอยากจะมาเรียนเรื่อง Upcycling บ้างจะได้ไหม

“ที่ RISC มีสัมมนาสำหรับ Professional ส่วนที่ SCRAP LAB ใคร ๆ ก็มาเรียนได้ จะมีเยาวชนมานั่งเรียนเต็มไปหมด เด็ก ๆ จากมูลนิธิกระจกเงาก็มาครับ”

SCRAP LAB มี 9 สเต็ปในการสอน ผู้เรียนจะเข้าเรียนสเต็ปละ 1 – 2 สัปดาห์ เรียนไปเรื่อย ๆ จนครบคอร์ส จนปัจจุบันเห็นผลว่ามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการ Upcycling เศษวัสดุเกิดขึ้นมามากมาย

“ในอนาคต Upcycled Material จะมีบทบาทมากขึ้นแน่นอน ทรัพยากรมันเริ่มร่อยหรอ สูญพันธุ์ไปเรื่อย ๆ แร่เงินก็จะสูญพันธุ์ แม้แต่ฟอสเฟตก็จะสูญพันธุ์ ทุกอย่างจะสูญพันธุ์แบบไม่กลับมาแล้ว สุดท้ายก็ต้องเอาของที่ขุดเจาะออกมาแล้วนี่แหละมาหมุนใช้ใหม่ ปรับใหม่ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น รับรองว่า Upcycled Material จะกลายเป็น Hot Topic ของสังคม”

เขาบอกว่า เป้าหมายของเราไม่ควรเป็น Net Zero Carbon แต่ควรเป็น Carbon Negative เพื่อที่จะบาลานซ์กับผู้คนที่ทำไม่ได้

“ราชมงคลธัญบุรี, Carpet Maker และ GC เป็นเครือข่ายที่ดีมากครับ” สิงห์พูดถึงมิตรที่ช่วยสนับสนุน พากันไปสู่ Carbon Negative “เราไม่มีทางเก็บขยะในทะเลระยองกลับมาผลิตผลงานได้เลยถ้าไม่มีเขา”

สนทนากับ ‘สิงห์ อินทรชูโต’ แห่ง ม.เกษตรศาสตร์ เรื่องนวัตกรรมของ RISC ที่ Upcycle จากเศษขยะ
สนทนากับ ‘สิงห์ อินทรชูโต’ แห่ง ม.เกษตรศาสตร์ เรื่องนวัตกรรมของ RISC ที่ Upcycle จากเศษขยะ

“ครั้งนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาร่วมงาน GC Circular Living Symposium ผมมาร่วมงานน่าจะทุกครั้ง เขาชวนผมมาเป็นวิทยากร แต่สุดท้ายแล้วผมก็ได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ จากสปีกเกอร์คนอื่น ๆ เป็นเวทีที่ผมได้เรียนรู้เยอะเลย”

เขาเดินนำเราดู ‘ห้องสมุดวัสดุ’ ของ RISC อย่างภูมิใจ แทนที่จะมีหนังสือเรียงเป็นตับอย่างที่อื่น ห้องสมุดที่นี่เต็มไปด้วย Upcycled Material และวัสดุอีโคอื่น ๆ ที่จะเปลี่ยนวงการอสังหาฯ ได้อีกมากมาย

“วัสดุที่ผมอยากทำอันต่อไป เพราะยังทำไม่สำเร็จ คือพวกกีบหมู กีบวัว ที่เขาเชือดกันทุกวัน แต่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์ต่อ” สิงห์ อินทรชูโต เล่าถึงแผนในอนาคตด้วยตาที่เป็นประกาย 

ชักอยากจะเห็นผลงานแล้วสิ

สนทนากับ ‘สิงห์ อินทรชูโต’ แห่ง ม.เกษตรศาสตร์ เรื่องนวัตกรรมของ RISC ที่ Upcycle จากเศษขยะ

เห็นได้ว่าจากความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบทำให้เกิดขึ้นจริงได้ เกิดเป็นวัสดุใหม่ ๆ ที่สามารถหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่และรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง   

“เพราะศูนย์ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือเส้นชัยของเราทุกคน”

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load