18 กุมภาพันธ์ 2564
4K

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

นานๆ ทีจะฝันกับเขาบ้าง แต่พอจะเล่าความฝันให้ใครสักคนฟัง กลับไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบรรยายฉากในความฝันออกมา บางคนฝันถึงสิ่งที่ตนปรารถนา บางคนฝันเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับตัวเลข บางคนฝันถึงสิ่งที่ตัวเองกลัว พื้นที่ความฝันในบางครั้งถูกมองว่าไร้สาระ ไม่มีตรรกะและเหตุผล แต่ก็เป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ ลึกลับ และแปลกประหลาด ในเวลาเดียวกัน 

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

ภาพวาดจากความฝันในงานศิลปะ อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการถ่ายทอดจินตนาการไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ เพื่อหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริงของตัวศิลปิน แต่แท้จริงแล้วพื้นที่ความฝันมีพลังมากกว่าที่เราคิด ครั้งหนึ่งพื้นที่ความฝัน หรือ Dreamscape ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์การประท้วงและเคลื่อนไหวการปฏิวัติรูปแบบทางสังคมในยุโรปในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในกรุงปารีส ค.ศ. 1920 จากสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบทางสังคม ไม่ว่าเครื่องแต่งกาย หรือกิริยามารยาททางสังคม 

แนวคิดศิลปะเหนือจริงหรือที่รู้จักในนามศิลปะยุคเซอร์เรียลิสม์’ (Surrealism) ว่าด้วยการปลดแอกกฎเกณฑ์ทางความคิด และการตั้งคำถามกับวิถีชีวิตและศิลปะชั้นสูง ศิลปะเซอร์เรียลิสม์ขับเคลื่อนจากจิตไร้สำนึก (Unconscious Mind) โดยมีแนวคิดยึดโยงกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักประสาทวิทยาชาวออสเตรียที่ได้อธิบายในไดอะแกรมภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนทะเล แต่มียอดภูเขาเพียงส่วนน้อยลอยอยู่พ้นระดับน้ำ ว่าสมองมนุษย์ส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์นั้นประกอบด้วยส่วนจิตไร้สำนึก สมองส่วนนี้ทำงานเวลาเราหลับในรูปแบบความฝัน เขาเชื่อว่าสมองส่วนนี้มีส่วนสำคัญด้านการขับเคลื่อนลักษณะนิสัย พฤติกรรม ความปรารถนา และความคิดของแต่ละบุคคล

0

อินเซ็ปชัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ใน ค.ศ.2010 ภาพยนตร์เรื่อง Inception หรือชื่อภาษาไทย จิตพิฆาตโลก ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ได้ถ่ายทอดแนวคิดจิตใต้สำนึกผ่านเรื่องราวกลุ่มอาชญากรที่วางแผนจารกรรมข้อมูลทางความคิดผ่านความฝัน ทำให้เห็นว่ามนุษย์นั้นใช้ศักยภาพของสมองเพียงเสี้ยวเดียวในขณะที่ตื่น แต่ในขณะที่เราหลับ สมองของเราทำได้ทุกอย่างในความฝัน 

พื้นที่ในความฝันกลายเป็นตัวชูโรงเสมือนตัวละครหลัก สถาปนิกกลายเป็นผู้สร้างฝันที่ทำให้สถาปัตยกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง เมื่อโลกแห่งความฝันเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ของโลกแห่งความจริง อะไรคือองค์ประกอบที่โนแลนใช้สร้างพื้นที่ความฝัน ที่ทำให้ผู้คนนอนหลับเพื่อที่จะตื่น เพราะความฝันได้กลายเป็นโลกแห่งความเป็นจริงของพวกเขาไปเสียแล้ว

เรื่องราวการปล้นในความฝันเริ่มขึ้นจากการเทคโนโลยีฝันร่วมกัน (Dream Sharing) พัฒนาขึ้นเพื่อการฝึกฝนทางการทหาร โดย โดมินิก คอบบ์ (Dominick Cobb) รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ (Leonardo DiCaprio) และทีมของเขาได้รับการว่าจ้างให้วางแผนจารกรรมครั้งนี้ แม้ว่าเขาเป็นผู้เชื่ยวชาญการแทรกซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกและขโมยความลับของเหยื่อออกมา แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ท้าทายกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะการว่าจ้างครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อขโมยข้อมูลของเป้าหมาย แต่เป็นการปลูกฝังความคิดในจิตใจหรือที่เรียกว่า ‘อินเซ็ปชัน’ ในสมองของเหยื่อ เพื่อให้ไอเดียนั้นแพร่กระจายไปเหมือนไวรัส ค่อยๆ เติบโตและเปลี่ยนความคิดของคนคนนั้นเมื่อตื่นขึ้นมา

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

ปฏิบัติการครั้งนี้ พวกเขาต้องสร้างความฝันในความฝันที่ลึกลงไปถึง 3 ระดับ ซึ่งรวมเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีที่พวกเขาต้องอยู่ในความฝัน ในโลกของอินเซ็ปชัน การบุกรุกเข้าในจิตใต้สำนึกของเป้าหมายต้องเกิดขึ้นอย่างแนบเนียนที่สุด เพื่อไม่ให้จิตใต้สำนึกของเหยื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกจารกรรมอยู่ และสร้างระบบป้องกันตัวเองจากจิตใต้สำนึกขึ้นมาโจมตีผู้บุกรุก และนั่นคือหน้าที่สำคัญของ Ariadne นำแสดงโดย เอลเลียต เพจ (Elliot Page) สถาปนิกผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมและสถาปัตยกรรมในความฝัน ที่ต้องสร้างพื้นที่ซับซ้อนมากเพียงพอสำหรับลดช่องว่างระหว่างโลกความฝันจากโลกแห่งความจริง เพื่ออำพรางและซ่อนตัวจากระบบนิรภัยของจิตใต้สำนึกบุคคลเป้าหมาย

1

เขาวงกต

ตามตำนานกรีกโบราณ กษัตริย์ไมนอสสั่งให้สร้างเขาวงกตขึ้นเพื่อกักขังมิโนทอร์ สัตว์อสูรหัวเป็นวัวแต่มีร่างเป็นมนุษย์ นี่อาจเป็นที่มาของการนำชื่อ Ariadne บุตรสาวของกษัตริย์ไมนอสมาใช้ในหนังเรื่องนี้ และหากยังจำกันได้ ก่อน Ariadne จะเข้าร่วมทีม เธอถูกทดสอบให้ออกแบบเขาวงกต ซึ่งเขาวงกตทรงกลมที่เธอวาดออกมาก็ใกล้เคียงกับต้นฉบับกรีกโบราณ 

เขาวงกตถูกนำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมและงานออกแบบอย่างหลากหลาย ตั้งแต่การวางแปลนอาคารสิ่งปลูกสร้าง ลายพื้นหรือผนังกระเบื้องโมเสก ไปจนถึงสวนเขาวงกตกลางแจ้งในยุโรป

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

ในพื้นที่ความฝัน หนึ่งในชั้นเชิงที่ช่วยพรางตัวผู้บุกรุกจากจิตใต้สำนึกของเป้าหมาย คือการออกแบบพื้นที่ในความฝันให้เป็นเขาวงกต และมันคือหัวใจสำคัญในปฏิบัตการครั้งนี้ บลูพรินต์ของเขาวงกตเชื่อมระดับความฝันทั้งสามเข้าด้วยกัน จากฉากบนท้องถนนในเมือง ฉากในโรงแรม และฉากโรงพยาบาลสุดส่วนตัวที่มีป้อมปราการคอยป้องกันอย่างแน่นหนา เขาวงกตนอกจากช่วยชะลอเวลาและสร้างความสมจริงให้กับความฝันแล้ว ยังช่วยกำหนดตำแหน่งที่เป้าหมายน่าจะนำความลับไปเก็บรักษาไว้ได้อีกด้วย 

การออกแบบเขาวงกตให้เป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย เช่น ห้องนิรภัยของธนาคาร ห้องหลบภัยในบ้าน หรือในการจารกรรมครั้งนี้คือโรงพยาบาลส่วนตัวที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติและประตูนิรภัย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป้าหมายจะได้พูดคุยกับพ่อของเขาเป็นครั้งสุดท้ายนั้นเอง

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เขาวงกตเป็นอาวุธชั้นยอดของปฏิบัติการครั้งนี้ คือการสร้างเขาวงกตที่ไม่มีทางออก การสร้างสถาปัตยกรรมที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง (Paradoxial Architecture) การสร้างภาพลวงตาทางกายภาพที่ผิดไปจากธรรมชาติ Ariadne เรียนรู้เทคนิคนี้จาก Arthur รับบทโดย โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) หนึ่งในสมาชิกของทีมที่สอนให้เธอโกงสถาปัตยกรรมด้วยการสร้างบันไดวนลูปที่เรียกกันว่า บันไดเพนโรส (Penrose Stairs) เพื่อใช้อำพรางขอบเขตของความฝัน โดยเธอได้นำเทคนิคนี้มาใช้สร้างภูมิทัศน์แห่งความฝันที่ซับซ้อนสำหรับภารกิจในครั้งนี้ 

หากจะพูดให้ง่าย เขาวงกตที่เธอสร้างเปรียบเหมือนมินิแมป 2 มิติที่ปรากฏอยู่ในเกมคอมพิวเตอร์ที่ฉากต่างๆ นั้นเชื่อมเข้ากัน ทำให้บุคคลจากจิตใต้สำนึกของเป้าหมายเดินวนไปอยู่ในแมปนั้นเอง

2

แรงโน้มถ่วง

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
(ซ้าย) Ascending and Descending – 1960, (ขวา) Relativity – 1953, lithograph, M. C. Escher

ฉากบันไดวนที่ไม่มีวันสิ้นสุดในหนังชวนให้คิดถึงภาพพิมพ์หินผลงานศิลปะในยุคปลายของเซอร์เรียลิสม์ อย่าง Relativity (สัมพัทธภาพ) และ Ascending and Descending (ขึ้นและลง) ใน ค.ศ. 1953 และ 1960 ของ เมาริตส์ กอร์เนลิส แอ็ชเชอร์ (M.C. Escher) ศิลปินชาวดัตช์ ได้ถ่ายทอดแนวคิด Paradoxical Architecture ไว้ในผลงานหลายชิ้น แน่นอนว่าภาพพิมพ์เหล่านี้ยังเป็นแรงบันดาลให้ภาพยนต์หลายๆ เรื่องอ้างอิงอีกด้วย 

รายละเอียดที่น่าสนใจของภาพทั้งสอง คือการที่ชิ้นส่วนและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นบันได หน้าต่าง ประตู รั้ว เฟอร์นิเจอร์ ต้นไม้ ถูกจัดวางโดยแต่ละด้านมีแรงโน้มถ่วงคนละจุด การเคลื่อนไหวไปมาของผู้คนที่ไร้ซึ่งใบหน้า เหมือนหุ่นกระบอกไม้ที่เดินไปๆ มาๆ เข้าๆ ออกๆ สร้างความคลุมเครือว่าพื้นไหนคือภายใน และพื้นที่ไหนคือภายนอกกันแน่

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

เมื่อพื้นที่ในความฝันไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกฎฟิสิกส์ของโลกแห่งความเป็นจริง สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงกลายเป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ถ่ายทอดพื้นที่ความฝันหลายๆ ซีนของภาพยนตร์เรื่องนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะยังจดจำได้อย่างแน่นอน หนึ่งในฉากแรกๆ ของเรื่อง เกิดขึ้นขณะที่ Cobb กำลังสอน Ariadne ถึงบทเรียนเบื้องต้นในการสร้างโลกแห่งความฝัน โดยเธอได้จินตนาการเมืองปารีสที่ไม่ยึดโยงกับกฎแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อถนนและพื้นที่ในแต่ละโซนต่างมีจุดกำเนิดของแรงโน้มถ่วงแตกต่างกัน ปรากฏการณ์ที่เหมือนกระจกเงา สร้างภาพสะท้อนให้แก่เมืองปารีส เมืองที่ทิศเหนือใต้ออกตกไม่มีมีความสำคัญอีกต่อไป เมืองที่เราสามารถเดินกลับหัวไปมาได้ เหมือนในภาพพิมพ์ของ Escher

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

อีกซีนหนึ่งที่โนแลนใช้แรงโน้มถ่วงเพื่อแยกความฝันออกจากโลกความเป็นจริง คือฉากในบาร์ของโรงแรม Cobb บอกเป้าหมายเรื่องภัยจากอาชญากรที่กำลังเข้ามาขโมยความลับในความฝันของเขา และหลอกว่าตนเองคือระบบรักษาปลอดภัยจากจิตใต้สำนึกที่เข้ามาช่วยเหลือ เมื่อจิตใต้สำนึกรู้สึกถึงการบุก น้ำในแก้ว โคมไฟ และ แก้วไวน์ที่แขวนอยู่ ค่อยๆ แกว่งและเอียงไปในองศาแปลกๆ ราวกับว่ามีอะไรเปลี่ยนทิศทางของแรงโน้มถ่วง ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติหลังจากที่เป้าหมายไว้ใจและเชื่อสิ่งที่ Cobb โน้มน้าว 

เพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ที่น้อยแต่มากนี้ ทางทีมงานต้องสร้างฉากของบาร์แห่งนี้บนแพลตฟอร์มโครงเหล็กขนาดใหญ่ และติดตั้งกลไกที่ทำให้ฉากห้องนี้เอียงได้ 20 ถึง 25 องศา ส่วนเฟอร์นิเจอร์ กล้อง และสิ่งของอื่นๆ ที่ไม่ต้องการให้เอียงนั้นจะถูกติดยึดไว้กับตัวฐาน เมื่อแรงโน้มถ่วงค่าคงที่เป็นความจริงของของดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่ การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยก็สร้างพื้นที่ความฝันขึ้นมาได้แล้ว

3

ยูโทเปียและดิสโทเปีย 

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

เมื่อคุณตายในความฝันที่ทับซ้อนกันอยู่กัน ลิมโบซิตี้ (Limbo City) หรือ ปรภพ (ภูมิของจิตที่ล่องลอย) อาจกลายเป็นคุกที่จองจำจิตใต้สำนึกของคุณไปตลอดกาล ในโลกของ Inception ดินแดนปรภพคือระดับความฝันที่ลึกที่สุด เวลา 24 ชั่วโมงในโลกแห่งความจริงอาจยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษในที่แห่งนี้ มันคือโลกว่างเปล่าของจิตใต้สำนึกที่หลงทาง พื้นที่แห่งความฝันไม่มีสิ่งปลูกสร้าง เว้นแต่สิ่งปลูกสร้างที่หลงเหลือไว้จากผู้ที่เคยติดอยู่ที่นี่มาก่อน ฉากของความฝันที่ลึกที่สุดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเมืองในจินตนาการของ Cobb และภรรยาของเขา ซึ่งทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยในเมืองแห่งความฝันนี้ยาวนานกว่า 50 ปี 

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

พวกเขาได้ช่วยกันออกแบบเมืองในอุดมคติ ‘ยูโทเปีย’ (Uptopia) โดยสร้างรูปแบบที่อยู่อาศัยตามที่พวกเขาปรารถนาอย่างไม่มีขีดจำกัด หลายส่วนของเมืองนี้สร้างขึ้นจากสถานที่ในความทรงจำ เหมือนเป็นห้องเก็บสะสมสถาปัตยกรรม จากบ้านของพ่อแม่ในวัยเด็ก อพาร์ตเมนต์หลังเก่าที่เคยอยู่อาศัย บ้านเดี่ยวหลังแรก บ้านหลังแต่งงาน ไปจนถึงเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมือง 

ยูโทเปียกลายลักษณะทางกายภาพของเมืองที่สร้างความแตกต่างระหว่างโลกแห่งความฝันกับโลกแห่งความเป็นจริง เมืองที่ถูกขับเคลื่อนด้วยจินตนาการ เมืองที่ไม่ยึดติดกับกฎหมายอาคารและผังเมือง เมืองที่นำสถาปัตยกรรมต่างชนิดมาพบกัน เมืองที่บ้านเดี่ยวสองชั้นก็เป็นเพื่อนบ้านกับตึกสูงระฟ้าได้ ในทางตรงกันข้าม สภาพเมืองที่ผุพังและทรุดโทรม ตึกและอาคารกำลังถล่มลงมาจากการกัดเซาะของน้ำทะเล เผยสภาพเมืองในรูปแบบ ‘ดิสโทเปีย’ (Distopia) สื่อถึงพื้นที่ในความฝันที่ค่อยลบเลือนหายไป ซึ่งเป็นฉากในช่วงท้ายๆ ที่ Cobb ได้หวนมากลับมาที่ Limbo อีกครั้ง เมืองที่เขาร่วมกันสร้างกับภรรยาที่ล่วงลับกำลังค่อยหายไปในจิตใต้สำนึกของเขา หลังจากที่เขาได้อภัยและเลิกโทษตัวเองถึงการจากไปของเธอ

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
ส่วนหนึ่งของ Radiant City ‘Plan Voisin. ’- 1920s, Masterplan, Le Corbusier

ในวงการสถาปัตยกรรม เรามักคุ้นชินกับแนวคิดของเมืองแบบยูโทเปีย เมืองที่คาดหวังว่าทุกอย่างนั้นจะต้องออกมาสมบูรณ์แบบ เมืองที่ออกแบบในลักษณะการวางศูนย์อำนาจจากบนสู่ล่าง (Top-Down) เมืองที่สถาปนิกอยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน เมืองแห่งโลกอนาคต 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมือง Cobb และภรรยาของเขาก็ออกแบบในลักษณะนั้น ฉาก Limbo เผยการออกแบบผังเมืองรูปแบบยูโทเปียในยุคโมเดิร์นนิสม์ ยกตัวอย่างมาสเตอร์แปลน การออกแบบผังเมือง ของ La Ville Radieuse (Radiant City) หนึ่งในผลงานของ Le Corbusier สถาปนิกชาวฝรั่งเศส บุคคลที่ไม่มีใครในวงการไม่รู้จัก เขาได้ออกแบบมหานครแห่งอนาคตใจกลางเมืองปารีสประเทศฝรั่งเศสไว้ ในข่วงทศวรรษที่ 1920 โดยเมืองนี้รองรับประชากรได้ถึง 3 ล้านคน การออกแบบเน้นไปที่การแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ใช้งานอย่างชัดเจน เมืองที่มีทุกอย่างครบในตัวเอง แผนผังเมืองในอุดมคติของ Le Corbusier อาจเป็นสวรรค์ของผู้รักคอนกรีต แต่ก็อาจจะเป็นดิสโทเปียสำหรับใครอีกหลายๆ คน ถ้าผังเมืองนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในยุคนั้น

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

04

สุญญากาศ

แน่นอนว่าพื้นที่ในความฝันนั้นถ่ายทอดออกมาได้หลากหลายรูปแบบ เหมือนกับภาพวาดแนวความฝันที่พบเห็นในผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสม์ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ไม่มีผิดไม่มีถูก เพียงขอให้ผลงานเหล่านั้นออกมาจากจิตใต้สำนึกก็เป็นพอ โลกแห่งความฝันจากภาพยนตร์ของโนแลนเรื่องนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบความฝัน ที่ตั้งใจถ่ายทอดออกมาให้กลมกลืนกับโลกแห่งความเป็นจริง 

การทำน้อยแต่มาก พื้นที่ความฝันที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบของโลกแฟนตาซี ฟุ้งๆ หรือมืดดำ ลึกลับ และน่ากลัวเสมอไป แต่ยึดโยงกับภาพจำของโลกแห่งความเป็นจริง โดยค่อยๆ ปรับเปลี่ยนและบิดเบือนตามจินตนาการของผู้สร้างฝันอย่างช้าๆ พื้นที่ความฝันแบบเขาวงกตถูกสร้างขึ้นเพื่อการจารกรรมข้อมูลทางความคิด โลกความฝันที่แรงโน้มถ่วงไม่เป็นไปตามหลักธรรมชาติของโลก ดินแดนแห่งความฝันคือห้องเก็บสถาปัตยกรรมที่รวบรวมความทรงจำ ความสุข ความทุกข์ ความรู้สึกผิด และเรื่องราวในอดีตเอาไว้ เสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการใช้ชวนผู้ชมให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างความฝันและความจริง 

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่นำเรื่องราวของความฝันมาตีแผ่ แต่ผมก็เชื่อว่าหนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดแนวคิดที่ว่า ‘จินตนาการสำคัญกว่าความรู้’ ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ จินตนาการที่ไม่โดนครอบกรอบด้วยขนบธรรมเนียม แนวคิด กระบวนการ กฎเกณฑ์ หรือความกลัวไหนๆ ที่บอกว่าอะไรคือศิลปะและอะไรไม่ใช่ศิลปะ หรืออะไรสวยไม่สวย 

ทุกวันนี้โลกแห่งความเป็นจริงมีกฎเกณฑ์มากมาย เพื่อบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรไม่ดี พวกเราดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของตรรกะและเหตุผล จนบางครั้งเราอาจไปกดทับจิตใต้สำนึก ความคิดสร้างสรรค์ และความฝันของตนเอง แนวคิดของศิลปะเซอร์เรียลลิสม์เชื่อว่าหากเราปลดปล่อยชีวิตออกจากความซ้ำซากจำเจของตรรกะและเหตุผล เข้าสู่สภาวะสุญญากาศ เราอาจจะค้นพบว่าสิ่งที่เหนือกว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมีอยู่

Film Citation :

Nolan, Christopher. Inception. Warner Bros., 2010.

Inception (2010); runtime: 148 min

Written & directed by Christopher Nolan

Cinematography: Wally Pfister

Production Design: Guy Hendrix Dyas

Visual Effects: Paul Franklin, Chris Corbould, Andrew Lockley, Peter Bebb, et al.

ข้อมูลอ้างอิง :

www.simplypsychology.org/Sigmund-Freud.html

scenesofarchitecture.com/2017/11/09/drawing-lines/

www.fondationlecorbusier.fr

99percentinvisible.org/article/ville-radieuse-le-corbusiers-functionalist-plan-utopian-radiant-city/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

เอ๊ะโอ… เสาเครื่องกระจายเสียงค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน พร้อมกับเสียงป่าวประกาศ 

“ถึงเวลาสนุกแล้วสิๆ” 

ในขณะเดียวกัน พระอาทิตย์หน้าเด็กทารกพร้อมรอยยิ้มและดวงตากลมโตก็กำลังค่อยๆ ลอยขึ้นตัดกับเส้นขอบฟ้าและเนินทุ่งหญ้าเขียว เป็นสัญญาณว่าวันใหม่ในดินแดนของเหล่า ‘เทเลทับบีส์’ (Teletubbies) ทั้ง 4 ทิงกีวิงกี, ดิปซี, ลาล่า และ โพ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

ทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าเขียวขจี เขื่อนเนินเขาสูงต่ำต่างระดับโอบรอบล้อมบ้านทรงโดมหลังคา ปกคลุมด้วยหญ้าที่ฝังตัวอยู่ในจุดศูนย์กลางของพื้นที่ และกังหันลมวิเศษบนยอดเนิน เป็นเอกลักษณ์ของฉากสุดคลาสสิกของ เทเลทับบีส์ รายการโทรทัศน์สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนในยุค 90 ที่บอกเล่า สะท้อนค่านิยมทางสังคม และจิตวิญญาณของยุค หรือที่เรียกกันว่า ไซท์ไกสท์ (Zeitgeist) ได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

เทเลทับบีส์ ตามแบบต้นฉบับออกอากาศในช่วงเช้าทางช่อง BBC II ประเทศอังกฤษ ระหว่าง ค.ศ. 1997 – 2001 สร้างโดย แอนดรูว์ ดาเวนพอร์ท (Andrew Davenport) ผู้เขียนบทกว่า 365 ตอนของรายการ และ แอนน์ วูด (Anne Wood) ผู้อยู่เบื้องหลังคอนเซ็ปต์ของรายการและฉากของเทเลทับบีส์แลนด์ บ้านโดมซึ่งพลางตัวในเนินหญ้าที่ภายในซุกซ่อนไปด้วยเทคโนโลยีสุดไฮเทค 

เนื้อหาของรายการ เทเลทับบีส์ เน้นส่งเสริมการเรียนรู้แบบเนียนๆ โดยให้เด็กสอนกันเอง ช่วงหนึ่งของรายการนั้นจะนำคลิปวิดีโอกิจกรรมของเหล่าเด็กๆ จากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรีดนมวัวในฟาร์ม การทำพิซซ่าในร้านอาหาร ไม่ก็ชงช็อกโกแลตร้อนในคาเฟ่ และอื่นๆ มาฉายผ่านจอทีวีบนหน้าท้องเหล่าเทเลทับบีส์ทั้งสี่ 

โดยเมื่อกังหันลมวิเศษเริ่มหมุน เหล่าเทเลทับบีส์จะมารวมตัวกัน เพื่อลุ้นว่าคลิปวิดีโอจะไปโผล่บนหน้าท้องของใคร ในช่วงอื่นๆ ของรายการนั้น เหล่าเทเลทับบี้บ้างก็วิ่งเล่นไปรอบๆ เต้น ร้องเพลง หัวเราะ กลิ้งไปมาบนพื้น เล่นสไลเดอร์ ทำทับบีส์คัสตาร์ด รือขนมปังปิ้ง อยู่ในเทเลทับบีส์แลนด์นั่นเอง 

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่
สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

 เทเลทับบีส์แลนด์

เทเลทับบีส์แลนด์เป็นฉากถ่ายทอดขอบเขตของดินแดนอันบริสุทธิ์ที่มีแต่ความสนุกสนาน ซึ่งทุกๆ วันนั้นเป็นฤดูร้อน อากาศดี มีพระอาทิตย์ยิ้มแย้มและสดใส เทเลทับบีส์ จาก ค.ศ. 1997 – 2001 ไม่ได้ถ่ายทำในสตูดิโอ แต่เป็นการถ่ายทำกลางแจ้ง โดยทีมงานต้องขุดหลุม ปรับพื้นที่ ก่อสร้าง เซ็ตฉากเนินเขาและบ้านโดมบนพื้นที่ของฟาร์มทุ่งนาในเมือง Wimpstone มณฑล Warwickshire ประเทศอังกฤษ 

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายสำหรับแฟนๆ ที่อยากจะไปวิ่งเล่นในดินแดนแห่งนี้สักครั้ง เพราะด้วยกระแสตอบรับที่ดีมากๆ ทำให้มีผู้คนจำนวนมากมายแอบแวะเวียนไปยังเทเลทับบีส์แลนด์ ณ ฟาร์มชนบทแห่งนี้ ที่ซึ่งไม่เคยต้องการจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จนทำให้เจ้าของที่และคนในท้องถิ่นรู้สึกอึดอัดกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและการบุกรุกพื้นที่ปศุสัตว์ของตัวเอง

12 ปีหลังจากหลังนั้น ใน ค.ศ 2013 เจ้าของที่ได้ตัดสินใจปล่อยน้ำให้ท่วมดินแดนแห่งนี้ และเปลี่ยนให้กลายบ่อเพาะเลี้ยงปลาและขายพืชน้ำแทน

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

เทเลทับบีส์ เป็นรายการที่สามารถจับกลิ่นอาย สาระสำคัญของสมัยนิยม และปฏิกิริยาของผู้คนรวมถึงเด็กๆ ในช่วงปลายยุค 90 ได้เป็นอย่างดี สภาพสังคมและสภาพแวดล้อมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เครื่องจักร หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติที่กำลังพัฒนา และค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนอาจคิดว่าเทเลทับบีส์เป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาวเข้ามาอาศัยบนโลก แต่แท้ที่จริงแล้ว แรงบันดาลใจของตัวละครและองค์ประกอบนั้น เริ่มต้นมาจากความสำเร็จในการเดินทางไปดวงจันทร์ใน ค.ศ. 1969 จนถึงความเทอะทะและท่าทางการเดินแปลกๆ ของมนุษย์ในชุดนักบินอวกาศ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนเด็กทารกสวมผ้าอ้อม 

ทิงกีวิงกี, ดิปซี, ลาล่า และ โพ เป็นเด็กทารก 3 ขวบในชุดนักบินอวกาศที่มีเสารับสัญญาณบนหัวและจอทีวีบนหน้าท้อง

ทับบีส์ทรอนิกส์ซูเปอร์โดม

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

สภาพแวดล้อมภายนอกของเทเลทับบีส์แลนด์ล้อมรอบไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี ต้นไม้ ทุ่งดอกไม้หลากสีสัน กระต่ายอีสเตอร์วิ่งไปมา แม้กระทั่งบ้านทรงโดมก็ยังมีหลังคาปูหญ้า เหมือนตัวบ้านนั้นฝังอยู่ในพื้นดิน และกำลังพรางตัวให้เข้าภูมิทัศน์รอบๆ เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่อ่อนน้อม ไม่ต้องการเป็นจุดดึงสายตาหรือสร้างจุดเด่นใดๆ 

ตัวบ้านประกอบด้วยประตูทางเข้าทางออก ติดตั้งอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง หน้าต่าง 4 บานรอบตัวโดม ด้านบนโดมมีรูเชื่อมต่อกับสไลเดอร์สีชมพู ที่เทเลทับบี้ทั้งสี่ใช้ขึ้นลงในช่วงเปิดและปิดรายการ ประตูและหน้าต่างออกแบบจากรูปทรงครึ่งวงกลม เจาะช่องแพตเทิร์นรูปดอกไม้ช่วยการสร้าง ‘Ornament’ หรือ อลงกรณ์เครื่องประดับตกแต่งที่มีฟังก์ชันและความหมายให้กับตัวบ้าน 

ในนัยยะหนึ่ งรูปทรงกลีบดอกไม้ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามา อีกนัยยะช่วยสร้างบุคลิกและความสนุกให้กับบ้าน พร้อมสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติภายนอก

สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่
สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นใน Teletubbies รายการเด็กสะท้อนสังคม พื้นที่ปลอดภัยไร้ผู้ใหญ่

‘ทับบีส์ทรอนิกส์ซูเปอร์โดม’ คือชื่อที่ทางรายการตั้งให้กับบ้านหลังนี้ ซึ่งมีสถาปัตยกรรมภายในแตกต่างกับบรรยากาศภายนอกเสียเหลือเกิน 

เมื่อผ่านประตูอัตโนมัติเข้าด้านใน เราจะพบกับกลิ่นอายสถาปัตยกรรมยุคโพสต์โมเดิร์น (Post- modern) ว่าด้วยการปลดแอกจากความซ้ำซากทางรูปทรง และความจืดชืดของสถาปัตยกรรมจากยุคโมเดิร์นที่เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ในหลายๆ ครั้ง สถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์นมักถูกมองว่าเป็นการออกแบบที่เอ่อล้น การใช้สัญลักษณ์ของรูปทรงฟุ่มเฟือย ในทางกลับกัน แก่นแท้ของสถาปัตยกรรมยุคโพสโมเดิร์นคือการสร้างประสบการณ์เชิงพื้นที่ให้กับผู้ใช้งาน

ในบริบทของฉากภายในของบ้านโดมหลังนี้ ถ่ายทอดสภาพแวดล้อมของบ้านที่ผสมผสานรูปแบบพื้นที่ของยานอวกาศเข้ากับเครื่องเล่นเด็ก หลายองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมยังคงทำหน้าที่ของมัน เพียงแต่ถูกปรับแต่งรูปร่าง เพื่อสร้างธีมของความสนุกสนานมากขึ้น 

ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของโดม รางสายไฟ แผงควบคุม ท่อน้ำ หลอดไฟ และไฟทางเดิน ซึ่งช่วยสร้างลายเส้นและแพตเทิร์นให้กับผนังโดยรอบของบ้าน เครื่องเล่นสไลเดอร์ถูกนำมาใช้แทนบันได เชื่อมพื้นชั้นล่างกับบนหลังคาโดม รถเข็นเด็กปรับเปลี่ยนให้เป็นเตียงนอน เครื่องเล่นสปริงเด้งดึ๋งก็นำมาใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์โต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหาร 

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

ไม่เพียงเท่านั้น อิทธิพลของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอันเป็นผลพวงมาจากยุคโมเดิร์น ทั้งตู้เย็น เตาแก๊ส เครื่องปิ้งขนมปัง โทรทัศน์ เครื่องดูดฝุ่น วิทยุ และระบบอัตโนมัติ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยใหม่ จนกลายเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคุ้นเคย 

ในโลกของเทเลทับบี้ เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านก็เป็นส่วนสำคัญของฉากที่เข้ามาสร้างความตลกขบขัน และยังช่วยขับเคลื่อนเนื้อหาของรายการ เหล่านี้ถูกออกแบบเสมือนว่ามีชีวิตผ่านการเคลื่อนไหวและเสียงเอฟเฟกต์ของเครื่องยนต์

เสาลำโพงกระจายเสียงผุดขึ้นทั่วเทเลทับบีส์แลนด์ เพื่อแจ้งเตือนเหตุการณ์สำคัญต่างๆ แผงควบคุมที่ทำงานด้วยเสียง เป็นเครื่องผลิตฟองน้ำที่เหล่าทับบี้ใช้เพื่อทำความสะอาดตัวเอง เครื่องปิ้งขนมปังและเครื่องทำคัสตาร์ดทับบี้ที่สร้างความเลอะเทอะภายในบ้านเสมอ 

ตอนไหนที่อุปกรณ์เหล่านี้เกิดเสียขึ้นมา จะก่อความวุ่นวายอย่างมากให้กับ นูนู้ (Noo-noo) เครื่องดูดฝุ่นสีฟ้าที่ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติและมีดวงตาขยับไปมาได้ คอยตามเก็บกวาดเศษอาหารและสิ่งสกปรก ถือเป็นผู้รักษาความสะอาดเพียงผู้เดียวในซูเปอร์โดมแห่งนี้ โดยเสียงขณะดูดกลืนทำความสะอาดนั้น ก็ไม่ต่างกับเสียงบ่นพึมพำของพวกผู้ใหญ่เลย

ซูเปอร์โดมใน ค.ศ. 2005

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค
เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

เทเลทับบีส์ ต้นฉบับออนแอร์ตอนสุดท้ายใน ค.ศ. 2001 ต่อมาใน ค.ศ. 2015 มีการสร้างเวอร์ชันรีบูต โดยนำเรื่องราวของบทต้นฉบับกลับมาทำใหม่ และเนื่องด้วยสัญญาเช่าการถ่ายทำในฉากกลางแจ้งได้สิ้นสุดลง ทางทีมงานจึงต้องสร้างโมเดลจำลองขนาดใหญ่ (ขนาด 1 : 20) ของเทเลทับบีส์แลนด์ ส่วนตัวนักแสดงก็ต้องเปลี่ยนจากแสดงในสถานที่จริง เป็นฉากพื้นหลังบลูสกรีนเพื่อนำมาตัดต่อ CGI ในภายหลัง 

รูปลักษณ์ภายนอกของโมเดลจำลองนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปจากฉากต้นฉบับมากเท่าไหร่ นอกจากใช้เทคนิคทำให้ตัวบ้านโดมกลมกลืนไปกับเนินเขามากขึ้น

ส่วนฉากภายในของซูเปอร์โดมถ่ายทำในสตูดิโอ การตกแต่งสถาปัตยกรรมภายในมีการปรับเปลี่ยนไปไม่น้อย ที่เห็นได้ชัดคือ การเปลี่ยนโทนสีของฉากในหลายๆ จุด เช่น โครงสร้างของโดม หน้าต่าง และประตู ที่ทาสีเหลือง พื้นบ้านปูด้วยพรมสีเขียวเหมือนทุ่งหญ้าด้านนอก เตียงและเฟอร์นิเจอร์เน้นการใช้สีส้ม นูนู้ เครื่องดูดฝุ่นก็พ่นสีใหม่จากสีฟ้าเป็นสีส้ม อุปกรณ์เครื่องใช้อื่นๆ เน้นไปทางโทนสีชมพู 

นอกจากนั้น ทางรายการยังเพิ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์เทเลทับบีส์แบบหน้าจอสัมผัสเข้าไปในฉากใหม่ เมื่อมองภาพรวมแล้ว โฉมใหม่ของฉากนี้ให้ความรู้สึกเหมือนว่าบ้านโดมแห่งนี้ได้กลายเป็นห้องของเล่นขนาดใหญ่ไปแล้ว

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

“หมดเวลาสนุกแล้วสิ หมดเวลาสนุกแล้วสิ”

อย่างไรก็ตาม เทเลทับบีส์ ยังครองตำแหน่งรายการอมตะในความทรงจำอันเลือนรางจากวัยเด็ก ในฐานะเขตปลอดภัยที่ไม่มีผู้ใหญ่ เป็นลานละเล่นในทุ่งหญ้าสีเขียวอันกว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา 

ขณะที่เรารับชมรายการผ่านจอทีวี เหล่าเทเลทับบีส์ก็มองดูชีวิตของเด็กๆ ผ่านจอทีวีบนหน้าท้อง รายการทีวีสุดคลาสสิก จับสาระสำคัญของกระแสสังคมเกี่ยวกับเทคโนโลยี ชุด และยานอวกาศ และปรับเปลี่ยนเป็นฉากสร้างความตลกขบขัน การเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า หุ่นยนต์ และเครื่องจักร ให้กลายเป็นเหมือนเพื่อนหนึ่งคนสำหรับเด็กๆ

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

สมดุลของสมัยนิยม

ฉากจากต้นฉบับใน ค.ศ. 1997 และฉบับรีเมกใน ค.ศ. 2015 สื่อสารผ่านสถาปัตยกรรมโพสต์โมเดิร์น การใช้สีและเครื่องประดับตกแต่งที่มีฟังก์ชัน ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องประดับตกแต่ง ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมพร้อมทั้งถ่ายทอดบรรยากาศของความสุขสนุกสนาน ซึ่งถ้าเลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบมินิมอลหรือโมเดิร์น ก็อาจสื่อออกมาไม่ได้ดีเท่านี้

ข้อถกเถียงที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในยุคปัจจุบันคือ สถาปนิกหลายๆ คนคุ้นชินกับการออกแบบด้วยรูปทรงที่เรียบง่าย วัสดุดิบ สีขาว ความงามบริสุทธิ์ จนการใช้สีสันหลากหลาย สิ่งประดับตกแต่ง และสัญลักษณ์ กลายเป็นเครื่องมือที่ไม่นิยมใช้ในงานออกแบบอีกต่อไป เหมือนกับว่าวันหนึ่งบ้านแต่ละหลังก็เลิกติดวอลเปเปอร์ เพราะเราต้องการความงามแบบมินิมอล หรืออาจเป็นเพราะสถาปนิกไม่อยากสร้างงานสถาปัตยกรรมที่ล้นจนเกินงาม

เยี่ยมบ้าน Teletubbies สถาปัตยกรรมโพสต์ยุคโมเดิร์นของรายการเด็กยุค 90 ที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุค

แต่คิดดูดีๆ แล้ว การทำแบบนี้ก็ไม่ต่างจากการโยนเครื่องมือในการออกแบบหนึ่งชิ้นทิ้งไปหรือไม่ การเลือกที่ไม่ใช้สีสันหรือเครื่องประดับตกแต่งจนเคยชิน มันทำให้เราขาดทักษะในการใช้เครื่องมือ และทำให้เรากลายเป็นคนไม่รู้หนังสือ ที่อ่านความหมายของสัญลักษณ์ตามอาคารสถาปัตยกรรมไม่ได้ไปแล้วหรือเปล่า

ไม่แน่ว่า ไซท์ไกสท์ (Zeitgeist) ของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในยุคนี้ อาจจะหมายถึงการออกไปตามหาสมดุลระหว่างการออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีทั้งฟังก์ชันและจิตวิญญาณ โดยสามารถถ่ายทอดประสบการณ์เชิงพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ยังตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้อาคาร 

ซึ่ง ณ ตอนนี้ เราจะขอละไว้ให้นักประวัติศาสตร์ในอนาคต มองย้อนกลับมาแล้วตีความถึงสมัยนิยมของสถาปัตยกรรมของยุคนี้กันต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง

Teletubbies, 1997-2001 Ragdoll Productions Anne Wood & Andrew Davenport (Creator), 2015 – Present Darrall Macqueen Production, BBC Television Network 

www.bbc.com/historyofthebbc/anniversaries/march/teletubbies-begins

www.theguardian.com/tv-and-radio/2013/jun/03/how-we-made-teletubbies

us.teletubbies.com/about-teletubbies/www.architecturaldigest.com/story/house-teletubbies-decor-set
endboard.blogspot.com/2018/09/teletubbies-archive.html/britishcinematographer.co.uk/new-teletubbies-gets-a-high-tech-cinematographic-approach/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load