กรุงเทพฯ พระมหานครของเราจนปัจจุบันมีอายุ 237 ปีแล้ว (ในปี 2562) แต่ใช่ว่าชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัญแห่งนี้มีอายุแค่นี้เสียเมื่อไร

บางกอกของเราเป็นเมืองท่านานาชาติมานมนานเหลือเกิน อย่างน้อยการฉลอง 345 ปีของโบสถ์คอนเซ็ปชัญในปีนี้ก็เป็นประจักษ์พยานความเก่าแก่และการเป็นเมืองท่านานาชาติ ที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกันใน ‘หม้อหลอมใบใหญ่’ ทางวัฒนธรรมของบางกอกได้ชัดเจน

โบสถ์คอนเซ็ปชัญแห่งพระแม่เจ้า (Immaculate Conception Church) เป็นโบสถ์คาทอลิกที่อยู่มานานที่สุดในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ผืนดินแห่งนี้ยังใช้ชื่อว่าบางกอก

ลัดเลาะเข้าตรอกไป โบสถ์คอนเซ็ปชัญ วิหารในชุมชนโบราณที่อายุเก่าแก่กว่ากรุงเทพมหานคร

ใน พ.ศ. 2217 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานที่ดินอันเป็นที่เลี้ยงช้างส่วนพระองค์ให้แก่ พระสังฆราช หลุยส์ ลาโน (Bishop Louis Laneau) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งท่านได้สร้างโบสถ์เล็กๆ และโรงพยาบาลในชื่อ ‘แม่พระปฏิสนธินิรมล’ เพื่อเทิดพระเกียรติพระนางมารีย์ พระมารดาของพระเยซู สำหรับใช้แพร่ธรรมให้แก่บรรดาชาวส่วย ซึ่งเป็นคนเลี้ยงช้างของพระเจ้าอยู่หัว

ลัดเลาะเข้าตรอกไป โบสถ์คอนเซ็ปชัญ วิหารในชุมชนโบราณที่อายุเก่าแก่กว่ากรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม ที่ดินที่ท่านได้รับพระราชทานออกจะห่างจากตัวเมืองสักหน่อย เพราะขณะนั้นศูนย์กลางเมืองบางกอกอยู่แถววัดอรุณฯ (วัดแจ้ง) และวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังฯ) โบสถ์คอนเซ็ปชัญจึงเหมือนอยู่หัวไร่ปลายนา แต่ก็มีวัดพุทธเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียง อย่างวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) วัดสมอแครง (วัดเทวราชกุญชร) ซึ่งต่อมาในยุคกรุงเทพฯ ทั้งสองวัดก็ได้สถาปนาเป็นพระอารามหลวง

ในสมัยอยุธยา โบสถ์คอนเซ็ปชัญไม่ค่อยถูกกล่าวถึงมากนัก เพราะอยู่นอกเมือง ห่างพระนครกรุงศรีอยุธยา และมีบาทหลวงไม่มาก จึงไม่ค่อยมีบรรดามิชชันนารีมาดูแล ชาวบ้านต้องอยู่ในความดูแลของครูคำสอน จนกระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าใน พ.ศ. 2310 และย้ายราชธานีใหม่มาอยู่เมืองบางกอก ชาวโปรตุเกสดั้งเดิมจากอยุธยาจึงย้ายมาสร้างโบสถ์ใหม่ในพื้นที่กุฎีจีน หรือซางตาครู้ส บริเวณฝั่งธนบุรีใกล้วัดอรุณฯ ในปัจจุบัน แม้ว่าโบสถ์คอนเซ็ปชัญจะไม่ถูกรบกวนจากสงคราม แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ

ลัดเลาะเข้าตรอกไปโบสถ์คอนเซ็ปชัญ วิหารในชุมชนโบราณที่อายุเก่าแก่กว่ากรุงเทพมหานคร

ในราชธานีใหม่ โบสถ์คอนเซ็ปชัญเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จากการที่รัชกาลที่ 1 ทรงตีกรุงกัมพูชาได้ พระองค์ทรงเกณฑ์เชลยศึกชาวโปรตุเกสและชาวเขมรคาทอลิกเข้ามามากมาย สันนิษฐานว่าคงจะทรงเห็นว่ามีชุมชนคาทอลิกชาวส่วยที่พูดภาษาคล้ายคลึงชาวเขมรอยู่แล้วในบางกอก จึงโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในแถบโบสถ์คอนเซ็ปชัญร่วมกับชุมชนเดิม หมู่บ้านจึงขยายตัวออก และกลายเป็นหมู่บ้านโปรตุเกสผสมเขมรในที่สุด

ดังนั้น ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีหมู่บ้านโปรตุเกสในบางกอก 3 แห่ง คือกุฎีจีน (โบสถ์ซางตาครู้ส) ตลาดน้อย (โบสถ์กาลหว่าร์) และบ้านเขมร (โบสถ์คอนเซ็ปชัญ) ซึ่ง 2 แห่งแรกอพยพลงมาจากอยุธยา แต่ต่อมาได้แยกชุมชนออกจากกัน ในขณะที่บ้านเขมรอยู่ที่บางกอกตั้งแต่สมัยอยุธยา และภายหลังมีชาวเขมรอพยพมาสมทบ

ตัวโบสถ์แต่เดิมเป็นอาคารไม้ทรงโรงขนาดใหญ่ สร้างแบบตามมีตามเกิดด้วยวัสดุไม่ค่อยคงทนนัก เพราะชาวคริสต์โบราณฐานะไม่ดี ต่อมาเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เข้าสู่ภาวะปกติในสมัยรัชกาลที่ 3 สังฆราชฌ็อง บัพติสท์ ปาลเลอกัวซ์ (Bishop Jean-Baptiste Pallegoix) จึงริเริ่มสร้างโบสถ์ก่ออิฐถือปูนที่มั่นคงขึ้น

ลัดเลาะเข้าตรอกไป โบสถ์คอนเซ็ปชัญ วิหารในชุมชนโบราณที่อายุเก่าแก่กว่ากรุงเทพมหานคร

ท่านเลือกใช้อาคารแบบไทยๆ ปนจีนปนฝรั่ง ด้วยขาดแคลนสถาปนิกและช่างฝีมือ โบสถ์จึงออกมาหน้าตาเป็นอาคารแบบ ‘วิลันดา’ (มาจากคำว่า ฮอลันดา ทั้งที่จริงๆ แล้วผู้สร้างโบสถ์ไม่ได้เป็นชาวฮอลันดา แต่เป็นชาวโปรตุเกส) หรืออาคารผสมผสานลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง ซึ่งอาคารแบบนี้มีทั่วไปในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น โบสถ์ซางตาครู้สหลังเดิม โบสถ์อัสสัมชัญหลังเดิม เพราะต้นทุนการสร้างไม่แพงมากนักและคงทน แต่เท่าที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันมีเพียง 2 หลังเท่านั้น และถูกปฏิสังขรณ์จนสังเกตได้ยากแล้ว ได้แก่ โบสถ์คอนเซ็ปชัญ และโบสถ์เซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ สามเสน ซึ่งเป็นชุมชนชาวเวียดนามอพยพสมัยรัชกาลที่ 3 อยู่ใกล้ชิดกันกับโบสถ์เขมร

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีการพยายามสร้างหอระฆังก่ออิฐถือปูนไว้ด้านหน้าโบสถ์ แทนที่หอระฆังเดิมที่เป็นไม้ หอระฆังก่ออิฐนี้ออกแบบโดยบาทหลวงซึ่งมิได้เป็นสถาปนิก แต่อยู่ได้ไม่นานก็ถล่มลงมา โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น จึงมีการคิดกันว่าควรจะจ้างสถาปนิกฝรั่งแท้ๆ มาออกแบบเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

โยอาคิม กราซี (Joachim Grassi) เป็นชื่อของสถาปนิกผู้นั้น ถ้าใครติดตามงานช่างฝรั่งในกรุงสยามจะรู้จักเขาดี ด้วยเป็นผู้ออกแบบวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร วังเจ้านาย และอาคารสถานที่ราชการมากมายในกรุงเทพฯ เช่น พระที่นั่งวโรภาษพิมาน อาคารกระทรวงกลาโหม รวมทั้งเป็นผู้รับเหมานำเข้าวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ทางเรือด้วย

ลัดเลาะเข้าตรอกไป โบสถ์คอนเซ็ปชัญ วิหารในชุมชนโบราณที่อายุเก่าแก่กว่ากรุงเทพมหานคร

กราซีออกแบบหอระฆังอย่างดีให้เข้ากับโบสถ์ทรงอ้วนเตี้ยเดิม เขาเลือกรูปทรง ‘สถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมาเนสก์’ (Neo-Romanesque) มาใช้ ซึ่งได้ผลอย่างงดงาม หลังจากนั้นมีการต่อเติมมุขทางเดินเชื่อมระหว่างหอระฆังกับโบสถ์ อาคารแบบไทยสมัยรัชกาลที่ 3 จึงกลายเป็นอาคารทรงฝรั่งในที่สุด

แต่หากพิจารณาให้ถ่องแท้ ระบบลวดบัวแบบไทยๆ เช่น บัวคว่ำบัวหงาย ฐานสิงห์ ยังคงเหลืออยู่ แสดงให้เห็นผลงานเก่าแก่ของท่านปาลเลอกัวซ์ ปราชญ์ผู้เป็นพระสหายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เข้าใจเมืองไทยและวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ท่านคงจะประทับใจศิลปะไทยด้วย จึงเลือกรายละเอียดองค์ประกอบแบบไทยมาพลิกแพลงประยุกต์ใช้กับโบสถ์ใหม่

ทุกวันนี้ โบสถ์คอนเซ็ปชัญเป็นหนึ่งในอาคารประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงนัก เพราะตัวชุมชนโบราณที่เข้าถึงได้ยาก เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยซับซ้อน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังไม่เข้าไปอย่างเต็มที่ 

ลัดเลาะเข้าตรอกไป โบสถ์คอนเซ็ปชัญ วิหารในชุมชนโบราณที่อายุเก่าแก่กว่ากรุงเทพมหานคร

และด้วยความเป็นชุมชนคาทอลิกอาจทำให้พี่น้องต่างศาสนาเกิดความลังเล แม้ว่าจะให้เข้ามาเยี่ยมชมได้ทุกวัน ช่วงเวลาแนะนำคือวันฉลองสำคัญๆ ที่ชุมชนมีงานใหญ่ ซึ่งมีหลายครั้งในรอบปี เราจะมีโอกาสได้สัมผัสความศรัทธาของชาวคริสต์ และร่วมรับประทานอาหารลูกผสมไทย-โปรตุเกสที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ 

เช่นวันฉลองแม่พระไถ่ทาส หรือแห่แม่พระขนมจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กันยายน เป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านนำรูปแม่พระเก่าแก่ที่อัญเชิญมาจากเมืองเขมรในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นออกแห่ และจะเลี้ยงอาหารประจำหมู่บ้าน คือขนมจีนแกงคั่วไก่ และอาหารพื้นบ้านต่างๆ มากมาย

วันพระตาย หรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในช่วงเดือนเมษายนใกล้เทศกาลอีสเตอร์ จะมีพิธี ‘ถอดพระ’ หรือละครศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขน พิธีนี้จะคล้ายคลึงกับพิธีในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งในไทยเหลือเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือในชุมชนบ้านเขมรแห่งนี้ และชุมชนวัดซางตาครู้ส

วันฉลองแม่พระปฏิสนธินิรมล วันที่ 8 ธันวาคม เป็นงานฉลองประจำปีของโบสถ์และวันคริสต์มาส โดยในวันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม จะมีประเพณีทำขนมฝรั่งโปรตุเกสออกจำหน่ายทั่วไป และยังมีขนมอีกหลายชนิดที่หากินที่อื่นไม่ได้ เช่น ขนมกุสรัง (หรือปุสรัง) ขนมปัสแตง ขนมฝรั่งที่คล้ายคลึงขนมฝรั่งกุฎีจีน แต่นิยมทำขนาดใหญ่เหมือนเค้ก รสชาติต่างกันเพราะคนละสูตร แต่จะอร่อยแค่ไหน ขอแนะนำให้มาลองชิมด้วยตัวเอง

Writer & Photographer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

ย้อนกลับไปฤดูร้อน ค.ศ. 2020 ผมได้มีโอกาสฝึกงานกับ Monuments and Architectural Maintenance Division ของมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเมืองเลอเวินที่ประเทศเบลเยียม งานที่ผมได้รับคือให้ทำหน้าที่ประเมินสภาพกำแพงรอบหมู่บ้านมรดกโลกซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเลอเวิน ตอนได้รับโปรเจกต์มาก็รู้สึกตื่นเต้น ว่าจะได้มีโอกาสประเมินสภาพกำแพงหมู่บ้านเก่าอายุหลายร้อยปีต้องสนุกมากแน่ๆ เลย แต่พอเจองานจริงๆ เข้าไปก็ทึ่งไปสักพักว่ากำแพงรอบหมู่บ้านมันใหญ่และยาวมาก ทำไปกี่ชาติกว่าจะเสร็จ และสภาพก็ค่อนข้างยับเยินแตกต่างจากตัวอาคารภายในหมู่บ้าน

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
รูปตัวอย่างกำแพงโซน 1 ของหมู่บ้าน

ต้องเล่าก่อนว่าการประเมินสภาพกำแพงนี้เป็นการทำงานต่อจากการประเมินภาพครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 2008 ซึ่งได้ทำแบบรังวัดไว้ก่อนหน้าแล้ว หน้าที่ของผมคือสร้างภาพออร์โทโฟโต (Orthophoto) ผ่านเทคนิคที่เรียกว่าโฟโต้แกรมเมทรี (Photogrammetry) เพื่อประกอบกับรังวัดเดิม และอัปเดตข้อมูลสภาพในปัจจุบัน

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
ตัวอย่างแบบสำรวจสภาพ

อย่างไรก็ตาม โปรเจกต์จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเสร็จใน 3 เดือน ตอนนี้ก็ลากยาวมาจะหนึ่งปีเข้าไปแล้ว แถมเพิ่มขึ้นมาคือกลายเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ของผม เด็กไทยตาดำๆ ต้องมานั่งทำวิทยานิพนธ์หมู่บ้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1232 และเอกสารส่วนใหญ่เป็นภาษาฝรั่งเศสกับภาษาดัตช์

เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อ ส่วนหนึ่งของงานวิจัยของผมคือ การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของกำแพงนี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยหากเล่าไม่เข้าใจว่าหมู่บ้านนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสเริ่มอธิบายต่อจากนี้ไปครับ

Beguinages หมู่บ้านสำหรับผู้หญิง

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม

ในอดีตราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 บริเวณพื้นที่ยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือหรือปัจจุบัน คือประเทศเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ เริ่มมีการรวมกลุ่มของผู้หญิงที่มีใจศรัทธาในพระเจ้าและตั้งหมู่บ้านขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้อาจไม่ได้แต่งงาน หรือเป็นแม่หม้ายที่เลือกอุทิศชีวิตเพื่อพระเจ้า หมู่บ้านเหล่านี้มีลักษณะเป็นเหมือนอารามที่มีโบสถ์อยู่ใจกลางหมู่บ้าน รายล้อมไปด้วยอาคารขนาดเล็กซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้หญิง และมีรั้วรอบรอบบ่งบอกอาณาบริเวณชัดเจน หมู่บ้านแบบนี้กระจายตัวอยู่มากมายในเขตพื้นที่ที่เรียกว่า Flanders ในประเทศเบลเยียม 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
บรรยากาศ ‘เบกีนาจ’ ในอดีต
ภาพ : The Archives of Ghent University

Beguines ผู้หญิงศักดิ์สิทธิ์

คำถามนี้ด้วยเวลาที่ล่วงมาหลายศตวรรษ ก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ แหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือได้บอกว่าความหมายของคำว่า Beguine (Latin : Beguina) อาจมาจากภาษาเก่าของแซกซัน (Old Saxon) คือคำว่า Beggen หรือแปลว่า To Beg การวอนขอ หรือ To Pray การภาวนา อย่างไรก็ตาม สมมติฐานนี้ไม่ได้มีการยอมรับอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงสมมติฐานที่บอกว่าคำว่า Beguine ที่อาจเพี้ยนมาจากคำว่า Beige ในภาษาฝรั่งเศสโบราณ ซึ่งเป็นสีชุดที่กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้สวมใส่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ถูกเรียกว่า Beguine ครั้งแรก จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ในเมือง Liège ซึ่งได้อธิบายว่า พวกเขาคือผู้หญิงศักดิ์สิทธิ์ Holy Women (Latin : Mulieres Sanctae, Mulieres Religiosae) ต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 13 กลุ่มเหล่านี้ได้แพร่หลายออกไปในอาณาเขต ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และภาคเหนือของประเทศฝรั่งเศส 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
Beguine of Ghent ราว ค.ศ. 1840
ภาพ : en.wikipedia.org

การเคลื่อนไหวของ ‘เบอแกน’ เริ่มต้นจากผู้หญิงชั้นสูง และค่อยๆ กระจายลงมายังชนชั้นกลาง โดยมุ่งเน้นที่การอุทิศตนเพื่อพระเจ้าและการภาวนา ช่วยเหลือคนยากจนและปัญหาของเศรษฐกิจสังคมในสมัยนั้น ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้รับการยอมรับในเขตเมือง

ในอดีตเบอแกนอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ซึ่งเรียกว่า ‘เบกีนาจ’ โดยไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากสันตสำนักที่กรุงโรม ดังนั้น จึงเป็นเพียงกลุ่มของผู้หญิงผู้มีความเชื่อที่อยู่ร่วมกันและปฏิบัติศาสนกิจร่วมกัน นอกจากนั้นการอยู่อาศัยในรูปแบบชุมชนปิดยังสะท้อนถึงการพึ่งพาตนเอง ลักษณะพิเศษของชุมชนเหล่านี้ถูกเรียกว่า ‘เมืองในเมือง’ (Towns in Towns) อ่านมาถึงตรงนี้ ห้ามเชื่อมโยงกับเขตทาวน์อินทาวน์ที่ลาดพร้าวนะครับ ถึงเป็นย่านเมืองในเมืองเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด 

มาที่สาระกันต่อ พวกเขาได้พัฒนางานหัตกรรม Lace Making หรือการถักลายลูกไม้ ซึ่งกลายเป็นของฝากเลื่องชื่อของประเทศเบลเยียมในปัจจุบัน 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
บรรยากาศเบอแกน ขณะทำงานหัตถกรรมลูกไม้ (Lace Making)
ภาพ : adore.ugent.be
Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
เบอแกนขณะสวดภาวนาภายในโบสถ์นักบุญยอห์นบัปติสต์ในเมืองเลอเวิน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

การขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เบกีนาจเริ่มต้นราวคริสตศตวรรษที่ 13 และอยู่เรื่อยมาจนถึงยุครุ่งเรืองในราวคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 ดังนั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมของเบกีนาจส่วนใหญ่จึงเป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมกอธิก เรอเนซองส์ และบาโรก ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมโบสถ์ที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ภายนอกมักสร้างรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิก แต่ภายในมักจะประดับประดาด้วยงานสถาปัตยกรรมภายในรูปแบบบาโรก ซึ่งเติมแต่งในยุครุ่งเรืองช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 

จากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในประเทศแถบนี้ จากปัญหาทางการเมืองตามที่เราเคยได้ยินเรื่องปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามโลก ทำให้เบกีนาจเกือบทั้งยุโรปหายไป เหลืออยู่เพียงภายในประเทศเบลเยียมเท่านั้น เบกีนาจเหล่านี้ยังคงสภาพดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้ เองชาวเบลเยียมจึงได้เขียนคุณค่าและความสำคัญของเบกีนาจรายงานต่อยูเนสโก จนได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลก (Serial Nominations) ในปีคริสตศักราช 1998 

การได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลกนั้นมักคำนึงถึงปัจจัยหลัก 4 ประการ คือ คุณค่าโดดเด่นสากล บูรณภาพ ความแท้ และแผนการจัดการมรดกวัฒนธรรม ต่อจากนี้ไปอาจมีสาระนิดหน่อยนะครับ เพราะอยากให้เข้าใจว่าจริงๆ การได้เป็นมรดกโลกนั้นเริ่มกันยังไง และต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ปกติแล้ว UNESCO มีเกณฑ์ 10 ข้อ ซึ่งหากตัวมรดกวัฒนธรรมนั้นมีคุณค่าเพียงข้อเดียว ก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกได้ อย่างเมืองมรดกโลกกรุงศรีอยุธยาของเราผ่านเกณฑ์คุณค่าเพียงแค่ข้อเดียว ก็ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว

แต่ที่เบกีนาจ มีคุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value) ถึง 3 ประการ คือ 

  1. ลักษณะทางกายภาพของเบกีนาจโดดเด่น จากการตั้งถิ่นฐานที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมทางศาสนาและแบบแผนที่เรียกว่า the Flemish Cultural Region
  2. เบกีนาจเป็นหลักฐานอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของวัฒนธรรมแบบแผน ของกลุ่มผู้หญิงที่มีความเชื่อในยุคกลางบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป (คุณค่าข้อนี้เป็นข้อเดียวกันกับอยุธยา ซึ่งถือว่าแสดงการพัฒนาและความโดดเด่นของศิลปะชาติไทย)
  3. รูปแบบสถาปัตยกรรมเบกีนาจโดดเด่น ผสมผสานระหว่างลักษณะสถาปัตยกรรมทางศาสนาในยุคกลาง ที่สะท้อนคุณค่าของรูปแบบชีวิตทางศาสนาและสภาพทั่วไปของชุมชนในสังคมนั้น

เมื่อเราพูดถึงบูรณภาพ (Integrity) อาจเป็นคำที่หลายคนเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก อธิบายง่ายๆ ก็คือความครบถ้วนบริบูรณ์ ในความหมายของ UNESCO ลักษณะชุมชนปิดของเบกีนาจ ทำให้รักษาความสมบูรณ์ของชุมชนที่ตั้งอยู่ในเมืองได้อย่างดี นัยหนึ่งคือตัดขาดออกจากเมือง และอีกนัยหนึ่งคือแสดงออกและรักษาอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของสภาพดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีภายในกำแพงและประตูรั้วล้อมรอบหมู่บ้านนั่นเอง หากเราเปรียบเทียบกับอยุธยา บูรณภาพของอยุธยาคือการที่เจดีย์เก่าต่างๆ ได้รับการรักษาให้อยู่ในสภาพดี และตำแหน่งคูคลองถนนโบราณยังคงแสดงออกถึงความครบถ้วนบริบูรณ์ดั้งเดิม ดังนั้นอยุธยาจึงมีบูรณภาพเป็นที่ยอมรับนั่นเอง

ความแท้ (Authenticity) คำศัพท์นี้ถือเป็นระดับสูงสุด เพราะเป็นของที่อธิบายยากสักหน่อย ขออธิบายง่ายๆ ว่า เราทุกคนเกิดมามีใบหน้าของเราที่ธรรมชาติให้มา ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ซึ่งหากเราไม่ทำอะไรกับใบหน้านี้เลย เมื่อเวลาผ่านไปจนเราอายุมาก ใบหน้าก็อาจเกิดริ้วรอย กลากเกลื้อน และอื่นๆ 

สิ่งนี้เองเป็นเครื่องสะท้อนว่า ใบหน้าเราผ่านกาลเวลามานาน มีความแท้หนึ่งเดียวที่เป็นใบหน้าเรา ซึ่งหากเราไปทำศัลยกรรม เสริมดั้ง ตาสองชั้น หรือฉีดฟิลเลอร์เข้าไป (สิ่งนี้อาจเปรียบได้ในเชิงอนุรักษ์คือ Repair, Re-habilitation, Reconstruction หรือ Restoration) ถ้าคนยังพอจำได้ว่าเป็นใบหน้าเราอยู่ ก็เท่ากับว่าเรายังมีความเป็นของแท้ แต่วัสดุหน้าเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่ามีหนึ่งเดียว ไม่เหมือนใคร แต่ความแท้มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็วิพากษ์วิจารณ์กันได้ต่อไป

สำหรับมรดกวัฒนธรรมอย่างเบกีนาจ ความแท้ค่อนข้างชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย กล่าวคือ ถึงกลุ่มเบอแกนจะหมดไปจากเบลเยียมแล้ว แต่ที่ตั้ง (Setting) ของหมู่บ้านเหล่านี้เองถูกรักษาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งเป็นความแท้ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชุมชน ความสงบ และพื้นที่ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชนและพื้นที่ปิดล้อม นอกจากนั้นสภาพแวดล้อมแบบยูโธเปีย (Eutopian Setting) ยังคงแสดงออกผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมของชุมชนให้สัมผัสได้ในปัจจุบัน

ท้ายสุด การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะต้องมีแผนการจัดการเพื่อรักษา คุณค่า บูรณภาพ และความแท้ให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งแผนการจัดการนี้จะต้องถูกเขียนขึ้นอย่างบูรณาการจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะรักษาสภาพที่ดีของมรดกโลกเหล่านี้ต่อไปได้ หากวันใดวันหนึ่งคุณค่า ความแท้ หรือบูรณภาพ ถูกลดทอนไป ก็อาจถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่ถูกคุกคาม และอาจถูกเพิกถอนการประกาศได้ในที่สุด ดังนั้น การดูแลรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องและประเมินตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

Great Beguinage Leuven (Groot Begijnhof Leuven)

เนื่องจากงานวิจัยของผมนั้นมุ่งศึกษากำแพงของเบกีนาจที่เมืองเลอเวิน ดังนั้นผมจึงได้มีโอกาสค้นคว้าข้อมูลในหอจดหมายเหตุของเมืองและของมหาวิทยาลัย เพื่อประกอบการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ของผมเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงอยากแบ่งปันข้อมูลส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์คร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจสภาพว่าหมู่บ้านเบกีนาจที่เลอเวินนั้นเกิดขึ้นและพัฒนาอย่างไรจนถึงทุกวันนี้

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
แผนที่เมืองเลอเวินปีคริสตศักราช 1363
ภาพ 1363 PRENT, zonder datum, Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

เบกีนาจในเมืองเลอเวินก่อตั้งขึ้นประมาณปีคริสตศักราช 1232 ซึ่งก่อตั้งขึ้นนอกกำแพงเมือง 

ในยุคแรกเริ่ม เห็นได้จากแผนที่เก่าของเมืองเลอเวินในราวปีคริสตศักราช 1363 ที่ระบุตำแหน่งของโบสถ์นักบุญยอห์นบัปติสต์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำแดเลอ (Dijle) อย่างไรก็ตาม ตอนผมทราบว่าเขามีแผนที่ย้อนกลับไปถึงเมื่อเกือบ 800 ปีที่แล้วก็แอบตกใจนะครับ ที่ไทยเองเวลาค้นเจอแผนที่ร้อยกว่าปีก็รู้สึกมีคุณค่ามากมายแล้ว

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
ภาพขยายแผนที่เมืองเลอเวินปีคริสตศักราช 1363
ภาพ 1363 PRENT, zonder datum, Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

นอกเหนือไปกว่านั้น แผนที่ยังถูกเขียนเป็นภาพสามมิติไอโซเมตริก ซึ่งแสดงองค์ประกอบสำคัญของเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว เราจะเห็นว่าอาคารโบสถ์ส่วนใหญ่สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิกซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น แต่นอกจากตัวโบสถ์แล้วไม่ได้ระบุตำแหน่งอาคารโดยรอบของหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า หมู่บ้านเริ่มก่อตั้งในปีคริสตศักราช 1305 โดยเป็นอาคารโครงสร้างไม้ประกอบกับดิน ซึ่งเราพอจะเห็นความชัดเจนของหมู่บ้านมากขึ้นจากแผนที่ที่เขียนขึ้นราว 200 ปีให้หลัง ซึ่งให้รายละเอียดของหมู่บ้านเบกีนาจเลอเวินไว้อย่างดี 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
แผนที่เก่าราวคริสตศตวรรรษที่ 16 แสดงอาณาบริเวณ ‘เบกีนาจเลอเวิน’
ภาพ : the 16th isometric illustration of Groot Begijnhof Leuven by Croÿ

จากแผนที่ เราจะเห็นว่าตัวอาคารโบสถ์ซึ่งสร้างในคริสตศตวรรษที่ 13 รายล้อมด้วยอาคารบ้านเรือนขนาดเล็ก และล้อมรอบด้วยกำแพง ซึ่งภายในกำแพงนี้เองเป็นพื้นที่ที่เหล่าเบอแกนใช้ชีวิตอยู่ 

ซึ่งเมื่อเรามาดูแผนที่เกือบ 400 ปีที่แล้วกันต่อ เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวที่ขยายต่อไปด้านทิศใต้ ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า อาจเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่เบอแกนใช้เพาะปลูกเพื่อเลี้ยงดูหมู่บ้าน 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพวาดทิวทัศน์เมืองเลอวเวินแสดงบรรยากาศของเมืองโดยเราสามารถเห็นหอระฆังของเบกีนาจ (Beguinage) และ ซินควินเทอน (Sint-Quinten) ซึ่งตั้งอยู่กลางภาพ 
ภาพ : Stadsgezicht van Leuven by Antoon Van Den Wijngaerde, [1557-1559] – Oxford, Ashmolean Museum, University of Oxford

เมื่อถึงยุครุ่งเรืองในคริสตศตวรรษที่ 17 อาคารแทบทั้งหมดถูกทดแทนด้วยอาคารก่ออิฐรูปแบบเฟลมมิชเรอเนซองส์ เราอาจเห็นความหนาแน่นของหมู่บ้านได้จากแผนที่ของบราว (Blaeu, 1649) อย่างไรก็ตาม รายละเอียดก็ไม่ได้แสดงอย่างชัดเจนเหมือนแผนที่ในยุคก่อนหน้า เพราะนักประวัติศาสตร์ในยุคต่อมาได้เล่าว่า การเข้าไปในพื้นที่หลังกำแพงนั้นก่อน ค.ศ.​ 1800 เป็นสิ่งที่ยากมาก ข้อมูลจึงอาจไม่ระเอียดดังแผนที่ยุคก่อนหน้า ซึ่งผู้เขียนแผนที่อาจถูกเชื้อเชิญให้เข้าไปวาดเป็นพิเศษ

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
Map of Leuven by BLAEU, 1649
ภาพ : Bibliotheek Campus Arenberg, KU Leuven

นอกจากแผนที่แล้ว ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 18 เริ่มมีบันทึกต่างๆ ระบุว่ามีผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านกว่า 300 คน แต่นั่นก็เป็นช่วงที่หนาแน่นที่สุดก่อนเข้าสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้สิทธิการครอบครองที่ดินเปลี่ยนจากการปกครองตนเองของเบกีนาจ เป็นครอบครองโดยรัฐ Commissie van Openbare Onderstand (Public Welfare Commission) ซึ่งเจ้าของใหม่ก็ใจดียินยอมให้เบอแกนอาศัยอยู่ในที่ดิน และดำเนินกิจวัตรประจำวันต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม จำนวนของผู้อยู่อาศัยลดลงอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า บ้านเรือนถูกปล่อยเช่าในราคาที่ถูก นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในยุคดังกล่าวว่า ‘เป็นชุมชนที่มีสถาพถดถอยของหญิงชรา’ 

จุดเปลี่ยน

ฟังไปก็ดูหน้าเศร้านะครับสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และโดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความถดถอย เมื่อผมค้นคว้าเอกสารในหอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยและของเมืองเลอเวิน ภาพถ่ายต่างๆ ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 20 ยิ่งสะท้อนสภาพของชุมชน และเบอแกนกลุ่มสุดท้ายที่ภาพถ่ายบันทึกวิถีชีวิตของพวกเขาไว้ได้ ผมจึงขอเลือกสักภาพสองภาพมาแบ่งปันกัน

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
เบอแกนกลุ่มสุดท้ายในเมืองเลอเวิน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

ผลของการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้ที่ดินตกเป็นของรัฐ ประกอบกับจำนวนที่ลดลงของผู้อยู่อาศัย สภาพการจัดการของเบกีนาจก็เสื่อมโทรมลงจนในที่สุดรัฐต้องประกาศประกาศขายหมู่บ้าน ซึ่งไม่ใช่แค่ประกาศขายอย่างเดียว แต่เป็นการประกาศขายที่ระบุว่า ผู้ซื้อต้องซ่อมหมู่บ้านให้อยู่ในสภาพดีด้วย

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศภายในบ้านพักของเบอแกน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

ในช่วงเวลานั้นคนสนใจก็มีน้อย และใครจะมีเงินมากพอซื้อและซ่อมหมู่บ้านนี้ได้ นอกไปจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเมืองเลอเวิน ผ่านการโน้มน้าวของ ศาสตราจารย์เลมอนด์ เลอแมร์ (Prof. Raymond M. Lemaire) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม และหนึ่งในผู้เขียนกฏบัตรเวนิส (Venice Charter) หมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราวปีคริสตศักราช 1962 

จากจุดเริ่มต้นนี้เอง มหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์เลอแมร์ บูรณะอาคารในหมู่บ้านทั้งหมด เพื่อใช้เป็นที่พักของอาจารย์ และนักศึกษาจากทั่วโลก นับจากเวลานั้นเองการบูรณะครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ตัวอย่างแบบรังวัดอาคารในช่วงการสำรวจอาคารเพื่อการบูรณะ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

เริ่มต้นจากการสำรวจอาคารทุกหลัง ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพเสื่อมโทรมอย่างมากถึงมากที่สุด เนื่องจากอาคารดูต่อเติมดัดแปลงต่อกันหลายศตวรรษ ทำให้การค้นหาความแท้ไม่ใช่เรื่องง่าย และภายนอกอาคารทั้งหมดทาทับด้วยปูนหมักผสมสีขาว (Limewash-layer) ซึ่งเป็นกระบวนการอนุรักษ์อาคารอย่างหนึ่ง เพื่อรักษาสถาพของอิฐและยาแนวของผนังไม่ให้เสื่อมโทรม

ผ่านการบูรณาการกฏบัตรอนุรักษ์สากลอย่างเวนิสชาร์เตอร์ ศาสตราจารย์เลอแมร์ เลือกบูรณะอาคารให้กลับไปอยู่ในสภาพดั้งเดิมในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่ถูกทาทับด้วยปูนหมักผสมสี ดังนั้น การบูรณะครั้งใหญ่เพื่อลอกชั้นปูนหมักผสมสีออกทั้งหมู่บ้านจึงเกิดขึ้น 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพถ่ายเปรียบเทียบก่อนและระหว่างบูรณะ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

การเปิดหน้างานบูรณะอาคารนั้นต้องค่อยๆ ทำ เพราะจริงๆ แล้วการลอกเปลือกอาคารออก นัยหนึ่่งคือการทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปด้วย แต่หากตัดสินใจแล้วก็ต้องเก็บข้อมูลให้มากที่สุด จากภาพเราจะเห็นว่า เมื่อลอกชั้นปูนหมักผสมสีออก ผนังอิฐเปลือยก็เผยโฉมสู่สายตาผู้คนอีกครั้ง ซึ่งเรารู้ได้ว่าอาคารถูกสร้างเป็นอิฐเปลือยแต่แรก ก็จากลักษณะของการเรียงอิฐที่เป็นแบบแผน

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บางครั้งในชั้นประวัติศาสตร์ก่อนหน้าเราอาจเจอหลักฐานที่บ่งบอกเวลาในการก่อสร้าง เช่นภาพนี้ ภายหลังการลอกชั้นปูนหมักผสมสีออกก็ค้นพบหลักฐาน ซึ่งบ่งบอกว่าอาคารถูกสร้างขึ้นในปีคริสตศักราช 1674
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

จากสภาพภายนอกที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีส้มอิฐ สภาพภายในอาคารเองก็ถูกแทนที่ด้วยเฟอร์นิเจอร์และองค์ประกอบสมัยใหม่ เพื่อตอบรับการอยู่อาศัยในปัจจุบัน ดังนั้น แนวคิดในการอนุรักษ์ของกฏบัตรเวนิสที่กล่าวไว้ว่า การใช้ของใหม่ ควรแสดงออกถึงความแตกต่างจากของเดิมอย่างชัดเจน ก็ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการปรับปรุงสภาพภายในนี้เอง

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพร่างแนวคิดออกแบบการอยู่อาศํยภายในอาคารเก่าเพื่อการปรับปรุง
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven
นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศห้องพักใต้หลังคาในเบกีนาจ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

นอกจากนั้น แนวคิดการมองหมู่บ้านเบกีนาจในแบบองค์รวม ถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงเพื่อสร้างบูรณภาพของพื้นที่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งในเวลาต่อมา แนวคิดนี้เองได้แผ่ขยายไปจนถึงการจัดการพื้นที่สีเขียวภายในหมู่บ้าน เพื่อให้การอยู่อาศัยของยุคสมัยใหม่ไม่แออัดเหมือนในอดีต

เบกีนาจวันนี้

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศเบกีนาจเลอเวินในฤดูใบไม้ผลิ
ภาพ : dontthinktoomuch.com

หลังจากการบูรณะเสร็จสิ้นลงราวปีคริสตศักราช 1970 อาจารย์และนักศึกษาก็ทยอยเข้ามาอยู่อาศัยจนถึงทุกวันนี้ ณ ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าการเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ก็ต้องต่อสู้กับคนเยอะหน่อย เพราะนอกจากราคาค่าเช่าที่ค่อนข้างสูงกว่าอาคารพักอาศัยทั่วไปแล้ว ยังต้องเขียน Motivation letter อธิบายว่าทำไมเบกีนาจถึงควรรับเราเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านนี้ (ก็เพราะเราอยากอยู่ไหม มีตลกร้ายบอกว่าการเข้าอยู่ในเบกีนาจ ยากกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก)

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศเบกีนาจเลอเวินในฤดูร้อน
ภาพ : www.uitinleuven.be

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ถูกปรับปรุงเป็นที่พักอาจารย์และนักศึกษา พื้นที่แห่งนี้ก็มีชีวิติชีวาอีก เพราะนอกจากอาคารมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว การที่เป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองเลอเวิน ทำให้โดยปกติมักจะมีกิจกรรมมากมายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน และในฤดูร้อน ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุ่งหญ้าสีเขียวที่รายล้อมไปด้วยอาคารโบราณ ช่างอบอุ่นและดึงดูดให้มีผู้คนมานอนอาบแดด ดื่มเบียร์กันตามภาษาชาวเบลเยียมอย่างสุขกายสบายใจ

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว เบกีนาจจะมีคืนแห่งแสงเทียน เทียนนับพันดวงถูกจุดและประดับประดารอบหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้คนได้มาเดินชมความงามของหมู่บ้านในยามค่ำคืน และต้อนรับสู่ฤดูหนาวที่ค่ำคืนยาวนานขึ้น
ภาพ : leveninleuven.be
หนึ่งในอาคารเพียงไม่กี่หลังที่ยังใช้ปูนหมักผสมสีฉาบผนังอาคาร เนื่องจากค้นพบว่าเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมก่อนศตวรรษที่ 17 ซึ่งการใช้ปูนหมักประกอบกับโครงสร้างไม้และผนังก่ออิฐ เป็นกรรมวิธีที่ควรอนุรักษ์เนื่องจากเป็นงานช่างของยุคสมัยนั้น
ภาพ : dontthinktoomuch.com

ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ยังนั่งทำวิจัยเรื่องกำแพงเก่าต่อไป เพราะว่าหมู่บ้านทั้งหมดได้รับการบูรณะ แต่กำแพงรอบหมู่บ้านกลับเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้รับการรักษาให้ดีเท่าที่ควร มันยังเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ร่องรอยของปูนหมักผสมสียังปรากฏให้เห็นเป็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่ไม่ได้ถูกทำลายไป ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจมากก็คือ ในพื้นที่ที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีสภาพเสื่อมโทรม เราควรจะเสนอแนวทางในการอนุรักษ์ และดูแลรักษาอย่างไร หากมีโอกาส ผมคงได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องกำแพงโบราณอายุกว่า 400 ปีต่อไปครับ 

หากท่านผู้อ่านสนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของยูเนสโกได้ครับ

Writer

อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์

โตมากับวัดกาลหว่าร์ หลงใหลในประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load