2 มิถุนายน 2565
1 K

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว” เสียงเล็ก ๆ ทักทายผมอย่างร่าเริงเป็นภาษาโปรตุเกส 

คำว่า Amigo แปลว่า เพื่อน ส่วน หนีห่าว ก็พอเดาได้ว่าเจ้าหนูทึกทักว่าผมเป็นชาวจีน

ผมมาถึง อียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) 4 – 5 วันเข้าไปแล้ว ทุก ๆ เช้าที่ผมเดินออกจากโรงแรมเพื่อสำรวจเกาะก็เจอเด็กกลุ่มนี้ ทักทายแบบนี้เป็นประจำ เด็ก ๆ ไม่เพียงทักทายเฉย ๆ แต่คอยเดินตามตื๊อชนิดถึงเนื้อถึงตัว เพื่อขอเศษสตางค์ ลูกอมหรือขนมต่าง ๆ รวมทั้งของใช้ ไม่ว่าปากกา สมุดจด แม้กระทั่งเสื้อและรองเท้าที่เรากำลังใส่อยู่

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อียา ดือ โมซัมบิก เต็มไปด้วยอาคารสวยงามในสถาปัตยกรรมยุโรปและอีกหลากหลาย

อีย่า ดือ โมซัมบิก เป็นเกาะขนาดเล็ก มีความยาวเพียง 3 กิโลเมตร แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ กล่าวคือ พื้นที่ยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตรแรกที่อยู่ปลายติ่งของเกาะ ยื่นออกไปในทะเลนั้น เป็นพื้นที่ที่เรียกว่า Stone Town ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นเขตที่มีอาคารสร้างจากหิน เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปอันงดงาม โอ่โถง ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาล อดีตจวนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของกษัตริย์โปรตุเกส ที่ทำการศุลกากร โรงพยาบาล โบสถ์ วิหาร และตลาด 

ในอดีต บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นปกครอง สงวนไว้สำหรับคนผิวขาวเท่านั้น คนผิวสีชาวแอฟริกันมักถูกกีดกันให้อยู่อีกส่วนหนึ่งของเกาะ ในพื้นที่ 1.5 กิโลเมตรที่เหลืออยู่ใกล้แผ่นดิน บริเวณนั้นเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่เรียกว่า ‘มากูตี (Macúti)’ แน่นอนว่าเด็ก ๆ เหล่านี้มาจากมากูตีนั่นเอง

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว”  เด็ก ๆ ยังคงตามตื๊ออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผมทำเป็นไม่สนใจ

“Não. Sou Tailandês – ไม่ใช่ พี่เป็นคนไทย” ผมชักเหลืออดจนต้องหันหน้ากลับมาสวนด้วยภาษาโปรตุเกสสั้น ๆ

“อามีกู้ไม่ได้มาจาก Japão เหรอ จริง ๆ แล้วมาจาก Japão ใช่ไหม”  

โอย ยังไม่เลิกอีก ก็บอกแล้วไงว่าเป็นคนไทย ไม่ใช่คนจีน คนญี่ปุ่น หรือชาติไหน ๆ

“มีปากกาไหม มีสมุดไหม อยากได้ อยากเอาไว้ไปเรียนหนังสือ หรือเซนยอร์จะให้รองเท้าแตะก็ได้นะ 

“ขอนะ ขอนะ ไม่ก็เสื้อของเซนยอร์ก็ได้” น้อง ๆ ยังคงตื๊อต่อไปเรื่อย ๆ

“Não ปากกาไม่มี สมุดก็ไม่มี และจะไม่ให้อะไรทั้งนั้น” ผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อย ๆ

ความจริงใจก็แอบสงสารและอยากให้ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านี้ แต่เมื่อคิดว่าเราอาจจะกำลังสร้างขอทานอาชีพก็ต้องใจแข็ง ตลอด 4 – 5 วันที่ผ่านมาผมเลือกที่จะเดินหนี ไม่สนใจและไม่โต้ตอบใด ๆ 

ทำเหมือนน้อง ๆ กลุ่มนี้เป็นเพียงอากาศธาตุ แต่วันนี้ผมไม่อยากทำแบบเดิมอีกต่อไป

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
เซนยอร์ไตลานเด๊ช และอาสาสมัครมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก

“ฟังพี่นะ” ผมหันกลับไปพูดกับเด็กกลุ่มนี้อย่างจริงจัง “ถ้าวัน ๆ เอาแต่มาเดินตื๊อขอข้าวของจากนักท่องเที่ยวแบบนี้ อีกหน่อยจะไม่มีใครมาเที่ยวที่อียา ดือ โมซัมบิก อีก เพราะมันน่ารำคาญมาก ๆ พี่จะไม่ให้เด็ดขาด เลิกตื๊อได้แล้ว” 

เด็ก ๆ ดูอึ้งไปทันทีเมื่อผมพยายามอธิบายข้อความนี้ด้วยภาษาโปรตุเกส ซึ่งเป็นภาษาที่ผมเพิ่งเริ่มเรียน ผสมภาษาอังกฤษกับสเปน พร้อมทำมือทำไม้ออกอาการให้วุ่น แต่ผมคิดว่าเด็ก ๆ เข้าใจ

“ถ้าอยากได้ของ ก็ต้องทำงานแลก เข้าใจใช่ไหม” ผมพยายามสื่อสารต่อพร้อมกับปิ๊งไอเดียขึ้นมาหนึ่งอย่าง 

“เอาอย่างนี้ ถ้ามาพาพี่เดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก ให้ทั่ว แล้วพี่จะพาไปซื้อขนมที่ตลาด เอ่อ ที่แมรกาดู เซนตราล” และผมก็ตั้งใจจริง ๆ ที่จะพาพวกน้อง ๆ ไปเลือกซื้อขนมที่ Mercado Central เมื่อพวกเขาทำภารกิจสำเร็จ

ดังนั้น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’ จึงเกิดขึ้นในตอนสายของวันนั้นนั่นเอง โดยผมและน้อง ๆ มีข้อตกลงร่วมกันว่า เราไปกันแค่ 5 คนนี้เท่านั้น ห้ามไปชวนคนอื่นมาอีก น้อง ๆ ต้องพยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นหลัก แต่ถ้าหากผมถามเป็นภาษาอังกฤษ ก็ขอให้พยายามตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ผมจะได้ฝึกภาษาโปรตุเกสที่กำลังร่ำเรียนอยู่ ในขณะที่น้อง ๆ ก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย และเมื่อการเที่ยวของเราจบลง น้อง ๆ ก็จะได้ไปเลือกขนมที่ตัวเองชอบจากแผงในตลาดมาเป็นรางวัล โดยผมกำหนดมูลค่าเอาไว้ในใจ

น้อง ๆ ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าถ้าเขาได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่บางอย่าง และเขาก็ทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด เวลามีเด็กอื่น ๆ เดินรี่เข้ามาหาผม พวกน้อง ๆ จะรีบไปกันทันที 

“ไม่ต้อง ไม่ต้องยุ่งกับเซนยอร์คนนี้” อันนี้เป็นไปตามข้อตกลงข้อแรกที่เราไปกันแค่ 5 คนเท่านั้น

เด็ก ๆ พยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ เท่าที่ทำได้ด้วยภาษาโปรตุเกสแบบช้า ๆ ชัด ๆ สำหรับเซนยอร์ไตยลานเด๊ชคนนี้ และเวลาที่ผมลองถามพวกเขาเป็นภาษาอังกฤษ น้อง ๆ ก็พยายามตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกัน 

อันนี้เจ๋งมาก ๆ ผมนี่แอบปลื้มจนยิ้มตาหยีเลย 

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) สถานที่ที่ วาชกู ดา กามา (Vasco da Gama) นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ชาวโปรตุเกสได้ย่างเท้าขึ้นสัมผัสแผ่นดินแอฟริกาตะวันออกเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1498 หลังจากรอนแรมฝ่าพายุในท้องมหาสมุทรกว้างใหญ่มาเป็นเวลานาน ขณะนั้นสุลต่านอาหรับนามว่า Ali Musa Mbiki ยังเป็นเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้อยู่ ต่อมาเมื่อโปรตุเกสเข้ายึดเป็นอาณานิคม นามของท่านสุลต่านซึ่งออกเสียงว่า มูซา อึมบิกิ จึงได้กร่อนจนกลายเป็นคำว่า ‘โมซัมบิก (Moçambique)’ อันเป็นชื่อของประเทศนี้อย่างเป็นทางการมาจนปัจจุบัน

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก นอกจากมีความสำคัญในฐานะอดีตเมืองหลวงแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดที่พัฒนาให้โมซัมบิกกลายเป็นดินแดนพหุสังคมที่หลอมรวมผู้คนหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน 

บนเกาะเล็ก ๆ ความยาวเพียง 3 กิโลเมตรแห่งนี้ อัดแน่นด้วยอาคารเก่าสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอันสวยงาม สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแอฟริกัน อาหรับ และเอเชีย เราจึงพบเห็นทั้งโบสถ์คาธอลิก มัสยิดอิสลาม วิหารฮินดู และบ้านดินแบบแอฟริกัน ตั้งอยู่ปะปนกันเป็นจำนวนมาก จนยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเกาะอียา ดือ โมซัมบิก ให้เป็นพื้นที่มรดกโลก (World’s Heritage Site) มาตั้งแต่ ค.ศ. 1977

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

คณะทัวร์ของเราเริ่มที่ปลายสุดของเกาะ นั่นคือที่ป้อมเซา เซบาชเตียว (São Sebastião) ป้อมปราการหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผา เด็ก ๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายใน จึงทำได้แค่ส่งผมตรงปากประตูทางเข้าเท่านั้น

“ต้องดูอะไรบ้างที่พวกนายคิดว่าเจ๋งสุด” ผมกระซิบถามไกด์ตัวน้อย

“เซนยอร์ต้องไปดูโบสถ์เล็ก ๆ ที่ปลายแหลม นั่นคือโบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel) เชื่อกันว่าเป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินแอฟริกา แล้วก็อย่าลืมไปดูห้องโถงเก็บน้ำ เป็นห้องโถงที่ใหญ่มาก ๆ สูงมาก ๆ ใช้กักเก็บน้ำฝนไว้ใช้บนเกาะมาตั้งแต่โบราณ และด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด น้ำฝนที่ตกบนหลังคาหรือบนตัวป้อมปราการทุกเม็ดจะไหลมารวมกันในห้องโถงแห่งนี้ มันเป็นโถงที่สูงเหมือนตึกหลายชั้น และทุกวันนี้ก็ยังเป็นแหล่งสะสมน้ำจืดที่สำคัญที่สุด เซนยอร์ต้องเดินไปทั่ว ๆ นะ วิวสวยมาก ๆ เซนยอร์จะต้องชอบแน่ ๆ” หัวหน้าทัวร์ตัวน้อยแนะนำ

แน่นอนว่าเซนยอร์ลูกทัวร์อย่างผมก็ทำตามแต่โดยดี

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
โบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel)

เมื่อผมสำรวจป้อมเซา เซบาชเตียว เสร็จเรียบร้อย ผมก็รีบออกมาพบน้อง ๆ เพื่อเที่ยวต่อ สารภาพตรง ๆ เลยนะครับว่าผมจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมดว่าประวัติความเป็นมาของแต่ละสถานที่นั้นเป็นอย่างไร แต่ผมเดินเที่ยวกับน้อง ๆ อย่างสนุกสนานมาก พวกเขาแย่งกันเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เท่าที่จำได้ และถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มความสามารถ

“นี่วาชกู ดา กามา นักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เดินทางจากยุโรปมาแอฟริกาแล้วมาค้นพบอียา ดือ โมซัมบิก ก่อนข้าทะเลต่อไปยังเมืองโกอา (Goa) ในอินเดียและมาเก๊า (Macau) ในจีน แล้วชื่อประเทศโมซัมบิก ก็มาจากอีย่า ดือ โมซัมบิก นี่แหละ” เด็ก ๆ เล่าเมื่อพาผมมาหยุดยืนที่หน้าอนุสาวรีย์ของ Vasco da Gama

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อนุสาวรีย์ของวาชกู ดา กามา

“นี่โบสถ์ซานตู อันโตนีอู รู้จักซานตู อันโตนีอูไหม เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่ใคร ๆ มักจะมาขอพรท่านเพื่อให้กำเนิดบุตรชายหญิงที่แข็งแรง” เรื่องเล่านี้มาที่หน้าโบสถ์ชื่อเดียวกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โบสถ์ซานตู อันโตนีอู (Santo Antonio) 

“นี่โรงพยาบาล และนี่ก็ศาลาว่าการเมือง” อาคารโรงพยาบาลเก่าของอียา ดือ โมซัมบิก ยังคงงดงามแม้ยืนท้าแดดท้าฝนมาหลายศตวรรษจนดูเหมือนโบราณสถานปรักหักพัง แต่ที่ผมประหลาดใจก็คือ เมื่อผมลองเดินไปด้านหลังของอาคาร ผมก็พบว่าบางส่วนยังเปิดใช้เป็นคลินิกอยู่ มีหมอ มีคนไข้ มีนางพยาบาลอยู่ครบ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โรงพยาบาล

“อันนี้สถานีตำรวจ… อ๊ะ ๆ เซนยอร์อย่าถ่ายรูปนะ เอากล้องลงเดี๋ยวนี้ เอาลงกล้องลงเดี๋ยวนี้เลย ตำรวจที่นี่โหดจริงอะไรจริงนะ” นี่เป็นคำเตือน และอย่างที่น้อง ๆ บอกนะครับ นักท่องเที่ยวอย่างเราอย่าได้เผลอไปถ่ายภาพสถานที่ราชการเข้าโดยเด็ดขาด เพราะเรื่องอาจลุกลามบานปลายได้ ว่าแล้วผมก็เก็บกล้องลงทันที

“เวลาออกมาเดินกลางคืน เซนยอร์อย่าเอามือถือออกมาจากกระเป๋านะ เอาออกมาแค่ตอนถ่ายรูป แล้วต้องเก็บลงกระเป๋านะ อย่าถือไว้ในมือตลอดเวลาแบบนี้ มันอันตรายมาก ๆ” อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคำเตือนจากเด็ก ๆ

เราเดินเล่นเลาะเมืองสวยแห่งนี้ไปตามตรอกซอกซอย จนผ่านประตูบ้านที่ทำจากไม้สลักเสลางดงาม

“โห ประตูบานนี้สวยจัง บ้านใครน่ะ” ผมถาม

“อันนี้คือบ้านของกามอยช์ เขาเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกส และเคยอาศัยอยู่ที่นี่นานหลายปี” เด็ก ๆ กำลังพูดถึง Luís Vaz de Camoẽs ผู้ที่นอกจากเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกสแล้ว ยังนับว่าเป็นกวีคนสำคัญของโลกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทกวีนามว่า Os Lusíadas ที่เขาเขียนพรรณนาถึงเกาะอียา ดือ โมซัมบิก แห่งนี้ไว้อย่างซาบซึ้งใจ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ประตูบ้านของกามอยช์

อียา ดือ โมซัมบิก เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ๆ อาคารเก่าในสถาปัตยกรรมยุโรปผสมผสานอาหรับและแอฟริกันสวยงามชวนหลงใหล สีพาสเทลที่ฉาบอาคารอาจดูเก่าและทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของเมืองลดลงเลย เราเดินสำรวจเกาะกันจนบ่ายและมาจบที่ตลาดปลา วันนี้ไม่มีปลาขายสักตัว และผมคิดว่าน้อง ๆ ควรได้รับรางวัลกันแล้ว

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดปลา ที่หมายสุดท้าย

“ไป แมรกาดู เซนตราล กัน ไปเลือกขนมที่ชอบเลย แถมน้ำคนละกระป๋องนะ” 

เด็ก ๆ ดีใจ และผมก็ได้ทำตามสัญญาก่อนเราแยกย้ายจากกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดกลางหรือแมรกาดู เซนตราล (Mercado Central)

บันทึกฉบับนี้คงจะจบลงไม่ได้ ถ้าผมไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันรุ่งขึ้น 

เมื่อผมได้มีโอกาสพบกับเด็กน้อยคนหนึ่งในกลุ่มมัคคุเทศก์ยุวชนที่พาผมเดินเที่ยวเมื่อวานนี้ 

เขาคือ เด็กชายเฟาชตีนู่ (Faustino) 

ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ผมไปดำน้ำตามเกาะแก่งต่าง ๆ รอบอียา ดือ โมซัมบิก เสร็จเรียบร้อยและกลับมาที่โรงแรมเมื่อตอนบ่ายแก่ ๆ ผมก็พบว่าเด็กชายเฟาชตีนู่กำลังยืนรอผมอยู่ที่หน้าโรงแรม

หนูน้อยเฟาชตีนู่ไม่ได้มามือเปล่า แต่เขานำเอาภาพวาดมาด้วยจำนวนหนึ่ง

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช…. เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช… หนีห่าว” เฟาชตีนู่เรียกผมแบบเขิน ๆ 

เฮ่อ หนีห่าวอีกละ ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังเรียกประเทศถูก

“ผมวาดรูปมา นี่วาชกู ดา กามา นี่โรงเรียนผม แล้วนี่รูปบ้านผมที่มากูตี” 

เฟาชตีนู่ค่อย ๆ แอบหยิบภาพออกมาที่ละภาพสองภาพไปเรื่อย ๆ

“เฮ้ย” ผมแอบตกใจ “นี่ไปวาดรูปเอามาให้พี่เหรอ ซึ้งใจ ๆ”

“เปล่าครับ ผมเอามาขายเซนยอร์รูปละ 100 เมติไกช์ครับ”  

เฟาชตีนู่ทำเอาหยาดน้ำตาแห่งความซึ้งใจของผมแห้งลงทันที แต่ผมกำลังแอบยิ้ม

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’

เจ้าหนูนี่เซ็งลี้ฮ้อมาก ๆ เพราะวาดรูปมา 8 รูป เพื่อนำมาขายผมรูปละ 100 เมติไกช์ ตกประมาณรูปละ 50 บาท

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช บอกว่าต้องทำงานแลกเงินไง” เฟาชตีนู่พูดต่อ “ผมเลยวาดรูปมาขาย” ผมถึงกับฮาสนั่น

“100 เมติไกช์แพงไปนะ เฟาชตีนู่” ผมเริ่มต่อราคา

“เซนยอร์จะซื้อกี่รูปล่ะ” เฟาชตีนู่รุก

“ถ้าเหมาหมด 300 เมติไกช์ล่ะ” ผมชิงบอกราคาแบบมั่ว ๆ ไปก่อน

“350 ละกัน นะ ๆ เซนยอร์” เฟาชตีนู่ไม่ยอมแพ้

“ได้ งั้นเหมา 8 รูป 350 เมติไกช์” ผมตกลง และยื่นเงินให้ในราคารูปละ 20 บาทโดยประมาณ

ผมรีบเดินเข้าไปหาพนักงานต้อนรับในโรงแรม ให้มาช่วยแปลประโยคที่ผมกำลังจะบอกเขาว่า

“เฟาชตีนู่ นายเจ๋งมาก ๆ ขอให้นายหัดวาดรูปให้เก่ง พูดภาษาอังกฤษให้เก่ง ๆ จะได้พานักท่องเที่ยวเดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก หรือไม่ก็วันหนึ่งนายอาจจะได้เป็นศิลปินและทำงานศิลปะสวย ๆ มาขายนักท่องเที่ยวนะ”

ผมรู้ดีว่ามันอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาความยากจนที่หมักหมมอยู่ในประเทศนี้แบบถาวร แต่ผมหวังว่ามันจะทำให้เด็กชายคนหนึ่งพยายามดิ้นรนให้มากขึ้นกว่าการเดินขอเงิน ขอขนม ขอปากกา ขอสมุดไปวัน ๆ

หากมาอียา ดือ โมซัมบิก แล้วเจอเฟาชตีนู่แถว ๆ หน้าโรงแรม Villa Sand เดินเข้ามาขายภาพหรือเดินเข้ามาขออนุญาตพาคุณเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก แล้วล่ะก็ ผมฝากให้อุดหนุนเขาด้วยนะครับ

สิ่งสุดท้ายที่ผมทำก่อนจะเดินทางออกจากเกาะแสนสวยแห่งนี้คือ ผมได้ฝากโครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก ไว้กับมาร์กุส เจ้าของโรงแรมที่ผมไปพักอยู่ด้วย และผมหวังว่าโครงการนี้จะยังมีอยู่ตราบจนถึงวันนี้

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

17 ธันวาคม 2565
2 K

สิ้นสุดการรอคอยของโรงแรมพิพิธภัณฑ์อันทาเคียที่ใช้เวลายาวนานถึงเกือบ 10 ปี เมื่อการเนรมิตความทันสมัยได้ถูกจัดวางให้อยู่ร่วมกับร่องรอยอารยธรรมได้อย่างกลมกลืน

เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.​ 2564 ความตั้งใจก็ได้กลายเป็นความจริง เมื่อพวกเราได้มีโอกาสเข้าพักใน Museum Hotel ที่เมืองอันทาเคีย โรงแรมที่ออกแบบด้วยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์และทันสมัย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่โบราณสถานเปลือย

เยือนโรงแรมพิพิธภัณฑ์อันทาเคีย ที่พักสุดโมเดิร์นเหนือแหล่งโบราณคดี 2,300 ปีของตุรกี

ความรู้สึกแรกที่ได้ก้าวย่างเข้าในโรงแรมและทอดสายตาบนสถาปัตยกรรมภายในที่ทันสมัย และผนวกเอาความโบราณการอย่างกลมกลืน คือความทึ่งเกินคำบรรยาย เพราะใครจะไปนึกว่าโรงแรมจะมาตั้งอยู่บนซากก่อสร้างปรักหักพังกว่า 2,000 ปี และที่เหลือเชื่อไปกว่านั้นคือ ก้อนหินเก่า ๆ เหล่านี้ได้เสริมสร้างมนตร์เสน่ห์ให้กับสถานที่แห่งนี้ได้อย่างลงตัว

จะหาที่พักใดในโลกพิเศษเท่านี้คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ห้องพักที่ตั้งอยู่บนพื้นที่โบราณสถานซึ่งเริ่มต้นขึ้นในยุคโรมัน 2,000 ปี และมีศิลปะกระเบื้องโมเสกโรมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก คุณเคยนึกมั้ยว่า ตื่นนอนมาหรือก่อนเข้านอนจะได้เห็นร่องรอยของอาคารที่สร้างขึ้นเมื่อ 2 สหัสวรรษก่อน

จะมีใครบ้างที่ไม่ตั้งคำถามว่า โรงแรมแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีเรื่องราวใดบ้าง กว่าจะมาถึงวันนี้ที่พวกเราสามารถเข้าไปมีประสบการณ์พักอาศัย

ความน่าประทับใจและคุณค่าคงไม่ใช่แค่การออกแบบอันทันสมัย เป็นตู้คอนเทนเนอร์ที่แขวนอยู่เหนือโบราณสถาน แต่เป็นเรื่องราวและเส้นทางของการก่อสร้างโรงแรมแห่งนี้ต่างหาก

จุดเริ่มต้นของสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า

เมื่อ พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) Necmi Asfuroğlu นักธุรกิจตุรกีมีแผนสร้างโรงแรมแห่งใหม่ในเมืองอันทาเคีย แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือการเปิดศักราชหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล

ขณะเริ่มเตรียมพื้นที่นั้น ได้มีการขุดพบหลักฐานทางอารยธรรมบางอย่างขนาด 95 x 190 ม. ทำให้ทีมงานเรียกทีมขุดค้นมาสำรวจ สิ่งนี้อาจไม่ใช่เรื่องแปลกนักในตุรกีที่เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณของโลกและมีการขุดค้นชิ้นส่วนโบราณวัตถุอยู่เรื่อยมา ทว่าการค้นพบนี้ทำให้ระบุได้ว่า หลักฐานที่เจอเป็นโบราณวัตถุเก่าแก่นับพันปี ระบุอายุได้ว่าอยู่ในยุคสมัยศตวรรษที่ 4 – 6 โดยประมาณ

ส่งผลให้ Adana Regional Council for Cultural Heritage Protection ภายใต้การกำกับดูแลของ Hatay Archeology Museum อนุมัติการสำรวจพื้นที่โดยรอบ

เยือนโรงแรมพิพิธภัณฑ์อันทาเคีย ที่พักสุดโมเดิร์นเหนือแหล่งโบราณคดี 2,300 ปีของตุรกี

ในขณะนั้นยังไม่มีใครคาดคิดว่าจะพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งเท่าที่พบมาในศตวรรษที่ 21 ทีมงานวางแผนเริ่มขุดบ่อน้ำกว่า 29 บ่อ และเคลียร์พื้นที่โดยรอบ จึงเริ่มปรากฏหลักฐานแหล่งอารยธรรมโบราณที่เชื่อว่าเป็นอาคารสาธารณะ (Forum) บนพื้นที่กว่า 17,132 ตร.ม. ถือเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองอันทาเคียตั้งแต่ ค.ศ. 1930 เลยทีเดียว

หลังจากนั้นมาโครงการนี้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวตุรกี ซึ่งดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) นักสำรวจและผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง 120 คน นักโบราณคดี 35 คน ที่ล้วนเป็นชาวตุรกี เดินทางมาจากทั่วประเทศ พร้อมด้วยเครื่องจักร 3 เครื่อง รถบรรทุก 10 คัน เพื่อขุดค้นและสำรวจพื้นที่กว่า 100,000 ลูกบาศก์เมตร

การขุดค้นนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงมากขึ้นไปอีกครั้ง เมื่อทีมสำรวจค้นเจอกระเบื้องหินโมเสกโรมันชิ้นเดี่ยวขนาด 1,050 ตร.ม. นับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงวิลล่าและโรงอาบน้ำโรมันโบราณ อันเป็นหลักฐานบ่งบอกชั้นดินทางโบราณคดี 5 ชั้น สะท้อนอารยธรรมความรุ่งเรืองกว่า 13 ยุค รวมอายุมากกว่า 2,300 ปี ตั้งแต่ยุคกรีกเฮลเลนิสติก โรมัน ไบเซนไทน์ เซลจุก อาหรับ จนถึงจักรวรรดิอิสลามออตโตมัน พร้อมด้วยวัตถุโบราณอีกมากกว่า 30,000 ชิ้น

เยือนโรงแรมพิพิธภัณฑ์อันทาเคีย ที่พักสุดโมเดิร์นเหนือแหล่งโบราณคดี 2,300 ปีของตุรกี

กระเบื้องหินโมเสกที่ค้นพบนี้ยังมีความพิเศษไปกว่านั้น เนื่องจากมันได้รอดพ้นภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วมและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในช่วง ค.ศ. 526 – 528 มาแล้ว เป็นเหตุให้ฐานบางช่วงของงานศิลปะที่ผ่านแรงสั่นสะเทือนมีความโค้งลอนและรอยแยก ดูเป็นความสวยงามไปอีกแบบ โดยเฉพาะเมื่อสะท้อนแสงแดด ยังมีการใช้งานต่อเป็นศิลปะประดับพื้นอาคารสาธารณะของยุคต่อมาช่วงศตวรรษที่ 6 ด้วย

เยือนโรงแรมพิพิธภัณฑ์อันทาเคีย ที่พักสุดโมเดิร์นเหนือแหล่งโบราณคดี 2,300 ปีของตุรกี

โบราณวัตถุที่งดงามและคงอยู่กับกาลเวลาเหล่านี้ อาทิ กระเบื้องหินโมเสกภาพม้าบินเพกาซัสและนางไม้ (Bathing Pegasus and Three Fairies Nymphs) ที่มีความซับซ้อนและใช้สีมากถึง 160 เฉดสี ภาพเทพเจ้า Apollo and the Muses และกำแพงกรีกแห่งศตวรรษที่ 2 รูปปั้นหินอ่อน Eros เทพเจ้าความรักและความเสน่หาของกรีก สูงขนาด 70 เซนติเมตร จากศตวรรษที่ 2 บริเวณพื้นหินอ่อนแห่งศตวรรษที่ 3 กระเบื้องหินโมเสกชิ้นเดี่ยวลายเลขาคณิตซับซ้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งศตวรรษที่ 4 กระเบื้องหินโมเสกภาพ Megalopsychia (Greatness of soul) ผู้มีจิตใจสูงส่งและมีศีลธรรมรายล้อมด้วยนกนานาพันธุ์ ภาพกระเบื้องโมเสกต่าง ๆ ในวิลล่าโรมัน พื้นที่โรงอาบน้ำโบราณขนาดใหญ่ 

รวมถึงพื้นที่พักรอ สวนเปิดโล่ง สระน้ำ (Nymphaion) ห้องทานอาหาร และส่วนอาคารพบปะสังสรรค์ (Triclinium หรือ Banquet Hall) แห่งศตวรรษที่ 5 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะทางสังคมของชาวโรมันในวิลล่ายุคนั้น

สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

โจทย์สำคัญต่อมา คือ เมื่อค้นพบแล้ว ตระกูล Asfuroğlu จะเดินหน้าต่อหรือไม่ และจะทำอย่างไรกับโครงการสร้างโรงแรมไฮเอนด์บนพื้นที่โบราณสถานที่ประเมินค่ามิได้แห่งนี้

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ตระกูล Asfuroğlu ได้ตัดสินใจมอบหมายภารกิจสำคัญนี้ให้ตกอยู่ในมือ Emre Arolat Architect หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘EAA’ สถาปนิกชื่อดังที่มาจากตระกูลสถาปนิกเก่าแก่ของตุรกี ผู้มีผลงานสถาปัตยกรรมเลื่องชื่อหลายแห่ง และได้รับรางวัลสูงสุดของการประกวดการออกแบบสถาปัตยกรรมหลายรายการทั้งในตุรกีและระดับนานาชาติ

เยือนโรงแรมพิพิธภัณฑ์อันทาเคีย ที่พักสุดโมเดิร์นเหนือแหล่งโบราณคดี 2,300 ปีของตุรกี

เจ้าของโครงการนักธุรกิจท่านนี้ได้ยืนกรานเดินหน้าและกดปุ่มไฟเขียว ถึงแม้สมาชิกในครอบครัวขณะนั้นทัดทานและทราบดีว่าต้องใช้เวลายาวนาน แถมงบประมาณสูงลิ่วแบบคาดการณ์ไม่ได้ ถึงขั้นมีมุกตลกที่นายธนาคารท่านหนึ่งกล่าวกับเขาว่า “มันเป็นงานที่ยากมาก และขอให้คุณมีอายุอยู่ถึงได้เห็นอาคารแห่งนี้สร้างเสร็จสิ้น!”

สถาปนิกและทีมงานไม่รอช้า รื้อผังใหม่และออกแบบพื้นที่โรงแรมให้ยกตัวสูงจากพื้น 15 เมตร เพื่อรักษาสมบัติชาติทุกชิ้นที่อยู่ที่ฐานของโรงแรมโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายใด ๆ พวกเขาใช้โครงสร้างเหล็กที่เชื่อมด้วยมือมากถึง 20,000 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าหอไอเฟลถึง 4 เท่า และวางเสาหลัก 66 แท่งในตำแหน่งที่มีการคำนวณอย่างดีเพื่อหลบหลีกวัตถุโบราณทั้งหลาย ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 4 เท่า จากประมาณ 30 – 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 122 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งลดจำนวนห้องพักจากแผนเดิม 400 ห้อง เหลือ 200 ห้อง รวมระยะเวลาของการขุดค้น การสร้าง และการตกแต่งยาวนานเกือบ 10 ปีเต็ม

ความพิเศษของการออกแบบ

สำหรับเราสองคนนั้น การเข้าพักที่ The Museum Hotel Antakya ในครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่พิเศษยิ่ง เพราะทำให้ได้สัมผัสถึงการออกแบบที่ผสมผสานความทันสมัย และการอนุรักษ์อารยธรรมของโลกได้อย่างกลมกลืนและลงตัว 

ไม่ว่าจะเป็นการให้พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดลอยตัวเหนือพื้นที่พิพิธภัณฑ์ การออกแบบอาคารเปิดโล่งคล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ทางเดินเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างสองฝั่งอาคาร การวางรูปแบบห้องพักให้เป็นเหมือนตู้คอนเทนเนอร์ที่มีผนังกระจกเหลื่อมสลับไปมา รายละเอียดการตกแต่งภายในที่ไร้ที่ติ โดยมีความประณีต สุขุม ทั้งสอดแทรกเอกลักษณ์ของศิลปะออตโตมันและหินโมเสกในรูปแบบทันสมัย ไม่รู้สึกยัดเยียดจนเกินไป มีการเล่นสีที่เป็นกลางออกไปทางเอิร์ธโทน สอดรับไปกับพื้นที่และสภาพแวดล้อม ใช้วัสดุที่มีลูกเล่นของทองแดง พื้นไม้ และไฟตกแต่งโทนอุ่น

เยือนโรงแรมพิพิธภัณฑ์อันทาเคีย ที่พักสุดโมเดิร์นเหนือแหล่งโบราณคดี 2,300 ปีของตุรกี

นอกจากนี้ ส่วนตัวแล้วคิดว่า ความโดดเด่นที่สุดของโรงแรมอีกประการ คือการที่เราชมศิลปะกระเบื้องโมเสกและพื้นที่ด้านล่างทั้งหมดได้จากทุกส่วนของโรงแรม รวมทั้งซึมซับบรรยากาศแบบใกล้ชิดจากหน้าต่างและระเบียงห้องพัก (ลองนึกภาพดูว่า ยิ่งกว่าคุณนอนอยู่ที่โรงแรมใกล้ปราสาทนครวัดที่เสียมราฐ กัมพูชา หรือเจดีย์วัดช้างล้อม จังหวัดสุโขทัยของไทยเลยทีเดียว)

ในขณะเดียวกัน ผู้ต้องการชมบรรยากาศโดยรอบสามารถเลือกห้องพักที่หันออกเห็นวิวเมืองและภูเขาได้ด้วย บริเวณร้านอาหารและบาร์ของชั้นดาดฟ้ายังสามารถเห็นวิวโบสถ์ Saint Peter ซึ่งเป็นโบสถ์ถ้ำที่สลักเข้าไปในภูเขาแห่งแรกของโลก และเหล่านักรบครูเสดเป็นผู้สร้าง โดยมีหลักฐานปรากฏว่า Saint Paul และ Saint Barnabas เดินทางมาที่นี่ในช่วงคริสต์ศักราชที่ 1100 เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำพิธีกรรมสำคัญ โดยปัจจุบันยังเป็นหนึ่งในสถานที่แสวงบุญของคริสต์ศาสนิกชนด้วย

เยือนโรงแรมพิพิธภัณฑ์อันทาเคีย ที่พักสุดโมเดิร์นเหนือแหล่งโบราณคดี 2,300 ปีของตุรกี

ในภาพรวมนั้น พื้นที่ใช้สอยของอาคารทั้งหมดแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ Necmi Asfuroğlu Archeology Museum (NAAM) ที่บริเวณชั้นพื้นและชั้น 1 กับ The Museum Hotel Antakya ประกอบด้วยห้องพักหลากประเภท ตั้งแต่บริเวณต้อนรับของโรงแรม ห้องอาหารและคาเฟ่รวม 5 ห้อง ห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง Fitness Complex สระว่ายน้ำ ซาวน่า และ Turkish Hammam อีกด้วย เรียกได้ว่าสามารถชมงานศิลป์อย่างหนำใจ พร้อมความสะดวกสบายแบบครบวงจรเลยทีเดียว

เมื่อแผนสร้างโรงแรมหรูเกิดขึ้นบนชั้นดินทางโบราณคดี ความทันสมัยกับโบราณกาลจึงมาบรรจบกันในรูปของพิพิธภัณฑ์ชั้นใต้ดิน

เมืองอันทาเคีย

แม้การได้มาพักโรงแรมนี้เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วสำหรับการมาเมืองอันทาเคีย แต่เมืองนี้มีอะไรมากมายที่จะ ให้ผู้มาเยือนต้องหลงเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมของบ้านเมืองและอาคาร อาหารที่มีชื่อเสียงด้านอาหารแสนอร่อยรสชาติ จัดจ้านจนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกด้านอาหาร UNESCO Creative City of Gastronomy

เมืองอันทาเคียตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้สุดของตุรกี ติดกับชายแดนซีเรีย เปรียบเหมือนหมุดเชื่อมเวลาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และส่งต่อไปยังอนาคต ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรแอนติออค (Antioch) ในยุคอาณาจักร Seleucid หรือรัฐอารยธรรมกรีกโบราณที่ก่อตั้งโดย Seleucus I Nicator นายทหารคนสำคัญผู้สืบทอดอำนาจจากอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) 

รัฐนี้พุ่งสู่ความรุ่งเรืองถึงขีดสุดช่วงปี 312 – 63 ก่อนคริสตกาล สามารถขยายอาณาจักรไกลตั้งแต่มาซิโดเนียจนถึงอินเดียในปัจจุบัน จนต่อมาถูกชาวโรมันบุกยึดครองและเปลี่ยนชื่อเป็น Antioch on the Orontes กลายเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโรมันทางฝั่งตะวันออก และเมืองหลวงของมณฑลซีเรียในขณะนั้น

จากหลักฐานเมืองบนเส้นทางถนนสายหลัก Antioch-Aleppo อีกทั้งแอนติออคยังเป็นเมืองสำคัญบนเส้นทางสายไหม และหนึ่งในเมืองศูนย์กลางของศาสนจักร และจักรวรรดิออตโตมัน ดังที่ได้เห็นจากมรดกทางวัฒนธรรมต่าง ๆ

ปัจจุบันอันทาเคียเป็นเมืองหลวงของจังหวัดฮาทัย (Hatay) ทางตอนใต้ของตุรกีใกล้ชายแดนซีเรีย ตลอดจนมัสยิด ถนนที่ปูด้วยหิน ตลาดท้องถิ่น และอาคารบ้านเรือนในเขตเมืองเก่า ที่ได้รับการบูรณะยึดแบบดั้งเดิมอย่างมีเอกลักษณ์ให้กลายเป็นโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ที่สร้างสีสันได้เป็นอย่างดี

อาหารสมองและจิตใจ

เมื่อแผนสร้างโรงแรมหรูเกิดขึ้นบนชั้นดินทางโบราณคดี ความทันสมัยกับโบราณกาลจึงมาบรรจบกันในรูปของพิพิธภัณฑ์ชั้นใต้ดิน

เมื่อจบทริปด้วยความปลื้มปริ่มแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าสถานที่แห่งหนึ่งจะมีประวัติศาสตร์และเรื่องเล่ามากมายเช่นนี้ ทำให้ฉุกคิดและหวนนึกไปว่า บนพื้นที่เรายืนอยู่นั้น จะเหยียบอะไรอยู่บ้างไหมนะ

นอกจากเราได้เรียนรู้ถึงแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในบริบทของโลกสมัยใหม่ที่มีพลวัตรสูงแล้ว ยังเห็นถึงความสอดรับของการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างมีความสุขด้วยในเวลาเดียวกัน สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแค่ตอกย้ำบทบาทของอันทาเคียในฐานะเมืองแห่งอารยธรรมเท่านั้น แต่ยังเรียกได้ว่า ช่วยฟื้นฟูชุมชนและชุบชีวิตเมืองให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อแผนสร้างโรงแรมหรูเกิดขึ้นบนชั้นดินทางโบราณคดี ความทันสมัยกับโบราณกาลจึงมาบรรจบกันในรูปของพิพิธภัณฑ์ชั้นใต้ดิน

ข้อคิดอีกอย่างสำหรับพวกเราคือ ‘บางอย่างที่เราไม่คาดคิด อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เพียงแค่เราเชื่อมั่นและตั้งใจทำให้ดีที่สุด เพื่อเดินหน้าต่อไปให้ถึงเป้าหมาย’ อย่างเช่นผลลัพธ์ของการตั้งใจจะทำให้โรงแรมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กลายเป็นความจริง ซึ่งเรียกได้ว่าคุ้มค่าและกลายเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสาธารณรัฐตุรกีและของโลกเลยทีเดียว

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writers

Avatar

สุชญา ตันเจริญผล

นักการทูต ผู้ผันมารับบทบาทลาติดตาม (ชั่วคราว) รักการเดินทาง ธรรมชาติ และการผจญภัยเหนือสิ่งอื่นใด สนุกกับการเรียนรู้ผู้คนและสิ่งรอบตัว เจ้าของร่วมเว็บไซต์ www.talonTWOgether.com

Avatar

ธีรวัฒน์ ว่องแก้ว

นักการทูต ผู้ซึ่งตามหานิยามของชีวิตและถอดบทเรียนใหม่ๆ จากการเดินทาง รักธรรมชาติ การผจญภัย ภายใต้แนวคิด ‘การเดินทางคือการค้นพบดวงตาใหม่’ โดยมีกล้องเป็นอาวุธ เจ้าของร่วม เว็บไซต์ www.talonTWOgether.com

Photographer

Avatar

ธีรวัฒน์ ว่องแก้ว

นักการทูต ผู้ซึ่งตามหานิยามของชีวิตและถอดบทเรียนใหม่ๆ จากการเดินทาง รักธรรมชาติ การผจญภัย ภายใต้แนวคิด ‘การเดินทางคือการค้นพบดวงตาใหม่’ โดยมีกล้องเป็นอาวุธ เจ้าของร่วม เว็บไซต์ www.talonTWOgether.com

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load