2 มิถุนายน 2565
1 K

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว” เสียงเล็ก ๆ ทักทายผมอย่างร่าเริงเป็นภาษาโปรตุเกส 

คำว่า Amigo แปลว่า เพื่อน ส่วน หนีห่าว ก็พอเดาได้ว่าเจ้าหนูทึกทักว่าผมเป็นชาวจีน

ผมมาถึง อียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) 4 – 5 วันเข้าไปแล้ว ทุก ๆ เช้าที่ผมเดินออกจากโรงแรมเพื่อสำรวจเกาะก็เจอเด็กกลุ่มนี้ ทักทายแบบนี้เป็นประจำ เด็ก ๆ ไม่เพียงทักทายเฉย ๆ แต่คอยเดินตามตื๊อชนิดถึงเนื้อถึงตัว เพื่อขอเศษสตางค์ ลูกอมหรือขนมต่าง ๆ รวมทั้งของใช้ ไม่ว่าปากกา สมุดจด แม้กระทั่งเสื้อและรองเท้าที่เรากำลังใส่อยู่

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อียา ดือ โมซัมบิก เต็มไปด้วยอาคารสวยงามในสถาปัตยกรรมยุโรปและอีกหลากหลาย

อีย่า ดือ โมซัมบิก เป็นเกาะขนาดเล็ก มีความยาวเพียง 3 กิโลเมตร แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ กล่าวคือ พื้นที่ยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตรแรกที่อยู่ปลายติ่งของเกาะ ยื่นออกไปในทะเลนั้น เป็นพื้นที่ที่เรียกว่า Stone Town ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นเขตที่มีอาคารสร้างจากหิน เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปอันงดงาม โอ่โถง ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาล อดีตจวนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของกษัตริย์โปรตุเกส ที่ทำการศุลกากร โรงพยาบาล โบสถ์ วิหาร และตลาด 

ในอดีต บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นปกครอง สงวนไว้สำหรับคนผิวขาวเท่านั้น คนผิวสีชาวแอฟริกันมักถูกกีดกันให้อยู่อีกส่วนหนึ่งของเกาะ ในพื้นที่ 1.5 กิโลเมตรที่เหลืออยู่ใกล้แผ่นดิน บริเวณนั้นเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่เรียกว่า ‘มากูตี (Macúti)’ แน่นอนว่าเด็ก ๆ เหล่านี้มาจากมากูตีนั่นเอง

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว”  เด็ก ๆ ยังคงตามตื๊ออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผมทำเป็นไม่สนใจ

“Não. Sou Tailandês – ไม่ใช่ พี่เป็นคนไทย” ผมชักเหลืออดจนต้องหันหน้ากลับมาสวนด้วยภาษาโปรตุเกสสั้น ๆ

“อามีกู้ไม่ได้มาจาก Japão เหรอ จริง ๆ แล้วมาจาก Japão ใช่ไหม”  

โอย ยังไม่เลิกอีก ก็บอกแล้วไงว่าเป็นคนไทย ไม่ใช่คนจีน คนญี่ปุ่น หรือชาติไหน ๆ

“มีปากกาไหม มีสมุดไหม อยากได้ อยากเอาไว้ไปเรียนหนังสือ หรือเซนยอร์จะให้รองเท้าแตะก็ได้นะ 

“ขอนะ ขอนะ ไม่ก็เสื้อของเซนยอร์ก็ได้” น้อง ๆ ยังคงตื๊อต่อไปเรื่อย ๆ

“Não ปากกาไม่มี สมุดก็ไม่มี และจะไม่ให้อะไรทั้งนั้น” ผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อย ๆ

ความจริงใจก็แอบสงสารและอยากให้ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านี้ แต่เมื่อคิดว่าเราอาจจะกำลังสร้างขอทานอาชีพก็ต้องใจแข็ง ตลอด 4 – 5 วันที่ผ่านมาผมเลือกที่จะเดินหนี ไม่สนใจและไม่โต้ตอบใด ๆ 

ทำเหมือนน้อง ๆ กลุ่มนี้เป็นเพียงอากาศธาตุ แต่วันนี้ผมไม่อยากทำแบบเดิมอีกต่อไป

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
เซนยอร์ไตลานเด๊ช และอาสาสมัครมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก

“ฟังพี่นะ” ผมหันกลับไปพูดกับเด็กกลุ่มนี้อย่างจริงจัง “ถ้าวัน ๆ เอาแต่มาเดินตื๊อขอข้าวของจากนักท่องเที่ยวแบบนี้ อีกหน่อยจะไม่มีใครมาเที่ยวที่อียา ดือ โมซัมบิก อีก เพราะมันน่ารำคาญมาก ๆ พี่จะไม่ให้เด็ดขาด เลิกตื๊อได้แล้ว” 

เด็ก ๆ ดูอึ้งไปทันทีเมื่อผมพยายามอธิบายข้อความนี้ด้วยภาษาโปรตุเกส ซึ่งเป็นภาษาที่ผมเพิ่งเริ่มเรียน ผสมภาษาอังกฤษกับสเปน พร้อมทำมือทำไม้ออกอาการให้วุ่น แต่ผมคิดว่าเด็ก ๆ เข้าใจ

“ถ้าอยากได้ของ ก็ต้องทำงานแลก เข้าใจใช่ไหม” ผมพยายามสื่อสารต่อพร้อมกับปิ๊งไอเดียขึ้นมาหนึ่งอย่าง 

“เอาอย่างนี้ ถ้ามาพาพี่เดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก ให้ทั่ว แล้วพี่จะพาไปซื้อขนมที่ตลาด เอ่อ ที่แมรกาดู เซนตราล” และผมก็ตั้งใจจริง ๆ ที่จะพาพวกน้อง ๆ ไปเลือกซื้อขนมที่ Mercado Central เมื่อพวกเขาทำภารกิจสำเร็จ

ดังนั้น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’ จึงเกิดขึ้นในตอนสายของวันนั้นนั่นเอง โดยผมและน้อง ๆ มีข้อตกลงร่วมกันว่า เราไปกันแค่ 5 คนนี้เท่านั้น ห้ามไปชวนคนอื่นมาอีก น้อง ๆ ต้องพยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นหลัก แต่ถ้าหากผมถามเป็นภาษาอังกฤษ ก็ขอให้พยายามตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ผมจะได้ฝึกภาษาโปรตุเกสที่กำลังร่ำเรียนอยู่ ในขณะที่น้อง ๆ ก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย และเมื่อการเที่ยวของเราจบลง น้อง ๆ ก็จะได้ไปเลือกขนมที่ตัวเองชอบจากแผงในตลาดมาเป็นรางวัล โดยผมกำหนดมูลค่าเอาไว้ในใจ

น้อง ๆ ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าถ้าเขาได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่บางอย่าง และเขาก็ทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด เวลามีเด็กอื่น ๆ เดินรี่เข้ามาหาผม พวกน้อง ๆ จะรีบไปกันทันที 

“ไม่ต้อง ไม่ต้องยุ่งกับเซนยอร์คนนี้” อันนี้เป็นไปตามข้อตกลงข้อแรกที่เราไปกันแค่ 5 คนเท่านั้น

เด็ก ๆ พยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ เท่าที่ทำได้ด้วยภาษาโปรตุเกสแบบช้า ๆ ชัด ๆ สำหรับเซนยอร์ไตยลานเด๊ชคนนี้ และเวลาที่ผมลองถามพวกเขาเป็นภาษาอังกฤษ น้อง ๆ ก็พยายามตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกัน 

อันนี้เจ๋งมาก ๆ ผมนี่แอบปลื้มจนยิ้มตาหยีเลย 

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) สถานที่ที่ วาชกู ดา กามา (Vasco da Gama) นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ชาวโปรตุเกสได้ย่างเท้าขึ้นสัมผัสแผ่นดินแอฟริกาตะวันออกเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1498 หลังจากรอนแรมฝ่าพายุในท้องมหาสมุทรกว้างใหญ่มาเป็นเวลานาน ขณะนั้นสุลต่านอาหรับนามว่า Ali Musa Mbiki ยังเป็นเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้อยู่ ต่อมาเมื่อโปรตุเกสเข้ายึดเป็นอาณานิคม นามของท่านสุลต่านซึ่งออกเสียงว่า มูซา อึมบิกิ จึงได้กร่อนจนกลายเป็นคำว่า ‘โมซัมบิก (Moçambique)’ อันเป็นชื่อของประเทศนี้อย่างเป็นทางการมาจนปัจจุบัน

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก นอกจากมีความสำคัญในฐานะอดีตเมืองหลวงแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดที่พัฒนาให้โมซัมบิกกลายเป็นดินแดนพหุสังคมที่หลอมรวมผู้คนหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน 

บนเกาะเล็ก ๆ ความยาวเพียง 3 กิโลเมตรแห่งนี้ อัดแน่นด้วยอาคารเก่าสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอันสวยงาม สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแอฟริกัน อาหรับ และเอเชีย เราจึงพบเห็นทั้งโบสถ์คาธอลิก มัสยิดอิสลาม วิหารฮินดู และบ้านดินแบบแอฟริกัน ตั้งอยู่ปะปนกันเป็นจำนวนมาก จนยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเกาะอียา ดือ โมซัมบิก ให้เป็นพื้นที่มรดกโลก (World’s Heritage Site) มาตั้งแต่ ค.ศ. 1977

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

คณะทัวร์ของเราเริ่มที่ปลายสุดของเกาะ นั่นคือที่ป้อมเซา เซบาชเตียว (São Sebastião) ป้อมปราการหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผา เด็ก ๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายใน จึงทำได้แค่ส่งผมตรงปากประตูทางเข้าเท่านั้น

“ต้องดูอะไรบ้างที่พวกนายคิดว่าเจ๋งสุด” ผมกระซิบถามไกด์ตัวน้อย

“เซนยอร์ต้องไปดูโบสถ์เล็ก ๆ ที่ปลายแหลม นั่นคือโบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel) เชื่อกันว่าเป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินแอฟริกา แล้วก็อย่าลืมไปดูห้องโถงเก็บน้ำ เป็นห้องโถงที่ใหญ่มาก ๆ สูงมาก ๆ ใช้กักเก็บน้ำฝนไว้ใช้บนเกาะมาตั้งแต่โบราณ และด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด น้ำฝนที่ตกบนหลังคาหรือบนตัวป้อมปราการทุกเม็ดจะไหลมารวมกันในห้องโถงแห่งนี้ มันเป็นโถงที่สูงเหมือนตึกหลายชั้น และทุกวันนี้ก็ยังเป็นแหล่งสะสมน้ำจืดที่สำคัญที่สุด เซนยอร์ต้องเดินไปทั่ว ๆ นะ วิวสวยมาก ๆ เซนยอร์จะต้องชอบแน่ ๆ” หัวหน้าทัวร์ตัวน้อยแนะนำ

แน่นอนว่าเซนยอร์ลูกทัวร์อย่างผมก็ทำตามแต่โดยดี

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
โบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel)

เมื่อผมสำรวจป้อมเซา เซบาชเตียว เสร็จเรียบร้อย ผมก็รีบออกมาพบน้อง ๆ เพื่อเที่ยวต่อ สารภาพตรง ๆ เลยนะครับว่าผมจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมดว่าประวัติความเป็นมาของแต่ละสถานที่นั้นเป็นอย่างไร แต่ผมเดินเที่ยวกับน้อง ๆ อย่างสนุกสนานมาก พวกเขาแย่งกันเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เท่าที่จำได้ และถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มความสามารถ

“นี่วาชกู ดา กามา นักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เดินทางจากยุโรปมาแอฟริกาแล้วมาค้นพบอียา ดือ โมซัมบิก ก่อนข้าทะเลต่อไปยังเมืองโกอา (Goa) ในอินเดียและมาเก๊า (Macau) ในจีน แล้วชื่อประเทศโมซัมบิก ก็มาจากอีย่า ดือ โมซัมบิก นี่แหละ” เด็ก ๆ เล่าเมื่อพาผมมาหยุดยืนที่หน้าอนุสาวรีย์ของ Vasco da Gama

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อนุสาวรีย์ของวาชกู ดา กามา

“นี่โบสถ์ซานตู อันโตนีอู รู้จักซานตู อันโตนีอูไหม เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่ใคร ๆ มักจะมาขอพรท่านเพื่อให้กำเนิดบุตรชายหญิงที่แข็งแรง” เรื่องเล่านี้มาที่หน้าโบสถ์ชื่อเดียวกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โบสถ์ซานตู อันโตนีอู (Santo Antonio) 

“นี่โรงพยาบาล และนี่ก็ศาลาว่าการเมือง” อาคารโรงพยาบาลเก่าของอียา ดือ โมซัมบิก ยังคงงดงามแม้ยืนท้าแดดท้าฝนมาหลายศตวรรษจนดูเหมือนโบราณสถานปรักหักพัง แต่ที่ผมประหลาดใจก็คือ เมื่อผมลองเดินไปด้านหลังของอาคาร ผมก็พบว่าบางส่วนยังเปิดใช้เป็นคลินิกอยู่ มีหมอ มีคนไข้ มีนางพยาบาลอยู่ครบ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โรงพยาบาล

“อันนี้สถานีตำรวจ… อ๊ะ ๆ เซนยอร์อย่าถ่ายรูปนะ เอากล้องลงเดี๋ยวนี้ เอาลงกล้องลงเดี๋ยวนี้เลย ตำรวจที่นี่โหดจริงอะไรจริงนะ” นี่เป็นคำเตือน และอย่างที่น้อง ๆ บอกนะครับ นักท่องเที่ยวอย่างเราอย่าได้เผลอไปถ่ายภาพสถานที่ราชการเข้าโดยเด็ดขาด เพราะเรื่องอาจลุกลามบานปลายได้ ว่าแล้วผมก็เก็บกล้องลงทันที

“เวลาออกมาเดินกลางคืน เซนยอร์อย่าเอามือถือออกมาจากกระเป๋านะ เอาออกมาแค่ตอนถ่ายรูป แล้วต้องเก็บลงกระเป๋านะ อย่าถือไว้ในมือตลอดเวลาแบบนี้ มันอันตรายมาก ๆ” อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคำเตือนจากเด็ก ๆ

เราเดินเล่นเลาะเมืองสวยแห่งนี้ไปตามตรอกซอกซอย จนผ่านประตูบ้านที่ทำจากไม้สลักเสลางดงาม

“โห ประตูบานนี้สวยจัง บ้านใครน่ะ” ผมถาม

“อันนี้คือบ้านของกามอยช์ เขาเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกส และเคยอาศัยอยู่ที่นี่นานหลายปี” เด็ก ๆ กำลังพูดถึง Luís Vaz de Camoẽs ผู้ที่นอกจากเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกสแล้ว ยังนับว่าเป็นกวีคนสำคัญของโลกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทกวีนามว่า Os Lusíadas ที่เขาเขียนพรรณนาถึงเกาะอียา ดือ โมซัมบิก แห่งนี้ไว้อย่างซาบซึ้งใจ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ประตูบ้านของกามอยช์

อียา ดือ โมซัมบิก เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ๆ อาคารเก่าในสถาปัตยกรรมยุโรปผสมผสานอาหรับและแอฟริกันสวยงามชวนหลงใหล สีพาสเทลที่ฉาบอาคารอาจดูเก่าและทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของเมืองลดลงเลย เราเดินสำรวจเกาะกันจนบ่ายและมาจบที่ตลาดปลา วันนี้ไม่มีปลาขายสักตัว และผมคิดว่าน้อง ๆ ควรได้รับรางวัลกันแล้ว

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดปลา ที่หมายสุดท้าย

“ไป แมรกาดู เซนตราล กัน ไปเลือกขนมที่ชอบเลย แถมน้ำคนละกระป๋องนะ” 

เด็ก ๆ ดีใจ และผมก็ได้ทำตามสัญญาก่อนเราแยกย้ายจากกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดกลางหรือแมรกาดู เซนตราล (Mercado Central)

บันทึกฉบับนี้คงจะจบลงไม่ได้ ถ้าผมไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันรุ่งขึ้น 

เมื่อผมได้มีโอกาสพบกับเด็กน้อยคนหนึ่งในกลุ่มมัคคุเทศก์ยุวชนที่พาผมเดินเที่ยวเมื่อวานนี้ 

เขาคือ เด็กชายเฟาชตีนู่ (Faustino) 

ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ผมไปดำน้ำตามเกาะแก่งต่าง ๆ รอบอียา ดือ โมซัมบิก เสร็จเรียบร้อยและกลับมาที่โรงแรมเมื่อตอนบ่ายแก่ ๆ ผมก็พบว่าเด็กชายเฟาชตีนู่กำลังยืนรอผมอยู่ที่หน้าโรงแรม

หนูน้อยเฟาชตีนู่ไม่ได้มามือเปล่า แต่เขานำเอาภาพวาดมาด้วยจำนวนหนึ่ง

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช…. เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช… หนีห่าว” เฟาชตีนู่เรียกผมแบบเขิน ๆ 

เฮ่อ หนีห่าวอีกละ ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังเรียกประเทศถูก

“ผมวาดรูปมา นี่วาชกู ดา กามา นี่โรงเรียนผม แล้วนี่รูปบ้านผมที่มากูตี” 

เฟาชตีนู่ค่อย ๆ แอบหยิบภาพออกมาที่ละภาพสองภาพไปเรื่อย ๆ

“เฮ้ย” ผมแอบตกใจ “นี่ไปวาดรูปเอามาให้พี่เหรอ ซึ้งใจ ๆ”

“เปล่าครับ ผมเอามาขายเซนยอร์รูปละ 100 เมติไกช์ครับ”  

เฟาชตีนู่ทำเอาหยาดน้ำตาแห่งความซึ้งใจของผมแห้งลงทันที แต่ผมกำลังแอบยิ้ม

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’

เจ้าหนูนี่เซ็งลี้ฮ้อมาก ๆ เพราะวาดรูปมา 8 รูป เพื่อนำมาขายผมรูปละ 100 เมติไกช์ ตกประมาณรูปละ 50 บาท

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช บอกว่าต้องทำงานแลกเงินไง” เฟาชตีนู่พูดต่อ “ผมเลยวาดรูปมาขาย” ผมถึงกับฮาสนั่น

“100 เมติไกช์แพงไปนะ เฟาชตีนู่” ผมเริ่มต่อราคา

“เซนยอร์จะซื้อกี่รูปล่ะ” เฟาชตีนู่รุก

“ถ้าเหมาหมด 300 เมติไกช์ล่ะ” ผมชิงบอกราคาแบบมั่ว ๆ ไปก่อน

“350 ละกัน นะ ๆ เซนยอร์” เฟาชตีนู่ไม่ยอมแพ้

“ได้ งั้นเหมา 8 รูป 350 เมติไกช์” ผมตกลง และยื่นเงินให้ในราคารูปละ 20 บาทโดยประมาณ

ผมรีบเดินเข้าไปหาพนักงานต้อนรับในโรงแรม ให้มาช่วยแปลประโยคที่ผมกำลังจะบอกเขาว่า

“เฟาชตีนู่ นายเจ๋งมาก ๆ ขอให้นายหัดวาดรูปให้เก่ง พูดภาษาอังกฤษให้เก่ง ๆ จะได้พานักท่องเที่ยวเดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก หรือไม่ก็วันหนึ่งนายอาจจะได้เป็นศิลปินและทำงานศิลปะสวย ๆ มาขายนักท่องเที่ยวนะ”

ผมรู้ดีว่ามันอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาความยากจนที่หมักหมมอยู่ในประเทศนี้แบบถาวร แต่ผมหวังว่ามันจะทำให้เด็กชายคนหนึ่งพยายามดิ้นรนให้มากขึ้นกว่าการเดินขอเงิน ขอขนม ขอปากกา ขอสมุดไปวัน ๆ

หากมาอียา ดือ โมซัมบิก แล้วเจอเฟาชตีนู่แถว ๆ หน้าโรงแรม Villa Sand เดินเข้ามาขายภาพหรือเดินเข้ามาขออนุญาตพาคุณเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก แล้วล่ะก็ ผมฝากให้อุดหนุนเขาด้วยนะครับ

สิ่งสุดท้ายที่ผมทำก่อนจะเดินทางออกจากเกาะแสนสวยแห่งนี้คือ ผมได้ฝากโครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก ไว้กับมาร์กุส เจ้าของโรงแรมที่ผมไปพักอยู่ด้วย และผมหวังว่าโครงการนี้จะยังมีอยู่ตราบจนถึงวันนี้

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 ธันวาคม 2565
881

“เห็นดาวทองส่องสีรุจีแจ้ง

บอกเหตุสำแดงถึงพระบุตรา

ว่าพระองค์ทรงธรรมอันล้ำเลิศ

ลงมาบังเกิด ณ พื้นพสุธา”

ท่วงทำนองและเนื้อร้องของบทเพลง เห็นดาวทอง’ที่แปลจากต้นฉบับ Les anges dans nos campagnes ในภาษาฝรั่งเศส บรรเลงในความรู้สึกทุกคราที่โลกโคจรใกล้ครบรอบอีกคำรบ 

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

นานกว่า 2,000 ปีแล้ว ที่พระบุตรของพระเจ้าเสด็จลงมาบังเกิดยังคอกสัตว์ในเมืองเบธเลเฮม

ยามเที่ยงคืนของราตรีดึกสงัด บรรดาทูตสวรรค์ต่างขับร้องบทเพลงสดุดีต่อพระเป็นเจ้าที่ประสูติใหม่ในร่างทารกน้อยนามว่า ‘เยซู’ พลันอัศจรรย์ทั้งหลายก็ทยอยเกิดตามลำดับ

หนึ่งในนั้นคือการปรากฏขึ้นของดาวประจำพระองค์ที่ส่องแสงโชติช่วงกว่าดาวดวงใดบนแผ่นฟ้า

แสงสว่างของดาวดวงนั้นส่องไกลไปถึงทิศตะวันออก อันเป็นถิ่นฐานของโหราจารย์ 3 ท่าน ทั้งหมดมองเห็นดาวที่น่าอัศจรรย์ใจขึ้นทางตะวันตก จึงพากันติดตามแสงดาวมาถึงบ้านที่ประทับของพระกุมารเยซู ซึ่งที่นั่น ทั้งสามก็ได้ถวายของขวัญล้ำค่าประกอบด้วยทองคำ กำยาน และมดยอบแด่พระองค์

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

เพราะเหตุนี้ ‘ดาว’ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการประสูติของพระเยซูเจ้าที่เราพบเห็นได้หนาตาช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในรูปแบบของสิ่งประดับตกแต่งทั้งหลาย ทั้งบนยอดต้นสน ฝาผนัง ชายคา หรือเป็นลวดลายบนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งในประเทศไทยยังมีสถานที่หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับดาวคริสต์มาสมากถึงขั้นจัดงานแห่ดาวจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกด้วย

ที่แห่งนี้มีนามว่า ‘ท่าแร่’ ซึ่งคนท้องที่ภาคอีสานออกสำเนียงว่า ‘ท่าแฮ่’

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร แบ่งการปกครองออกเป็น 8 หมู่บ้าน มีถึง 7 หมู่บ้านที่ลูกบ้านนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ด้วยจำนวนประชากรชาวคริสต์กว่า 12,000 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ของประชากรทั้งตำบลนี้ ท่าแร่จึงขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทยอย่างไร้ข้อสงสัย

บรรพบุรุษของชาวท่าแร่ส่วนใหญ่เป็นชาวญวนคาทอลิกที่อพยพมาจากตัวเมืองสกลนครเมื่อราว ค.ศ. 1884 (ตรงกับ พ.ศ. 2427) โดยอาศัยแพลำใหญ่ที่ คุณพ่อซาเวียร์ เกโก บาทหลวงชาวฝรั่งเศส กับครูเณรชาวญวนชื่อ ครูทัน ร่วมกันต่อขึ้นมา พวกเขาล่องแพลำนั้นข้ามทะเลสาบหนองหารขึ้นมาทางเหนือเพื่อหลบหนีการเบียดเบียนทางศาสนา ในกาลนั้นเหล่าคริสตชนได้รวมตัวกันตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ ซึ่งภายหลังได้พัฒนาเป็นตำบลท่าแร่แห่งนี้

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ความสำคัญของชุมชนชาวคริสต์ที่นี่เห็นจะวัดได้จากการจัดเขตการปกครองของคริสตจักรโรมันคาทอลิกในประเทศไทย ซึ่งได้ยกท่าแร่ขึ้นมาในระดับสูงสุดของประเทศ

ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมสักนิด ว่าคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแต่ละชาติจะนิยมแบ่งการปกครองทางศาสนาออกเป็น Diocese ที่ภาษาไทยนิยมแปลว่า ‘สังฆมณฑล’ หรือ ‘มุขมณฑล’ ทว่าคนทั่วไปมักเรียกตามคำเก่าที่เพี้ยนมาจากภาษาโปรตุเกสว่า เขตมิสซัง (Missão) ปกครองโดยประมุขซึ่งเรียกว่า มุขนายก หรือ บิชอป (Bishop)

ทุกเขตมิสซังจะมีอาสนวิหารหรือโบสถ์ใหญ่ประจำตำแหน่งบิชอปเสมอ โดยอาสนวิหารมักตั้งอยู่ในจังหวัดที่มีจำนวนประชากรชาวคริสต์สูงสุดในแถบนั้น เช่น เขตมิสซังจันทบุรี อาสนวิหารของเขตมิสซังนี้คืออาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ริมคลองจันทบุรี โบสถ์คาทอลิกแห่งอื่น ๆ ในจังหวัดจันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว รวมทั้งบางส่วนของฉะเชิงเทราและนครนายก ก็ขึ้นกับเขตมิสซังนี้

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล โบสถ์ใหญ่ประจำเขตมิสซังท่าแร่-หนองแสง

ทำนองเดียวกับ “หลายอำเภอรวมกันเป็นจังหวัด” เมื่อเขตมิสซังหลาย ๆ เขตมารวมกัน ก็จะได้หน่วยการปกครองที่ใหญ่ขึ้นไปอีก เรียกว่า ‘ภาคคริสตจักร’ หรือ แขวงฝ่ายพระศาสนจักร (Ecclesiastical Province)

ในระดับภาคคริสตจักร เขตมิสซังที่มีประวัติความเป็นมาและจำนวนประชากรมากกว่าเขตมิสซังอื่น ๆ จะถูกยกเป็น ‘อัครสังฆมณฑล’ หรือ ‘เขตมิสซังใหญ่’ (Archdiocese) เป็นเสมือนผู้นำประจำภาค เขตมิสซังอื่น ๆ เป็นแค่บริวาร หรือ ‘ปริมุขมณฑล’ ประมุขของเขตมิสซังใหญ่จะไม่เรียกแค่ ‘บิชอป’ เฉย ๆ แต่จะเป็นอัครมุขนายก ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า อาร์ชบิชอป (Archbishop)

ประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ภาคคริสตจักร ได้แก่ ภาคกรุงเทพฯ และ ภาคท่าแร่-หนองแสง

ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทุกเขตมิสซังขึ้นตรงต่อภาคกรุงเทพฯ ศูนย์กลางอยู่ที่โบสถ์อัสสัมชัญ

ส่วนภาคอีสานทั้งหมดขึ้นกับภาคท่าแร่-หนองแสง มีศูนย์กลางอยู่ที่ท่าแร่ จังหวัดสกลนครนี่เอง

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ทันทีที่ตัวเราย่างเข้าเขตท่าแร่ สิ่งแรก ๆ ที่จะได้เห็นก็คือสิ่งปลูกสร้างพร้อมป้ายชื่อที่บ่งบอกถึงคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ บ้านเณร คอนแวนต์ ฯลฯ ขนาดบ้านช่องของคนธรรมดาก็ยังมีร่องรอยการนับถือคริสต์อยู่ทุกหลัง เป็นต้นว่า ไม้กางเขน ภาพวาดพระเยซู แม่พระ ตลอดจนนักบุญที่เจ้าของบ้านหลังนั้นเคารพบูชา

หากมาท่าแร่ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนแห่งการสมโภชพระคริสตสมภพ สิ่งที่จะมีเพิ่มมาก็คือของตกแต่งในเทศกาลคริสต์มาส โดยเฉพาะดวงดาวที่ประดับประดาอยู่บนอาคารบ้านเรือนทุกแห่ง

ดาวเหล่านี้คือเสน่ห์ประจำตำบลท่าแร่ที่ชักนำผู้คนมากมายให้หลั่งไหลมาสู่ตำบลนี้ในวันคริสต์มาส เฉกเช่นเดียวกับโหราจารย์ที่ติดตามดาวประจำพระองค์เมื่อสองพันกว่าปีก่อนก็ปานกัน

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ในยุคแรกก่อตั้งชุมชนชาวคริสต์ ธรรมเนียมการแห่ดาวยังไม่ถือกำเนิด เมื่อเทศกาลคริสต์มาสวนมาถึง บรรดาพระสงฆ์และชาวบ้านเพียงแต่จุดเทียนเวียนรอบ ‘อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล’ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคริสต์ศาสนิกชนตำบลนี้ ก่อนเข้าไปประกอบศาสนพิธีในวัดเท่านั้น

แต่แล้วในยุคต่อมา คนในชุมชนก็ได้มีการประดิษฐ์ดาวขนาดเล็ก เรียกว่า ‘ดาวมือถือ’ ทำจากไม้ไผ่ห้าแฉกเป็นโครงรูปดาว ใส่เทียนเอาไว้ตรงกลางเพื่อให้แสงสว่าง เดินแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ควบคู่กับการขับคลอเพลงคริสต์มาสและบทสวดภาวนาของผู้เข้าร่วมพิธีทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีการนำดาวบางส่วนไปตกแต่งตามอาคารสถานที่จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของท่าแร่

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ล่วงเลยถึง ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) พระอัครมุขนายกลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงในเวลานั้น มีความประสงค์ยกระดับการจัดงานแห่ดาวให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก จึงคิดประดิษฐ์ ‘ดาวใหญ่’ ที่ใช้วัสดุหลากหลายขึ้น เช่น ไฟนีออน โฟม กระดาษสี และนำขึ้นยานพาหนะเช่นรถแห่ ออกแห่แหนไปรอบหมู่บ้าน แทนที่จะเวียนอยู่แค่รอบวัดเช่นการแห่ดาวมือถือแบบเดิม

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

คริสต์มาสปีนั้น ประเพณีแห่ดาวไม่ได้มีเฉพาะที่บ้านท่าแร่ที่เดียว แต่ยังขยายไปที่ตัวเมืองสกลนครที่พระคุณเจ้าคายน์ได้ย้ายไปสร้างสำนักแห่งใหม่ด้วย โดยวันที่ 24 ธันวาคมเป็นคิวแห่ของตำบลท่าแร่ ในขณะที่เมืองสกลนครแห่ทีหลังในวันที่ 25 ธันวาคม

อย่างไรก็ดี การแห่ดาวใหญ่ในปีแรก ๆ กลับไม่ประสบผลสำเร็จสักเท่าไร ด้วยผู้คนยังไม่คุ้นเคยกับรูปแบบประเพณีที่เปลี่ยนแปลงใหม่ รถที่เข้าร่วมขบวนแห่ยังมีน้อยคัน ดูไม่ดึงดูดสายตาเท่าที่ควร ทว่าพระคุณเจ้าคายน์ก็ยังยืนหยัดจะจัดงานแห่ดาวทั้งที่ท่าแร่และเมืองสกลนครเรื่อยมา โดยปรับปรุงรถและขบวนแห่ให้วิจิตรอลังการยิ่งขึ้น รวมถึงจัดให้มีการประกวดดาว เมื่อนั้นหมู่บ้าน ห้างร้าน และองค์กรต่าง ๆ จึงส่งรถแห่และดาวใหญ่มาร่วมขบวนมากขึ้น จนเป็นงานประเพณีที่คุ้นเคยของชาวจังหวัดสกลนคร

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

และใน ค.ศ. 2003 (พ.ศ.2546) ประเพณีแห่ดาวคริสต์มาสก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภาครัฐเข้ามามีบทบาทในงานนี้ คุณปานชัย บวรรัตนปราณ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครขณะนั้นได้บรรจุงานแห่ดาวให้เป็นประเพณีประจำจังหวัด เป็นเหตุให้งานนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ เริ่มดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมาเยี่ยมชมงานคริสต์มาสที่จังหวัดสกลนครนับตั้งแต่นั้น

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

ยามนี้ประเพณีแห่ดาวของสกลนครถือได้ว่าพัฒนาต่อยอดมาถึงยุคโลกาภิวัตน์แล้ว จากที่มีงานเฉลิมฉลองแค่วันที่ 24 – 25 ธันวาคม ผู้มีส่วนร่วมในการจัดงานก็ได้ขยายเป็นวันที่ 21 – 25 ธันวาคม มีการออกร้านขายของที่ถนนคนเดินท่าแร่ต่อเนื่องทุกวัน แม้บางวันจะไม่มีขบวนแห่ก็ตาม

ค.ศ. 2021 นับเป็นวาระสุดพิเศษ เมื่อตำบลท่าแร่ได้เพิ่มงาน ‘สีสันแห่งหนองหาร’ โดยแห่ดาวทางน้ำ จัดแสดงแสง สี เสียง ในหนองหารเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในวันที่ 22 ธันวาคม

และทำท่าจะเพิ่มสีสันขึ้นอีกทุกปี ๆ เพราะในปี 2022 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมในวันที่ 20 ธันวาคมเลยทีเดียว

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

งานแห่ดาวใหญ่ของตำบลท่าแร่ได้เลื่อนมาเป็นคืนวันที่ 23 ธันวาคม ถึงแม้ในช่วงปีนี้ประเทศไทยและทั่วโลกจะยังต้องเผชิญกับสภาวะการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 แต่ด้วยความยิ่งใหญ่ตระการตาของขบวนรถบุษบกที่ตกแต่งดาวดวงใหญ่ด้วยไฟหลากสี สร้างท้ายรถเป็นถ้ำพระกุมาร มีนักแสดงแต่งกายเป็นซานต้า ซานตี้ หรือเทวดานางฟ้าคอยโปรยขนมแจกคนที่อยู่รายทอง เหล่านี้ก็ยังมีแรงดึงดูดมากพอให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมาชื่นชมขบวนแห่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

แม้ว่าประเพณีแห่ดาวในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปมากเพื่อตอบสนองด้านการท่องเที่ยว หากแต่ชาวบ้านท่าแร่ก็ยังไม่ละทิ้งจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่บรรพกาล

ค่ำคืนวันที่ 24 ธันวาคม ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเวลาประสูติของพระคริสต์ แสงสีและความคึกคักในรูปแบบสมัยใหม่ของคืนก่อนหน้า ก็จะถูกกลบกลืนไปด้วยบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของขบวนแห่ดาวมือถือแบบดั้งเดิม ซึ่งชาวบ้านตลอดจนคริสตชนจากต่างถิ่นจะพร้อมใจกันตั้งแถวตอนยาว ถือดาวประดิษฐ์เสียบไม้หรือผูกเชือกห้อย เวียนรอบโบสถ์ตามหลังคณะพระสงฆ์ พลางประสานสำเนียงขับขานบทเพลงสรรเสริญพระเยซูเจ้าด้วยจิตศรัทธาเต็มเปี่ยม ก่อนที่ทั้งขบวนจะยาตราเข้าไปประกอบพิธีมิสซาภายในวัด

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

เพราะรูปแบบการเฉลิมฉลองคริสต์มาสของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ มากด้วยเอกลักษณ์ ทั้งการประดับดาวกระดาษตามสถานที่ การแห่ดาวใหญ่ขึ้นรถ รวมถึงการแห่ดาวมือถือเดินเท้า ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก หากประเพณีแห่ดาวจะส่งอิทธิพลต่อโบสถ์อื่นและจังหวัดข้างเคียงอย่างมุกดาหารและนครพนมด้วย

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

คริสต์มาสที่นี่อาจจะไม่มีปอยหิมะ สโนว์แมน ตุ๊กตาขนมปังขิง หรือแม้แต่ปล่องไฟให้ซานตาคลอสโรยตัวลงมาแจกของขวัญแก่เด็กดี เหมือนในภาพจำที่เราทั้งหลายได้รับมาจากโลกตะวันตก

แต่ที่นี่ก็ยังอบอุ่นด้วยลมเย็นจากทะเลสาบหนองหาร การแสดงแสงสีในขบวนแห่ พิธีกรรมแสนขลัง รอยยิ้มและเสียงหัวร่อต่อกระซิกของเด็ก ๆ ตลอดจนคำอวยพรสำเนียงอีสานที่คนในชุมชนมอบแก่กัน อันประกอบกันเป็นบรรยากาศคริสต์มาสแบบคริสตชนคนเมืองสกล

เหนืออื่นใด คือดารานับร้อยนับพันดวงที่สว่างไสวด้วยแรงศรัทธาต่อพระคริสตเจ้าผู้สถิตอยู่ในใจชาวบ้านท่าแร่ตราบนานเท่านาน

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load