2 มิถุนายน 2565
1 K

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว” เสียงเล็ก ๆ ทักทายผมอย่างร่าเริงเป็นภาษาโปรตุเกส 

คำว่า Amigo แปลว่า เพื่อน ส่วน หนีห่าว ก็พอเดาได้ว่าเจ้าหนูทึกทักว่าผมเป็นชาวจีน

ผมมาถึง อียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) 4 – 5 วันเข้าไปแล้ว ทุก ๆ เช้าที่ผมเดินออกจากโรงแรมเพื่อสำรวจเกาะก็เจอเด็กกลุ่มนี้ ทักทายแบบนี้เป็นประจำ เด็ก ๆ ไม่เพียงทักทายเฉย ๆ แต่คอยเดินตามตื๊อชนิดถึงเนื้อถึงตัว เพื่อขอเศษสตางค์ ลูกอมหรือขนมต่าง ๆ รวมทั้งของใช้ ไม่ว่าปากกา สมุดจด แม้กระทั่งเสื้อและรองเท้าที่เรากำลังใส่อยู่

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อียา ดือ โมซัมบิก เต็มไปด้วยอาคารสวยงามในสถาปัตยกรรมยุโรปและอีกหลากหลาย

อีย่า ดือ โมซัมบิก เป็นเกาะขนาดเล็ก มีความยาวเพียง 3 กิโลเมตร แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ กล่าวคือ พื้นที่ยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตรแรกที่อยู่ปลายติ่งของเกาะ ยื่นออกไปในทะเลนั้น เป็นพื้นที่ที่เรียกว่า Stone Town ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นเขตที่มีอาคารสร้างจากหิน เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปอันงดงาม โอ่โถง ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาล อดีตจวนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของกษัตริย์โปรตุเกส ที่ทำการศุลกากร โรงพยาบาล โบสถ์ วิหาร และตลาด 

ในอดีต บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นปกครอง สงวนไว้สำหรับคนผิวขาวเท่านั้น คนผิวสีชาวแอฟริกันมักถูกกีดกันให้อยู่อีกส่วนหนึ่งของเกาะ ในพื้นที่ 1.5 กิโลเมตรที่เหลืออยู่ใกล้แผ่นดิน บริเวณนั้นเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่เรียกว่า ‘มากูตี (Macúti)’ แน่นอนว่าเด็ก ๆ เหล่านี้มาจากมากูตีนั่นเอง

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว”  เด็ก ๆ ยังคงตามตื๊ออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผมทำเป็นไม่สนใจ

“Não. Sou Tailandês – ไม่ใช่ พี่เป็นคนไทย” ผมชักเหลืออดจนต้องหันหน้ากลับมาสวนด้วยภาษาโปรตุเกสสั้น ๆ

“อามีกู้ไม่ได้มาจาก Japão เหรอ จริง ๆ แล้วมาจาก Japão ใช่ไหม”  

โอย ยังไม่เลิกอีก ก็บอกแล้วไงว่าเป็นคนไทย ไม่ใช่คนจีน คนญี่ปุ่น หรือชาติไหน ๆ

“มีปากกาไหม มีสมุดไหม อยากได้ อยากเอาไว้ไปเรียนหนังสือ หรือเซนยอร์จะให้รองเท้าแตะก็ได้นะ 

“ขอนะ ขอนะ ไม่ก็เสื้อของเซนยอร์ก็ได้” น้อง ๆ ยังคงตื๊อต่อไปเรื่อย ๆ

“Não ปากกาไม่มี สมุดก็ไม่มี และจะไม่ให้อะไรทั้งนั้น” ผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อย ๆ

ความจริงใจก็แอบสงสารและอยากให้ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านี้ แต่เมื่อคิดว่าเราอาจจะกำลังสร้างขอทานอาชีพก็ต้องใจแข็ง ตลอด 4 – 5 วันที่ผ่านมาผมเลือกที่จะเดินหนี ไม่สนใจและไม่โต้ตอบใด ๆ 

ทำเหมือนน้อง ๆ กลุ่มนี้เป็นเพียงอากาศธาตุ แต่วันนี้ผมไม่อยากทำแบบเดิมอีกต่อไป

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
เซนยอร์ไตลานเด๊ช และอาสาสมัครมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก

“ฟังพี่นะ” ผมหันกลับไปพูดกับเด็กกลุ่มนี้อย่างจริงจัง “ถ้าวัน ๆ เอาแต่มาเดินตื๊อขอข้าวของจากนักท่องเที่ยวแบบนี้ อีกหน่อยจะไม่มีใครมาเที่ยวที่อียา ดือ โมซัมบิก อีก เพราะมันน่ารำคาญมาก ๆ พี่จะไม่ให้เด็ดขาด เลิกตื๊อได้แล้ว” 

เด็ก ๆ ดูอึ้งไปทันทีเมื่อผมพยายามอธิบายข้อความนี้ด้วยภาษาโปรตุเกส ซึ่งเป็นภาษาที่ผมเพิ่งเริ่มเรียน ผสมภาษาอังกฤษกับสเปน พร้อมทำมือทำไม้ออกอาการให้วุ่น แต่ผมคิดว่าเด็ก ๆ เข้าใจ

“ถ้าอยากได้ของ ก็ต้องทำงานแลก เข้าใจใช่ไหม” ผมพยายามสื่อสารต่อพร้อมกับปิ๊งไอเดียขึ้นมาหนึ่งอย่าง 

“เอาอย่างนี้ ถ้ามาพาพี่เดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก ให้ทั่ว แล้วพี่จะพาไปซื้อขนมที่ตลาด เอ่อ ที่แมรกาดู เซนตราล” และผมก็ตั้งใจจริง ๆ ที่จะพาพวกน้อง ๆ ไปเลือกซื้อขนมที่ Mercado Central เมื่อพวกเขาทำภารกิจสำเร็จ

ดังนั้น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’ จึงเกิดขึ้นในตอนสายของวันนั้นนั่นเอง โดยผมและน้อง ๆ มีข้อตกลงร่วมกันว่า เราไปกันแค่ 5 คนนี้เท่านั้น ห้ามไปชวนคนอื่นมาอีก น้อง ๆ ต้องพยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นหลัก แต่ถ้าหากผมถามเป็นภาษาอังกฤษ ก็ขอให้พยายามตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ผมจะได้ฝึกภาษาโปรตุเกสที่กำลังร่ำเรียนอยู่ ในขณะที่น้อง ๆ ก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย และเมื่อการเที่ยวของเราจบลง น้อง ๆ ก็จะได้ไปเลือกขนมที่ตัวเองชอบจากแผงในตลาดมาเป็นรางวัล โดยผมกำหนดมูลค่าเอาไว้ในใจ

น้อง ๆ ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าถ้าเขาได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่บางอย่าง และเขาก็ทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด เวลามีเด็กอื่น ๆ เดินรี่เข้ามาหาผม พวกน้อง ๆ จะรีบไปกันทันที 

“ไม่ต้อง ไม่ต้องยุ่งกับเซนยอร์คนนี้” อันนี้เป็นไปตามข้อตกลงข้อแรกที่เราไปกันแค่ 5 คนเท่านั้น

เด็ก ๆ พยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ เท่าที่ทำได้ด้วยภาษาโปรตุเกสแบบช้า ๆ ชัด ๆ สำหรับเซนยอร์ไตยลานเด๊ชคนนี้ และเวลาที่ผมลองถามพวกเขาเป็นภาษาอังกฤษ น้อง ๆ ก็พยายามตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกัน 

อันนี้เจ๋งมาก ๆ ผมนี่แอบปลื้มจนยิ้มตาหยีเลย 

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) สถานที่ที่ วาชกู ดา กามา (Vasco da Gama) นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ชาวโปรตุเกสได้ย่างเท้าขึ้นสัมผัสแผ่นดินแอฟริกาตะวันออกเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1498 หลังจากรอนแรมฝ่าพายุในท้องมหาสมุทรกว้างใหญ่มาเป็นเวลานาน ขณะนั้นสุลต่านอาหรับนามว่า Ali Musa Mbiki ยังเป็นเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้อยู่ ต่อมาเมื่อโปรตุเกสเข้ายึดเป็นอาณานิคม นามของท่านสุลต่านซึ่งออกเสียงว่า มูซา อึมบิกิ จึงได้กร่อนจนกลายเป็นคำว่า ‘โมซัมบิก (Moçambique)’ อันเป็นชื่อของประเทศนี้อย่างเป็นทางการมาจนปัจจุบัน

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก นอกจากมีความสำคัญในฐานะอดีตเมืองหลวงแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดที่พัฒนาให้โมซัมบิกกลายเป็นดินแดนพหุสังคมที่หลอมรวมผู้คนหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน 

บนเกาะเล็ก ๆ ความยาวเพียง 3 กิโลเมตรแห่งนี้ อัดแน่นด้วยอาคารเก่าสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอันสวยงาม สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแอฟริกัน อาหรับ และเอเชีย เราจึงพบเห็นทั้งโบสถ์คาธอลิก มัสยิดอิสลาม วิหารฮินดู และบ้านดินแบบแอฟริกัน ตั้งอยู่ปะปนกันเป็นจำนวนมาก จนยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเกาะอียา ดือ โมซัมบิก ให้เป็นพื้นที่มรดกโลก (World’s Heritage Site) มาตั้งแต่ ค.ศ. 1977

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

คณะทัวร์ของเราเริ่มที่ปลายสุดของเกาะ นั่นคือที่ป้อมเซา เซบาชเตียว (São Sebastião) ป้อมปราการหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผา เด็ก ๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายใน จึงทำได้แค่ส่งผมตรงปากประตูทางเข้าเท่านั้น

“ต้องดูอะไรบ้างที่พวกนายคิดว่าเจ๋งสุด” ผมกระซิบถามไกด์ตัวน้อย

“เซนยอร์ต้องไปดูโบสถ์เล็ก ๆ ที่ปลายแหลม นั่นคือโบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel) เชื่อกันว่าเป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินแอฟริกา แล้วก็อย่าลืมไปดูห้องโถงเก็บน้ำ เป็นห้องโถงที่ใหญ่มาก ๆ สูงมาก ๆ ใช้กักเก็บน้ำฝนไว้ใช้บนเกาะมาตั้งแต่โบราณ และด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด น้ำฝนที่ตกบนหลังคาหรือบนตัวป้อมปราการทุกเม็ดจะไหลมารวมกันในห้องโถงแห่งนี้ มันเป็นโถงที่สูงเหมือนตึกหลายชั้น และทุกวันนี้ก็ยังเป็นแหล่งสะสมน้ำจืดที่สำคัญที่สุด เซนยอร์ต้องเดินไปทั่ว ๆ นะ วิวสวยมาก ๆ เซนยอร์จะต้องชอบแน่ ๆ” หัวหน้าทัวร์ตัวน้อยแนะนำ

แน่นอนว่าเซนยอร์ลูกทัวร์อย่างผมก็ทำตามแต่โดยดี

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
โบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel)

เมื่อผมสำรวจป้อมเซา เซบาชเตียว เสร็จเรียบร้อย ผมก็รีบออกมาพบน้อง ๆ เพื่อเที่ยวต่อ สารภาพตรง ๆ เลยนะครับว่าผมจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมดว่าประวัติความเป็นมาของแต่ละสถานที่นั้นเป็นอย่างไร แต่ผมเดินเที่ยวกับน้อง ๆ อย่างสนุกสนานมาก พวกเขาแย่งกันเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เท่าที่จำได้ และถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มความสามารถ

“นี่วาชกู ดา กามา นักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เดินทางจากยุโรปมาแอฟริกาแล้วมาค้นพบอียา ดือ โมซัมบิก ก่อนข้าทะเลต่อไปยังเมืองโกอา (Goa) ในอินเดียและมาเก๊า (Macau) ในจีน แล้วชื่อประเทศโมซัมบิก ก็มาจากอีย่า ดือ โมซัมบิก นี่แหละ” เด็ก ๆ เล่าเมื่อพาผมมาหยุดยืนที่หน้าอนุสาวรีย์ของ Vasco da Gama

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อนุสาวรีย์ของวาชกู ดา กามา

“นี่โบสถ์ซานตู อันโตนีอู รู้จักซานตู อันโตนีอูไหม เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่ใคร ๆ มักจะมาขอพรท่านเพื่อให้กำเนิดบุตรชายหญิงที่แข็งแรง” เรื่องเล่านี้มาที่หน้าโบสถ์ชื่อเดียวกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โบสถ์ซานตู อันโตนีอู (Santo Antonio) 

“นี่โรงพยาบาล และนี่ก็ศาลาว่าการเมือง” อาคารโรงพยาบาลเก่าของอียา ดือ โมซัมบิก ยังคงงดงามแม้ยืนท้าแดดท้าฝนมาหลายศตวรรษจนดูเหมือนโบราณสถานปรักหักพัง แต่ที่ผมประหลาดใจก็คือ เมื่อผมลองเดินไปด้านหลังของอาคาร ผมก็พบว่าบางส่วนยังเปิดใช้เป็นคลินิกอยู่ มีหมอ มีคนไข้ มีนางพยาบาลอยู่ครบ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โรงพยาบาล

“อันนี้สถานีตำรวจ… อ๊ะ ๆ เซนยอร์อย่าถ่ายรูปนะ เอากล้องลงเดี๋ยวนี้ เอาลงกล้องลงเดี๋ยวนี้เลย ตำรวจที่นี่โหดจริงอะไรจริงนะ” นี่เป็นคำเตือน และอย่างที่น้อง ๆ บอกนะครับ นักท่องเที่ยวอย่างเราอย่าได้เผลอไปถ่ายภาพสถานที่ราชการเข้าโดยเด็ดขาด เพราะเรื่องอาจลุกลามบานปลายได้ ว่าแล้วผมก็เก็บกล้องลงทันที

“เวลาออกมาเดินกลางคืน เซนยอร์อย่าเอามือถือออกมาจากกระเป๋านะ เอาออกมาแค่ตอนถ่ายรูป แล้วต้องเก็บลงกระเป๋านะ อย่าถือไว้ในมือตลอดเวลาแบบนี้ มันอันตรายมาก ๆ” อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคำเตือนจากเด็ก ๆ

เราเดินเล่นเลาะเมืองสวยแห่งนี้ไปตามตรอกซอกซอย จนผ่านประตูบ้านที่ทำจากไม้สลักเสลางดงาม

“โห ประตูบานนี้สวยจัง บ้านใครน่ะ” ผมถาม

“อันนี้คือบ้านของกามอยช์ เขาเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกส และเคยอาศัยอยู่ที่นี่นานหลายปี” เด็ก ๆ กำลังพูดถึง Luís Vaz de Camoẽs ผู้ที่นอกจากเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกสแล้ว ยังนับว่าเป็นกวีคนสำคัญของโลกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทกวีนามว่า Os Lusíadas ที่เขาเขียนพรรณนาถึงเกาะอียา ดือ โมซัมบิก แห่งนี้ไว้อย่างซาบซึ้งใจ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ประตูบ้านของกามอยช์

อียา ดือ โมซัมบิก เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ๆ อาคารเก่าในสถาปัตยกรรมยุโรปผสมผสานอาหรับและแอฟริกันสวยงามชวนหลงใหล สีพาสเทลที่ฉาบอาคารอาจดูเก่าและทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของเมืองลดลงเลย เราเดินสำรวจเกาะกันจนบ่ายและมาจบที่ตลาดปลา วันนี้ไม่มีปลาขายสักตัว และผมคิดว่าน้อง ๆ ควรได้รับรางวัลกันแล้ว

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดปลา ที่หมายสุดท้าย

“ไป แมรกาดู เซนตราล กัน ไปเลือกขนมที่ชอบเลย แถมน้ำคนละกระป๋องนะ” 

เด็ก ๆ ดีใจ และผมก็ได้ทำตามสัญญาก่อนเราแยกย้ายจากกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดกลางหรือแมรกาดู เซนตราล (Mercado Central)

บันทึกฉบับนี้คงจะจบลงไม่ได้ ถ้าผมไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันรุ่งขึ้น 

เมื่อผมได้มีโอกาสพบกับเด็กน้อยคนหนึ่งในกลุ่มมัคคุเทศก์ยุวชนที่พาผมเดินเที่ยวเมื่อวานนี้ 

เขาคือ เด็กชายเฟาชตีนู่ (Faustino) 

ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ผมไปดำน้ำตามเกาะแก่งต่าง ๆ รอบอียา ดือ โมซัมบิก เสร็จเรียบร้อยและกลับมาที่โรงแรมเมื่อตอนบ่ายแก่ ๆ ผมก็พบว่าเด็กชายเฟาชตีนู่กำลังยืนรอผมอยู่ที่หน้าโรงแรม

หนูน้อยเฟาชตีนู่ไม่ได้มามือเปล่า แต่เขานำเอาภาพวาดมาด้วยจำนวนหนึ่ง

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช…. เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช… หนีห่าว” เฟาชตีนู่เรียกผมแบบเขิน ๆ 

เฮ่อ หนีห่าวอีกละ ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังเรียกประเทศถูก

“ผมวาดรูปมา นี่วาชกู ดา กามา นี่โรงเรียนผม แล้วนี่รูปบ้านผมที่มากูตี” 

เฟาชตีนู่ค่อย ๆ แอบหยิบภาพออกมาที่ละภาพสองภาพไปเรื่อย ๆ

“เฮ้ย” ผมแอบตกใจ “นี่ไปวาดรูปเอามาให้พี่เหรอ ซึ้งใจ ๆ”

“เปล่าครับ ผมเอามาขายเซนยอร์รูปละ 100 เมติไกช์ครับ”  

เฟาชตีนู่ทำเอาหยาดน้ำตาแห่งความซึ้งใจของผมแห้งลงทันที แต่ผมกำลังแอบยิ้ม

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’

เจ้าหนูนี่เซ็งลี้ฮ้อมาก ๆ เพราะวาดรูปมา 8 รูป เพื่อนำมาขายผมรูปละ 100 เมติไกช์ ตกประมาณรูปละ 50 บาท

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช บอกว่าต้องทำงานแลกเงินไง” เฟาชตีนู่พูดต่อ “ผมเลยวาดรูปมาขาย” ผมถึงกับฮาสนั่น

“100 เมติไกช์แพงไปนะ เฟาชตีนู่” ผมเริ่มต่อราคา

“เซนยอร์จะซื้อกี่รูปล่ะ” เฟาชตีนู่รุก

“ถ้าเหมาหมด 300 เมติไกช์ล่ะ” ผมชิงบอกราคาแบบมั่ว ๆ ไปก่อน

“350 ละกัน นะ ๆ เซนยอร์” เฟาชตีนู่ไม่ยอมแพ้

“ได้ งั้นเหมา 8 รูป 350 เมติไกช์” ผมตกลง และยื่นเงินให้ในราคารูปละ 20 บาทโดยประมาณ

ผมรีบเดินเข้าไปหาพนักงานต้อนรับในโรงแรม ให้มาช่วยแปลประโยคที่ผมกำลังจะบอกเขาว่า

“เฟาชตีนู่ นายเจ๋งมาก ๆ ขอให้นายหัดวาดรูปให้เก่ง พูดภาษาอังกฤษให้เก่ง ๆ จะได้พานักท่องเที่ยวเดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก หรือไม่ก็วันหนึ่งนายอาจจะได้เป็นศิลปินและทำงานศิลปะสวย ๆ มาขายนักท่องเที่ยวนะ”

ผมรู้ดีว่ามันอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาความยากจนที่หมักหมมอยู่ในประเทศนี้แบบถาวร แต่ผมหวังว่ามันจะทำให้เด็กชายคนหนึ่งพยายามดิ้นรนให้มากขึ้นกว่าการเดินขอเงิน ขอขนม ขอปากกา ขอสมุดไปวัน ๆ

หากมาอียา ดือ โมซัมบิก แล้วเจอเฟาชตีนู่แถว ๆ หน้าโรงแรม Villa Sand เดินเข้ามาขายภาพหรือเดินเข้ามาขออนุญาตพาคุณเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก แล้วล่ะก็ ผมฝากให้อุดหนุนเขาด้วยนะครับ

สิ่งสุดท้ายที่ผมทำก่อนจะเดินทางออกจากเกาะแสนสวยแห่งนี้คือ ผมได้ฝากโครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก ไว้กับมาร์กุส เจ้าของโรงแรมที่ผมไปพักอยู่ด้วย และผมหวังว่าโครงการนี้จะยังมีอยู่ตราบจนถึงวันนี้

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565
2 K

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load