ก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นไปทีละก้าวตามบันไดหินที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ลมหายใจหอบแฮก ๆ บ่งบอกถึงระยะทางและความชันของระดับพื้น เมื่อถอนหายใจพร้อมกับเงยหน้าขึ้น จะพบซุ้มประตูทางเข้าชั้นนอกของวัด แข้งขาที่อ่อนล้ากลับแข็งขันขึ้นมาอีกครั้ง 

ความรู้สึกนี้หรือเปล่า ที่ทำให้การเดินทางมานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้วนพิเศษ และมีความหมายที่แตกกันออกไป

คอล์ม Set Design ครั้งนี้ ขอพาทุกท่านไปตามรอยสถาปัตยกรรมวัดพุทธนิกายเซนในประเทศญี่ปุ่น ผ่านฉากในการ์ตูนย้อนวัยเรื่อง ‘อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา’ เมื่อหลักคำสอน ปรัชญา พิธี และวิถีปฏิบัติในพุทธศาสนาหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติ บริบทของภูมิประเทศ และสถาปัตยกรรม มากไปกว่านั้น สิ่งที่สะท้อนผ่านพุทธศาสนสถานแบบดั้งเดิมอย่างวิถีแห่งพุทธนิกายเซน ยังมีอิทธิพลในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ที่เป็น Soft Power ต่อวัฒนธรรม ศิลปะ รวมถึงสถาปัตยกรรม ซึ่งบ่งบอกและสร้างวิถีความเป็นญี่ปุ่นยุคใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย 

เมื่อศาสนาเชื่อมโยงสัมพันธ์กับจิตใจผู้คน วัดหรือศาสนสถานก็เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สื่อสารอย่างทรงพลัง ราวกับสถาปัตยกรรมนั้นพูดได้ มีตัวตน และมีพื้นที่ของตัวเอง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ อาอิชิเตรุ หรือจะเป็น “อิค-คิว-ซางงงง…” “คร๊าบผม…จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวนึงสิครับ” 

เพลงเปิดและคำพูดก่อนตัดเข้าโฆษณาที่หลาย ๆ คนจดจำได้เป็นอย่างดีจาก อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา มาพร้อมกับการถาม-ตอบเชิงปัญญาทางธรรมแบบปุจฉาวิสัชนา แฝงด้วยเกร็ดธรรมะและข้อคิดในการดำเนินชีวิตในทุกตอน ดังความหมายของคำว่าอิคคิว ( 一休 ) ที่แปลว่าการพักครู่หนึ่ง เหมือนกับการชะลอความคิด สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ใช้’หมอง นั่ง’มาธิ” เพื่อเรียกสติ สร้างสมาธิเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหานั่นเอง

อนิเมะ อิคคิวซัง (一休さん) ฉายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2518 อำนวยการผลิตโดยโทเอแอนิเมชัน (Toei Animation) และฉายครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2525 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ทั้งหมด 296 ตอน การ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงประวัติศาสตร์บ้านเมืองญี่ปุ่นยุคมูโรมาจิ (Muromachi) (ค.ศ. 1336 – 1573) ยุคที่รัฐบาลโชกุนอยู่ภายใต้การนำของ โชกุนอาชิกางะ โยชิมิตสึ มีอำนาจในการปกครองเหนือพระจักรพรรดิ และยังนำชีวประวัติของ พระอิคคิว โซจุน หรือชื่อในวัยเด็กคือ เซงกิกุมารุ ในช่วง ค.ศ. 1394 ถึง ค.ศ. 1481 มาเป็นต้นแบบของอิคคิวซังในการ์ตูน เณรน้อยเจ้าปัญญา อีกด้วย 

เมื่อศึกษาดูแล้ว พบว่าตัวตนของพระอิคคิว โซจุน นั้น เป็นพระสายอินดี้พอตัว ท่านไว้หนวดเครา ไม่โกนผม มักต่อต้านจารีตประเพณีและยศศักดิ์ โดยมองว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งสมมติ ท่านยึดแก่นของพระธรรมและสัจจธรรมของชีวิตที่ไม่แน่นอนเป็นที่ตั้ง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ตามท้องเรื่องในอนิเมะ พระมารดาส่งอิคคิวซังให้ออกบวชเป็นสามเณรที่วัดอังโคะกุจิ ( 安国寺, Ankoku-ji) เพื่อหนีราชภัยในวัย 5 ขวบ โดยมีเจ้าอาวาสไกคังเป็นผู้อุปสมบทให้ (ในความเป็นจริง ณ ขณะนั้นได้รับสมญานามว่า สามเณรชูเคน) และโชกุนโยชิมิตสึก็ยังสั่งการให้ซามูไรชินเอมอนซังคอยเฝ้าติดตามอิคคิวซังไปทุกที่

ในแต่ละตอนเรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น บ้างถ่ายทอดกิจวัตรประจำวันและปัญหาต่าง ๆ ของเหล่าเพื่อนเณรและซาโยจัง (เด็กหญิงที่อาศัยอยู่บริเวณวัด) ภายในวัดอังโคะกุจิ บ้างถ่ายเรื่องราวในละแวกเมือง อย่างร้านขายของชำของคิเคียวยะซังและลูกสาวยาโยย ที่มักจะตั้งคำถามทดลองเชาว์ปัญญาของอิคคิวอยู่เป็นเนือง ๆ

I
วัดอังโคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

วัดอังโคะคุจิ คือหัวใจสำคัญของฉากในการ์ตูนเรื่องนี้ ก่อตั้งโดยตระกูลโชกุนอาชิคางะ ซึ่งสร้างขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น เครือข่ายวัดอังโคะคุจิได้รับการสนับสนุนปัจจัยจากเหล่าขุนนางและพ่อค้าเป็นอย่างดี ในขณะที่เป้าหมายดั้งเดิมคือสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน แต่อีกนัยหนึ่ง ตัววัดก็ทำหน้าที่สนับสนุนการปกครองของโชกุนไปโดยปริยาย

วัดอังโคะคุจิได้ต้นแบบมาจากเมืองยามาชิโระที่สามเณรชูเคนออกบวชและจำวัด ซึ่งถูกเผาทำลายไปแล้วในช่วงสงคราม ทางทีมงานผู้สร้างจึงต้องถอดแบบจากวัดอังโคะคุจิในเมืองอายาเบะ จังหวัดเกียวโต แม้ว่าจะไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระอิคคิว โซจุน โดยตรงก็ตาม

ภายในเต็มไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายของฉากในวัดตามแบบฉบับการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็นซุ้มประตูไม้หน้าทางเข้าวัด (Sōmon) และตัวห้องโถงพระใหญ่ (Hondo) ที่ปกคลุมด้วยหลังคาหน้าจั่วมุงหญ้าขนาดใหญ่ สร้างด้วยโครงสร้างเสาคานไม้ขนาดใหญ่ในรูปแบบ Post and Lintel ก่อนปิดตัวอาคารด้วยผนังปูนสีขาว โดยอาคารตั้งอยู่บนแท่นหิน ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติและต้นไม้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนนั่นเอง 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดชูองอัน อิคคิวจิ

รูปแบบพุทธสถาปัตยกรรมของจีนเข้ามามีอิทธิพลต่อวัดในญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ทั้งการวางผังที่ยึดตามแกนกลาง ซุ้มประตูทางเข้าจะตรงกับโถงหอพระใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูป การแยกแบ่งฟังก์ชันของอาคารออกไปเป็นส่วน ๆ ซุ้มระฆัง ส่วนที่อยู่อาศัยของพระและสามเณร ห้องซักล้าง ห้องน้ำ และอื่น ๆ การจัดวางผังอาคารตามกายภาพภูมิประเทศ การสร้างลานกว้าง (Courtyard) และสวนหินจากพื้นที่ระหว่างอาคารแต่ละหลัง ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของศาสนสถานแบบพุทธเซน

อีกหนึ่งวัดที่ไม่ได้ปรากฏในการ์ตูนเรื่องนี้ ทว่าเป็นวัดที่พระอิคคิว โซจุน เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต คือ วัดชูองอัน อิคคิวจิ (Shuonan Ikkyuji Temple) ตัววัดโอบล้อมไปด้วยต้นไม้และสวนหินแบบเซน จากซุ้มประตูทางเข้า ต่อเนื่องเป็นทางเดินลายหินทอดยาวผ่านแนวต้นไม้ ก่อนจะเข้าถึงภายในวัด ช่วยสร้างพื้นที่เปลี่ยนผ่านจากความวุ่นวายของโลกภายนอกให้แก่ผู้มาเยือน 

ตัวสวนหินเซนที่อยู่ภายในวัดก็เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมของธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกวาดหินเป็นลวดลายเหมือนกระแสน้ำลื่นไหลผ่านพื้นดินนิ่งสงบ เป็นการลอกเลียนความสมบูรณ์ของธรรมชาติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้

II
วัดคินคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

อีกหนึ่งฉากที่ปรากฏอยู่ในหลาย ๆ ตอน คือ ปราสาทคินคะคุ (Kinkaku The Gloden Pavillion) ศาลาพลับพลาทองที่หลายคนจดจำได้ ในตอนที่โชกุนท้าทายให้อิคคิวซังจับเสือในภาพวาดบนฉากกั้น ตัวอาคารสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1398 โดยโชกุนรุ่นที่ 3 อาชิคางะ โยชิมิตสึ เพื่อใช้เป็นวิลล่าคอมเพล็กซ์สำหรับอยู่อาศัยและว่าราชการ ตั้งบนเนินเขาคิตะยามะ (Kitayama) ต่อมาหลังจากโชกุนโยชิมิตสึถึงแก่อสัญกรรม สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็น วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ วัดโรกูอนจิ (Rokuon-ji) ตามความประสงค์ของท่าน

ความหรูหราสวยงามของตัวศาลาเปรียบเหมือนสวรรค์บนดิน โครงสร้าง 3 ชั้นของศาลาทองสร้างขึ้นบนฐานหินเหนือสวนสระน้ำอันกว้างขวาง สะท้อนและทอดเงาสีทองลงผิวน้ำ ล้อมรอบด้วยต้นไม้เปลี่ยนสี ผลัดและผลิใบไปตามวัฏจักรฤดูกาลของมัน 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดคินคะคุจิ

ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน ชั้นหนึ่งเป็นสไตล์ที่อยู่อาศัยแบบชินเด็น (รูปแบบสถาปัตยกรรมที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง) เรียกกันว่าหอน้ำพระธรรม (Hosuiin) มีชานระเบียงล้อมรอบห้อง เปิดเผยโครงสร้างเสาไม้ธรรมชาติ ผนังปูนสีขาว และประตูและหน้าต่างบานเลื่อนไม้ เมื่อกวาดสายตามองไป ก็แทบกลมกลืนหายไปกับบริบทแวดล้อม ขับให้ตัวอาคารชั้นสองและชั้นสามที่ภายนอกห่อหุ้มผิวผนังด้วยทองคำเปลวโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

หอคอยแห่งเสียงคลื่น (Choonkaku) คือส่วนชั้นบนของศาลา เป็นที่ประดิษฐานรูประโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม สร้างขึ้นในสไตล์บุกเกะ ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยของซามูไร ส่วนบนสุดสร้างเป็นทรงคิวโพลา เรียกว่า Kukyocho สถาปัตยกรรมโถงเซนแบบจีน มีหน้าต่างโค้งขนาดใหญ่ กลางห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พื้นที่ภายในและภายนอกปูด้วยแผ่นทองคำเปลว บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์สีทอง สัญลักษณ์ของราชวงศ์ อันเป็นตัวแทนของไฟและดวงอาทิตย์

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ภายหลังใน ค.ศ. 1950 ศาลาหลังนี้ถูกวางเพลิงเผาทำลาย และสร้างขึ้นมาให้เหมือนเก่าอีกครั้งใน ค.ศ. 1955 นอกจากศาลาทองหลังนี้ โดยรอบอาณาเขตบริเวณยังมีสิ่งปลูกสร้างในรูปสถาปัตยกรรมเซนหลังอื่น ๆ อาทิ ศาลาเงิน (สร้างขึ้นเกือบ 1 ศตวรรษให้หลัง) วิลล่า ห้องพักพระสงฆ์ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในยุคต่อมา

III
อวัจนภาษา

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

อวัจนภาษาในการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมแบบเซน ถ่ายทอดแก่นคำสอนของการตื่นรู้ การตระหนักรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต อัตตา และการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไป ภาษาที่สื่อสารผ่านวัดเซน กลมกลืนหลอมรวมไปกับธรรมชาติ ความงามและสุนทรียภาพที่ไม่ยั่งยืนตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล สถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย เปลือย และตรงไปตรงมา เผยสัจจะวัสดุในแบบโครงสร้างตามวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง

การทำความสะอาด เป็นอีกสิ่งที่มักพบเห็นในหลาย ๆ ฉาก ทั้งการถูพื้นหรือกวาดลานวัด หรือแม้แต่ในวัดชูองอัน อิคคิวจิ ก็มีรูปปั้นของพระอิคคิว โซจุน ถือไม้กวาดอยู่ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในวิถีปฏิบัติของพุทธเซนในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล 

ความงามที่เกิดจากการขัดถู ทำความสะอาด การตัดแต่งกิ่งของต้นบอนไซ หรือแม้แต่การกวาดลวดลายในสวนหิน 

ความงามประณีตเกิดขึ้นจากความอดทน และความพยายามผ่านกระบวนการอันยาวนานเพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

สิ่งนี้หรือเปล่าที่วัดนิกายเซนพยายามรักษา ผ่านการทำความสะอาดด้วยความเพียรในแต่ละวัน

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

เมื่อนั่งพิเคราะห์ถึงแก่นพื้นฐานของพุทธนิกายเซน และเชื่อมโยงกับหลักการปรัชญาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นในวงการงานออกแบบ สถาปัตยกรรม หรือหลักการใช้ชีวิตและการทำงาน เราจะพบว่าแก่นคำสอนของเซนนั้นเป็นหนึ่งใน Soft Powre ที่สร้างอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกขึ้นมา 

ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตแบบอิคิไก (Ikigai) ซึ่งช่วยหาจุดสมดุลของการดำรงอยู่และการทำงาน แนวคิดการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไปในงานออกแบบและสถาปัตยกรรม อย่าง Minimalism แนวคิดในการตกแต่งภายในแบบ Wabi-sabi ที่ค้นหาความงามในความเรียบง่ายผ่านสัจจะวัสดุและธรรมชาติ หรือจะเป็นแนวคิด No-frills ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นเพิ่มความสะดวกสบาย เป็นต้น 

คำถามน่าคิดในวันนี้ที่เราอาจมองย้อนกลับมาว่า แก่นของพุทธแบบไทย ๆ นั้น กำลังสื่อสารอะไรกับวิถีการดำเนินชีวิต รวมถึงการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมของเรา ในยุคที่สังคมขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ รูปทรงหลังคาวัดแบบดั้งเดิมวางอยู่บนผนังกระจกขอบอะลูมิเนียม เต็นท์สำเร็จรูปกางที่ลานวัด ปกคลุมอยู่บนองค์พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รายล้อมไปด้วยกล่องรับบริจาค จนกลายเป็นภาพชินตาที่เราพบเห็นได้ทั่วไป

ข้อมูลอ้างอิงและที่มาของภาพประกอบ :

Kimio Yabuki (Director). Chiaki Imada (Producer). 1978. 一休さん Ikkyū-san (TV series) . Toei Animation (Production Studio)

Nishi, K., & Hozumi, K. (1983). What is Japanese architecture?. Kodansha international.

Hara, K. (2017). Back to White. In White. essay, Lars Muller Publishers.

www.youtube.com/watch?v=rf9yQ2Hh5ac

www.posttoday.com/ent/news/428318

mgronline.com/japan/detail/9640000129536

www.mangozero.com/ikkyu-san-place-history/

www.ikkyuji.org

www.shokoku-ji.jp/en/kinkakuji/about/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

กระดานไวท์บอร์ดในห้องเรียนสี่เหลี่ยม อาคารชั้นเรียนแบ่งเป็นห้อง ๆ พร้อมป้ายกำกับเลขห้องแขวนอยู่เหนือประตู น่าจะเป็นภาพจำในวัยเรียนของใครหลาย ๆ คน

ต่อมาเมื่อชีวิตก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ห้องเหล่านั้นอาจขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นห้องเลกเชอร์ที่มีโปรเจกเตอร์และเตาปิ้งแผ่นสไลด์ (เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ) แขวนอยู่จุดกึ่งกลางหน้าห้อง ในทางกลับกัน ห้องเรียนของใครอีกหลาย ๆ คนอาจไม่ได้มีผนังปูนกั้นแบ่ง ไม่ได้มีคาบเรียน แต่เป็นพื้นที่โล่งกว้างกลางแจ้งพร้อมผนังล่องหน ล้อมรอบด้วยรั้วต้นไม้ และมีเพดานเป็นท้องฟ้าขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา

ภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ แหวกกฎคำจำกัดความของรูปแบบสถาปัตยกรรมสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับห้องสี่เหลี่ยม การสำเร็จการศึกษาไม่ได้ตีตราด้วยปริญญาบัตร การแสวงหาความรู้ไม่ได้อยู่เพียงในตำรา และการก้าวไปสู่พื้นฐานที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2548 กำกับโดย จิระ มะลิกุล ผู้กำกับที่มักถ่ายทอดแนวคิดผ่าน วัฒนธรรม ประเพณี วลี และประโยคเด็ดไว้ในผลงาน เช่น “เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ” จากภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 ใน พ.ศ. 2545

มหา’ลัย เหมืองแร่ คือหนังเรื่องถัดมาของเขา เนื้อเรื่องดัดแปลงมาจากซีรีส์รวมเรื่องสั้น ‘เหมืองแร่’ จำนวน 142 ตอน ของศิลปินแห่งชาติ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ถ่ายทอดเรื่องราวและความทรงจำที่เขาหวงแหนจากประสบการณ์ชีวิต หลังพ้นจากสถานะนิสิต เพราะรีไทร์ออกจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ตอนปี 2

หลังจากนั้น ตามความตั้งใจของบิดา อาจินต์ในวัย 22 ปีลงทะเบียนเข้าไปทำงานกับบริษัท เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง (Krasom Tin Dredging) อำเภอตะกั่วทุ่ง ตำบลกระโสม จังหวัดพังงา ระหว่าง พ.ศ. 2492 – 2496 เป็นเวลารวมเกือบ 4 ปีที่เขาอยู่ในห้องเรียนชีวิตแห่งนี้ 

Coming of Age ในวัย 22 ปีของคุณอาจินต์นั้นพลิกผันเป็นที่สุด จากชีวิตนิสิตที่ได้เที่ยวเตร่ในกรุงเทพฯ สู่มหาลัยในชนบท ทำงานกับบริษัทเหมืองแร่ ออกสำรวจพื้นที่ สอบปลายภาคได้เลื่อนขั้นไปทำงานบนเรือขุดแร่ดีบุก การทำงานแบบที่ไม่ใช่นั่งรถเมล์ไปเช้าเย็นกลับหรือในออฟฟิศติดแอร์ แต่คือการไปเข้าค่ายตากแดดตากฝนกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งในวันแรกต่างเป็นเพียงคนแปลกหน้า ‘ที่ฟังนิทานตอนเด็กกันมาคนละเรื่อง’ แต่หลังจากนั้นกลับค่อย ๆ กลายเปลี่ยนเป็นเพื่อนที่รู้ใจประหนึ่งคนในครอบครัว

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

ภาพยนตร์ไม่ได้ถ่ายทำที่เหมืองกระโสม ซึ่งเป็นสถานที่จริงตามเนื้อเรื่องในหนังสือ เนื่องจากกาลเวลาผ่านมาหลายสิบปี ตัวเหมืองปิดกิจการลง เรือขุด เครื่องจักร ถูกรื้อถอนแยกชิ้นส่วนขายเป็นเศษเหล็กไปหมดแล้ว หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมภูมิประเทศรอบ ๆ ก็เปลี่ยนตามกาลเวลา ทีมงานโปรดักชันนำโดย เอก เอี่ยมชื่น ไล่หาโลเคชันที่เหมาะสมตั้งแต่ภูเก็ตขึ้นมาถึงพังงา จนสรุปสุดท้ายได้ปักหลักที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา

โจทย์ใหญ่ของทีมงานคือ ต้องสร้างฉากห้องเรียนขนาดใหญ่ของเหมืองกระโสมแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฉากออฟฟิศของนายฝรั่งและพนักงานเสมียน บ้านพักของกรรมกรเหมือง กระท่อมเพิงพัก ร้านค้า ร้านกาแฟ และหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือเรือขุดดีบุกจำลอง ซึ่งความยากอีกอย่างหนึ่งคือ การถ่ายทอดจิตวิญญาณตัวอักษรในงานเขียนของคุณอาจินต์ออกมาผ่านฉากและถอดมิติที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะกลิ่นความเลอะเทอะของดินโคลน ความดิบชื้นของป่า ความสดชื่นของสายฝน ความร้อนอบอ้าว ความเหนียวเหนอะหนะของเหงื่อไคล ความแข็งแกร่งใหญ่โตของเรือขุด เป็นต้น

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

1
เปิดเทอม

ฉากโลเคชันของเหมืองกระโสมและเรือขุดดีบุกในภาพยนตร์ ถ่ายทอดเสียงเครื่องจักรกึกก้องออกไปหลายกิโลเมตร ราวกับกำลังแข่งกับความเงียบของเสียงนกและสายน้ำในหุบเขาแห่งนี้ ฉากเผยให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ กำแพงภูเขาที่ทอดยาวออกไปปกคลุมด้วยความทึบรก สีเขียวขจีของป่าไม้ ความหนักอึ้งของหินและแร่ธาตุใต้พื้นดิน ความชื้นและสายฝน ท้องถนนดินโคลน

เป็นที่รู้กันดีว่า ฝนปักษ์ใต้ตกติดต่อกันเป็นสิบ ๆ วัน ตกจน “ภูเขาเปียกจนละลาย ใบไม้โงหัวไม่ขึ้น” กลายเป็นหนึ่งบทเรียนในหนังที่สอนให้เราทำตัวเป็น “ลูกน้องของธรรมชาติ… เป็นคนของป่า เป็นลูกอ่อนของความหนาว และเป็นเพื่อนกับฝน”

นอกจากการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ บทท่อนหนึ่งในภาพยนตร์ได้สร้างคำจำกัดความของคำว่า ‘บ้าน’ ที่กว้างและลึกซึ้งอย่างมาก แต่ละห้องของบ้านขยายใหญ่และกระจายออกไปในละแวกชุมชน มากไปกว่านั้น ห้องเหล่านี้ยังปรับเปลี่ยนฟังก์ชันตามเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนไป เป็นความสวยงามของบทที่สะท้อนการอยู่อาศัยในเหมืองแร่ได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม
สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

“บ้านพักของเราเป็นเพียงที่นอนสำหรับหลบฝน ห้องส้วมของเราก็อยู่ในพุ่มไม้ ห้องกินข้าวอยู่ที่หาบขนมจีน และห้องรับแขกนั้น เราก็จัดกันขึ้นอย่างฉลาด ในร้านกาแฟ มันคือสโมสร… มันคือโรงมหรสพ มันเหมือนกรมประชาสัมพันธ์… แล้วตอนนี้โรงกาแฟกำลังจะกลายเป็นศาลตัดสินคดี… ที่สำคัญ โรงกาแฟยังแปรสภาพกลายเป็นบ่อนการพนันได้ด้วย… และโรงกาแฟก็คือโรงพยาบาลรักษาประสาทอันเสื่อมโทรมด้วยโรคคิดถึงบ้านของผมแต่เพียงผู้เดียว”

ตามข้อความข้างต้นนี้ เราจะเห็นว่าจุดรวมของคนในชุมชนคือโรงกาแฟ ร้านค้าของโกต้อง ที่ผู้คนต่างมาซื้อของ บ้างสังสรรค์กินเหล้าสร้างความสุขหลังเลิกงาน บ้างมาเพื่อปรับทุกข์และย้อมใจ ร้านกาแฟกลายเป็นห้องนั่งเล่นของครอบครัวเหมืองแร่ ส่วนบ้านพักเป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัวที่ใช้นอนหลับพักผ่อน

บ้านพักของอาจินต์เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวหลังคาจั่ว มีบานหน้าต่างรอบตัวบ้าน หน้าทางเข้ามีชานระเบียง ส่วนห้องครัวแบบก่อเตาฟืนอยู่ด้านนอก ภายในห้องพักมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น หลัก ๆ มีเพียงเตียง หมอน มุ้ง และโคมไฟที่ไฟฟ้าจะตัดในเวลา 5 ทุ่ม

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

2
ปลายภาค

เรือขุดดีบุกเป็นห้องเรียนที่โหดที่สุดของคนเหมืองแร่ เคลื่อนตัวไปตามแหล่งแร่ดีบุกจากข้อมูลในแผนที่สำรวจ เป็นบททดสอบความอดทนและความแข็งแกร่งของคนงาน พวกเขาต้องอยู่บนเรือขุดแห่งนี้หลายชั่วโมง เพื่อขับเคลื่อนเครื่องจักร เติมฟืนไฟให้หม้อไอน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า จนเรือขุดกลายเป็นสถานที่ที่ชาวเหมืองใช้ชีวิตอยู่มากกว่าที่อื่น ๆ

ในภาพยนตร์ เราจะเห็นฉากของเรือขุดในทุก ๆ ช่วงเวลาของวัน ตั้งแต่ช่วงเช้า กลางวัน เย็น ไปจนถึงกลางคืน ซึ่งนั่นก็เป็นนัยว่า การทำงานบนเรือขุดกลายเป็นชีวิตของคนเหมืองแร่อย่างแท้จริง

ฉากเรือขุดแร่ออกแบบและสร้างขึ้นจากการปะติดปะต่อภาพถ่ายเก่า ๆ ในสมัยนั้น รวบรวมจากบริษัทเหมืองทั้งในจังหวัดภูเก็ตและพังงา เนื่องจากค้นหาแปลนต้นแบบของเรือขุดไม่ได้ นอกจากนี้ ภาพความทรงจำของคุณอาจินต์ที่ช่วยให้คำปรึกษากับทีมผู้สร้างภาพยนตร์ ก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการออกแบบบรรยากาศการทำงานบนเรือขุดลำนี้ออกมา

จากอินเทอร์เน็ต ภาพเรือขุดสีขาวดำ ไม่ว่าจะเป็นของบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ ทิน เดรดยิง ลิมิเต็ด หรือ บริษัท เรือขุดแร่จุติ จำกัด และภาพเรือขุดในพังงา พ.ศ. 2479 โดยช่างภาพชาวอเมริกัน Robert Larimore Pendleton ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบหลาย ๆ ส่วน ซึ่งนำมาใช้อ้างอิงในฉากภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม
ภาพเรือขุดแร่ (Mining Dredger) จ.พังงา ใน พ.ศ. 2479
ภาพ : Robert L. Pendleton Collection

นิยามของสถาปัตยกรรมแบบ Modernism แบบดิบ ๆ หรือที่เรียกว่า ‘Brutalism’ น่าจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมสำหรับเรือขุดแร่ เมื่อฟังก์ชันการใช้งานเป็นตัวนำที่สำคัญกว่าหน้าตาและลักษณะภายนอก ความสมดุลของโครงสร้าง ขนาด น้ำหนัก และหน้าที่ของเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นเครนของถังสายพานลำเลียงและเครื่องบอยเลอร์ เป็นตัวแปรหลักที่กำหนดแปลนเรือและตำแหน่งการทำงานของคนงานอีกด้วย ส่วนรูปทรงของช่องเปิด ปล่องควัน รูปทรงหลังคาและผนังสังกะสี ต่างเป็นสิ่งที่เข้ามาสนับสนุนการใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และบำรุงรักษาเครื่องจักรเหล่านี้ เช่น การป้องกันฝนและการระบายความร้อน 

สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม
สถาปัตยกรรมใน มหา'ลัย เหมืองแร่ ห้องเรียนที่กว้างใหญ่เกินกว่าผนังสี่เหลี่ยม

ฉากการทำงานบนเรือขุดแร่ เผยให้เห็นกลิ่นอายในยุคที่อุตสาหกรรมบานสะพรั่ง การทำงานเป็นระบบของมนุษย์และเครื่องจักร เครื่องยนต์ หัวเรือขุด ถังสายพาน และเครื่องบอยเลอร์ผลิตไฟฟ้า ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแรงงานและหยาดเหงื่อของเหล่ากรรมกรเหมือง แต่ละคนมีหน้าที่และตำแหน่งประจำ ไล่เรียงตั้งแต่นายฝรั่งเป็นผู้บริหาร เสมียนคุมออฟฟิศ วิศวกรควบคุมเครื่องกล ช่างเครื่องจักร คนคุมคนงาน คนเติมฟืนเชื้อเพลิง คนงานขนแร่ คนตัดไม้ คนสั่งวัสดุ กระทั่งช่างสำรวจแร่ ทุกคนต่างเป็นเหมือนสายพานชีวิตที่ทำงานต่อกันเป็นทอด ๆ ราวกับฟันเฟืองของเครื่องจักรอย่างไรอย่างนั้น

ในขณะเดียวกัน เครื่องจักรก็ทำงานของมันไป เสียงครืดคราดดังไปทั่วบริเวณ ความร้อนจากหม้อไอน้ำแผ่กระจายออกมา ควันโขมงพวยพุ่งขึ้นไปตามปล่องไฟ พร้อมกับเศษของขี้เถ้าที่ตกลงมาตามสายฝน ลำเลียงแร่ที่ขุดมาได้ผ่านถังสายพาน คัดแยกและส่งออกไปทางท้ายเรือ ส่วนแร่ที่ขุดหามาได้ก็กลายมาเป็นเงินค่าแรงที่เลี้ยงปากท้องของเหล่าคนงานเหมืองต่อไป เมื่อเรือขุดค่อย ๆ จมลง เป็นสัญญาณบอกว่าการย้ายตำแหน่งขุดหาแร่ใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว

3
จบการศึกษา

ภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ ย้ำเตือนให้เราเข้าใจว่า การศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ในการใช้ชีวิตไม่ได้จบหลังจากได้รับปริญญาบัตร เพราะแท้จริงแล้วมันเพิ่งเริ่มต้น ในทางกลับกัน ปริญญาชีวิตมาจากการสั่งสมประสบการณ์ทำงาน ได้เจอเจ้านายที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่รู้ใจ เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดให้กันโดยตรงไม่ได้ ถ้าจะทำได้ก็เพียงบอกเล่าให้ฟังถึงความทรงจำดี ๆ เท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม เราคงจะบังคับหรือปรับเปลี่ยนความคิดของผู้อื่นไม่ได้โดยง่าย เพราะแต่ละคนย่อมมีประสบการณ์ชีวิตที่หวงแหนแตกต่างกันออกไป

ห้องเรียนของอาจินต์ในเหมืองจาก ‘มหา'ลัย เหมืองแร่’ กับสถาปัตยกรรมที่กว้างใหญ่เกินกว่าห้องสี่เหลี่ยมในตึก

อีกสิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นคือ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดไว้ในห้องสี่เหลี่ยม คำถามคือ การออกแบบอาคารห้องเรียน การวางแปลนอาคาร การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ มีส่วนช่วยส่งเสริมหรือปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนในมุมที่กว้างขึ้นได้หรือไม่ การทุบผนังปูนทึบของห้องพักครู แล้วแทนที่ด้วยกระจกใส จะช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงอาจารย์ผู้สอนและลูกศิษย์ได้หรือไม่

สำหรับผมเอง การเดินทางมาศึกษาและทำงานในประเทศเนเธอร์แลนด์ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี เป็นประสบการณ์ที่ยังไม่สิ้นสุดลง แต่ก็เผลอคิดไม่ได้ว่า เมื่อวันที่ต้องออกเดินทางมาถึงอีกครั้ง เราจะคิดถึงประสบการณ์ชีวิตครั้งนี้มากแค่ไหน เราจะพูดอะไรในวันสุดท้ายของการทำงาน เราจะพูดประโยคไหนเพื่อบอกลาเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าที่ให้โอกาสมาตลอด คงสรุปเป็นประโยคสั้น ๆ เหมือนในหนังที่ว่า “เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็รักคุณ”

Citation and Image References :

จิระ มะลิกุล (ผู้กำกับ). พ.ศ. 2548 . มหา’ลัย เหมืองแร่ (ภาพยนตร์). GTH

ภาพเรือขุดจาก collections.lib.uwm.edu

TK Reading Club ตอน เหมืองแร่

Raremeat Blog, มหา’ลัย เหมืองแร่

The standard.co, 14 ปี มหา’ลัย เหมืองแร่ “อาจินต์ เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็รักคุณ”

ลงดาบ, 16 ปี มหา’ลัยเหมืองแร่

Writer & Photographer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load