เชื่อว่าในบ้านของคุณผู้อ่านหลายคนคงมีเฟอร์นิเจอร์ของอิเกียวางอยู่ อาจเป็นชั้นวางของ เก้าอี้ หรือแจกันดอกไม้ใบสวย แบรนด์สวีดิชรายนี้ช่วยให้คุณภาพชีวิตในบ้านของเราดีขึ้น ผ่านสินค้าที่ใช้แนวคิด Democratic Design ซึ่งประกอบด้วยประโยชน์ใช้สอย ความสวยงาม คุณภาพดี ความยั่งยืน และราคาจับต้องได้ 

แต่มากกว่าบ้านของมนุษย์แต่ละคน อิเกียยังสนใจบ้านหลังที่ใหญ่กว่านั้น

“เกือบแปดสิบปีแล้วที่อิเกียช่วยให้คนมีชีวิตประจำวันในบ้านที่ดีขึ้น แต่บ้านของเราไปไกลกว่าผนังสี่ด้าน บ้านของเราหมายถึงโลกที่อาศัยอยู่ด้วย” โคเวอร์ พัว (Kaave Pour) ไดเรกเตอร์ของ SPACE10 หน่วยวิจัยและออกแบบสุดเก๋ของอิเกียกล่าว

หนึ่งในโปรเจกต์ที่เป็นรูปธรรมของคำพูดนี้คือ Bee Home โปรเจกต์แสนน่ารักจาก SPACE10 ที่ชวนคนรักโลกผ่านการคืนบ้านให้ผึ้ง สัตว์ชนิดสำคัญที่ช่วยผสมเกสรให้พืช หรือพูดอีกอย่างคือแหล่งอาหารของมนุษย์ 

Bee Home เมื่อ IKEA ชวนคนทั่วโลกแก้ปัญหาผึ้งสูญพันธุ์ผ่านงานออกแบบรังผึ้ง Open Source

Bee Home นำเสนอข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ไว้ว่า เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของพืชที่มีดอกต้องอาศัยสัตว์ช่วยผสมเกสร คิดเป็นราว 1 ใน 3 ของแหล่งอาหารโลก อย่างไรก็ตาม ผึ้งในปัจจุบันกำลังเสี่ยงที่จะสูญหาย เพราะเราทำลายบ้านของพวกเขาด้วยการทำเกษตรเคมีและปลูกพืชเชิงเดี่ยว 

รังผึ้ง Bee Home ที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับวาระวันผึ้งโลกขององค์การสหประชาชาติ (UN) จึงตั้งใจช่วยแก้ปัญหานี้ โดยเป็นงานออกแบบที่ผสมผสานแนวคิด Democratic Design ฉบับอิเกียและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเข้าไป กลายเป็นผลงานสวยและดีที่คนทั่วโลกร่วมสร้างสรรค์ได้แบบ Open Source 

รายละเอียดบ้านผึ้งสไตล์อิเกียจะเป็นอย่างไร มาดูกันเลย

บ้านที่ปลูกตามใจผู้อยู่

Bee Home ตั้งใจออกแบบรังผึ้งให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย นั่นคือ Solitary Bees หรือผึ้งจำพวกที่ไม่ได้อยู่ร่วมกันในรังใหญ่รังเดียว แต่แยกกันอยู่แบบบ้านใกล้เรือนเคียง 

ผึ้งกลุ่มนี้เป็นประชากรผึ้งส่วนใหญ่ของโลก ถึงไม่ได้สร้างน้ำผึ้ง แต่โดดเด่นที่ประสิทธิภาพ ทั้งในการผสมเกสรที่ผึ้งสันโดษ 1 ตัวทำงานได้มากเท่าผึ้งที่ผลิตน้ำผึ้ง 120 ตัว แถมผึ้งตัวเมียทุกตัวยังเป็นนางพญาในบ้านตัวเอง การสร้างรังผึ้งที่เหมือนคอนโดฯ 1 แห่งจึงหมายถึงการช่วยขยายพันธุ์ผึ้งได้หลายร้อยตัว

Bee Home เมื่อ IKEA ชวนคนทั่วโลกแก้ปัญหาผึ้งสูญพันธุ์ผ่านงานออกแบบรังผึ้ง Open Source

รังผึ้งของ Bee Home ตั้งอยู่บนโจทย์ของผึ้งกลุ่มนี้ที่ชอบอยู่ในโพรงตามต้นไม้หรือบนพื้นดิน และทำให้เหล่าผึ้งรู้สึกสบายเหมือนอยู่บ้าน โดยแต่ละรูของรังออกแบบเพื่อให้เหล่าผึ้งได้เก็บอาหารและวางไข่ได้สะดวก ไม่ใช้กาวที่เป็นพิษ และกะขนาดรูที่ผึ้งจะเข้าไปวางไข่ให้พอดี

Bee Home เมื่อ IKEA ชวนคนทั่วโลกแก้ปัญหาผึ้งสูญพันธุ์ผ่านงานออกแบบรังผึ้ง Open Source

บ้านที่ยั่งยืนตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ

รังผึ้งของ Bee Home ได้รับการออกแบบให้สร้างได้จากไม้เนื้อแข็งในท้องถิ่น เช่น ไม้โอ๊กและมะฮอกกานี (ยิ่งเนื้อแข็งเท่าไหร่ รังยิ่งทนเท่านั้น) ทำให้การผลิตเป็นไปอย่างยั่งยืน 

นอกจากนั้น ตัวรังยังได้แรงบันดาลใจจากเทคนิคช่างไม้ญี่ปุ่น ให้ประกอบได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อย่างตะปู ช่วยให้ทั้งประกอบสะดวกและถอดรื้อไปรีไซเคิลได้ง่าย เห็นแล้วนึกถึงแคมเปญล่าสุดของอิเกียที่ออกคู่มือการถอดรื้อเฟอร์นิเจอร์เพื่อให้ง่ายต่อการรีไซเคิล นับว่าคงเส้นคงวาความเป็น Democratic Design จริงๆ

Bee Home เมื่อ IKEA ชวนคนทั่วโลกแก้ปัญหาผึ้งสูญพันธุ์ผ่านงานออกแบบรังผึ้ง Open Source
Bee Home เมื่อ IKEA ชวนคนทั่วโลกแก้ปัญหาผึ้งสูญพันธุ์ผ่านงานออกแบบรังผึ้ง Open Source

บ้านที่ชวนทุกคนร่วมสร้างสรรค์

Bee Home เมื่อ IKEA ชวนคนทั่วโลกแก้ปัญหาผึ้งสูญพันธุ์ผ่านงานออกแบบรังผึ้ง Open Source

Bee Home เป็นรังผึ้งที่ Bee Host หรือคนที่จะนำไปใช้ปรับเปลี่ยนหน้าตา จำนวนชั้นของรัง และรูปแบบตามสถานที่ที่จะเอาไปวางได้ โดยเป็นงานออกแบบชนิด Parametric Design ที่มีการกำหนดตัวแปรไว้ล่วงหน้า ทำให้ถึงมีการปรับเปลี่ยน ค่าหลักสำคัญจะยังคงเดิม 

การทำแบบนี้นอกจากช่วยให้คนที่ไม่ใช่นักออกแบบได้มีส่วนร่วมและสร้างรังผึ้งแบบที่ชอบ ยังทำให้รังผึ้งตอบโจทย์พื้นที่ที่จะไปอยู่ที่สุด 

แล้วเมื่อออกแบบเสร็จ เราก็ดาวโหลดไฟล์แบบรังผึ้งไปสร้างจริงได้ที่ Maker Space ใกล้บ้าน เรียกว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก ถ้าสนใจอยากช่วยดูแลผึ้งก็ทำได้ไม่ยากเลย

Bee Home เมื่อ IKEA ชวนคนทั่วโลกแก้ปัญหาผึ้งสูญพันธุ์ผ่านงานออกแบบรังผึ้ง Open Source
Bee Home เมื่อ IKEA ชวนคนทั่วโลกแก้ปัญหาผึ้งสูญพันธุ์ผ่านงานออกแบบรังผึ้ง Open Source

บ้านที่สร้างความเป็นชุมชน

ถึงแม้จะเป็นโปรเจกต์ Open Source ที่เราแต่ละบ้านโหลดไฟล์แล้วแยกย้ายไปสร้างบ้านให้ผึ้งได้ แต่ Bee Home ยังมีการสร้างชุมชน โดยมีแมปสำหรับปักหมุดแหล่ง Maker Space ตำแหน่งบ้านของเหล่า Bee Host พร้อมหน้าตารังผึ้งแต่ละบ้าน และพิกัดของ Bee Advocate หรือผู้ที่สนับสนุนการเลี้ยงผึ้ง (เราแอบเห็น Bee Host ชาวไทยด้วย เท่มากๆ)

Bee Home เมื่อ IKEA ชวนคนทั่วโลกแก้ปัญหาผึ้งสูญพันธุ์ผ่านงานออกแบบรังผึ้ง Open Source

เมื่อมองดูแมป เราจึงเห็นชุมชนที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และแม้ Bee Home จะเป็นเพียงงานออกแบบชิ้นเล็กๆ แต่ถ้าช่วยกันคนละไม้คนละมือ เราก็จะได้เห็นบ้านของผึ้งที่ช่วยทั้งผึ้ง โลก และเราปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง 

ดังที่ประโยคแรกในเว็บโปรเจกต์ Bee Home บอกเอาไว้

“ออกแบบรังผึ้ง และช่วยฟื้นสายสัมพันธ์ระหว่างคนกับโลก”

ข้อมูลอ้างอิง

www.space10.com/project/bee-home

www.beehome.design

www.archdaily.com

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

เมื่อพูดถึงความท้าทายของสังคมทุกวันนี้ หนึ่งในคำที่เราได้ยินกันบ่อยคือ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ประเทศไทยก็เช่นกัน ในปี 2022 เรามีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 18.3 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากรทั้งหมดแล้ว

เมื่อคนในสังคมเข้าสู่วัยสูงอายุมากกว่าเดิม ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การที่คุณตาคุณยายต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและสุขภาพไม่แข็งแรง

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่เจอความท้าทายไม่แพ้กัน จึงริเริ่มโปรเจกต์ที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมพลังชื่อว่า ‘Share a Pot’ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัย

ซุปร้อน ๆ 1 หม้อ จะมีพลังช่วยแก้ปัญหาที่คุณตาคุณยายต้องเจอได้อย่างไร ลองมาเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ

Share a Pot โปรเจกต์ดูแลกายใจผู้สูงวัยโดดเดี่ยวในสิงคโปร์ด้วยการกินซุปร้อน ๆ ร่วมกัน

ปัญหาใหญ่เริ่มแก้ได้จากหม้อซุปเล็ก ๆ

สิงคโปร์กำลังจะมีประชากร 1 ใน 4 มีอายุเกิน 65 ปี ในปี 2030 ด้วยเหตุนี้ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจึงให้ความสนใจกับความท้าทายนี้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ทีมงานจากโรงพยาบาล Khoo Teck Puat 

พวกเขาคิดจะช่วยให้คุณตาคุณยายมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ผ่านโปรเจกต์ที่ออกแบบโดยเริ่มต้นจากความทรงจำในอดีต นั่นคือการล้อมวงกินข้าว 

สิงค์โปร์ไม่ต่างจากเมืองไทยที่ครอบครัวจะมารวมตัวกินข้าวด้วยกัน เพียงแต่บ้านเราอาจมีกับข้าวหลากหลายวางอยู่พร้อมจานข้าว สิงคโปร์อาจเป็นการล้อมวงกินซุปร้อน ๆ หม้อใหญ่

ทีมงานของโรงพยาบาลได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ทำกันมาแต่เดิมนั้น และคิดจะนำบรรยากาศการล้อมวงกินข้าวเย็นด้วยกันกลับมา 

ในปี 2014 โปรเจกต์เล็ก ๆ ชื่อ Share a Pot จึงเกิดขึ้นที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ St. Luke ในรูปแบบ Community-based เพื่อให้คุณตาคุณยายที่อาจไม่เชื่อมโยงจากสังคมและสุขภาพไม่แข็งแรง ได้เจอ ‘บ้าน’ ของตัวเองอีกครั้ง

Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน
Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน

อิ่มท้อง อุ่นใจ

หม้อหุงข้าวขนาดใหญ่ถูกวางลงกลางโต๊ะกินข้าว ในหม้อนั้นมีซุปร้อน ๆ ที่เต็มไปด้วยผักและวัตถุดิบดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซุปถูกตักแจกจ่ายรอบโต๊ะที่มีคนวัยคุณตาคุณยายนั่งอยู่ พวกเขาตักซุปเข้าปากพร้อมพูดคุยสนทนากัน บรรยากาศอบอุ่นน่าสบายเหมือนยามเย็นที่เรากับครอบครัวได้นั่งล้อมวงกินข้าว

ซุปร้อน ๆ ของ Share a Pot ไม่เพียงให้สารอาหารที่มีประโยชน์ แต่ช่วยให้คุณตาคุณยายได้กลับมาปฏิสัมพันธ์กับสังคม คลายความเหงาที่มีรายงานระบุว่า อันตรายต่อสุขภาพเท่ากับการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน 

“ผู้สูงอายุมักจะพบกับ ‘รังที่ว่างเปล่า’ หลังพวกเขาเกษียณ” Tan Shi Hui ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจกต์ Share a Pot อธิบาย “เมื่อไม่มีคนนั่งกินข้าวด้วย ผู้สูงอายุหลายคนก็ขาดแรงจูงใจที่จะทำอาหารกิน และเลือกกินเมนูง่าย ๆ ซ้ำ ๆ อย่างบิสกิตหรือขนมปังแทน”

นอกจากรวมตัวกินข้าวด้วยกัน คุณตาคุณยายที่มาเจอกันในโปรเจกต์ซึ่งเกิดขึ้นเป็นรายสัปดาห์นี้ยังได้มาออกกำลังกายด้วยกัน และเมื่อกลับบ้าน ก็จะให้พวกเขาคอยวัดจำนวนก้าวที่เดินในแต่ละวันเพื่อนำมาแลกรางวัลได้ 

Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน

ที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้ Share a Pot ไม่เหมือนใคร คือโปรเจกต์เรียบง่ายนี้ดำเนินงานโดยอาสาสมัครที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุนั่นเอง

“อาสาสมัครส่วนใหญ่ก็คือผู้สูงอายุ” Tan Shi Hui อธิบาย “บทบาทของผู้ร่วมกิจกรรมและอาสาสมัครค่อนข้างลื่นไหล เพราะแม้แต่ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมก็ช่วยกันล้างจาน และจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดกิจกรรมด้วย” 

Share a Pot จึงเป็นโปรเจกต์ที่ช่วยเยียวยาปัญหาของสังคมผู้สูงอายุในหลากหลายมิติ พร้อมกับที่ชวนให้คุณตาคุณยาย Active อย่างเต็มความหมายในเวลาเดียวกัน

การเติบโตของซุป 1 หม้อ

จากช่วงทดลองจัดที่มีอาสาสมัครแค่ 6 คน Share a Pot เติบโตไปได้อย่างสวยงาม ในปี 2019 หม้อซุปแสนอบอุ่นนี้ได้มีโอกาสวางลงบนโต๊ะกินข้าวในมากกว่า 30 พื้นที่ทั่วสิงคโปร์ มีผู้เข้าร่วมรวมมากกว่า 1,700 คน รวมถึงมีอาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุเกือบ 180 คน (แม้หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงโควิด-19 ซึ่งจัดกิจกรรมในสถานที่จริงยาก ก็ยังมีการเปลี่ยนมานัดพบกันแบบออนไลน์)

ทั้งนี้ ขณะที่ก้าวไปข้างหน้า Share a Pot ก็ยังคงรักษาหัวใจความเป็น Community-based ไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งการมีอาสาสมัครหลากหลาย เช่น พ่อค้าแม่ค้าขายอาหาร รวมถึงเด็กนักเรียนที่ทำให้ Share a Pot กลายเป็นพื้นที่สานสัมพันธ์ของคนต่างวัย และการที่หม้อใบนี้เปิดโอกาสให้แต่ละชุมชนได้ร่วมออกแบบ 

“โครงสร้างของโปรแกรมนี้ไม่ได้เป็นแบบโครงสร้างเดียวสำหรับทุกชุมชน และไม่ได้สมบูรณ์แบบมาแต่ต้น” Tan Shi Hui กล่าว “ชุมชนมีส่วนร่วมในการเติมเต็มช่องที่ว่างอยู่ เช่น จะทำเมนูอะไรกินกันในแต่ละสัปดาห์ จะออกกำลังกายอะไรกันดี และจะเล่นเกมหรือจัดกิจกรรมอะไร ทั้งหมดนี้ช่วยให้คนในชุมชนเป็นเจ้าของโปรแกรมนี้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของพวกเขา”

ด้วยเหตุนี้ หม้อซุป Share a Pot ที่ดูเรียบง่าย เข้าใจง่าย ไม่หวือหวาใบนี้ จึงหมายถึงโปรเจกต์อบอุ่นที่แก้ปัญหาตรงจุด และมีศักยภาพให้ทุกชุมชนนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ซึ่งนั่นรวมถึงชุมชนที่คุณอยู่ด้วยค่ะ

Share a Pot การแก้ปัญหาผู้สูงอายุโดดเดี่ยวด้วยการชวนมากินอาหารดี ๆ และออกกำลังกายร่วมกัน โดยอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน
อ้างอิง

 

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load