11 มิถุนายน 2561
6.45 K

ต่างหูเรียบๆ คู่นี้ ใช้เทคนิคเดียวกับการวาดลายตกแต่งดาบซามูไร

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

ภาพ : www.karafuru.jp

ส่วนสร้อยคอไข่มุก 3 เส้นนี้ เลือกใช้สีโบราณของญี่ปุ่น

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

ภาพ : www.karafuru.jp

ทั้งกล่องไม้ ทั้งต่างหูด้านล่างนี้ มีที่มาจากลวดลายญี่ปุ่นและสีโบราณของญี่ปุ่นเช่นกัน

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

ภาพ : www.karafuru.jp

ทั้งหมดนี้ คือสินค้าของแบรนด์ ‘KARAFURU’

มาจากคำว่า Colorful ซึ่งแปลว่า สีสันสดใส หากสลับคำเล็กน้อย จะกลายเป็น ‘ฟุรุคาระ’ ซึ่งแปลว่า ตั้งแต่อดีต อีกด้วย

สิ่งที่ KARAFURU สร้าง มิใช่แค่เครื่องประดับที่สีสันสดใสเพียงอย่างเดียว แต่แบรนด์นี้เกิดขึ้นเพื่อมากอบกู้ชีวิตช่างฝีมือญี่ปุ่นไม่ให้หายไป

ยุกิ คุโรดะ อดีตคอลัมนิสต์ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เห็นปัญหาเรื่องช่างฝีมือรุ่นก่อนเริ่มมีอายุมากขึ้น ไม่มีผู้สืบทอด ขณะเดียวกันตลาดก็เล็กลงทุกวัน

เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่สนใจของโบราณเหล่านี้ เธอจึงตัดสินใจสร้างแบรนด์เล็กๆ เพื่อช่วยช่างฝีมือ

ด้วยการเป็นตัวเชื่อมระหว่างช่างฝีมือญี่ปุ่น ซึ่งสืบทอดภูมิปัญญาโบราณกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ให้อยู่ร่วมกันได้

สินค้าชิ้นแรกของ KARAFURU คือชุดเดรสที่ใช้วิธีการย้อมผ้าแบบโบราณของเกียวโต

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

ภาพ : https://greenz.jp

แต่ละชุดจะมีลวดลายสีสันที่แตกต่างกัน ในวันออกแสดงผลงานนั้น มีผู้สื่อข่าวและบริษัทเอกชนให้ความสนใจมาก แต่คุโรดะกลับรู้สึกว่า สินค้าชิ้นนี้เป็นความล้มเหลวของเธอ

“คุณภาพงานดีมาก มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก แต่นี่ไม่ใช่สินค้าที่ดีค่ะ ช่างฝีมือได้ทำทุกกระบวนการเอง ไม่ว่าจะเป็นการมัดย้อม การเย็บผ้า แถมเราสั่งผลิตน้อย ทำให้สินค้าชิ้นหนึ่งมีราคาสูงมาก แม้เราจะทำสินค้าดี แต่หากราคายังแพงเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะซื้อไหว ก็คงไม่ต่างอะไรกับการทำธุรกิจเพื่อตอบสนองความสุขของตัวเองฝ่ายเดียว และไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับสังคมเลย”

หากสินค้าราคาแพงเกินไป ขายไม่ได้ ช่างฝีมือก็ไม่มีรายได้ สุดท้ายไม่เกิดประโยชน์อะไรอยู่ดี

ขณะที่คุโรดะยังไม่รู้ว่าจะทำสินค้าอะไรขายดีนั้น วันหนึ่งเพื่อนชวนเธอไปพิพิธภัณฑ์ปิ่นปักผมโบราณในโตเกียว คุโรดะได้ไอเดียว่าปิ่นปักผมสมัยโบราณใช้ศิลปะญี่ปุ่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การแกะสลัก ตลอดจนการฝังลายเคลือบทอง

หากปิ่นปักผมเป็นเครื่องประดับของคนสมัยก่อน อะไรคือเครื่องประดับของคนสมัยนี้

สินค้ารุ่นถัดมาของ KARAFURU จึงกลายเป็นสร้อยคอ ต่างหู นั่นเอง

สินค้าชิ้นเล็กๆ แม้ผลิตน้อยก็ไม่กระทบกับต้นทุนมาก

คุโรดะสนใจเทคนิคที่ใช้ในเครื่องประดับโบราณอย่างหนึ่ง คือเทคนิคมาซาเอะ หรือการแกะสลักไม้เป็นลวดลาย ลงยา แล้วโรยผงทองเพื่อให้สีติดลวดลายที่สลักไว้

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

ตัวอย่างสินค้าที่ใช้เทคนิคมาซาเอะ
ภาพ : http://buyee.jp

คุโรดะเห็นว่าหากใช้เทคนิคนี้ทำเครื่องประดับสีดำลงลายสีทองจะดูโบราณเกินไป สีที่น่าจะเหมาะกับสีทองอีกสี คือสีขาวไข่มุก เครื่องประดับ KARAFURU น่าจะสวยโดนใจคนรุ่นใหม่ทีเดียว

ทว่าไอเดียนี้ทำให้เกิดปัญหาประการหนึ่ง คือช่างฝีมือไม่สามารถวาดลายและลงยาบนไข่มุกได้ คุโรดะปรึกษาช่างฝีมือหลายคน จนเจอท่านหนึ่งที่สนใจไอเดียของเธอ เขาลองแก้ปัญหาด้วยการเคลือบไข่มุกด้วยน้ำยาพิเศษ แล้วจึงค่อยวาดลาย

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

ภาพ : https://greenz.jp

นอกจากนี้ คุโรดะยังขอความร่วมมือจากช่างออกแบบลาย หากใช้ลายโบราณ เช่น ลายดอกไม้ เครื่องประดับอาจดูเชย นักออกแบบจึงออกแบบลายทรงเรขาคณิตเพื่อให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

ภาพ : www.karafuru.jp

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

แหวน (ราคาประมาณ 15,000 บาท)
ภาพ : www.karafuru.jp

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

ต่างหูที่ใช้เทคนิคการฝังมุก
ภาพ : www.karafuru.jp

KARAFURU แบรนด์เครื่องประดับสีสันสดใสที่ช่วยกอบกู้ชีวิตช่างฝีมือโบราณญี่ปุ่น

แม้แต่กล่องใส่เครื่องประดับก็ดูมีสีสัน ขณะเดียวกันยังคงความเป็นญี่ปุ่น
ภาพ : www.karafuru.jp

แบรนด์ KARAFURU ได้รับความนิยมจากวัยรุ่นด้วยความน่ารัก

คุโรดะรู้สึกดีใจมากเมื่อมีเด็กสาววัยรุ่นมาดูสินค้าและบอกว่า “เทคนิคโบราณมาซาเอะเหรอคะ แต่แบบนี้น่ารักจังเลย”

หรือเด็กสาววัยสิบกว่าปีบางคนก็บอกว่า “หนูจะพยายามเก็บเงินแล้วมาซื้อให้ได้นะคะ”

ผู้บริโภคมีความสุขเนื่องจากได้รับสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ เต็มไปด้วยความใส่ใจและความประณีตของช่างฝีมือญี่ปุ่น

ตัวช่างฝีมือเองก็ได้เห็นศักยภาพของฝีมือพวกเขา และได้ค้นพบการประยุกต์ศิลปะโบราณให้เข้ากับความต้องการของคนรุ่นใหม่

เทคนิคโบราณต่างๆ เหล่านี้จึงยังสืบทอดต่อไปได้ แม้จะเปลี่ยนรูปแบบก็ตาม

KARAFURU และคุโรดะ กำลังค่อยๆ ส่งมอบภูมิปัญญาจากโบราณสู่อ้อมกอดของคนรุ่นใหม่ได้อย่างกลมกลืน

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.27 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load