เดือนมีนาคมนี้ ดิฉันต้องไปทำงานที่เกาะคิวชู และตั้งใจอยู่เที่ยวต่อเล็กน้อย

ทริปหนึ่งที่ดิฉันอยากไปมากๆ คือ รถไฟ 7 ดาว หรือ Seven Stars in Kyushu ขบวนรถหรูที่วิ่งในเกาะคิวชู

รถไฟขบวนนี้ให้บริการตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2013 …4 ปีมาแล้ว

ขณะที่ดิฉันกำลังหวังว่า ยอดจองจะซาลงไปบ้างแล้ว ณ ตอนนี้ เมื่อไปที่หน้าเว็บของรถไฟ JR Kyushu ดิฉันก็พบกับข้อความว่า

ทางบริษัทได้เปิดให้จองขบวนรถไฟ 7 ดาวช่วงเดือนมีนาคมถึงกันยายนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2017 ขณะนี้ ยอดจองเต็มหมดแล้ว ขออภัยในความไม่สะดวก และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ท่านกรุณาสนใจ’

ร้านอาหารมิชลินสามดาวนี่จองยากแล้ว รถไฟเจ็ดดาวนั้นจองแสนยากยิ่งกว่า

ภายใน 1 เดือน…ยอดจองขบวนรถไฟขบวนนี้เต็มยาวไปถึงเดือนกันยายนของปีถัดไป และดิฉันก็ไม่แน่ใจว่า เขาจะเปิดให้จองรอบถัดไปเมื่อใด

รถไฟขบวนนี้พิเศษอย่างไร

 

ที่มาของ ‘เจ็ดดาว’

รถไฟขบวนนี้มีเพียง 14 ห้อง รับแขกได้สูงสุด 28 คน ขบวนรถไฟวิ่งรอบเกาะคิวชู ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นแบบ 2 วัน 1 คืน หรือ 4 วัน 3 คืน ราคามีตั้งแต่ 1.5 ถึงเกือบ 4 แสนเยน

Seven Stars in Kyushu

www.cruisetrain-sevenstars.jp

ที่มาของชื่อ ‘7 ดาว’ ไม่ได้หมายถึงระดับความหรู แบบโรงแรมห้าดาว หกดาว แต่เลข 7 หมายถึง ทั้งเจ็ดจังหวัดในเกาะคิวชู และยังหมายถึงทรัพยากรการท่องเที่ยว 7 อย่างของเกาะ ตลอดจนจำนวนของขบวนรถที่มี 7 ขบวน

เจ้าของคือ บริษัท JR Kyushu

ทำไมบริษัทที่เหมือนการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องมาทำรถไฟท่องเที่ยว

สาเหตุคือ การขาดทุนนับพันล้านเยน คิวชูต่างจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า จำนวนประชากรลดลงเรื่อยๆ ทุกปี ประกอบกับเจอคู่แข่งอย่างรถประจำทางและสายการบินราคาถูกเข้ามาตีตลาด ทำให้คนขึ้นรถไฟน้อยลง การหวังพึ่งรายได้จากค่าโดยสารเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้

บริษัท JR Kyushu จึงหันมาใช้ทรัพยากรที่ตนเองมี คือรถไฟ และแปลงเข้าสู่ธุรกิจใหม่… จากการขนส่งโดยสาร สู่การท่องเที่ยว

คอนเซปต์ในตอนนั้นมีแค่สร้าง ‘Cruise Train’ รถไฟที่สร้างประสบการณ์เหมือนนั่งเรือสำราญได้

รถไฟ 7 ดาว

www.1101.com

ความท้าทายของดีไซเนอร์

บุคคลสำคัญผู้แปลงคอนเซปต์บนแผ่นกระดาษให้กลายเป็นรถไฟของจริง คือ เอจิ มิโตะโอะกะ ดีไซเนอร์ชื่อดังของญี่ปุ่น

มิโตะโอะกะ ต้องเผชิญกับ 4 โจทย์สำคัญด้วยกัน

  1. รถไฟต้องสวยงาม มีความเป็นเรือสำราญ ทั้งที่พื้นที่มีจำกัด ขบวนรถกว้างเพียง 2.7 เมตร เมื่อหักลบกำแพงหน้าต่างออกแล้ว เขาเหลือความกว้างเพียง 1.9 เมตรเท่านั้น ในพื้นที่เล็กๆ นี้ เขาต้องออกแบบห้องอาบน้ำ อ่างล้างหน้า และพื้นที่ที่วางเตียงได้ 2 เตียง
  2. ต้องสร้างประสบการณ์อันสุดยอดให้ลูกค้า ลูกค้าต้องทานอาหาร ใช้ชีวิต และพักอยู่ในรถไฟได้ โดยไม่รู้สึกอึดอัด
  3. ต้องออกแบบภายใต้งบประมาณอันจำกัด เพราะ JR Kyushu ในขณะนั้นประสบปัญหาขาดทุนอยู่ ไม่สามารถใช้เงินลงทุนเยอะเกินตัวได้
  4. ต้องชูเสน่ห์ของคิวชูให้โลกรู้

เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารรู้สึกอึดอัด มิโตะโอะกะออกแบบหลังคาทรงโค้ง และใช้วัสดุที่ทำจากไม้ ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น

เพื่อไม่ให้งบประมาณสูงเกินไป เขาใช้รถไฟขบวนเก่ามาตกแต่งใหม่ ทำให้ไม่ต้องสร้างขบวนรถไฟตั้งแต่ต้น

เหลืออีกสองโจทย์… คือสร้างประสบการณ์สุดยอดให้กับลูกค้า และชูเสน่ห์ของคิวชู

มันยากกว่าออกแบบรถไฟขบวนอื่นๆ เป็นสิบเท่าเลย” มิโตะโอะกะถึงกับเปรยออกมา

ห้องโดยสาร

www.japantimes.co.jp

ดีไซน์ที่ทำให้ช่างฝีมืออยากแสดงฝีมือ

ว่ากันว่า รถไฟ 7 ดาวขบวนนี้ ทำให้ใครหลายต่อหลายคนประทับใจจนน้ำตาไหล …ทั้งผู้โดยสารรวมถึงตัวพนักงานเอง

เครื่องประดับแต่ละชิ้น เฟอร์นิเจอร์แต่ละอย่าง ล้วนเกิดจากช่างฝีมือระดับสุดยอดของญี่ปุ่นทั้งนั้น

เคล็ดลับของ ‘งานศิลปะ’ ชิ้นนี้ อยู่ที่การออกแบบ

รถไฟขบวนนี้เป็นผลงานของ JR Kyushu และช่างฝีมือทุกคน แต่การจะแค่ขอความร่วมมือจากทุกคนเพื่อสร้างรถไฟขบวนนี้อย่างเดียวนั้นคงไม่พอ ผมและทีมต้องออกแบบแบบที่ช่างฝีมือเห็นแล้วรู้สึกว่าอยากแสดงฝีมือ (อยากโชว์ของ) ของตัวเอง ต้องเป็นงานออกแบบที่ปลุกวิญญาณของศิลปินแต่ละคนขึ้นมา

ดีไซน์แบบไหนกันที่ทำให้ช่างอยากโชว์ฝีมือ

ยกตัวอย่าง …ประตูและหน้าต่างไม้ในรถไฟแกะสลักโดยช่างไม้จากเมืองโอกาวะ จังหวัดฟุกุโอกะ ลวดลายบางแห่งเป็นเส้นเล็กบางละเอียดถึง 0.1 มิลลิเมตร

ไม้ฉลุ

minkara.carview.co.jp

หรืออ่างล้างมือ โคมไฟ ลูกบิดประตู ทั้งหมด ใช้ช่างฝีมือจากเมืองอาริตะ จังหวัดซากะ เป็นผู้วาดลาย

อ่างล้างมือ

nanatsuboshi-in-kyushu.jp

ส่วนเพดานไม้แกะสลักปิดทอง มาจากฝีมือของช่างแกะสลักและปิดทองเมืองไซตามะ

ตู้เสบียง

www.cruisetrain-sevenstars.jp

รถไฟที่ทุกคนรักและภูมิใจ

เมื่อขบวนรถสร้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ พนักงานที่ให้บริการต่างรู้สึกถึงความพิเศษของขบวนรถ ทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกพิเศษในงานของตนเอง และมุ่งมั่นให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่

ในเมื่อ ‘เวที’ ของพวกเราพิเศษขนาดนี้ พวกเราก็ต้อง ‘แสดง’ กันอย่างเต็มที่

การดูแลของพนักงานรถไฟ 7 ดาวนั้น ไม่ได้เริ่มแค่ที่เลานจ์ในห้องพักรับรอง แต่เริ่มตั้งแต่ตอนโทรศัพท์ไปหาลูกค้า

ท่านชอบหมอนแบบไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ แบบนิ่มหรือแบบแข็ง

ในรถมีการแสดงดนตรีด้วย มีเพลงไหนที่อยากขอเป็นพิเศษไหมคะ”

เดินทางมาที่สถานีฮากาตะอย่างไรคะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยไหมคะ”

พนักงานพูดคุยและใส่ใจความชอบของลูกค้าละเอียดจนในวันออกเดินทาง ถึงกับมีผู้โดยสารบางคนซื้อของฝากมาฝากพนักงานดูแลเลยทีเดียว

ในวันเดินทาง พนักงานทุกคนรู้สึกว่าพวกเขากำลังจะร่วมสร้างเรื่องราวแห่งความประทับใจไปพร้อมๆ กับผู้โดยสาร

สำหรับเด็กๆ ในท้องถิ่นนั้น พวกเขาพร้อมใจกันโบกมือให้จนกลายเป็นธรรมเนียมกันไปแล้ว

สำหรับคนในท้องถิ่น พวกเขาขอบคุณที่ขบวนรถไฟสายนี้พาคนที่สนใจในเกาะคิวชูมา ขอบคุณที่รถไฟซื้อวัตถุดิบจากท้องถิ่นไปปรุงอาหารรสเลิศ ขอบคุณโอกาสที่ให้พวกเขาได้แสดงวัฒนธรรมท้องถิ่นให้แก่ผู้โดยสาร ขอบคุณที่ให้โอกาสพวกเขาได้เล่าเรื่องท้องถิ่นที่พวกเขาภูมิใจ

สุดท้ายนี้ ขอจบเรื่องราวของรถไฟขบวนนี้ด้วยเรื่องราวของผู้โดยสารท่านหนึ่งค่ะ

ดิฉันมาเที่ยวรถไฟขบวนนี้กับคุณยาย ตอนคุยกับพนักงานทางโทรศัพท์ ดิฉันก็เผลอเล่าไปว่า คุณยายไม่ค่อยสบาย อาจทานอาหารไม่ได้เยอะมาก พอถึงวันที่ขึ้นรถไฟจริงๆ พนักงานดูแลก็มาถามคุณยายว่า ปริมาณอาหารพอดีไหม จะให้ลดหรือเพิ่มสิ่งใดหรือเปล่า คุณยายของฉันรู้สึกประทับใจจริงๆ ตัวฉันเองก็ไม่นึกว่าพนักงานจะสื่อสารกันขนาดนี้

“ส่วนตอนที่เราแวะลงสถานีหนึ่ง มีเด็ก ๆ ในเมืองมาเต้นรำแสดงให้พวกเราดู ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับคุณแม่เด็กคนหนึ่ง ดิฉันชมว่า ‘เด็กๆ เต้นเก่งจังเลยนะคะ’ คุณแม่ท่านนั้นบอกว่า เด็กๆ ตื่นเต้นและรอวันนี้มานานมาก พวกเขาตั้งใจซ้อมกันใหญ่เลยค่ะ

“ดิฉันเพิ่งเข้าใจความหมายของการเดินทางในครั้งนี้ว่า มันไม่ใช่แค่ทริปหรูราคาแพง มิใช่แค่อาหารดี หรือรถไฟนั่งสะดวกสบาย แต่เป็นประสบการณ์และความทรงจำที่จะคงอยู่ไปในตลอดชีวิตดิฉัน

เดือนมีนาคมนี้ ดิฉันต้องไปทำงานที่เกาะคิวชู และตั้งใจอยู่เที่ยวต่อเล็กน้อย

ทริปหนึ่งที่ดิฉันอยากไปมากๆ คือ รถไฟ 7 ดาว หรือ Seven Stars in Kyushu ขบวนรถหรูที่วิ่งในเกาะคิวชู

รถไฟขบวนนี้ให้บริการตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2013 …4 ปีมาแล้ว

ขณะที่ดิฉันกำลังหวังว่า ยอดจองจะซาลงไปบ้างแล้ว ณ ตอนนี้ เมื่อไปที่หน้าเว็บของรถไฟ JR Kyushu ดิฉันก็พบกับข้อความว่า

ทางบริษัทได้เปิดให้จองขบวนรถไฟ 7 ดาวช่วงเดือนมีนาคมถึงกันยายนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2017 ขณะนี้ ยอดจองเต็มหมดแล้ว ขออภัยในความไม่สะดวก และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ท่านกรุณาสนใจ’

ร้านอาหารมิชลินสามดาวนี่จองยากแล้ว รถไฟเจ็ดดาวนั้นจองแสนยากยิ่งกว่า

ภายใน 1 เดือน…ยอดจองขบวนรถไฟขบวนนี้เต็มยาวไปถึงเดือนกันยายนของปีถัดไป และดิฉันก็ไม่แน่ใจว่า เขาจะเปิดให้จองรอบถัดไปเมื่อใด

รถไฟขบวนนี้พิเศษอย่างไร

 

ที่มาของ ‘เจ็ดดาว’

รถไฟขบวนนี้มีเพียง 14 ห้อง รับแขกได้สูงสุด 28 คน ขบวนรถไฟวิ่งรอบเกาะคิวชู ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นแบบ 2 วัน 1 คืน หรือ 4 วัน 3 คืน ราคามีตั้งแต่ 1.5 ถึงเกือบ 4 แสนเยน

Seven Stars in Kyushu

www.cruisetrain-sevenstars.jp

ที่มาของชื่อ ‘7 ดาว’ ไม่ได้หมายถึงระดับความหรู แบบโรงแรมห้าดาว หกดาว แต่เลข 7 หมายถึง ทั้งเจ็ดจังหวัดในเกาะคิวชู และยังหมายถึงทรัพยากรการท่องเที่ยว 7 อย่างของเกาะ ตลอดจนจำนวนของขบวนรถที่มี 7 ขบวน

เจ้าของคือ บริษัท JR Kyushu

ทำไมบริษัทที่เหมือนการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องมาทำรถไฟท่องเที่ยว

สาเหตุคือ การขาดทุนนับพันล้านเยน คิวชูต่างจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า จำนวนประชากรลดลงเรื่อยๆ ทุกปี ประกอบกับเจอคู่แข่งอย่างรถประจำทางและสายการบินราคาถูกเข้ามาตีตลาด ทำให้คนขึ้นรถไฟน้อยลง การหวังพึ่งรายได้จากค่าโดยสารเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้

บริษัท JR Kyushu จึงหันมาใช้ทรัพยากรที่ตนเองมี คือรถไฟ และแปลงเข้าสู่ธุรกิจใหม่… จากการขนส่งโดยสาร สู่การท่องเที่ยว

คอนเซปต์ในตอนนั้นมีแค่สร้าง ‘Cruise Train’ รถไฟที่สร้างประสบการณ์เหมือนนั่งเรือสำราญได้

รถไฟ 7 ดาว

www.1101.com

ความท้าทายของดีไซเนอร์

บุคคลสำคัญผู้แปลงคอนเซปต์บนแผ่นกระดาษให้กลายเป็นรถไฟของจริง คือ เอจิ มิโตะโอะกะ ดีไซเนอร์ชื่อดังของญี่ปุ่น

มิโตะโอะกะ ต้องเผชิญกับ 4 โจทย์สำคัญด้วยกัน

  1. รถไฟต้องสวยงาม มีความเป็นเรือสำราญ ทั้งที่พื้นที่มีจำกัด ขบวนรถกว้างเพียง 2.7 เมตร เมื่อหักลบกำแพงหน้าต่างออกแล้ว เขาเหลือความกว้างเพียง 1.9 เมตรเท่านั้น ในพื้นที่เล็กๆ นี้ เขาต้องออกแบบห้องอาบน้ำ อ่างล้างหน้า และพื้นที่ที่วางเตียงได้ 2 เตียง
  2. ต้องสร้างประสบการณ์อันสุดยอดให้ลูกค้า ลูกค้าต้องทานอาหาร ใช้ชีวิต และพักอยู่ในรถไฟได้ โดยไม่รู้สึกอึดอัด
  3. ต้องออกแบบภายใต้งบประมาณอันจำกัด เพราะ JR Kyushu ในขณะนั้นประสบปัญหาขาดทุนอยู่ ไม่สามารถใช้เงินลงทุนเยอะเกินตัวได้
  4. ต้องชูเสน่ห์ของคิวชูให้โลกรู้

เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารรู้สึกอึดอัด มิโตะโอะกะออกแบบหลังคาทรงโค้ง และใช้วัสดุที่ทำจากไม้ ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น

เพื่อไม่ให้งบประมาณสูงเกินไป เขาใช้รถไฟขบวนเก่ามาตกแต่งใหม่ ทำให้ไม่ต้องสร้างขบวนรถไฟตั้งแต่ต้น

เหลืออีกสองโจทย์… คือสร้างประสบการณ์สุดยอดให้กับลูกค้า และชูเสน่ห์ของคิวชู

มันยากกว่าออกแบบรถไฟขบวนอื่นๆ เป็นสิบเท่าเลย” มิโตะโอะกะถึงกับเปรยออกมา

ห้องโดยสาร

www.japantimes.co.jp

ดีไซน์ที่ทำให้ช่างฝีมืออยากแสดงฝีมือ

ว่ากันว่า รถไฟ 7 ดาวขบวนนี้ ทำให้ใครหลายต่อหลายคนประทับใจจนน้ำตาไหล …ทั้งผู้โดยสารรวมถึงตัวพนักงานเอง

เครื่องประดับแต่ละชิ้น เฟอร์นิเจอร์แต่ละอย่าง ล้วนเกิดจากช่างฝีมือระดับสุดยอดของญี่ปุ่นทั้งนั้น

เคล็ดลับของ ‘งานศิลปะ’ ชิ้นนี้ อยู่ที่การออกแบบ

รถไฟขบวนนี้เป็นผลงานของ JR Kyushu และช่างฝีมือทุกคน แต่การจะแค่ขอความร่วมมือจากทุกคนเพื่อสร้างรถไฟขบวนนี้อย่างเดียวนั้นคงไม่พอ ผมและทีมต้องออกแบบแบบที่ช่างฝีมือเห็นแล้วรู้สึกว่าอยากแสดงฝีมือ (อยากโชว์ของ) ของตัวเอง ต้องเป็นงานออกแบบที่ปลุกวิญญาณของศิลปินแต่ละคนขึ้นมา

ดีไซน์แบบไหนกันที่ทำให้ช่างอยากโชว์ฝีมือ

ยกตัวอย่าง …ประตูและหน้าต่างไม้ในรถไฟแกะสลักโดยช่างไม้จากเมืองโอกาวะ จังหวัดฟุกุโอกะ ลวดลายบางแห่งเป็นเส้นเล็กบางละเอียดถึง 0.1 มิลลิเมตร

ไม้ฉลุ

minkara.carview.co.jp

หรืออ่างล้างมือ โคมไฟ ลูกบิดประตู ทั้งหมด ใช้ช่างฝีมือจากเมืองอาริตะ จังหวัดซากะ เป็นผู้วาดลาย

อ่างล้างมือ

nanatsuboshi-in-kyushu.jp

ส่วนเพดานไม้แกะสลักปิดทอง มาจากฝีมือของช่างแกะสลักและปิดทองเมืองไซตามะ

ตู้เสบียง

www.cruisetrain-sevenstars.jp

รถไฟที่ทุกคนรักและภูมิใจ

เมื่อขบวนรถสร้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ พนักงานที่ให้บริการต่างรู้สึกถึงความพิเศษของขบวนรถ ทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกพิเศษในงานของตนเอง และมุ่งมั่นให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่

ในเมื่อ ‘เวที’ ของพวกเราพิเศษขนาดนี้ พวกเราก็ต้อง ‘แสดง’ กันอย่างเต็มที่

การดูแลของพนักงานรถไฟ 7 ดาวนั้น ไม่ได้เริ่มแค่ที่เลานจ์ในห้องพักรับรอง แต่เริ่มตั้งแต่ตอนโทรศัพท์ไปหาลูกค้า

ท่านชอบหมอนแบบไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ แบบนิ่มหรือแบบแข็ง

ในรถมีการแสดงดนตรีด้วย มีเพลงไหนที่อยากขอเป็นพิเศษไหมคะ”

เดินทางมาที่สถานีฮากาตะอย่างไรคะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยไหมคะ”

พนักงานพูดคุยและใส่ใจความชอบของลูกค้าละเอียดจนในวันออกเดินทาง ถึงกับมีผู้โดยสารบางคนซื้อของฝากมาฝากพนักงานดูแลเลยทีเดียว

ในวันเดินทาง พนักงานทุกคนรู้สึกว่าพวกเขากำลังจะร่วมสร้างเรื่องราวแห่งความประทับใจไปพร้อมๆ กับผู้โดยสาร

สำหรับเด็กๆ ในท้องถิ่นนั้น พวกเขาพร้อมใจกันโบกมือให้จนกลายเป็นธรรมเนียมกันไปแล้ว

สำหรับคนในท้องถิ่น พวกเขาขอบคุณที่ขบวนรถไฟสายนี้พาคนที่สนใจในเกาะคิวชูมา ขอบคุณที่รถไฟซื้อวัตถุดิบจากท้องถิ่นไปปรุงอาหารรสเลิศ ขอบคุณโอกาสที่ให้พวกเขาได้แสดงวัฒนธรรมท้องถิ่นให้แก่ผู้โดยสาร ขอบคุณที่ให้โอกาสพวกเขาได้เล่าเรื่องท้องถิ่นที่พวกเขาภูมิใจ

สุดท้ายนี้ ขอจบเรื่องราวของรถไฟขบวนนี้ด้วยเรื่องราวของผู้โดยสารท่านหนึ่งค่ะ

ดิฉันมาเที่ยวรถไฟขบวนนี้กับคุณยาย ตอนคุยกับพนักงานทางโทรศัพท์ ดิฉันก็เผลอเล่าไปว่า คุณยายไม่ค่อยสบาย อาจทานอาหารไม่ได้เยอะมาก พอถึงวันที่ขึ้นรถไฟจริงๆ พนักงานดูแลก็มาถามคุณยายว่า ปริมาณอาหารพอดีไหม จะให้ลดหรือเพิ่มสิ่งใดหรือเปล่า คุณยายของฉันรู้สึกประทับใจจริงๆ ตัวฉันเองก็ไม่นึกว่าพนักงานจะสื่อสารกันขนาดนี้

“ส่วนตอนที่เราแวะลงสถานีหนึ่ง มีเด็ก ๆ ในเมืองมาเต้นรำแสดงให้พวกเราดู ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับคุณแม่เด็กคนหนึ่ง ดิฉันชมว่า ‘เด็กๆ เต้นเก่งจังเลยนะคะ’ คุณแม่ท่านนั้นบอกว่า เด็กๆ ตื่นเต้นและรอวันนี้มานานมาก พวกเขาตั้งใจซ้อมกันใหญ่เลยค่ะ

“ดิฉันเพิ่งเข้าใจความหมายของการเดินทางในครั้งนี้ว่า มันไม่ใช่แค่ทริปหรูราคาแพง มิใช่แค่อาหารดี หรือรถไฟนั่งสะดวกสบาย แต่เป็นประสบการณ์และความทรงจำที่จะคงอยู่ไปในตลอดชีวิตดิฉัน

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

เวลาเราซื้อของขวัญให้ใคร เรามักจะซื้อสิ่งที่ตัวเอง (แอบ) อยากได้ให้คนคนนั้น…

เพื่อนคนหนึ่งเคยได้รับกาน้ำชาแก้วใสๆ ยี่ห้อ HARIO จากดิฉัน โดยมีคำอธิบายอันยืดยาวว่ามันใช้ง่าย สวยงาม มินิมอล เทแล้วน้ำชาไม่ค่อยหกเลอะเทอะ ถอดฝาล้างง่าย บลาๆๆ จากผู้ให้อยู่ข้างๆ 

‘HARIO’ เป็นแบรนด์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อายุ 100 ปีหมาดๆ เมื่อ ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทุกท่านคิดว่าบริษัทที่เคยผลิตอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ จะเติบโตมาหน้าตาเป็นอย่างไรคะ 

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ HARIO แบรนด์ญี่ปุ่นอีกแบรนด์ที่ดิฉันรักค่ะ 

จากอุปกรณ์ห้องแล็บสู่ห้องครัว 

HARIO ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1921 ในช่วงแรกนั้น บริษัทผลิตอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบีกเกอร์ หรือหลอดแก้วตวงปริมาตร 

อุปกรณ์ของแบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ทั้งทนความร้อน ทนกรด และสารเคมี รวมถึงใช้งานง่าย

หลังจากทำธุรกิจมาได้ 27 ปี ใน ค.ศ. 1948 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นก็เริ่มนำความเชี่ยวชาญด้านการหลอมแก้ว มาผลิตอุปกรณ์ในห้องครัว เช่น จานแก้ว ชามแก้ว ที่เข้าเตาอบได้ ขวดใส่เครื่องปรุง แก้วตวงวัด 

สำหรับอุปกรณ์ทำกาแฟ HARIO เริ่มเข้ามาผลิตในช่วง ค.ศ. 1957 โดยเริ่มจากเครื่องทำกาแฟ Syphon ทางบริษัทพยายามปรับความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ มาใช้กับอุปกรณ์ทำกาแฟ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่นทีละนิด

สร้างกระแสในอเมริกา จนถึงระดับโลก

ในช่วง ค.ศ. 2004 ธุรกิจได้พัฒนาตัวดริปเปอร์ใหม่ อุปกรณ์ดริปเปอร์เดิมนั้นตัวกระดาษแผ่นกรองจะแนบไปกับดริปเปอร์ ทำให้อากาศไหลเวียนยาก อุปกรณ์รุ่นใหม่ออกแบบให้มีช่องว่างระหว่างกระดาษเล็กน้อย ทำให้มีอากาศผ่านได้ รสกาแฟจะลุ่มลึกขึ้น และเริ่มวางจำหน่ายใน ค.ศ. 2005 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : www.hario.com

ในช่วงแรก สินค้าตัวนี้ยังไม่เป็นที่ฮิตในตลาดสักเท่าไร จนเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ใน ค.ศ. 2010 ไมเคิล ฟิลลิปส์ (Michael Phillips) บาริสต้าชื่อดัง ได้รับรางวัลแชมเปี้ยนระดับโลก หนึ่งในอุปกรณ์ที่เขาใช้ ก็คือ HARIO V60 ทำให้ชื่อของ HARIO และ V60 เริ่มโด่งดังในอเมริกา และไปถึงในระดับโลกในที่สุด

สินค้าดีอยู่แล้ว แค่รอวันที่ใครสักคนจะเห็นคุณค่าและหยิบยกขึ้นมาเล่าเท่านั้นเอง 

วิกฤตที่นำไปสู่การเห็นโอกาสใหม่

ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา ตลาดกาแฟดริปเติบโตเรื่อยมา ทำให้ธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่อุปกรณ์ชงกาแฟ ทางแบรนด์ยังคงพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ 

ค.ศ. 2014 HARIO เปิดร้าน HARIO Lampwork Factory จำหน่ายเครื่องประดับแฮนด์เมดจากแก้ว เช่น สร้อยคอ ต่างหู เป็นร้านเล็กๆ ที่เราสามารถมองเห็นช่างกำลังเจียแก้วทีละนิดๆ ตรงหน้าร้าน และเข้าไปเลือกซื้อต่างหูน่ารักๆ ได้ 

สิ่งที่ทำให้ HARIO ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการนี้คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮขุเมื่อ ค.ศ. 2011 ในตอนนั้น ทุกโรงงานต้องประหยัดไฟฟ้า ทำให้ HARIO ไม่สามารถหลอมแก้วในโรงงาน ทางผู้บริหารจึงพยายามคิดว่า มีสินค้าอะไรที่บริษัทผลิตได้ โดยไม่ต้องใช้พลังไฟฟ้าปริมาณมาก

คำตอบจึงนำมาสู่การทำเครื่องประดับ ซึ่งใช้ที่เผาแก้วขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้ามาก 

เหตุผลหลักอีกประการคือ HARIO Lampwork Factory จะเป็นสถานที่บ่มเพาะฝีมือช่างทำแก้วไปในตัวด้วย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในวงการได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบัน มีร้าน HARIO Lampwork Factory ทั้งหมด 4 สาขา ในโตเกียว 3 แห่ง และนาโกย่าอีก 1 แห่ง 

หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก HARIO ก็จะได้อุ่นใจว่ามีธุรกิจบางธุรกิจที่ยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะขาดกระแสไฟก็ตาม 

 จากกลิ่นหอมกาแฟ สู่กลิ่นหอมอโรม่า

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ออก Product Line ใหม่ ชื่อ HARIO Relaxing เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยด้านการผ่อนคลาย

แล้ว HARIO โยงเข้ากับเครื่องแก้วอย่างไรล่ะ 

อย่างต่างหูแก้วเล็กๆ คู่นี้ ด้านในจะมีช่องเล็กให้หยอดน้ำมันอโรม่าหรือน้ำหอมได้ แค่หันหน้าไปมา ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ผ่อนคลาย 

ความแข็งแกร่งของ Hario(ฮาริโอะ) แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

หรือแจกันดอกไม้อันนี้ ดูเผินๆ ก็เป็นแค่แจกันแก้วใสธรรมดาๆ แต่บริเวณหลอดแก้วตรงกลาง สามารถถอดมาใส่น้ำมันอโรม่า และแปลงร่างแจกันเป็น Diffuser  

ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

สร้อยคอของซีรีส์ Relaxing นี้ ก็มีช่องให้ใส่น้ำมันอโรม่าได้เช่นเดียวกัน

HARIO เริ่มจับเทรนด์ Relaxing นี้ จากการสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงทำงานยุคใหม่มีความเครียดสูง และต้องการสินค้าที่เยียวยาหัวใจพวกเธอ เมื่อลองนำ ‘ความผ่อนคลาย’ มาเชื่อมโยงกับ ‘เครื่องแก้ว’ จึงได้ไอเดียผลิตภัณฑ์เก๋ๆ ที่ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมสดชื่นนั่นเอง  

เปิด HARIO Café 

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ตัดสินใจเปิดร้าน HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory อยู่ตรง Nihonbashi แล้ว ทีมงานจึงเสนอว่าควรสร้างคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของการชงกาแฟให้ผู้คนได้เข้าใจยิ่งขึ้น 

hario v60
HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : hariocafe-lwf.com/en/ 

ในร้านคาเฟ่นี้ ลูกค้าเข้ามาสั่งชากาแฟขนมทานได้ หรือเข้าเรียนในเวิร์กช็อป เช่น วิธีดริปกาแฟแบบต่างๆ เรียนรู้กลิ่นหอมของใบชา หรือเข้าร่วมอีเวนต์ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของ HARIO 

นอกจากนี้ สตาฟของ HARIO ยังคิดอีเวนต์ตามฤดูกาลอีกด้วย เช่น หน้าร้อนก็จะสอนวิธีชงชาแบบเย็น หรือหน้าหนาวก็สอนวิธีทำคาเฟ่ลาเต้อุ่นๆ ละมุนๆ 

ข้อดีสำหรับลูกค้าคือ สามารถทดลองอุปกรณ์ เช่น ดริปเปอร์ กระดาษกรองแบบต่างๆ ได้ แค่มาเข้าเวิร์กช็อป พนักงาน HARIO ก็จะอธิบายและลองชงกาแฟด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกค้าค้นพบอุปกรณ์ที่เหมาะกับรสนิยมของตนเอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสินค้าจริงมาลอง 

สำหรับ HARIO เองนั้น ตัวบริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องแก้วมาตลอด แต่การเปิดร้านกาแฟนี้ จะทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์ลูกค้าง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ถ่ายทอดจุดเด่นของสินค้าแต่ละชิ้นอย่างถูกต้องได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

กล้าลองอะไรใหม่ๆ 

แม้ HARIO จะเป็นบริษัทที่เก่าแก่ แต่ไม่เคยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ผู้บริหารเปิดรับไอเดียพนักงานเสมอ จริงๆ แล้ว ไอเดียร้านกาแฟเกิดจากการที่พนักงานเห็นว่า บริษัทย้ายมาอยู่อาคารอิฐโบราณสวยๆ ในนิฮงบาชิ น่าจะมีร้านกาแฟเก๋ๆ บ้าง ท่านประธานเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองดู 

ส่วนไอเดียธุรกิจใหม่นั้น บริษัทมีระบบรับฟังความเห็นพนักงานเสมอ ทุกปี HARIO จะจัดประกวดไอเดียธุรกิจใหม่ พนักงานคนใด ระดับใด ก็เสนอไอเดียได้ โดยไอเดียที่ชนะเลิศ​ จะได้รับการนำไปพัฒนาเป็นสินค้าออกมาจำหน่ายจริง 

หนึ่งในสินค้าที่ชนะเลิศการประกวดคือ หม้อดินฝาแก้ว มีพนักงานคนหนึ่งเห็นว่า ปกติตัวหม้อนาเบะจะทำจากดินเผา เวลาปิดฝา มักมองไม่เห็นว่ากำลังต้มอะไรอยู่ แต่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นฝาแก้ว ลูกค้าก็น่าจะเห็นตอนที่ข้าวกำลังสุก หรือเห็นว่าอะไรในหม้อกำลังเดือดปุดๆ แล้วหรือยัง เป็นไอเดียที่น่ารักมาก 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory
ภาพ : www.bridgine.com

สำหรับบริษัทที่ 100 ปีก่อน เอาแต่ผลิตบีเกอร์วิทยาศาสตร์ ถือว่า HARIO ก็มาไกลทีเดียว 

Lesson Learned

  1. ทำสิ่งที่ถนัด สำหรับ HARIO คือการผลิตเครื่องแก้วเป็นหลักตลอด 100 ปี 
  2. แต่ไม่ทำสินค้าเดิมๆ HARIO มีการออกสินค้าใหม่หลายประเภทเสมอ เช่น เครื่องประดับ แก้วกาแฟ 
  3. เวลาหาไอเดียธุรกิจใหม่ เริ่มจากการสังเกตเทรนด์ แล้วเอาความถนัดตนเองเข้าไปจับ ดังเช่น ธุรกิจ HARIO Relaxing 
  4. หรือเปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้เวทีเขาประกวด ให้เขาได้ฉายแสง 
  5. สร้างวัฒนธรรมของการกล้าออกไอเดีย กล้าพูด กล้าทำ

เวลาเราซื้อของขวัญให้ใคร เรามักจะซื้อสิ่งที่ตัวเอง (แอบ) อยากได้ให้คนคนนั้น…

เพื่อนคนหนึ่งเคยได้รับกาน้ำชาแก้วใสๆ ยี่ห้อ HARIO จากดิฉัน โดยมีคำอธิบายอันยืดยาวว่ามันใช้ง่าย สวยงาม มินิมอล เทแล้วน้ำชาไม่ค่อยหกเลอะเทอะ ถอดฝาล้างง่าย บลาๆๆ จากผู้ให้อยู่ข้างๆ 

‘HARIO’ เป็นแบรนด์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อายุ 100 ปีหมาดๆ เมื่อ ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทุกท่านคิดว่าบริษัทที่เคยผลิตอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ จะเติบโตมาหน้าตาเป็นอย่างไรคะ 

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ HARIO แบรนด์ญี่ปุ่นอีกแบรนด์ที่ดิฉันรักค่ะ 

จากอุปกรณ์ห้องแล็บสู่ห้องครัว 

HARIO ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1921 ในช่วงแรกนั้น บริษัทผลิตอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบีกเกอร์ หรือหลอดแก้วตวงปริมาตร 

อุปกรณ์ของแบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ทั้งทนความร้อน ทนกรด และสารเคมี รวมถึงใช้งานง่าย

หลังจากทำธุรกิจมาได้ 27 ปี ใน ค.ศ. 1948 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นก็เริ่มนำความเชี่ยวชาญด้านการหลอมแก้ว มาผลิตอุปกรณ์ในห้องครัว เช่น จานแก้ว ชามแก้ว ที่เข้าเตาอบได้ ขวดใส่เครื่องปรุง แก้วตวงวัด 

สำหรับอุปกรณ์ทำกาแฟ HARIO เริ่มเข้ามาผลิตในช่วง ค.ศ. 1957 โดยเริ่มจากเครื่องทำกาแฟ Syphon ทางบริษัทพยายามปรับความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ มาใช้กับอุปกรณ์ทำกาแฟ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่นทีละนิด

สร้างกระแสในอเมริกา จนถึงระดับโลก

ในช่วง ค.ศ. 2004 ธุรกิจได้พัฒนาตัวดริปเปอร์ใหม่ อุปกรณ์ดริปเปอร์เดิมนั้นตัวกระดาษแผ่นกรองจะแนบไปกับดริปเปอร์ ทำให้อากาศไหลเวียนยาก อุปกรณ์รุ่นใหม่ออกแบบให้มีช่องว่างระหว่างกระดาษเล็กน้อย ทำให้มีอากาศผ่านได้ รสกาแฟจะลุ่มลึกขึ้น และเริ่มวางจำหน่ายใน ค.ศ. 2005 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : www.hario.com

ในช่วงแรก สินค้าตัวนี้ยังไม่เป็นที่ฮิตในตลาดสักเท่าไร จนเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ใน ค.ศ. 2010 ไมเคิล ฟิลลิปส์ (Michael Phillips) บาริสต้าชื่อดัง ได้รับรางวัลแชมเปี้ยนระดับโลก หนึ่งในอุปกรณ์ที่เขาใช้ ก็คือ HARIO V60 ทำให้ชื่อของ HARIO และ V60 เริ่มโด่งดังในอเมริกา และไปถึงในระดับโลกในที่สุด

สินค้าดีอยู่แล้ว แค่รอวันที่ใครสักคนจะเห็นคุณค่าและหยิบยกขึ้นมาเล่าเท่านั้นเอง 

วิกฤตที่นำไปสู่การเห็นโอกาสใหม่

ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา ตลาดกาแฟดริปเติบโตเรื่อยมา ทำให้ธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่อุปกรณ์ชงกาแฟ ทางแบรนด์ยังคงพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ 

ค.ศ. 2014 HARIO เปิดร้าน HARIO Lampwork Factory จำหน่ายเครื่องประดับแฮนด์เมดจากแก้ว เช่น สร้อยคอ ต่างหู เป็นร้านเล็กๆ ที่เราสามารถมองเห็นช่างกำลังเจียแก้วทีละนิดๆ ตรงหน้าร้าน และเข้าไปเลือกซื้อต่างหูน่ารักๆ ได้ 

สิ่งที่ทำให้ HARIO ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการนี้คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮขุเมื่อ ค.ศ. 2011 ในตอนนั้น ทุกโรงงานต้องประหยัดไฟฟ้า ทำให้ HARIO ไม่สามารถหลอมแก้วในโรงงาน ทางผู้บริหารจึงพยายามคิดว่า มีสินค้าอะไรที่บริษัทผลิตได้ โดยไม่ต้องใช้พลังไฟฟ้าปริมาณมาก

คำตอบจึงนำมาสู่การทำเครื่องประดับ ซึ่งใช้ที่เผาแก้วขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้ามาก 

เหตุผลหลักอีกประการคือ HARIO Lampwork Factory จะเป็นสถานที่บ่มเพาะฝีมือช่างทำแก้วไปในตัวด้วย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในวงการได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบัน มีร้าน HARIO Lampwork Factory ทั้งหมด 4 สาขา ในโตเกียว 3 แห่ง และนาโกย่าอีก 1 แห่ง 

หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก HARIO ก็จะได้อุ่นใจว่ามีธุรกิจบางธุรกิจที่ยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะขาดกระแสไฟก็ตาม 

 จากกลิ่นหอมกาแฟ สู่กลิ่นหอมอโรม่า

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ออก Product Line ใหม่ ชื่อ HARIO Relaxing เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยด้านการผ่อนคลาย

แล้ว HARIO โยงเข้ากับเครื่องแก้วอย่างไรล่ะ 

อย่างต่างหูแก้วเล็กๆ คู่นี้ ด้านในจะมีช่องเล็กให้หยอดน้ำมันอโรม่าหรือน้ำหอมได้ แค่หันหน้าไปมา ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ผ่อนคลาย 

ความแข็งแกร่งของ Hario(ฮาริโอะ) แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

หรือแจกันดอกไม้อันนี้ ดูเผินๆ ก็เป็นแค่แจกันแก้วใสธรรมดาๆ แต่บริเวณหลอดแก้วตรงกลาง สามารถถอดมาใส่น้ำมันอโรม่า และแปลงร่างแจกันเป็น Diffuser  

ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

สร้อยคอของซีรีส์ Relaxing นี้ ก็มีช่องให้ใส่น้ำมันอโรม่าได้เช่นเดียวกัน

HARIO เริ่มจับเทรนด์ Relaxing นี้ จากการสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงทำงานยุคใหม่มีความเครียดสูง และต้องการสินค้าที่เยียวยาหัวใจพวกเธอ เมื่อลองนำ ‘ความผ่อนคลาย’ มาเชื่อมโยงกับ ‘เครื่องแก้ว’ จึงได้ไอเดียผลิตภัณฑ์เก๋ๆ ที่ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมสดชื่นนั่นเอง  

เปิด HARIO Café 

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ตัดสินใจเปิดร้าน HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory อยู่ตรง Nihonbashi แล้ว ทีมงานจึงเสนอว่าควรสร้างคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของการชงกาแฟให้ผู้คนได้เข้าใจยิ่งขึ้น 

hario v60
HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : hariocafe-lwf.com/en/ 

ในร้านคาเฟ่นี้ ลูกค้าเข้ามาสั่งชากาแฟขนมทานได้ หรือเข้าเรียนในเวิร์กช็อป เช่น วิธีดริปกาแฟแบบต่างๆ เรียนรู้กลิ่นหอมของใบชา หรือเข้าร่วมอีเวนต์ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของ HARIO 

นอกจากนี้ สตาฟของ HARIO ยังคิดอีเวนต์ตามฤดูกาลอีกด้วย เช่น หน้าร้อนก็จะสอนวิธีชงชาแบบเย็น หรือหน้าหนาวก็สอนวิธีทำคาเฟ่ลาเต้อุ่นๆ ละมุนๆ 

ข้อดีสำหรับลูกค้าคือ สามารถทดลองอุปกรณ์ เช่น ดริปเปอร์ กระดาษกรองแบบต่างๆ ได้ แค่มาเข้าเวิร์กช็อป พนักงาน HARIO ก็จะอธิบายและลองชงกาแฟด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกค้าค้นพบอุปกรณ์ที่เหมาะกับรสนิยมของตนเอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสินค้าจริงมาลอง 

สำหรับ HARIO เองนั้น ตัวบริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องแก้วมาตลอด แต่การเปิดร้านกาแฟนี้ จะทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์ลูกค้าง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ถ่ายทอดจุดเด่นของสินค้าแต่ละชิ้นอย่างถูกต้องได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

กล้าลองอะไรใหม่ๆ 

แม้ HARIO จะเป็นบริษัทที่เก่าแก่ แต่ไม่เคยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ผู้บริหารเปิดรับไอเดียพนักงานเสมอ จริงๆ แล้ว ไอเดียร้านกาแฟเกิดจากการที่พนักงานเห็นว่า บริษัทย้ายมาอยู่อาคารอิฐโบราณสวยๆ ในนิฮงบาชิ น่าจะมีร้านกาแฟเก๋ๆ บ้าง ท่านประธานเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองดู 

ส่วนไอเดียธุรกิจใหม่นั้น บริษัทมีระบบรับฟังความเห็นพนักงานเสมอ ทุกปี HARIO จะจัดประกวดไอเดียธุรกิจใหม่ พนักงานคนใด ระดับใด ก็เสนอไอเดียได้ โดยไอเดียที่ชนะเลิศ​ จะได้รับการนำไปพัฒนาเป็นสินค้าออกมาจำหน่ายจริง 

หนึ่งในสินค้าที่ชนะเลิศการประกวดคือ หม้อดินฝาแก้ว มีพนักงานคนหนึ่งเห็นว่า ปกติตัวหม้อนาเบะจะทำจากดินเผา เวลาปิดฝา มักมองไม่เห็นว่ากำลังต้มอะไรอยู่ แต่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นฝาแก้ว ลูกค้าก็น่าจะเห็นตอนที่ข้าวกำลังสุก หรือเห็นว่าอะไรในหม้อกำลังเดือดปุดๆ แล้วหรือยัง เป็นไอเดียที่น่ารักมาก 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory
ภาพ : www.bridgine.com

สำหรับบริษัทที่ 100 ปีก่อน เอาแต่ผลิตบีเกอร์วิทยาศาสตร์ ถือว่า HARIO ก็มาไกลทีเดียว 

Lesson Learned

  1. ทำสิ่งที่ถนัด สำหรับ HARIO คือการผลิตเครื่องแก้วเป็นหลักตลอด 100 ปี 
  2. แต่ไม่ทำสินค้าเดิมๆ HARIO มีการออกสินค้าใหม่หลายประเภทเสมอ เช่น เครื่องประดับ แก้วกาแฟ 
  3. เวลาหาไอเดียธุรกิจใหม่ เริ่มจากการสังเกตเทรนด์ แล้วเอาความถนัดตนเองเข้าไปจับ ดังเช่น ธุรกิจ HARIO Relaxing 
  4. หรือเปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้เวทีเขาประกวด ให้เขาได้ฉายแสง 
  5. สร้างวัฒนธรรมของการกล้าออกไอเดีย กล้าพูด กล้าทำ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load