เดือนมีนาคมนี้ ดิฉันต้องไปทำงานที่เกาะคิวชู และตั้งใจอยู่เที่ยวต่อเล็กน้อย

ทริปหนึ่งที่ดิฉันอยากไปมากๆ คือ รถไฟ 7 ดาว หรือ Seven Stars in Kyushu ขบวนรถหรูที่วิ่งในเกาะคิวชู

รถไฟขบวนนี้ให้บริการตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2013 …4 ปีมาแล้ว

ขณะที่ดิฉันกำลังหวังว่า ยอดจองจะซาลงไปบ้างแล้ว ณ ตอนนี้ เมื่อไปที่หน้าเว็บของรถไฟ JR Kyushu ดิฉันก็พบกับข้อความว่า

ทางบริษัทได้เปิดให้จองขบวนรถไฟ 7 ดาวช่วงเดือนมีนาคมถึงกันยายนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2017 ขณะนี้ ยอดจองเต็มหมดแล้ว ขออภัยในความไม่สะดวก และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ท่านกรุณาสนใจ’

ร้านอาหารมิชลินสามดาวนี่จองยากแล้ว รถไฟเจ็ดดาวนั้นจองแสนยากยิ่งกว่า

ภายใน 1 เดือน…ยอดจองขบวนรถไฟขบวนนี้เต็มยาวไปถึงเดือนกันยายนของปีถัดไป และดิฉันก็ไม่แน่ใจว่า เขาจะเปิดให้จองรอบถัดไปเมื่อใด

รถไฟขบวนนี้พิเศษอย่างไร

 

ที่มาของ ‘เจ็ดดาว’

รถไฟขบวนนี้มีเพียง 14 ห้อง รับแขกได้สูงสุด 28 คน ขบวนรถไฟวิ่งรอบเกาะคิวชู ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นแบบ 2 วัน 1 คืน หรือ 4 วัน 3 คืน ราคามีตั้งแต่ 1.5 ถึงเกือบ 4 แสนเยน

Seven Stars in Kyushu

www.cruisetrain-sevenstars.jp

ที่มาของชื่อ ‘7 ดาว’ ไม่ได้หมายถึงระดับความหรู แบบโรงแรมห้าดาว หกดาว แต่เลข 7 หมายถึง ทั้งเจ็ดจังหวัดในเกาะคิวชู และยังหมายถึงทรัพยากรการท่องเที่ยว 7 อย่างของเกาะ ตลอดจนจำนวนของขบวนรถที่มี 7 ขบวน

เจ้าของคือ บริษัท JR Kyushu

ทำไมบริษัทที่เหมือนการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องมาทำรถไฟท่องเที่ยว

สาเหตุคือ การขาดทุนนับพันล้านเยน คิวชูต่างจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า จำนวนประชากรลดลงเรื่อยๆ ทุกปี ประกอบกับเจอคู่แข่งอย่างรถประจำทางและสายการบินราคาถูกเข้ามาตีตลาด ทำให้คนขึ้นรถไฟน้อยลง การหวังพึ่งรายได้จากค่าโดยสารเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้

บริษัท JR Kyushu จึงหันมาใช้ทรัพยากรที่ตนเองมี คือรถไฟ และแปลงเข้าสู่ธุรกิจใหม่… จากการขนส่งโดยสาร สู่การท่องเที่ยว

คอนเซปต์ในตอนนั้นมีแค่สร้าง ‘Cruise Train’ รถไฟที่สร้างประสบการณ์เหมือนนั่งเรือสำราญได้

รถไฟ 7 ดาว

www.1101.com

ความท้าทายของดีไซเนอร์

บุคคลสำคัญผู้แปลงคอนเซปต์บนแผ่นกระดาษให้กลายเป็นรถไฟของจริง คือ เอจิ มิโตะโอะกะ ดีไซเนอร์ชื่อดังของญี่ปุ่น

มิโตะโอะกะ ต้องเผชิญกับ 4 โจทย์สำคัญด้วยกัน

  1. รถไฟต้องสวยงาม มีความเป็นเรือสำราญ ทั้งที่พื้นที่มีจำกัด ขบวนรถกว้างเพียง 2.7 เมตร เมื่อหักลบกำแพงหน้าต่างออกแล้ว เขาเหลือความกว้างเพียง 1.9 เมตรเท่านั้น ในพื้นที่เล็กๆ นี้ เขาต้องออกแบบห้องอาบน้ำ อ่างล้างหน้า และพื้นที่ที่วางเตียงได้ 2 เตียง
  2. ต้องสร้างประสบการณ์อันสุดยอดให้ลูกค้า ลูกค้าต้องทานอาหาร ใช้ชีวิต และพักอยู่ในรถไฟได้ โดยไม่รู้สึกอึดอัด
  3. ต้องออกแบบภายใต้งบประมาณอันจำกัด เพราะ JR Kyushu ในขณะนั้นประสบปัญหาขาดทุนอยู่ ไม่สามารถใช้เงินลงทุนเยอะเกินตัวได้
  4. ต้องชูเสน่ห์ของคิวชูให้โลกรู้

เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารรู้สึกอึดอัด มิโตะโอะกะออกแบบหลังคาทรงโค้ง และใช้วัสดุที่ทำจากไม้ ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น

เพื่อไม่ให้งบประมาณสูงเกินไป เขาใช้รถไฟขบวนเก่ามาตกแต่งใหม่ ทำให้ไม่ต้องสร้างขบวนรถไฟตั้งแต่ต้น

เหลืออีกสองโจทย์… คือสร้างประสบการณ์สุดยอดให้กับลูกค้า และชูเสน่ห์ของคิวชู

มันยากกว่าออกแบบรถไฟขบวนอื่นๆ เป็นสิบเท่าเลย” มิโตะโอะกะถึงกับเปรยออกมา

ห้องโดยสาร

www.japantimes.co.jp

ดีไซน์ที่ทำให้ช่างฝีมืออยากแสดงฝีมือ

ว่ากันว่า รถไฟ 7 ดาวขบวนนี้ ทำให้ใครหลายต่อหลายคนประทับใจจนน้ำตาไหล …ทั้งผู้โดยสารรวมถึงตัวพนักงานเอง

เครื่องประดับแต่ละชิ้น เฟอร์นิเจอร์แต่ละอย่าง ล้วนเกิดจากช่างฝีมือระดับสุดยอดของญี่ปุ่นทั้งนั้น

เคล็ดลับของ ‘งานศิลปะ’ ชิ้นนี้ อยู่ที่การออกแบบ

รถไฟขบวนนี้เป็นผลงานของ JR Kyushu และช่างฝีมือทุกคน แต่การจะแค่ขอความร่วมมือจากทุกคนเพื่อสร้างรถไฟขบวนนี้อย่างเดียวนั้นคงไม่พอ ผมและทีมต้องออกแบบแบบที่ช่างฝีมือเห็นแล้วรู้สึกว่าอยากแสดงฝีมือ (อยากโชว์ของ) ของตัวเอง ต้องเป็นงานออกแบบที่ปลุกวิญญาณของศิลปินแต่ละคนขึ้นมา

ดีไซน์แบบไหนกันที่ทำให้ช่างอยากโชว์ฝีมือ

ยกตัวอย่าง …ประตูและหน้าต่างไม้ในรถไฟแกะสลักโดยช่างไม้จากเมืองโอกาวะ จังหวัดฟุกุโอกะ ลวดลายบางแห่งเป็นเส้นเล็กบางละเอียดถึง 0.1 มิลลิเมตร

ไม้ฉลุ

minkara.carview.co.jp

หรืออ่างล้างมือ โคมไฟ ลูกบิดประตู ทั้งหมด ใช้ช่างฝีมือจากเมืองอาริตะ จังหวัดซากะ เป็นผู้วาดลาย

อ่างล้างมือ

nanatsuboshi-in-kyushu.jp

ส่วนเพดานไม้แกะสลักปิดทอง มาจากฝีมือของช่างแกะสลักและปิดทองเมืองไซตามะ

ตู้เสบียง

www.cruisetrain-sevenstars.jp

รถไฟที่ทุกคนรักและภูมิใจ

เมื่อขบวนรถสร้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ พนักงานที่ให้บริการต่างรู้สึกถึงความพิเศษของขบวนรถ ทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกพิเศษในงานของตนเอง และมุ่งมั่นให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่

ในเมื่อ ‘เวที’ ของพวกเราพิเศษขนาดนี้ พวกเราก็ต้อง ‘แสดง’ กันอย่างเต็มที่

การดูแลของพนักงานรถไฟ 7 ดาวนั้น ไม่ได้เริ่มแค่ที่เลานจ์ในห้องพักรับรอง แต่เริ่มตั้งแต่ตอนโทรศัพท์ไปหาลูกค้า

ท่านชอบหมอนแบบไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ แบบนิ่มหรือแบบแข็ง

ในรถมีการแสดงดนตรีด้วย มีเพลงไหนที่อยากขอเป็นพิเศษไหมคะ”

เดินทางมาที่สถานีฮากาตะอย่างไรคะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยไหมคะ”

พนักงานพูดคุยและใส่ใจความชอบของลูกค้าละเอียดจนในวันออกเดินทาง ถึงกับมีผู้โดยสารบางคนซื้อของฝากมาฝากพนักงานดูแลเลยทีเดียว

ในวันเดินทาง พนักงานทุกคนรู้สึกว่าพวกเขากำลังจะร่วมสร้างเรื่องราวแห่งความประทับใจไปพร้อมๆ กับผู้โดยสาร

สำหรับเด็กๆ ในท้องถิ่นนั้น พวกเขาพร้อมใจกันโบกมือให้จนกลายเป็นธรรมเนียมกันไปแล้ว

สำหรับคนในท้องถิ่น พวกเขาขอบคุณที่ขบวนรถไฟสายนี้พาคนที่สนใจในเกาะคิวชูมา ขอบคุณที่รถไฟซื้อวัตถุดิบจากท้องถิ่นไปปรุงอาหารรสเลิศ ขอบคุณโอกาสที่ให้พวกเขาได้แสดงวัฒนธรรมท้องถิ่นให้แก่ผู้โดยสาร ขอบคุณที่ให้โอกาสพวกเขาได้เล่าเรื่องท้องถิ่นที่พวกเขาภูมิใจ

สุดท้ายนี้ ขอจบเรื่องราวของรถไฟขบวนนี้ด้วยเรื่องราวของผู้โดยสารท่านหนึ่งค่ะ

ดิฉันมาเที่ยวรถไฟขบวนนี้กับคุณยาย ตอนคุยกับพนักงานทางโทรศัพท์ ดิฉันก็เผลอเล่าไปว่า คุณยายไม่ค่อยสบาย อาจทานอาหารไม่ได้เยอะมาก พอถึงวันที่ขึ้นรถไฟจริงๆ พนักงานดูแลก็มาถามคุณยายว่า ปริมาณอาหารพอดีไหม จะให้ลดหรือเพิ่มสิ่งใดหรือเปล่า คุณยายของฉันรู้สึกประทับใจจริงๆ ตัวฉันเองก็ไม่นึกว่าพนักงานจะสื่อสารกันขนาดนี้

“ส่วนตอนที่เราแวะลงสถานีหนึ่ง มีเด็ก ๆ ในเมืองมาเต้นรำแสดงให้พวกเราดู ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับคุณแม่เด็กคนหนึ่ง ดิฉันชมว่า ‘เด็กๆ เต้นเก่งจังเลยนะคะ’ คุณแม่ท่านนั้นบอกว่า เด็กๆ ตื่นเต้นและรอวันนี้มานานมาก พวกเขาตั้งใจซ้อมกันใหญ่เลยค่ะ

“ดิฉันเพิ่งเข้าใจความหมายของการเดินทางในครั้งนี้ว่า มันไม่ใช่แค่ทริปหรูราคาแพง มิใช่แค่อาหารดี หรือรถไฟนั่งสะดวกสบาย แต่เป็นประสบการณ์และความทรงจำที่จะคงอยู่ไปในตลอดชีวิตดิฉัน

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.29 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load