18 พฤศจิกายน 2562
6 K

กรุงเทพฯ ปลายทางอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั่วโลก สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดขายคงไม่พ้นวัดวาอาราม ตลาด ห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่เพียงแค่ชาวต่างชาติ แต่สำหรับคนไทยที่กำลังเสาะหาพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองก็ยังสงสัยว่า กรุงเทพฯ ไม่มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่หลุดกรอบไปบ้างเหรอ

นอกจากแหล่งสร้างความบันเทิงแล้ว กรุงเทพฯ จะเป็นได้มากกว่าแค่เมืองแห่งแสงสีไหม

ไม่ใช่แค่พวกเราที่ตั้งคำถาม และรอคอยความหวังที่จะเห็นกรุงเทพฯ เป็นมากกว่าชื่อเมือง ยังมีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่มที่พยายามเปิดมุมมองเมืองกรุงในมุมที่คนไม่ค่อยเห็น ที่สำคัญคือพวกเขาเชื่อในศักยภาพด้านศิลปะที่ซุกซ่อนอยู่ในความเป็นกรุงเทพฯ และตั้งใจจะผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็น Art Destination แห่งหนึ่งในโลก และที่หนึ่งในเอเชีย 

ใช่ กลุ่มคนที่เรากำลังพูดถึงคือผู้ริเริ่มโครงการ DesignNation 2019 และศิลปิน IWANNABANGKOK©

บีม-อดิศักดิ์ จิราศักดิ์เกษม และ กอล์ฟ-ศุภกร บัวเรือน

DesignNation คือพื้นที่ศูนย์กลางจัดงานแสดงสินค้าศิลปะ งานดีไซน์ ในรูปแบบ E-Commerce เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างโลกธุรกิจออนไลน์กับออฟไลน์ จัดโดยนิตยสาร art4d ด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ กว้างไกลเช่นนี้ จำต้องมีผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งจะเป็นใครที่ไหนไม่ได้นอกจากสองศิลปินผู้เชื่อและยึดมั่นที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ที่เมื่อพูดถึงแล้วหูผึ่ง ตาวาว เหมือนได้ยินคำว่า นิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส อย่าง บีม-อดิศักดิ์ จิราศักดิ์เกษม และ กอล์ฟ-ศุภกร บัวเรือน ด้วยการนำเสนอความเป็นกรุงเทพฯ ผ่านคน ผ่านศิลปะ ในชื่อ ‘IWANNABANGKOK©’ แคมเปญโปรโมตกรุงเทพฯ จากความคิดสนุกสนานที่ต้องการให้ทุกครั้งที่คนไทยเองหรือคนต่างชาติได้ยินชื่อ ‘กรุงเทพฯ’ แล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจเสมอ

I wanna Bangkok กลุ่มคนที่เชื่อว่ากรุงเทพจะเป็นเมืองที่ดีกว่านี้ได้

จุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่เกิดจากความตั้งใจในจิตวิญญาณ

ทำความรู้จัก IWANNABANGKOK© กันสักนิด พวกเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากการแสดงผลงานสุดเตะตาผ่านภาพกราฟฟิตี้ โปรโมตความเป็นแบรนด์ด้วยการสกรีนโลโก้บนเสื้อมือสอง โดยได้แนวคิดมาจาก I Love New York จนเมื่อจับพลัดจับผลูได้มาจัดนิทรรศการ เพื่อช่วยต่อเวลาให้กิจการแกลเลอรี่เล็กๆ ที่ชื่อว่า ‘อยู่บ้าน’ ดำเนินไปอีก 2 – 3 เดือน พวกเขาก็ค้นพบจุดยืนของตัวเอง

“หลังจากที่ขายของที่ระลึก เราก็ร่วมมือกับแกลเลอรี่ของรุ่นพี่ คือจริงๆ แล้วเขาจะปิดแกลเลอรี่ของตัวเอง แต่ถามเราว่าอยากจะทำอะไรสนุกๆ ไหมก่อนปิด เราก็มีไอเดียว่าอยากจะทำ นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ORGY แล้วก็คอนเซปต์ไอจีเราตอนนี้”

อย่าเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า ORGY ผิด

I wanna Bangkok กลุ่มคนที่เชื่อว่ากรุงเทพจะเป็นเมืองที่ดีกว่านี้ได้
I wanna Bangkok กลุ่มคนที่เชื่อว่ากรุงเทพจะเป็นเมืองที่ดีกว่านี้ได้

ORGY ในที่นี้ คือนิทรรศการกลุ่มที่จัดร่วมกับศิลปินคนกรุงรุ่นเยาว์หลายท่าน

“เราถือว่ามันเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่มาปล่อยของ แล้วเขาเป็นคนกรุงเทพฯ การที่เขาเป็นคนกรุงเทพฯ ก็เป็นการโปรโมตกรุงเทพฯ ไปในตัว เราโปรโมตคน โปรโมตสิ่งที่เขาทำ เพราะกรุงเทพฯ ก็มีคนที่น่าสนใจ ไม่ได้มีแค่สถานที่ท่องเที่ยว และอาหารที่โดดเด่น มันคือ Youth Expo

“เราอยากจะสร้างซีนให้กรุงเทพฯ เท่ขึ้น อยากให้คนมาเมืองนี้ แล้วรู้สึกว่าเท่ดี นอกจาก ORGY เมื่อต้นปี เราก็มีการทำงานร่วมกับช่างภาพชาวจีนชื่อ Hengyi Liang และเมื่อกลางปีเราก็จัดโชว์ร่วมกับศิลปินคนไทยชื่อ ซากุยะ อาโอยากิ ที่ช่างชุ่ยครับ”

แม้ผลงานส่วนใหญ่จะออกแนวฉูดฉาดด้วยภาพไร้อาภรณ์ แต่เขาก็อยากให้คนจดจำแบรนด์ด้วยความน่ารักเฉพาะตัว

“มุมของเราไม่ได้สนใจงานศิลปะในรูปแบบโป๊เปลือยเลยสักนิด มันแค่เกิดขึ้นตามสถานการณ์นั้นๆ แต่บางทีความโป๊เปลือยก็ตอบสนองคอนเซปต์ได้ดีที่สุด

“เราชอบทุกอย่างของศิลปะ ความโป๊เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะที่เราจะเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ แต่อาจจะเพราะคนไม่ค่อยทำ พอเขาเห็นเราทำก็อาจจะติดตา แล้วแต่ละคนก็ตีความไป จริงๆ เราไม่ใช่แบรนด์ทะลึ่ง เราเป็นแบรนด์น่ารักมากกว่า ถ้าดูดีๆ ทุกอย่างที่เราทำมันน่ารักนะ (หัวเราะ) เราไม่ได้ตั้งใจเรียกร้องสิทธิอะไรทั้งสิ้น แค่การกระทำของพวกเรามันโชว์ว่าสังคมรุ่นใหม่ต้องการอะไร”

ขอบเขตการทำงานที่ไร้ขีดจำกัด

โลกของศิลปะ คือพื้นที่ที่ปราศจากขีดจำกัดในการทำงาน รูปแบบผลงานของพวกเขาเองก็เช่นกัน 

“เราไม่มีลิมิต ลิมิตของเราอย่างเดียวคือเราไม่เล่นเรื่องการเมือง เพราะว่าเราอยากเป็นกลาง IWANNABANGKOK© ไม่ใช่แบรนด์ขี้บ่น เราพยายามแก้ปัญหาโดยการลงมือทำ ลงมือด้วยวิธีที่สันติและครีเอทีฟ

“คนส่วนมากก็เข้าใจนะว่า IWANNABANGKOK© เป็นกลุ่มคนหลากหลาย ซึ่งเราพยายามทำงานให้เป็นอย่างนั้นแหละ แต่เราไม่ได้ประกาศว่าเราหลากหลาย เราไม่ได้เรียกร้องสิทธิอะไรเลย ในการทำงานของเรา เราไม่ได้ตั้งคำถามว่า เขาเป็นเพศอะไร แต่คำถามของเราคือ เขาน่าสนใจตรงไหน”

นิยามที่ไร้นิยาม

ด้วยการทำงานที่หลากหลาย หลายคนจึงไม่มั่นใจว่าสิ่งที่พวกเขาทำคืออะไร สำหรับพวกเขาที่ต้องการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สร้างผลงานที่หลากหลาย IWANNABANGKOK© จึงเป็นศูนย์กลางสำหรับแสดงศักยภาพของเด็กรุ่นใหม่ เพื่อสนับสนุน รวมถึงส่งต่อพวกเขาให้ได้คลุกคลีและคุ้นเคยกับผู้คนในวงการศิลปะด้วยกัน

“IWANNABANGKOK© คือคอมมูนิตี้ เราอยากเป็นศูนย์กลางให้คนมาเจอกัน เป็นที่โชว์ศักยภาพของเด็กรุ่นใหม่ และเป็นที่สร้างคอนเนกชัน ส่วนของที่ขายก็เป็นตัวช่วยสนับสนุนโปรเจกต์ เพราะเราไม่ใช่โปรเจกต์ทำเงิน เราทำเพราะความเชื่อมั่นในกรุงเทพฯ ล้วนๆ

I wanna Bangkok กลุ่มคนที่เชื่อว่ากรุงเทพจะเป็นเมืองที่ดีกว่านี้ได้

“เราพยายามทำอะไรใหม่ๆ เพื่อให้คนรุ่นใหม่คิดว่าความเป็นกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นลายไทย คือเป็นก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นก็ได้ อย่าไปตีกรอบตัวเองว่าคนไทยต้องเป็นอย่างนี้ คนกรุงเทพฯ ต้องเป็นอย่างนี้ คือเราจะทำอะไรก็ทำ เพราะเราเป็นคนไทย เป็นคนกรุงเทพฯ ทุกอย่างที่เราทำในฐานะคนกรุงเทพฯ ก็จะสื่อออกมาเองว่ามันมาจากกรุงเทพฯ”

เนื่องจากวัยเด็กคือวัยของการลองผิดลองถูก วัยของการเรียนรู้ และวิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด การที่เด็กมีพื้นที่ที่พร้อมสนับสนุน รองรับ ร่วมกันหาทางออกเมื่อเกิดความผิดพลาด ยิ่งเสริมสร้างให้เขาค้นพบการรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น ซึ่ง IWANNABANGKOK© คือพื้นที่ที่ให้โอกาสนั้น 

“เราอยากให้เขากล้า ถ้าทำผิดพลาด ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ยังเด็กอยู่ (หัวเราะ) ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วแค่ไม่เดือดร้อนคนอื่น

บีม-อดิศักดิ์ จิราศักดิ์เกษม และ กอล์ฟ-ศุภกร บัวเรือน

“เราอยากเปลี่ยนความรู้สึกของคำว่าเด็กรุ่นใหม่ คือสังคมพูดถึงเด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีความอดทนแต่เรามองว่าเด็กรุ่นใหม่มีทั้งมุมมอง ทั้งความคิด ทุกอย่างมีความสด แต่เราไม่มีพื้นที่สำหรับคนคิดนอกกรอบ วงการศิลปะก็เลยอยู่ในวงการแคบๆ อย่างน้อยสิ่งที่เราทำจึงเป็นการช่วยน้องเขาให้ไปอยู่ในแกลเลอรี่ที่ดีได้ เผื่อในอนาคตน้องเขาเอาไปใส่ในพอร์ต เอาไปโชว์ที่อื่นต่อ”

แก่นของความเป็นกรุงเทพฯ ในมุมมองของ IWANNABANGKOK©

ใครว่าอยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อปอย่างเดียว

สำหรับ IWANNABANGKOK© เขามองว่าความเป็นกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ที่คนนิยม อาจจะเป็นในหลืบที่ผู้คนยังไม่รู้จัก คนไม่ค่อยเดิน พอเห็นแล้วอยากจะไป ใครได้ไปที่ไหนแล้วอยากบอกต่อก็ติด #IWANNABANGKOK ให้เหล่าผู้ที่ตามล่าหาลายแทงไปตามรอยก็ได้

IWANNABANGKOK

“เราอยากให้ #IWANNABANGKOK เป็นเหมือน #iloveny #iamsterdam หรือ #iseoulu จะเป็นรูปอะไรก็ได้ในกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ เสมอไป อาจจะเป็นรูปตลาดที่เรายังไม่รู้จัก ก็น่าสนใจดี เหมือนร่วมแชร์กันว่าใน Bangkok มีอะไรบ้าง หรือแค่คิดถึงกรุงเทพฯ ก็ #IWANNABANGKOK ได้แล้ว

“ตอนนี้เราก็มีโปรเจกต์ IWANNABANGKOK© LANDMARK & GIFTSHOP ที่ CAZH และ ICONSIAM เป็น Installation และป๊อปอัพขายของสไตล์ ‘Souvenir Pop’ ซึ่งตัว Landmark Installation เพิ่งยกมาโชว์ที่ Siam Paragon สำหรับงาน DesignNation ปีนี้”

เมืองหลวง ชุมชนแออัดที่คนท้องถิ่นหรือคนมาเยือนยังร้องบ่น สภาพความเป็นอยู่ที่อาจจะไม่ได้สวยงามตามที่ขายฝัน แต่ IWANNABANGKOK© ก็ยังเชื่อมั่นในความดีและความเป็นไปได้ที่มีอยู่ รวมถึงวิธีที่จะต่อยอดความดีงามในรูปแบบสร้างสรรค์ที่ไม่ใช่การประกาศหรือประท้วง

I wanna Bangkok กลุ่มคนที่เชื่อว่ากรุงเทพจะเป็นเมืองที่ดีกว่านี้ได้

“เรารู้สึกว่าจากที่เราเคยไปที่นู่นที่นี่มา เราเรียนรู้ว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่เมืองที่แย่ที่สุด คือเป็นเมืองกลางๆ ที่มีศักยภาพที่ดีขึ้นได้ สมมติว่าเรา Give Up ในกรุงเทพฯ แล้วไปอยู่ประเทศอื่น เปอร์เซ็นต์ที่กรุงเทพฯ ดีขึ้นก็จะน้อยลง ถ้าเราเชื่อในกรุงเทพฯ แล้วเราทำงานที่จะช่วยยกระดับ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นที่จะทำอะไรดีๆ กรุงเทพฯ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นทีละนิด

“จริงๆ ก็ย้อนกลับมาว่าเรานอนที่ไหนก็ไม่สบายใจเท่านอนในบ้านเรา กรุงเทพฯ คือบ้านเรา เป็นที่ที่เราอยู่เรากิน ถึงแย่แค่ไหนแต่เราอยู่ที่นี่แล้วเราอุ่นใจที่สุด เพราะฉะนั้นมันพูดไม่ได้เต็มปากว่าเราจะทิ้งที่นี่ไปได้ แต่ก็แล้วแต่คน บางคนก็ไปได้ (หัวเราะ)

“เราเหมือนเป็นเสาๆ หนึ่ง ถึงไม่ใหญ่มาก แต่เราต้องช่วยกัน เกาะกันไป เหมือนเวลาเรามองไปที่ลอนดอน โตเกียว ปารีส โห ทำไมเท่จัง มันก็ไม่ใช่แค่เมือง มันคือคนด้วย ที่ทำให้เมืองดูดี เราถึงอยากจะโปรโมตคนรุ่นใหม่ด้วย”

I wanna Bangkok กลุ่มคนที่เชื่อว่ากรุงเทพจะเป็นเมืองที่ดีกว่านี้ได้

Design Nation Feat. I wanna Bangkok

เมื่อมุมมองที่มีต่อกรุงเทพฯ ของศิลปินทั้งสองไปเตะตาทีมผู้จัด Design Nation จึงได้รับการทาบทามให้มาแสดงผลงานร่วมกัน ศิลปินนักวาดภาพประกอบที่ IWANNABANGKOK© ดึงมาร่วมงานด้วยคือ อัง-วิพุธ อัศวเวทวุฒิ เพื่อทำโปรเจกต์ที่ต่อยอดจากการจับเอากรุงเทพฯ เป็นแลนด์มาร์ก ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว เพราะได้โปรโมตทั้งสถานที่ และตัวศิลปิน

“สิ่งที่ผมชอบคือเขาจะวาดคาแรกเตอร์คนสไตล์ต่างๆ น่ารักดี เราเลยขอให้เขาวาดจากอินสตาแกรม ที่เราเคยถ่ายไป แล้วพรินต์เป็นสแตนดี้ใหญ่ๆ เหมือนท่าโพสต์ที่ยืนอยู่รอบๆ ไฟ เพื่อที่จะให้ตัวไฟดูมีมิติมากขึ้นด้วย ถ้าคนมาถ่ายรูปตรงกลาง ก็จะเห็นงานเขา แล้วก็เห็นความแตกต่าง ไม่ได้เป็นอะไรที่ซับซ้อน เป็นอะไรที่ง่ายๆ โปรโมตกรุงเทพฯ โปรโมตศิลปิน”

การทำงานร่วมกับ Design Nation ที่มีเป้าหมายให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางของงานศิลปะและงานออกแบบทุกแขนง เข้ากันได้ดีกับตัวตนของ IWANNABANGKOK© และสิ่งที่พวกเขากำลังผลักดัน

I wanna Bangkok กลุ่มคนที่เชื่อว่ากรุงเทพจะเป็นเมืองที่ดีกว่านี้ได้

“ผมว่ากรุงเทพฯ มีเสน่ห์ของมันเอง เป็นเมืองที่คนมาเยอะเป็นอันดับหนึ่งอันดับสองของโลกตลอดอยู่แล้ว เราแค่ต้องทำสิ่งที่เราเชื่อ มันก็จะเกิดขึ้น แค่ต้องค่อยๆ ทำแหละ เราอาจจะสู้หลายๆ เมืองในโลกไม่ได้ในตอนนี้ แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ ก็อาจจะสู้ได้

“ผมอยากเห็นงานศิลปะของไทยมีความเสี่ยงกว่านี้ อยากให้มีความ Experimental กว่านี้ มีความพัฒนาที่ไม่ได้เน้นแต่การอนุรักษ์ อย่างไรแล้วงานที่เราทำออกมามันจะจับได้ว่าเรามาจากไหน เพราะพื้นเพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

Future of Futurist

กรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงสถานที่ แต่คือผู้คน

แคมเปญการโปรโมตกรุงเทพฯ ของ IWANNABANGKOK© จึงเน้นการโปรโมตผ่านคน และมุมมองของเมืองในสายตาของเด็กยุคใหม่

กาลเวลาไม่อาจเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมใดได้ แต่การตีความของสังคมอาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวิถี รูปแบบการใช้ชีวิต

สุดท้ายแล้วสิ่งที่แสดงความเป็นกรุงเทพฯ ก็คือผู้คนที่อาศัย ที่ก่อร่างสร้างตัว เกิดเป็นบ้าน เป็นชุมชน จนออกมามีหน้าตาดังเช่นที่เห็นอยู่ ตราบใดที่ยังมีคน กรุงเทพฯ ก็อยู่ในกำมือของทุกคน ไม่ว่าจะสร้าง ทำลาย หรือทำให้ดีขึ้น จะเริ่มหรือจบก็อยู่ที่ตัวเรา

บีม-อดิศักดิ์ จิราศักดิ์เกษม และ กอล์ฟ-ศุภกร บัวเรือน

“เราเป็นแคมเปญที่โปรโมตกรุงเทพฯ โดยใช้คนรุ่นใหม่หรือเด็กรุ่นใหม่มาโชว์ศักยภาพตัวเอง เราอยากจะอัพเดตหน้าตาของกรุงเทพฯ โดยการใช้ทักษะของคนรุ่นใหม่ IWANNABANGKOK© จึงเป็น Futurist เราคิดอยากทำอะไรใหม่ๆ มากกว่าจะโปรโมตสิ่งที่อาจจะมีอยู่แล้ว หรือเขาโปรโมตกันอยู่แล้ว เราจะโปรโมตอีกด้านหนึ่งที่คนอาจจะไม่พูดถึง หรือไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่ อย่างเช่นศิลปะที่มีความอิสระอย่างแท้จริง งานอาร์ตที่ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าเราทำได้หรือไม่ได้ มันคือสิทธิส่วนบุคคล เหมือนการพูดในอีกรูปแบบ

“เราเริ่มจากคนกลุ่มเล็ก ตอนนี้เราไม่รู้ว่ามันสำเร็จไปขนาดไหนแล้ว แต่เรารู้สึกว่าคนกลุ่มหนึ่งที่รักและชอบในสิ่งเหมือนๆ กันมันใหญ่ขึ้น เท่านี้ก็รู้สึกเหมือนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราก้าวต่อแล้ว มันเป็นเสียงเล็กๆ แหละ แต่ถ้ามีคนเริ่ม ไม่ว่ายังไงก็มีคนมาร่วม”

ภาพ : IWANNABANGKOK©

DesignNation 2109 : Futurising the City เทศกาลงานออกแบบ ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ใหญ่ที่สุดในประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 24 พฤศจิกายน 2562 ณ ย่านสยาม ตั้งแต่ MBK Center, BACC, Lido Connect, Siam Square และพื้นที่ One Siam (Siam Center, Siam Discovery, Siam Paragon)

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.designation.net และ เฟซบุ๊ก DesignNation Bangkok

Writer

ชนัญชิดา วัฒนศิลป์

นักศึกษานอกห้องเรียน ผู้ชอบฟัง กับนั่งปั่นความคิด ชอบแลกเปลี่ยนทัศนคติ สนใจใคร่รู้ความรู้สึกนึกคิด กำลังสะกิดโลกคับแคบของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load