ตอนนี้ Hydrosol คือสิ่งที่น่ารู้จักเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณคือคนที่สนใจการนำสรรพคุณของพืชผักและดอกไม้มาช่วยให้เราสุขกายสบายใจยิ่งขึ้น

Hydrosol เป็นชื่อเรียกหลัก แต่หลายคนก็เรียกเจ้าสิ่งนี้ด้วยชื่อที่ต่างออกไป เช่น Hydrolat, Floral Water บ้างก็เรียกด้วยการใส่ชื่อดอกไม้นำแล้วตามด้วย Water อย่างเช่น Rose Water หรือ Rosemarry Water ส่วนในภาษาไทยก็เรียกด้วยคำที่หลากหลายเช่นกัน มีทั้งน้ำตบ น้ำสกัด น้ำกลั่น และน้ำดอกไม้ แต่เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ในบทความนี้เราขอเรียกว่า Hydrosol

ถ้าว่ากันตามนิยาม Hydrosol คือของเหลวที่มีน้ำเป็นส่วนผสมหลัก ได้มาจากการนำส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชสด เช่น ดอกไม้ ใบไม้ ผลไม้ เปลือกไม้ ราก หรือส่วนอื่น ๆ ไปสกัดด้วยความร้อนและแรงดันไอน้ำ จะได้เป็นน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) และ Hydrosol ซึ่งเป็นของเหลวที่มีอนุภาคจิ๋วของน้ำมันหอมระเหยผสมอยู่ มีกลิ่น และมีสรรพคุณของพืชนั้นเช่นเดียวกับน้ำมันหอมระเหย แต่ไม่เข้มข้นเท่า กลิ่นจึงไม่ฉุน มีฤทธิ์ที่อ่อนละมุนกว่า หมายความว่าเรานำมาใช้งานได้ง่ายขึ้น สัมผัสกับร่างกายได้โดยตรง ใช้กับเด็กหรือบริโภคได้อย่างปลอดภัยกว่า

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

Hydrosol ไม่ใช่ของใหม่ มนุษย์รู้จักสิ่งนี้มาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณเมื่อพันกว่าปีก่อน จากกระบวนการสกัดน้ำมันหอมระเหย แล้วได้ของเหลวชนิดนี้เป็นผลพลอยได้ แต่ในยุคนั้นเป็นเพียงต้นแบบที่ยังไม่ได้ตั้งใจพัฒนาและนำไปใช้งานจริงจัง

ชาวยุโรปเข้าไปศึกษาการสกัดน้ำมันหอมระเหยและ Hydrosol จากอียิปต์ในช่วงศตวรรษที่ 13 จนถึงช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 ก็นำมาพัฒนาเป็นน้ำมันหอมระเหยยุคใหม่ที่เราใช้ในปัจจุบัน นับได้ว่า Hydrosol ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงนี้เอง

ในช่วงปี 1920 และ 1930 นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุไฟลวกมือจากการระเบิดในห้องทดลอง เขารีบจุ่มมือลงในอ่างของเหลวใกล้ตัว ปรากฏว่ามันช่วยทุเลาความเจ็บปวดลง และบรรเทาอาการของบาดแผลได้เยอะมาก จากนั้นจึงมีการศึกษาว่า ที่ผิวหนังหายเร็วขึ้นหลายเท่าโดยไม่มีแผลเป็นนั้น เป็นเพราะสรรพคุณของของเหลวในโถ ซึ่งก็คือน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง และเกิดคำว่า Natural Aromatic Oils ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก

ปัจจุบันมีการนำ Hydrosol ไปใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โทนเนอร์ เครื่องสำอาง น้ำหอม สมุนไพร ครีมรักษาแผล เรียกว่าใช้ได้ทั้งกิน ดม และทาเข้าสู่ผิวหนัง

Hydrosol ที่วางขายมีทั้งที่สกัดจากกุหลาบ โรสแมรี่ เปปเปอร์มินต์ ลาเวนเดอร์ เลมอน คาโมมายล์ มานูก้า และอีกมากมาย

ส่วนคนตะวันออกกลางก็นำมาผสมน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง เป็นเครื่องดื่มที่ถ้าเรียกให้เข้ากับยุคนี้ก็ต้องบอกว่าเป็น Functional Drink ตอนนี้ในอิหร่านมีน้ำ Hydrosol ให้จิบกันกว่า 50 รสเลยทีเดียว

เมื่อมันน่าสนใจขนาดนี้ เราจึงเดินทางไปหา ครูปิ๋ม-ศิริลักษณ์ ริ้วบำรุง แห่ง Whispering Cafe และ Little Tree นครปฐม ผู้ที่สนุกสนานกับการเล่น Hydrosol เธอบอกว่า ช่วงโควิด-19 ที่ไม่ได้เปิดร้านอาหาร ทำให้มีผักเหลือใช้เป็นจำนวนมาก เธอจึงทำเอาพืชผักเหล่านี้มาแปรรูป

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

“Hydrosol มีค่าความเป็นกรดด่างใกล้เคียงกับผิวมนุษย์ เราเลยใช้ฉีดกับร่างกายได้ง่าย เราใช้ฉีดเป็นสเปรย์หอมในห้องก็ได้ มินต์ฉีดแล้วก็จะรู้สึกเย็นสดชื่น คาโมมายล์ก็ฉีดที่หมอนก่อนนอน ช่วยให้ผ่อนคลาย แมลงสัตว์กัดต่อยใช้เลมอนฉีดก็ดีขึ้น โรสแมรี่ช่วยบำรุงผมได้ Tea Tree ก็ช่วยแก้สิวได้” ครูปิ๋มหยิบตัวอย่าง Hydrosol จากพืชชนิดต่าง ๆ มาให้ลองฉีดทดสอบ

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

“เราชอบกลิ่นของมัน ถึงไม่มีกลิ่นก็ยังมีสรรพคุณอยู่ในนั้น มันไม่เข้มข้นเท่าน้ำมันหอมระเหย แต่ก็มีคุณสมบัติเข้มข้นกว่าเอาไปชงเป็นชาประมาณ 30 เท่า” ครูปิ๋มเล่าต่อว่า แรก ๆ เราได้ Hydrosol เป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำมันหอมระเหย แต่หลัง ๆ คนตั้งใจผลิตโดยตรง เพื่อที่จะได้ควบคุมเรื่องความสะอาดและปลอดภัย ไม่ใช่แค่เรื่องสุขลักษณะเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้พืชที่ปลอดสารเคมีด้วย

“ตอนนี้เริ่มมีคนทำ Hydrosol ขายหลายแบรนด์ทั้งต่างประเทศและไทย แต่เราก็ทำใช้เองได้ ถ้าเรามีของ เรารู้ว่าของของเราปลอดภัย และเราอยากสนุก” ครูปิ๋มยิ้มเมื่อพูดถึงกิจกรรมที่ชวนกันทำได้ทั้งครอบครัว ซึ่งทำได้หลายวิธี แต่วันนี้จะสอนวิธีที่ง่ายที่สุด ทำได้ด้วยอุปกรณ์ที่มีที่บ้าน เป็นวิธีเดียวกับที่ใช้สกัดน้ำใบย่านางซึ่งเคยฮิตเมื่อหลายปีก่อน ทำได้ทุกคนแน่นอน

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน
วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

อุปกรณ์

  1. เตาสำหรับต้มน้ำ
  2. หม้อสะอาด ขนาดค่อนข้างใหญ่ 1 ใบ
  3. ชามทนความร้อน 2 ใบ มีขนาดใหญ่และเล็ก
  4. กะละมังก้นสะอาด ขนาดใหญ่กว่าหม้อเล็กน้อย
  5. พืชที่จะนำมาสกัด
  6. น้ำดื่ม
  7. น้ำแข็ง
  8. ขวดสำหรับใส่ Hydrosol

วิธีทำ

1. หาพืชที่จะนำมาสกัด แล้วแต่ว่าจะหาจากไหน ใครปลูกในบ้านก็ไปเดินเก็บมา หลักคือเลือกพืชที่มีสรรพคุณที่เราชอบหรือกลิ่นที่เราชอบ จะเป็นใบหรือดอกก็ได้ ถ้าต้องไปซื้อหามา ก็พยายามเลือกที่ปลอดสารเคมี ไม่อย่างนั้น Hydrosol ของเราอาจเจือปนไปด้วยยาฆ่าแมลง

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน
วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

2. นำมาพืชมาล้างให้สะอาด

3. นำพืชมาวางในหม้อ ไม่มีสูตรและสัดส่วนตายตัว อยากสกัดจากพืชทีละชนิดก็ได้ หรืออยากผสมก็ได้ ถ้าจะผสมก็ลองคิดจากสรรพคุณที่อยากได้ หรือกลิ่นที่อยากดม บางคนรวมพืชกลุ่มซิตรัสเข้าด้วยกัน เช่น เลมอน มะนาว ส้ม ส้มยูสุ กลิ่นก็จะซับซ้อนหน่อย ใส่ได้ทั้งใบและผล

4. วางชามใบใหญ่คว่ำลงกับก้นหม้อเพื่อเป็นฐาน ถ้าเป็นชามที่มีรู เวลาไอน้ำดันขึ้นมาก็จะมีที่ระบาย แต่ถ้าเป็นชามทึบก็ต้องเลือกใบที่หนาและหนักหน่อย ไอน้ำจะได้ไม่ดันจนชามคว่ำ แล้วหงายชามเล็กวางทับด้านบน

5. รินน้ำดื่มใส่หม้อให้ท่วมพืชที่เราใส่ไว้ ถ้าใส่น้ำเยอะไปจะไม่เข้มข้น และช่วงน้ำเดือดอาจล้นเข้าไปในชามเล็กปนกับ Hydrosol

6. ปิดฝาหม้อ ตั้งไฟให้เดือด พอเดือดก็ลดไฟลงเพื่อให้ไอน้ำทำงานในหม้อได้อย่างเต็มที่

7. เมื่อเดือดให้นำกะละมังใส่น้ำแข็งมาวางแทนฝาหม้อ

8. เมื่อไอน้ำในหม้อลอยมาโดนก้นกะละมังที่เย็นจัด จะควบแน่นเป็นหยดน้ำ แล้วหล่นลงในชามเล็กที่หงายไว้ในหม้อ สิ่งที่หยดลงมาคือ Hydrosol ที่เราต้องการ

9. ถ้าน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ให้เติมน้ำแข็งลงไปใหม่เพื่อรักษาความเย็นจัดของกะละมัง

10. ต้มจนน้ำระเหยเกือบหมด แต่อย่าให้หมด เพราะหม้อจะไหม้ และน้ำสกัดที่ได้ช่วงท้ายถือว่าไม่เข้มข้นแล้วทั้งสรรพคุณและกลิ่น

11. พอสิ้นสุดกระบวนการก็ปิดเตาแล้วเปิดฝาหม้อ เราจะได้ Hydrosol ในชามเล็ก ซึ่งอาจจะมีน้ำมันหอมระเหยเป็นชั้นบาง ๆ อยู่ด้านบน

12. รอให้เย็นแล้วบรรจุใส่ขวด ถ้าเป็นขวดสีทึบป้องกันแสงได้จะดีมาก แล้วเก็บไว้ในที่เย็น เพียงเท่านี้เราก็ได้ Hydrosol ไว้ใช้เองในบ้านแล้ว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

23 กรกฎาคม 2565
5 K

โยเกิร์ต ของหมักดองหลอกตาว่าน่าจะทำยาก แต่เรื่องจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเพียงแค่มีนมและเชื้อจุลินทรีย์ (ที่มีอยู่ในวัตถุดิบติดครัวทุกบ้าน) ใคร ๆ ก็ทำโยเกิร์ตกินเองที่บ้านได้แล้ว ปลอดภัยหายห่วงจากนมผง โปรตีนผง สารคงตัว สารทำให้ข้น และอีกสารพัดสารที่ไม่จำเป็น แถมด้วยน้ำตาลและความหวานในระดับที่เลือกเองไม่ได้

เพราะบางครั้งบางคราว เราก็อาจอยากหลีกเลี่ยงนมวัวให้ท้องได้พักบ้าง แต่การหาโยเกิร์ตจากน้ำนมพืชไม่ใช่เรื่องง่าย และนั่นยิ่งทำให้เราเข้าใจผิดไปได้ว่า โยเกิร์ตจากนมพืชทำยากกว่านมวัว

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

วันนี้เราเลยจะมาทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ด้วยวัตถุดิบเพียง 2 อย่าง คือ น้ำเต้าหู้และพริกเขียว ใช่แล้ว ฟังไม่ผิดหรอก เพราะพริกเขียวคือแหล่งของจุลินทรีย์ที่ช่วยให้น้ำเต้าหู้กลายร่างเป็นโยเกิร์ตได้นั่นเอง

ถามว่าทำไมจุลินทรีย์ตัวจิ๋วถึงทำได้ ก็เพราะจุลินทรีย์จะกินอาหารในน้ำเต้าหู้ แล้วปล่อยกรดออกมา ซึ่งจะทำให้โปรตีนในน้ำเต้าหู้ตกตะกอน รวมตัวกันเป็นเนื้อโยเกิร์ต ถ้าไม่ใช้จุลินทรีย์แต่ใช้อย่างอื่นที่มีความเป็นกรดแทนก็ได้เหมือนกัน จะใช้ไซเดอร์หรือน้ำมะนาวแทนก็ได้ น้ำเต้าหู้ก็จะตกตะกอนรวมตัวกันอยู่ดี แต่จะไม่ได้จุลินทรีย์ที่มีชีวิตไปช่วยเสริมสร้างสุขภาพของลำไส้เรา

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

วัตถุดิบ

  1. น้ำเต้าหู้ 1 ถุง
  2. พริกเขียว 3 – 4 เม็ด
  3. เครื่องเคียงตามชอบ

วิธีทำ

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

1. ไปตลาด ซื้อน้ำเต้าหู้และพริกเขียวจากร้านที่ชอบ

แนะนำว่าให้ซื้อน้ำเต้าหู้สดจากตลาด แบบที่ทำจากแค่ถั่วเหลืองและน้ำ ถ้าซื้อน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองบรรจุกล่อง อาจเจอสารอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็น อย่าลืมแวะซื้อพริกเขียวก่อนกลับ ถ้าหาแบบมีก้านติดมาด้วยได้ยิ่งดี

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

2. กลับบ้านมาหาถ้วยที่ชอบ นำไปลวกน้ำเดือด เพื่อฆ่าจุลินทรีย์นิสัยไม่ดีที่อาจติดอยู่บนถ้วย

ถามว่าข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ไหม คำตอบคือได้ แต่มีโอกาสที่จุลินทรีย์บนถ้วยจะมาก่อกวนโยเกิร์ตให้มีเชื้อรา ทำให้อายุการเก็บสั้นลง

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

3. ตั้งเตาอุ่นน้ำเต้าหู้ คอยคนไปเรื่อย ๆ

ยิ่งอุ่นนาน น้ำก็ยิ่งระเหยออก เราก็จะได้น้ำเต้าหู้ที่เข้มข้นขึ้น ในขณะเดียวกันโยเกิร์ตก็เข้มข้นขึ้นด้วย

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

4. ปิดเตา แล้วเช็กอุณหภูมิกันอีกที

ถ้าร้อนไป จุลินทรีย์ก็จะเสียชีวิตหมด ถามว่าอุณหภูมิแค่ไหนถึงจะดี ให้เอานิ้วชี้จุ่มลงไปในน้ำเต้าหู้ แช่ค้างไว้ นับ 1 ถึง 8 ถ้าทนไม่ไหวให้ดึงมือออกมาก่อน แปลว่าน้ำเต้าหู้ร้อนเกินไป รอให้เย็นลงแล้วทดลองใหม่ ควรนับ 1 ถึง 8 ให้ได้แล้วยังรู้สึกอุ่น ๆ อยู่

สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว
สอนทำ ‘โยเกิร์ตจากน้ำเต้าหู้’ ใช้แค่น้ำเต้าหู้ถุงจากร้านกับพริกเขียว

5. เทน้ำเต้าหู้ลงในถ้วยที่ลวกไว้ แกะก้านพริกเขียวออก ใช้มีดบากตรงกลางขั้วโดยไม่ต้องลึกมาก แล้วหย่อนพริกเขียวพร้อมก้านลงในถ้วย

วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว
วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว

6. ปิดฝานำไปวางในที่อุ่น ๆ มืด ๆ ได้จะดี เช่น ในเตาอบ (แต่ไม่ต้องเปิดเตานะ)

จากนั้นก็รอเวลาประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของแต่ละบ้าน ยิ่งอุณหภูมิอุ่น น้ำเต้าหู้ก็จะยิ่งกลายเป็นโยเกิร์ตไวขึ้น

7. เมื่อน้ำเต้าหู้รวมตัวเป็นโยเกิร์ต จนมีลักษณะคล้ายเต้าฮวยก็เป็นอันใช้ได้

ถ้าทิ้งไว้นานจะยิ่งเปรี้ยว เพราะจุลินทรีย์จะขยันทำงานปล่อยกรดออกมาเพิ่มเรื่อย ๆ ถ้ายังไม่ทานทันทีควรรีบหยิบพริกเขียวออกแล้วแช่ตู้เย็น เพราะความเย็นจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานช้าลง ปล่อยกรดออกมาน้อยลง โยเกิร์ตของเราจึงไม่เปรี้ยวปรี๊ดจนเกินไป

วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว

8. เมื่อพร้อมทาน ก็ตักโยเกิร์ตมาทานกับเครื่องเคียงต่าง ๆ และเพิ่มความหวานได้ตามใจชอบ

ก่อนกินหมด แนะนำให้แบ่งโยเกิร์ตขึ้นมาประมาณ 2 – 3 ช้อนโต๊ะ เก็บใส่กระปุกไว้ ทำครั้งหน้าก็ใช้เป็นหัวเชื้อแทนพริกเขียวได้เลย เพราะโยเกิร์ตที่ทำมีน้องจุลินทรีย์อาศัยอยู่พร้อมแล้ว และรสชาติของรอบถัด ๆ ไปก็จะละมุนขึ้นด้วย

9. ถ้าใครชอบโยเกิร์ตเนื้อครีมข้นแบบ Greek Yogurt ให้เอาโยเกิร์ตที่ได้ใส่ผ้าขาวบาง แล้ววางลงบนตะแกรงหรือถ้วยที่มีรู เพื่อกรองเอาของเหลวออก

การค่อย ๆ กรองแบบนี้คือการทำ Greek Yogurt แบบฉบับดั้งเดิม แต่เพราะการกรองเอาของเหลวออก นอกจากใช้เวลาเพิ่มขึ้น ปริมาณยังหายไปเยอะมาก ยุคสมัยนี้หลายแบรนด์จึงใช้วิธีเติมสารคงตัว โปรตีนผง เข้าไปเพื่อลดต้นทุน แต่ยังได้เนื้อโยเกิร์ตที่ข้นและจับมาเรียกว่า Greek Style Yogurt ดังนั้น ถ้าอยากหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายเหล่านี้ เราก็ทำเองได้ หรือพลิกดูฉลาก ดูส่วนผสมก่อนซื้อจะดีกว่า

วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว

10. กรองโยเกิร์ตจนกว่าจะได้เนื้อกรีกโยเกิร์ตในระดับความข้นที่พอใจ พอถึงจุดนั้นแล้วก็แกะออกมาจากผ้า ใช้ตะกร้อมือตีให้เนื้อเนียน แล้วทานกับเครื่องเคียงที่ชอบ

ในที่นี้เลือกใช้งาดำบดผสมน้ำผึ้งมาเป็นพระเอกของรสชาติ เพราะโยเกิร์ตที่ทำจากนมวัวจะมีความมันของนม แต่น้ำเต้าหู้มาจากถั่วเหลืองที่มีไขมันน้อยกว่าในนมมาก รสชาติจะเบา ๆ เราจึงขอเลือกงาดำที่หอมมันมาช่วยทดแทนส่วนที่ขาดไป และเพิ่มเติมความหอมอีกนิดด้วยคินาโกะ ผงถั่วเหลืองญี่ปุ่นตบท้าย

วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว
วิธีทำโยเกิร์ตกินเองจากน้ำเต้าหู้ เมนูสำหรับคนแพ้นมวัวที่ใช้แค่น้ำเต้าหู้กับพริกเขียว

Writer

วรรณวลี ตันติ์สันติสุข

นักบัญชีผู้แสวงหาชีวิตจนสุดท้ายผันตัวไปเป็นนักศึกษาด้านอาหารที่อิตาลี และมี IG : jp.wanwalee ไว้คอยบอกเล่าเรื่องราวที่ไปเรียนมาผ่านรูปวาดผสมรูปถ่าย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load