เคยสังเกตไหมว่าเวลาหมดพลัง ไม่ว่าจะจากงานหรือความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้เรารู้สึกพังทลายหรือไม่มั่นคงภายในจิตใจ หลายครั้งที่เราลุกขึ้นใหม่เพื่อเดินต่อได้ เกิดขึ้นเมื่อได้รับการโอบกอด ไม่ว่าจากคนที่เรารัก เพื่อนสนิท สัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งการโอบกอดตัวเอง

คอลัมน์นี้เลยอยากชวนล้อมวงพูดคุยและสำรวจความหมายของ ‘การโอบกอด’ ในฐานะผัสสะที่สำคัญในการฟื้นคืนธรรมชาติ ธรรมชาติที่ว่านี้หมายรวมถึงธรรมชาติดั้งเดิมภายในตัวเรา และธรรมชาติทางกายภาพแวดล้อมที่เราอยู่อาศัยร่วมกับชีวิตอื่น ๆ

พลังแห่งการ ‘โอบกอด’ ที่เป็นทั้งยา พลังชีวิต และสัญลักษณ์แห่งการกลับคืนสู่เผ่าพันธุ์

กอด’ เป็นยา

เวลานึกถึงสัมผัสของการโอบกอดหรือพลังงานที่ได้รับจากการกอด เราคิดและรู้สึกถึงอะไรกันบ้าง

เชื่อว่าหลายคนอาจมีประสบการณ์คล้าย ๆ กัน เพียงแต่รูปแบบของการกอดนั้นอาจแตกต่างกันไป สำหรับผมเวลานึกถึงมัน สิ่งแรก ๆ ที่นึกถึงคือการกอดลูกชาย สัมผัสของการกอดคนรัก และความทรงจำของการโอบกอดที่ได้จากแม่สมัยที่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ

ส่วนการกอดคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกในครอบครัว เมื่อก่อนอาจจะรู้สึกเขิน ๆ และทำตัวไม่ถูก เพราะในครอบครัวที่เติบโตมา น้อยครั้งนักที่จะกอดกันหรือเปิดเผยความรู้สึกอ่อนไหวเปราะบางให้กัน เท่าที่จำความได้ก็มีแต่แม่เท่านั้นที่กอดเรา พอโตมาเป็นวัยรุ่น สัมผัสนี้กับคนในครอบครัวก็ค่อย ๆ หายไป ความหมายของการกอดในช่วงวัยรุ่น จึงหมายถึงความรักและความปรารถนาแบบหนุ่มสาว แต่พอผ่านช่วงชีวิตมาประมาณหนึ่ง เมื่อได้รับการโอบกอดและเป็นคนสวมกอดกับชีวิตอื่นที่ไม่ใช่แม่ ลูก และคนรัก ก็รู้สึกได้ว่ามันมีความหมายหลากหลายรูปแบบมาก และที่สำคัญ รู้สึกได้ถึงพลังของมันในฐานะสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่จะให้แก่กันได้

ลองนึกถึงภาพการแข่งขันของทีมวอลเลย์บอลในสนาม การโอบกอดหรือการตบเอวกันของสมาชิกในทีมทุกครั้งหลังกรรมการเป่าเสียงนกหวีด ให้พลังฮึดสู้ไม่ว่าแต้มจะนำหรือตาม ลองนึกถึงภาพขององค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ที่สมาชิกขององค์กรฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันจนงานสำเร็จ มันมีการกอดกันและการตบบ่าให้กำลังใจเป็นส่วนประกอบสำคัญของทีมเสมอ รวมถึงในวันที่เสียน้ำตาและต้องการกำลังใจด้วย

สัมผัสแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในผู้คน แต่ยังเห็นได้ในโลกของสัตว์ ผ่านการคลอเคลียกัน การเลียหรือการเอาจมูกดุน รวมทั้งการโอบกอดกันทั้งฝูงยามหวาดกลัว ความรู้สึกที่ได้รับจากการโอบกอดและสัมผัสแบบนี้แหละมั้งที่ทำให้รู้สึกพิเศษ ผ่อนคลายจากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ รวมทั้งเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยความไว้วางใจและไม่รู้สึกแปลกแยก ทุกการกอดต่างเชื่อมโยงกันจากภายใน โดยไม่ต้องมีคำพูดเพื่ออธิบาย ราวกับว่ามันเป็นภาษาสากล เป็นภาษาที่เราปรารถนาจะสื่อสารกับชีวิตอื่น ๆ รวมถึงกับตัวตนของเรา

พลังแห่งการ ‘โอบกอด’ ที่เป็นทั้งยา พลังชีวิต และสัญลักษณ์แห่งการกลับคืนสู่เผ่าพันธุ์

ระหว่างผมกับลูกชาย เราจะมีพิธีกรรมหนึ่งเรียกว่า ‘กอดสมาธิ’ มันเป็นพิธีกรรมเล็ก ๆ ที่เราคิดค้นและทำในแบบของเราตั้งแต่เขาอายุสัก 2 ขวบ ผ่านมา 4 ปีแล้วที่พิธีกรรมนี้กลายมาเป็นการกระทำอัตโนมัติ ที่เราจะรู้กันเวลาใครในบ้านต้องการการกอด ไม่ว่าจะรู้สึกเศร้า หมดพลัง โกรธ เสียใจ หรือไม่พอใจกับเรื่องใด ๆ ที่เข้ามาขณะนั้น เราแค่บอกอีกฝ่ายหนึ่ง (ส่วนใหญ่จะเป็นลูก) ว่า “ขอกอดสมาธิหน่อย” แล้วเราก็จะกอดกันแบบให้หน้าอกสัมผัสกัน เพื่อให้รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจของอีกฝ่าย เราจะกอดกันจนสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นช้าลง ลมหายใจผ่อนคลายลงเพื่อตั้งหลักกับตัวเอง

ผมสังเกตว่า เวลาลูกผมโกรธหรือเสียใจจากการไม่ได้อะไรตามที่หวัง หัวใจเขาจะเต้นแรงและไม่โฟกัสกับสิ่งต่าง ๆ ที่เราบอกหรืออธิบาย เหมือนประตูการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ถูกปิดจากอารมณ์ขณะนั้น และผมก็เรียนรู้ว่า การกอดทำงานได้ดีมากกว่าคำพูดปลอบโยนหรือสั่งสอนด้วยเหตุผลดี ๆ หลายครั้งที่ผมหมดพลังในชีวิตจากงานและความคาดหวังที่มีต่อตัวเอง ผมก็สัมผัสได้ว่าหัวใจที่เต้นตุ้บ ๆ ของลูกและร่างกายอุ่น ๆ ของเขา ทำให้จิตใจของผมสงบลงเช่นกัน และกลับมาอยู่ในที่ทางตามธรรมชาติของมัน โดยไม่ต้องพยายามเรียบเรียงสิ่งต่าง ๆ ให้ดูเป็นเหตุเป็นผลเพื่ออธิบายใด ๆ

มีคำอธิบายทางการแพทย์ถึงความรู้สึกดี ๆ ที่ได้จากการกอดนี้ว่า มันเกิดจากการหลั่งของฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin) ที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง ซึ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตที่จะให้กำเนิดลูก เพราะน้ำนมและสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกเกิดขึ้นได้ด้วยฮอร์โมนนี้ ออกซิโตซินทำให้ร่างกายของผู้ให้และผู้รับการกอดผ่อนคลาย เห็นอกเห็นใจกัน และช่วยสานสัมพันธ์ความเป็นพวกพ้อง ฮอร์โมนออกซิโตซินจึงมีชื่อเล่นว่า ‘Love Hormone’ และมีฐานะเสมือนยารักษาร่างกายและจิตใจดี ๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องหาจากภายนอก เพราะมันอยู่ภายในร่างกายของเรานี่เอง แต่อาจต้องมีชีวิตอื่น ๆ เข้ามาช่วยกระตุ้นเพื่อให้ความรู้สึกของการกอดชัดเจนและสัมผัสได้

พลังแห่งการโอบกอดที่ช่วยฟื้นคืนธรรมชาติในตัวเรา และช่วยให้เราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้

กอดและสัมผัสของพลังชีวิต

หลายปีมานี้ ผมมีโอกาสเรียนรู้จากครูหลาย ๆ คน รวมถึงสังเกตจากร่างกายตนเองในสภาวะต่าง ๆ ว่าเราต่างมีพลังชีวิต พูดแบบนี้อาจทำให้นึกถึงอะไรที่ดูเป็นเรื่องลึกลับ และต้องเป็นคนมีของถึงจะเข้าใจ ตรงกันข้ามมันเป็นอะไรที่เรียบง่ายและอยู่กับเราตลอดเวลา เพียงแต่ด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้เราพลาดความรู้สึกสำคัญนี้ไป

ก่อนจะเล่าถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการกอดในฐานะสัมผัสของพลังชีวิต ผมอยากเล่าเรื่องราวของ ดร.วินท์ เวอร์กา (Dr.Vint Virga) สัตวแพทย์คนสำคัญ ที่พาเราไปสำรวจความสัมพันธ์ของสัตว์ที่มีต่อเราในแง่มุมที่เราอาจคาดไม่ถึง ในหนังสือชื่อว่า The Soul of All Living Creatures: What Animals Can Teach Us About Being Human ประสบการณ์ที่ทำให้ ดร.วินท์ กลายเป็นสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของสัตว์ และเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรที่ดูแลรักษาสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติ เกิดขึ้นสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ชั้นปีที่ 4

คืนนั้นเขาต้องเข้าเวรรักษาสัตว์ในวอร์ดที่วุ่นวายจากสัตว์ต่าง ๆ ที่ได้รับอุบัติเหตุ แร็กคูนที่จมูกเป็นแผล สุนัขที่บาดเจ็บ นกโรบินที่บินชนกระจก และ ‘ปองโก้’ สุนัขรีทรีฟเวอร์ที่ให้บทเรียนสำคัญกับเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้า เจ้าปองโก้ปลุกความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ ผ่านการสัมผัส การมองเห็น และการฟังเพื่อจะได้ยินจริง ๆ จากสัญชาตญาณภายในของเขาขึ้นมา การรักษาเยียวยาสัตว์ไม่ได้ดูแค่ผลการวิเคราะห์จากเครื่องมือที่ไร้ชีวิตต่าง ๆ มากมาย อย่างผลอัลตราซาวนด์ ผลเลือดหรือข้อมูลจากการสแกน MRI

เพราะสิ่งที่เขาทำกับปองโก้ในคืนนั้น แม้อาการของปองโก้จะยังไม่ดีและไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น คือการเชื่อในสัญชาตญาณของเขา เขาห่มผ้านอนกับปองโก้เพื่อเฝ้าไข้ดูอาการ 1 ชั่วโมงที่เขาเผลอหลับไปกับปองโก้ แม้ผลการวิเคราะห์จากค่าต่าง ๆ ของเครื่องมือจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่สภาพร่างกายและจิตใจของเจ้าปองโก้ค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ที่สำคัญปองโก้สัมผัสเขาตอบ พลังชีวิตที่ค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมาแบบนี้ อาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น ‘ปราณ’ ของทางอินเดีย ‘ชี่’ ของจีน หรือ ‘ขวัญ’ ของไทยเรา แต่สาระที่น่าจะเหมือนกันคือ สัมผัสที่เรารับรู้ได้ถึงการมีชีวิตของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ ต้นไม้ รวมทั้งบรรยากาศของสถานที่

ผมยังจำแบบฝึกหัดง่าย ๆ ซึ่งพี่ที่ผมเคารพท่านหนึ่งสอนให้กอดต้นไม้ แต่ก่อนที่จะกอดมัน เราต้องรับรู้ถึงพลังงานชีวิตของตัวเองก่อน แล้วค่อยเอาพลังงานที่ว่านี้สัมผัสกับต้นไม้หรือสิ่งต่าง ๆ

พลังแห่งการโอบกอดที่ช่วยฟื้นคืนธรรมชาติในตัวเรา และช่วยให้เราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้

หากใครนึกสนุกอยากลองทำตามก็เชิญได้เลย เริ่มต้นคือการหาพื้นที่สงบที่จะไม่ถูกรบกวน จากนั้นหายใจสบาย ๆ ค่อย ๆ ผ่อนคลายร่างกายและเสียงสนทนาในความคิดลง ถ้าร่างกายผ่อนคลายดีแล้ว ค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นระดับหน้าอกหรือท้อง และให้ปลายนิ้วมือหรือฝ่ามือทั้งสองข้างอยู่ใกล้กันแต่ไม่แตะกัน ลองนำความรู้สึกไปอยู่ที่บริเวณนั้น เหมือนกับว่าเราใช้มันหายใจ แล้วลองสัมผัสความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพื่อน ๆ ทดลองทำแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

หลายคนอาจรู้สึกถึงความอุ่นที่เกิดขึ้นระหว่างปลายนิ้วมือและฝ่ามือ บางคนอาจรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวเบา ๆ ของเลือด ชีพจร หรืออะไรที่ไหลเวียนในร่างกาย บางคนอาจรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่หาคำมาอธิบายได้ยากก็ไม่เป็นไร ผมขอเรียกความรู้สึกของสัมผัสที่เกิดขึ้นด้วยชื่อเล่น ๆ นี้ว่า ‘พลังงาน’ และสำหรับใครที่ไม่มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่เป็นไรเช่นเดียวกัน

ใครที่รับรู้ถึงความอบอุ่นหรือการเคลื่อนไหวของพลังงานนั้น ผมอยากชวนให้ค่อย ๆ ขยายฝ่ามือออกโดยยังคงรักษาความรู้สึกของพลังงานนั้นอยู่ ลองขยับมือทั้งสองเหมือนปั้นดินน้ำมัน เพื่อรักษาพลังงานหรือสร้างความคุ้นเคยกับพลังงานนี้ไว้ และค่อย ๆ ขยายที่ว่างระหว่างมือทั้งสองออกเพื่อขยายพลังงานนี้ให้ใหญ่ขึ้น นี่คือพลังงานและความรู้สึกอบอุ่นที่เรามีให้กับชีวิตอื่น ๆ ผ่านการกอดหรือสัมผัส เรากอดคนที่เรารักด้วยพลังงานแบบนี้

กอดเพื่อนและผู้คนที่กำลังอ่อนล้าหรือหมดพลังในห้วงเวลาที่เขาต้องการการกอด กอดสัตว์เลี้ยงของเรา กอดต้นไม้ใหญ่ที่เราคุ้นเคยและเดินผ่าน กอดและสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ด้วยพลังงานในตัวของเรา ในวันที่เราเหนื่อยล้าและหมดพลัง จนไม่อาจสัมผัสได้ถึงพลังงานภายในตนเอง การโอบกอดและสัมผัสแบบนี้ก็เพื่อให้เรากลับมาสัมผัสและสัมพันธ์กับพลังงานในตัวเองได้อีกครั้ง

พลังแห่งการโอบกอดที่ช่วยฟื้นคืนธรรมชาติในตัวเรา และช่วยให้เราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้

ภาพ : unsplash.com

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

เคยสงสัยไหมว่า เวลาเรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าริมชายหาด ในลำธารใส บนลานดินสะอาดหรือสนามหญ้าโล่งกว้าง เรามักอยากจะถอดรองเท้า ทำใจหลวม ๆ เพื่อเดินเท้าเปล่าไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไร 

นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรามักเห็นเพื่อน ๆ เวลาที่ได้หลบไปพักร้อน ชอบเช็กอินเท้าเปล่าเปลือยของตัวเองกับสถานที่ธรรมชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวันพักผ่อนที่ได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

คอลัมน์นี้เราเลยอยากชวนกันมาสำรวจว่า ทำไมการที่ฝ่าเท้าและร่างกายได้สัมผัสเชื่อมต่อพื้นโลก ที่เรียกว่า ‘Grounding’ หรือ ‘Earthing’ จึงทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลาย และมีความสุข ทั้งในเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณภายใน กับอยากชักชวนกันเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เพื่อทำให้สถานที่ที่ใช้ชีวิตเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลก และช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายโดยไม่ต้องหนีไปไกลถึงทะเลหรือเดินไปยอดสุดภูเขา

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ในแง่หนึ่ง ร่างกายของเราอาจจะคล้าย ๆ บ้าน บ้านที่ดีและปลอดภัยต้องมีระบบสายดิน (Grounding System) เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านตัวเรา แต่ไหลผ่านลงดิน เพื่อทำให้ประจุไฟฟ้านั้นเป็นกลาง พื้นดินจึงเป็นเหมือนแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ ทำให้ประจุไฟฟ้าในระบบต่าง ๆ เกิดความสมดุล รวมทั้งประจุไฟฟ้าในร่างกายของเราด้วย 

การที่ร่างกายของเราได้แลกเปลี่ยนหรือนำเข้าประจุไฟฟ้าที่เป็นลบ ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จำกัดบนพื้นผิวโลกหรือในธรรมชาติ อย่างเช่นทะเล น้ำตก ในป่า ก็มีส่วนช่วยทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายกลับมามีสภาพเป็นกลาง และมีความคลื่นความถี่เดียวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เราจะรู้สึกสงบและไร้ความกังวลใด ๆ 

แต่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่แต่ภายในอาคาร แวดล้อมไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า และแหล่งปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลากยี่ห้อที่คอยเพิ่มประจุบวกให้กับร่างกาย โดยที่เราไม่ได้ถ่ายเทประจุบวกเหล่านั้นออกไป หรือรับประจุลบจากธรรมชาติเข้ามา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ่อนล้า เครียด และรู้สึกสับสนโดยไม่ทราบสาเหตุ

การแพทย์สมัยใหม่เริ่มค้นพบว่า สภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นยาชนิดหนึ่ง (Environmental Medicine) ซึ่งช่วยรักษาโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และเรียกการเดินเท้าเปล่าเพื่อให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาทีด้วยชื่อเล่นว่า การรับ Vitamin G ซึ่ง ‘G’ นั้นย่อมาจาก Grounding เพราะจากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผลการทดลองให้ผลบวกในการฟื้นฟูร่างกายอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ทำให้หลับสบาย ความเครียดลดลง ลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และการทำงานของระบบประสาทสั่งการอัตโนมัติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขอีกด้วย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

สมัยเด็ก ๆ เรามักถูกสอนว่าอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะเชื้อโรคจะเข้าเท้าและทำให้ไม่สบาย หรือสัตว์มีพิษอาจจะกัด หรือเศษแก้วจะบาดเท้า การเดินเท้าเปล่าในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งในบางแง่มุมก็เป็นจริงตามนั้น แต่โลกทัศน์และคำตอบที่มีแบบเดียวและตัดตัวแปรอื่น ๆ ไป ก็ทำให้เราเสียโอกาสในการสัมผัสดินไปอย่างน่าเสียดาย ในยุคที่รองเท้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีอารยะ และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่บอกความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเดินได้สะดวกขึ้น สบาย และมั่นใจขึ้น การเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะจึงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ยิ่งถ้าเป็นการเดินเท้าเปล่าในวิถีชีวิตจริง ๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการบำบัดในสถานที่เฉพาะ คนเดินเท้าเปล่าคนนั้นก็อาจถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮิปปี้หรือไม่ก็นักแสวงบุญ

สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยหรือพื้นที่ไว้ใช้เหยียบย่าง ไม่ว่าจะถนน ทางเดินทั้งภายในและภายนอกอาคาร จึงออกแบบแบบเหมารวมจากฐานคิดการใช้งานแบบล้อและพื้นยางพาราแทนฝ่าเท้าที่มีความรู้สึก การกลับมาเดินเท้าเปล่าของเราในบางโอกาส เพื่อให้ร่างกายได้ Grounding และได้รับการฟื้นฟูจากยาของโลกนั้น จึงต้องอาศัยความเข้าใจของเรา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัยกับการเดินด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

องค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านที่ชวนให้เรา Grounding

บ้านเรือนของผู้คนในอดีตโดยเฉพาะในเขตร้อน มักออกแบบให้มีลานดินรอบ ๆ บ้านเสมอ ลานที่เอาไว้ตากผลผลิตและทำกิจกรรมอเนกประสงค์ ลานที่ทำให้อากาศเย็นไหลผ่าน ให้บ้านได้หายใจไปพร้อมกับโลก และลานนี้บางครั้งก็จะไหลเลื้อยเข้าไปในพื้นที่สีเทา ๆ ของเงาจากชายคา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกภายในอาคารกับสภาพแวดล้อมภายนอก บ้านในลักษณะนี้จึงมักมีบรรยากาศชวนให้เราอยากถอดรองเท้าเวลาเดินรอบบ้าน เพราะรู้สึกว่าพื้นที่รอบบ้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมต่อออกมาจากภายใน ยิ่งถ้าลานดินหรือลานทรายนั้นถูกกวาดให้สะอาดเนี้ยบ เราก็แทบอยากจะนั่งลงไปบนพื้นได้เลยโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านพื้นถิ่นบนเกาะสมุย ลานรอบบ้านไม้ยกใต้ถุนเป็นทรายละเอียดขาว ได้เห็นยายนั่งบนก้อมไม้เล็ก ๆ กลางลาน เก็บหินหรือกรวดก้อนใหญ่ ๆ ลงถังสังกะสี เพื่อให้ลานแดดที่มีเงาทางมะพร้าวที่ปลิวไหวเดินสบายเท้า ลานทรายรอบบ้านจึงกลายเป็นพื้นที่ที่รื่นรมย์ พาผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

บ้านเรือนในหลายภูมิภาคที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นก็มีโลกทัศน์ในลักษณะคล้าย ๆ กัน บ้านพื้นถิ่นของชาวอินเดียตั้งแต่ติ่งปลายสุดของแหลมกัลยากุมารี (Kanyakumari) ในมหาสมุทรอินเดียไปจรดเชิงเขาหิมาลัย ลานดินในบ้านมักฉาบไล้ด้วยขี้วัว เพื่อให้เมือกในกระเพาะวัวเคลือบพื้นคอร์ตกลางบ้านให้สะอาดและไม่มีฝุ่นติดเท้า และทุกเช้าผู้หญิงในบ้านจะเอาแป้งข้าวมาวาดลานดินหน้าประตูบ้าน ให้เป็นลวดลายเรขาคณิตที่ดูซับซ้อนแต่ทว่าเรียบง่ายสวยงาม เรียกว่า รังโกลี (Rangoli) หรือ โกลัม (Kolam) เพื่อเชื้อเชิญสิ่งดีงามเข้ามาในบ้าน และแป้งข้าวเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอาหารให้มด แมลง หรือกระรอก ที่อยู่บริเวณนั้น 

พิธีกรรมในชีวิตเหล่านี้ไม่ต่างจากชาวบาหลี ที่เก็บดอกไม้หลากสีใส่ถาดใบตองมาวางไว้ตรงทางเข้าคอร์ตกลางบ้าน เพื่อทำให้พื้นที่ภายในลานบ้านที่ต้องเดินเท้าเปล่าสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ยังมีให้เห็นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โลกทัศน์ของคนยังเป็นไม่ได้ถูกตัดขาดจากธรรมชาติและสิ่งสูงสุด ความละเอียดประณีตแบบนี้ที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านวัตรปฏิบัติอันเรียบง่ายโดยไม่ต้องมีราคาค่างวดใด ๆ และไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่แยกขาดจากทุกวันของชีวิต

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ผู้คนในสมัยก่อนมักถอดรองเท้าเสมอ เวลาเข้าไปในสถานที่ที่ตนเองรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบรำงับ หรือถูกยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ในแง่ของการรับรู้ทางจิตใจ การได้เดินถอดรองเท้าทำให้เราเดินช้าลง มีสติกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในพื้นที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ความรู้สึกร้อนเย็น พื้นผิวของสิ่งที่เราเหยียบย่ำและสัมผัสนั้นล้วนแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับเวลาใส่รองเท้าที่มีวัสดุสังเคราะห์คั่นกลางระหว่างเรากับโลก ทุกสัมผัสของก้าวย่างนั้นให้รู้สึกแทบไม่ต่างกัน รองเท้าทำให้เราเดินและวิ่งได้เร็วด้วยความมั่นใจ โดยแทบไม่รู้สึกว่าการมุ่งไปข้างหน้าของเรามีอะไรโอบอุ้มชีวิตอยู่ 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

การได้กลับมาเดินเท้าเปล่าบนผืนโลกที่เราอยู่บ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกธรรมชาติรอบตัวนั้นเป็นที่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีชีวิต และหากโลกรอบ ๆ ตัวเราไม่สวยงามอลังการ เช่น โบสถ์เก่าแก่หรือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านั้นให้งดงาม สะอาด และสวยงามขึ้น เพื่อให้เราได้รู้สึกกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตรงนั้น โลกที่มีความรู้สึกและปัญญารับรู้ไม่ต่างจากเรา

น่าจะดีไม่น้อยเลยนะ ถ้าเราจะค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านของเรา ที่ทำงาน หรือรวมทั้งเมืองของเรา ให้เอื้อกับการเดินเท้าเปล่าเพื่อต่อสายดินกับผืนโลก เราอาจจะเว้นที่ว่างรอบบ้านให้เป็นลานดินที่ไม่ต้องปูทับด้วยคอนกรีตทั้งหมด มีแปลงดอกไม้หรือพืชผักเพื่อให้มือของเราได้จับดินผ่านการทำสวน มีลานทรายลานดินให้ลูก ๆ ได้เล่น เพื่อให้เขาเติบโตมาแบบไม่คิดว่าดินเป็นสิ่งสกปรกและน่ารังเกียจ มีสนามหญ้านุ่ม ๆ เอาไว้ให้ครอบครัวได้ออกมานอนปูเสื่อนออกบ้าน เพื่อเพิ่มเวลาคุณภาพในการอยู่ด้วยกัน แทนเวลาที่เราใช้กับหน้าจอที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราอาจจะมีก๊อกน้ำหรือโอ่งน้ำเล็ก ๆ ใกล้ทางเข้าบ้านเพื่อล้างเท้าและมือให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน 

ในเชิงการออกแบบสถาปัตยกรรม พื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกบ้านนั้นสำคัญมาก ถ้าบ้านของเรามีพื้นที่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียง คอร์ตกลางบ้าน หรือชานแดด คุณภาพของที่ว่างในพื้นที่แบบนี้ จะเอื้อให้เราได้หยุดและช้าลง เพื่อที่เราจะค่อย ๆ พาตัวเองให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอก มากกว่าการอยู่แต่ภายในบ้านโดยไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใด

ครั้งสุดท้ายที่เราได้เดินเท้าเปล่าเปลือยบนพื้นดิน นองกลิ้งบนพื้นหญ้า หนุนรากไม้มองดูท้องฟ้าปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องมีแผนการ นี่มันเมื่อไหร่กันนะ

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load