เคยสังเกตไหมว่าเวลาหมดพลัง ไม่ว่าจะจากงานหรือความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้เรารู้สึกพังทลายหรือไม่มั่นคงภายในจิตใจ หลายครั้งที่เราลุกขึ้นใหม่เพื่อเดินต่อได้ เกิดขึ้นเมื่อได้รับการโอบกอด ไม่ว่าจากคนที่เรารัก เพื่อนสนิท สัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งการโอบกอดตัวเอง

คอลัมน์นี้เลยอยากชวนล้อมวงพูดคุยและสำรวจความหมายของ ‘การโอบกอด’ ในฐานะผัสสะที่สำคัญในการฟื้นคืนธรรมชาติ ธรรมชาติที่ว่านี้หมายรวมถึงธรรมชาติดั้งเดิมภายในตัวเรา และธรรมชาติทางกายภาพแวดล้อมที่เราอยู่อาศัยร่วมกับชีวิตอื่น ๆ

พลังแห่งการ ‘โอบกอด’ ที่เป็นทั้งยา พลังชีวิต และสัญลักษณ์แห่งการกลับคืนสู่เผ่าพันธุ์

กอด’ เป็นยา

เวลานึกถึงสัมผัสของการโอบกอดหรือพลังงานที่ได้รับจากการกอด เราคิดและรู้สึกถึงอะไรกันบ้าง

เชื่อว่าหลายคนอาจมีประสบการณ์คล้าย ๆ กัน เพียงแต่รูปแบบของการกอดนั้นอาจแตกต่างกันไป สำหรับผมเวลานึกถึงมัน สิ่งแรก ๆ ที่นึกถึงคือการกอดลูกชาย สัมผัสของการกอดคนรัก และความทรงจำของการโอบกอดที่ได้จากแม่สมัยที่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ

ส่วนการกอดคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกในครอบครัว เมื่อก่อนอาจจะรู้สึกเขิน ๆ และทำตัวไม่ถูก เพราะในครอบครัวที่เติบโตมา น้อยครั้งนักที่จะกอดกันหรือเปิดเผยความรู้สึกอ่อนไหวเปราะบางให้กัน เท่าที่จำความได้ก็มีแต่แม่เท่านั้นที่กอดเรา พอโตมาเป็นวัยรุ่น สัมผัสนี้กับคนในครอบครัวก็ค่อย ๆ หายไป ความหมายของการกอดในช่วงวัยรุ่น จึงหมายถึงความรักและความปรารถนาแบบหนุ่มสาว แต่พอผ่านช่วงชีวิตมาประมาณหนึ่ง เมื่อได้รับการโอบกอดและเป็นคนสวมกอดกับชีวิตอื่นที่ไม่ใช่แม่ ลูก และคนรัก ก็รู้สึกได้ว่ามันมีความหมายหลากหลายรูปแบบมาก และที่สำคัญ รู้สึกได้ถึงพลังของมันในฐานะสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่จะให้แก่กันได้

ลองนึกถึงภาพการแข่งขันของทีมวอลเลย์บอลในสนาม การโอบกอดหรือการตบเอวกันของสมาชิกในทีมทุกครั้งหลังกรรมการเป่าเสียงนกหวีด ให้พลังฮึดสู้ไม่ว่าแต้มจะนำหรือตาม ลองนึกถึงภาพขององค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ที่สมาชิกขององค์กรฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันจนงานสำเร็จ มันมีการกอดกันและการตบบ่าให้กำลังใจเป็นส่วนประกอบสำคัญของทีมเสมอ รวมถึงในวันที่เสียน้ำตาและต้องการกำลังใจด้วย

สัมผัสแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในผู้คน แต่ยังเห็นได้ในโลกของสัตว์ ผ่านการคลอเคลียกัน การเลียหรือการเอาจมูกดุน รวมทั้งการโอบกอดกันทั้งฝูงยามหวาดกลัว ความรู้สึกที่ได้รับจากการโอบกอดและสัมผัสแบบนี้แหละมั้งที่ทำให้รู้สึกพิเศษ ผ่อนคลายจากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ รวมทั้งเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยความไว้วางใจและไม่รู้สึกแปลกแยก ทุกการกอดต่างเชื่อมโยงกันจากภายใน โดยไม่ต้องมีคำพูดเพื่ออธิบาย ราวกับว่ามันเป็นภาษาสากล เป็นภาษาที่เราปรารถนาจะสื่อสารกับชีวิตอื่น ๆ รวมถึงกับตัวตนของเรา

พลังแห่งการ ‘โอบกอด’ ที่เป็นทั้งยา พลังชีวิต และสัญลักษณ์แห่งการกลับคืนสู่เผ่าพันธุ์

ระหว่างผมกับลูกชาย เราจะมีพิธีกรรมหนึ่งเรียกว่า ‘กอดสมาธิ’ มันเป็นพิธีกรรมเล็ก ๆ ที่เราคิดค้นและทำในแบบของเราตั้งแต่เขาอายุสัก 2 ขวบ ผ่านมา 4 ปีแล้วที่พิธีกรรมนี้กลายมาเป็นการกระทำอัตโนมัติ ที่เราจะรู้กันเวลาใครในบ้านต้องการการกอด ไม่ว่าจะรู้สึกเศร้า หมดพลัง โกรธ เสียใจ หรือไม่พอใจกับเรื่องใด ๆ ที่เข้ามาขณะนั้น เราแค่บอกอีกฝ่ายหนึ่ง (ส่วนใหญ่จะเป็นลูก) ว่า “ขอกอดสมาธิหน่อย” แล้วเราก็จะกอดกันแบบให้หน้าอกสัมผัสกัน เพื่อให้รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจของอีกฝ่าย เราจะกอดกันจนสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นช้าลง ลมหายใจผ่อนคลายลงเพื่อตั้งหลักกับตัวเอง

ผมสังเกตว่า เวลาลูกผมโกรธหรือเสียใจจากการไม่ได้อะไรตามที่หวัง หัวใจเขาจะเต้นแรงและไม่โฟกัสกับสิ่งต่าง ๆ ที่เราบอกหรืออธิบาย เหมือนประตูการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ถูกปิดจากอารมณ์ขณะนั้น และผมก็เรียนรู้ว่า การกอดทำงานได้ดีมากกว่าคำพูดปลอบโยนหรือสั่งสอนด้วยเหตุผลดี ๆ หลายครั้งที่ผมหมดพลังในชีวิตจากงานและความคาดหวังที่มีต่อตัวเอง ผมก็สัมผัสได้ว่าหัวใจที่เต้นตุ้บ ๆ ของลูกและร่างกายอุ่น ๆ ของเขา ทำให้จิตใจของผมสงบลงเช่นกัน และกลับมาอยู่ในที่ทางตามธรรมชาติของมัน โดยไม่ต้องพยายามเรียบเรียงสิ่งต่าง ๆ ให้ดูเป็นเหตุเป็นผลเพื่ออธิบายใด ๆ

มีคำอธิบายทางการแพทย์ถึงความรู้สึกดี ๆ ที่ได้จากการกอดนี้ว่า มันเกิดจากการหลั่งของฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin) ที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง ซึ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตที่จะให้กำเนิดลูก เพราะน้ำนมและสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกเกิดขึ้นได้ด้วยฮอร์โมนนี้ ออกซิโตซินทำให้ร่างกายของผู้ให้และผู้รับการกอดผ่อนคลาย เห็นอกเห็นใจกัน และช่วยสานสัมพันธ์ความเป็นพวกพ้อง ฮอร์โมนออกซิโตซินจึงมีชื่อเล่นว่า ‘Love Hormone’ และมีฐานะเสมือนยารักษาร่างกายและจิตใจดี ๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องหาจากภายนอก เพราะมันอยู่ภายในร่างกายของเรานี่เอง แต่อาจต้องมีชีวิตอื่น ๆ เข้ามาช่วยกระตุ้นเพื่อให้ความรู้สึกของการกอดชัดเจนและสัมผัสได้

พลังแห่งการโอบกอดที่ช่วยฟื้นคืนธรรมชาติในตัวเรา และช่วยให้เราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้

กอดและสัมผัสของพลังชีวิต

หลายปีมานี้ ผมมีโอกาสเรียนรู้จากครูหลาย ๆ คน รวมถึงสังเกตจากร่างกายตนเองในสภาวะต่าง ๆ ว่าเราต่างมีพลังชีวิต พูดแบบนี้อาจทำให้นึกถึงอะไรที่ดูเป็นเรื่องลึกลับ และต้องเป็นคนมีของถึงจะเข้าใจ ตรงกันข้ามมันเป็นอะไรที่เรียบง่ายและอยู่กับเราตลอดเวลา เพียงแต่ด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้เราพลาดความรู้สึกสำคัญนี้ไป

ก่อนจะเล่าถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการกอดในฐานะสัมผัสของพลังชีวิต ผมอยากเล่าเรื่องราวของ ดร.วินท์ เวอร์กา (Dr.Vint Virga) สัตวแพทย์คนสำคัญ ที่พาเราไปสำรวจความสัมพันธ์ของสัตว์ที่มีต่อเราในแง่มุมที่เราอาจคาดไม่ถึง ในหนังสือชื่อว่า The Soul of All Living Creatures: What Animals Can Teach Us About Being Human ประสบการณ์ที่ทำให้ ดร.วินท์ กลายเป็นสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของสัตว์ และเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรที่ดูแลรักษาสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติ เกิดขึ้นสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ชั้นปีที่ 4

คืนนั้นเขาต้องเข้าเวรรักษาสัตว์ในวอร์ดที่วุ่นวายจากสัตว์ต่าง ๆ ที่ได้รับอุบัติเหตุ แร็กคูนที่จมูกเป็นแผล สุนัขที่บาดเจ็บ นกโรบินที่บินชนกระจก และ ‘ปองโก้’ สุนัขรีทรีฟเวอร์ที่ให้บทเรียนสำคัญกับเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้า เจ้าปองโก้ปลุกความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ ผ่านการสัมผัส การมองเห็น และการฟังเพื่อจะได้ยินจริง ๆ จากสัญชาตญาณภายในของเขาขึ้นมา การรักษาเยียวยาสัตว์ไม่ได้ดูแค่ผลการวิเคราะห์จากเครื่องมือที่ไร้ชีวิตต่าง ๆ มากมาย อย่างผลอัลตราซาวนด์ ผลเลือดหรือข้อมูลจากการสแกน MRI

เพราะสิ่งที่เขาทำกับปองโก้ในคืนนั้น แม้อาการของปองโก้จะยังไม่ดีและไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น คือการเชื่อในสัญชาตญาณของเขา เขาห่มผ้านอนกับปองโก้เพื่อเฝ้าไข้ดูอาการ 1 ชั่วโมงที่เขาเผลอหลับไปกับปองโก้ แม้ผลการวิเคราะห์จากค่าต่าง ๆ ของเครื่องมือจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่สภาพร่างกายและจิตใจของเจ้าปองโก้ค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ที่สำคัญปองโก้สัมผัสเขาตอบ พลังชีวิตที่ค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมาแบบนี้ อาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น ‘ปราณ’ ของทางอินเดีย ‘ชี่’ ของจีน หรือ ‘ขวัญ’ ของไทยเรา แต่สาระที่น่าจะเหมือนกันคือ สัมผัสที่เรารับรู้ได้ถึงการมีชีวิตของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ ต้นไม้ รวมทั้งบรรยากาศของสถานที่

ผมยังจำแบบฝึกหัดง่าย ๆ ซึ่งพี่ที่ผมเคารพท่านหนึ่งสอนให้กอดต้นไม้ แต่ก่อนที่จะกอดมัน เราต้องรับรู้ถึงพลังงานชีวิตของตัวเองก่อน แล้วค่อยเอาพลังงานที่ว่านี้สัมผัสกับต้นไม้หรือสิ่งต่าง ๆ

พลังแห่งการโอบกอดที่ช่วยฟื้นคืนธรรมชาติในตัวเรา และช่วยให้เราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้

หากใครนึกสนุกอยากลองทำตามก็เชิญได้เลย เริ่มต้นคือการหาพื้นที่สงบที่จะไม่ถูกรบกวน จากนั้นหายใจสบาย ๆ ค่อย ๆ ผ่อนคลายร่างกายและเสียงสนทนาในความคิดลง ถ้าร่างกายผ่อนคลายดีแล้ว ค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นระดับหน้าอกหรือท้อง และให้ปลายนิ้วมือหรือฝ่ามือทั้งสองข้างอยู่ใกล้กันแต่ไม่แตะกัน ลองนำความรู้สึกไปอยู่ที่บริเวณนั้น เหมือนกับว่าเราใช้มันหายใจ แล้วลองสัมผัสความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพื่อน ๆ ทดลองทำแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

หลายคนอาจรู้สึกถึงความอุ่นที่เกิดขึ้นระหว่างปลายนิ้วมือและฝ่ามือ บางคนอาจรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวเบา ๆ ของเลือด ชีพจร หรืออะไรที่ไหลเวียนในร่างกาย บางคนอาจรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่หาคำมาอธิบายได้ยากก็ไม่เป็นไร ผมขอเรียกความรู้สึกของสัมผัสที่เกิดขึ้นด้วยชื่อเล่น ๆ นี้ว่า ‘พลังงาน’ และสำหรับใครที่ไม่มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่เป็นไรเช่นเดียวกัน

ใครที่รับรู้ถึงความอบอุ่นหรือการเคลื่อนไหวของพลังงานนั้น ผมอยากชวนให้ค่อย ๆ ขยายฝ่ามือออกโดยยังคงรักษาความรู้สึกของพลังงานนั้นอยู่ ลองขยับมือทั้งสองเหมือนปั้นดินน้ำมัน เพื่อรักษาพลังงานหรือสร้างความคุ้นเคยกับพลังงานนี้ไว้ และค่อย ๆ ขยายที่ว่างระหว่างมือทั้งสองออกเพื่อขยายพลังงานนี้ให้ใหญ่ขึ้น นี่คือพลังงานและความรู้สึกอบอุ่นที่เรามีให้กับชีวิตอื่น ๆ ผ่านการกอดหรือสัมผัส เรากอดคนที่เรารักด้วยพลังงานแบบนี้

กอดเพื่อนและผู้คนที่กำลังอ่อนล้าหรือหมดพลังในห้วงเวลาที่เขาต้องการการกอด กอดสัตว์เลี้ยงของเรา กอดต้นไม้ใหญ่ที่เราคุ้นเคยและเดินผ่าน กอดและสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ด้วยพลังงานในตัวของเรา ในวันที่เราเหนื่อยล้าและหมดพลัง จนไม่อาจสัมผัสได้ถึงพลังงานภายในตนเอง การโอบกอดและสัมผัสแบบนี้ก็เพื่อให้เรากลับมาสัมผัสและสัมพันธ์กับพลังงานในตัวเองได้อีกครั้ง

พลังแห่งการโอบกอดที่ช่วยฟื้นคืนธรรมชาติในตัวเรา และช่วยให้เราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้

ภาพ : unsplash.com

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

สำหรับใครบางคน ฤดูฝนอาจเป็นฤดูกาลที่ไม่ค่อยสะดวกสบาย รถติด น้ำขัง เสื้อผ้าอับชื้นไม่หอมแดด แต่สำหรับผู้คนและชุมชนเกษตรกรรมที่พึ่งพิงและดื่มกินน้ำจากสายฝน ฤดูฝนคือฤดูกาลของชีวิต ผืนดินและป่าตื่นจากหลับ กลิ่นหอมดินจากฝนแรกให้สัญญาณชีวิตกับกบเขียดในทุ่ง ปลามุดโคลนเพื่อว่ายหาน้ำใหม่ เห็ดหน่อโผล่พ้นดินที่หอมชื้นจากความตายของใบไม้ที่ถมทับในฤดูร้อน ผู้คนต่างมุ่งหน้าสู่ป่า นา หนอง ไม่ใช่เพื่อแค่หาอาหาร แต่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมและฤดูกาลหนึ่งของชีวิต 

ชีวิตที่ความมีชีวิตหนึ่ง ๆ เชื่อมโยงกับชีวิตอื่น ๆ นับร้อยพัน ผ่านโยงใยของข้าวปลาอาหาร ความรื่นเริงสามัญของชีวิต และความเชื่อที่ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย เพื่อเปลี่ยนความรู้สำคัญภายในให้กลายเป็นความคิดเชิงเหตุผลที่เรียบแบน

ฤดูฝนปีนี้ ผมอยากพาผู้อ่านเดินเลาะทุ่งนา ป่าหอ กระโดดข้ามลำเหมือง ขึ้นไปยังป่าขุนห้วย แวะพูดคุยกับผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียนรู้ให้รู้สึกถึงสายใยที่มองไม่เห็น ของสิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่คนแม่ทาใช้ถักทอชุมชนตนเองเข้ากับผืนดินผืนป่า ป่าต้นธารที่น้ำหนึ่งหยดจากขุนห้วยแม่ทาจะกลายเป็นทะเลและมหาสมุทรที่ปลายน้ำ เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับแม่น้ำสายอื่น ๆ

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ฤดูกาลของผี

สำหรับผู้คนภาคเหนือ เดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา (ถ้านับแบบสากลน่าจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ต้นฤดูฝน) เป็นเดือนที่เรามีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับผีในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับภูมิทัศน์ เมือง หมู่บ้าน จนถึงผีบรรพบุรุษในครอบครัวของเรา

อย่างผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ที่มีหอผีอยู่ที่แจ่งศรีภูมิ ผีที่ดูแลดงดอยและนำพาความเป็นอยู่ที่ดีมาให้ เจ้าปู่กำแพงดินซึ่งเป็นผีที่ชาวชุมชนริมคลองแม่ข่ากลางเมืองเชียงใหม่นับถือ รวมทั้งผีปู่ย่าที่ดูแลคนในสายตระกูล และผีขุนน้ำของคนแม่ทาที่เรากำลังจะพูดถึง

พิธีกรรมเลี้ยงผีเพื่อบูชาเซ่นไหว้จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนนี้ หากหลับตาย้อนกลับไปยังอดีต ก่อนที่ถิ่นฐานบ้านเมืองของเราจะพัฒนาและมาไกลขนาดนี้ ต้องนับว่าผีและจิตวิญญาณในธรรมชาติล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลกำกับความคิด จิตใจ และความสัมพันธ์ของเราในการดูแลและจัดการสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งในเชิงกายภาพและมิติทางสังคม ภูมิทัศน์ในชนบทที่เราเห็นล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของผู้คนและผี

หากลองหลับตาอีกครั้ง เพื่อเร่งเวลานับจากนี้ไปสู่อนาคตอีกสิบปี ร้อยปี สภาพธรรมชาติ แผ่นดินและนาผืนกระจกที่สะท้อนน้ำฟ้าให้เป็นน้ำในดิน รวมถึงที่อยู่อาศัยของเราจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ผีจะยังมีบทบาทอยู่ไหมในการสร้างสมดุลระหว่างผืนดิน ฤดูกาลในธรรมชาติและความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ปีนี้ก็เช่นกันกับปีก่อน ๆ ที่คนตำบลแม่ทาทั้ง 7 หมู่บ้าน ต่างก็เลี้ยงผีขุนน้ำในป่าขุนห้วยที่แต่ละหมู่บ้านใช้ร่วมกัน สำหรับบ้านป่านอต ที่กินน้ำร่วมกันจากห้วยปงกา ปีนี้อาจจะแตกต่างไปจากปีก่อน ๆ ที่สมาชิกส่วนใหญ่ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการจัดงานเป็นคนรุ่นใหม่ หมูดำอ้วนพีถูกอุ้มใส่ในรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเพื่อเป็นของเซ่นไหว้ พี่น้องหลายคนอยู่ในชุดทะมัดทะแมง ตัดหญ้า เตรียมสถานที่ ซ่อมศาลเก่าที่ใช้เมื่อปีก่อนให้มีสภาพแข็งแรงขึ้น

พ่อเฒ่า 2 – 3 คนช่วยกันเตรียมขันไหว้บอกเจ้าที่อย่างสงบ รอพระสงฆ์ในหมู่บ้านมาสวดเป็นประธานให้ ลุง ๆ ผู้มีประสบการณ์ช่วยกันล้มหมูดำตัวนั้นข้างอ่างเก็บน้ำ ในขณะที่พี่ผู้หญิงช่วยกันตั้งหม้อก่อไฟ ทำความสะอาดเครื่องในและเนื้อหมูดำตัวนั้น ให้เป็นแกงอ่อมและลาบเพื่อไหว้บูชาผีขุนน้ำ โดยมีสายตาของเด็ก ๆ ร่วมรับรู้ในพิธีกรรม เพื่อรอวันข้างหน้าที่เขาจะมีหน้าที่มากกว่าวันนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ป่าต้นน้ำที่นี่สมบูรณ์ขึ้นทุกปีตั้งแต่หมดยุคสัมปทานไม้สัก น้ำเต็มอ่างเก็บน้ำจนไหลล้นลงทางน้ำล้น แล้วไหลไปตามลำเหมือง แบ่งเข้าแปลงนาที่อยู่ล่างป่าขุนน้ำผ่านลำเหมืองและฝาย นาที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดในหุบที่เราเห็น ล้วนเชื่อมโยงกับป่าต้นน้ำที่ใดสักแห่ง

สำหรับคนที่นี่ การได้มาอยู่ร่วมกันและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ มีความสัมพันธ์หลากมิติที่ซ้อนกันอยู่ในช่วงเวลานี้ การเปลี่ยนแปลงบทบาทของคนจากรุ่นหนึ่งถ่ายทอดไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง การได้มาเห็นพื้นที่ต้นธารของชีวิตร่วมกัน รักษาแนวกันไฟด้วยกัน คุยกันสัพเพเหระแบบไม่ต้องมีวาระ แต่มีเรื่องสำคัญของทุกคนอยู่ในนั้น อย่างเรื่องการแบ่งน้ำเข้านาของแต่ละพื้นที่หรือลำดับก่อนหลัง หรือการได้ล้อมวงกินข้าวด้วยกันในวันอันศักดิ์สิทธิ์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

มองจากสายตาคนนอกอย่างเรา ช่วยทำให้คำพูดของอ้ายสมพรที่เราเจอที่ป่าหอ บอกกับเราว่า 

“เฮากิ๋นน้ำห้วยเดียวกัน ก่อเป๋นคนบ้านเดี๋ยวกั๋น มีอะหยังก็ต้องอู้จ๋ากัน จ่วยกั๋น” (เราดื่มกินน้ำจากลำห้วยเส้นเดียวกัน เราจึงถือว่าเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มีอะไรก็พูดคุยกัน ช่วยเหลือกัน) 

นั่นชัดเจนในความรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่เป็นจิตวิญญาณในธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้เราเพียงหวาดกลัว แต่ช่วยสร้างสำนึกบางอย่างที่ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นส่วนที่ใหญ่กว่าตัวเรา และชิ้นส่วนเล็ก ๆ นั้นจะมีความหมายร่วม เมื่อถูกนำมาประกอบกันด้วยความสัมพันธ์และสำนึกร่วมลักษณะนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผีที่มีในคนและคนที่เป็นส่วนหนึ่งของผี

พ่อหลวงเจ๋ง (ศิลป์ชัย นามจันทร์) ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มรุ่นใหม่ เล่าให้เราฟังว่านอกจากการเลี้ยงผีขุนน้ำแล้ว ปีนี้ชาวบ้านบ้านป่านอต ยังเอากล้าไผ่ไปปลูกไว้ตรงแนวชายป่าระหว่างป่าชุมชนกับป่าอนุรักษ์ของตำบลอีกด้วย เพราะไผ่เป็นทั้งอาหารและแนวกันไฟที่ดี การที่คนในชุมชนได้ไปเห็นต้นสักอายุหลายปีที่ช่วยกันปลูกไว้เมื่อหลายปีก่อน และกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของป่าใหญ่เพื่อรักษาขุนห้วยที่ทุกบ้านดื่มกินร่วมกัน สิ่งนี้อาจจะเป็นการทำบุญที่ไม่ต้องรอชาติหน้า แต่เป็นการกระทำร่วมกันที่เห็นผลชาตินี้ เหมือนอย่างน้ำที่ไหลเข้าระบบประปาภูเขาของหมู่บ้านวันนี้ ก็เพราะคนรุ่นพ่อของเขารักษาป่าขุนห้วยมาตั้งแต่ปิดสัมปทานป่า

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผมชอบตอนหนึ่งที่พ่อหลวงแลกเปลี่ยนความเชื่อเรื่องการเลี้ยงผีกับคนนอกอย่างเรา

“สำหรับผม ผมเชื่อว่ามีผีจริง ๆ อย่างการเลี้ยงผี เราอาจจะอธิบายว่ามันเป็นกุศโลบายในการสร้างการจัดการดูแลป่า เหมืองฝาย หรืออะไรก็ตาม ตามอย่างนักวิชาการอธิบาย แต่ถ้าถามคนที่นี่ คนรุ่นพ่อผม แม่ผม มันมีจริง ๆ นะ และตอนนี้ผมเชื่ออย่างนั้น ตอนเด็ก ๆ เราอาจจะไม่รู้สึกมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องการความรู้จากรุ่นพ่อเรา ปู่ย่าตายายเรา เราจะรู้ได้เอง”

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ เดวิด อับราม (David Abram) ในหนังสือ The Spell of the Sensuous: Perception and Language in a More-Than-Human World ที่บอกว่าเราต่างมีสัมผัสในระดับจิตวิญญาณที่ใช้สื่อสารกับสิ่งต่าง ๆ ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์ หรือโลกทางวิญญาณที่ไม่ปรากฏ แต่วัฒนธรรมใหม่ที่เราใช้ภาษาเขียนในการสื่อสาร และสารที่ผลิตจากการเขียนและเรียบเรียงผ่านภาษา ทำให้การสื่อสารจากการสัมผัสโดยตรงบิดเบือนไป

คำพูดของพ่อหลวงเจ๋ง ยังคล้ายเรื่องเล่าของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ (Robert Wolff) ในหนังสือเรื่อง Original Wisdom : Stories of An Ancient Way of Knowing มาก ๆ เพราะประสบการณ์ของพ่อหลวงเจ๋งไม่ต่างอะไรเลยจากชาวพื้นเมืองรุ่นใหม่ทั่วโลก ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการส่งผ่านความรู้ภายใน Inner Wisdom จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ไม่ได้เป็นการเรียนรู้ในห้องเรียนที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นข้อมูล และเชื่อว่าข้อมูลนั้นคือความรู้ที่ผลิตซ้ำและส่งต่อได้ผ่านการอ่านและเขียน อย่างความรู้เรื่องการหายาสมุนไพรในป่า การหาทิศผ่านดวงดาวและกระแสลมของชาวโพลินีเซียนเวลาออกทะเล

ในบันทึกที่ว่าด้วยการเข้าถึงความรู้ภายในของชาว Sng’oi ชนเผ่าพื้นเมืองในป่าของเมเลย์ ของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ ทำให้เราเห็นว่า โลกทัศน์ของสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาในแบบที่เป็นอยู่นั้น ทำให้เราสูญเสียความรู้สำคัญในการสื่อสารกับโลกไปมากแค่ไหน และทางเดียวที่จะกลับไปฟื้นคืนความรู้เหล่านั้นขึ้นมาได้ใหม่ คือการไปร่วมมีประสบการณ์จริง ๆ กับสิ่งนั้น โดยไม่แยกตัวตนของเรากับสิ่งที่เราร่วมเรียนรู้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทุ่งนา – ป่า – ฝน จิตวิญญาณที่ปรากฏรูป

หลังฝนตกห่าใหญ่ติดกันหลายวันหลังพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ ชาวบ้านไถนาเตรียมเอาน้ำเข้านาของตัวเอง นาแปลงที่ได้น้ำก่อนเริ่มหว่านกล้าข้าวขึ้นเป็นแปลงเขียว มีหุ่นไล่กาแกว่งแขนไหวไปมาตามสายลม บางแปลงเริ่มดำนาแล้ว ด้วยแรงกำลังของผู้คนที่ผลัดเปลี่ยนเอาแรงช่วยกัน บางแปลงเลือกที่จะหว่านหรือใช้เครื่องพ่นเมล็ดข้าวเพื่อประหยัดแรงงานในการดำนา เพราะขาดแรงงานจากคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของปัจจุบัน สภาพของคันนาและความประณีตบรรจงของนาหลายแปลงที่นี่บอกอะไรได้มากมาย นาที่ยังมีปู มีปลา มีกบเขียดตัวเล็ก ๆ ทำให้เราเห็นถึงความวิริยะและกำลังกายของผู้เป็นเจ้าของนาผืนนั้น ต่างจากคันนาที่มีรอยไหม้จากการใช้ยาฆ่าหญ้า ทำให้นาไร้เสียงเขียด ทำให้ปูนานอนตายหงายกระดอง เพราะขาดแรงงานในการดูแลหญ้าในนาข้าว

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

นาของครอบครัว พรานต๋อง (สาคร สุทธนิล) พรานหนุ่มของแม่ทาที่ทำนาริมห้วยแม่ปงกา น่าจะเป็นตัวอย่างของนาในอุดมคติ นาอินทรีย์ที่มีวิถีใกล้เคียงกับสมัยบุพกาล แม้จะใช้เครื่องมือสมัยใหญ่อย่างเครื่องตัดหญ้าและรถไถนาขนาดเล็กมาทุ่นแรง แต่สายสัมพันธ์ระหว่างป่า นา ห้วย และชีวิตของผู้ลงแรงดูแลที่ดินผืนนี้ ล้วนสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

นาที่ดื่มกินน้ำและธาตุอาหารจากป่าขุนน้ำ น้ำที่ไหลผ่านเหมืองฝายที่ผู้คนกินน้ำจากห้วยเดียวกันช่วยกันดูแล ลำเหมืองดินแข็งแรงและสะอาดใส บอกถึงได้ความใส่ใจของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่รักษาโครงสร้างนี้ไว้ โครงสร้างทางสังคมที่มีจิตวิญญาณช่วยโอบอุ้มผู้คนในการดูแลเหมืองฝาย โครงสร้างทางภูมิทัศน์ที่ออกแบบสลักเสลาด้วยน้ำและจอบไถ

เราเห็นแมงอีนิ่วหรือตัวอ่อนของแมลงปอในนาข้าวและลูกอ๊อด กำลังจะกลายมาเป็นอาหารเที่ยงซึ่งครอบครัวกินร่วมกันในห้างนา เราเห็นและรู้สึกถึงการเฉลิมฉลองที่เรียบง่ายของชีวิตในฤดูฝน แรงกายที่ได้จากข้าวปลาอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการกลับไปดูแลภูมิทัศน์ด้วยโลกทัศน์ ของเรื่องเล่าและตำนาน บนระบบโครงสร้างสังคมที่ยังคงงดงาม แต่ทว่าท้าทายจากแรงผลักของระบบเศรษฐกิจใหม่

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

ดอกเอื้องหมายนายังคงบานอยู่ข้างลำห้วย มองจากตรงนี้ไปยังดอยรอบหุบแม่ทานี้ ดอกตะแบกป่าบานสะพรั่งขึ้นแซมช่อดอกสักตรงเชิงเขา นับจากนี้อีก 3 – 4 เดือน ที่แห่งนี้ยังน่าจะมีฝน วัวที่ถูกต้อนขึ้นไปอยู่ในห้วยลึก จะกลับลงมาอีกครั้งหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ เพื่อจะทำหน้าที่ของมันอีกรอบ และถ่ายทอดประสบการณ์ที่มันเรียนรู้ผ่านฤดูกาลให้กับลูกของมัน ไม่ต่างจากผู้คนที่นี่

บ้านที่ใหญ่และสว่างเกินไป

วันที่พวกเราเดินขึ้นเขาเข้าไปในห้วยแม่แทนบนอ่างเก็บน้ำแม่บอนด้วยกัน เพื่อหวังจะไปดูตาน้ำเล็ก ๆ ที่กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เลี้ยงคนครึ่งตำบล ในวันฝนตกป่ายิ่งลึกนั้นยิ่งมืด รากไม้หงิกงอและหินผาในหุบห้วยดูราวภูตพรายที่มีชีวิต

การได้เดินเข้าไปในป่าฤดูฝน ทำให้เราเห็นและรู้สึกถึงอีกด้านหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ธรรมชาติ’ ธรรมชาติที่มีผี ธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกลดทอนดัดแปลงให้มนุษย์พอใจในความงดงามและน่ารัก การได้เดินออกมาจากที่สว่าง ชัดเจน เข้าไปสู่ความมืดของราวป่าในช่วงเวลาสั้น แม้จะเทียบไม่ได้กับคนท้องถิ่นที่เข้าป่าไปเพื่อเลี้ยงชีพหาอยู่หากิน ก็ช่วยทำให้เรารู้สึกถึงเค้าร่างของปัญญาอีกด้านหนึ่งที่เมืองของเราได้สูญเสียมันไปแล้ว

อาจเป็นเพราะเราอยู่ในที่ที่สว่างเกินไป ชีวิตของเราจึงปราศจากความมืดและเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ เราจึงมั่นใจในตัวเองเกินไป ว่าปัญญาที่เรามีควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ ผ่านการคิดและการจัดการสมัยใหม่ เราแทบไม่รู้สึกสงสัยเลยว่าน้ำที่ใช้ดื่มกินนั้นมาจากไหน เราดื่มกินแม่น้ำร่วมกันกับใครบ้าง เพราะทุก ๆ วันน้ำก็ยังไหล ไฟก็ยังคงสว่าง และถ้ามีสักวันที่มันจะไม่ไหล ก็เป็นหน้าที่ของใครสักคนที่ไม่เกี่ยวกับเราที่มีหน้าที่ต้องดูแล

เราไม่จำเป็นต้องคุยกับใคร เพราะในเมืองที่เราอยู่ สิ่งต่าง ๆ แบ่งขาดออกจากกันอย่างชัดเจนด้วยสิทธิ หน้าที่ และกฎหมาย ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สินสาธารณะร่วมที่เราต้องช่วยกันดูแล แบ่งปันกันใช้ ชีวิตเราจึงเงียบสงบ แต่ทว่าอาจจะเรียบแบน เพราะไร้ซึ่งความสัมพันธ์ใด ๆ กับสิ่งที่มีชีวิตและไร้ชีวิต

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ เกษตรกรหนุ่มสมาชิกกลุ่ม Maetha Organic เล่าให้ฟังระหว่างที่เดินลัดนาไปยังป่าหอ หย่อมป่าศักดิ์สิทธิ์กลางทุ่งนา ที่มีศาลสถิตจิตวิญญาณของเจ้าอาจยาบอน ผีผู้ดูแลขุนห้วยแม่บอนร่วมกับหอผีอื่น ๆ ว่า

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

“เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าครอบครัวหนึ่งจะทำนาของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงกับใคร เพราะน้ำที่ไหลเข้านานั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด และเราต้องช่วยกันพูดคุยวางแผนการจัดการแบ่งสรรปันน้ำ รวมทั้งแรงงานที่จะช่วยกัน”

ในโลกธรรมชาติที่สำนึกเรื่องการพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกันนั้นสำคัญต่อการมีอยู่ของความเป็นทั้งหมด โจทย์ใหญ่ที่สำคัญในยุคสมัยของเรา คือเราจะสร้างเรื่องเล่าใหม่ ๆ ทางวัฒนธรรมได้อย่างไร วัฒนธรรมที่จะถักทอปัจเจกที่แตกสลายให้กลายเป็นข่ายโครงของระบบนิเวศใหม่ มีแบบแผนสอดคล้องกับโลกธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนแนบสนิทมากกว่าเดิม

ข้อมูลเพิ่มเติม

หากใครสนใจเข้าไปเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมอินทรีย์และการจัดการป่าโดยชุมชนของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อได้ที่เพจ Maetha Organic หรือ คุณอั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ 08 7191 5595

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographers

เจษฎา เปี้ยทา

ช่างภาพหนุ่มอารมณ์ดีชาวเชียงใหม่ พูดไม่ค่อยเก่ง รักเสียงดนตรีเเละการท่องเที่ยว แถมยังหลงรักโกลเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นที่สุด

โสภิดา จิตรจำนอง

นกอพยพจากชายฝั่งทะเลใต้ ผู้ปักหลักเป็นอินทีเรียอยู่เชียงใหม่ หลงใหลงานทำมือ รักการเดินป่า และมีสมุนเป็นแมวไทย 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load