ค.ศ. 1937 คือ ปีก่อตั้ง ‘ห่วงเส็ง’ ร้านนำเข้า-จำหน่ายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยและอุปกรณ์งานฝีมือ 

ค.ศ. 2037 คือ อนาคตอีก 15 ปีที่ห่วงเส็งจะมีอายุกิจการครบ 100 ปี 

ค.ศ. 2022 คือ ปีที่เรานั่งสนทนาอย่างออกรสกับทายาทรุ่นสอง-รุ่นสาม ถึงที่มาที่ไปธุรกิจครอบครัว 85 ปี – ยืนระยะยาวนาน เป็นที่รู้จัก เป็นที่รัก และตั้งเป้าหมายจะเป็นกิจการเล็ก ๆ ที่อยู่จนถึงร้อยปีให้ได้!

คุณแม่รุ่งฤดี หวังชูเชิดกุล ทายาทรุ่นสอง และ ธเนศ หวังชูเชิดกุล ลูกชายคนเล็ก พ่วงตำแหน่งทายาทรุ่นสามของ ‘ห่วงเส็ง’ พาเราเดินทัวร์ร้านใหม่ย่านนนทบุรี ขนาดร้านกำลังอบอุ่น มีข้าวของงานฝีมือครบครัน แถมจำหน่ายในราคามิตรภาพสุด ๆ ซึ่งเป็นที่รักของคนทำงานฝีมือมาตั้งแต่รุ่นอากง รักมากขนาดว่า ลูกค้าอายุ 92 ที่เคยเป็นลูกค้าตั้งแต่ยุคแรก หาร้านโฉมใหม่จนเจอ และกลับมาอุดหนุนกันอีกครั้ง หรือบางคนยอมเรียกบริการเดลิเวอรี่ด่วนจี๋จากพี่ ๆ ไรเดอร์ เพียงเพื่อเข็มเย็บผ้าราคา 15 บาท เพียงเล่มเดียว (แน่นอนว่าราคาส่งแพงกว่าเข็มแน่นอน)

ห่วงเส็ง ร้านอุปกรณ์งานฝีมือที่เลือกของดีที่สุดในโลกให้ลูกค้า และตั้งใจอยู่ถึง 100 ปี

ในวันนี้ ห่วงเส็ง กลับมาคึกคักเหมือนสาวแรกแย้ม เพราะได้ลูกชายของทายาทรุ่นสองเข้ามาช่วยดูแลกิจการ ปรับเปลี่ยนร้านค้าลงแพลตฟอร์มออนไลน์ จนยอดขายช่วงสถานการณ์โควิด-19 พุ่งกระฉูดอย่างก้าวกระโดด

นอกจากทำความรู้จักกับพื้นที่ใหม่ ธเนศตั้งเป้าฟื้นธุรกิจให้กลับมามีชื่อเสียงเหมือนรุ่นอากง

เขากลับไปหยิบสินค้าจากแบรนด์ดั้งเดิมมาจำหน่ายอีกครั้ง เพื่อสานต่อและสืบทอดความตั้งใจของกิจการครอบครัว นั่นคือ ‘การเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์งานฝีมือที่ครบถ้วนที่สุดในประเทศไทย’ 

เรื่องราวต่อไปนี้คือความจริงใจในการทำธุรกิจให้คงกระพันตลอด 85 ปี ของ ‘ห่วงเส็ง’

ห่วงเส็ง ร้านอุปกรณ์งานฝีมือที่เลือกของดีที่สุดในโลกให้ลูกค้า และตั้งใจอยู่ถึง 100 ปี

ห่วงเส็ง แปลว่า เจริญรุ่งเรือง

ก่อนนั่งล้อมวงสนทนา คุณแม่รุ่งฤดี พาเราเดินลัดเลาะผ่านนานาอุปกรณ์งานฝีมือ ก่อนจะหยุดหน้าภาพถ่ายขาวดำในกรอบไม้สีธรรมชาติ พร้อมผายมือแนะนำให้รู้จัก อากงเอี๊ยว แซ่อึ้ง และภรรยา ซึ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่ของเธอ

ที่สำคัญ ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ‘ห่วงเส็ง’ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยและอุปกรณ์งานฝีมือทั้งปลีก-ส่ง

“เตี่ยเป็นคนก่อตั้ง แกติดเรือมาจากเมืองจีนตั้งแต่อายุ 19 มาแบบลำบาก เสื่อผืนหมอนใบ เขาพูดไม่ผิดหรอกค่ะที่บอกว่า ‘กินเกลือ’ แกกินข้าวต้มกับเกลือจริง ๆ แต่อาศัยว่าเป็นคนขยันและไม่ใช้เงิน ทีแรกก็เป็นลูกจ้างอยู่แถวบางลำพู พอมีเงินตั้งตัวก็เช่าแผงเล็ก ๆ แถวปากตรอกตลาดยอด รับถ้วยชามมาขาย ขายไปขายมาลูกค้าถามหาด้ายบ้าง เข็มบ้าง แกก็หาเข็มกับด้ายมาขาย ไม่ว่าลูกค้าจะถามหาอะไร แกจะพยายามตามหามาให้” ลูกสาวย้อนความทรงจำ

ย่างเข้าวัย 30 อากงเอี๊ยวแต่งงาน และขยับขยายแผงจิ๋ว ๆ สู่การเปิดหน้าร้านเป็นของตัวเอง สมัยนั้นนำเข้าไหมพรมจากประเทศญี่ปุ่นมาขาย ลูกสาวกระซิบว่าขายดีมาก ต้องสั่งสินค้าทุก 3 เดือน ครั้งละประมาณ 500 – 1,000 ปอนด์ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวญวน เพราะนิยมซื้อไหมพรมไปถักเสื้อขายตามย่านสำเพ็งและเยาวราช

ซึ่ง ห่วงเส็ง ก็ทำไหมพรมขายเองด้วย ตีแบรนด์ ‘ตราอูฐ’ คุณแม่รุ่งฤดีบอกว่า ถ้าเป็นคนยุคนู้นต้องรู้จัก!

ห่วงเส็ง ร้านอุปกรณ์งานฝีมือที่เลือกของดีที่สุดในโลกให้ลูกค้า และตั้งใจอยู่ถึง 100 ปี

คุณพ่อ คุณแม่ เลี้ยงลูกด้วย ค้าขายด้วย จนตั้งตัวได้ก็เริ่มขยายสาขา สาขาแรก ขายสินค้าเย็บปักถักร้อยและเสื้อชั้นในสตรี สาขาสอง ขายเสื้อผ้าเด็กอ่อน จนกระทั่งลูก ๆ เติบโตเป็นหนุ่มสาว ก็เปิด ‘ห้างสรรพสินค้าบางลำภู’ ขึ้นมา 

โดยยุบทั้งสองสาขาและขยับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห้างสรรพสินค้าแทน แต่วันดีคืนดีกลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่ออัคคีภัยมาเยือน เปลวเพลิงลุกโชนกวาดความรุ่งเรืองของย่านการค้าราบเป็นหน้ากลอง ‘ห้างสรรพสินค้าบางลำภู’ ก็ด้วย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ ‘ห่วงเส็ง’ ฟื้นคืนชีพอีกครั้งในสถานที่ใหม่บริเวณวัดบัวขวัญ 

เราชวนทายาทรุ่นสองย้อนถึงยุครุ่งเรืองเมื่อ ราว 40 – 50 ปีก่อน เธอยินดีเล่าให้ฟัง

“สมัยก่อนร้านเย็บปักถักร้อยไม่ค่อยมีคนทำ เราเป็นเจ้าแรกของบางลำพูและเป็นเจ้าแรกที่ขายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยเยอะที่สุด เยอะขนาดที่ว่าห้องแถวสี่ห้องไม่พอเก็บของ ลูกค้าเป็นร้อย ๆ ยืนเลือกของกันแน่นร้าน

“ยืนขายตั้งแต่เช้ายันมืด ไม่มีเวลากินข้าว ต้องรีบกิน รีบขายของ ตอนนั้นมีคนช่วยขายเกือบ 20 คน แล้วลูกค้าไม่ได้มีแค่นักเรียนหรืออาจารย์ แต่นักร้อง ดารา เป็นลูกค้าเราเยอะมาก ช่วงกลางคืนนักร้องจะมาซื้อลูกปัด ซื้อเลื่อม เอาไปปักเสื้อ อย่าง คุณผุสดี วงศ์กำแหง เป็นลูกค้าประจำเลย ดาราช่อง 4 บางขุนพรหม ไม่มีใครไม่รู้จัก”

ห่วงเส็ง ร้านอุปกรณ์งานฝีมือที่เลือกของดีที่สุดในโลกให้ลูกค้า และตั้งใจอยู่ถึง 100 ปี
ห่วงเส็ง ร้านอุปกรณ์งานฝีมือที่เลือกของดีที่สุดในโลกให้ลูกค้า และตั้งใจอยู่ถึง 100 ปี

คุณแม่รุ่งฤดียืนยันระดับความรุ่งเรืองของกิจการด้วยน้ำเสียงสนุก และเสริมว่าลูกค้าจากหน่วยงานราชการก็แวะเวียนมาไม่ขาดสาย แถมยังมีลูกค้าต่างจังหวัดที่ซื้อของไปขายต่อ และส่งสินค้ามาแล้วเกือบทุกจังหวัด

เราถามทายาทรุ่นสอง-ทายาทรุ่นสาม ว่าเป็นเพราะอะไรห่วงเส็งถึงมีลูกค้าจากทั่วประเทศขนาดนี้

“ขายถูก” คุณแม่รุ่งฤดีตอบทันที “ของเยอะ มีครบทุกอย่าง ยุคสมัยก่อน เราขายถูกกว่าสำเพ็งอีก ปัจจุบันก็ยังถูกกว่า เพราะเรานำเข้าสินค้าเอง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง” นี่คงเป็นท่าไม้ตายที่ครองใจลูกค้า ถูก ครบ จบในที่เดียว 

ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน

คุณแม่รุ่งฤดีช่วยครอบครัวดูแลร้านมาตั้งแต่อายุ 12 นับรวบประสบการณ์อาชีพของแม่ค้าคนนี้ก็ปาเข้าไป 60 ปีพอดิบพอดี ทำเอาเรานึกสงสัยว่าเธอสั่งสมคำสอนใดจากพ่อ-แม่ จนหล่อเลี้ยงกิจการครอบครัวได้นานถึง 85 ปี 

“เตี่ยสอนเราแค่ 3 อย่างเท่านั้นเอง ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน” ทายาทรุ่นสองพูดด้วยแววตาภูมิใจ 

“ห่วงเส็งอาศัยขายของเยอะ กำไรน้อย สมัยก่อนคนมาขโมยของ เตี่ยก็ทำเป็นไม่มอง บางคนซื้อของจากที่อื่นแล้วเอามาเปลี่ยนที่ร้าน เตี่ยก็ยอมให้เปลี่ยน เผื่อวันหลังเขาจะกลับมาซื้อร้านเรา อะไรยอมได้ก็ยอม หยวนได้ก็หยวน

“และเราตั้งราคาขายพอให้ร้านอยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าร้านเรามีของครบ แล้วจะขายเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ใช่ ถ้าเป็นแบบนั้นลูกค้าคงมาซื้อเราแค่หนเดียว แต่ที่นี่เราตั้งราคายุติธรรมกับลูกค้าเสมอ อาศัยความจริงใจ ไม่อย่างนั้นห่วงเส็งคงอยู่ไม่ได้ อีกอย่าง ถ้าลูกค้าซื้อของร้านเราไปแล้วไม่ถูกใจ เราก็ยินดีให้เขามาเปลี่ยนคืน” คุณแม่รุ่งฤดีเล่า

หญิงวัย 72 หัวใจยังสาว บอกว่าเธอเกิดมาเพื่อเป็นแม่ค้า – เธอเป็นแม่ค้าแบบไหน เราถามกลับทันที

ห่วงเส็ง ร้านอุปกรณ์งานฝีมือที่เลือกของดีที่สุดในโลกให้ลูกค้า และตั้งใจอยู่ถึง 100 ปี
ห่วงเส็ง ร้านอุปกรณ์งานฝีมือที่เลือกของดีที่สุดในโลกให้ลูกค้า และตั้งใจอยู่ถึง 100 ปี

“ชอบแนะนำค่ะ ลูกค้าบางคนมาแล้วหลง ตั้งใจจะมาซื้อของอย่างหนึ่ง แต่ดันได้อย่างอื่นกลับไปแทน หรือบางคนมาพร้อมปัญหา เราก็แนะนำและช่วยแก้ปัญหาให้ด้วยประสบการณ์ที่เราเก็บเกี่ยวมาเรื่อย ๆ ทั้งชีวิต”

“เราศึกษาไปพร้อม ๆ กับการเห็นปัญหาของลูกค้า เวลาเขาต้องการให้ช่วยหาสินค้าหรือแก้ปัญหา เราตอบได้ทันที และไม่ว่าลูกค้าต้องการสินค้าอะไร ขอให้บอก เราจะเสาะหามาให้ได้ และการที่ผมมายืนขายของหน้าร้าน ทำให้ผมเห็นความต้องการของลูกค้า เขาจะถามว่าอันนี้มีมั้ย อันนู้นมีมั้ย ถ้าสินค้าไหน ยี่ห้อไหน ห่วงเส็งยังไม่มี ผมจะรีบติดต่อบริษัทผู้ผลิตโดยตรงเพื่อนำเข้าสินค้านั้น ๆ มาตอบความต้องการของลูกค้า” ทายาทรุ่นสามเผยความมุ่งมั่น

ห่วงเส็งในยุคสมัยอากง ลูกชายคนโตทำหน้าที่แสวงหาและนำเข้าผลิตภัณฑ์งานฝีมือจากประเทศญี่ปุ่น บินไปถึงแหล่ง สนทนากับหลากหลายบริษัท เข้าถึงเทรนด์ก่อนใครเพื่อน ก่อนจะหอบสารพัดสินค้ากลับประเทศไทย

สองแม่ลูกกระซิบว่า ไหมพรมและลูกปัด ขึ้นแท่นสินค้าขายดี (มาก) เพราะสมัยนู้นเมืองไทยยังไม่มีเทคโนโลยีในการผลิต ลูกปัดเม็ดจิ๋วหลิวที่หล่อจากแก้วจึงถูกนำเข้าจากฮิโรชิมา คุณภาพดีจนต้องยกนิ้วโป้งทั้งข้างซ้ายและข้างขวา เพราะสินค้ายังอยู่ยงคงคงกระพันมาถึงทุกวันนี้ สภาพดี สีเยอะ (มาก) พร้อมให้คุณอุดหนุนกลับไปใช้งาน 

ระหว่างเล่าความหลัง คุณแม่หยิบลิ้นชักไม้ที่แบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมหลายสิบช่องมาวางบนเคาน์เตอร์กระจก ภายในบรรจุลูกปัดแก้วหลายสิบสี ส่องประกายเงาแวบเหมือนใหม่ ทว่ามีอายุเก่าแก่ก่อนเราเกิดเสียด้วยซ้ำ

สมัยนั้น ลูกปัดแก้วราคากี่บาทคะ – ความใคร่รู้ทำงาน เราเผลอถามราคากับแม่ค้าตรงหน้า

“พวงละ 1 บาท 50 สตางค์ ยุคนั้นทองบาทละ 400” เธอตอบฉะฉาน

“แล้วทุกวันนี้ขายพวงละกี่บาทคะ” – “40 บาทค่ะ” แม่ค้าตอบทันที 

ราคาขายยังคงเป็นธรรม เมื่อเทียบกับสินค้าคุณภาพเยี่ยม ส่วนกำไรที่ตกอยู่ในมือลูกค้า คือ ‘คุณค่า’ ของสารพัดข้าวของ ที่ ณ วันหนึ่งเคยเป็นที่ต้องการของผู้คน ผ่านกาลเวลาบ่มเพาะพร้อมเรื่องราวเบื้องหลังมากกว่า 80 ปี

ไม่เพียงลูกปัดแก้ว ห่วงเส็งยังมีสินค้าตั้งแต่ยุคอากงจำหน่ายอีกเพียบ ที่เราถูกใจเป็นพิเศษ ขอแนะนำหนังสืองานฝีมือจากประเทศญี่ปุ่น มีให้เลือกเย็บปักถักร้อยหลากหลายรูปแบบ ด้ายยี่ห้อ DMC จากประเทศฝรั่งเศส เป็นด้ายยุคสมัยแรกในหลอดกระดาษ น่าแปลกที่สียังสด เงางาม และเส้นด้ายยังตึงเปรี๊ยะ (ขายเริ่มต้นเพียงไจละ 5 บาท)

“ในวันที่ของเก่าสมัยอากงขายออก คุณแม่รู้สึกอย่างไรบ้างคะ” เราถามคำถามแสนธรรมดา

“ดีใจมากเลย” คุณแม่รุ่งฤดีตอบทันที พร้อมรอยยิ้มแสนพิเศษที่ดูก็รู้ว่าออกมาจากหัวใจจริง ๆ

“เคยมีลูกค้ามาซื้อของที่ร้าน เขาบอกว่า ‘ที่นี่ร้านโบ’ เราก็งงว่าโบอะไร ‘โบราณไงป้า’” คุณแม่หัวเราะชอบใจ “พวกนี้ของเก่าทั้งนั้นนะคะ ของเก่าแต่ไม่เสื่อมสภาพ สมัยก่อนพี่ชายคนโตเป็นคนนำเข้า-ส่งออกเป็นประจำ”

เหมือน 14 อีกครั้ง

หลังจากย้ายร้านมาเปิดบริเวณวัดบัวขวัญ คุณแม่รุ่งฤดีรับหน้าที่ดูแลกิจการ โดยมีลูกชายสองคนช่วยอีกแรง ขอหมุนเวลาย้อนกลับไปราว 15 ปีก่อน สินค้างานฝีมือภายในร้านเป็นสินค้าผลิตภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ เสริมกับสินค้าสมัยก่อตั้งร้าน ขอย้ำด้วยความจริงใจว่า สินค้ารุ่นเดอะในสต็อกเก่าแก่ คุณภาพยังยอดเยี่ยมเหมือนวันแรกที่ถูกบรรจุหีบห่อข้ามน้ำข้ามทะเลมาประเทศไทย (กระซิบว่าแค่เขามาเลือกและฟังเรื่องราวก็สนุกจนไม่อยากกลับ)

ณ วันนี้ ห่วงเส็งถูกส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นสามสานต่อและสืบทอด จนกลับมาสดใส แรกแย้มอีกครั้ง

“ตั้งแต่พูดได้ ผมก็ขายของแล้วครับ” ธเนศเปรย “ผมเกิดในห้าง วิ่งเล่นในห้าง เลิกเรียนก็กลับมาขายของ ผมเลยรู้จักทุกสิ่งทุกอย่างในร้านเป็นอย่างดี” – “เขาซึบซับและเห็นมาตั้งแต่เกิดค่ะ” คุณแม่เสริมทันทีด้วยความภาคภูมิ

ธเนศเรียนจบบัญชีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาจับอาชีพแรกด้วยสายงานนำเข้า-ส่งออกกับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ก่อนจะไปทำอาชีพโบรกเกอร์ 5 ปี และกลับมาเปลี่ยนโฉมห่วงเส็งให้ซู่ซ่าเหมือน 14 อีกครั้ง 

“จากการทำงานที่ปูนซีเมนต์ไทย ผมได้ประสบการณ์ในการทำธุรกิจกับต่างประเทศโดยตรง ได้ความรู้ในการนำเข้าและส่งออก เป็นการเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่ดีมาก เพราะบริษัทเขามีระบบการจัดการที่ดี พอผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทุกด้านจนพร้อม ก็ตัดสินใจกลับมาทำธุรกิจของครอบครัวเต็มตัว” ธเนศเกริ่นด้วยแววตาเป็นประกาย 

“ผมเข้ามาดูแลกิจการได้ 15 ปีแล้วครับ ขอย้อนกลับไปสมัยอากง เราเป็นผู้นำเข้าอุปกรณ์งานฝีมือจากทั่วโลก ไม่ว่าไหมที่ดังที่สุดอย่าง DMC, Cosmo หรือ Olympus ซึ่งผมอยากให้มันกลับมาเหมือนเดิม เลยนำเข้าสินค้าแต่ละแบรนด์จากทั่วโลกอีกครั้งให้เหมือนที่อากงบุกเบิก ปัจจุบันห่วงเส็งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายทั่วประเทศอย่างเป็นทางการของทั้งสามแบรนด์ ผมรับรองว่าถ้าลูกค้ามาที่นี่ ผมมีให้เขาทุกอย่างจริง ๆ ทุกสีและทุกยี่ห้อในโลก” เขายิ้ม

ตอนท้ายประโยคของธเนศคุณอาจเลิกคิ้วสงสัย ‘มีจริงหรอ’ การันตีว่าจริงทุกประการ นอกจากยี่ห้อที่คัดคุณภาพ สีก็มีให้เลือกครบครัน เรียกว่าบริษัทแม่มีกี่สี ห่วงเส็งมีหมด! ขนาดว่าไหมหนึ่งรุ่นมี 500 กว่าสี ที่นี่ก็มี 500 กว่าสี นี่แค่รุ่นเดียว ยี่ห้อเดียวนะ ซึ่งไหมหนึ่งแบรนด์ยังแตกย่อยเป็นหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีสีให้เลือกมากน้อยไม่เท่ากัน ที่สำคัญดันมีทุกสี เอากับเขาสิ ถูกใจคนรักงานทำมือเป็นที่สุด ไม่ลูกค้าที่น่ารักก็พี่ ๆ พนักงานจัดสต็อกต้องตาลายกันไปข้าง 

“อีกแบรนด์ที่ผมนำกลับเข้ามาคือ แบรนด์ Clover เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับงานฝีมือจากประเทศญี่ปุ่น สมัยก่อนอากงเป็นเจ้าแรกที่นำเข้ามาขายในประเทศไทย แต่ด้วยห่างหายไปเกือบ 20 ปี ผมก็เลยต้องใช้ความพยายามติดต่อเขากลับมา จนวันนี้เรามีสินค้าทุกอย่างของ Clover ใหม่ล่าสุดเหมือนกับที่ญี่ปุ่นมี”

ธเนศกลับมาฟื้นความหลัง กลับมามอบชีวิตให้ห่วงเส็ง และกลับมามอบโอกาสใหม่ในพื้นที่ออนไลน์

“ผมทำออนไลน์ได้ประมาณ 4 ปี ทำเองทุกอย่างครับ” ลูกชายคนเล็กหัวเราะ “ถ่ายรูปเอง โพสต์เอง ตอบข้อความเอง ผมว่าเป็นจังหวะดีในการเรียนรู้แพลตฟอร์มอื่น ๆ ทำให้ห่วงเส็งเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยียุคนี้ โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ช่องทางออนไลน์ของเราเติบโตแบบก้าวกระโดดจริง ๆ เพราะว่าทุกอย่างในประเทศชัทดาวน์ คนต้องอยู่บ้าน

“กลุ่มลูกค้าก็เปลี่ยนไปครับ ทุกวันนี้เป็นกลุ่มลูกค้าที่อยู่บ้านแล้วเบื่อ ต้องการหางานอดิเรกทำ แล้วก็มีพ่อ แม่ที่อยากให้ลูกหัดทำงานฝีมือ ไม่อยากให้ลูกติดมือถือ พวกชุดคิทก็เลยขายดี ช่วยฝึกมือ ฝึกประสาทสัมผัสของเด็ก ๆ”

“ยุคนี้เป็นยุคจิ้ม ยุคก่อนเป็นยุคจับ” ทายาทรุ่นสองเสริมด้วยน้ำเสียงสนุก หลังจากทายาทรุ่นสามเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ “พอลูกไปขายออนไลน์ ก็เป็นการเปิดอีกตลาดหนึ่ง เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยเข้าร้านนะ มีลูกค้าบางคนบอกให้ลูกพามา มาจับ มาดู แต่ลูกก็สวนว่าทำไมต้องมา อยากได้อะไรก็จิ้ม ๆ เอา แต่สุดท้ายเขาก็มานะ”

“การกลับมาของห่วงเส็ง ผมอยากทำให้คนไทยที่รักในงานฝีมือได้ใช้สินค้าดี มีคุณภาพ ราคาเข้าถึงได้ ยิ่งช่วงโควิด-19 ที่แทบไม่มีใครเดินทางออกนอกประเทศ ผมยิ่งต้องนำสินค้าเข้ามาให้คนไทยได้ใช้เหมือนเดิม ในราคาเดิม”

พวกเขาให้คำมั่นกับลูกค้าและยืนหยัดเพื่อลูกค้าอย่างจริงใจมาตลอด 85 ปี 

ร้านที่ขายของดีที่สุดจากทั่วโลก

เข็มเย็บผ้าที่ดีที่สุดในโลกจากฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ทำจากเหล็กชนิดเดียวกับดาบซามูไร 

ด้ายที่ดีที่สุดในโลกจากประเทศฝรั่งเศส

สายวัดขนาดที่ดีที่สุดจากเยอรมนี ใช้ได้ตลอดชีวิต (ยกเว้นหาย) ฯลฯ 

เหล่านี้คือสินค้าที่มีขายในห่วงเส็ง ซึ่งธเนศเป็นคนเฟ้นหาของดีที่สุดจากการนำเข้าสินค้าเย็บปักถักร้อยและงานฝีมือจากหลายประเทศทั่วโลก 

โดยธเนศจะบินไปเลือกสินค้าเองถึงถิ่น ไม่ว่าเอเชียหรือยุโรป บางทีก็กดสั่งผ่านแคตตาล็อก และอัปเดตเทรนด์ให้คนรักงานฝีมืออยู่เสมอ เช่น หนังสืองานฝีมือจากญี่ปุ่น สำนักพิม์วางแผงวันแรกวันไหน ที่นี่มีวางขายวันนั้น

“ลูกค้าอยากได้อะไร ผมทำให้หมด ขอให้บอก… ทำให้” ธเนศพูดสิ่งที่ห่วงเส็งทำและเป็นมาตลอด

“ผมเลือกสินค้าโดยดูจากตลาด อย่างที่บอกว่าผมเห็นมาตั้งแต่เกิด ผมเข้าใจทุกความต้องการของลูกค้า และพยายามหาของดีมีคุณภาพมาให้ลูกค้าใช้ ถ้าไม่ดีก็ไม่ขาย หรือสินค้าไหนแพงเกินดี ผมก็ไม่สั่งมาขายเพราะมองว่ามันไม่สมเหตุสมผล จากประสบการณ์ ผมรู้ว่าสินค้าคุณภาพประมาณนี้ เหมาะสมกับราคาประมาณนี้แล้ว”

นอกจากกดสั่งสินค้าโดยดูจากความต้องการของลูกค้าแล้ว ธเนศยังเลือกกดสั่งสินค้าจากความชอบของตัวเองด้วย เราเดาแทนว่า ขนาดเขาเห็นของชิ้นนั้นด้วยตายังใจเต้นระรัว เมื่อของมาถึงมือลูกค้าคงรู้สึกไม่ต่างกัน 

อุปกรณ์งานฝีมือยุคสมัยนี้ ก็ชวนอะเมซิ่งร้องว้าว แปลก เก๋ สนุก แถมอำนวยความสะดวกให้สายคราฟต์ไม่ต้องหลังขดหลังแข็งหรือจำเจกับสีสันเดิม ที่สำคัญ ทำได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐาน เพราะมีชุดคิทฉบับทำง่าย ที่เราเห็นแล้วอยากแนะนำให้ครอบครอง คือ ชุดปะ-ชุนพื้นฐานพร้อมอุปกรณ์จากแดนอาทิตย์อุทัย กระจุกกระจิก กุ๊กกิ๊ก ได้ฟื้นคืนชีพของเก่าให้กลับมามีชีวิตที่สอง ซึ่งเทคนิคเหล่านั้นก็หยิบยืมไปตกแต่งเสื้อผ้า กระเป๋า ถุงเท้า ฯลฯ ให้น่ารักเป็นเท่าตัว

มาที่นี่ตัวเปล่าได้เลยใช่มั้ยคะ มีของให้เลือกเพียบเลย – เราแซวสองทายาทต่างวัย

“กลับไปตัวเปล่าด้วยเหมือนกันนะครับ เพราะเงินหมด” ทายาทรุ่นสามแซวเรากลับด้วยเสียงหัวเราะ

รักษาสัญญายิ่งชีพ

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของห่วงเส็ง คือ การรักษาสัมพันธ์กับเพื่อนคู่ค้าจากหลายประเทศทั่วโลก

 “ทำอย่างไรถึงยังมีสายสัมพันธ์เหนียวแน่นจนถึงทุกวันนี้” เราโยนคำถามเรียบง่ายให้ทั้งคู่

“คุยกันด้วยความจริงใจ” คุณแม่ตอบ “ต้องซื่อสัตย์” ลูกชายตอบ ก่อนขยายความ “ในการทำงานกับคู่ค้าต่างประเทศต้องซื่อตรงครับ เพราะเราไม่เห็นหน้ากัน ทุกอย่างคือคำมั่นสัญญา เราต้องรับผิดชอบทุกคำที่คุยกับเขา”

“ห่วงเส็ง รักษาสัญญานั้นมาตลอด 85 ปี” เรายังไม่ทันเอ่ยจบประโยค คุณแม่พูดขึ้นทันที “รักษายิ่งชีพเลยค่ะ” 

นอกจากสายสัมพันธ์คู่ค้าที่เหนียวแน่นเช่นเกลียวด้าย สายสัมพันธ์ของพนักงานก็เหนียวแน่นไม่แพ้กัน

“ผมเคยเป็นลูกจ้าง พอกลับมาทำก็เข้าใจการเป็นพนักงานประจำมากขึ้น เข้าใจความรู้สึกของพนักงานในทุก ๆ ด้าน ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัว มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ผมพยายามช่วยเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ช่วยได้”

“รักษาเอาไว้ ลำบากกว่า เด็กที่นี่เราอยู่กันมา 30 กว่าปีแล้วค่ะ” คุณแม่รุ่งฤดีพูดสวน

“รักษาคนกับรักษากิจการ อันไหนยากกว่ากันคะ” เราถามทันที

“พอกันเลยค่ะ” ทายาทรุ่นสองตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “คนก็ต้องรักษา เราต้องให้ใจกับเขา”

“พนักงานเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรามาก ๆ ครับ” ทายาทรุ่นสามเสริม

ตั้งใจเป็นกิจการ 100 ปี

อีก 15 ปีที่ห่วงเส็งจะมีอายุกิจการครบ 100 ปี เราถามสองทายาทถึงอนาคตที่หลายกิจการอยากไปให้ถึง

“ต้องครบ 100 ปี รุ่นผมครับ” ธเนศตั้งเป้าหมาย

“ผมจะทำให้เราเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์งานฝีมือที่ครบถ้วนที่สุดในประเทศไทย เพื่อให้คนรักงานฝีมือมีอุปกรณ์หลากหลาย ในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งทุกวันนี้ผมมั่นใจว่ามีครบ ผมดำรงและรักษาสิ่งนี้ต่อไป”

“เราอยากอยู่ให้ถึง ตั้งใจรักษาสุขภาพให้ดีเพื่อรอวันนั้นค่ะ” คุณแม่รุ่งฤดีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เราจะทำต่อไปเรื่อย ๆ จะรักษาชื่อเสียงเอาไว้ ยังไงก็ไม่เลิก เพราะเป็นอาชีพที่บรรพบุรุษสร้างไว้ จะทำจนกว่าไม่มีแรงเดินค่ะ

“ม๊าบอกเลยถ้าชอบงานฝีมือ มาร้านเราไม่ผิดหวังค่ะ เมื่อวานมีลูกค้าคนหนึ่ง เขาบอกว่าซื้อมาตั้งแต่สมัยอยู่บางลำพู ปีนี้เขาอายุ 92 คิดถึงห่วงเส็ง เลยให้ลูกช่วยหาว่าอยู่ที่ไหน และขอให้ลูกพามาให้ได้สักครั้ง มาถึงแล้วเขาดีใจมาก เขาพูดว่า ‘ฉันซื้อตั้งแต่สมัยเธอเด็ก ๆ เลยนะ’ และบอกว่าวันหลังจะให้ลูกพามาอีก ลูกค้าเราน่ารักค่ะ”

“คุณแม่ชอบขายของครับ ไม่หยุดแม้แต่วันเดียว ไม่สบายก็ยังมา” ลูกชายแซว

“มันคือความสุขค่ะ ทุกวันนี้ม้ามีความสุขมากกับการขายของและมาเจอลูกค้า รักทุกอย่างที่เป็นห่วงเส็ง ตื่นแต่เช้ามากราบคุณพ่อคุณแม่ด้วยความคิดถึงและความดีใจ ถ้าไม่มีทั้งสองท่าน ก็คงไม่มีเราและห่วงเส็งในทุกวันนี้”

“ในวันนี้ห่วงเส็งเปลี่ยนไป เปลี่ยนเพราะโลก พฤติกรรมผู้บริโภค และเทคโนโลยี ทำให้กลับมาทันสมัย กลับมาเป็นหนุ่มสาวที่สดใสและกว้างไกลมากขึ้น” ธเนศจบบทสนทนา

Lessons Learned

  • การเป็นกิจการที่มีคนรัก นอกจากอาศัยเวลา ยังต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการปรับตัว พร้อมรับมือกับสถานการณ์โลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เก่าแก่ มีเรื่องราว แต่ต้องไม่แช่แข็ง 
  • แม้ไม่ชำนาญงานฝีมือ แต่การศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจนเข้าใจถึงเรื่องราวของสินค้าอย่างลึกซึ้งและพร้อมแนะนำ แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดให้ลูกค้าอย่างคนเข้าใจ ทำให้ลูกค้าอยากบอกต่อและกลับมาใช้บริการซ้ำ
  • ความซื่อตรงและซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและคู่ค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ห่วงเส็งดำเนินกิจการนานถึง 85 ปี

ห่วงเส็ง (Huang Seng)

ที่ตั้ง : 285, 168 หมู่ 9 ถนนงามวงศ์วาน ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น. 

โทรศัพท์ : 094 935 1987

เว็บไซต์ : www.huangseng.com

Facebook : Huang Seng

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

FLYNOW เริ่มต้นโดยชายหนุ่มชื่อ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา 

ในเวลานั้น เขาเป็นดีไซเนอร์ให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบไม่ประสบความสำเร็จจนขาดทุนหลักล้าน หลังจากช่วยกอบกู้เงินทุนนายจ้างกลับมาด้วยการดีไซน์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่กว่าในท้องตลาด เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ตัวเองขึ้นมา

แบรนด์ของลิ้มอยู่คู่วงการแฟชั่นไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ สร้างชื่อในเวทีระดับโลก เจอผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชัน

เสื้อผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักถึงขั้นทุกครั้งที่เขาไปสยาม จะเห็นคนใส่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พนักงานทุกคนทั้งดีไซเนอร์และช่างเย็บในตึกแถว 2 คูหานี้ก็ยังตั้งใจทำผลงานที่ดีออกมา

เขาตั้งใจจะรีแบรนด์ FLYNOW ที่ตัวเองยอมรับว่าตายไปแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน 

วิกฤตโรคระบาดทำให้แผนการเลื่อนออกมาจนถึงวันนี้

3 ปีที่ผ่านมา ลิ้มไม่เคยหยุดงาน แม้ว่าบริษัทจะปิด เขาว่ามันเป็นช่องว่างของคนบ้างานที่ได้หยุดคิดเสียบ้าง จนในที่สุดแผนที่อยากชุบชีวิตแบรนด์อันเป็นที่รักก็ดำเนินการต่อ โดยมีหมายหมุดเริ่มต้นเป็นโชว์ในงาน Bangkok International Fashion Week 2022

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

ทีมงานกว่า 20 ชีวิตทุ่มสรรสร้างคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Reincarnation อย่างสุดแรงใจและความสามารถ 

แม้จะออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชายคนนี้คือความซื่อสัตย์ ความกล้า กล้าที่จะยอมรับว่าล้มเหลว การให้เกียรติคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเขา และหัวใจนักสู้ที่พร้อมจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ดีแล้ว

เมื่อถามว่านี่คือการกลับมาของ FLYNOW อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม เขาได้แต่ยิ้ม 

“ถ้าจะบอกว่ากลับมาได้แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ขี้เกียจมาแก้ข่าวอีก” ลิ้มตอบทีเล่นทีจริง “แต่ขอลองสักตั้ง และยินดียอมรับถ้าสุดท้ายกลับมาไม่ได้จริง ๆ เราจะโทรหา The Cloud เพื่อบอกว่า มันกลับมาไม่ได้”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

01

ในฐานะคนคนหนึ่ง ลิ้มเติบโตจากชายหนุ่มที่ใช้แต่ละวันอย่างเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง มามองว่าการมีชีวิตคือการแวะมาเที่ยวที่สักวันก็ต้องกลับไป

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและต่ำสุดตามคำนิยามของเขาเอง ผ่านมาเกือบ 40 ปี เขาทำงานท่ามกลางทีมงานที่เก่งกาจ เมื่อถามว่าเก่งแค่ไหน เขาตอบว่า “เก่งกว่าผม” 

การกลับมาของ FLYNOW ในวันนี้จึงครบเครื่อง ทั้งมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และกองกำลังเพียบพร้อมทั้งอาวุธและมันสมอง

“ผมพยายามพัฒนาทีมตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จริง ๆ หยุดออกแบบมาได้ 30 กว่าปีแล้ว เพราะลูกน้องเก่ง อย่าง ปู-ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ที่อยู่กับเราตั้งแต่ต้น วันนี้เจ๋งกว่าเราเยอะ เราต้องเรียกอาจารย์ปู การกลับมาทำโชว์ให้ Bangkok International Fashion Week 2022 ก็เพราะเขาชวน”

เขาว่า Life Cycle ของแบรนด์หนึ่งจะมาเป็นระลอก ระลอกละ 10 – 15 ปี ขึ้นจุดสูงสุดสลับลงจุดต่ำสุด นั่นแปลว่าแบรนด์ของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้ง

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

02

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2526 นั่นคือปีแรกที่ FLYNOW ของชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้น ช่วง 10 ปีแรกนั้นคนไม่ค่อยทำเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเสียหมด เสื้อยืดเรียบ ๆ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ถ้าไม่ใช่เสื้อยืดก็เป็นเสื้อเชิ้ตสำหรับใส่ไปทำงาน เน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อคลุมหรือเสื้อดีไซน์แบบที่เราใส่กันทุกวันนี้มีน้อยมาก ถ้าใครอยากได้ต้องไปสั่งตัดที่ร้าน

“ลองกลับไปถามรุ่นแม่ ผู้หญิงอยากได้เสื้อเก๋ ๆ ก็ไปร้านตัด เสื้อแบบนั้นในรูปอุตสาหกรรมยังไม่มี ทีนี้จะทำเสื้อยืดยังไงให้สู้กับตลาดได้ หนึ่งคือสู้กันที่ลายพิมพ์ สองคือการเลือกเนื้อผ้า เราเลยประยุกต์เอาดีไซน์ไปใส่ตั้งแต่วันแรก”

ขาว ดำ ทอง คือสีหลักของแบรนด์นี้

“ยุคนั้นแม่ผมถึงกับเอ่ยปาก ‘ลื้อทำเสื้อสีแบบนี้ อั้วยังไม่ใส่เลยนะ อั้วถือ แล้วจะมีลูกค้าเหรอ’ ผมเลยบอกว่า เอาหน่า แบรนด์เราเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบเหมือนเรา 

“เจอกันที่ไหน กูก็ใส่สีดำตลอด” เขาหัวเราะ

จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาเหนือคาดยิ่งกว่าเก่า

FLYNOW ในขวบปีที่ 10 ดังระเบิด จัดงานกี่ทีคนเต็มทุกที่นั่ง ครั้งหนึ่งเคยจัดแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนางแบบเดินโชว์เป็นร้อย พร้อมคนดูอีก 7,000 คน

ไม่มีคนดังคนไหนไม่ได้รับเชิญไปงานนั้น 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสะพานเชื่อมไปยังจุดเปลี่ยนครั้งต่อมา แบรนด์ FLYNOW โกอินเตอร์ไปงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงลอนดอนอยู่ประมาณ 7 ปี

“เป็นยุคเดียวกับ Alexander McQueen เรายกทีมไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นอายุ 30 ปลาย ๆ บ้าพลังสุด ๆ ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่ต้องกินก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำ”

เขาเปรียบความสำเร็จกับการวิ่งโอลิมปิก

“เชื่อเถอะ เวลาคุณชนะ ใครก็สู้คุณไม่ได้ ไม่เหมือนวิ่งในโอลิมปิกที่ห่างกันแค่เสี้ยววิ 

“ในโลกธุรกิจไม่มีเบอร์ 1 เบอร์ 2 หรอก เพราะถ้าคุณชนะ คุณจะชนะขาด แต่สำคัญคือคุณจะครองแชมป์ได้นานแค่ไหน และการที่คุณจะชนะคนอื่นได้ แปลว่าคุณต้องทำงานหนักกว่าคู่แข่ง ไอเดียต้องเจ๋งกว่า มีทีมที่เก่งกว่า มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า มีหัวใจที่ดีกว่า”

ชื่อเสียงของแบรนด์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

03

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สต็อกเสื้อผ้าจำนวนมากที่เตรียมพร้อมออกขายนอนแน่นิ่งอยู่ในโกดังแบบไม่เห็นอนาคต ลิ้มในวัย 38 กลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินหลายแห่ง

“มันมีทางออกไม่กี่ทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังจะตกเหว”

เขาบอกว่าตัวเองรอดมาได้ด้วยความขยันและความอดทน ที่สำคัญ ต้องยอมรับความจริงก่อนว่ากำลังลำบาก

“ตอนนั้นผมบอกเจ้าหนี้เลยว่า ผมหนี้เยอะ เฮียไม่ต้องมาหาให้เสียเวลา เดี๋ยวผมไปให้ด่าถึงที่บ้านเอง ถ้าเฮียใจดีก็เลี้ยงข้าวผมหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่เลี้ยง ไปบ่อย ๆ เริ่มเลี้ยงแล้ว” ลิ้มเล่าพลางหัวเราะ “หนี้น้อยให้ด่าครึ่งชั่วโมง หนี้ปานกลางให้ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าหนี้เยอะมากก็ Unlimit ไปเลย อยากด่าเมื่อไหร่ เรียกไปด่าได้เลย”

ชายผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจเก่ง ได้รู้จักคนในโลกธุรกิจมากขึ้นจากวิกฤตนั้น

เขาบอกว่าเจ้าหนี้มี 3 แบบ

แบบแรกคือคนที่จะเอาทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะลำบากแค่ไหน

แบบที่สองคือคนอะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน ยอมให้จ่ายเมื่อมีจะจ่าย

ซึ่ง 2 เปอร์เซ็นต์ในแบบหลังนอกจากจะไม่เร่งรัดให้จ่ายเงินแล้ว ยังช่วยหาเงินเพื่อกอบกู้ธุรกิจเขาด้วย

“วิกฤตทำให้เราเจอคนแบบนั้น มหัศจรรย์มาก ๆ เขากู้เงินมาให้ผมสั่งหนังมาทำสินค้า แล้ววันที่ผมลุกได้ เขาก็หายไปเลย ผมติดค้างเขา คนแบบนี้แหละที่จะสอนใจเรา”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

04

ยุครุ่งเรืองของ FLYNOW มีพนักงานประมาณ 500 คน ปัจจุบันเหลือ 150 ส่วนหน้าร้านที่เคยมีจนนับไม่ไหว ในวันนี้เหลือน้อยจนเขาไม่อยากพูดถึง

สิ่งที่ลิ้มเสียใจและเสียดายที่สุดไม่ใช่ความโด่งดัง แต่เป็นการปล่อยพนักงานคุณภาพที่สร้างมากับมือออกไป

“มันเศร้านะ เหมือนเราปกป้องดูแลชีวิตเขาได้ไม่ดี แต่เราต้องทำ มันเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เวลาเราประสบความสำเร็จมาก ๆ เราจะประมาท เหมือนกับที่ชอบพูดกันว่าในวิกฤตมีโอกาส นั่นเท่ากับว่าเวลาคุณมีโอกาสเยอะ ๆ ก็อาจจะมีวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า”

โชว์ครั้งล่าสุดของลิ้มคือเมื่อ 6 – 7 ปีก่อนที่ตลาดสดในจังหวัดราชบุรี สร้างความฮือฮา ความสดใหม่ ใครเล่าจะคิดว่าจะมีดีไซเนอร์ที่เลือกโลเคชันนี้แทนแคทวอล์กในฮอลล์ใหญ่

“พี่ชายผม (ปรีชา ส่งวัฒนา) บอกว่า FLYNOW นี่อายุเทียบเท่า พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เลยนะ ผมบอกไม่ใช่ มันตายไปแล้วต่างหาก คุณต้องรับความจริงก่อนว่าแบรนด์มันตายไปแล้ว 

“เราหวังจะขายคนเจนวาย แต่ไม่มีคนเจนวายรู้จัก เจนเอ็กซ์ตอนปลายก็ไม่รู้ ต้องเจนเอ็กซ์ตอนต้น แล้วคุณจะขายใคร ถ้ายอมรับความจริงได้ จะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

เดิมทีเขาตั้งใจจะรีแบรนด์ก่อนโควิด หลังอึมครึมอยู่ในวิกฤตโรคระบาดมา 3 ปี 

“สุดท้ายไม่ต้องรีแบรนด์แล้ว ปล่อยให้ตายแล้วมาเกิดใหม่เลยดีกว่า” เขาว่า “เกิดใหม่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มาก ถ้าคุณยังอาลัยอยู่ แปลว่ายังมีตัวตนอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนคุณจะกล้ามากกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องกลัว เผลอ ๆ ทำโชว์เสร็จ ผมอาจจะไม่ขายก็ได้นะ”

เขาว่าดีไซเนอร์ที่ดีต้องเปิดใจ และต้องแปลงร่างได้หลายร่าง ต้องรู้จักทำลายกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองได้ด้วย

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

05

Reincarnation คือชื่อที่สื่อถึงเรื่องราวในคอลเลกชันนี้ได้ดีที่สุด 

สีที่ใช้ยังเป็นขาว ดำ ทอง เหมือนกับวันแรก

ชุดบางชุดใช้เวลาตัดเย็บอย่างประณีตถึง 30 วัน

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

FLYNOW ในขวบปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง ลิ้มจึงชวนหลานสาวมามาร่วมทีม

“ทุกวันนี้ผมต้องถามหลานว่าเทรนด์อะไรกำลังมา เราต้องเรียนรู้ ทีมงานวัย 15 มีความคิดแบบหนึ่ง 30 ก็แบบหนึ่ง 40 ก็อีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ออกคำสั่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์กที่ต้องแสดงความเห็นร่วมกัน ทุกครั้งที่จะเลือกทางไหน เราจะถามความเห็นทีม ถ้าบอกว่าดีก็จะไป ยกเว้นทุกคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถนัด ยังไงคุณลิ้มต้องทำ

“เช่น เขาทำโชว์กันไม่เก่ง ผมทำมาทั้งชีวิต ผมรู้ว่าจะทำโชว์ให้ดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องเพลง เขาไม่สันทัด ผมก็นั่งฟังเพลงวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหาเพลงที่ใช่ ออกแบบท่าเดินให้ด้วย”

ทุกชุดบนแคทวอล์กจึงไม่ใช่แค่ตัวตนของลิ้ม แต่เป็นส่วนผสมระหว่างเขาในวัย 63 ดีไซเนอร์คู่ใจ ช่างเย็บที่อยู่กันมาเกิน 3 ทศวรรษ ไปจนถึงหลานสาวอายุ 15 ปี

“ช่างที่ทำคอลเลกชันนี้คือคนที่อยู่ด้วยกันมาโดยเฉลี่ยน่าจะ 30 ปี พนักงานที่อายุมากที่สุดของเราคือ 73 สมองของดีไซเนอร์ใช้มาก ๆ แล้วก็หมด แต่ช่างแพตเทิร์นกับช่างเย็บนี่ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นผู้ชำนาญการ เราอยู่กันยาว จ้างกันจนตาย ไม่ผมตาย เขาก็ตาย ถ้าผมตายก่อนจะเขียนพินัยกรรมให้เขาอยู่กับแบรนด์ไปตลอดชั่วอายุขัย”

การกลับมาครั้งนี้ ลิ้มมองเห็นความเป็นไปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก ถ้าดีไซน์ของเขาจะต่อยอดไปเป็นธุรกิจได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสอง เขาอยากให้คอลเลกชันนี้เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของทีมงาน โดยตั้งใจว่าจะให้ช่างเย็บถ่ายรูปคู่กับชุดของตัวเอง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

06

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ – เราถาม

“ผมไม่ได้หวังว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ เพราะต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ก็เก่ง แบรนด์สมัยนี้ก็เจ๋ง มันอาจจะเวิร์ก หรือมันอาจจะตายอีกรอบ หรือสุดท้ายเราอาจจะต้องเปลี่ยนมือจริง ๆ ก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจลองแล้วก็ต้องลองสุดหัวใจ

“จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยินดียินร้ายมากนัก จริง ๆ ถ้าคิดว่ามันจะไม่สำเร็จไปเรื่อย ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเหลิง ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องรอว่าวิกฤตจะมาเมื่อไหร่ คุณก็ทำของคุณไป

“แต่ถามว่ากดดันไหม กดดัน แต่เรามองแรงกดดันเป็นความสวยงาม ถ้าทำอะไรไม่มีแรงกดดันแต่แรก กูว่าแพ้แน่ ๆ ถ้าไม่แพ้ก็กำลังจะแพ้ แรงกดดันขับเคลื่อนให้มนุษย์ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แต่กดก็เอาแต่พองามนะ ถ้าอันไหนที่ต้องตะเกียกตะกาย ต้องทรมาน ก็เปลี่ยนมันหน่อย

“ถ้าคำสั่งของเรามันตึงไปแล้ว เราจะบอกลูกน้องให้ผ่อน ผ่อนลงมา ถ้าเล่นท่ายากตอนไม่พร้อม เราอาจจะเหลือศูนย์ได้เลย เพราะฉะนั้น เล่นท่าที่ง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนหนุ่ม ๆ ที่บ้าดีเดือด ไม่มีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นเล่น 10 FLYNOW ต้อง 100 เงินไม่อั้น โชว์ต้องดีสุด ๆ เสื้อไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้ไม่ได้ ใครบอกว่าเป็นเสื้อในมิวเซียมก็จะถือเป็นข้อดี เชื่อไหมว่าตอนนี้เสื้อในสต็อกมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท”

นอกจากคอลเลกชันแห่งการกลับมา เขาคิดไปถึงช่องทางการขายที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องเป็นร้าน Stand Alone ในวันที่โลกเชื่อมกันหมดแล้ว ในอนาคตเราอาจจะเจอ FLYNOW อยู่ในช่องทางใหม่ ๆ ที่นึกไม่ถึง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

07

ครึ่งหนึ่งของลิ้มคือความละเอียดจากพ่อ อีกครึ่งคือความเมตตาจากแม่ หลอมหลวมเป็นตัวเขาที่ยังยึดมั่นกับแบรนด์นี้อย่างไม่ยอมแพ้

จะใช้คำว่า ยึดมั่น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเขายอมรับความผิดพลาด น้อมรับความล้มเหลว และพร้อมจะลุกขึ้นใหม่โดยทิ้งอัตตาและความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง

การทำธุรกิจของเขาแม้จะไม่ถูกต้องทุกข้อตามที่เขียนไว้ในตำรา แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ หัวใจและความเห็นอกเห็นใจ ที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการก่อร่างสร้างตัวขึ้น 

นับจากวันที่ The Cloud ไปเยี่ยมเขาถึงออฟฟิศ ได้ขึ้นไปหาป้า ๆ น้า ๆ ช่างเย็บที่กำลังง่วนกับการเตรียมคอลเลกชันใหม่ ได้เห็นลิ้มคัดเลือกสุ่มสำหรับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เห็นมู้ดบอร์ด เห็นภาพสเก็ตช์ เห็นทีมงานกว่า 20 คนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานอย่างสุดหัวใจ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ความตั้งใจที่ทำกันมาหลายเดือนได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจที่ผู้คนในวงการมีให้กับเขาและทีม FLYNOW ทุกชีวิต

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การกลับมา’ แต่เป็นความน่ายินดีและการเอาใจช่วย

หลังโชว์จบลง ลิ้มก็เดินออกมา ตามด้วยดีไซเนอร์คู่ใจ และป้า ๆ น้า ๆ ทีมงานช่างเย็บของเขาที่เราขึ้นไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับผู้อื่น
  • กล้าที่จะล้มเหลว น้อมรับความผิดพลาด เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาแล้วแก้ไขได้ตรงจุด
  • ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ให้เกียรติคนทำงานเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load