7 กุมภาพันธ์ 2563
4 K

นอกจาก ‘พ่าน’ ในภาษาเหนือจะหมายถึงความกลัว พ่านยังเป็นชื่อของชุมชนเล็กๆ ในจังหวัดน่าน ที่มีลำห้วยใหญ่ไหลผ่านถึง 3 ลำห้วย นั่นคือห้วยจัน ห้วยพาย และห้วยพ่าน ลำห้วยทั้งสามไหลมาบรรจบกลายเป็นห้วยพ่านขนาดใหญ่ก่อนไหลไปรวมกับแม่น้ำน่าน

ตามความเชื่อของคนในชุมชน พื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งอาศัยของภูติ ผี และวิญญาณป่าเขา เพราะชาวบ้านที่อพยพจากอำเภอบ่อเกลือ อำเภอเปือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ มาตั้งรกรากที่ลำห้วยแห่งนี้มักได้ยินเสียงโหยหวนและเสียงคำรามอันน่าเกรงขามดังก้องไปทั้งป่า ชาวบ้านจึงขนานนามลำห้วยนี้ว่า ‘ห้วยพ่าน’ 

แม้จะถูกจดจำในชื่อของลำห้วยแห่งความหวาดกลัว แต่ชาวห้วยพ่านก็ก้าวผ่านความกลัว และทำให้ชุมชนนี้กลายเป็นต้นแบบการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งแรกในจังหวัดน่าน

พวกเขาทำได้อย่างไร เราทดความสงสัยนี้ไว้ในใจ พร้อมออกเดินทางไปตามคำชวนของชาว Local Alike ในทริปท่องเที่ยวชุมชนบ้านห้วยพ่าน ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน เพื่อหาคำตอบ

01

ข้ามผ่านสะพานวัดใจ

อาการผวาขณะนั่งอยู่ในรถที่กระแทกขึ้นลงเป็นระลอกๆ ราวกับแล่นอยู่บนคลื่นหินจากบ้านห้วยยางลัดเลาะไปตามภูเขามุ่งสู่ชุมชนบ้านห้วยพ่านหายไป เมื่อเสียงเครื่องยนต์หยุดลงตรงกิโลเมตรที่ 7 พอดี เรามองออกไปนอกหน้าต่างรถ ภาพแรกที่เห็นคือกลุ่มใบหน้าแต้มรอยยิ้มของชาวบ้านห้วยพ่านและทีมงาน Local Alike มารอต้อนรับอยู่ที่จุดหมายปลายทางแล้ว

“เป็นอย่างไรบ้าง เดินทางเหนื่อยไหม” ผู้ใหญ่บ้าน หรือสมบูรณ์ ใจปิง เอ่ยถามพวกเรา

“ไม่เหนื่อยค่ะ / ระทึกดีครับ” ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะกับคำตอบที่ได้รับราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะได้ยินอะไร

หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ผู้ใหญ่บ้านก็พาพวกเราเดินข้ามสะพานแขวนไปยังทางเข้าชุมชน 

สะพานแขวนข้ามแม่น้ำน่านเส้นนี้รู้จักกันดีในอีกชื่อคือ ‘สะพานวัดใจ’ เพราะเมื่อก่อนทางเดินบนสะพานไม่ได้เดินได้สะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ คู่รักส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวที่นี่ต้องเดินจับมือเดินกันไปบนสะพานที่แกว่งไปแกว่งมา ทั้งยังสูงและหวาดเสียว หากข้ามไปถึงอีกฝั่งหนึ่งได้โดยไม่ปล่อยมือกัน ถือว่าต่างฝ่ายต่างรักกันจริง

เดินข้ามมาได้ครึ่งทาง ผู้ใหญ่บ้านชี้ให้พวกเรามองลงไปข้างล่าง พร้อมเล่าว่าใต้สะพานนี้คือ ‘แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาถาวร’ ซึ่งเป็นบริเวณที่ลำห้วยไหลมาบรรจบกับลำน้ำน่าน ตั้งแต่สบน้ำห้วยพ่านไปจนถึงสบน้ำห้วยจัน รวมความยาวประมาณ 300 เมตร พันธุ์ปลาที่พบที่นี่ล้วนเป็นปลาน้ำจืด เช่น ปลาพลวงหิน ปลากา ปลาแก้มช้ำ ปลาแขยง ปลาหลาด หรือ ปลากระทิง

ใครที่เป็นสายรักน้ำ รักปลา คงสนุกกับการถ่ายภาพฝูงปลาที่แหวกว่ายไปมาอยู่ในลำน้ำเบื้องล่าง แต่สำหรับคนที่กลัวความสูง อาจไม่ถูกใจวิวจากมุมนี้สักเท่าไหร่ และคงเกิดอาการขาสั่นกันบ้างเล็กน้อย

02 

น้ำใสไหลเย็นเห็นผืนป่า

หลังจากข้ามสะพานมา พวกเราต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้ำที่นี่ใสมาก ใสจนเห็นปลาเป็นฝูง ผู้ใหญ่บ้านที่เดินนำอยู่ข้างหน้าหันมายิ้มรับคำชม พร้อมบอกว่า “ไม่ใช่เห็นแค่ปลานะ แต่เห็นไปถึงป่าเลย” 

ผู้ใหญ่บ้านอธิบายให้เราฟังต่อว่า หากอยากรู้ว่าป่าที่ไหนสมบูรณ์ ให้ดูที่แหล่งน้ำ เพราะป่าเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธาร การที่ลำน้ำที่นี่เป็นสีใส ไม่ใช่เป็นสีแดงหรือแห้งขอด นั่นก็เพราะป่าข้างบนไม่ถูกทำลาย ทำให้มีปริมาณต้นไม้เพียงพอต่อการสร้างความชุ่มชื้นและทำให้ฝนตกลงมาอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ผิดจากที่ผู้ใหญ่บ้านว่า เพราะชุมชนบ้านห้วยพ่านโอบล้อมไปด้วยป่าไม้หลายประเภท ทั้งป่าปลูก ป่าชุมชน ป่าเต็งรังที่มีทั้งต้นเต็งและต้นรังซึ่งเป็นพันธุ์ไม้เปลือกหนา หากเกิดไฟป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ป่าชนิดนี้จะฟื้นฟูระบบนิเวศได้เอง นอกจากนี้ยังมีป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ ซึ่งมีพืชหลัก 5 ชนิด ได้แก่ สัก มะค่าโมง แดง ประดู่ป่า และชิงชัน ขึ้นแซมในป่า ช่วยสร้างความชื้นและความหลากหลายทางระบบนิเวศ

03 

ไพรสัชศาสตร์ – ไพรสัชกร

ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับขุมทรัพย์ในชุมชนจนเพลิน รู้ตัวอีกผู้ใหญ่บ้านก็พาเราเดินมาจนถึง ‘ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติห้วยพ่าน’ ซึ่งถือเป็นจุดเช็คอินจุดแรกของเหล่านักท่องเที่ยวเมื่อเดินทางมาถึง

คงกลายเป็นธรรมเนียมสากลไปแล้วสำหรับการเสิร์ฟเครื่องดื่มต้อนรับให้กับผู้มาเยี่ยมเยือน แต่สิ่งที่ทำให้ชุมชนบ้านห้วยพ่านต่างจากที่อื่นคือ Welcome Drink ของที่นี่ทำมาจากสมุนไพรที่หาได้จากขุมทรัพย์ธรรมชาติในชุมชน

หลังจากดื่มน้ำสมุนไพรเพื่อเรียกความสดชื่น และนั่งพักจนหายเหนื่อย ผู้ใหญ่บ้านจึงเชิญปราชญ์ชาวบ้านและพระอาจารย์ หรือที่คนทางภาคเหนือเรียกกันว่า ‘ตุ๊’ มาเล่าถึงการเลือกใช้สมุนไพรเพื่อปรุงเป็นยารักษาโรคกันภายในชุมชน

ตุ๊เริ่มต้นเล่าว่า เมื่อครั้งมาปฏิบัติธุดงควัตรที่นี่เคยป่วยเป็นโรคเกาต์ มีอาการบวมขึ้นระหว่างขา แข้ง และข้อต่อ ก็ได้เห็ดหลินจือแดงกับลางเย็น ตัวลางเย็นจะตัดรสขมของเห็ดหลินจือแดงได้ เวลาที่ดื่มเข้าไปจะคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเคล็ดขัดยอก และบรรเทาอาการบวม

ถ้าจะบอกว่าลางเย็นเป็นพระเอกในหมู่สมุนไพรป่าก็คงไม่เวอร์เกินไป เพราะนอกจากจะช่วยรักษาโรคเกาต์ ยังช่วยรักษาอาการร้อนใน ปากบวม หากปากเป็นน้ำใสขึ้นมา ให้กัดสมุนไพรตัวนี้สดๆ หรือจะเอาไปต้มเป็นน้ำดื่มก็ได้ รวมถึงช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อนได้อีกด้วย

นอกจากนี้ปราชญ์ชาวบ้านยังบอกกับพวกเราอีกว่า ทั้งเสลดพังพอนและมะตูมกาขาว บรรเทาอาการปวดจากรอยกัดของสัตว์มีพิษได้ เช่น ตะขาบ แม่งป่อง และงู โดยนำเสลดพังพอนตัวผู้ที่มีหนามแหลมยาวที่ลำต้น หรือเสลดพังพอนตัวเมียมาเคี้ยวให้ละเอียด และแปะไว้ตรงแผล ส่วนมะตูมกาขาวนั้นให้นำเปลือกไปต้ม ขยำ และนำไปแปะไว้บริเวณที่โดนกัด

แม้ชาวบ้านจะโชคดีมียารักษาชั้นดีอยู่ใกล้ตัว ก็ใช่ว่าจะหยิบมาใช้สอยได้ตลอดเวลา เพราะมีฤดูกาลผลิดอกออกผลของสมุนไพรเป็นข้อจำกัด เช่น มะนาวควายถึก ใช้ยอดอ่อนทาส่วนที่เป็นเนื้อติ่งให้หลุดออก ใช้ลอกฝ้าก็ดี หรือจะใช้เม็ดทานกับน้ำผึ้ง เพื่อรักษาพวกติ่ง มะเร็งมดลูก ซิส แต่ก็ต้องรอถึง 3 ปี กว่าจะออกลูก 1 ครั้ง

เราที่นั่งฟังไปกระดกน้ำสมุนไพรในแก้วกระบอกไม้ไผ่ไป อดสงสัยไม่ได้ว่า ทั้งตุ๊และคุณลุงปราชญ์ชาวบ้านท่านรู้วิธีใช้ต้นสมุนไพรที่มีขนาดเล็กน้อยนิด แต่มีฤทธิ์เป็นสรรพคุณมหาศาลเหล่านี้ได้อย่างไร จึงตัดสินใจถามออกไป

ตุ๊เล่าว่าท่านอาศัยประสบการณ์ครั้งเมื่อเคยเป็นทหารพรานเก่า ตอนที่เจอเหตุการณ์เหล่านี้ก็มีบันทึกไว้บ้าง ส่วนคุณลุงปราชญ์ชาวบ้านนั้นท่านฟังและเรียนรู้เอาจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน

ก่อนแยกย้ายกันไปพักตามโฮมสเตย์ของชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้านใจดีก็แกะมะมื่นหรือลูกกระบก อัลมอนด์ป่าสัญชาติไทยที่เป็นได้ทั้งอาหารของควายและคนให้พวกเราทานเล่น ลูกกระบกที่ผ่านกรรมวิธีการอบ เผาปนกับกองฟืน หรือคั่วให้สุก มีรสชาติเค็ม มัน เหมาะจะเป็นขนมคบเคี้ยวแบรนด์ธรรมชาติแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์จริงๆ

04

ตู้เย็นข้างบ้าน 

อรุณใหม่เบิกฟ้า เราและเพื่อนร่วมโฮมสเตย์สปริงตัวขึ้นจากที่นอน เก็บหมอนมุ้งอย่างรวดเร็ว เพราะมีนัดไปเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชน ดิน น้ำ และป่า 

เมื่อถึงเวลานัดหมาย พวกเรากระโดดขึ้นท้ายรถกระบะที่กำลังจะออกเดินทางไปยังลำน้ำห่วยพ่าน แต่วันนี้มีผู้ร่วมทริปตัวน้อยๆ เดินทางไปกับเราด้วย ดูจากเครื่องมือเครื่องไม้ที่เหล่าพรานน้อยพกมา ทั้งข้อง สวิง หน้ากากดำน้ำ และปืนฉมวกที่ทำจากไม้ไผ่ ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่าวันนี้ต้องมีอะไรสนุกๆ ให้ทำแน่

ระหว่างทางผู้ใหญ่บ้านเล่าว่าชาวบ้านที่นี่แทบจะไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหาร เพราะได้วัตถุดิบจากตู้เย็นข้างบ้านมาตลอด ตู้เย็นที่ว่าคือลำน้ำห้วยพ่าน เมื่อไหร่ที่ว่างเว้นจากการทำนาหรืองานอื่นๆ ในชุมชน ชาวบ้านจะขับรถขึ้นไปบนภูเขา เดินลัดเลาะไปตามลำห้วยเพื่อหาปูหาปลามาทำเป็นอาหารแบ่งกันกินภายในชุมชน

เมื่อได้ทำเลที่เหมาะสม ปลาชุกชุม เหล่าพรานน้อยไม่พูดพร่ำทำเพลงแสดงฝีมือจับปลาหาปูให้พวกเราดู เริ่มจากใช้มือแบ่งดินเป็นร่องเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลออก จะได้เห็นปลาชัดและจับง่ายขึ้น บางคนก็สวมหน้ากากดำน้ำ ดำลงไปส่องปลา แล้วใช้ปืนฉมวกไม้ไผ่ล็อกเป้าหมาย ส่วนใครที่ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์มา ก็หากิ่งไผ่มาทำเป็นคันเบ็ด แล้วใช้กุ้งตัวจิ๋วเป็นเหยื่อตกปลาก็ยังได้

เห็นเด็กๆ สนุกสนาน หัวเราะลั่นเสียงดังก้องป่า มีหรือเราจะยอมยืนดูอยู่อย่างเดียว เพราะไม่เชี่ยวชาญด้านการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ เราจึงอาสาเป็นสมุนที่ทำหน้าที่หาปู หาปลาตามซอกหินเล็กๆ แทน คลำกันคนละมือ เขี่ยกันคนละไม้ จับได้ก็เอารวมกันไว้ในข้อง พอเอารวมกันก็เพียงพอจะเป็นมื้อเที่ยงของวันนี้ได้

ฝั่งผู้ใหญ่บ้านและบรรดาพ่อๆ ที่หายไปสักพักก็เดินกลับมาพร้อมกับกระบอกไม้ไผ่ พร้อมเอ่ยชวนพวกเราว่า “มาหลามปลากันเถอะ”

หลามปลา คือการปรุงอาหารโดยใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นภาชนะ พวกเรานำปลาและปูที่หาได้มาดึงไส้หรือส่วนที่กินไม่ได้ออก แล้วค่อยเอาไปใส่รวมกันในกระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ เติมน้ำลงไป ปรุงรสด้วยพริกกับเกลือ แล้วจึงนำไปเผาไฟ รอจนสุกแล้วค่อยเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ

บรรดาแม่ๆ ที่ตามขึ้นมาทีหลัง ก็หอบหิ้วเสบียงเลี้ยงท้องจากบ้านขึ้นมาร่วมวงกินอาหารที่ภัตราคารริมห้วยพ่านกับพวกเราด้วย

วิถีชีวิตแบบนี้เป็นเหมือนโครงงานชีวิตให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ทุกครั้งที่พวกเขาติดสอยห้อยตามพ่อๆ แม่ๆ ขึ้นมาที่นี่ พวกเขาจะได้ซึบซับวิธีการหาอาหารเพื่อเลี้ยงปากท้อง ทดลองว่าสมุนไพรแต่ละชนิดใช้ประโยชน์อย่างไร เห็นคุณค่าของทรัพยากร และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

05

จิตศึกษา : วาดปลาดาว

ลงจากภูเขามาด้วยท้องที่อิ่มแปล้ ทีมงาน Local Alike ก็ชวนพวกเราไปทำกิจกรรมสบายๆ ยามบ่ายอ่อนๆ เพื่อย่อยอาหารที่ ‘โรงเรียนบ้านดินห้วยพ่าน’ ซึ่งสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชนล้วนๆ ด้วยหวังให้เด็กๆ ในชุมชนมีการศึกษาที่ดี และไม่ต้องเดินทางไปเรียนถึงในเมือง ทั้งยังออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นของชุมชนเอง โดยใช้ชื่อว่า ‘มรดกห้วยพ่าน’ ด้วยการผสมผสานระหว่างการเรียนแบบฉบับของห้วยพ่านเองกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ

เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด จึงไม่มีการเรียนการสอน แต่ก็ยังมีพี่ๆ วัยอนุบาลและประถมศึกษาที่อยากมาร่วมกิจกรรมกับพวกเราด้วย 

คุณอ่านไม่ผิดหรอก เรียก ‘พี่’ น่ะถูกแล้ว เด็กๆ ที่นี่มีคำนำหน้าชื่อว่าพี่ ไม่ว่าจะเรียนอยู่ระดับชั้นสูงสุด หรืออายุน้อยที่สุด ทุกคนล้วนเป็นพี่ ฟังเขาเรียกกันแบบนี้ มันดูน่ารักดีเหมือนกันนะ

การเรียนการสอนของที่นี่แบ่งเป็นระดับชั้นเหมือนที่อื่นๆ แต่ต่างกันตรงที่โรงเรียนแห่งนี้มีครูผู้สอนเพียงคนเดียว การจะดูแลนักเรียนไปพร้อมๆ กันจึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ครูมล-ศรัณย์พร รัตสีโว จึงเลือกกิจกรรมที่พี่ๆ ทุกคนทำร่วมกันได้และฝึกสมาธิของเด็กๆ ไปในตัว นั่นคือกิจกรรมวาดปลาดาว

‘วาดปลาดาว’ คือชื่อเล่นที่พี่ๆ ใช้เรียกกิจกรรม ‘Body Scan’ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมแนวจิตศึกษาที่ช่วยเสริมสร้างพลังสงบ ผ่อนคลายอารมณ์ เรียกสติ พร้อมเปิดจิตรับการเรียนรู้ในครั้งต่อไป

ทุกเช้าหลังเข้าแถวเคารพธงชาติ และก่อนเริ่มต้นคาบแรกในช่วงบ่าย ครูมลจะชวนพี่ๆ มาล้อมวงวาดปลาดาวด้วยกันกลางห้องเรียน การวาดปลาดาวไม่ใช่จับปลายดินสอแล้วขีดเส้นไปมาบนหน้ากระดาษ แต่เป็นนอนหงายไปบนพื้น แล้วค่อยๆ หลับตาไปทีละคน หากทุกคนยังไม่อยู่ท่าที่นิ่งและสงบ พี่ๆ ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาทำหน้าที่เป็นผู้นำกิจกรรมในแต่ละวันก็จะไม่อนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมต่อ ซึ่งบ่ายนี้ผู้นำกิจกรรมของเราคือพี่สาววัย 5 ขวบ

เมื่อพวกเราเอนกายลงนอนครบทุกคน ครูมลจึงมารับช่วงต่อจากผู้นำกิจกรรมด้วยการบอกให้ทุกคน ค่อยๆ หลับตา จากนั้นเสียงดนตรีช้าๆ เคล้าเสียงน้ำไหลก็เริ่มบรรเลงขึ้น 

ในช่วงที่เราหลับตาอยู่ในห้วงดนตรี ครูมลจะคอยบอกให้เราปลดล็อกร่างกายไปทีละส่วนตามจังหวะหายใจเข้า-ออก ตั้งแต่ระหว่างหัวคิ้วเรื่อยไปจนจรดปลายเท้า และคอยพูดเสมอว่าทุกคนเป็นคนดี พร้อมทำสิ่งดีๆ เสมอ

หลังเสร็จกิจกรรม ครูมลบอกกับเราว่าเสียงดนตรีที่มีทำนองช้าๆ เคล้าไปกับเสียงน้ำไหลนั้น เป็นเสียงที่มีคลื่นความถี่ต่ำ ช่วยเหนี่ยวนำคลื่นสมองของเด็กให้มีความถี่ต่ำลง ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ง่ายต่อการบ่มเพาะสิ่งที่ดีงามในจิตใต้สำนึก เราจึงไม่รู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมพี่ๆ ที่นี่ถึงเป็นเด็กที่ร่าเริงและจิตใจดี

06

ตี้นี่ห้วยพ่าน

“จากใต้ขึ้นเหนือ จะมาเล่นๆ แค่ให้เห็นธรรมชาติก็คงไม่ได้” เราพูดกับเพื่อนร่วมทริปขณะเดินออกจากโรงเรียนบ้านดิน พร้อมกวาดสายตา ช่วยกันมองหาสถานที่หรือกิจกรรมที่ครั้งหนึ่งเราต้องทำ หากได้มาเยือนห้วยพ่าน

แต่ใครล่ะ จะรู้ดีเท่าเจ้าถิ่น พวกเราเดินตรงไปหาพี่ๆ ที่กำลังจับกลุ่มวิ่งเล่นกัน เพื่อขอคำแนะนำเรื่องแลนมาร์กเจ๋งๆ ที่บ่งบอกว่านี่แหละห้วยพ่าน 

ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที พี่ๆ ก็จูงมือพาพวกเราวิ่งบ้างเดินบ้างมาถึงสะพานข้ามลำน้ำห้วยพ่าน สะพานเส้นนี้ต่างสะพานแขวนที่เราเดินข้ามมาในวันแรก เพราะเป็นสะพานที่สร้างจากการนำไม้ไผ่มาเรียงซ้อนต่อกันไปเรื่อยๆ จนถึงฝั่งทางเข้าชุมชน พูดง่ายๆ คือชุมชนนี้มีทางเข้าสองทาง

พี่ๆ เล่าว่าบริเวณสะพานข้ามลำน้ำกลางชุมชนคือจุดที่คนนิยมมาเล่นน้ำมากที่สุด นักท่องเที่ยวที่ล่องแพลอดใต้สะพานแขวนเข้ามาในชุมชน ก็มักจะสนุกกันต่อด้วยการกระโดดลงน้ำที่สะพานไม้ไผ่นี้ 

การันตีโดยเจ้าถิ่นตัวจริงขนาดนี้ มีหรือเราจะพลาด พวกเรารีบกลับไปยังโฮมสเตย์เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า และตรงดิ่งกลับมาเพื่อเล่นน้ำที่นี่ ขอบอกว่าน้ำที่นี่ใสและเย็นสดชื่นจับขั้วหัวใจจริงๆ เราที่เป็นลูกทะเล มีความคุ้นเคยกับน้ำอยู่แล้ว ก็ยิ่งชอบใจแทบจะไม่อยากขึ้นจากน้ำไปเลย

07

ขวัญเอย ขวัญมา

กว่าจะฉุดตัวเองขึ้นมาจากน้ำที่ใสเย็นได้ ตะวันก็เกือบจะลับขอบฟ้าไปแล้ว เรากับเพื่อนๆ รีบกลับไปอาบน้ำ แต่งตัว เพื่อไปทานอาหารมื้อเย็นร่วมกับทุกคนที่โรงเรียนบ้านดิน แต่ค่ำคืนนี้พิเศษกว่าคืนที่ผ่านมา เพราะชาวห้วยพ่านได้เตรียมการแสดงพื้นบ้านของชุมชนและพิธีฮ้องขวัญให้กับพวกเราด้วย

เปิดฉากกันด้วยละครสั้นของเหล่าพี่ๆ ตัวน้อยในชุดชนเผ่าลัวะ แม้เนื้อเรื่องจะดำเนินไปด้วยทีมพากย์ภาษาเหนือ และไม่มีคำบรรยายเป็นภาษากลางให้อ่าน แต่ก็เรียกเสียงหัวเราะและความเอ็นดูจากพวกเราได้ไม่น้อย

ต่อด้วยการแสดงพื้นบ้านจากแม่ๆ รุ่นใหญ่ที่มีชื่อว่ารำพิหรือตีพิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีกินโสลด 

‘พิ’ ในที่นี้คือเครื่องดนตรีที่ทำจากไม้ไผ่ ชาวบ้านจะตีพิให้ดังก้องไปทั่วหุบเขา เพื่อบอกผีป่าผีลำห้วย ผีเจ้าที่ที่ดูแลและคอยปกปักรักษา และยังเป็นการเรียกขวัญข้าวมายังแปลงนา หลังจากเสร็จการแห่ขบวนตีพิ ชาวบ้านจะรวมตัวกันเพื่อดื่มกินฉลองและจัดทำเครื่องเซ่นเลี้ยงผี

ส่งท้ายด้วยการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับทุกคน ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ช่วยเรียกขวัญและสติให้กับผู้มาเยือนที่นี่ โดยมีบายศรีวางไว้ตรงหน้าผู้รับการเรียกขวัญ และมีผู้นำทำพิธีที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหมอสู่ขวัญ เป็นผู้ผูกข้อมือด้วยฝ้ายขาว พร้อมอวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข

ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่าประเพณีและพิธีกรรมเหล่านี้อยู่คู่กับคนในชุมชนมาเนิ่นนานแล้ว เพราะชุมชนห้วยพ่านเป็นชุมชนที่เกิดจากการรวมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ กลุ่มไทลื้อชาวเมือง และกลุ่มพื้นเมืองบ้านด่าน ที่อพยพหนีความรุนแรงจากสงครามระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2509 วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมจึงหลอมรวมเอาความเชื่อของแต่ละท้องถิ่นไว้อย่างกลมกลืน นั่นคือการเคารพนับถือวิญญาณ และความเชื่อเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตและธรรมชาติ

08

เกี่ยวเถิดนะแม่เกี่ยว อย่ามัวชะแง้แลเหลียว เคียวจะบาดก้อยเอย

“ฉับ ฉับ ฉับ แบบนี้ใช้ได้รึเปล่าคะ” เรายกเคียวออก ชูรวงข้าวที่โดนแสงตะวันตกกระทบจนเห็นเป็นสีทองที่อยู่ในกำมือให้แม่ๆ ดู

“ได้จ่ะ แต่ต้องเลื่อนตำแหน่งที่เกี่ยวให้สูงขึ้นมาจากโคนต้นข้าวอีกหน่อยนะ” ป้าพา หนึ่งในบรรดาแม่ๆ ที่ขึ้นเขามาช่วยกันเกี่ยวข้าว และเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ที่เราพักแนะนำเรา

ใช่แล้ว เช้าวันสุดท้ายของทริปท่องเที่ยวชุมชนบ้านห้วยพ่าน เรายืนอยู่กลางทุ่งนาขั้นบันได เพื่อเรียนรู้การเกี่ยวข้าวกับชาวบ้านในชุมชน

แม่ๆ เกี่ยวข้าวไปเล่าให้เราฟังไปว่าที่ห้วยพ่านจะเริ่มเกี่ยวข้าวกันช่วงต้นเดือนตุลาคม ชาวบ้านจะขึ้นมาบนภูเขา แล้วแบ่งกันไปตามพื้นที่นา เนื่องจากการทำนาที่นี่เป็นแบบนาปี และใช้วิธีดำนา ทำให้กอข้าวที่ขึ้นมาเรียงกันระเบียบ สวยงาม และง่ายต่อการเก็บเกี่ยว

เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ต้องแยกข้าวไว้เป็นกอๆ เพื่อตากข้าวให้แห้ง โดยทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จึงมัดกอข้าวเหล่านั้นรวมกันด้วยไม้ไผ่ที่นำมาฉีกเป็นเส้นเล็กๆ

ส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือการตีข้าว ชาวบ้านจะใช้ตอกซึ่งเป็นเครื่องมือตีข้าวที่ทำมาจากไม้ไผ่ มัดโคนกอข้าวไว้แล้วฟาดลงบนพื้น เพื่อให้เมล็ดข้าวร่วงลงมา เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนที่สนุกสุด แต่ก็ที่ต้องใช้กำลังแขนมากที่สุดเหมือนกัน เล่นเอาเราที่ไม่เคยลองตีข้าวมาก่อน ปวดแขนไปหลายวันเลยทีเดียว

09

พ่านพ้นความกลัว

เราและเพื่อนร่วมทริปเก็บกระเป๋า สลับกับเงยหน้าขึ้นมามองกัน แม้ไม่มีคำพูดอะไร แต่รู้กันในใจว่าไม่มีใครอยากจากที่นี่ไป

ตลอด 3 วัน 2 คืน ที่ได้ลองใช้ชีวิตตามแบบฉบับของชาวห้วยพ่าน ทำให้เราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง วิถีชีวิตของคนในชุมชนเป็นไปในรูปแบบของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน การจับปลาตามฤดูกาล ไม่ตัดไม้ทำลายป่าไม้ และรักษาแหล่งน้ำ เป็นเหมือนการรักษาท่อน้ำเลี้ยงของชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีอาหารกิน มียารักษาโรคไว้ใช้ยามเจ็บป่วย

นอกจากนี้ชุมชนยังคำนึงถึงเรื่องระบบการศึกษาของชุมชน ด้วยการสร้างหลักสูตรโรงเรียนทางเลือกที่ให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติไม่น้อยไปกว่าภาคทฤษฎีขึ้นมา เพื่อให้ลูกหลานได้เล่าเรียนและนำความรู้เหล่านั้นกลับมาพัฒนาชุมชนของตนเอง

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสามัคคีของคนในชุมชน ที่ช่วยการคิดหาแนวทางที่จะพัฒนาชุมชนให้กลายเป็นชุมชนที่ดูแลตัวเองได้

ก่อนออกเดินทาง บรรดา พ่อๆ แม่ๆ และพี่ๆ ตัวน้อยๆ พากันเดินมาส่งพวกเราและทีมงาน Local Alike พร้อมอวยพรให้เราเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ ทั้งยังมอบตาเหลว เครื่องสานจากไม้ไผ่ที่ประกอบด้วยไม้ไผ่ 7 ชิ้น เป็นเครื่องรางป้องกันสิ่งไม่ดีให้กับพวกเรา

เรากล่าวขอบคุณทั้งชาวบ้านและทีมงาน Local Alike ที่ช่วยดูแลเราตลอดทริป ระหว่างที่รถแล่นออกจากชุมชน เราหันหลังกลับมามองเพื่อบันทึกภาพสถานที่แห่งนี้ไว้ใจอีกครั้ง สิ่งที่เราเห็นคือหมอกแห่งความกลัวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ภาพชุมชนที่น่าอยู่ เข้มแข็ง และมีความยั่งยืนก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อมราวดี วงศ์สุวรรณ

นักหัดเขียนสายใต้ที่ไม่รังเกียจรอยหมึกที่เปื้อนมือ พึงใจกับการสดับจังหวะการลงน้ำหนักนิ้วมือบนแป้นพิมพ์ และกลิ่นกระดาษบนหน้าหนังสือ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“เดือนที่แล้วมีดาราไทยมานะ ให้ผมนำเที่ยว เนี่ยเดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีดาราไทยมาอีก” 

จันตาเอ่ยถึงดาราหญิงชายชื่อดังของไทย ลูกค้าหมาด ๆ ของเขาเมื่อเดือนก่อน มือก็บังคับพวงมาลัยรถตู้พาเราออกจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต (Wattay International Airport) มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์อีกฟากหนึ่งของเมือง

ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เปิดประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศก็ทยอยเดินทางเที่ยวไม่ขาดสาย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้านใกล้เรือนเคียง เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซาของลาว (เช่นเดียวกันกับไทย) ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น ดูจากแววตาและน้ำเสียงของจันตาก็พอจะบอกได้ 

ก่อนโควิด จันตาเป็นผู้นำทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวสำหรับชาวยุโรป บางครั้งก็ลงมือเป็นไกด์เอง ทั้งยังขยายธุรกิจเป็นเจ้าของรถบัสขนาดใหญ่ 3 คัน ถือเป็นผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวลาว แต่ก็อย่างที่รู้กัน โควิด-19 ซัดทุกอย่างเสียราพณาสูร

จากรถบัสสู่รถตู้ คือ ชีวิตในวันนี้ของจันตา รถตู้ของเขาคันใหญ่ ตกแต่งใหม่เอี่ยมทั้งคัน สำหรับพานักท่องเที่ยวทัศนาจรในลาว แม้ธุรกิจจะลดขนาดลง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน บวกด้วยความเป็นมืออาชีพในสายงาน 

จากสนามบินวัตไตถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินทางไว้สักหน่อย จันตาบอกว่ามีนักท่องเที่ยวตกรถไฟมาหลายคนแล้ว บางคนเที่ยวบินดีเลย์ บางคนเจอรถติด แต่บางคนก็ชิลล์ไปหน่อย ประมาณว่าแวะกินข้าวเคล้าเบียร์นานเกินไป

“นี่ครับตั๋วรถไฟ เก็บไว้ให้ดี ห้ามหายเลยนะครับ เพราะว่าพอถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่เขาจะขอตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีเขาไม่ให้ออกจากสถานี ต้องซื้อตั๋วใหม่อย่างเดียว” จันตากำชับและยื่นตั๋วหรือปี้ในภาษาลาวให้เราเมื่อถึงสถานีรถไฟ

อาคารสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใหญ่โตอลังการ สมศักดิ์ศรีกันดีกับขบวนรถไฟลาว-จีน ใหม่เอี่ยมป้ายแดง เชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับจีนตอนใต้ ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ความจริงแล้วทางรถไฟสายนี้ยาวนับพันกิโลเมตร แต่ส่วนที่อยู่ในเขต สปป.ลาว นั้นยาว 414 กิโลเมตร เชื่อมสองชาติที่ด่านบ่อหาน ประเทศจีน เข้าสู่ลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา และวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยว เช่น หลวงพระบาง วังเวียง และสิ้นสุดที่เวียงจันทน์

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

ทริปนี้เริ่มขึ้นก็เพราะรถไฟสายใหม่นี้แหละ หลังจากลาวเปิดประเทศให้ท่องเที่ยวอีกครั้ง ภาพรถไฟหน้าตาล้ำสมัย และภาพนักเดินทางนั่งสบายในตู้โดยสารโอ่โถงก็เริ่มมีออกมายั่วใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมวิ่งผ่านเมืองมรดกโลกอย่างหลวงพระบาง ที่แต่ก่อนหากเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลาร่วม 6 – 7 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถไฟขบวนใหม่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาจึงหดสั้นเหลือเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที ดีขนาดนี้แล้วจะรออะไร อ๋อ รอซื้อตั๋วไง!

ตั๋วรถไฟสายใหม่นี้ต้องฟาดฟันแย่งกันซื้อ และเราจะนั่งจิ้มซื้อแบบออนไลน์ก็ไม่ได้ ตอนนี้เขายังไม่มีบริการในส่วนนั้น ถ้าคุณไม่มีเพื่อนคนลาวไปต่อคิวซื้อให้ ก็เหลือทางเดียวคือให้บริษัทนำเที่ยวจัดการเหมือนที่เราพึ่งพาจันตานี่แหละ และขณะนี้ความต้องการตั๋วพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ระบบการจัดการต่าง ๆ ยังไม่เสถียรนัก มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ดูความอลหม่านการซื้อตั๋วและประกาศอัปเดตต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟลาว-จีน ได้ที่นี่

สนนราคาค่าตั๋วเวียงจันทน์-หลวงพระบาง ที่นั่งชั้น 1 อยู่ที่ 313,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ 700 กว่าบาท ส่วนที่นั่งชั้น 2 ราคาอยู่ที่ 198,000 กีบ หรือเกือบ 500 บาท (ค่าเงินไว้คำนวณคร่าว ๆ คือ 450 กีบ เท่ากับ 1 บาท หรือจำในใจง่าย ๆ 10,000 กีบ เท่ากับประมาณ 20 บาท) อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วผ่านบริษัทท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 50,000 กีบต่อตั๋ว เป็นค่ายืนต่อแถวที่แว่วว่าบางทีต้องยืนรอขาแข็งกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้มา แล้ว 1 คน ซื้อตั๋วได้มากสุด 3 ที่นั่งเท่านั้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากเวียงจันทน์ตรงตามเวลาเป๊ะ ตู้โดยสารสะอาดโอ่โถง เก้าอี้ตัวใหญ่ เบาะหนานุ่ม เสียงประกาศในรถที่ดังเรื่อย ๆ บอกว่าผู้โดยสารต้องใส่ผ้าอัดปากหรือหน้ากากตลอดการเดินทาง นอกจากเสียงประกาศนี้และเสียงประกาศว่าเรากำลังอยู่ในขบวนรถไฟลาว-จีน EMU ซึ่งย่อมาจาก Electric Multiple Unit เราก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เพราะรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามันเงียบเรียบลื่นดีจริง

ถามว่าตู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 ต่างกันอย่างไร ต้องบอกว่าต่างกันที่จำนวนที่นั่ง แน่นอนว่าชั้น 1 ก็หลวม ๆ กว่า เก้าอี้เป็นแบบคู่ แบ่ง 2 ฟากซ้ายขวา ในขณะที่ชั้น 2 ฟากหนึ่งเป็นเก้าอี้แถว 3 คน อีกฟากเป็นเก้าอี้คู่ แต่ละตู้มีห้องน้ำบริการ หน้าตาเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน สะอาดสะอ้านดี ส่วนใครที่ห่วงใยเรื่องอาหารการกิน (เช่นเรา) ก็จงแวะซื้อหรือกินมาให้เรียบร้อยก่อน เพราะที่สถานีและบนรถไฟไม่มีอาหารขาย มีเฉพาะเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นตู้โดยสารเบอร์อะไรต้องคอยฟังเขาประกาศบอก

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วิวนอกหน้าต่าง

1 ชั่วโมงจากเวียงจันทน์ ขบวนรถก็เข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟวังเวียง อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ตลอดการเดินทางเราใช้เวลาเงียบ ๆ ละเลียดวิวนอกหน้าต่างที่พาดผ่านเทือกเขาสูง ทางรถไฟยกระดับเผยภาพงาม ทั้งสีเขียวของทุ่งนาและภูผาสูงใหญ่ คนชอบถ่ายรูปคงจะถ่ายสนุกแบบไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด เพราะทุกที่นั่งเขามีที่ชาร์จโทรศัพท์พร้อม และอีกราว 1 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงหลวงพระบาง

หลวงพระบางที่คิดถึง

หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยคลื่นความร้อนปนความชื้นในอากาศ จินตนาการถึงแก้วน้ำเย็นที่วางทิ้งในห้องร้อนอ้าว เหงื่อที่ผุดพรายข้างแก้วเป็นอย่างไร เหงื่อบนร่างกายเราก็ประมาณนั้น ไม่เป็นไร คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก ไม่ใช่ให้โลกปรับตัวเข้ากับเรา ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าไปหารถเข้าเมือง นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมีรถโรงแรมหรือรถส่วนตัวมารอรับ สำหรับคนที่ไม่มีใครมารับก็มีทางเลือกทั้งแท็กซี่แบบเหมา หรือรถตู้นั่งแชร์กับคนอื่น แน่นอน เราเลือกหนทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีกับงบประมาณ (แต่ดีกับตัวเองหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) นั่นคือรถตู้ที่ละ 35,000 กีบ หรือประมาณ 85 บาท นั่งหวานเย็นกันไป แวะส่งเพื่อนร่วมทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังไง ๆ ทุกคนก็ลงในเมืองใกล้ ๆ กันนั่นแหละ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
สถานีหลวงพระบาง

หลวงพระบางเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนมามากกว่า 1 ครั้ง บางคนบอกว่าเมืองน้อยนี้มีเสน่ห์หนักหนา ทั้งบ้านเรือนอาคารโคโลเนียล ลูกผสมระหว่างศิลปะพื้นถิ่นกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส วัดวาอารามงดงาม ธรรมชาติทั้งน้ำโขงน้ำคานขนาบพื้นที่ อาหารการกินก็บริบูรณ์​ งามสงบในร่มเงาของวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่เมื่อโควิด-19 มาเยือน ทำเราสงสัยเสียจริง ๆ ว่า เมืองที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักจะผันเปลี่ยนไปมากเพียงใด

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แล้วเราก็ได้เห็นถนนศรีสว่างวงศ์​ (Sisavangvong) เส้นหลักกลางเมือง แล่นผ่านอาคารโคโลเนียลสองฟากฝั่ง ยาวไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางและทางขึ้นพระธาตุพูสี ในอดีตเคยครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ บัดนี้กว่าครึ่งปิดประตูเงียบ ความงามของอาคารโบราณยังคงอยู่ แต่โรคระบาดได้พรากชีวิตชีวาของผู้คนและธุรกิจท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ร้านที่ยังอยู่ได้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของตึกเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าให้ใคร ส่วนที่ปิดไว้ก็มักมีป้ายแขวนบอกให้เช่าแทบทั้งสิ้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แม้สีสันของการเป็นเมืองท่องเที่ยวจะจางลงไปบ้าง แต่จิตวิญญาณแท้จริงของหลวงพระบางที่แฝงฝังในพุทธสถาน อาหารการกิน ชีวิตของผู้คน และมหานทีอย่างลำโขง ยังอยู่ครบถ้วน จุดท่องเที่ยวสำคัญของหลวงพระบางที่อาจจะเคยไปแล้วก็ยังมีเสน่ห์ให้อยากไปอีก โดยเฉพาะในวันที่เพื่อนร่วมโลกต่างต้องการกำลังใจจากกัน

3 วันคืออย่างน้อยที่สุดที่คุณจะใช้เวลาเที่ยวหลวงพระบาง แต่ถ้าคุณไม่รีบ 5 วันคือจำนวนวันที่คุณจะเอื่อยไปได้เรื่อย ๆ ในเมืองน้อยนี้ จุดหมายเอื่อย ๆ แห่งแรกที่เราไปคือ ‘วัดเชียงทอง’ ไม่ได้คิดถึงแค่ความงามของสิมหรืออุโบสถที่ถือเป็นศิลปะล้านช้างสกุลช่างหลวงพระบางเท่านั้น แต่คิดถึงบันไดสีขาวสูงชันหน้าวัดที่ลาดลงสู่ริมโขงด้วย สายน้ำ แมกไม้ และสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านกาลเวลา เป็นส่วนผสมที่อลังการใจเสมอ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วัดเชียงทอง
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
งานประดับกระจกหอไหว้สีกุหลาบ

วัดเชียงทองคือพุทธสถานเก่าแก่ประจำเมืองที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างและล้านนา เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.​ 2101 – 2103 สิ่งโดดเด่นและต้องไปชมให้ได้คือสิมหลังคาซ้อน 3 ตับ ดัดเส้นสายโค้งอ่อนและแอ่นแผ่ลงเกือบจรดพื้น เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สิมแห่งนี้ต่างจากที่ไหน ๆ ด้านหลังสิมตกแต่งด้วยงานประดับกระจก เป็นลวดลายต้นทองเต็มผนังงามน่าทึ่ง เยื้องมาด้านหลังของสิมคือหอไหว้สีกุหลาบ ผนังด้านนอกเคลือบสีชมพูอ่อนหวาน ความโดดเด่นอยู่ที่งานประดับกระจกชิ้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนแปะเรียงเป็นลวดลาย เล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านที่แฝงคติสอนใจ

จากวัดเชียงทอง เรามุ่งไปอีกสองสถานที่สำคัญ หนึ่งคือ ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง’ ซึ่งอดีตคือพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว และสองคือ ‘พระธาตุพูสี’ ซึ่งทางขึ้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

อดีตพระราชวังหลวงไม่ใหญ่โตโอฬารมากมาย แต่อะไรบางอย่างทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศขรึมขลังเข้มข้น อาจจะเพราะตั้งแต่ทางเดินยาวที่ทอดสู่ตัววัง ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวต้นตาลสูงใหญ่เรียงเป็นระเบียบ ไปจนถึงตัวอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง ปลูกสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมกับศิลปะล้านช้าง ตัวอาคารเรียบนิ่ง ไม่มีการประดับประดาอะไรจนพราวตา เว้นแต่เพียงตราสัญลักษณ์รูปช้างสามเศียรที่ประดับบนหน้าบันของพระราชวังหลวง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

ผู้สร้างพระราชวังนี้คือ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในระหว่าง ค.ศ. 1904 – 1909 อนุสาวรีย์ของพระองค์ประดิษฐานตระหง่านสูงอยู่กลางแจ้งใกล้บริเวณที่ซื้อปี้หรือบัตรเข้าชม เมื่อซื้อบัตรแล้วสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อมาคือฝากข้าวของในตู้ล็อกเกอร์ จะทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ด้วยก็ได้ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

แม้พิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่โต แต่หากใครเป็นคอประวัติศาสตร์ ก็อาจใช้เวลาละเลียดอดีตของลาวในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบสังคมนิยมได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง บัลลังก์ที่เตรียมไว้สำหรับใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาที่ไม่เคยถูกใช้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในขึ้นเสียก่อน เครื่องราชูปโภค ของส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ พระพุทธรูป ตลอดจนภาพเขียนวิถีชีวิตคนหลวงพระบาง โดยฝีมือศิลปินชาวฝรั่งเศส จัดแสดงอยู่ในห้องต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ยังจำลองบรรยากาศของห้องในอดีตไว้ เช่น ท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องรับรองแขก

ก่อนออกจากเขตพระราชวัง แวะกราบ ‘พระบาง’ ที่หอพระบางซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าใกล้ประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวัง พระบางเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 1.14 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลาวนับตั้งแต่พระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงอัญเชิญมาจากเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตามตำนานบอกไว้ว่า พระบางสร้างขึ้นที่อินเดีย ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ลังกา เขมร จนกระทั่งพระเจ้าฟ้างุ้มมีพระราชประสงค์จะเผยแผ่พุทธศาสนาให้มั่นคงในราชอาณาจักร จึงทูลขอพระบางจากพระเจ้าแผ่นดินเขมรให้มาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบางในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางเกิดเหตุอัศจรรย์หลายประการ ทำให้พระบางประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์นานกว่า 100 ปี กว่าจะได้มาประดิษฐานที่หลวงพระบางในที่สุด

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หอพระบางและตลาดมืด

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ถือเป็นถนนเส้นหลักของเมือง พอแดดร่มลมตก พ่อค้าแม่ขายก็จะกางเต็นท์เตรียมตลาดมืดซึ่งหมายถึงตลาดกลางคืน จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากหลวงพระบาง ตลอดจนงานหัตถกรรมชนเผ่า มีทั้งเครื่องเงิน ผ้าพื้นเมือง งานศิลปะ ไปจนถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของจิปาถะต่าง ๆ เป็นสีสันเล็ก ๆ สำหรับราตรีที่ค่อนข้างเงียบสงบของหลวงพระบาง แต่ก่อนฟ้าจะมืดและก่อนตลาดมืดจะเปิดทำการ ยังมีอีกหนึ่งจุดหมายที่ท้าทายข้อเข่ารอทุกคนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

328 คือจำนวนขั้นบันไดที่ต้องปีนไต่ขึ้นไปสักการะพระธาตุจอมสีสีทองสุกปลั่งบนยอดเขาพูสี แม้ต้นจำปาลาวและดวงดอกของมันที่ขึ้นเรียงขนาบสองข้างทางจะดูสวยโรแมนติกเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังความจริงที่ว่าเรากำลังเดินขึ้นบันไดคดเคี้ยวเชิดขึ้นที่สูง เหนื่อยต้องมี เหงื่อต้องมา เป็นของธรรมดาที่ต้องเตือนว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะไหว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ รวมถึงคนที่เพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ แต่ถ้าคุณไหวก็ขอให้ไปต่อ เพราะวิวหลวงพระบางมุมสูงนั้นควรค่าแก่การทอดสายตามองจริง ๆ

บนยอดพูสีเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยมของหลวงพระบาง วิวสองฟากฝั่งพระธาตุก็ต่างกัน ด้านหนึ่งจะมองเห็นตัวเมืองหลวงพระบางอยู่ในโอบกอดของลำโขงสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกฝั่งจะเห็นตัวเมืองอยู่ในอ้อมแขนของแม่น้ำคานสีเขียว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสภาพอาคารบ้านเรือนของหลวงพระบางที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกและพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน หลังคาจั่วปูกระเบื้องสีธรรมชาติ สอดแทรกท่ามกลางต้นไม้สลับสล้าง ไกลออกไปคือปราการขุนเขาที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ เป็นภาพสะอาดตาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มาจากเมืองที่มีแต่ตึกสูง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำโขง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำคาน

ทางเลือกในการชมพระอาทิตย์ตกไม่ได้มีแต่ที่พูสีเท่านั้น หากถามชาวหลวงพระบางที่ยืนโต๋เต๋อยู่ริมโขง ร้อยทั้งร้อยจะตอบแกมเชิญชวนว่า “ล่องเรือน้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกก็ได้” จากนั้นเขาจะกุลีกุจอร่ายโปรแกรมทัวร์ที่ฟังดูก็น่าสนใจ เช่น ล่องเรือ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะเที่ยวบ้านจันเหนือ เมืองจอมเพ็ด อีกฝั่งหนึ่งของลำโขง บ้านจันเหนือโด่งดังเรื่องหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่คนในหมู่บ้านทำสืบทอดกันมานับร้อยปี ถามว่าแล้วเราซื้อทัวร์เขามั้ย ตอบเลยว่าซื้อ!

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หมู่บ้านหัตถกรรมจันเหนือ

หยิบเงิน 400,000 กีบ จ่ายไปสำหรับล่องเรือ 2 ชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็หย่อน 1,000 ไปไม่กี่บาท พอเห็นเรือก็ร้องอู้หู เรือสวยสะอาด ด้านในมีเก้าอี้เดี่ยวเรียง 2 แถว ด้านหน้าใกล้คนขับเรือเป็นเบาะยาว ปูผ้าขาวโรยดอกไม้ต้อนรับ ใครใคร่นั่งตรงไหนก็นั่งตามสบาย ล่องเรือไปเรื่อย ๆ ชมธรรมชาติสองข้างทางที่เขียวชอุ่ม จากในเรือก็มองเห็นเขาพูสีและองค์พระธาตุเจดีย์สีทองอยู่ลิบ ๆ แอบมองคนขับเรือหน้าละอ่อนผู้ทำหน้าที่ขมีขมัน สอบถามได้ความว่าเขานั้นดีใจเหลือหลายที่เห็นนักท่องเที่ยวกลับมา ตอนโควิดปิดเมือง เขาไร้งานไร้เงิน ต้องไปทำงานก่อสร้างบ้าง งานรับจ้างอื่น ๆ บ้าง ตอนนี้ได้กลับมาขับเรืออีกครั้งรู้สึกสุขหัวใจ

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ทริปหลวงพระบางคราวนี้ ถามว่าพาตัวเองไปเที่ยวอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อนหรือไม่ ก็เห็นจะต้องตอบว่าไม่ แต่จะให้บอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรว้าว ก็พูดอย่างนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีรถไฟหนึ่งอย่างที่ใหม่ถอดด้าม และเอาเข้าจริง การได้ออกเดินทางอีกครั้งและมาเยี่ยมเยือนจุดหมายที่คิดถึง มาเห็นว่าเพื่อนร่วมทุกข์จากโรคระบาดในบ้านเมืองอื่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง มันมีความหมายกับหัวจิตหัวใจที่แห้งผากได้มากกว่าการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ร้านดัง และความ Unseen ใด ๆ เป็นไหน ๆ

เราละเลียดเวลา 5 วันที่หลวงพระบางอย่างเต็มอิ่ม เดินทุกตรอกออกทุกซอย แวะห้องสมุด ร้านกาแฟ เบเกอรี่ เจ้าที่ยังยืนยงฝ่าโควิดมาได้ เราได้รู้ว่าขนมอบที่ร้าน Joma ยังอร่อยเหมือนเดิม ได้รู้ว่าตำหมากหุ่ง ไส้อั่ว เบียร์ลาว เคล้าวิวโขง ยังไงก็จะเป็นมื้อที่ดีงามเสมอ ได้รู้ว่าค่ำคืนเมื่อฝนโปรยสายบาง ค็อกเทลเบา ๆ ที่โต๊ะหน้าอาคารโคโลเนียลแสนสวยมันโรแมนติกเพียงใด และจะยิ่งโรแมนติกหนักถ้ามีไคแผ่นหรือสาหร่ายน้ำจืดตำรับหลวงพระบางแท้ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มอย่างแจ่วบองมาแกล้มด้วย

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
ร้านอ้ายหนูน้อย

บางบ่ายขณะแดดกำลังร้อนร้าย ก็พลันได้เจอจุดหมายเหนือความคาดหมาย ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ‘อ้ายหนูน้อย (Big Brother Mouse)’ ร้านหนังสือที่ทำหนังสือ ขายหนังสือ เพื่อเอาเงินมาพิมพ์หนังสือ 2 ภาษาลาว-อังกฤษ และแจกเด็ก ๆ ที่เข้าถึงการอ่านยาก โดยใช้นักท่องเที่ยวเป็นผู้กระจายหนังสือ ที่นี่เขาจะจัดชุดหนังสือที่เหมาะกับเด็กเมืองและเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้เรียบร้อย ที่นักท่องเที่ยวต้องทำก็คือบริจาคเงินตามราคาชุดหนังสือที่ตัวเองเลือก แล้วก็หิ้วหนังสือชุดนั้นติดตัวไปด้วย ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ที่มีชีวิตและอบอุ่นที่สุด อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ตามไปดูได้ที่ www.bigbrothermouse.com

อีกทั้งในบางเช้าเราก็ได้ตื่นมารอตักบาตรข้าวเหนียว เพื่อจะพบกับความอ่อนหวานของเอื้อยแม่ค้าที่กุลีกุจอเอาผ้ามาพาดไหล่ ส่งกระติ๊บข้าวเหนียวและถาดขนมให้ พาไปนั่งเก้าอี้รอพระบิณฑบาต และตอนสุดท้ายแจ้งราคาชุดใส่บาตรทั้งหมดที่ 100,000 กีบ หรือเกือบ ๆ 250 บาท ที่ทำเราเกือบตกเก้าอี้ และต้องจำไว้ในใจว่าก่อนจะรับของจากใครให้ถามราคาเขาก่อนนน (ฮ่า ๆๆ) แต่ก็นั่นแหละนะ ขึ้นชื่อว่าการเดินทาง มันต้องค้นหา เรียนรู้ ผิดพลาด ขำก๊ากเป็นบางเวลา และโกรธาเป็นบางที เพื่อที่ในที่สุดมันจะกลายเป็นความทรงจำให้เราได้นึกถึงอย่างเช่นในตอนนี้

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล write[email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load