The Cloud x we!park

อีกไม่กี่เดือน ชาวกรุงกำลังจะมีพื้นที่สาธารณะใหม่เอี่ยมเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง บริเวณ ‘พื้นที่ว่างซอยหน้าวัดหัวลำโพง’ เขตบางรัก ซึ่งเป็นโปรเจกต์นำร่องโครงการของ we!park กลุ่มคนที่ลุกขึ้นมามองหาและตั้งใจชวนทุกคนลงมือสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับคนกับเมือง ให้เกิดขึ้นมากเท่าที่จะทำได้ ผ่านแนวคิด Win Win Solution ที่ให้ทุกคน ทุกองค์กร ทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันได้ และเพื่อเพิ่มคุณภาพพื้นที่สีเขียวในเมืองตามหมุดหมาย Green Bangkok 2030 ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้เกิดขึ้นจริง

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

คอลัมน์ Public Space ชวน ยศ-ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกนักเคลื่อนไหว นั่งลงคุยถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นจบเกือบจบของการทำ Pocket Park แห่งนี้ และจะลากเส้นต่อจุดเล็กๆ ให้โอบล้อม เชื่อมกันทั้งเมืองได้อย่างไร

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

พื้นที่สาธารณะสีเขียว

หากพูดคำว่า ‘สวนสาธารณะ’ คนส่วนใหญ่คงนึกถึงภาพสวนที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ ซึ่งยศพลไม่ได้สนใจแค่เรื่องขนาด แต่ลงลึกไปถึงเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะการบรรลุเป้าหมายโครงการ Green Bangkok 2030 ที่กรุงเทพมหานครตั้งไว้ ถ้าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อประชากรจาก 6.9 เป็น 10 ตารางเมตรต่อคน เพิ่มการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะสีเขียวในระยะ 400 เมตร จากเดิม 13 เปอร์เซ็นต์ เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มพื้นที่ร่มไม้ต่อพื้นที่เมืองจาก 17 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ต้องทำอย่างไรบ้าง

อย่างที่เราๆ รู้กันดีว่า การหาพื้นที่ขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ในความเห็นของภูมิสถาปนิก การกระจายตัวจากพื้นที่ Pocket เล็กๆ ไปอย่างทั่วถึงทั้งเมือง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพพื้นที่สีเขียวชัดและขยับใกล้เป้าหมายขึ้น

เมื่อได้ทำงานร่วมกับภาครัฐในฐานะ we!park ยิ่งทำให้ยศทราบข้อมูลว่า มีคนจำนวนไม่น้อยบริจาคที่ดินให้กรุงเทพมหานคร และแสดงเจตจำนงมอบเพื่อเป็นสวนสาธารณะ ฉะนั้น จึงมีพื้นที่เล็กๆ ที่ศักยภาพสูงพอสำหรับเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะอยู่อีกมาก เช่นเดียวกับบริเวณพื้นที่ว่างซอยหน้าวัดหัวลำโพง อีกทั้งยังมีเรื่องภาษีที่ดินใหม่ซึ่งปรับขึ้นทุก 3 ปี คงดีกว่าหากไม่ปลูกมะนาวและสมัครใจนำพื้นที่มาสร้างประโยชน์โดยอาจไม่ต้องยกให้ แต่มอบเป็นระยะเวลาที่ต้องการได้ ส่วนงบประมาณ นอกจากของภาครัฐแล้ว ยังมีงบ CSR ของเอกชน ซึ่งหากคิดเห็นตรงกัน และนำมาใช้กับโปรเจกต์ที่ Win Win ทุกฝ่าย เขาเลยมองเห็นโอกาสและศักยภาพที่จะผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นจริง

ขอคั่นเวลาด้วยการอธิบายนิยามคำว่า พื้นที่สาธาณะสีเขียว (Green Public Space) สักครู่ คำว่าพื้นที่สาธารณะ (Public Space) โดยความหมายคือที่ที่ทุกคนเข้าใช้งานได้โดยอิสระ ไม่มีแรงจูงใจด้านผลประโยชน์ มี 4 ประเภท คือ ถนน พื้นที่สาธารณะแบบเปิดโล่ง สิ่งอำนวยความสะดวกแบบสาธารณะ และพื้นที่ธุรกิจที่เป็นสาธารณะ ส่วนพื้นที่สีเขียว (Green Area) คือพื้นดินที่ปกคลุมด้วยหญ้า ต้นไม้ ไม้พุ่มหรือพรรณพืชอื่นๆ จะทั้งพื้นที่หรือบางสวนก็ได้ และยังรวมถึงสวนสาธารณะ สวนชุมชน และสุสานด้วย

ดังนั้นเมื่อนำทั้งสองรวมกันเป็น พื้นที่สาธารณะสีเขียวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงและทำกิจกรรมได้อย่างเท่าเทียม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกายใจ สร้างความสัมพันธ์ของผู้คน และฟื้นฟูระบบนิเวศทางธรรมชาติให้สอดคคล้องกับระบบนิเวศเมืองไปด้วย

พื้นที่ที่ชวนทุกคนมามีส่วนร่วม

เมื่อได้พื้นที่สร้างโปรเจกต์นำร่องอย่างบริเวณพื้นที่ว่างซอยหน้าวัดหัวลำโพง กระบวนการถัดมา คือวิเคราะห์ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือสวนระดับชุมชน ไปจนถึงบทบาทอื่นๆ ระดับไหนได้บ้าง หากมีชุมชนโดยรอบ ก็ต้องวิเคราะห์ต่อว่าชุมชน โดยเฉพาะ Stakeholder (ผู้มีส่วนได้เสีย) มีความพร้อมทำกระบวนการการมีส่วนร่วมไหม จากนั้นดูว่ารัฐหรือเขตเห็นด้วยหรือไม่

ข้อสำคัญที่สุดคือความพร้อมของ Stakeholder เพราะหากคนไม่ได้มีส่วนร่วม ปัจจัยสำคัญที่จะมาหนุนพื้นที่สีเขียวให้เป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ภาคส่วนที่คาดหวังให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย วิชาชีพ และประชาสังคม

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

“เราคิดกลไกที่ทำงานกับนักศึกษา คนรุ่นใหม่ เช่น สร้างโจทย์ทำเวิร์กช็อป ผลจากเวิร์กช็อปนำไปสู่ไอเดียตั้งต้น ไปชวนชุมชนพูดคุยว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ฝ่ายลงพื้นที่คือทีมชุมชนจะเริ่มทำความคุ้นเคย พา Stakeholder มานั่งคุยกัน ดูปัญหาความเป็นไปได้ หรือสิ่งที่ชุมชนอยากได้ในการพัฒนาก่อนหานักออกแบบ โดยการจัดประกวดแบบและตัดสินโดยการโหวต แต่บริเวณพื้นที่ว่างซอยหน้าวัดหัวลำโพงซึ่งเป็นโปรเจกต์นำร่อง ยังไม่ได้ประกวดแบบ หลังทำเวิร์กช็อปกับนักศึกษา เรานำแบบนั้นไปพัฒนาต่อ โดยทีมของ Shma Soen” 

ยศพลอธิบายถึงกระบวนการพูดคุยเรื่องความต้องการของทุกฝ่ายกว่า 5 ครั้ง มีทั้งการคุยแบบ Focus Group คุยกับชุมชนก่อนไปคุยกับกลุ่มโรงเรียนในพื้นที่ เจ้าของโรงแรม ได้พัฒนาเป็นแบบล่าสุดที่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย หลังจากนั้นจัดกิจกรรมทดลองและกระตุ้นการใช้งานในพื้นที่ในรูปแบบ Mock-up Park นำความคิดเห็นมาปรับแบบอีกรอบ

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน
ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

สิ่งที่น่าสนใจของการมีกลไกคนกลางอย่าง we!park คือตอนเปิดใช้แล้วไม่ได้แปลว่าสวนเสร็จสมบูรณ์ ยังเปิดโอกาสให้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตามความต้องการที่เพิ่มเข้ามาได้ ต่างจากพื้นที่ของรัฐที่แทบเข้าไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้

พื้นที่ที่ถูกใจทุกคน

แบบก่อสร้างล่าสุดภายในพื้นที่ 0.65 ไร่ของสวนสาธารณะซอยหน้าวัดหัวลำโพง ประกอบไปด้วยพื้นที่ 3 ส่วน

ส่วนแรก พื้นที่ออกกำลังกาย มีลู่จ็อกกิ้งวนรอบสวน ระยะสั้นเพียงพอให้ลุงๆ ป้าๆ ได้ยืดเส้นยืดสาย มีที่นั่งสำหรับผู้สูงวัย โอบล้อมด้วยสวน 3 แบบ สวนดอกริมรั้ว สวนนิเวศ และสวนผ่อนคลาย

ส่วนที่ 2 พื้นที่ทำกิจกรรม มีลานข้างบ้าน ลานพบปะ ลานสนุก ลานนวดเท้า

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

และส่วนที่ 3 ศาลาพักผ่อน ศาลาต้นไม้ ศาลาข้างบ้าน ศาลาชิงช้า ศาลาสุขภาพ โดยที่ถูกอกถูกใจเด็กๆ ครู และผู้ปกครอง เห็นจะเป็นศาลาทำการบ้าน ไว้ใช้ระหว่างรอผู้ปกครองมารับอย่างปลอดภัยและไม่ไกลหูไกลตา

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน
ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

ด้วยอยากให้บรรยากาศดูบ้านๆ เหมือน Neighborhood เขาหยิบพวกประตูบานเฟี้ยมหรือระแนงมาเป็นตัวประกอบของสวน ใช้สีเหมือนไม้ให้ดูอบอุ่น ช่วยสร้างความคุ้นเคยในพื้นที่ และเข้าไปสำรวจในชุมชนว่ามีพรรณไม้อะไรที่ปลูกก็นำมาปลูก และไม่ลืมเพิ่มไม้ดอกสีสันสดใสแบบที่คุณป้าอยากได้ ใช้พืชพรรณที่ให้ร่มเงาเป็นอาหารสัตว์เล็กๆ มีพืชสมุนไพร พื้นบ้าน รวมถึงพันธุ์กลิ่นไม้หอมอ่อนๆ สร้างบรรยากาศ

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

“กระบวนการที่ดีจะสะท้อนกายภาพที่ดี ลักษณะสังคมที่ดี และความยั่งยืน” 

ยศพลอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการมีส่วนร่วม เขาบอกว่าการทำลานกิจกรรมนั้น หวังผลให้เป็นพื้นที่เชื่อมความสัมพันธ์ระดับชุมชน เพราะโดยรอบมีทั้งร้านกาแฟ คอนโดมิเนียม โรงแรม วัด สถานศึกษา เมื่อเพื่อนบ้านรู้จักกัน เกิดการพูดคุย ประณีประนอม แบ่งปันกันใช้ ไปจนถึงร่วมกันวางแผนดูแลรักษา

“ก่อนหน้านี้กิจกรรมอย่างรำเทศกาลต่างๆ จะจัดในชุมชน ซึ่งพื้นที่ก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวย ถ้าเรามีโอกาสมาจัดตรงนี้ Stakeholder หรือเพื่อนบ้านก็จะได้มาช่วยกัน ส่วนเรื่องการดูแล เราไม่ได้มองปลายทางแค่สีเขียว เลยเป็นการวางแผนว่าเราจะดูแลร่วมกันยังไง บ้านที่อยู่ติดกับสวน จะถือกุญแจช่วยเปิด-ปิด ไหม Too Fast To Sleep คุณเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลความปลอดภัยได้หรือเปล่า หรือถ้ามีกิจกรรมที่บางทีจัดในอาคาร คุณมาจัดตรงนี้ได้ อนันดา มีลูกบ้าน มีสมาชิกนิติ มาร่วมทำอะไรได้

“นี่แหละคือการเชื่อมความสัมพันธ์ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ ผมเลยคิดว่ามันไม่ได้เป็นแค่การทำสวน แต่เป็นการสร้างสังคมผ่านการทำสวนสาธารณะ อย่างที่เราใช้คำว่า we!park เพราะทุกคนมาร่วมกัน”

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

พื้นที่เชิงทดลองระดมทุน

โปรเจกต์สวนสาธารณะสีเขียวซอยหน้าวัดหัวลำโพง คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในเดือนพฤษภาคม ในส่วนของโครงสร้าง งบประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์มาจากกรุงเทพมหานคร ส่วนที่เหลืออีก 4.8 เปอร์เซ็นต์เปิดระดมทุนสาธารณะในรูปแบบแบบ Crowdfunding ทาง เทใจ – TaejaiDotcom

ยศพลให้เหตุผลในการเปิดระดมทุนว่า เป็นโปรเจกต์เชิงทดลองเพื่อเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับสร้างการมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันให้กับทุกคน ไม่ใช่เพียงชุมชนโดยรอบเท่านั้น โดยส่วนที่เปิดรับเป็นพวกอุปกรณ์เครื่องเล่น เครื่องออกกำลังกาย โต๊ะ ม้านั่ง

“คนอาจยังไม่ชินกับระดมทุนสร้างสวน แต่ทุกขั้นตอนจะถูกสรุปออกมาเป็นองค์ความรู้ หรือเป็นคู่มือที่เราจะแนะนำต่อกับทางกรุงเทพมหานคร ชุมชน หรือใครก็ตามที่เห็นโอกาสในการนำไปต่อยอด ส่วนหนึ่งอยากให้กรุงเทพมหานครรับพิจารณาด้วยว่า ถ้าคุณแก้กฎระเบียบบางอย่าง เช่น ถ้าเปิดโอกาสให้มีการตั้งกองทุน เปิดให้มีกิจกรรมแบบหารายได้ในพื้นที่ อาจทำให้คนสนใจหรือมาสร้างพื้นที่เหล่านี้ให้เมืองมากขึ้น

“นี่เป็นสเต็ปต่อไป อยู่ๆ เราจะไปบอกเขาว่าต้องแก้อย่างนี้ก็ไม่ได้ ข้อดีตอนนี้คือเราทำงานร่วมกับ กทม. ตั้งแต่กระบวนการแรก เขาก็จะเห็นว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไร สุดท้ายเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และได้เห็นร่วมกันว่า ถ้าแต่ละคนแก้ไขหรือมีบทบาทในการทำให้ทิศทางดีขึ้น มันก็น่าจะดี”

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

พื้นที่ที่สร้างคน

อีกภาพที่น่าสนใจคือกระบวนการมีส่วนร่วมกับนักศึกษา ซึ่งเป็นเหมือนการเพาะเมล็ดพันธุ์ ไม่เพียงเติบโตผ่านการเรียนรู้ในเชิงทักษะหรือวิธีการทำพื้นที่สาธารณะ แต่ได้เรียนรู้ชีวิตกับคน ได้เห็นโลกในหลากหลายมุม

“ถ้าคุณต้องไปคุยกับชุมชน จะคุยยังไงให้สร้างความเข้าใจ ไปเดินในชุมชน เจอปัญหาความยากอะไร เห็นปัญหาติดขัดอะไรในกระบวนการของรัฐ พอเห็นหลายๆ มุมก็ต้องคิดให้รอบ เรื่องนี้ทั้งส่งต่อทักษะและทัศนคติ ซึ่งเราหวังว่าเมล็ดพันธุ์จะเบ่งบานในอนาคต 

“ตอนเราเป็นนักศึกษา ก็อยากเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหา แต่นึกในใจว่า เฮ้ย เราจะทำไปทำไม หรือ จะทำได้ยังไง เลยคิดว่าถ้าเปิดโอกาสเปลี่ยนพลังคุกรุ่นตรงนั้นให้ออกไปในทิศทางที่สร้างอิมแพ็ค และนอกจากเชื่อมช่องว่างระหว่าง Stakeholders ของเอกชนกับรัฐ มันเชื่อมช่องว่างของเจเนอเรชันที่วิธีคิดแตกต่างกันมาก ข้อขัดแย้งต่างๆ ก็จะน้อยลง”

ในอนาคต ยศมองว่าการทำงานโดยมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับชุมชนหรือสถาปัตยกรรมเท่านั้น เขาอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้แบบที่ถนัด ไม่ว่าเรียนสาขาวิชาใดก็ตาม เช่น เด็กๆ ที่เรียนด้านมานุษยวิทยาหรือสังคมศาสตร์ รู้วิธีคุยกับเด็กที่เรียนบัญชี เรียนกฎหมาย บูรณาการร่วมได้หมด รวมถึงคนที่ทำงานด้านอื่นๆ เช่น นักออกแบบกราฟิกหรือนักออกแบบแสง ก็มาช่วยดีไซน์ป้ายและไฟในสวนได้ เป็นต้น

“ล่าสุดนักศึกษาเรียนอักษรฯ สมัครเข้ามาเลกเชอร์ เขามาบอกว่ามีทักษะด้านนี้ และอยากช่วยทำอะไรบ้าง ผมว่าเราน่าจะเริ่มเห็นทิศทางมากขึ้น” 

พื้นที่ที่สร้างเมือง

พื้นที่สาธารณะสีเขียวเกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตในเมืองอย่างแยกไม่ออก พูดกันตามตรง เรามองเห็นปัญหาได้แจ่มชัดกว่าทางแก้ แต่หากกวาดตามองออกไปรอบๆ เราก็จะพบหลายคน หลายกลุ่ม ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อให้คุณภาพชีวิตในเมืองดีขึ้น

“ตอนนี้ผมไม่ได้คิดว่าเราอยู่ในเมืองที่เราได้ใช้ชีวิต เราอยู่ในเมืองที่เราดิ้นรน และมันเป็นการดิ้นรนที่เราต้องจ่ายด้วยนะ ถ้าไม่ได้สร้างเมืองที่มันใช้ชีวิตได้ด้วยกันอย่างสุนทรีย์ เอาแค่เรื่องพื้นฐานอย่างอากาศบริสุทธิ์ ได้หายใจ เดินสะดวก ซึ่งเป็นพื้นฐาน เราจะทำยังไงกับปัญหานี้ทั้งหมด

“สุนทรีย์ของการมาพบปะ พุดคุย นั่งสนทนา ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ผมคิดว่ามันห่างหายจากชีวิตของคนไทยไปนานมาก พูดแล้วก็นึกไม่ออกว่าครั้งล่าสุดนี่ตอนไหน ผมยังทันยุคที่สนามหลวงไปนอน ไปเล่นว่าวได้ ผมว่าเมืองที่มีอิสระปลอดภัย ก็เป็นเรื่องเดียวกัน

“พอจุดประกายก็ปลุกสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริง คือโปรเจกต์นี้มันเปิดทั้งพื้นที่ เปิดทั้งกลไก ว่าเราพร้อมทำให้มันยั่งยืนด้วยกลไกวันนี้ ไม่ใช่ว่าคุณมาเพื่อเป็นแค่คนใช้พื้นที่นะ คุณต้องมาร่วมคิดสร้างอะไรบางอย่าง เราไม่ได้บอกว่าใครมีหน้าที่พลเมืองมากน้อยต่างกัน ผมว่าแต่ละคนมีเหตุปัจจัยและความพร้อมไม่เหมือนกัน ถ้ามีโอกาส ผมเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมทำ

“เราแค่ไปกระตุ้นว่าเพื่อไปถึงเป้าหมาย ต่างฝ่ายต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างไร รัฐต้องเปลี่ยนบทบาท ชุมชนต้องลุกขึ้นมาทำอะไร เอกชนต้องทำอะไร ภาควิชาชีพต้องทำอะไร 

“เราอยู่ในยุคที่มีความหวังนะ เพราะผมเห็นพลังต่างๆ เห็น Movement ยังไงผมก็ยังหวัง”

เช่นกัน เราเองก็หวัง และลงมือทำในแบบของเราอยู่

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

ภาพ : we!park

Writers

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

ปัณณ์ เสริมชัยวงศ์

โตมาในเมืองใหญ่ รักในการเดิน คอยมองหาเรื่องราวใหม่ๆ ให้เรียนรู้ในทุกวัน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load