The Cloud x we!park

อีกไม่กี่เดือน ชาวกรุงกำลังจะมีพื้นที่สาธารณะใหม่เอี่ยมเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง บริเวณ ‘พื้นที่ว่างซอยหน้าวัดหัวลำโพง’ เขตบางรัก ซึ่งเป็นโปรเจกต์นำร่องโครงการของ we!park กลุ่มคนที่ลุกขึ้นมามองหาและตั้งใจชวนทุกคนลงมือสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับคนกับเมือง ให้เกิดขึ้นมากเท่าที่จะทำได้ ผ่านแนวคิด Win Win Solution ที่ให้ทุกคน ทุกองค์กร ทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันได้ และเพื่อเพิ่มคุณภาพพื้นที่สีเขียวในเมืองตามหมุดหมาย Green Bangkok 2030 ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้เกิดขึ้นจริง

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

คอลัมน์ Public Space ชวน ยศ-ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกนักเคลื่อนไหว นั่งลงคุยถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นจบเกือบจบของการทำ Pocket Park แห่งนี้ และจะลากเส้นต่อจุดเล็กๆ ให้โอบล้อม เชื่อมกันทั้งเมืองได้อย่างไร

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

พื้นที่สาธารณะสีเขียว

หากพูดคำว่า ‘สวนสาธารณะ’ คนส่วนใหญ่คงนึกถึงภาพสวนที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ ซึ่งยศพลไม่ได้สนใจแค่เรื่องขนาด แต่ลงลึกไปถึงเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะการบรรลุเป้าหมายโครงการ Green Bangkok 2030 ที่กรุงเทพมหานครตั้งไว้ ถ้าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อประชากรจาก 6.9 เป็น 10 ตารางเมตรต่อคน เพิ่มการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะสีเขียวในระยะ 400 เมตร จากเดิม 13 เปอร์เซ็นต์ เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มพื้นที่ร่มไม้ต่อพื้นที่เมืองจาก 17 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ต้องทำอย่างไรบ้าง

อย่างที่เราๆ รู้กันดีว่า การหาพื้นที่ขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ในความเห็นของภูมิสถาปนิก การกระจายตัวจากพื้นที่ Pocket เล็กๆ ไปอย่างทั่วถึงทั้งเมือง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพพื้นที่สีเขียวชัดและขยับใกล้เป้าหมายขึ้น

เมื่อได้ทำงานร่วมกับภาครัฐในฐานะ we!park ยิ่งทำให้ยศทราบข้อมูลว่า มีคนจำนวนไม่น้อยบริจาคที่ดินให้กรุงเทพมหานคร และแสดงเจตจำนงมอบเพื่อเป็นสวนสาธารณะ ฉะนั้น จึงมีพื้นที่เล็กๆ ที่ศักยภาพสูงพอสำหรับเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะอยู่อีกมาก เช่นเดียวกับบริเวณพื้นที่ว่างซอยหน้าวัดหัวลำโพง อีกทั้งยังมีเรื่องภาษีที่ดินใหม่ซึ่งปรับขึ้นทุก 3 ปี คงดีกว่าหากไม่ปลูกมะนาวและสมัครใจนำพื้นที่มาสร้างประโยชน์โดยอาจไม่ต้องยกให้ แต่มอบเป็นระยะเวลาที่ต้องการได้ ส่วนงบประมาณ นอกจากของภาครัฐแล้ว ยังมีงบ CSR ของเอกชน ซึ่งหากคิดเห็นตรงกัน และนำมาใช้กับโปรเจกต์ที่ Win Win ทุกฝ่าย เขาเลยมองเห็นโอกาสและศักยภาพที่จะผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นจริง

ขอคั่นเวลาด้วยการอธิบายนิยามคำว่า พื้นที่สาธาณะสีเขียว (Green Public Space) สักครู่ คำว่าพื้นที่สาธารณะ (Public Space) โดยความหมายคือที่ที่ทุกคนเข้าใช้งานได้โดยอิสระ ไม่มีแรงจูงใจด้านผลประโยชน์ มี 4 ประเภท คือ ถนน พื้นที่สาธารณะแบบเปิดโล่ง สิ่งอำนวยความสะดวกแบบสาธารณะ และพื้นที่ธุรกิจที่เป็นสาธารณะ ส่วนพื้นที่สีเขียว (Green Area) คือพื้นดินที่ปกคลุมด้วยหญ้า ต้นไม้ ไม้พุ่มหรือพรรณพืชอื่นๆ จะทั้งพื้นที่หรือบางสวนก็ได้ และยังรวมถึงสวนสาธารณะ สวนชุมชน และสุสานด้วย

ดังนั้นเมื่อนำทั้งสองรวมกันเป็น พื้นที่สาธารณะสีเขียวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงและทำกิจกรรมได้อย่างเท่าเทียม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกายใจ สร้างความสัมพันธ์ของผู้คน และฟื้นฟูระบบนิเวศทางธรรมชาติให้สอดคคล้องกับระบบนิเวศเมืองไปด้วย

พื้นที่ที่ชวนทุกคนมามีส่วนร่วม

เมื่อได้พื้นที่สร้างโปรเจกต์นำร่องอย่างบริเวณพื้นที่ว่างซอยหน้าวัดหัวลำโพง กระบวนการถัดมา คือวิเคราะห์ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือสวนระดับชุมชน ไปจนถึงบทบาทอื่นๆ ระดับไหนได้บ้าง หากมีชุมชนโดยรอบ ก็ต้องวิเคราะห์ต่อว่าชุมชน โดยเฉพาะ Stakeholder (ผู้มีส่วนได้เสีย) มีความพร้อมทำกระบวนการการมีส่วนร่วมไหม จากนั้นดูว่ารัฐหรือเขตเห็นด้วยหรือไม่

ข้อสำคัญที่สุดคือความพร้อมของ Stakeholder เพราะหากคนไม่ได้มีส่วนร่วม ปัจจัยสำคัญที่จะมาหนุนพื้นที่สีเขียวให้เป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ภาคส่วนที่คาดหวังให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย วิชาชีพ และประชาสังคม

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

“เราคิดกลไกที่ทำงานกับนักศึกษา คนรุ่นใหม่ เช่น สร้างโจทย์ทำเวิร์กช็อป ผลจากเวิร์กช็อปนำไปสู่ไอเดียตั้งต้น ไปชวนชุมชนพูดคุยว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ฝ่ายลงพื้นที่คือทีมชุมชนจะเริ่มทำความคุ้นเคย พา Stakeholder มานั่งคุยกัน ดูปัญหาความเป็นไปได้ หรือสิ่งที่ชุมชนอยากได้ในการพัฒนาก่อนหานักออกแบบ โดยการจัดประกวดแบบและตัดสินโดยการโหวต แต่บริเวณพื้นที่ว่างซอยหน้าวัดหัวลำโพงซึ่งเป็นโปรเจกต์นำร่อง ยังไม่ได้ประกวดแบบ หลังทำเวิร์กช็อปกับนักศึกษา เรานำแบบนั้นไปพัฒนาต่อ โดยทีมของ Shma Soen” 

ยศพลอธิบายถึงกระบวนการพูดคุยเรื่องความต้องการของทุกฝ่ายกว่า 5 ครั้ง มีทั้งการคุยแบบ Focus Group คุยกับชุมชนก่อนไปคุยกับกลุ่มโรงเรียนในพื้นที่ เจ้าของโรงแรม ได้พัฒนาเป็นแบบล่าสุดที่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย หลังจากนั้นจัดกิจกรรมทดลองและกระตุ้นการใช้งานในพื้นที่ในรูปแบบ Mock-up Park นำความคิดเห็นมาปรับแบบอีกรอบ

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน
ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

สิ่งที่น่าสนใจของการมีกลไกคนกลางอย่าง we!park คือตอนเปิดใช้แล้วไม่ได้แปลว่าสวนเสร็จสมบูรณ์ ยังเปิดโอกาสให้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตามความต้องการที่เพิ่มเข้ามาได้ ต่างจากพื้นที่ของรัฐที่แทบเข้าไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้

พื้นที่ที่ถูกใจทุกคน

แบบก่อสร้างล่าสุดภายในพื้นที่ 0.65 ไร่ของสวนสาธารณะซอยหน้าวัดหัวลำโพง ประกอบไปด้วยพื้นที่ 3 ส่วน

ส่วนแรก พื้นที่ออกกำลังกาย มีลู่จ็อกกิ้งวนรอบสวน ระยะสั้นเพียงพอให้ลุงๆ ป้าๆ ได้ยืดเส้นยืดสาย มีที่นั่งสำหรับผู้สูงวัย โอบล้อมด้วยสวน 3 แบบ สวนดอกริมรั้ว สวนนิเวศ และสวนผ่อนคลาย

ส่วนที่ 2 พื้นที่ทำกิจกรรม มีลานข้างบ้าน ลานพบปะ ลานสนุก ลานนวดเท้า

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

และส่วนที่ 3 ศาลาพักผ่อน ศาลาต้นไม้ ศาลาข้างบ้าน ศาลาชิงช้า ศาลาสุขภาพ โดยที่ถูกอกถูกใจเด็กๆ ครู และผู้ปกครอง เห็นจะเป็นศาลาทำการบ้าน ไว้ใช้ระหว่างรอผู้ปกครองมารับอย่างปลอดภัยและไม่ไกลหูไกลตา

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน
ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

ด้วยอยากให้บรรยากาศดูบ้านๆ เหมือน Neighborhood เขาหยิบพวกประตูบานเฟี้ยมหรือระแนงมาเป็นตัวประกอบของสวน ใช้สีเหมือนไม้ให้ดูอบอุ่น ช่วยสร้างความคุ้นเคยในพื้นที่ และเข้าไปสำรวจในชุมชนว่ามีพรรณไม้อะไรที่ปลูกก็นำมาปลูก และไม่ลืมเพิ่มไม้ดอกสีสันสดใสแบบที่คุณป้าอยากได้ ใช้พืชพรรณที่ให้ร่มเงาเป็นอาหารสัตว์เล็กๆ มีพืชสมุนไพร พื้นบ้าน รวมถึงพันธุ์กลิ่นไม้หอมอ่อนๆ สร้างบรรยากาศ

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

“กระบวนการที่ดีจะสะท้อนกายภาพที่ดี ลักษณะสังคมที่ดี และความยั่งยืน” 

ยศพลอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการมีส่วนร่วม เขาบอกว่าการทำลานกิจกรรมนั้น หวังผลให้เป็นพื้นที่เชื่อมความสัมพันธ์ระดับชุมชน เพราะโดยรอบมีทั้งร้านกาแฟ คอนโดมิเนียม โรงแรม วัด สถานศึกษา เมื่อเพื่อนบ้านรู้จักกัน เกิดการพูดคุย ประณีประนอม แบ่งปันกันใช้ ไปจนถึงร่วมกันวางแผนดูแลรักษา

“ก่อนหน้านี้กิจกรรมอย่างรำเทศกาลต่างๆ จะจัดในชุมชน ซึ่งพื้นที่ก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวย ถ้าเรามีโอกาสมาจัดตรงนี้ Stakeholder หรือเพื่อนบ้านก็จะได้มาช่วยกัน ส่วนเรื่องการดูแล เราไม่ได้มองปลายทางแค่สีเขียว เลยเป็นการวางแผนว่าเราจะดูแลร่วมกันยังไง บ้านที่อยู่ติดกับสวน จะถือกุญแจช่วยเปิด-ปิด ไหม Too Fast To Sleep คุณเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลความปลอดภัยได้หรือเปล่า หรือถ้ามีกิจกรรมที่บางทีจัดในอาคาร คุณมาจัดตรงนี้ได้ อนันดา มีลูกบ้าน มีสมาชิกนิติ มาร่วมทำอะไรได้

“นี่แหละคือการเชื่อมความสัมพันธ์ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ ผมเลยคิดว่ามันไม่ได้เป็นแค่การทำสวน แต่เป็นการสร้างสังคมผ่านการทำสวนสาธารณะ อย่างที่เราใช้คำว่า we!park เพราะทุกคนมาร่วมกัน”

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

พื้นที่เชิงทดลองระดมทุน

โปรเจกต์สวนสาธารณะสีเขียวซอยหน้าวัดหัวลำโพง คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในเดือนพฤษภาคม ในส่วนของโครงสร้าง งบประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์มาจากกรุงเทพมหานคร ส่วนที่เหลืออีก 4.8 เปอร์เซ็นต์เปิดระดมทุนสาธารณะในรูปแบบแบบ Crowdfunding ทาง เทใจ – TaejaiDotcom

ยศพลให้เหตุผลในการเปิดระดมทุนว่า เป็นโปรเจกต์เชิงทดลองเพื่อเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับสร้างการมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันให้กับทุกคน ไม่ใช่เพียงชุมชนโดยรอบเท่านั้น โดยส่วนที่เปิดรับเป็นพวกอุปกรณ์เครื่องเล่น เครื่องออกกำลังกาย โต๊ะ ม้านั่ง

“คนอาจยังไม่ชินกับระดมทุนสร้างสวน แต่ทุกขั้นตอนจะถูกสรุปออกมาเป็นองค์ความรู้ หรือเป็นคู่มือที่เราจะแนะนำต่อกับทางกรุงเทพมหานคร ชุมชน หรือใครก็ตามที่เห็นโอกาสในการนำไปต่อยอด ส่วนหนึ่งอยากให้กรุงเทพมหานครรับพิจารณาด้วยว่า ถ้าคุณแก้กฎระเบียบบางอย่าง เช่น ถ้าเปิดโอกาสให้มีการตั้งกองทุน เปิดให้มีกิจกรรมแบบหารายได้ในพื้นที่ อาจทำให้คนสนใจหรือมาสร้างพื้นที่เหล่านี้ให้เมืองมากขึ้น

“นี่เป็นสเต็ปต่อไป อยู่ๆ เราจะไปบอกเขาว่าต้องแก้อย่างนี้ก็ไม่ได้ ข้อดีตอนนี้คือเราทำงานร่วมกับ กทม. ตั้งแต่กระบวนการแรก เขาก็จะเห็นว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไร สุดท้ายเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และได้เห็นร่วมกันว่า ถ้าแต่ละคนแก้ไขหรือมีบทบาทในการทำให้ทิศทางดีขึ้น มันก็น่าจะดี”

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

พื้นที่ที่สร้างคน

อีกภาพที่น่าสนใจคือกระบวนการมีส่วนร่วมกับนักศึกษา ซึ่งเป็นเหมือนการเพาะเมล็ดพันธุ์ ไม่เพียงเติบโตผ่านการเรียนรู้ในเชิงทักษะหรือวิธีการทำพื้นที่สาธารณะ แต่ได้เรียนรู้ชีวิตกับคน ได้เห็นโลกในหลากหลายมุม

“ถ้าคุณต้องไปคุยกับชุมชน จะคุยยังไงให้สร้างความเข้าใจ ไปเดินในชุมชน เจอปัญหาความยากอะไร เห็นปัญหาติดขัดอะไรในกระบวนการของรัฐ พอเห็นหลายๆ มุมก็ต้องคิดให้รอบ เรื่องนี้ทั้งส่งต่อทักษะและทัศนคติ ซึ่งเราหวังว่าเมล็ดพันธุ์จะเบ่งบานในอนาคต 

“ตอนเราเป็นนักศึกษา ก็อยากเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหา แต่นึกในใจว่า เฮ้ย เราจะทำไปทำไม หรือ จะทำได้ยังไง เลยคิดว่าถ้าเปิดโอกาสเปลี่ยนพลังคุกรุ่นตรงนั้นให้ออกไปในทิศทางที่สร้างอิมแพ็ค และนอกจากเชื่อมช่องว่างระหว่าง Stakeholders ของเอกชนกับรัฐ มันเชื่อมช่องว่างของเจเนอเรชันที่วิธีคิดแตกต่างกันมาก ข้อขัดแย้งต่างๆ ก็จะน้อยลง”

ในอนาคต ยศมองว่าการทำงานโดยมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับชุมชนหรือสถาปัตยกรรมเท่านั้น เขาอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้แบบที่ถนัด ไม่ว่าเรียนสาขาวิชาใดก็ตาม เช่น เด็กๆ ที่เรียนด้านมานุษยวิทยาหรือสังคมศาสตร์ รู้วิธีคุยกับเด็กที่เรียนบัญชี เรียนกฎหมาย บูรณาการร่วมได้หมด รวมถึงคนที่ทำงานด้านอื่นๆ เช่น นักออกแบบกราฟิกหรือนักออกแบบแสง ก็มาช่วยดีไซน์ป้ายและไฟในสวนได้ เป็นต้น

“ล่าสุดนักศึกษาเรียนอักษรฯ สมัครเข้ามาเลกเชอร์ เขามาบอกว่ามีทักษะด้านนี้ และอยากช่วยทำอะไรบ้าง ผมว่าเราน่าจะเริ่มเห็นทิศทางมากขึ้น” 

พื้นที่ที่สร้างเมือง

พื้นที่สาธารณะสีเขียวเกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตในเมืองอย่างแยกไม่ออก พูดกันตามตรง เรามองเห็นปัญหาได้แจ่มชัดกว่าทางแก้ แต่หากกวาดตามองออกไปรอบๆ เราก็จะพบหลายคน หลายกลุ่ม ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อให้คุณภาพชีวิตในเมืองดีขึ้น

“ตอนนี้ผมไม่ได้คิดว่าเราอยู่ในเมืองที่เราได้ใช้ชีวิต เราอยู่ในเมืองที่เราดิ้นรน และมันเป็นการดิ้นรนที่เราต้องจ่ายด้วยนะ ถ้าไม่ได้สร้างเมืองที่มันใช้ชีวิตได้ด้วยกันอย่างสุนทรีย์ เอาแค่เรื่องพื้นฐานอย่างอากาศบริสุทธิ์ ได้หายใจ เดินสะดวก ซึ่งเป็นพื้นฐาน เราจะทำยังไงกับปัญหานี้ทั้งหมด

“สุนทรีย์ของการมาพบปะ พุดคุย นั่งสนทนา ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ผมคิดว่ามันห่างหายจากชีวิตของคนไทยไปนานมาก พูดแล้วก็นึกไม่ออกว่าครั้งล่าสุดนี่ตอนไหน ผมยังทันยุคที่สนามหลวงไปนอน ไปเล่นว่าวได้ ผมว่าเมืองที่มีอิสระปลอดภัย ก็เป็นเรื่องเดียวกัน

“พอจุดประกายก็ปลุกสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริง คือโปรเจกต์นี้มันเปิดทั้งพื้นที่ เปิดทั้งกลไก ว่าเราพร้อมทำให้มันยั่งยืนด้วยกลไกวันนี้ ไม่ใช่ว่าคุณมาเพื่อเป็นแค่คนใช้พื้นที่นะ คุณต้องมาร่วมคิดสร้างอะไรบางอย่าง เราไม่ได้บอกว่าใครมีหน้าที่พลเมืองมากน้อยต่างกัน ผมว่าแต่ละคนมีเหตุปัจจัยและความพร้อมไม่เหมือนกัน ถ้ามีโอกาส ผมเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมทำ

“เราแค่ไปกระตุ้นว่าเพื่อไปถึงเป้าหมาย ต่างฝ่ายต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างไร รัฐต้องเปลี่ยนบทบาท ชุมชนต้องลุกขึ้นมาทำอะไร เอกชนต้องทำอะไร ภาควิชาชีพต้องทำอะไร 

“เราอยู่ในยุคที่มีความหวังนะ เพราะผมเห็นพลังต่างๆ เห็น Movement ยังไงผมก็ยังหวัง”

เช่นกัน เราเองก็หวัง และลงมือทำในแบบของเราอยู่

ซอยหน้าวัดหัวลำโพง ที่ดินบริจาคสู่พื้นที่สาธารณะสีเขียวแห่งใหม่ที่ทุกคนสร้างด้วยกัน

ภาพ : we!park

Writers

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

ปัณณ์ เสริมชัยวงศ์

โตมาในเมืองใหญ่ รักในการเดิน คอยมองหาเรื่องราวใหม่ๆ ให้เรียนรู้ในทุกวัน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load