พูดถึงหัวหิน คงจะนึกถึงเมืองชายทะเลที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

หัวหินครั้งแรกของเราคือการนั่งรถไฟนำเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์กับครอบครัว แล้วค่อยอัปเลเวลโดยการนั่งรถทัวร์จากขนส่งสายใต้ใหม่ (ในตอนนั้น) นอนพักใกล้วัดหัวหิน เล่นน้ำที่หาด เดินผ่านโรงแรมเซ็นทรัล (ในตอนนั้น) กินอาหารทะเล และจบด้วยการนั่งรถไฟขบวนหัวหิน-ฉะเชิงเทรา มาลงที่มักกะสัน เป็นประจำเกือบทุกปีจนเป็นกิจวัตรหลักของครอบครัวนี้

จะว่าไปแล้วหัวหินเป็นหนึ่งในจุดหมายของใครหลายคน ด้วยความเป็นเมืองชายทะเลที่ไม่ไกลกรุงเทพฯ ค่อนข้างสงบแต่ไม่เงียบสงัด อาหารอร่อย มีความเป็นท้องถิ่นสูง และเดินทางได้ง่าย จึงไม่แปลกที่จะเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยม ซึ่งมีฉากหลังเป็นความคลาสสิกในยุคเฟื่องฟูของวัฒนธรรมการตากอากาศ หลังจากมีการคมนาคมที่สะดวกสบาย หนึ่งในนั้นคือรถไฟสายใต้

สถานีหัวหิน อาคารไม้จากงาน 'สยามรัฐพิพิธภัณฑ์' สมัย ร.6 ที่ไม่ได้จัด สู่สถานีโฉมใหม่

ก่อนจะเกิดเป็นหัวหินนั้น ชุมชนดั้งเดิมตั้งรกรากอยู่ใกล้เขาตะเกียบตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 3 ที่นี่มีหาดทรายสวยงามแซมด้วยแนวหินกระจายไปทั่ว ดินโดยทั่วไปก็เหมาะกับการทำการเกษตร ชาวบ้านที่ตั้งรกรากทำการเกษตรและประมงเลี้ยงชีพ หมู่บ้านนี้เรียกว่า ‘บ้านสมอเรียง’ จนกระทั่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร) ได้ทรงสร้างตำหนักแสนสำราญสุขเวศน์ ก็ได้มีการเรียกชื่อพื้นที่หาดที่เต็มไปด้วยหินนี้ว่า ‘หัวหิน’

จนเมื่อทางรถไฟสายใต้จากบางกอกน้อยสร้างมาถึงปลายทางที่เพชรบุรี และต่อขยายปลายทางลงใต้เพื่อไปมลายู ส่วนหนึ่งของทางรถไฟได้ผ่านชุมชนหัวหิน และมีสถานีรถไฟเหมือนกับชุมชนขนาดใหญ่รายทางอื่นๆ ทำให้หัวหินยิ่งเริ่มมีการตั้งรกรากของชุมชนมากขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่

การมาถึงของรถไฟใน พ.ศ. 2454 ไม่ได้เพียงแค่ทำให้หัวหินเจริญเติบโตในแง่ของเมือง แต่ยังนำวัฒนธรรมการท่องเที่ยวตากอากาศให้เดินทางมาถึงชุมชนแห่งนี้อีกด้วย

การเติบโตของหัวหินก้าวกระโดดหลังจากที่รถไฟสายใต้เดินทางมาถึงนั้น พอจะบอกเล่าได้ว่ารถไฟได้นำพาความเจริญมาที่นี่ ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงความเจริญด้านการคมนาคม แต่ยังมีสิ่งที่รถไฟพามาถึงและยังคงหลงเหลือสิ่งนี้ให้เห็น ได้สัมผัส จนถึงปัจจุบัน

สถานีหัวหิน อาคารไม้จากงาน 'สยามรัฐพิพิธภัณฑ์' สมัย ร.6 ที่ไม่ได้จัด สู่สถานีโฉมใหม่

‘หัวหิน’ สถานีทรงคุณค่า

สถานีรถไฟสีครีมตัดแดง ป้ายสถานีสีขาวขอบสลักลวดลายวิจิตรสีแดง พร้อมตัวหนังสือสีดำรูปลักษณ์ไม่เหมือนสถานีไหนๆ เรียกได้ว่าเป็นภาพจำของสถานีรถไฟหัวหินก็ว่าได้

ถ้าพูดถึงสถานีรถไฟที่สวยเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย สถานีหัวหินก็อยู่ในลิสต์นี้ด้วย

หลายคนคงเข้าใจว่าสถานีหัวหินสร้างขึ้นด้วยความวิจิตรตั้งแต่แรก แท้จริงแล้วอาคารที่เราเห็นในปัจจุบันไม่ได้สร้างมาเพื่อเป็นสถานีรถไฟ

สถานีหัวหิน อาคารไม้จากงาน 'สยามรัฐพิพิธภัณฑ์' สมัย ร.6 ที่ไม่ได้จัด สู่สถานีโฉมใหม่
สถานีหัวหิน อาคารไม้จากงาน 'สยามรัฐพิพิธภัณฑ์' สมัย ร.6 ที่ไม่ได้จัด สู่สถานีโฉมใหม่
สถานีหัวหิน อาคารไม้จากงาน 'สยามรัฐพิพิธภัณฑ์' สมัย ร.6 ที่ไม่ได้จัด สู่สถานีโฉมใหม่

สถานีรถไฟหัวหินที่เราเห็นทุกวันนี้เป็นอาคารหลังที่ 2 อาคารหลังแรกไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นรูปแบบใด คาดว่าเป็นเพียงอาคารไม้เล็กๆ แบบพิมพ์นิยมของการสร้างสถานีรถไฟยุคนั้น

อาคารสถานีที่วิจิตรเดิมเป็นอาคารไม้ที่ประกอบขึ้นเพื่อจัดงาน ‘สยามรัฐพิพิธภัณฑ์’ ที่สวนลุมพินีใน พ.ศ. 2468 แต่ไม่ได้มีการจัดจริง เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตก่อนการจัดงาน งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์จึงถูกยกเลิก และได้นำมาประกอบขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นอาคารสถานีหัวหินที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน

สถานีหัวหิน อาคารไม้จากงาน 'สยามรัฐพิพิธภัณฑ์' สมัย ร.6 ที่ไม่ได้จัด สู่สถานีโฉมใหม่

สถานีหัวหินสร้างด้วยไม้ รูปแบบได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียนที่นิยมมากในอังกฤษ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวหลังคาทรงปั้นหยา มุขกลางเป็นแบบจั่วตัด มุงหลังคาด้วยกระเบื้องว่าว โครงสร้างอาคารเป็นกรอบเสารับคาน โครงเคร่าและไม้กรุผนังทาสีตัดกันจนเห็นความแตกต่างชัดเจน เสามีการเซาะร่องเป็นลวดลาย และประดับหัวเสาเลียนแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิก ตัวสถานีทาสีขาวครีมตัดกับสีแดง ป้ายสถานีมีเอกลักษณ์ทั้งตัวอักษรและกรอบที่สลักอย่างวิจิตร สอดคล้องกับตัวอาคารสถานี

ด้วยความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์นี้ จึงได้รับพิจารณาคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็น ‘อาคารอนุรักษ์ดีเด่น’ เมื่อ พ.ศ. 2525

สถานีหัวหิน อาคารไม้จากงาน 'สยามรัฐพิพิธภัณฑ์' สมัย ร.6 ที่ไม่ได้จัด สู่สถานีโฉมใหม่

พลับพลาพระมงกุฎเกล้า’ สวยสง่า

ด้านทิศใต้ของสถานีหัวหิน ห่างจากอาคารสถานีไปเล็กน้อย มีพลับพลาทรงจตุรมุขทรงไทยประยุกต์ตั้งอยู่ พลับพลานี้ไม่ใช่อาคารสถานีหัวหิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของสถานี

พลับพลานี้มีชื่อว่า ‘พลับพลาพระมงกุฎเกล้า’

สถานีหัวหิน อาคารไม้จากงาน 'สยามรัฐพิพิธภัณฑ์' สมัย ร.6 ที่ไม่ได้จัด สู่สถานีโฉมใหม่

เดิมทีเป็นอาคารสถานีรถไฟหลวงสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เรียกกันว่า ‘พลับพลาสนามจันทร์’ ทำหน้าที่เป็นสถานีรถไฟหลวงเหมือนกับสถานีจิตรลดาที่กรุงเทพฯ จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต กรมรถไฟได้รื้อตัวพลับพลาสถานีสนามจันทร์มาเก็บรักษาไว้ จนใน พ.ศ. 2511 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้นำพลับพลากลับมาประกอบใหม่ และย้ายไปตั้งไว้ที่สถานีหัวหิน เพื่อใช้เป็นพลับพลาที่ประทับในการเสด็จทางรถไฟของพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อมีการแปรพระราชฐานที่วังไกลกังวล

พลับพลาได้ประกอบเสร็จ ทำพิธีเปิดโดย สมเด็จพระเจ้าภคิณีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งนั้นก็ได้มีการตั้งชื่อพลับพลาใหม่ว่า ‘พลับพลาพระมงกุฎเกล้า’

ทั้งสถานีหัวหินและพลับพลาจึงเป็นอีกสถานที่ซึ่งถ้าใครมาหัวหินแล้ว ก็ไม่ควรพลาดแวะไปเยี่ยม ไปทักทายอาคารเก่าทรงคุณค่าทั้งสอง

สถานีหัวหิน อาคารไม้จากงาน 'สยามรัฐพิพิธภัณฑ์' สมัย ร.6 ที่ไม่ได้จัด สู่สถานีโฉมใหม่

โรงแรมรถไฟหัวหิน’ สุดโอ่อ่า

การมาถึงของรถไฟไม่ได้พาแค่ผู้โดยสารเดินทางมาถึง แต่ยังพาวัฒนธรรมการพักตากอากาศชายทะเลมาหัวหินด้วย

วัฒนธรรมนี้เริ่มมาจากชนชั้นสูงในยุคนั้นรวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ ได้มาซื้อที่ดินและสร้างตำหนัก สร้างบ้านพักตากอากาศเป็นจำนวนมาก เมื่อความนิยมในการตากอากาศชายทะเลมีมากขึ้น กรมรถไฟจึงได้เริ่มธุรกิจโรงแรม นั่นคือ ‘โรงแรมรถไฟหัวหิน’ ที่เรียกได้ว่าเป็นโรงแรมชั้นนำแห่งแรกๆ ของไทยก็ว่าได้

โรงแรมรถไฟหัวหินถูกสร้างขึ้นริมชายหาด บนถนนเส้นตรงที่ตัดมาจากสถานีรถไฟหัวหิน รูปแบบของโรงแรมนั้นมีลักษณะและสิ่งอำนวยความสะดวก เหมือนกับโรงแรมตามสถานที่ตากอากาศในต่างประเทศ

นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้
นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้

ตัวโรงแรมออกแบบโดย นายเอ. รีกาซซี (A. Rigazzi) นายช่างสถาปนิกชาวอิตาลีที่ทำงานให้กับกรมรถไฟ เป็นสไตล์โคโลเนียล หลังคาสูง ลวดลายตกแต่งด้วยไม้สัก มีห้องพักหลากหลาย ห้องอาหาร บาร์ เครื่องครัวชุดกระเบื้องนำเข้าประทับตราครุฑ พื้นประดับด้วยกระเบื้องที่มีลวดลายคล้ายกับตึกบัญชาการรถไฟ และโรงแรมราชธานีที่สถานีกรุงเทพ

ในปัจจุบัน โรงแรมรถไฟหัวหินได้เปลี่ยนเป็นโรงแรม Centara Grand Beach Resort and Villa Huahin บนพื้นที่เดิม และโรงแรมเองก็ได้สร้างอาคารเพิ่มขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับอาคารดั้งเดิมของโรงแรมรถไฟหัวหิน

ถ้าใครอยากพักในบรรยากาศของโรงแรมรถไฟ ให้เลือกห้องพักที่อยู่ในตึก Railway Wing ซึ่งยังคงมีกลิ่นอายดั้งเดิมของอดีตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตัวห้อง โซนจิบน้ำชายามบ่าย ระเบียงทางเดิน ราวระเบียง ราวบันได กระเบื้องบนพื้น หรือแม้แต่สัญลักษณ์ล้อปีกของการรถไฟที่ประดับอยู่บนกระจกตามทางเดิน

นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้
นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้

นอกจากบรรยากาศที่พักแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมากับรถไฟและยังคงอยู่ที่โรงแรมแห่งนี้ นั่นคือเมนูสุดพิเศษที่เริ่มต้นจากบนตู้เสบียงของรถด่วนสายกรุงเทพฯ-หัวหิน ในยุครุ่งเรือง นั่นคือเมนูข้าวผัดรถไฟ

ข้าวผัดรถไฟที่เราเห็นสูตรตามอินเทอร์เน็ตว่าเป็นข้าวผัดคลุกกับเต้าหู้ยี้ บ้างก็บอกว่าซอสเย็นตาโฟ บ้างก็บอกว่าซีอิ๊วดำ บ้างก็บอกว่าซอสพริก ถือว่าไม่ใช่สูตรแท้ดั้งเดิม เพราะสูตรดั้งเดิมที่ผัดกันโช้งเช้งบนตู้เสบียงรถไฟนั้น ใช้วัตถุดิบเฉพาะที่ในยุคนั้นต้องนำเข้ามาอย่างเดียว

ข้าวผัดรถไฟสูตรแท้คลอดมาจากบนรถไฟนั้น จะต้องมีองค์ประกอบก็คือ ใช้เนื้อหมูหรือไก่ มีกุนเชียง หอมใหญ่ ถั่วลันเตา มะเขือเทศ และของแท้นั้นต้องใช้ซอสมะเขือเทศเข้มข้นยี่ห้อ MICA ผัดลงไปกับข้าวเท่านั้น

เรายังสามารถลิ้มลองรสชาติจากเมนูซิกเนเจอร์บนรถเสบียงสู่โรงแรมรถไฟนี้ได้ที่ห้องอาหาร Railway Restaurant ของโรงแรม Centara Grand Beach Resort and Villa Huahin หรืออดีตโรงแรมรถไฟแห่งนี้เท่านั้น ซึ่งเชฟของโรงแรมเองก็ได้คงสูตรนี้เอาไว้ พร้อมเพิ่มกิมมิกของโรงแรมด้วยการเพิ่มกุ้งย่างและมะม่วงหิมพานต์เข้าไปด้วย

นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้
ข้าวผัดรถไฟ สูตรของโรงแรม Centara 
ภาพ : โรงแรม Centara Grand Beach Resort and Villa Huahin 

รถไฟนำเที่ยว’ ขวัญใจนักเดินทางวันหยุด

ในยุคแรกๆ รถไฟที่พาคนจากกรุงเทพฯ​ ไปหัวหินเป็นรถด่วน มีให้บริการตู้เสบียง น่าจะถือได้ว่าเป็นขบวนรถไฟที่เริ่มต้นตั้งไข่ด้วยอิทธิพลจากการท่องเที่ยวชายทะเล และพักตากอากาศในแบบค้างคืน

วันเวลาผ่านไป รถด่วนหัวหินไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่ยังคงมีรถไฟนำเที่ยวให้บริการแทน และปรับรูปแบบจากไปค้างคืนให้เหลือไปเช้าเย็นกลับ (ถ้าใครจะนั่งไปวันหนึ่ง ไปนอนค้างและกลับอีกวันหนึ่งก็ได้)

ประสบการณ์แรกกับหัวหินของเราก็เริ่มต้นมาจากรถไฟนำเที่ยว มันพานักท่องเที่ยวออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้า มาถึงหัวหินช่วงสาย เล่นน้ำให้สบายอุราแล้วออกจากหัวหินในช่วงบ่าย และถึงกรุงเทพฯ ในช่วงหัวค่ำ

นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้
นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้

ในช่วงประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเปิดหาดสวนสนประดิพัทธ์ที่อยู่ในพื้นที่พักฟื้นกองทัพบกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ รถไฟนำเที่ยวชายทะเลหัวหินก็ได้ขยับขยายปลายทางออกไปอีกหน่อยหนึ่ง จนกลายเป็นรถไฟนำเที่ยวชายทะเลหัวหิน-สวนสนประดิพัทธ์ จนถึงทุกวันนี้ แม้ปลายทางเปลี่ยน แต่ราคาก็ยังสบายกระเป๋าเหมือนเดิม

รถไฟนำเที่ยวหัวหิน-สวนสนฯ ออกวิ่งทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ล้อเริ่มหมุนจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ในช่วงเช้าตรู่ 6 โมงครึ่ง ผ่านสามเสน บางซื่อ บางซ่อน ศาลายา ไปหยุดแวะนครปฐม 40 นาทีให้สรรหาของกินอร่อยๆ เป็นมื้อเช้า หรือใครใคร่ไหว้พระปฐมเจดีย์ก็ตามสบาย จากนั้นมันก็จะวิ่งปุเลงๆ ต่อไปจนถึงชะอำ หัวหิน และสวนสนประดิพัทธ์ จากชานชาลารถไฟเดินไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงทะเล พอถึงเวลาบ่าย 3 โมงมัน จะกลับมารับนักท่องเที่ยวเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ สนนราคาค่าโดยสารรถพัดลม 120 บาท และรถแอร์ 240 บาท ถือว่าสบายกระเป๋ามากทีเดียว

นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้

รถไฟกับหัวหิน

ในระยะร้อยปีที่ผ่านมา หลังจากทางรถไฟสายใต้ผ่านหัวหิน มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย หัวหินกับรถไฟกลายเป็นเมืองที่ผูกกันไว้อย่างเหนียวแน่น หลายสถานที่ในหัวหินเลือกจะสร้างรูปแบบที่คล้ายคลึงกับสถานีรถไฟหัวหินขึ้นมา จนกลายเป็นสัญลักษณ์เมือง รวมถึงป้ายชื่อถนน ป้ายซอย หรือแม้แต่การกระจายอัตลักษณ์ของสถานีหัวหินไปยังสถานีรถไฟทุกสถานีในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้มีธีมขาว-แดง เพื่อสื่อว่า ‘ขณะนี้รถไฟของเรากำลังเดินทางอยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์’

แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงจากทางเดี่ยวสู่ทางคู่ การเก็บอาคารสถานีเก่าเอาไว้และรีโนเวตให้แข็งแรงเพื่อใช้งานต่อ ยังคงแนวคิดความเป็น ‘สถานีรถไฟสีขาวแดง’ พิมพ์เดียวกับหัวหินไม่ต่างจากเดิม

นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้
สถานีสวนสนประดิพัทธ์ สถานีใหม่ในโครงการรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-ชุมพร ใช้รูปแบบอาคารคล้ายคลึงกับสถานีรถไฟแบบเก่า ผสมผสานกับสีสันของสถานีหัวหิน

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สถานีรถไฟหัวหินก็จะปรับรูปแบบไปอีก ตามโครงการรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน-ชุมพร ทางรถไฟที่ผ่าใจกลางเมืองหัวหินถูกปรับให้กลายเป็นทางยกระดับ สถานีรถไฟหัวหินก็ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ซึ่งเยื้องห่างกันไปนิดเดียว

สถานีใหม่สร้างให้เป็นรูปแบบร่วมสมัย และดึงอัตลักษณ์ของสถานีหัวหินออกมา ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานของเก่าและของใหม่ สีสันของสถานี รวมถึงเสาตอม่อทางรถไฟยกระดับ ที่สลักลวดลายเดียวกันกับเสาไม้ในอาคารสถานีรถไฟหัวหินหลังปัจจุบัน

นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้
หลังคาชานชาลาสถานีหัวหินแห่งใหม่

ส่วนสถานีหัวหินเดิมนั้น ยังคงเป็นสถานีรถไฟประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่วันที่ทางรถไฟตัดมาถึง วันที่ตัวสถานีได้ประกอบร่างขึ้นมาใหม่ วันที่มีโรงแรมรถไฟ วันที่ผู้คนเริ่มตากอากาศชายทะเล วันที่พลับพลาพระมงกุฎเกล้ามาอยู่เคียงคู่สถานี วันที่เรายืนอยู่ตรงนี้ และจนถึงวันที่สถานีแห่งใหม่เปิดใช้งาน

น่าจะบอกได้ว่าหัวหินคือส่วนหนึ่งของรถไฟ และรถไฟก็เป็นส่วนหนึ่งของหัวหินเช่นกัน

นั่งรถไฟไปหัวหิน ดูสถานีรถไฟยุควิกตอเรียน พลับพลาสนามจันทร์ที่ย้ายมา และชิมข้าวผัดรถไฟสูตรดั้งเดิมของแท้

เกร็ดท้ายขบวน

  1. ช่วงเวลาที่ถ่ายรูปกับสถานีรถไฟหัวหินได้สวยงามที่สุด คือช่วงบ่ายแก่ๆ ไปจนถึงช่วงเย็น แสงอาทิตย์จะอยู่ด้านทิศตะวันตก ส่องเข้าด้านหน้าสถานี ขับสีขาว-ครีม ตัดแดงให้ออกมาเด่นมาก
  2. หากใครแวะไปทางเขาตะเกียบ ยังมีสถานีรถไฟหนองแกที่บูรณะอาคารเก่าให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง บรรยากาศช่วงเย็นดีมาก น่านั่งเล่นบนชานชาลาดูรถไฟวิ่งผ่านไปมาได้
  3. รถไฟสายใต้ทุกขบวนจอดที่สถานีหัวหิน จึงง่ายต่อการเดินทาง แต่ส่วนใหญ่แล้ว จากกรุงเทพฯ มีรถออกในช่วงบ่ายถึงค่ำ หากจะเดินทางกลางวันจะมีเที่ยวรถค่อนข้างน้อย

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หรือที่เราเรียกกันติดปากว่ารถไฟใต้ดินบ้าง MRT บ้าง เป็นระบบรถไฟขนส่งมวลชนในเมือง (Metro) ที่มีทางวิ่งเป็นวงแหวนล้อมกรุงเทพฯ ชั้นในไว้ทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี ในเรื่องของโครงสร้างทางวิ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ ส่วนแรกเป็นโครงสร้างทางวิ่งใต้ดินล้วน ๆ และเปิดใช้งานช่วงแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2547 มีเส้นทางเริ่มจากสถานีหัวลำโพงไปจนถึงสถานีบางซื่อ ผ่านโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ ชั้นในตามแนวถนนพระรามที่ 4 ถนนรัชดาภิเษก ถนนลาดพร้าว ถนนพหลโยธิน ถนนกำแพงเพชร ด้วยความที่ทางวิ่งอยู่ใต้ดินล้วน ๆ คนก็จะเรียกติดปากกันว่า ‘รถไฟฟ้าใต้ดิน’

เฉลยที่มาของสีและภาพสัญลักษณ์ประจำสถานี MRT แต่ละแห่ง ที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง

ส่วนที่ 2 เป็นวงทางด้านตะวันตกของกรุงเทพฯ รวมถึงฝั่งธนบุรี ต่อขยายจากสถานีหัวลำโพง ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาที่สนามไชย ไปสุดสายที่สถานีหลักสอง ย่านบางแค อีกส่วนหนึ่งต่อจากสถานีบางซื่อ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางโพ และไปบรรจบรวมกับเส้นที่ต่อออกจากหัวลำโพงที่สถานีท่าพระ มีโครงสร้างทางวิ่ง 2 แบบ คือ ช่วงใต้ดินจากหัวลำโพงไปถึงอิสรภาพ และบางซื่อขึ้นมาเตาปูน นอกนั้นในช่วงถนนเพชรเกษมและถนนจรัญสนิทวงศ์ เป็นทางวิ่งยกระดับทั้งหมด ทำให้รถไฟสายสีน้ำเงินนั้นมีทั้งส่วนที่วิ่งใต้ดินและลอยฟ้าในสายเดียวกัน

ด้วยความที่แนวทางวิ่งดูเหมือนเลข 6 บ้างก็ว่าเลข 9 หรือใครจะบอกว่าเป็นวงกลมมีหางก็ไม่ผิดอะไร การนั่งนั้นก็ต้องดูทิศทางดี ๆ ว่ารถจะวนไปทางไหน เพราะถ้าขึ้นผิดทิศก็จะได้นั่งเล่นรอบเมืองกันเลยทีเดียว

เฉลยที่มาของสีและภาพสัญลักษณ์ประจำสถานี MRT แต่ละแห่ง ที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง

เส้นทางรถไฟที่ดูธรรมดา ๆ เป็นแค่ยานพาหนะที่คนพลุกพล่านสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามา แต่มันมีโค้ดลับอยู่ในสถานีของสายนั้น เราอาจจะไม่ได้สังเกต หรือเห็นแล้วแต่ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร ทำไมต้องมีสีหรือรูปแบบนี้อยูในสถานีด้วย เดี๋ยวเราจะพาไปรู้จักกับรหัสลับที่อยู่ในสถานี MRT สายสีน้ำเงินกัน

รหัสลับแบ่งออกเป็น 2 แบบ

แบบแรก สถานีส่วนเหนือ ช่วงบางซื่อถึงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ใช้สีสื่อความหมาย

แบบสอง สถานีส่วนใต้ ช่วงพระรามเก้าถึงหัวลำโพง ใช้สัญลักษณ์พร้อมสีสื่อความหมาย

มารู้จักกับแบบแรกกันก่อน ซึ่งใช้แค่สีเป็นสัญลักษณ์ประจำสถานี ผ่านการตกแต่งสีสันตามขอบเสา ผนัง ขอบประตูกั้นชานชาลา และกระเบื้องที่ประดับในตัวสถานีและชานชาลา ซึ่งสีเหล่านี้ก็มีความเกี่ยวเนื่องกับสถานีส่วนใต้ที่มีภาพสัญลักษณ์ เพราะสัญลักษณ์แต่ละรูปนั้นก็จะใช้สีแทนความหมายของย่านด้วยเช่นกัน

สีแดง หมายถึง สถานีที่อยู่ในย่านธุรกิจหรือตลาด มีสถานีที่ใช้สีแดงคือ สถานีสุทธิสารที่เป็นย่านการค้า และสถานีกำแพงเพชรที่อยู่บริเวณตลาดนัดสวนจตุจักร และ อตก.

สีส้ม หมายถึง สถานีที่อยู่ในย่านการค้าหนาแน่น สถานีที่ใช้สีนี้คือสถานีห้วยขวาง ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและตลาด ถือได้ว่าเป็นย่านสำคัญแห่งหนึ่งของถนนรัชดาภิเษก

สีเหลือง หมายถึง สถานีที่มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ สถานีที่ใช้สีนี้คือสถานีพหลโยธิน โดยส่วนหนึ่งของสถานีตั้งอยู่ในสวนสมเด็จย่า 84

สีน้ำเงิน หมายถึง สถานีที่มีการเชื่อมต่อกับรถไฟระบบอื่น ๆ สถานีที่ใช้สีนี้คือสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมฯ – แยกร่มเกล้า) สถานีสวนจตุจักร เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน (คูคต – เคหะฯ) สถานีบางซื่อ เชื่อมต่อกับสถานีกลางบางซื่อ รถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ – รังสิต, บางซื่อ – ตลิ่งชัน) และรถไฟทางไกล

ส่วน สีฟ้า และ สีชมพู ในส่วนเหนือนี้ยังคงเป็นปริศนาในแง่ความหมาย สีฟ้าของสถานีส่วนใต้มีความหมายสื่อไปถึง ‘น้ำ’ และสีชมพู หมายถึง ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ จึงทำให้สถานีลาดพร้าวที่ใช้สีฟ้า และสถานีรัชดาภิเษกที่ใช้สีชมพูยังคงเป็นปริศนา แม้แต่ในวงของเรลแฟนเองก็ตาม

เฉลยที่มาของสีและภาพสัญลักษณ์ประจำสถานี MRT แต่ละแห่ง ที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง
สถานีสุทธิสาร ใช้สีแดง
เฉลยที่มาของสีและภาพสัญลักษณ์ประจำสถานี MRT แต่ละแห่ง ที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง
สถานีสวนจตุจักร ใช้สีน้ำเงิน

รหัสลับแบบที่ 2 สำหรับสถานีส่วนทิศใต้ที่เริ่มนับตั้งแต่พระรามเก้าไปจนถึงหัวลำโพง จะปรากฏเป็นรูปสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้น ๆ มาให้เราได้เห็นได้ทายกันว่าที่นี่คือที่ไหน ซึ่งสัญลักษณ์บางอย่างมองปร๊าดเดียวก็รู้แล้วว่าที่นี่คือที่ไหน แต่กับบางแห่งต้องใช้เวลาสักนิดหนึ่ง ถ้าพร้อมแล้วเราไปตามรหัสลับที่ซ่อนอยู่ในสถานีส่วนใต้กันเลย

สถานีพระรามเก้า เราเห็นสัญลักษณ์รูปเลข ๙ สีแดง ซึ่งหมายถึงแยกพระรามเก้านี่แหละ สีแดงของเลข ๙ ก็หมายถึงพื้นที่ย่านธุรกิจและตลาด

แยกพระรามเก้าเป็นจุดตัดระหว่างถนนอโศก-ดินแดง ถนนรัชดาภิเษก และถนนพระรามเก้า ซึ่งถนนพระรามเก้านั้นมีระยะทาง 9 กิโลเมตร ไปสุดที่ต่างระดับศรีนครินทร์ ข้อที่อยากชวนสังเกตคือ ถนนตระกูลพระรามนั้นจะเรียกว่า พระรามที่ 1 พระรามที่ 2 พระรามที่ 3 แต่สำหรับพระราม 9 นั้น จะไม่มีคำว่า ‘ที่’ ปรากฏอยู่เพียงถนนเดียวเท่านั้น

เฉลยที่มาของสีและภาพสัญลักษณ์ประจำสถานี MRT แต่ละแห่ง ที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง

สถานีเพชรบุรี ที่นี่ใช้สัญลักษณ์รูปคลื่นสีฟ้า ซึ่งหมายถึงคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นคลองที่อยู่ติดกับสถานีเพชรบุรี และเป็นคลองสำคัญในกรุงเทพฯ ที่เป็นการสัญจรทางน้ำหลักไปทางฝั่งตะวันออกทางย่านรามคำแหง บางกะปิ ลำสาลี

นอกจากสถานีเพชรบุรีจะใช้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง MRT และท่าเรืออโศกของคลองแสนแสบแล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดเปลี่ยนไปรถไฟสายตะวันออก โดยเชื่อมกับป้ายหยุดรถอโศกของ รฟท. และรถไฟฟ้าเอราวันซิตี้สถานีมักกะสันอีกด้วย

ว่าแต่ว่า ที่เดียว 3 ชื่อเลยนะเนี่ย

เฉลยที่มาของสีและภาพสัญลักษณ์ประจำสถานี MRT แต่ละแห่ง ที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง

สถานีสุขุมวิท สัญลักษณ์นี้อาจจะดูแปลกตาหน่อย เพราะเป็นรูปกาแลสีน้ำเงิน ซึ่งกาแลนี้เป็นส่วนประกอบของหน้าจั่วที่เห็นได้บ่อยตามบ้านเรือนทางภาคเหนือ มีความหมายถึงเรือนคำเที่ยง ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ในสยามสมาคม ซอยสุขุมวิท 21 ที่อยู่ไม่ห่างจากสถานี เรือนนี้เป็นเรือนเครื่องสับแบบล้านนาไทยดั้งเดิมที่เรียกกันว่าเรือนกาแล โดยดั้งเดิมตั้งอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่ ผู้สร้างคือ นางแซ้ด เป็นลูกหลานสืบเชื้อสายธิดาเจ้าเมืองแช่ ชาวไทลื้อจากแคว้นสิบสองปันนา ก่อนจะสืบทอดสมบัติมาถึงคุณกิมฮ้อ นิมมานเหมินทร์ ท่านก็ได้มอบเรือนเก่าแก่ของตระกูลให้แก่สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

สีน้ำเงินของรูปกาแล มีความหมายว่าที่นี่เป็นสถานีเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน สถานีอโศก

เฉลยที่มาของสีและภาพสัญลักษณ์ประจำสถานี MRT แต่ละแห่ง ที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง

สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีสัญลักษณ์เป็นรูปสามเหลี่ยมของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีสีเหลืองซึ่งคงความหมายถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์

เรารู้จักศูนย์ประชุมแห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นสถานที่จัดงานสำคัญต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ งานคอนเสิร์ต งานไทยเที่ยวไทย การประชุมระดับชาติ การประกวดนางสาวไทย หรือแม้แต่การประกวดนางงามจักรวาลที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพใน พ.ศ. 2535

เฉลยที่มาของสีและภาพสัญลักษณ์ประจำสถานี MRT แต่ละแห่ง ที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง

สถานีคลองเตย มีสัญลักษณ์เป็นรูปจั่วหลังคาจั่วสีส้ม หมายถึงย่านการค้าหนาแน่น นั่นคือตลาดคลองเตย และจั่วหลังคาในสัญลักษณ์คือ ตำหนักปลายเนิน หรือที่รู้จักกันว่าวังคลองเตย ที่นี่เป็นพระตำหนักที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ตำหนักปลายเนินเป็นเรือนไทย 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นใต้ถุนสูงยกพื้นโล่งมีโครงสร้างเสาเป็นเสาปูน ตัวเรือนเป็นไม้ทั้งหมด หลังคาจั่วปีกนกมุงด้วยกระเบื้องดินเผา การวางผังนั้นแตกต่างไปจากเรือนไทยโบราณทั่วไป คือยืนตามตะวันทุกหลัง และวางเหลื่อมเยื้องกันเพื่อรับลมและเลี่ยงการรับแดด แทนการวางเรือนล้อมรอบนอกชาน ตำหนักปลายเนินเปิดให้เข้าชมทุกวันที่ 29 เมษายน ของทุกปี ไม่มีค่าใช้จ่าย

รู้จักรหัสสีและสัญลักษณ์ของรถไฟ สายสีน้ำเงิน แบบเซียนรถไฟ ที่จะทำให้เข้าใจที่มาของแต่ละสถานีและไม่หลงทิศหลงทาง

สถานีลุมพินี มีสัญลักษณ์เป็นรูปดอกบัวสีเขียว และเป็นสถานีเดียวในสายที่ใช้สีสัญลักษณ์แทนย่านเป็นสีเขียวด้วย ซึ่งหมายถึงสวนสาธารณะนั่นคือสวนลุมพินี ซึ่งชื่อนั้นนำมาจากสวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้ามาตั้งชื่อ

สวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะแห่งแรก ๆ ของไทย เรียกกันสั้น ๆ ลำลองว่าสวนลุมเนี่ยแหละ ที่นี่นอกจากเป็นสวนสาธารณะแล้ว ในอดีตยังมีบทบาทในการจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์เพื่อใช้แสดงสินค้าไทยอีกด้วย

รู้จักรหัสสีและสัญลักษณ์ของรถไฟ สายสีน้ำเงิน แบบเซียนรถไฟ ที่จะทำให้เข้าใจที่มาของแต่ละสถานีและไม่หลงทิศหลงทาง

สถานีสีลม มีสัญลักษณ์เป็นรูปพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สีน้ำเงิน สื่อความหมายว่าเป็นสถานีเชื่อมต่อกับสายสีเขียวเข้มสถานีศาลาแดง

สัญลักษณ์ของสถานีสีลม หมายถึงลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของสวนลุม มักใช้เป็นพื้นที่นัดหมายหรือลานกิจกรรมสำหรับประชาชน ฝั่งตรงข้ามคือ รพ.จุฬาลงกรณ์ ซึ่งสำหรับสถานีสีลมนั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานีที่มีการสร้างยากที่สุดและลึกถึง 30 เมตรจากระดับผิวถนน ด้วยสภาพพื้นที่ที่จำกัด การสร้างนั้นต้องตัดเสาเข็มตอม่อของสะพานลอยไทย-ญี่ปุ่นออก และถ่ายน้ำหนักตัวสะพานลงบนหลังคาของสถานีสีลม ว่ากันง่าย ๆ คือ สถานีสีลมทำหน้าที่เป็นเสาเข็มของสะพานลอยไทย-ญี่ปุ่นไปโดยปริยาย

รู้จักรหัสสีและสัญลักษณ์ของรถไฟ สายสีน้ำเงิน แบบเซียนรถไฟ ที่จะทำให้เข้าใจที่มาของแต่ละสถานีและไม่หลงทิศหลงทาง

สถานีสามย่าน ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปทรงหลังคาหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และใช้สีชมพูซึ่งเป็นสีประจำมหาวิทยาลัยบนสัญลักษณ์นั้น

หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกโดยย่อว่า หอประชุมจุฬาฯ เป็นหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย ใช้เป็นสถานที่จัดงานที่สำคัญ รวมถึงงานพระราชทานปริญญาบัตร สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ได้มอบรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นให้แก่หอประชุมจุฬาฯ อีกด้วย

รู้จักรหัสสีและสัญลักษณ์ของรถไฟ สายสีน้ำเงิน แบบเซียนรถไฟ ที่จะทำให้เข้าใจที่มาของแต่ละสถานีและไม่หลงทิศหลงทาง

สถานีหัวลำโพง มีสัญลักษณ์เป็นรูปสถานีรถไฟกรุงเทพสีแดง หมายถึงพื้นที่ตลาดและย่านการค้า ซึ่งสถานีกรุงเทพหรือที่รู้จักกันว่าหัวลำโพงนั้นเป็นสถานที่สำคัญ และ MRT หัวลำโพงก็ยังเชื่อมต่อกับสถานีกรุงเทพอีกด้วย

สถานีรถไฟกรุงเทพเป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศไทย เปิดใช้งานอาคารเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 หลังเปิดกิจการรถไฟ 20 ปี ตัวสถานีมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก หลังคาโค้งประดับกระจกแก้วและนาฬิกาเรือนใหญ่ ด้านหน้ามีน้ำพุรูปช้างสามเศียรที่นับเป็นกิโลเมตรที่ 0 ของรถไฟในประเทศไทย

รู้ไหมว่าตำแหน่งของ MRT หัวลำโพง คือตำแหน่งเดียวกับสถานีรถไฟหัวลำโพง (ของจริง) ที่เป็นสถานีรถไฟต้นทางของเส้นทางสายปากน้ำ ซึ่งยุติการใช้งานไปเมื่อ พ.ศ. 2503 แต่กระนั้นแล้ว คนก็เรียกสถานีกรุงเทพว่าหัวลำโพงตามความเคยชิน เพราะพื้นที่ของหัวลำโพงกลายเป็นชื่อย่านไปเสียแล้ว

รู้จักรหัสสีและสัญลักษณ์ของรถไฟ สายสีน้ำเงิน แบบเซียนรถไฟ ที่จะทำให้เข้าใจที่มาของแต่ละสถานีและไม่หลงทิศหลงทาง

และนี่คือรหัสลับที่ซ่อนอยู่ใน MRT สายสีน้ำเงิน

เกร็ดท้ายขบวน

  1. มีหลายสถานีที่ถูกเปลี่ยนชื่อไปก่อนการก่อสร้างเสร็จ เช่น สถานีรัชดาภิเษก เดิมชื่อรัชดา, สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เดิมชื่อเทียมร่วมมิตร, สถานีคลองเตย เดิมชื่อบ่อนไก่, สถานีวัดมังกร เดิมชื่อวัดมังกรกมลวาส และสถานีไฟฉาย เดิมชื่อแยกไฟฉาย
  2. สถานีบางไผ่และบางขุนนนท์ มีโครงสร้างสะพานคนเดินขนาดเล็กข้ามทางรถไฟในสถานี ใช้สำหรับการเชิญพระพุทธรูปผ่านตามประเพณี ซึ่งสถานีคร่อมคลองอยู่ ถือเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงวัฒนธรรมและประเพณีพื้นถิ่น ซึ่งสะพานจะเปิดใช้ตอนมีการเชิญพระพุทธรูปเท่านั้น
  3. เรานั่ง MRT แล้วลงทุกสถานีไปเช็กอิน ถ่ายรูปคู่กับสัญลักษณ์ของทุกสถานีได้ เพราะตั๋ว MRT มีเวลาอยู่ในระบบได้ถึง 3 ชั่วโมง

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load